แฟนฟิคชั่น : กระบี่สะท้านฟ้า ราชาสะท้านแผ่นดิน (The Hero & The King)
Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2555
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
8 พฤศจิกายน 2555
 
All Blogs
 
กระบี่สะท้านฟ้าฯ ตอนที่ 36 ระยะห่าง


ความเดิมจากตอนที่แล้ว

ชีเส้าเฟยบุกไปช่วยเส่เยี่ยจากคุกหลวง ทำให้ลู่เสี่ยวฟงถูกยาพิษ อ๋าวป้ายให้เวลาสิบวันเอาหัวของฮ่องเต้มาแลกกับยาถอนพิษ พอเดินทางมาถึงค่ายแม่ทัพหลินเซียงแล้วนั้น ท่าทางของชีเส้าเฟยที่มีต่อเส่เยี่ยก็แปลกไป ขณะที่ทุกคนแยกย้ายกันไปพักผ่อน ไทเฮาทรงขอพูดกับเส่เยี่ยเป็นการส่วนตัว...

๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑

เส่เยี่ยอยู่คุยกับไทเฮาให้ห้องโถงอยู่ครู่ใหญ่ พอหญิงสาวเดินออกมาจากห้อง ใบหน้าก็แสดงให้เห็นถึงความไม่สบายใจอย่างเห็นได้ชัด เสียงของไทเฮายังคงก้องอยู่ในโสตประสาทของหญิงสาว

‘หากเขาไม่ได้จริงใจกับเจ้าถึงเพียงนี้ คงไม่กล้าเอ่ยปากขอข้าถึงสองครั้ง’

‘ข้าเคยผิดต่อเขามาแล้วครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ข้าจะไม่ขัดขวางพวกเจ้าอีก’

‘คังซื่อกำลังเผชิญกับอุปสรรคครั้งใหญ่ ขอเพียงมีเจ้าอยู่เคียงข้าง เขาก็จะมีกำลังใจที่จะต่อสู้กับอ๋าวป้าย’

‘ในช่วงเวลายากลำบากเช่นนี้ ข้ามิอาจฟังคำปฏิเสธจากเจ้า ในเมื่อใจของเจ้ายังไม่มีใคร ขอให้เจ้าช่วยฮ่องเต้ผ่านพ้นเรื่องนี้ไปให้ได้’

เส่เยี่ยนึกทบทวนเรื่องที่ไทเฮาทรงตรัสเมื่อครู่ด้วยหัวใจที่สับสน หากท่าทีของชีเส้าเฟยชัดเจน นางคงจะเอ่ยปากไปแล้วว่า เขากับนางมีใจให้กัน แต่ในขณะที่คังซื่อนั้นแสดงความรู้สึกต่อนางอย่างเปิดเผย ชีเส้าเฟยเพียงแต่ยืนอยู่ห่างๆ โดยไม่แสดงท่าทีอะไรเลย สิ่งนี้ทำให้หญิงสาวพูดไม่ออก เมื่ออยู่ต่อหน้าองค์ไทเฮา

ขณะที่หญิงสาวกำลังรู้สึกไม่สบายใจอยู่นั้น พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นชีเส้าเฟยยืนรออยู่ไกลๆ หญิงสาวนึกดีใจ เขารอนาง แปลว่าในใจของเขายังคงมีนางอยู่ ดีเหมือนกัน หญิงสาวจะได้ปรับความเข้าใจกับเขาให้รู้เรื่องเสียที ต่อไปจะได้ไม่ต้องปิดบังอะไรเขาอีก แต่พอนึกถึงสิ่งที่ไทเฮาเพิ่งตรัสกับนางเมื่อครู่ หญิงสาวก็ลังเลที่จะอธิบาย ชีเส้าเฟยจะคิดว่าไทเฮาทรงเข้าข้างฮ่องเต้หรือไม่ ความสัมพันธ์ระหว่างสองพี่น้องจะแย่ลงหรือไม่ หากรู้ว่าทั้งคู่ต่างก็มีใจให้กับนาง

ระหว่างที่เส่เยี่ยกำลังยืนครุ่นคิดอยู่นั้น ชีเส้าเฟยก็หันมาเห็นหญิงสาวพอดี สายของเขาสบกับดวงตาอันเศร้าสร้อยของนาง ทำให้ชีเส้าเฟยรู้สึกใจหายเล็กน้อย ชายหนุ่มไม่รอช้า เขารีบเดินเข้ามาหานาง หมายจะถามไถ่สาเหตุ ทว่าชีเส้าเฟยช้าไปเพียงก้าวเดียว ฮ่องเต้ก้าวมาจากอีกทางหนึ่ง เดินผ่านหน้าชีเส้าเฟยมาถึงตัวเส่เยี่ยก่อน โดยที่คังซื่อเองก็ไม่ทันสังเกตว่าชีเส้าเฟยยืนอยู่ตรงนั้น

“เส่เยี่ย” ฮ่องเต้เอ่ยทักหญิงสาว ฝ่ายเส่เยี่ยที่กำลังจะเดินไปหาชีเส้าเฟย เมื่อถูกอีกคนทักขึ้นก่อน ก็ผงะไปเล็กน้อย คังซื่อเห็นเส่เยี่ยมีท่าทางแปลกๆ สีหน้าก็ดูไม่สบายใจ เขาจึงยื่นมือมาจับไหล่สองข้างของหญิงสาว แล้วถามไถ่นางด้วยความเป็นห่วง
“เส่เยี่ย เจ้าเป็นอะไรรึเปล่า รึว่าเสด็จแม่ว่าอะไรเจ้า” คนพูดถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง เส่เยี่ยรีบปฏิเสธว่าไม่ใช่ แล้วหญิงสาวก็ยืนอึกอักทำตัวไม่ถูก เกรงว่าชีเส้าเฟยจะยิ่งเข้าใจผิดไปใหญ่ คังซื่อรู้สึกได้ถึงความผิดปกติของหญิงสาว ก็เข้าใจผิดคิดว่านางคงยังโกรธเขาอยู่
“เจ้าคงโกรธเราสินะที่ตอนนั้นเราไม่ได้ช่วยเจ้าออกมา” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงเศร้า ตากลมโตของเขาบัดนี้เต็มไปด้วยความรู้สึกเสียใจและความรู้สึกผิด ตอนที่มีการแลกตัวประกันกันนั้น แม้เขาจะเป็นห่วงเส่เยี่ยยิ่งกว่าใคร แต่ก็จำใจต้องช่วยเชื้อพระวงศ์ก่อน
“ไม่ใช่หรอกเพคะฝ่าบาท...” หญิงสาวปฎิเสธ สิ่งที่ฮ่องเต้ทำนั้นเหมาะสมที่สุดแล้ว นางไม่เคยนึกตำหนิชายหนุ่มเลย
“แล้วทำไมตั้งแต่กลับมา เจ้าถึงได้แปลกไป ดูห่างเหินกับเราเช่นนี้” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ ฝ่ายเส่เยี่ยเจอคำถามนี้เข้าไป ก็อึ้งไปเล็กน้อย ไม่รู้จะตอบชายหนุ่มอย่างไร
“หรือเจ้ายังคงโกรธเราเรื่องนั้น...” คังซื่อพูดจบก็สบตาหญิงสาว เส่เยี่ยรู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาที่ใบหน้าเมื่อนึกถึงคืนวันที่นางออกจากวังหลวง หญิงสาวถอยห่างจากเขาแล้วหลบสายตาไปทางอื่น แต่ก็ดันไปสบตากับชีเส้าเฟยเข้าอีก นางจึงรีบหันไปบอกกับฮ่องเต้ว่าตนเองรู้สึกไม่ค่อยสบาย
“ฝ่าบาท... วันนี้หม่อมฉันเหนื่อยมากแล้ว อยากขอตัวไปพักผ่อนก่อนเพคะ”
“แต่ว่า...” คังซื่อคว้าตัวนางไว้ เขาอยากจะพูดกับนางให้รู้เรื่องเสียตอนนี้เลย
“ขอฝ่าบาททรงเห็นใจเส่เยี่ยด้วย” หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงแกมบังคับ ฝ่ายคังซื่อเมื่อเห็นหญิงสาวมีท่าทีไม่สบายใจที่จะพูดถึงเรื่องในอดีตก็ไม่อยากจะขัดใจนาง
“งั้น... เอาไว้พูดกันวันหลังก็ได้” ชายหนุ่มกล่าว ฝ่ายเส่เยี่ยก็ลอบถอนหายใจเบาๆ ด้วยความรู้สึกโล่งอก
“จริงสิ เราได้เตรียมที่พักไว้ให้เจ้าแล้ว ป่านนี้ท่านอาหญิงคงกำลังรอเจ้าอยู่” เส่เยี่ยพอได้ยินชื่อเจ้าหยาจือก็มีท่าทีผ่อนคลายมากขึ้น
“ถูฮูหยินเป็นอย่างไรบ้างเพคะ”
“นางปลอดภัยดี มีท่านอ๋องดูอยู่ เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงหรอก มา... เราจะพาเจ้าไปส่งนะ” ว่าแล้วฮ่องเต้ก็คว้ามือของหญิงสาวขึ้นตามความเคยชิน
“ไม่เป็นไรเพคะ หม่อมฉันไปเองได้!” เสเยี่ยรีบดึงมือของตนกลับอย่างรวดเร็ว จนชายหนุ่มหันมามองด้วยความประหลาดใจ
“เจ้าไม่เคยมาที่นี่จะไปถูกได้อย่างไร!”
“เอ่อ... หม่อมฉัน...” หญิงสาวอ้ำอึ้ง
“ไม่ต้องเถียงแล้ว อย่างไรเราก็จะไปส่งเจ้า” ชายหนุ่มไม่พูดเปล่า เขาคว้ามือเส่เยี่ยขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้แน่นกว่าเดิม ไม่มีทางที่หญิงสาวจะดึงมือกลับได้ เส่เยี่ยเหลือบไปมองชีเส้าเฟย เกรงว่าเขาจะเข้าใจผิด แต่พอหันไปชายหนุ่มก็ไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว นางจึงจำต้องยอมให้ฮ่องเต้ไปส่งยังที่พักของอ๋องถูจิ้นและเจ้าหยาจือ

๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑

อีกด้านหนึ่ง ณ ที่พักของค่ายเหลียนอิ๋น อ้อมหมิงเจิ้งตกใจมากเมื่อรู้ว่าลู่เสี่ยวฟงถูกพิษของอ๋าวป้าย
“หา! ว่ายังไงนะ นี่เขาโดนพิษอีกแล้วหรือ!” คนพูดขึ้นเสียงสูงทั้งโกรธทั้งเป็นห่วง
“เจ้าจะเสียงดังทำไม เมื่อก่อนไม่เห็นเคยเป็นห่วงข้า ไม่ดีหรือไง ข้าตายไวๆ เจ้าจะได้ไม่ต้องรำคาญอีก” ลู่เสี่ยวฟงมองหญิงสาวด้วยสายตาคอดค้อน
“เจ้าเพ้อเจ้ออะไร พวกเราเป็นพี่น้องกันนะ มีหรือข้าไม่เป็นห่วงเจ้า” อ้อมหมิงเจิ้งเถียงกลับ

พอเห็นว่ากงซุนเช่อตรวจอาการของลู่เสี่ยวฟงเสร็จแล้ว อ้อมหมิงเจิ้งจึงเลิกโวยวาย แล้วหันมาสนใจอาการของลู่เสี่ยวฟงแทน
“พี่รองเป็นอย่างไรบ้าง” ชีเส้าเฟยและอ้อมหมิงเจิ้งถามขึ้นพร้อมกัน
“เฮ้อ...” กงซุนเช่อส่ายหน้า แล้วก็ถอนหายใจยาว
“ยอมรับว่าครั้งนี้ ข้าจนปัญญาจริงๆ” หัวหน้ารองกล่าวอย่างหมดหวัง ผู้รอบรู้อันดับหนึ่งอย่างเขายังไม่สามารถรักษาได้ ดูท่าพิษนี้ คงมีแต่อ๋าวป้ายคนเดียวเท่านั้นที่มียาถอน
“เพราะข้าไม่ดีเอง สุดท้ายทำให้เจ้าต้องลำบากแล้วน้องสี่” ชีเส้าเฟยกล่าวขอโทษหัวหน้ารุ่นน้องด้วยความรู้สึกผิด
“หัวหน้าใหญ่อย่าได้พูดเกรงใจเช่นนี้ พวกเราเป็นพี่น้องกัน มีหรือข้าจะปล่อยให้ท่านไปคนเดียวได้” ลู่เสี่ยวฟงยิ้มบางๆ ให้เขา
“น้องสี่ หากสิบวันแล้วยังหาวิธีไม่ได้ ข้าจะไปสู้กับอ๋าวป้าย อย่างดีก็ตายพร้อมกับเจ้า” ชีเส้าเฟยพูดแล้วก็ตบไหล่ของลู่เสี่ยวฟง ชายหนุ่มไม่มีวันปล่อยให้ลู่เสี่ยวฟงเผชิญความยากลำบากนี้เพียงลำพังแน่
“พวกท่านพูดอะไรไม่เป็นมงคลเลย คำก็ตายสองคำก็ตาย ข้าว่าไม่ต้องรอสิบวันหรอก เราไปสู้กับพวกมันให้รู้แล้วรู้รอดเลยดีกว่า!” อ้อมหมิงเจิ้งไม่อาจเก็บอารมณ์ได้อีกต่อไป ตอนนี้หญิงสาวทั้งโกรธ ทั้งเป็นห่วง ลู่เสี่ยวฟง นางอยากจะไปต่อสู้กับอ๋าวป้ายให้รู้ผลไปเลยเสียมากกว่า
“เฮ้อ... เจ้าจะเอาอะไรไปสู้กับเขา กำลังทหารเขามีเป็นหมื่น เรามีแค่ร้อย เกรงว่าจะพาทุกคนไปตายมากกว่า ข้าไม่อยากใครต้องมาเดือดร้อนเพราะข้าหรอกนะ” ลู่เสี่ยวฟงกล่าว
“ตายตายตาย เจ้าก็พูดอยู่นั่นแหละ หรือจะให้พวกเรานั่งอยู่เฉยๆ รอดูเจ้าตายงั้นสิ!” หญิงสาวสะบัดน้ำเสียงด้วยความไม่พอใจ เหตุใดลู่เสี่ยวฟงถึงได้ทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อนเช่นนี้ ทั้งที่เขาเป็นคนโดนยาพิษแท้ๆ
“จริงสิหัวหน้าใหญ่ เหตุใดอ๋าวป้ายจึงต้องใช้พิษที่จะออกฤทธิ์ในสิบวันด้วย หรือว่าที่มันใช้ยาพิษแบบนี้ มันต้องการอะไรแลกเปลี่ยน” กงซุนเช่อรู้สึกผิดสังเกตมาตั้งนานแล้ว จึงเอ่ยถามขึ้น ชีเส้าเฟยกับลู่เสี่ยวฟงมองหน้ากันแล้วก็ไม่มีใครพูดอะไร ทำให้อ้อมหมิงเจิ้งรู้ว่าพวกเขาต้องมีเรื่องปิดบังแน่ๆ
“อ๋าวป้ายต้องการสิ่งใด นี่!! ลู่เสี่ยวฟงเจ้าพูดมาเดี๋ยวนี้นะ!!” อ้อมหมิงเจิ้งหันไปคาดคั้นคำตอบจากลู่เสี่ยวฟง แต่ชายหนุ่มก็นิ่งเงียบไม่พูดอะไร จนชีเส้าเฟยต้องเป็นคนเอ่ยปากขึ้นเอง
“ไม่ต้องบังคับเขาหรอกหงเผา ข้าจะบอกเจ้าเอง”
“อ๋าวป้ายต้องการชีวิตของฮ่องเต้แลกกับยาถอนพิษ” ชีเส้าเฟยตอบน้ำเสียงเรียบ
“ว่าไงนะ!!!” กงซุนเช่อกับอ้อมหมิงเจิ้งร้องขึ้นพร้อมกัน จากนั้นสีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนเป็นหมดหวังทันทีเมื่อคิดว่าข้อแลกเปลี่ยนข้อนี้ ชีเส้าเฟยคงมอบให้อ๋าวป้ายไม่ได้
“หัวหน้าใหญ่ท่านน่าจะลองไปพูดกับฮ่องเต้ดู” เมื่อเห็นว่าไร้ซึ่งหนทาง อ้อมหมิงเจิ้งจึงลองเสนอขึ้น กงซุนเช่อรีบสะกิดให้หญิงสาวรู้ตัวว่าไม่ควรพูดอะไรเกินเลย
“หงเผา เจ้าบ้าไปแล้วเหรอ ฮ่องเต้เป็นน้องชายหัวหน้าใหญ่นะ!”
“ข้าก็ไม่ได้บอกให้เขาไปฆ่าฮ่องเต้นี่ แค่ลองไปขอความช่วยเหลือดู คนของพวกเขาเยอะกว่า อาจจะช่วยพวกเราได้ก็ได้ ตอนที่พวกเขาเดือดร้อน เรายังเคยช่วยพวกเขาเลย ตอนนี้พวกเราเดือดร้อน เขาก็น่าจะช่วยพวกเราบ้าง รึไม่จริง!” หญิงสาวกล่าวด้วยท่าทางจริงจัง ทำเอากงซุนเช่อต้องรีบขัดจังหวะก่อนที่หญิงสาวจะพูดเกินเลยไปมากกว่านี้
“หงเผา เจ้าพูดแบบนี้ หัวหน้าใหญ่จะลำบากใจนะ!” กงซุนเช่อกล่าว แต่อ้อมหมิงเจิ้งคิดสะระตะแล้ว ทุกหนทางดูจะมืดมนไปหมด เว้นแต่จะลองไปพูดกับฮ่องเต้ดู บางทีเขาอาจยอมช่วยพวกนางก็ได้ อ้อมหมิงเจิ้งอ่านใจชีเส้าเฟยออก เขาไม่มีทางเอ่ยปากขอร้องฮ่องเต้แน่ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็มีทางเดียวคือนางต้องไปพูดกับฮ่องเต้เอง
“หัวหน้าใหญ่ หากท่านไม่สะดวกจะพูด งั้นข้าจะไปพูดเอง!” พอตัดสินได้เช่นนั้น อ้อมหมิงเจิ้งไม่ฟังคำคัดค้านของใคร นางพูดจบ ก็เดินพรวดอออกจากห้องไปทันที กงซุนเช่อกับลู่เสี่ยวฟงหมายจะรั้งอ้อมหมิงเจิ้งไว้ แต่ก็ช้าไปเสียแล้ว

ครู่เดียวอ้อมหมิงเจิ้งก็เดินมาถึงหน้าห้องบรรทมของฮ่องเต้ ขณะนั้นองครักษ์เหอกำลังก้าวออกมาจากห้องพอดี หญิงสาวพุ่งไปที่ประตูอย่างไม่คิดชีวิต
“ฮ่องเต้!!! ฮ่องเต้!!!”
“ศิษย์น้องเจ้ามีอะไรงั้นหรือ ฮ่องเต้ทรงพักผ่อนแล้ว!”
“ข้ามีเรื่องสำคัญ ข้าต้องการพบฮ่องเต้!!!”
“มีอะไรค่อยว่ากันพรุ่งนี้เถิด ฮ่องเต้ไม่ได้บรรทมมาทั้งคืน เจ้าอย่ารบกวนพระองค์เลย”
“ข้าไม่สน ข้ามีเรื่องสำคัญจะพูดกับเขา ศิษย์พี่ท่านหลีกไปเถิด”
“ไม่ได้! หากเจ้ายังพูดไม่รู้เรื่องแบบนี้ ข้าจำเป็นต้องทำตามหน้าที่แล้วนะ” องครักษ์เหอสีหน้าเอาจริง มือข้างหนึ่งก็ยกขึ้นมาขวางอ้อมหมิงเจิ้งไว้ ทันใดนั้น ไฟในห้องก็สว่างขึ้น ครู่หนึ่งฮ่องเต้ก็เปิดประตูออกมา พอคังซื่อเห็นอ้อมหมิงเจิ้งก็รู้สึกแปลกใจ หญิงสาวไม่รอช้ารีบวิ่งไปหาเขาทันที
“ฮ่องเต้ข้ามีเรื่องสำคัญต้องพูดกับท่าน!” สายตาของอ้อมหมิงเจิ้งดูจริงจังมาก ทำเอาคังซื่อไม่กล้าปฏิเสธ เพราะหากไม่ใช่เรื่องสำคัญจริง นางคงไม่มารบกวนเขาในเวลาเช่นนี้
“องครักษ์เหอให้นางเข้ามาเถิด” ฮ่องเต้พยักหน้าให้องครักษ์เหอ แล้วผายมือเชิญอ้อมหมิงเจิ้งเข้ามาคุยด้านใน พอองครักษ์เหอจะเดินตามเข้ามา หญิงสาวก็หันไปมองเหมือนว่าต้องการจะพูดกับฮ่องเต้เพียงลำพัง คังซื่อจึงสั่งให้องครักษ์เหอรออยู่ด้านนอก

ทันทีที่องครักษ์เหอออกไปแล้วนั้น อ้อมหมิงเจิ้งก็คุกเข่าลงต่อหน้าคังซื่อ ทำเอาชายหนุ่มตกใจไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
“แม่นางอ้อมหมิงเจิ้ง เจ้าทำอะไร!”
“ตั้งแต่เกิดมา ข้าอ้อมหมิงเจิ้งไม่เคยขอร้องใคร แต่ครั้งนี้ข้าจะขอร้องท่าน ไม่ว่าจะต้องแลกกับอะไร ข้าก็ยอม”
“แม่นางอ้อมหมิงเจิ้ง มีอะไรก็พูดกันดีๆ ก็ได้ เจ้าไม่เห็นต้องคุกเข่าเช่นนี้”
“หากท่านไม่รับปาก ข้าจะไม่ลุกขึ้น”
“เอาหล่ะๆ เป็นเรื่องอะไรเจ้าก็ว่ามา หากไม่เหนือบ่ากว่าแรง เราก็จะช่วยเจ้า” คังซื่อเห็นความดึงดันของอ้อมหมิงเจิ้งแล้ว จึงจำใจต้องรับปากนาง ฝ่ายหญิงสาวเมื่อเห็นว่าฮ่องเต้ยอมรับปากแล้วก็ไม่รอช้า รีบเล่าเรื่องทั้งหมดให้เขาฟังทันที
“อะไรนะ! นี่ลู่เสี่ยวฟงถูกยาพิษงั้นหรือ แล้วทำไมท่านพี่ถึงไม่บอกข้า!”
“หัวหน้าใหญ่ไม่อยากให้ท่านลำบากใจ จึงไม่ได้บอกท่าน”
“ในเมื่อพวกเราเป็นพี่น้องกันแล้ว เรื่องสำคัญขนาดนี้ เขาก็ควรจะบอกเรา เว้นเสียแต่ว่าเขาจะเห็นเราเป็นคนอื่น” คังซื่อพูดด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ ความจริงตอนนี้เขากับชีเส้าเฟยก็เหมือนลงเรือลำเดียวกันแล้ว หากมีปัญหาอะไรก็ควรจะช่วยกันแก้ไข ไม่ใช่ปิดบังอีกฝ่ายเช่นนี้
“ในเมื่อหัวหน้าใหญ่ยอมรับท่านแล้ว เขาย่อมไม่ได้คิดเช่นนั้นแน่ เพียงแต่ข้อแลกเปลี่ยนที่อ๋าวป้ายต้องการ เขาไม่อาจจะเอ่ยปากกับท่านได้” อ้อมหมิงเจิ้งอธิบาย
“ข้อแลกเปลี่ยน... นี่อ๋าวป้ายต้องการอะไรแลกเปลี่ยนงั้นหรือ” คังซื่อคิ้วขมวดด้วยความสงสัย
“ที่อ๋าวป้ายต้องการแลกกับยาถอนพิษ...”
“ก็คือ...”
“ชีวิตของท่าน...” หญิงสาวตอบด้วยน้ำเสียงที่เบาลงเรื่อยๆ แต่คังซื่อก็ได้ยินอย่างชัดเจน
“ว่าไงนะ!!!” ฮ่องเต้ร้องขึ้นด้วยความตกใจ
“แล้ว... แล้วเจ้าจะให้เราทำอย่างไร เจ้าจะให้เรามอบชีวิตให้อ๋าวป้ายอย่างนั้นหรือ” คนถามๆ ด้วยน้ำเสียงกังวล ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากช่วยหรอกนะ แต่เรื่องนี้มันออกจะสุดวิสัยไปหน่อย
“ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น หัวหน้าใหญ่บอกว่าอีกสิบวัน หากยังไม่สามารถถอนพิษให้คุณชายลู่ได้ เขาจะไปหาอ๋าวป้ายเอง”
“ได้! หากเป็นเช่นนั้น เราจะส่งทหารฝีมือดีไปช่วยท่านพี่” คังซื่อกล่าว ชายหนุ่มพร้อมจะสนับสนุนคนเป็นพี่อย่างเต็มที่
“ขอบคุณท่านมาก แต่เกรงว่าคุณชายลู่ไม่อาจรอถึงสิบวัน เกรงว่าหากรอถึงสิบวันแล้วค่อยลงมือ จะสายเกินไปเสียแล้ว...” อ้อมหมิงเจิ้งกล่าวด้วยน้ำเสียงทอดถอน ความจริงจะวันนี้หรือพรุ่งนี้ก็ไม่ต่างอะไรกันเลย อ๋าวป้ายเป็นต่อพวกเขาอยู่แล้วทุกทาง
“เช่นนั้นเจ้ามีแผนการณ์อย่างไร”

“ข้าอยากจะนัดกับอ๋าวป้ายก่อน!” อ้อมหมิงเจิ้งมองหน้าคังซื่อด้วยแววตามุ่งมั่น คังซื่อเดาได้ไม่ยากว่านางกำลังคิดอะไรอยู่
“เจ้าจะให้เราไปด้วย!” คังซื่อถามนางอีกครั้งเพื่อให้มั่นใจว่าเขาไม่ได้คิดไปเอง
“ข้าสัญญาจะไม่ให้ท่านเป็นอะไร ข้ามีแผนในใจแล้ว ขอเพียงท่านรับปากช่วย ชาตินี้ข้าอ้อมหมิงเจิ้งจะไม่ลืมบุญคุณท่านเลย” หญิงสาวไม่พูดเปล่าพรางก้มศีรษะลงกับพื้น
“เฮ้อ...” คังซื่อส่ายหน้าแล้วก็ถอนหายใจยาว
“ดูท่า เจ้าคงจะห่วงพี่น้องของเจ้ามากสินะ” คังซื่อรู้สึกยกย่องความรักของค่ายเหลียนอิ๋น แม้ไม่ได้ผูกพันธ์กันโดยสายเลือด แต่พวกเขาก็รักกันดั่งพี่น้องแท้ๆ
“แล้วฝ่าบาทจะทรงรับปากหรือไม่” อ้อมหมิงเจิ้งถามอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจ แต่หากฮ่องเต้ปฏิเสธ นางก็ไม่นึกโกรธเขาหรอก
“ในเมื่อพวกเจ้าเดือดร้อนขนาดนี้ จะให้เรานิ่งเฉยได้อย่างไร เอาหล่ะ เราตกลงรับปากเจ้า แต่เรื่องนี้ต้องวางแผนให้รัดกุมอย่างมาก ที่สำคัญจะให้องค์ไทเฮารู้เรื่องนี้ไม่ได้เป็นอันขาด ไม่อย่างนั้นเสด็จแม่ต้องขัดขวางพวกเจ้าอย่างแน่นอน” คังซื่ออธิบาย
“ขอบคุณฮ่องเต้! ขอบคุณฮ่องเต้! แค่ท่านรับปากจะช่วย ข้าก็ดีใจมากแล้ว” อ้อมหมิงเจิ้งน้ำตารื้นโดยไม่รู้ตัว หญิงสาวก้มลงโขกศีรษะไม่หยุด จนคังซื่อต้องเข้ามาห้ามนาง
“เอาหล่ะๆ ตอนนี้เจ้ากลับไปพักผ่อนก่อนเถิด แล้วค่อยกลับมาหารือกับเราอีกที”

อ้อมหมิงเจิ้งจึงทูลลาฮ่องเต้แล้วก็ออกจากห้องไป...

๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑

เช้าวันต่อมา เจ้าหยาจือตื่นมาทำอาหารแต่เช้า เส่เยี่ยเดินเข้ามาในครัว เมื่อเห็นเจ้าหยาจือยืนง่วนอยู่ก็เสนอตัวช่วยนาง เจ้าหยาจือยิ้มให้หญิงสาวแล้วบอกว่า นางกำลังจะนำน้ำโสมไปถวายไทเฮาและฮ่องเต้ วันนี้พวกเขามีประชุมกันตอนเช้า ดูท่าจะเป็นเรื่องสำคัญ เส่เยี่ยพอรู้ว่าเจ้าหยาจือกำลังจะไปหาฮ่องเต้ ก็อิดออดจะไม่ยอมไปด้วย แต่สุดท้ายก็ทนคำรบเร้าของเจ้าหยาจือไม่ไหว จึงต้องช่วยเจ้าหยาจือถือถาดน้ำโสมมายังห้องที่ฮ่องเต้ประชุม

ทว่าพอมาถึงหน้าห้อง ก็พบกับองครักษ์จั๋วและชีเส้าเฟยหน้าทางเข้าพอดี เจ้าหยาจือก้มลงทำความเคารพชีเส้าเฟย พอเห็นว่าเส่เยี่ยยืนนิ่ง นางก็สะกิดให้หญิงสาวก้มลง เส่เยี่ยก็ก้มลงแบบงงๆ นางเงยหน้าขึ้นมองชีเส้าเฟย สองคนมองกันแบบทำตัวไม่ถูก ชีเส้าเฟยจึงเดินก้าวเข้าไปในห้องก่อน จากนั้นเจ้าหยาจือกับเส่เยี่ยถึงได้เดินตามาทีหลัง

ในห้อง มีฮ่องเต้นั่งอยู่ตรงกลาง ไทเฮาและอ๋องถูจิ้นนั่งอยู่ฝั่งซ้าย แม่ทัพหลินเซียงนั่งอยู่ฝั่งขวา ข้างแม่ทัพหลินเซียงมีเก้าอี้ว่างอยู่ตัวหนึ่ง ชีเส้าเฟยทำความเคารพฮ่องเต้และไทเฮาก่อนแล้วจึงเดินไปนั่งข้างแม่ทัพหลินเซียง

ฮ่องเต้พอเห็นหน้าเส่เยี่ยก็ยิ้มกว้าง ฝ่ายไทเฮาเห็นเจ้าหยาจือและเส่เยี่ยถือถาดอาหารมา ก็เอ่ยถามขึ้น
“ถูฮูหยินทำอะไรมาถวายแต่เช้างั้นหรือ”
“ทูลไทเฮา เส่เยี่ยตั้งใจทำน้ำโสมมาถวายไทเฮาและฝ่าบาทเพคะ ทั้งสองพระองค์จะได้มีกำลังใจบริหารราชกิจ” ฝ่ายเส่เยี่ยได้ยินดังนั้น ก็รีบหันไปมองหน้าชีเส้าเฟย แล้วส่งสายตาว่านี่ไม่ใช่ความคิดของนาง
“ไม่ต้องเอาคนแก่มาอ้างหรอก เกรงว่าข้าได้ดื่มน้ำโสมนี่เพราะว่าบารมีของฮ่องเต้เสียมากกว่า” ไทเฮาพูดทีเล่นทีจริงแล้วก็หันไปมองหน้าฮ่องเต้ ฮ่องเต้เหลือบมองเส่เยี่ยแล้วก็ยิ้มเขินให้หญิงสาว
“กำลังใจดีอย่างนี้ฮ่องเต้ต้องเอาชนะศัตรูได้แน่พะยะค่ะ” แม่ทัพหลินเซียงมองหน้าไทเฮาแล้วก็กล่าวแซวฮ่องเต้อย่างรู้งาน ในห้องจึงพากันหัวเราะชอบใจ จะมีก็แต่ชีเส้าเฟยเท่านั้นที่นั่งนิ่งไม่พูดอะไร

เส่เยี่ยเองก็ได้แต่ยืนก้มหน้า จะแสดงท่าทางไม่พอใจก็ไม่ได้ เลยต้องปล่อยเลยตามเลย จากนั้น เจ้าหยาจือก็สะกิดให้เส่เยี่ยเอาน้ำโสมไปถวายให้ฮ่องเต้ หญิงสาวทำท่าจะไม่ไป แต่เจ้าหยาจือก็ส่งสายตาแกมบังคับให้นาง แล้วตัวเจ้าหยาจือเองก็เดินเอาน้ำโสมไปให้ไทเฮา เส่เยี่ยจึงจำใจต้องเดินเอาน้ำโสมไปให้ฮ่องเต้ ทว่าหญิงสาวใจลอยไปครู่เดียว จึงสะดุดตรงหน้าชายหนุ่มพอดี โชคดีที่คังซื่อลุกขึ้นมาประคองนางไว้ทัน มือของคังซื่อจับมือของหญิงสาว สายตาของสายหนุ่มก็จ้องนางไม่กระพริบ จนเส่เยี่ยต้องกระตุกมือของตนเองออกแล้วรีบกลับมายืนตามเดิม หลังจากนั้นเส่เยี่ยก็หันไปมองชีเส้าเฟย แต่ชายหนุ่มมีท่าทีนิ่งเฉยไม่แสดงความรู้สึกใดๆ ออกมา ทำให้เส่เยี่ยรู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก

ฝ่ายเจ้าหยาจือถวายน้ำโสมให้ไทเฮาและอ๋องถูจิ้นแล้ว พอมาถึงชีเส้าเฟยน้ำโสมก็หมดพอดี เนื่องจากพวกนางไม่รู้ว่าชีเส้าเฟยจะเข้าประชุมด้วย
“หม่อมฉันไม่ทราบว่าองค์ชายใหญ่จะเสด็จด้วย ขอทรงประทานอภัยที่ไม่ได้เตรียมสำรับมา โปรดทรงรอสักครู่ หม่อมฉันจะกลับไปนำมาถวายนะเพคะ” เจ้าหยาจือก้มลงคาราวะชีเส้าเฟยอย่างมีมารยาท
“ไม่เป็นไรฮูหยิน อีกอย่าง เรียกข้าชีเส้าเฟยเฉยๆ เถิด อย่าเรียกข้าองค์ชายเลย ข้าไม่คุ้นเคย” ชีเส้าเฟยตอบด้วยสีหน้าเรียบ คำพูดของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกห่างเหิน เหมือนกับว่าเขาไม่เคยคิดว่าตนเองเป็นองค์ชายเลยแม้แต่น้อย ทำเอาไทเฮาสีหน้าเปลี่ยน คนอื่นในห้องต่างก็พากันทำหน้าไม่ถูก เส่เยี่ยเองก็จับความรู้สึกนี้ได้เช่นกัน นางมองหน้าไทเฮาด้วยความรู้สึกสงสาร ในเมื่อชีเส้าเฟยปฏิเสธฐานะของเขาเช่นนี้ แน่นอนว่าคนที่เป็นมารดาย่อมต้องเสียใจมากที่สุด

เมื่อถวายน้ำโสมเสร็จแล้ว เจ้าหยาจือและเส่เยี่ยจึงทูลลาออกมา ปล่อยให้คนที่เหลือประชุมกันต่อ

๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑

เส่เยี่ยไม่ได้กลับไปพร้อมเจ้าหยาจือ นางยืนรออยู่จนชีเส้าเฟยออกมาจากห้องประชุม ชีเส้าเฟยเดินออกมาจากห้องก็เห็นหญิงสาวแล้ว แต่ชายหนุ่มเดินตรงไปตามทาง โดยไม่ได้ใส่ใจหญิงสาวที่ยืนอยู่อีกด้าน เส่เยี่ยจึงรีบเดินมาดักหน้าเขา
“ท่านจงใจหลบหน้าข้า” หญิงสาวยืนขวางหน้าเขาด้วยแววตาเอาเรื่อง
“เหตุใดข้าต้องทำเช่นนั้น” ชีเส้าเฟยตอบด้วยสีหน้าเรียบ
“เมื่อครู่ท่านเห็นข้าแล้ว ทำไมต้องรีบเดินหนีด้วย”
“ข้า... มีเรื่องต้องไปทำ” ชีเส้าเฟยอึกอัก เขาตอบโดยไม่มองหน้าหญิงสาว เส่เยี่ยดูออกว่าเขาไม่ได้พูดความจริง จึงซักเขาต่อ
“เป็นเรื่องอะไร สำคัญมากกว่าข้างั้นหรือ” คำพูดนี้ทำให้ชีเส้าเฟยต้องหันไปมองหน้าหญิงสาว
“เส่เยี่ย ข้าไม่อยากเถียงกับเจ้าตอนนี้หรอกนะ”
“แต่ข้าต้องพูดกับท่านให้รู้เรื่อง” หญิงสาวกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง ชีเส้าเฟยสบตานางก็รู้ว่าเขาคงเลี่ยงบทสนทนานี้ไม่ได้อีกแล้ว ชายหนุ่มถอนหายใจก่อนจะกล่าวว่าต่อไปว่า
“ได้ งั้นมีอะไร เจ้าก็ว่ามา”
“ข้าจะมาทวงสัญญากับท่าน” ชีเส้าเฟยได้ยินแล้วก็ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
“เป็นท่านมิใช่หรือ ที่บอกจะดูแลข้า จะไม่ยอมให้ข้าห่างจากท่านอีก แต่ตั้งแต่กลับมาที่นี่ ท่านกลับวางท่าทางเย็นชากับข้าเช่นนี้หมายความเช่นไร” เส่เยี่ยยิงคำถามตรงๆ ชีเส้าเฟยได้ยินแล้วต้องรีบหันหน้าหลบไปอีกทาง ไม่รู้จะตอบคำถามนี้อย่างไร
“ท่านไม่พูดก็แปลว่ายอมรับสินะ” หญิงสาวกล่าว ชีเส้าเฟยก็นิ่งไปอีก สายตาของเขามองไปที่ลานกว้าง ก่อนจะหันมาเอ่ยกับหญิงสาวด้วยน้ำเสียงปนเศร้าเล็กน้อย
“เจ้าก็รู้ ตอนนั้นกับตอนนี้มันไม่เหมือนกันแล้ว”
“ไม่เหมือนยังไง ท่านก็คือท่าน ข้าก็คือข้า ข้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง หรือท่านมีอะไรที่เปลี่ยนไป” หญิงสาวย้อนถามเขา ชีเส้าเฟยหันมามองหน้าเส่เยี่ยแล้วก็พยักหน้าไปทางห้องที่ฮ่องเต้ประทับอยู่ เส่เยี่ยเข้าใจความหมายของเขา จึงพยายามอธิบายให้ชายหนุ่มเข้าใจ
“เรื่องของข้ากับฮ่องเต้นั้นยากจะอธิบาย ข้าเพียงแต่บอกได้ว่า มันไม่ได้เป็นอย่างที่ท่านคิด สิ่งที่ท่านเห็นเป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิดเท่านั้น”
“เข้าใจผิดงั้นหรือ แม้แต่คนโง่ที่สุดอย่างข้า ยังมองออกเลยว่าฮ่องเต้คิดอย่างไรกับเจ้า”
“ฮ่องเต้คิดอย่างไรก็เป็นเรื่องของเขา ข้าไม่สน แต่ที่ข้าสนคือท่านคิดอย่างไร” เส่เยี่ยพูดจบก็หันมาสบตาชีเส้าเฟยเพื่อคาดคั้นเอาคำตอบ ทว่าชายหนุ่มกลับหลบตานาง ทำให้เส่เยี่ยเริ่มรู้สึกใจคอไม่ดี
“หรือว่าท่านไม่เชื่อข้า” คนถามๆ ด้วยน้ำเสียงเศร้า ชีเส้าเฟยนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจตอบคำถามหญิงสาว
“ข้าย่อมเชื่อเจ้าแน่ เพียงแต่...”
“เพียงแต่อะไร...”
“จอมยุทธมิอาจแย่งชิงของรักผู้อื่น” ชีเส้าเฟยพูดจบก็ไม่อาจสบตาหญิงสาวได้ เพราะความรู้สึกผิดที่มีต่อนาง เส่เยี่ยได้ยินคำพูดของชีเส้าเฟยแล้วก็นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง จากนั้นคำพูดของเขาก็ดังก้องอยู่ในหัวของหญิงสาวซ้ำแล้วซ้ำอีก ‘ท่านไม่อาจแย่งชิงงั้นหรือ? เหตุใดท่านต้องแย่งชิงเล่า? ในเมื่อใจของข้าก็เป็นของท่านอยู่แล้ว เว้นเสียแต่ว่าท่านไม่อยากจะแย่งชิงเสียมากกว่า’
“หากข้ากับฮ่องเต้ลงเอยกัน ท่านก็จะยินดีงั้นสิ” เส่เยี่ยพยายามข่มเสียงตนเองให้นิ่งแล้วถามชายหนุ่มด้วยความรู้สึกน้อยใจ แต่ชีเส้าเฟยหาได้เข้าใจความรู้สึกของเส่เยี่ย เขากลับพยักหน้าให้นาง ทำให้นางยิ่งเสียใจเข้าไปอีก
“ทั้งฮ่องเต้และเจ้าต่างก็เป็นคนที่ข้ารัก ข้าย่อมยินดีหากเห็นพวกเจ้ามีความสุข” ชีเส้าเฟยตอบ ครั้งนี้เขาขอยอมแพ้ต่อโชคชะตา ตั้งแต่เส่เยี่ยเจอเขานางก็โชคร้ายมาตลอด เขาไม่สามารถปกป้องและทำให้นางมีความสุขได้เสียที ไม่แน่ว่าบางทีหากนางได้ลงเอยกับฮ่องเต้ ชีวิตของหญิงสาวอาจจะมีความสุขกว่านี้ก็ได้ เส่เยี่ยฟังแล้วก็นึกหัวเราะเยาะตัวเองในใจ ‘หากท่านรักข้าจริงก็ควรจะต่อสู้เพื่อให้ได้ข้ามามิใช่หรือ นอกเสียจากว่า ในความคิดของท่าน ข้าเป็นเพียงแค่สิ่งของที่จะมอบให้ใครก็ได้ ข้าไม่ได้คู่ควรให้ท่านแย่งชิงมาเท่านั้น’ พอเส่เยี่ยคิดเช่นนี้ หัวใจของนางก็ไหลท่วมไปด้วยน้ำตา
“ฮ่องเต้เป็นน้องชายข้า และเขาก็เป็นคนดี...” ชีเส้าเฟยพยายามอธิบาย
“หยุดเถอะ!” หญิงสาวห้ามเขา นางไม่อาจทนฟังได้อีกต่อไปแล้ว
“ข้าเชื่อว่าเขาจะสามารถดูแลเจ้า...”
“ข้าบอกให้หยุดไง!” คราวนี้คนพูดน้ำตาไหลพรากจนอีกฝ่ายตั้งตัวไม่ทัน
“เส่เยี่ย...” ชีเส้าเฟยเห็นหญิงสาวร้องไห้ก็ตกใจมาก
“ท่านไม่ต้องพูดแล้ว! ข้าเข้าใจแล้ว! ที่แท้ในใจของท่าน ก็พร้อมจะสละข้าได้ทุกเมื่อ”
“เส่เยี่ย ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น...”
“พอเถอะ! ข้าเหนื่อยมากแล้ว! ท่านผิดสัญญากับข้าครั้งแล้วครั้งเล่า ข้าไม่อยากทนกับความรู้สึกเหล่านี้อีกต่อไปแล้ว ในเมื่อในใจของท่านไม่หนักแน่นพอที่จะรักข้า เช่นนั้นก็ถือว่าข้ารักคนผิดเถอะ ต่อไปข้าจะไม่ไปกวนใจท่านอีก!!!” เส่เยี่ยพูดจบก็ปาดน้ำตาบนใบหน้าของตนเอง ก่อนจะวิ่งออกจากตรงนั้นให้เร็วที่สุดเท่าที่นางจะทำได้...

๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑



Julian Cheung (Chilam) - Don't ask me to give up (live)



Create Date : 08 พฤศจิกายน 2555
Last Update : 19 มีนาคม 2560 16:41:14 น. 11 comments
Counter : 1824 Pageviews.

 
ผู้กินกับแต๋มใจร้ายมากค่ะ มากถึงมากที่สุด ให้พี่ลูลู่ถูกพิษไม่พอ ยังให้หัวหน้าใหญ่มาพูดจาทำร้ายจิตใจของเส่เยี่ยอีก รู้ว่าพูดแบบนี้หัวหน้าใหญ่ก็เจ็บ แต่เส่เยี่ยอุตส่าห์พูดแบบเปิดใจขนาดนี้แล้ว เฮ้อ..ไม่ได้ดังใจจริงๆ ผกก. ใจร้ายมากมายเลย


โดย: ทับทิม IP: 125.26.31.245 วันที่: 27 พฤศจิกายน 2555 เวลา:10:05:36 น.  

 

แหง่ะ โกรธไทเฮาแล้วเนี่ย มาคลุมถุงชนได้ไง ไทเฮาน่าจะถามความสมัครใจของเส่เยี่ยก่อนนะว่าเต็มใจเป็นสนมฮ่องเต้รึป่าว

ส่วนเส่เยี่ยก็ปากหนัก แม้จะไม่แน่ใจในตัว หนญ. ก็มีวิธีอื่นให้หลีกเลี่ยงตั้งหลายวิธี อย่างเช่น บอกว่ามีชายในดวงใจแล้ว หรือหัวใจไม่ว่างแล้ว ไม่ต้องบอกว่าเป็นใครก็๋ได้ หรือบอกว่ารักฮ่องเต้ดังพี่ชายก็ได้

แต่โกรธที่สุดคือ หนญ.อ่ะ คนอะไรใจร้ายยยยยยยยยยย โกรธแทนเส่เยี่ยที่สุด เสียแรงซ้อกุเป็นกองเชียร์ตลอดมา เส่เยี่ยเผยความในใจขนาดนี้แล้ว ยังถอยอยู่อีก งอน หนญ.แล้วด้วย


โดย: หลินอี้ วันที่: 27 พฤศจิกายน 2555 เวลา:12:47:03 น.  

 
เจอคอมเม้นของเพื่อนๆ เข้าไป ท่าทางตอนนี้จะไม่เป็นที่ถูกใจอย่างแรง 555 หลินกุโกรธทุกคนเลยยกเว้น ผกก. ทับทิมเข้าใจหัวหน้าใหญ่ แต่ดันว่าผกก.ใจร้ายซะนี่

หัวหน้าใหญ่ก็น่าเห็นใจนะคะ คนหนึ่งก็น้องชาย คนหนึ่งก็คนรัก ทุกข์ก่อนค่อยสุขที่หลัง จะได้เห็นคุณค่าเส่เยี่ยเยอะๆ ไง (ว่าไปเรื่อย) ว่าแล้ว ย่องๆๆ ไปปั่นตอนต่อไปดีกว่า อิๆ

ป.ล.เพลงเพราะเปล่าคะเพื่อนๆ พี่ชายร้องสดในคอนเสิร์ตเอเลี่ยนนะคะ


โดย: realtomtam วันที่: 27 พฤศจิกายน 2555 เวลา:19:20:59 น.  

 
พี่ชายร้องเพลงเพราะทุกเพลง เพราะเสมอและตลอดๆ แต่ไม่รู้ว่านี่คือร้องสดๆในคอนเสิร์ตค่ะ

ก็ ผกก. ต้องแอบล้างแค้นส่วนตัวแน่ๆเลย ทำกับเส่เยี่ยได้ลงคอ แต่ในความขมย่ิอมมีความหวานอยู่เสมอ คนอ่านเข้าใจ ผกก. ก็ได้ค่ะ


โดย: ทับทิม IP: 125.26.26.184 วันที่: 28 พฤศจิกายน 2555 เวลา:11:52:53 น.  

 

ตอนอ่านไม่ได้เปิดลำโพงก็เลยไม่ทันได้ฟังเพลง ว่าแต่เพลงนี้ไม่คุ้นหูเลยค่ะ เป็นเพลงใช่ป่าวคะ อย่าถามว่าเพราะป่าว เพราะทุกเพลงที่ดาร์ลิ๋งค์ร้อง ไม่มีไม่เพราะค่ะ คริๆ ยิ่งร้องสด ยิ่งชอบค่ะ ว่าแต่มีแบบ mp3 ให้โหลดป่าวคะ อยากเก็บไว้ค่ะ

ปล. ซ้อกุไม่ตำหนิ ผกก.ค่ะ เพราะ ผกก.ทำตามหน้าที่ ย่อมมีพล็อตอยู่ในหัวแล้ว โกรธตัวละครนี่แหล่ะ


โดย: หลินอี้ วันที่: 30 พฤศจิกายน 2555 เวลา:20:49:40 น.  

 

อุ้ย...ข้างบนพิมพ์ตกไปค่ะ เป็นเพลง "ใหม่" ใช่ป่าวคะ (เดี๋ยว ผกก.จะเข้าใจว่าที่ร้องนั่นเพลงเหรอ ฮี่ๆ)


โดย: หลินอี้ วันที่: 30 พฤศจิกายน 2555 เวลา:20:51:56 น.  

 
ทับทิม เอ่อพี่ชายร้องเพราะทุกเพลงก็จริงค่ะ แต่แต๋มอยากรู้ไงว่าเพลงนี้ เพราะเป็นพิเศษหรือเปล่า (หมายถึงตัวเพลงนะ ไม่ใช่คนร้อง 555)

หลินกุ ไม่รู้จักเพลงนี้ได้ไง mv ก็เคยดูมาแล้ว ชื่อเพลง 别要我放弃 (Don't ask me to give up) พี่ชายร้องในหลายคอนเสิร์ตแล้วนะคะ

ลองแปะ mv ให้นะ ไม่รู้จะผ่านหรือเปล่า


โดย: realtomtam วันที่: 1 ธันวาคม 2555 เวลา:1:31:31 น.  

 

"เส่เยี่ยพูดจบก็ปาดน้ำตาบนใบหน้าของตนเอง
ก่อนจะวิ่งออกจากตรงนั้นให้เร็วที่สุดเท่าที่นางจะทำได้"

ได้ฟิวส์นางเอ๊ก นางเอก มากค่ะ กะลังเศร้าๆ

จิ้นภาพเส่เยี่ยตามประโยคที่บรรยายนี้ฮาก๊ากเลยล่ะ


คู่นี้จะได้ลงเอยกันมั้ยเนี่ย ตอนแรกฟันธงว่าลงเอยแล้วเชียว

มาอ่านตอนนี้เจอประโยคนี้ของคังซื่อเข้าไป

“หรือเจ้ายังคงโกรธเราเรื่องนั้น...”

อ้ายหยา . . มันยังไงล่ะเนี่ย ก็ตอนแรกกะว่าไม่มีไร

เพราะไม่งั้นเส่เยี่ยคงไม่คิดคบกับหัวหน้าชี

ตอนนี้ทำสับสนอีกแล้วอ้ะ ขอ ผกก แต๋มมาเคลียร์ด่วนเลยค่ะ

แต่ก็ยังมั่นใจว่าไม่มี เพราะนี่คือฟิคยุคชิง

ผู้หญิงต้องรักนวลสงวนตัว ถ้าลงเอยไปแล้ว

เส่เยี่ยก็ต้องเป็นของคังซื่อเท่านั้น เดี๋ยวไม่มีลุ้นค่ะ

ลุ้นก็แต่หัวหน้าชีเนี่ยแหล่ะ จะเสียสละอีกนานมั้ยเนี่ย

น่างอนอยู่มั้ยเล่า รักฮ่องเต้มากกว่าเส่เยี่ยได้ไง


โดย: O-yohyo วันที่: 1 ธันวาคม 2555 เวลา:10:34:33 น.  

 
ทำไมอ่านถึงตอนนี้แล้วมลเยี่ยก็มีความรู้สึกว่าฮ่องเต้สุดเลิฟของมลเยี่ยจะไม่สมหวังซะแน่แท้

แต่ไม่เป็นไรนะคะ มลเยี่ยรอฝ่าบาทเสมอ อิอิ


โดย: มลเยี่ย IP: 58.8.63.198 วันที่: 11 ธันวาคม 2555 เวลา:5:17:59 น.  

 
กำลังลุ้นเลยค่ะ แต่ว่าไม่เห็นตอนต่อไปเลยค่ะ หาไม่เจอน่ะค่ะ


โดย: mew IP: 171.100.69.57 วันที่: 30 เมษายน 2557 เวลา:19:59:04 น.  

 
mew คะ มาลงตอนใหม่แล้ว ไม่แน่ใจว่ายังตามอยู่หรือเปล่า

ขอโทษเพื่อนๆ ด้วยที่หายไปนานมากๆ แต่สัญญาค่ะว่ายังไงต้องจบแน่นอน


โดย: realtomtam วันที่: 18 มีนาคม 2560 เวลา:12:31:27 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

realtomtam
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add realtomtam's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.