แฟนฟิคชั่น : กระบี่สะท้านฟ้า ราชาสะท้านแผ่นดิน (The Hero & The King)
Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2555
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
27 ตุลาคม 2555
 
All Blogs
 
กระบี่สะท้านฟ้าฯ ตอนที่ 35 บุกคุกหลวง

ณ ค่ายแม่ทัพหลินเซียง

หลังรับประทานอาหารค่ำเสร็จ อ้อมหมิงเจิ้งออกมาเดินเล่นชมนกชมไม้ไปเรื่อย จะว่าบังเอิญหรือว่าเป็นโชคชะตาก็ได้ หญิงสาวเดินมาได้ครู่เดียวก็พบกับองครักษ์เหอเข้า ชายหนุ่มกำลังยืนนิ่ง สายตาของเขาทอดไปบนท้องฟ้ายามค่ำคืน ท่าทางที่สง่างามของชายหนุ่ม ชวนให้คนเห็นอดยิ้มไม่ได้ อ้อมหมิงเจิ้งลอบมองดูชายหนุ่มโดยไม่เข้าไปทัก องครักษ์เหอรู้สึกเหมือนตนเองกำลังถูกจ้องอยู่ จึงหันกลับไปมอง และก็ได้พบกับอ้อมหมิงเจิ้ง อ้อมหมิงเจิ้งเห็นเช่นนั้นก็คิดจะหลบชายหนุ่ม แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว

“ศิษย์น้อง” ก่อนที่หญิงสาวจะก้าวจากไป ชายหนุ่มก็เรียกนาง จากนั้นเขาก็ตรงเข้ามาหานาง อ้อมหมิงเจิ้งเห็นว่าหลบไม่ได้แล้วจึงหันไปพูดกับเขาด้วยท่าทางปกติ
“ศิษย์พี่ ท่านยังไม่นอนหรือ”
“ข้านอนไม่หลับหน่ะ”
“ท่านคงจะเครียดเรื่องอ๋าวป้ายสินะ”
“อืม” ชายหนุ่มพยักหน้า
“ฮ่องเต้คนนี้โชคดีแค่ไหน มีท่านคอยเป็นห่วงแทนเขา”
“น้ำเสียงของเจ้าดูเหมือนยังไม่หายอคติกับฝ่าบาทนะ”
“ข้ายอมรับ”
“เจ้านี่ไม่เปลี่ยนเลย” ชายหนุ่มยิ้มเล็กน้อยกับความตรงไปตรงมาของหญิงสาว ไม่ว่าเรื่องอะไรอ้อมหมิงเจิ้งคนนี้ก็กล้าพูดอย่างเปิดเผย
“ท่านก็ไม่เปลี่ยนเหมือนกัน” ทีนี้เป็นคราวอ้อมหมิงเจิ้งแซวเขากลับบ้าง ในสายตาของนาง ศิษย์พี่คนนี้เคยมีอุดการณ์อย่างไร ตอนนี้ก็ยังคงแน่วแน่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง และเพราะคำว่าอุดมการณ์นี้เองที่ทำให้ครั้งหนึ่ง สองหนุ่มสาวจำต้องแยกทางกัน

“นึกแล้วตลกดีนะ พวกเราเคยอยู่คนละฝ่าย สุดท้ายแล้วกลับต้องมาอยู่ฝ่ายเดียวกัน” องครักษ์เหอกล่าวขึ้น
“เอ้... องครักษ์เหอ ใครว่าข้าอยู่ข้างเดียวกับท่านกัน” อ้อมหมิงเจิ้งแย้ง
“ไม่ใช่งั้นหรือ เจ้าอยู่ข้างจอมยุทธชี ตอนนี้จอมยุทธชีเป็นพี่น้องกับฝ่าบาท ไม่ได้หมายความว่าเจ้าอยู่ข้างเดียวกับฝ่าบาทงั้นหรือ”
“ข้าแค่ร่วมมือกับพวกท่านชั่วคราวเพื่อกำจัดคนชั่วอ๋าวป้ายเท่านั้น ใช่ว่าข้าจะยอมก้มหัวรับใช้ราชสำนักตลอดไป จบงานนี้แล้วข้าก็จะถอนตัว กลับไปอยู่ชายแดนอย่างมีอิสระตามเดิม”
“แล้วถ้าหัวหน้าใหญ่ของเจ้า ตัดสินใจอยู่กับฝ่าบาทหล่ะ”
“ไม่มีทาง”
“เจ้าแน่ใจขนาดนั้นเชียว”
“จิตใจหัวหน้าใหญ่และพี่น้องในค่ายข้ารู้ดี พวกเราเป็นชาวยุทธ ค่ำไหนนอนนั้น หัวใจมีแต่ความอิสระ มีหรือจะไปอยู่ในคอกสี่เหลี่ยมที่คับแคบเช่นนั้นได้”
“คอกสี่เหลี่ยม! ฟังเจ้าพูดเข้า ยังไงก็ไว้หน้าข้าหน่อย ข้ายังต้องอยู่ที่นั่นอีกชั่วชีวิตนะ” องครักษ์เหอกล่าวพรางหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ไม่ถือสาที่หญิงสาวปรียบเทียบวังหลวงเช่นนั้น
“จริงรึ ท่านจะอยู่ที่นั่นจนชั่วชีวิต” หญิงสาวตาโตไม่เชื่อว่าเขาจะคิดเช่นนั้นจริง
“อืม” ชายหนุ่มพยักหน้า
“ท่านจะอยู่กับฮ่องเต้ตลอดไปไม่ได้หรอกนะ เป็นผู้ชายต้องสร้างฐานะ สร้างครอบครัว หาผู้สืบสกุล” อ้อมหมิงเจิ้งแย้ง
“เรื่องนี้หน่ะ เมื่อก่อนข้าเคยคิด แต่ตอนนี้ข้าไม่คิดอีกแล้ว” องครักษ์เหอพูดจบก็หันมามองหน้าหญิงสาวอย่างมีความนัยย์ บรรยากาศตอนนี้ช่างชวนให้หวนระลึกถึงความหลังครั้งเคยร่วมฝึกวิชากับนางเสียจริง
“เพราะข้า...งั้นหรือ!” อ้อมหมิงเจิ้งชี้ที่หน้าตัวเองอย่างไม่แน่ใจ องครักษ์เหอก็พยักหน้ารับ สีหน้าของเขาเรียบเฉย

องครักษ์เหอและอ้อมหมิงเจิ้งเดิมเป็นศิษย์ร่วมสำนักกัน ตอนนั้นองครักษ์เหอเป็นศิษย์ที่โดดเด่น จึงได้รับความคาดหวังจากอาจารย์จะให้เป็นผู้สืบทอดสำนักต่อ แต่ด้วยพื้นเพขององครักษ์เหอเป็นตระกูลขุนนางหลายสมัย เขาจำเป็นต้องตอบแทนบุญคุณบุพการี และตอบแทนคุณแผ่นดิน องครักษ์เหอจึงเลือกที่จะเข้าวัง ถวายตัวเป็นองครักษ์ให้ฮ่องเต้

ฝ่ายอ้อมหมิงเจิ้ง บุพการีเดิมเป็นพ่อค้า ครอบครัวของนางค่อนข้างมีฐานะ จึงมักถูกขุนนางท้องถิ่นรีดไถและกลั่นแกล้งอยู่เสมอ จนต่อมากิจการทั้งหมดก็ถูกขุนนางโฉดโกงไปจนหมดสิ้น บิดามารดาของนางพยายามไปร้องเรียนเพื่อขอความเป็นธรรมจากทางการ แต่ก็ถูกปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะความเครียดทำให้บิดาของนางล้มป่วยลง จนกระทั่งเสียชีวิต ต่อมามารดานางก็ตรอมใจ เสียชีวิตตามไปอีกคน อ้อมหมิงเจิ้งจึงมีอุปนิสัยเด็ดเดี่ยว ไม่เหมือนกับสตรีทั่วไป เพื่อไม่ให้ถูกคนอื่นเอาเปรียบ อ้อมหมิงเจิ้งจึงได้มาฝึกวรยุทธที่สำนักเดียวกับองครักษ์เหอ ต่างฝ่ายต่างก็ชื่นชมซึ่งกันและกันจนเกิดเป็นความชอบพอ ทว่าโชคชะตาก็ไม่เข้าข้างนัก เมื่ออ้อมหมิงเจิ้งรู้สถานะขององครักษ์เหอ นางก็ไม่อาจจะร่วมทางกับบุตรชายของตระกูลขุนนางได้ ทั้งสองจึงจำต้องแยกทางกันนับจากนั้น แม้องครักษ์เหอกับอ้อมหมิงเจิ้งจะแตกต่างอุดมการณ์กัน แต่ก็ยังนับถือกันเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องเสมอมา แม้ไร้ซึ่งการติดต่อ แต่หากพวกเขาได้ยินข่าวของอีกฝ่าย ก็ยังรู้สึกห่วงใยกันฉันท์มิตร

“ท่านคงไม่โทษข้าใช่ไหม” เมื่อได้รู้ว่าองครักษ์เหอตัดสินใจจะไม่แต่งงาน หญิงสาวก็อดถามเขาไม่ได้ นางรู้สึกว่าตนเองก็เป็นต้นเหตุหนึ่งเหมือนกัน
“ไม่หรอก เราสองคนต่างประสบการณ์ อุดมการณ์จึงแตกต่างกัน ครอบครัวของข้าเป็นข้ารับใช้มาหลายชั่วคน บุญคุณของของฮ่องเต้และอดีตฮ่องเต้ ข้าไม่อาจไม่ทดแทน ส่วนครอบครัวของเจ้าเคยบาดหมางกับราชสำนัก ความแค้นของเจ้า ข้ารู้ว่าเจ้าก็ไม่สามารถปล่อยวางได้เช่นกัน ในเมื่อสวรรค์ได้ลิขิตไว้เช่นนี้ ข้าจะไปโทษเจ้าได้อย่างไร” อ้อมหมิงเจิ้งยิ้มพอใจกับคำตอบของชายหนุ่ม ความจริงเป็นมิตรกันเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน ด้วยอุปนิสัยสันโดษของทั้งคู่ ไม่แน่ว่าแต่งงานกันไปอาจจะไม่มีความสุขก็ได้ สู้เก็บความทรงจำที่ดีต่อกันเอาไว้ดีกว่า

“ศิษย์พี่ ไม่ว่าอย่างไรท่านก็จะเป็นศิษย์พี่ของข้าตลอดไปนะ” อ้อมหมิงเจิ้งตบบ่าชายหนุ่มเบาๆ ด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งนับถือ ทั้งห่วงใย แต่มิอาจลงเอย เหลือไว้เพียงความผูกพันธ์กันฉันท์มิตร
“เจ้าก็เช่นกัน” ชายหนุ่มตบที่มือของหญิงสาวเบาๆ ความห่วงใยของนาง เขาเองก็รับรู้ได้
‘หงเผา ข้าไม่นึกเสียใจเลยที่เคยชอบเจ้า ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็ยังเป็นหงเผาที่แน่วแน่และมั่นคงในอุดมคติของตนเองเสมอ’ ชายหนุ่มคิดในใจ

อีกด้านหนึ่ง ลู่เสี่ยวฟงก็นอนไม่หลับ จึงออกมาเดินเล่น เดินไปเดินมาดันมาเห็นอ้อมหมิงเจิ้งยืนคุยอยู่กับองครักษ์เหอพอดี ตามนิสัยเขาโดยปกติ ชายหนุ่มคงจะแอบฟังไปแล้ว แต่เพราะเรื่องที่หลินกุเหนียงพูดบนโต๊ะอาหาร ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกสับสน ทำตัวไม่ถูกว่าจะสนใจหรือไม่สนใจอ้อมหมิงเจิ้งดี
“ชอบนางหรือไม่ชอบนางกันแน่” ชายหนุ่มพรึมพรำ
“ไม่ ไม่ ไม่ ข้าไม่ได้ชอบนางหรอก นางไม่ใช่แบบที่ข้าชอบสักหน่อย ผู้หญิงที่ข้าชอบ ต้องสวยหวาน เรียบร้อย สมเป็นกุลสตรี” ลู่เสี่ยวฟงพรึมพรำกับตัวเองคนเดียว พูดจบก็ทำท่าจะเดินจากไป แต่อีกใจหนึ่ง ก็อยากรู้ว่าอ้อมหมิงเจิ้งกับองครักษ์เหอคุยอะไรกัน ท่าทางสองคนสนิทสนมกันจริงๆ
“ฟังนิดนึงคงไม่เป็นไรมั้ง” ชายหนุ่มเลิกคิ้วสูงเพราะความอยากรู้อยากเห็น
“ไม่ได้ ไม่ได้ ในเมื่อไม่ได้คิดอะไรกับนาง นางจะคุยอะไรกับใครมันก็ไม่ใช่เรื่องอะไรของข้านี่หน่า” ชายหนุ่มพูดพรางเข็กหัวตัวเองไม่ให้อยากรู้อยากเห็นเรื่องของอ้อมหมิงเจิ้งอีกต่อไป แต่อีกใจหนึ่งก็คิดแย้งขึ้นมาอีก
“ท่าทางสนิทสนมกันมาก ยิ่งเคยเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกันมาก่อนด้วย ไม่ได้! จะปล่อยให้พวกเขาอยู่กันสองต่อสองไม่ได้” พูดจบแล้วลู่เสี่ยวฟงก็ทำท่าจะเดินกลับไปทางอ้อมหมิงเจิ้งอีก
“ไม่ๆๆ ถ้าข้ากลับไปก็เท่ากับว่าข้าสนใจนางหน่ะสิ โอ๊ย... ลู่เสี่ยวฟง ทำไงดีนะ” คนพูดชะงักฝีเท้า จะก้าวก็ไม่ก้าว จะถอยก็ไม่ถอย ยืนละล้าละลังด้วยความสับสน

ระหว่างที่ลู่เสี่ยวฟงกำลังยืนลังเลอยู่นั้น สายตาก็พลันไปเห็นชีเส้าเฟยเหมือนกำลังจะออกเดินทางออกจากค่าย
“ดึกดื่นป่านนี้แล้วหัวหน้าใหญ่จะไปไหนกันนะ” ชายหนุ่มคิดแล้วก็รีบปรี่เข้าไปหาชีเส้าเฟย
“เอ๊ะ หัวหน้าใหญ่นั่นท่านจะไปไหนหรือ”
“ข้า...” ชีเส้าเฟยหันมาเห็นลู่เสี่ยวฟงก็หยุดฝีเท้า สีหน้าของเขาดูมีพิรุธ เหมือนไม่อยากให้คนอื่นรู้ว่าเขากำลังจะเดินทาง
“ท่านจะไปไหนงั้นหรือ” ลู่เสี่ยวฟงเห็นชีเส้าเฟยไม่ตอบก็ถามซ้ำ ฝ่ายชีเส้าเฟยไม่อยากตอบ แต่ก็โกหกไม่เป็น จึงจำต้องตอบไปตามตรง
“ข้าจะไปช่วยเส่เยี่ย”
“ไปช่วยแม่นางเส่เยี่ย!!! ตอนนี้เนี่ยนะ” ลู่เสี่ยวฟงทำหน้าตกใจจนตาโต
“ไม่ได้นะหัวหน้าใหญ่ ตอนนี้วังหลวงอันตรายมาก ท่านจะไปคนเดียวได้อย่างไร ทำไมไม่ปรึกษาพวกเราก่อน”
“ปรึกษาพวกเจ้า พวกเจ้าก็ไม่ให้ข้าไปหน่ะสิ”
“ไม่ใช่ไม่ให้ท่านไป แต่ทำอะไรก็ต้องวางแผนกันก่อน แล้วนี่ฮ่องเต้รู้เรื่องหรือเปล่า” ลู่เสี่ยวฟงถาม ชีเส้าเฟยก็ส่ายหน้า
“หัวหน้าใหญ่ท่านทำงี้ไม่ได้นะ ตอนนี้ไม่เหมือนแต่ก่อนแล้ว ท่านเป็นถึงองค์ชายนะ อยู่ๆ จะเดินโทงๆ ไปหาศัตรูได้อย่างไร เกิดท่านเป็นอะไรขึ้นมา ฮ่องเต้จะว่าอย่างไร ไทเฮาจะว่าอย่างไร”
“น้องสี่ เจ้าผิดแล้ว ข้าไม่ใช่องค์ชายอะไรนั่น ข้ายังเป็นพี่น้องของเจ้าเหมือนเดิม ข้าคือชีเส้าเฟย อยากไปไหนข้าก็ไป ไม่เคยต้องรายงานใคร” ชีเส้าเฟยเริ่มหงุดหงิดที่ลู่เสี่ยวฟงเอาเขาไปรวมกับพวกเชื้อพระวงศ์ แม้โดยสายเลือดเขาจะเป็นองค์ชายจริงๆ แต่จิตใจของเขาไม่ได้รู้สึกว่าตนเองเป็นเชื้อพระวงศ์เลยสักนิดเดียว
“งั้นข้าไปด้วย” ลู่เสี่ยวฟงเถียงไม่ได้ ก็ขอไปด้วยซะดื้อๆ อย่างนั้น อ๋าวป้ายมากเล่ห์เพทุบายจะตาย เขาจะปล่อยให้ชีเส้าเฟยไปคนเดียวได้อย่างไร
“ไม่ได้!” ชีเส้าเฟยรีบปฏิเสธ
“ถ้าท่านไม่ให้ข้าไป งั้นข้าจะไปฟ้องพี่รองนะ”
“นี่เจ้า!!!” ชีเส้าเฟยไม่อยากให้ลู่เสี่ยวฟงไปด้วย แต่เขาเล่นเอาไม้นี่มาขู่ ชายหนุ่มจึงจำต้องยอมให้เขาไปด้วย ดีกว่าให้คนอื่นรู้ แล้วแห่กันมาห้ามเขาอีก ชีเส้าเฟยส่ายหัวแบบเซ็งๆ ก่อนจะออกเดินทางต่อ โดยมีลู่เสี่ยวฟงติดตามไปด้วย

๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑

คืนเดียวกัน ณ คุกหลวง

ชีเส้าเฟยรอให้ทหารตรวจการณ์กลุ่มใหญ่เดินผ่านไปก่อน เขาจึงพุ่งไปหน้าประตูคุกหลวง จากนั้นชีเส้าเฟยก็สะกัดจุดทหารหน้าประตูคนหนึ่งสลบไป พอทหารอีกคนหันมาเห็นชีเส้าเฟยก็ตกใจ แต่ไม่ทันที่มันจะได้หยิบกระบี่ขึ้นมาต่อสู้ ลู่เสี่ยวฟงก็โผล่มาจากอีกด้านหนึ่ง แล้วสกัดจุดทหารคนนั้นสลบไปอีกคน

ลู่เสี่ยวฟงขโมยกุญแจมาจากตัวทหารคนหนึ่งมา แล้วใช้ไขประตูคุกเข้าไป พอเปิดประตูเข้าไปก็เจอทหารด้านในอีกสามคน ชีเส้าเฟยจัดการสองคน ลู่เสี่ยวฟงจัดการกับอีกคน ใช้เวลาไม่นาน พวกมันก็ถูกตีจนสลบไปทั้งสามคน

เนื่องจากตอนนี้เป็นเวลากลางดึกแล้ว พวกนักโทษจึงไม่รู้ว่าชีเส้าเฟยกับลู่เสี่ยวฟงเข้ามา มีแต่องครักษ์จั๋วซึ่งกำลังนั่งสมาธิอยู่ รู้สึกได้ถึงฝีเท้าของทั้งคู่ องครักษ์จั๋วจึงสะกิดให้เส่เยี่ยซึ่งนอนหลับอยู่ตื่นขึ้น เขาส่งสัญญาณให้หญิงสาวอย่าเพิ่งส่งเสียง และบอกนางว่าเหมือนมีคนบุกเข้ามา เส่เยี่ยมองไปที่ทางเดินด้วยหัวใจระทึก จนกระทั่งเห็นร่างสูงของชีเส้าเฟยก้าวเข้ามาหน้าห้องขังของนาง

หญิงสาวมองหน้าชีเส้าเฟยแล้วก็น้ำตารื้นด้วยความดีใจ ชีเส้าเฟยนิ่งไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นสภาพคนรักถูกขังอยู่ในคุกหลวงช่นนี้ สายตาของชายหนุ่มบ่งบอกถึงความห่วงใยหญิงสาวอย่างสุดซึ้ง ส่วนสายตาของหญิงสาวก็แสดงให้เห็นถึงความดีใจที่ได้พบชายหนุ่มเช่นกัน สองคนมองตากันโดยปราศจากคำพูด หากแต่ความรู้สึกมากมายถูกส่งผ่านทางสายตาของพวกเขา

ลู่เสี่ยวฟงรีบไขกุญแจห้องขังออก พรางบอกกับทุกคนว่าไม่มีเวลาแล้ว ทหารตรวจการณ์กำลังจะเดินวนมาทางนี้ ลู่เสี่ยวฟงพยักหน้าให้จั๋วอี้หัง จั๋วอี้หังจึงเดินตามเขาออกมาจากห้องขัง ชีเส้าเฟยไม่พูดอะไรกับเส่เยี่ย ชายหนุ่มมองตาของหญิงสาวเหมือนเป็นการขอโทษที่เขามาช้าและทำให้นางต้องลำบากเช่นนี้ จากนั้นชีเส้าเฟยก็คว้ามือของเส่เยี่ยขึ้น เขากำมันไว้อย่างแน่นที่สุด จากนี้ไปเขาจะไม่ปล่อยมือนางอีก เขาจะปกป้องนางตลอดไป ชายหนุ่มคิด จากนั้นก็พาหญิงสาวออกมาจากคุกหลวงทันที

ชีเส้าเฟย เส่เยี่ย ลู่เสี่ยวฟง และองครักษ์จั๋วก้าวออกมาจากคุกหลวงได้โดยสะดวก จนชีเส้าเฟยนึกสงสัยว่าทำไมคนของอ๋าวป้ายถึงได้วางเวรยามไว้หล่ะหลวมเช่นนี้ ยังไม่ทันที่ชีเส้าเฟยจะได้เอ่ยความคิดเขาออกมา ทันใดนั้น ทหารนับร้อยก็กรูมาจากทุกทิศทุกทาง เพื่อปิดล้อมทางเข้าออกเอาไว้ ลู่เสี่ยวฟงดูสภาพการณ์แล้วเห็นว่ากำลังของพวกเขาตอนนี้ไม่สามารถต่อสู้กับทหารของอ๋าวป้ายได้ เขาเห็นว่ายังมีอีกด้านหนึ่งที่ทหารยังกรูมาไม่ถึง จึงผลักองครักษ์จั๋วไปหาชีเส้าเฟย แล้วสั่งให้องครักษ์จั๋วรีบพาชีเส้าเฟยกับแม่นางเส่เยี่ยฝ่าวงล้อมออกไป เขาจะอยู่ถ่วงเวลาพวกทหารเอาไว้ให้ ชีเส้าเฟยไม่เห็นด้วยและทำท่าจะไม่หนี แต่ลู่เสี่ยวฟงยืนกรานว่าเขาเอาตัวรอดได้ แต่หากชีเส้าเฟยไม่ไปตอนนี้ ก็จะต้องอยู่ตายกันที่นี่ทั้งสี่คน ชีเส้าเฟยลังเล เขาหันไปมองเส่เยี่ยด้วยความสับสน ความจริงแล้วเขาไม่กลัวตายเลยสักนิดเดียว หากแต่ตอนนี้ไม่ใช่ชีวิตเขาคนเดียวแล้ว ยังมีชีวิตของหญิงสาวที่เขาสัญญาจะปกป้องไปชั่วชีวิตอีก ชีเส้าเฟยไม่อาจเห็นนางตกไปอยู่ในมือคนชั่วได้อีก เมื่อคิดได้เช่นนั้น ประกอบกับเสียงเตือนของลู่เสี่ยวฟงว่าไม่มีเวลาแล้ว ชายหนุ่มจึงจำใจต้องพาเส่เยี่ยและองครักษ์จั๋วฝ่าวงล้อมออกมา ทิ้งลู่เสี่ยวฟงไว้เบื้องหลังด้วยความไม่เต็มใจ

๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑

ชีเส้าเฟยพาเส่เยี่ยและองครักษ์จั๋วฝ่าวงล้อมทหารออกมานอกวังหลวงได้สำเร็จ พวกเขาสามคนมุ่งหน้าสู่ประตูเมืองไคเฟิง ทว่ายังไม่ทันถึงที่หมาย ดูเหมือนอ๋าวป้ายได้วางแผนเอาไว้หมดแล้ว ตอนนี้เบื้องหน้าของชีเส้าเฟยมีทหารนับร้อยยืนขวางอยู่ จะไปต่อก็ไม่ได้ พอคิดจะย้อนกลับไป กองทัพทหารของอ๋าวป้ายก็เดินเข้ามาประชิดด้านหลังพอดี มิหนำซ้ำตอนนี้ลู่เสี่ยวฟงยังถูกจับได้อีก

ครู่หนึ่ง อ๋าวป้ายก็เดินฝ่ากองกำลังของตัวเองออกมาพูดคุยกับชีเส้าเฟย
“เทพมังกรเจ้านึกหรือว่าข้าจะปล่อยให้เจ้าเข้าออกเมืองหลวงได้โดยสะดวก เจ้าดูถูกข้าอ๋าวป้ายเกินไปแล้ว” คนพูดกระหยิ่มยิ้มย่องอย่างมีชัย ชีเส้าเฟยสบตาศัตรูแล้วก็หันมามองหน้าเส่เยี่ย ครั้งนี้เขาพลาดไปจริงๆ นอกจากจะช่วยเส่เยี่ยไม่ได้ ยังทำให้ลู่เสี่ยวฟงต้องถูกจับตัวอีก มือขวาของชีเส้าเฟยกำกระบี่นี่สุ่ยหานแน่น มือซ้ายก็กำมือเส่เยี่ยแน่นเช่นเดียวกัน ‘จะทำอย่างไรดี’ ชายหนุ่มคิด
“เจ้าจะเอาอย่างไร” ชีเส้าเฟยตะโกนถามอีกฝ่าย
“ฮ่าๆ ความจริงก็ไม่มีอะไรมาก ข้ามีข้อเสนอง่ายๆ มาให้เจ้า” อ๋าวป้ายยิ้มด้วยท่าทางเจ้าเล่ห์ ชีเส้าเฟยเดิมไม่เคยคิดจะต่อรองกับอ๋าวป้าย แต่ในเมื่อชีวิตของเส่เยี่ยและลู่เสี่ยวฟงอยู่ในอันตรายเช่นนี้ เขาจำเป็นต้องลองฟังข้อเสนอของมันดู
“ข้าอยากได้หัวของฮ่องเต้!” อ๋าวป้ายกล่าวด้วยน้ำเสียงดุดัน ทั้งองครักษ์จั๋ว เส่เยี่ย และลู่เสี่ยวฟงหันไปมองหน้าชีเส้าเฟยทันที ชีเส้าเฟยก็มองอ๋าวป้ายด้วยตาลุกโพรง ชีวิตของฮ่องเต้งั้นหรือ เขาจะลงมือทำร้ายน้องชายตัวเองได้อย่างไร
“เทพมังกรเจ้าคิดดูให้ดีสิ เราสองคนไม่มีความแค้นต่อกัน เป็นฮ่องเต้ต่างหากที่มีโองการให้ไล่ล่าพวกเจ้า ข้ารู้ตอนนี้เจ้าช่วยเขาเพราะเห็นว่าเขาเป็นพี่เป็นน้อง แล้วเจ้าเคยคิดไหมว่าฮ่องเต้ตอบแทนเจ้าอย่างไร ต่อให้เจ้าเป็นพี่น้องกับเขาจริงๆ เจ้าไม่สงสัยงั้นหรือว่าทำไมไทเฮาแม่แท้ๆ ของเจ้าถึงได้ใจไม้ไส้ระกำทิ้งลูกชายแท้ๆ ของตัวเองให้กลายเป็นกำพร้า ต้องระหกระเหินอยู่ชายแดน ในขณะที่อีกคนกลับเสวยสุขเป็นฮ่องเต้ เจ้าลองคิดดูให้ดีสิ” ชีเส้าเฟยนิ่งไปเพราะคำพูดของอ๋าวป้าย เขาไม่ได้คล้อยตามคำพูดใส่ร้ายป้ายสีเหล่านี้ แต่เขาเพียงแค่สงสัยเช่นกันว่าเหตุใดไทเฮาถึงได้ทอดทิ้งเขา
“ตอนนี้พวกเขาต้องการใช้สอยเจ้า ก็ย่อมทำเป็นดีกับเจ้า ต่อไปหากโชคดีหน่อยนางอาจจะแต่งตั้งเจ้าเป็นแม่ทัพหรือตำแหน่งอะไรสักตำแหน่งที่ไม่สำคัญ เพราะนางย่อมเกรงว่าวันหนึ่งเจ้าอาจจะแข็งข้อคิดแย่งชิงบัลลังก์จากลูกชายสุดที่รักของนาง แล้วเจ้าหล่ะเจ้าเป็นตัวอะไร แค่ลูกชายที่แม่ไม่ต้องการงั้นหรือ เจ้าลองคิดดู บอกตามตรงจะกำจัดเจ้านั้น ข้าก็ทำได้เพียงแค่พลิกฝ่ามือ แต่ข้ารู้สึกเสียดายคนเก่งอย่างเจ้า สู้ข้าเกลี้ยกล่อมให้เจ้าทำงานให้กับข้าไม่ดีกว่าหรือ หากเจ้ายอมสวามิภักกับข้า สิ่งที่ฮ่องเต้มีเจ้าก็มีได้ ข้าจะยกเจ้าให้เป็นอ๋องอุดรปกครองดินแดนภาคเหนือ ค่ายเหลียนอิ๋นของเจ้าก็อยู่อย่างสงบสุขต่อไป เจ้าก็ได้ครองคู่กับคนรักอย่างมีความสุขเช่นกัน”
“อ๋าวป้ายเจ้าพร่ำอะไร อยากฆ่าก็ลงมือเลย เส้าเฟยไม่มีวันทำตามเจ้าพูดหรอก” เส่เยี่ยตะคอกใส่อ๋าวป้าย แผนการณ์ชั่วร้ายแบบนี้มันช่างคิดมาได้ ให้พี่ไปฆ่าน้อง ตัวเองไม่ต้องลงมือ คอยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ มันดูถูกชีเส้าเฟยเกินไปแล้ว ชีเส้าเฟยที่นางรู้จักไม่มีวันทำเช่นนั้นแน่
“มันก็ไม่แน่หรอก ข้ามั่นใจว่าไทเฮาคงไม่ได้บอกเจ้าใช่ไหม ว่าเพราะอะไรนางถึงได้ทิ้งเจ้า เรื่องของเจ้าหน่ะข้ารู้ดี ข้าถึงได้นึกสงสารเจ้ากับสิ่งที่ไทเฮาทำกับเจ้า ฮ่าๆ ชีเส้าเฟยหากเจ้าอยากรู้หล่ะก็มาหาข้าได้ทุกเมื่อ ข้าจะเล่าความจริงให้เจ้าฟัง” เส่เยี่ยได้ยินเช่นนั้นก็กำมือแน่นด้วยความแค้น อ๋าวป้ายช่างชั่วร้ายนัก จงใจพูดจายั่วยุกวนน้ำให้ขุ่น แม้ชีเส้าเฟยไม่เชื่อเรื่องที่มันพูดทั้งหมด แต่เขาก็คงนึกเสียใจไม่น้อยที่ไทเฮาทอดทิ้งเขา เส่เยี่ยมองหน้าชีเส้าเฟย ผ่านใบหน้าที่เคร่งขรึมลงไปนั้นแววตาของเขาแฝงไปด้วยความเจ็บปวดไม่น้อยเลย
“เอาหล่ะวันนี้เพื่อแสดงความจริงใจ ข้าจะปล่อยพี่น้องของเจ้าไป” ว่าแล้วอ๋าวป้ายก็สั่งให้ทหารลดกระบี่ลงแล้วผลักลู่เสี่ยวฟงไปหาชีเส้าเฟย ทุกคนหันมามองหน้ากันอย่างไม่เชื่อ อ๋าวป้ายจะใจดีอย่างนี้เชียวหรือ
“ข้าลืมบอกไปอย่าง พิษในร่างของพี่น้องเจ้าจะออกฤทธิ์ในสิบวัน อาการของพิษเป็นอย่างไร หากสิบวันแล้วเจ้ายังไม่มาหาข้า พวกเจ้าก็จะได้เห็นกัน ชีเส้าเฟยเจ้าเป็นคนฉลาด ลองเก็บเอาข้อเสนอของข้ากลับไปคิดดูนะ ข้ามีความจริงใจขนาดนี้ หวังว่าคงจะได้ยินข่าวดีจากเจ้านะ สิบวันเท่านั้นชีเส้าเฟย สิบวัน ฮ่าๆๆๆๆ” อ๋าวป้ายพูดจบก็ยกมือบอกให้พวกทหารยกทัพกลับ แม้มันจะเดินจากไปแล้ว ทว่าเสียงหัวเราะของมันยังคงก้องวังวาลอยู่

ชีเส้าเฟยสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกไปแล้วหันมาถามอาการของลู่เสี่ยวฟงด้วยความเป็นห่วง
“น้องสี่เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”
“ข้าไม่เป็นอะไร ท่านอย่าไปฟังมัน พิษกระจอกนี่ทำอะไรข้าไม่ได้หรอก เดี๋ยวกลับไปเดินพลังหน่อยก็หายแล้ว” ลู่เสี่ยวฟงทำสีหน้าปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่แววตาที่แฝงไปด้วยความกังวลของลู่เสี่ยวฟงนั้นไม่อาจรอดพ้นสายตาของชีเส้าเฟยไปได้ มันยิ่งทำให้ชีเส้าเฟยรู้สึกผิดขึ้นไปอีก หากไม่ใช่เพราะเขา ลู่เสี่ยวฟงคงไม่ตามมาที่นี่ หากไม่ใช่เพราะเขา ค่ายเหลียนอิ๋นก็ไม่จำเป็นต้องมาเกี่ยวข้องกับการต่อสู้แย่งชิงราชบัลลังก์
“แต่ว่า...”
“หัวหน้าใหญ่ตอนนี้อย่าเพิ่งพูดอะไรเลย เรารีบกลับก่อนดีกว่า เรื่องอื่นๆ ค่อยไปว่ากันที่ค่ายเถอะ” ลู่เสี่ยวฟงรีบพูดตัดบทชีเส้าเฟย
“ได้” ชีเส้าเฟยพยักหน้าตกลง

ระหว่างเดินทาง ลู่เสี่ยวฟงพาองครักษ์จั๋วเดินนำไปก่อน เขาจงใจทิ้งระยะห่างจากชีเส้าเฟย หนึ่งคือเพื่อเลี่ยงคำถามของหัวหน้าใหญ่ สองคือเพื่อให้ชีเส้าเฟยได้มีโอกาสพูดคุยกับเส่เยี่ย

สองหนุ่มสาวเดินจับมือกันมาเงียบๆ ตลอดทาง ไม่มีใครพูดอะไร เส่เยี่ยรู้ว่าชีเส้าเฟยกำลังไม่สบายใจ หญิงสาวเอามือซ้ายของนาง มากุมทับมือของชีเส้าเฟย ที่จับมือขวาของนางไว้อยู่ ชีเส้าเฟยหันมามองหน้าเส่เยี่ย หญิงสาวก็ส่งรอยยิ้มบางๆ ให้เขา แม้ไม่มีคำพูดใดจากหญิงสาว แต่ชีเส้าเฟยก็สัมผัสได้ถึงความห่วงใยของนาง สายตาของเขาจับจ้องเส่เยี่ยอยู่ครู่หนึ่ง ความกังวลก็พลันหายไป ความรู้สึกสบายใจเข้ามาแทนที่ อย่างน้อยตอนนี้ เขาก็ไม่ได้ผิดสัญญากับตัวเอง เส่เยี่ยปลอดภัยและกลับมาอยู่เคียงข้างเขาแล้ว

เส่เยี่ยย้อนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ ตอนที่พวกเขาถูกอ๋าวป้ายล้อมเอาไว้ ชีเส้าเฟยกำมือนางไม่ปล่อย ความจริงตั้งแต่พบกัน ชีเส้าเฟยยังไม่ยอมปล่อยมือนางเลย เมื่ออยู่ใกล้ๆ เขาแล้ว นางไม่รู้สึกกลัวเลยสักนิดเดียว เมื่อครู่หากต้องตายด้วยน้ำมืออ๋าวป้าย หญิงสาวก็ไม่นึกเสียใจ เส่เยี่ยยินดีที่จะตายเคียงข้างกับเขา ความกลัวเดียวในใจที่หญิงสาวมี คือเกรงว่าชาตินี้จะไม่มีโอกาสได้พบกับเขามากกว่า เส่เยี่ยนึกขอบคุณสวรรค์ที่แม้จะพรากบิดาไปจากนางแต่ก็ส่งชีเส้าเฟยมาให้

๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑

เช้ามืด ณ ค่ายแม่ทัพหลินเซียง

หลังจากรู้ว่าชีเส้าเฟยและลู่เสี่ยวฟงหายตัวไป คนของค่ายแม่ทัพหลินเซียงก็ตามหากันให้วุ่น ไทเฮาทรงเป็นห่วงชีเส้าเฟยมาก นางเพิ่งจะพบบุตรชายได้แค่วันเดียว หากเขาต้องมาเป็นอะไรไปอีก นางจะให้อภัยตัวเองได้อย่างไร ฮ่องเต้เห็นผู้เป็นมารดาไม่สบายใจก็พลอยไม่สบายใจไปด้วย เดือดร้อนแม่ทัพหลินเซียงและอ๋องถูจิ้นต้องเข้ามาปลอบให้ทั้งคู่ใจเย็นๆ

ทันใดนั้น ทหารคนหนึ่งก็วิ่งเข้ามารายงานว่าชีเส้าเฟยกลับมาแล้ว ครู่หนึ่ง ชีเส้าเฟย เส่เยี่ย ลู่เสี่ยวฟง และองครักษ์จั๋วก็ปรากฏตัวขึ้น พวกเขาสี่คนเดินเข้ามายังห้องโถง ทำให้ทุกคนหันไปมองเป็นสายตาเดียวกัน

แต่ละคน ก็มีคนที่ตนเองรู้สึกห่วงใย พวกเขามองคนที่เดินเข้ามาด้วยความรู้สึกแตกต่างกัน
หลินกุเหนียงเห็นองครักษ์จั๋วปลอดภัย หัวใจของนางก็ยิ้มได้…
เจ้าหยาจือเห็นเส่เยี่ยกลับมาด้วย ก็ดีใจจนน้ำตารื้น…
อ้อมหมิงเจิ้งเป็นคนเดียวที่สังเกตเห็นว่าลู่เสี่ยวฟงดูเงียบขรึมผิดปกติ อีกทั้งเขายังหลบสายตานาง ทำให้นางรู้สึกแปลกใจอย่างยิ่งว่าอาจเกิดเรื่องอะไรขึ้น...

ฝ่ายชีเส้าเฟยถูกไทเฮาจ้องมองด้วยความเป็นห่วง ก็ทำให้เขารู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งพอสบสายตากับฮ่องเต้อีก ทำให้ชีเส้าเฟยเผลอปล่อยมือเส่เยี่ยลงโดยไม่รู้ตัว เส่เยี่ยหันไปมองหน้าเขา นางรู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก นางรู้สึกได้ถึงความผิดปกติของชีเส้าเฟย เมื่อครู่นี้ยังดีๆ อยู่เลย แต่พอเดินเข้ามาในห้อง ชายหนุ่มกลับมีท่าทีเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

ฮ่องเต้สอบถามเหตุการณ์กับชีเส้าเฟยสองสามคำ เส่เยี่ยได้ยินคังซื่อเรียกชีเส้าเฟยว่า ‘พี่ชาย’ หญิงสาวรู้สึกแปลกใจ ที่แท้พวกเขายอมรับกันแล้วงั้นหรือ ความจริงนางน่าจะรู้สึกดีใจกับเรื่องนี้ แต่ลางสังหรณ์บอกนางว่า ภายใต้ผืนน้ำที่นิ่งสงบนี้ ยังมีคลื่นใต้น้ำไหลวนอยู่

ฮ่องเต้คุยกับชีเส้าเฟยอยู่ครู่เดียว ก็เดินผ่านหน้าเขามาหาเส่เยี่ย คังซื่อแสดงความห่วงใยเส่เยี่ยอย่างออกนอกหน้า ทำเอาคนค่ายเหลียนอิ๋นมองอย่างไม่พอใจเท่าไหร่นัก เพราะทุกคนต่างก็รู้ว่าเส่เยี่ยเป็นนางในดวงใจของชีเส้าเฟย คังซื่อถามเส่เยี่ยว่าเป็นอะไรหรือเปล่า เส่เยี่ยเหลือบมองหน้าชีเส้าเฟย แต่ชายหนุ่มหลบสายตานาง ทำให้หญิงสาวทำตัวไม่ถูก นางได้แต่ส่ายหน้าให้ฮ่องเต้บอกว่านางไม่เป็นอะไรและค่อยๆ ถอยห่างออกจากฮ่องเต้ ท่าทางของชีเส้าเฟยนั้น ไม่เพียงแต่สร้างความประหลาดใจให้กับคนในค่ายเหลียนอิ๋น แม้แต่เส่เยี่ยก็สีหน้าเจื่อนลงอย่างเห็นได้ชัด

เหตุการณ์ที่ชีเส้าเฟยหายไปทำให้ทุกคนเดือดเนื้อร้อนใจกันไม่น้อย แม่ทัพหลินเซียงจึงตำหนิชีเส้าเฟยที่ทำให้ทุกคนเป็นห่วง โดยเฉพาะไทเฮา นางไม่ได้นอนตั้งแต่รู้ว่าชีเส้าเฟยหายไป ความจริงแม่ทัพหลินเซียงไม่ได้ตั้งใจจะต่อว่าชีเส้าเฟย เพียงแต่ยกเรื่องนี้ขึ้นมาอ้าง เพื่อให้ชีเส้าเฟยได้รับรู้ถึงความห่วงใยของไทเฮาที่มีต่อเขานั่นเอง ชีเส้าเฟยมองไทเฮาด้วยความรู้สึกผิด ชายหนุ่มไม่คิดว่าไทเฮาจะเป็นห่วงเขามากขนาดนี้ ชีเส้าเฟยอยากจะขอโทษไทเฮา แต่ปากของเขาก็พูดไม่ออก ไทเฮาเห็นชีเส้าเฟยไม่พูดอะไร ก็ไม่กล้าเริ่มพูดกับเขาก่อน จึงกลายเป็นว่าต่างคนต่างก็เงียบไป เส่เยี่ยเมื่อเห็นว่าชีเส้าเฟยกับไทเฮาดูมีระยะห่างกันเช่นนี้ ก็เดาได้ว่าพวกเขาคงยังไม่ได้ปรับความเข้าใจกัน

ไทเฮาเห็นว่าทุกคนเหนื่อยกันมามากแล้ว จึงสั่งให้ทุกคนแยกย้ายไปพักผ่อนได้ ยกเว้นเส่เยี่ย นางขอให้เส่เยี่ยอยู่คุยกับนางก่อน หญิงสาวก็พยักหน้ารับแบบงงๆ ชีเส้าเฟยและคังซื่อยืนมองเส่เยี่ยอยู่ครู่หนึ่ง สงสัยว่าไทเฮาจะพูดอะไรกับนาง จากนั้นเป็นคังซื่อที่ละสายตาจากหญิงสาวแล้วเดินออกไปก่อน ชีเส้าเฟยจึงค่อยเดินตามออกมาทีหลัง…

๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑



Julian Cheung (Chilam) - Don't ask me to give up (live)



Create Date : 27 ตุลาคม 2555
Last Update : 19 มีนาคม 2560 16:34:48 น. 11 comments
Counter : 534 Pageviews.

 

ตอนนี้หวานได้ใจจริงๆ ค่ะ ชอบตอนที่แม้ไม่พูดอะไรก็สื่อใจถึงกันได้

ชอบที่เส่เยี่ยเด็ดเดี่ยว แต่หัวหน้าชีไหงเกรงใจคังซื่อล่ะคะ ทำเอาแฟนคลับใจหายเลย

คังซื่อมีฮองเฮา มีสนมนางใจมากมาย ไร้เส่เยี่ยไปสักคนก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ

อีกอย่างเส่เยี่ยก็รักหัวหน้าชีนะ ให้ตัวไปอยู่ทางใจไปอยู่ทางเส่เยี่ยทรมานแย่เลย


สงสารพี่ลู่ที่สุดค่ะตอนนี้ ไหนจะกลุ้มใจกับความรัก ไหนจะโดนพิษ

โถ โถ อ้อมหมิงเจิ้นจะเห็นใจมั้ยเนี่ย ปลอบพี่ลู่ด้วยนะ


คาดว่าตอนต่อไป แม่นางหลินจะได้สวีทกับเขาบ้างไหมเนี่ย ลุ้น ลุ้น


โดย: O-yohyo วันที่: 27 ตุลาคม 2555 เวลา:17:10:28 น.  

 


แม่นางเส่เยี่ยรู้สึกว่าหัวหน้าชีแปลกไป

นางกังวลและห่วงท่านลุงของนางเหลือเกิน



โดย: O-yohyo วันที่: 27 ตุลาคม 2555 เวลา:17:14:05 น.  

 
ตอนสื่อความรู้สึกด้วยดวงตา re-write หลายรอบเลยค่ะ เพราะการแสดงออกโดยไม่อาศัยคำพูด มันอธิบายยากจริงๆ

ถ้าไม่นับไทเฮา ตอนนี้คนที่ใหญ่สุดก็คือฮ่องเต้ พี่ท่านแสดงออกชัดเจนว่าชอบนางเอกแบบนี้ พระเอกของเราขอถอยไปตั้งหลักก่อนนะคะ อีกอย่างหัวหน้าใหญ่ไม่ใช่พวกโชว์ออฟหน่ะค่ะ ให้แสดงท่าทางหึงหวงต่อหน้าคนอื่น หัวหน้าใหญ่ไม่ทำแน่นอลลล

สงสารพี่ลูลู่เหมือนกันค่ะ เรื่องนี้โดนพิษอยู่คนเดียวเลย ยังไงผกก.จะจัดฉากปลอบใจให้นะคะ (แต่ต้องทุกข์ระทมไปอีกสักพักหล่ะค่ะ)


โดย: realtomtam วันที่: 27 ตุลาคม 2555 เวลา:20:00:54 น.  

 
ตอนนี้สงสารพี่ลูลู่อีกแล้วค่ะ ยังสับสนในหัวใจของตัวเองอยู่ แถมยังมาถูกพิษอีก น่าสงสารมากๆ หัวหน้าชีก็น่าสงสารเพราะเดิมพันครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก ไม่อาจเสียสละใครได้จริงๆ แต่หัวหน้าชียังโชคดีที่รู้หัวใจตัวเองและได้อยู่กับคนรัก ในขณะที่พี่ลูลู่ยังสับสนอยู่ ถึงตายก็คงจะตายตาไม่หลับ T^T


โดย: ทับทิม IP: 125.26.26.72 วันที่: 27 ตุลาคม 2555 เวลา:21:07:36 น.  

 
แอบงงๆ กับความสัมพันธ์ในอดีตขององครักษ์เหอกับอ้อมหมิงเจิ้งค่ะ ตอนแรกก็เข้าใจว่าเป็นแค่ศิษย์พี่น้องเฉยๆ
แต่อ่านบรรยายแล้ว สองคนเคยรักกัน แต่ต่างอุดมการณ์จึงต้องต่างฝ่ายต่างเดินไปตามเส้นทางของตัวเองเหรอคะ

ขำพี่ลูลู่สับสนในตัวเอง เออหน้อ เป็นคนแสนฉลาดร้อยเล่ห์เหลี่ยมแท้ๆ ทีเรื่องความรักทำเป็นบื้อไปได้
แต่ยังดีใจที่ ผกก.บอกว่าจะชดเชยให้พี่ลูลู่

กริ๊ดดด หน.ชี ช่างเท่ห์เสียนี่กระไร แอบย่องหนีจะไปช่วยแม่นางเส่เยี่ยด้วย ดีใจบอกไม่ถูก นี่สิคือหัวหน้าใหญ่ ไม่ห่วงตัวเองห่วงแต่นางในดวงใจ ตอน หน.ชีจับมือเส่เยี่ยหนี เท่ห์สุดๆ ตอนสองคนพบกันมองตากันโดยไม่พูด ต่างก็รู้ความรู้สึกของอีกฝ่าย
ซึ้งมากกกกเลยอ๊ะ ผู้กินกับบรรยายได้ดีมากเลย รู้สึกตื้อๆ ซึ้งอ่ะ แต่ตอน หน.ชีปล่อยมือเส่เยี่ยแล้วแปลกไป เริ่มใจแป้วแว๊บๆ ไม่เอาอ่ะ หน.ชี อย่าเล่นฉากเสียสละนะคะ หน.ชีได้หัวใจเส่เยี่ยไปแล้ว ต้องสู้สถานเดียวค่ะ

เย้ หลินกุเหนียงได้พบพี่จั๋วแล้ว ผกก. อย่าลืมฉากหวีดนะก๊ะ


โดย: หลินอี้ วันที่: 27 ตุลาคม 2555 เวลา:22:00:21 น.  

 

หัวหน้าชีลำบากใจเมื่อต้องถูกบังคับให้เอาหัวฮ่องเต้ผู้เป็นน้องชาย




โดย: หลินอี้ วันที่: 27 ตุลาคม 2555 เวลา:22:10:57 น.  

 
ขอบพระคุณเพื่อนๆ อย่างสูงค่ะที่ตามมาอ่านกัน

แอบสงสัยนิดนึงทำไมหลังๆ เพื่อนๆ เชียร์พี่ลู่ลู่เยอะจังคะ ตอนแรกก็โย่ ต่อมาก็ทับทิม แล้วก็หลินกุอีก ทั้งๆ ที่บทก็ไม่ได้น่าสงสารมาก (นี่จัดเบาแล้วนะ)


หลินกุ เข้าใจถูกแล้วค่ะ ท่านองครักษ์เหอกับอ้อมหมิงเจิ้งเคยชอบพอกันสมัยฝึกวรยุทธ เรื่องนี้แต๋มอาจจะหยอดน้อยไป จนผู้อ่านไม่สังเกต คือ มันเริ่มตั้งแต่ตอนที่ฮ่องเต้ไปหอนางโลมกับองครักษ์เหอนั่นแหละ ฮ่องเต้แซวว่าองครักษ์เหอไม่รู้จักความรัก แล้วองครักษ์เหอย้อนว่า ทำไมเขาจะไม่รู้จัก ครั้งหนึ่งเขาก็เคยมีความรัก ซึ่งคนที่เขาหมายถึงก็คืออ้อมหมิงเจิ้งนี่แหละค่ะ จะสังเกตว่าองครักษ์เหอเป็นคนแข็งๆ จะว่าไปแล้วก็เพราะอกหักจากอ้อมหมิงเจิ้งนี่แหละ ถึงทำให้เขาตัดสินใจเป็นโสดตลอดไปดีกว่า ส่วนอ้อมหมิงเจิ้ง แม้จะชอบองครักษ์เหอแต่ก็ไม่อาจปล่อยวางความแค้นได้ จึงออกท่องยุทธภพจนมาเจอกับชีเส้าเฟย ซึ่งมีบุคลิกคล้ายๆ ศิษย์พี่ที่นางเคยชอบ จนอ้อมหมิงเจิ้งหลงเข้าใจว่าตนเองชอบชีเส้าเฟยไปพักหนึ่ง

มีอยู่ตอนหนึ่งที่เส่เยี่ยไปค้างกับฮ่องเต้ที่หมู่บ้านร้าง องครักษ์เหอกับพี่จั๋วได้พูดคุยกันเรื่องค่ายเหลียนอิ๋น แสดงให้เห็นว่าองครักษ์เหอยังคงเป็นสนใจติดตามเรื่องของอ้อมหมิงเจิ้งเพราะเขารู้ว่าตอนนี้นางไปอยู่กับชีเส้าเฟยหน่ะค่ะ

แล้วก็ยังมีตอนหมู่บ้านหลิว ที่หลินกุเหนียงบอกกับลู่เสี่ยวฟงว่าคนที่ติดตามฮ่องเต้มาด้วยคือองครักษ์เหอ อ้อมหมิงเจิ้งหน้าซีดเลยเพราะนางรู้ว่าองครักษ์เหอวรยุทธสูง จึงรีบเดินทางไปช่วยชีเส้าเฟย เพราะไม่อยากให้สองคนสู้กัน และก็ยังมีฉากอื่นๆ อีกมากมายที่อ้อมหมิงเจิ้งพูดเหมือนรู้จักองครักษ์เหอดี จนพี่ลูลู่แอบหึงไปหลายรอบแล้ว ซึ่งทั้งหมดอยู่ในหัวผกก.หมดเลยค่ะ ตั้งใจจะให้องรักษ์เหอมาเป็นคู่แข่งหัวใจกับพี่ลูลู่นี่แหละ ต้องโทษผกก.ที่บรรยายไม่ดีทำให้ผู้อ่านไม่อินกับคู่นี้นะคะ

ตอนนี้หลายคู่มากค่ะ ผกก.เริ่มเวียนเศียร ต้องกระจายบทให้ดีๆ เรื่องที่รีเควซกันไม่รับปากแต่จะพยายามนะคะ

ป.ล.หัวหน้าใหญ่กับเส่เยี่ยยังไม่แฮปปี้ง่ายๆ นะคะ ตอนหน้าได้รู้ค่ะว่าทำไม


โดย: realtomtam วันที่: 27 ตุลาคม 2555 เวลา:22:37:20 น.  

 
จำได้ค่ะว่า ตอนต้นเรื่องหรือกลางเรื่อง ผกก.บรรยายว่าองครักษ์เหอเคยอกหักมาแล้ว แต่ไม่คาดคิดมาก่อนว่าสตรีนางนั้นก็คืออ้อมหมิงเจิ้ง เพราะเดาว่าสาวในสเป๊คขององครักษ์เหอต้องสวยหยาดฟ้ามาดินและเป็นกุลสตรีแน่เลย เซอร์ไพรส์นะเนี่ย

คงเพราะโฟกัสอยู่แต่คู่ของ หน.ชีกับเส่เยี่ยและก็คังซื่อ และมัวแอบหื่นจ้องแต่จะลวนลามองครักษ์จั๋ว ก็เลยไม่ทันสังเกตว่าแม่นางคนนั้นคืออ้อมหมิงเจิ้ง ฮี่ๆ

จริงๆ พี่ลูลู่เนี่ยทุกข์น้อยกว่าใครทั้งหมดนะเนี่ย แต่พอถูกเขียนให้โดนอะไรนิดหน่อยก็สงสาร คงเพราะปกติบุคลิคของพี่ลูลู่ต้องสดใสหน้าระรื่น เจ้าเล่ห์เพทุบาย น่ารักน่าหยิกตลอดเวลา เป็นสีสันของเรื่องทำให้ไม่เครียดจนเกินไป พอมาเสียเหลี่ยมหรือถูกทำร้ายหน่อย
ก็รู้สึกสงสารค่ะ ดีนะที่ ผกก.จัดเบา ไม่งั้นเรื่องจะอมทุกข์ไปกว่านี้ เพราะคู่พระนางก็ดราม่าพอละ นี่ ผกก.ยังไม่ยอมให้แฮ๊ปปี้อีก แต่ก็ดีเหมือนกันจะได้ลุ้นยาวเลย ว่าแต่อย่าลืมชดเชยตอนแฮ๊ปปี้ให้ยาวเท่ากับตอนทุกข์นะก๊ะ ไม่งั้นไม่ยอมด้วย


โดย: หลินอี้ วันที่: 27 ตุลาคม 2555 เวลา:23:43:50 น.  

 
ที่เชียร์พี่ลูลู่ไม่ใช่อะไรหรอกค่ะ ก็ยังไม่เห็นเค้าจะได้สวีตเหมือนคนอื่นเค้าสักที แถมยังไม่รู้ใจตัวเอง มัวแต่สับสนอยู่นั่นแหละค่ะ และที่สำคัญเหตุผลคล้ายพี่หลินคือพี่ลูลู่ออกจะร่าเริง กระล่อนด้วย ไม่น่าจะต้องมาทุกข์ระทมขมชื่นเช่นนี้ ก็เลยอดที่จะสงสารไม่ได้

คืออย่างคนอื่นถึงเค้าจะทุกข์ระทม แต่ก็ยังได้หวานชื่น เหมือนขนมลูกบัวเชื่อม ถึงจะขมแต่ก็ยังมีความหวาน (ไม่ได้คิดเองนะคะ ยืมมาจากซานห่าว อะคริ อะคริ)


โดย: ทับทิม IP: 125.26.30.91 วันที่: 28 ตุลาคม 2555 เวลา:10:26:04 น.  

 

ที่เชียร์พี่ลู่ก็เป็นเหมือนหลินกุค่ะ คือปกติพี่ลู่ร่าเริง ขี้เล่น เฮฮา

พอมาเห็นพี่ลู่ซึม แม้จะนิดเดียวก็รู้สึกว่าไม่ปกติแล้วล่ะ ยิ่งสงสารเพิ่ม

คนที่ปกติร่าเริงพอมาจ๋อยเนี่ย เราจะรู้สึกได้ง่ายไงคะ


กลับกัน อย่างหัวหน้าชีกะเส่เยี่ย สองคนนี้อิมเมจแบบนิ่งๆ กึ่มๆ อยู่แล้ว

จะจ๋อยจะเศร้า เราก็รู้สึกว่าอืมก็ปกติของเค้าแหล่ะ แต่ถ้าร่าเริงผิดปกติ

เราก็จะยิ่งรู้สึกยินดีหรืออยากรู้อยากเห็นว่าอะไรที่ทำให้เค้าร่าเริงได้

อย่างตอนนี้ที่แต๋มจัดบทสวีทให้ประมาณนี้กำลังดีเลยค่ะสำหรับท่านลุงชีและเส่เยี่ย

ถ้าเยอะเกินไปก็จะแบบรู้สึกว่าไม่ใช่ตัวตนเค้ายังไงไม่รู้ ลุงชีหวานแค่นี้ก็สุดยอดแล้ว

หวานหนักๆ นี่ต้องฮ่องเต้คังซื่อค่ะ แต่ o-yo หวงเส่เยี่ยให้ลุงชี

เลยอยากให้คังซื่อหวานกะฮองเฮาแทนไง ยิ่งตอนนี้ภาพพี่ชายจุ๊บกะแอนนี่ยังติดตา

ทำให้ยิ่งจิ้นได้แจ่มค่ะ ส่วนลุงชีกะเส่เยี่ย คู่นี้ต้องเป็นแนวผจญภัยสุดขอบฟ้า โรแม้นที่ซู้ด



เวลาอ่านหลายคู่ก็จะสัมผัสบรรยากาศได้หลากหลาย แต๋มเฉลี่ยบทได้ดีค่ะ

ไม่รู้สึกว่าบทใดบทหนึ่งมีบทบาทมากจนเกินไป ถ้าแบบนั้นก็จะเกิดการเซ็งและเบื่อหน้าได้

การเขียนแบบนี้ยากอยู่นะ คนอ่านก็พลอยได้ลุ้นไปด้วย สนุกดี


องครักษ์เหอกะอ้อมหมิงเจิ้น คู่นี้เดาไว้แต่แรกแล้วค่ะ ไม่ใช่แต๋มเขียนตกหรอก

เพียงแต่ว่ามีช่วงที่แต๋มยุ่งๆ เลยทิ้งช่วงไปนาน อาจทำให้คนอ่านลืมเลือนไปบ้าง


ว่าแต่ยังไม่ให้เส่เยี่ยแฮปปี้อีกเหรอ ฮือ . . หัวหน้าชีอย่าเสียสละเลยนะ

ความรักเป็นเรื่องของหัวใจ หาใช่ความเหมาะสม อีกอย่างเส่เยี่ยโตมาแบบเรียบร้อยซะที่ไหน

ชีวิตก็ร่อนเร่พเนจรไปกับบิดาจนชินแล้วล่ะค่ะ ให้ไปอยู่ในวังเส่เยี่ยตายแน่



โดย: O-yohyo วันที่: 28 ตุลาคม 2555 เวลา:11:51:28 น.  

 
หลินกุ อ้อมหมิงเจิ้งก็สวยนะคะ แต่ว่าเป็นกุลสตรีแบบนั่งเย็บผ้าคงไม่ใช่ 555

โอเคเก็ตหล่ะค่ะ เพราะพี่ลูลู่ร่าเริงมากนี่เอง พอตกระกรำเข้าหน่อย เพื่อนๆ เลยสงสาร ยังไงก็ขอบคุณอีกครั้งที่เข้ามาอธิบายให้ผกก.หายข้องใจ comment ทุกอันเป็นกำลังใจให้เขียนตอนต่อไปหล่ะค่ะ ^^


โดย: tomtam IP: 101.108.120.95 วันที่: 29 ตุลาคม 2555 เวลา:17:24:51 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

realtomtam
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add realtomtam's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.