แฟนฟิคชั่น : กระบี่สะท้านฟ้า ราชาสะท้านแผ่นดิน (The Hero & The King)
Group Blog
 
<<
เมษายน 2552
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
4 เมษายน 2552
 
All Blogs
 
กระบี่สะท้านฟ้าฯ ตอนที่ 23 ความในใจ



ความเดิมจากตอนที่แล้ว

ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งแต่งตั้งสั่วฟางเอ๋อขึ้นเป็นฮองเฮา ซูโหย่ว เยี่ยปี้เสีย และอ๋าวเทียนเจียวเป็นเจ้าจอมตามลำดับ ไต้ซือช่วยเส่เยี่ยจนนางกลับมามองเห็นอีกครั้ง แต่นางไม่ได้บอกความจริงนี้กับใคร นางตั้งใจจะหนีไปจากวังหลวงในคืนนั้น แต่แล้วก็ต้องเปลี่ยนใจเพื่อสืบหาความจริงว่าฮ่องเต้และชีเส้าเฟยเกี่ยวข้องอะไรกัน ชีเส้าเฟย กงซุนเช่อ อ้อมหมิงเจิ้ง และลู่เสี่ยวฟงกำลังเตรียมตัวเดินทางเพื่อบุกไปเอาคืนพวกราชสำนักที่ฆ่าคนบริสุทธิ์...

๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑

เวลาพลบค่ำ ณ ค่ายเหลียนอิ๋น

บรรดาผู้กล้าและทหารของค่ายเหลียนอิ๋นกำลังเลี้ยงฉลองกันอย่างคึกครื้น พรุ่งนี้พวกเขาก็จะต้องเดินทางจากค่ายแห่งนี้ไปแล้ว หนทางข้างหน้าจะร้ายหรือดี ไม่มีใครรู้ พวกเขาจึงดื่มกินกันอย่างเต็มที่ ราวกับว่าจะไม่มีพรุ่งนี้อีก

ระหว่างที่ทุกคนกำลังสนทนากันอย่างออกรสนั้น อ้อมหมิงเจิ้งเหลือบไปเห็นชีเส้าเฟยปลีกตัวไปนั่งอยู่คนเดียวข้างกองไฟ ชายหนุ่มนั่งนิ่ง ปล่อยให้สายลมปะทะกับปอยผมที่มัดไว้อย่างหลวมๆ สายตาของเขาทอดยาวออกไปที่ทะเลทรายกว้าง จิตใจของชีเส้าเฟยในเวลานี้ก็เหมือนกับทะเลทรายนั้น กว้างใหญ่ เวิ้งว้างยากที่จะเข้าใจ หากคนที่ไม่สนิทจริงๆ ไม่มีวันอ่านใจชายคนนี้ออก เพราะไม่ว่าจะสุข ทุกข์ หรือกำลังคิดอะไร ใบหน้าของเขาจะคงความนิ่งอยู่เสมอ อ้อมหมิงเจิ้งสะกิดให้กงซุนเช่อดูชีเส้าเฟยที่แยกไปนั่งคนเดียว แล้วทั้งสองคนก็ตัดสินใจเดินเข้าไปหาเขา ลู่เสี่ยวฟงกำลังดื่มกับบรรดาศิษย์อยู่เหลือบไปเห็นพอดี จึงเดินตามกงซุนเช่อและหงเผาไปด้วย
"หัวหน้าใหญ่ ทำไมหลบมาอยู่ที่นี่หล่ะ ท่านกินอะไรหรือยัง" หงเผาเดินเข้ามาพร้อมกับยื่นไก่ย่างไม้โตให้ชายหนุ่ม
"ข้ายังไม่หิวหรอก พวกเจ้าไปสนุกกันเถอะ" ชีเส้าเฟยยิ้มให้หัวหน้ารุ่นน้องพอเป็นพิธี ก่อนจะหันกลับไปมองที่ทะเลทรายอีก ดูเหมือนกงซุนเช่อจะเดาออกว่าชีเส้าเฟยกำลังครุ่นคิดเรื่องอะไร จึงส่งสัญญาณให้อ้อมหมิงเจิ้งเดินออกไปเพราะไม่อยากรบกวนเขา จังหวะนั้น ลู่เสี่ยวฟงก็เดินสวนเข้ามาพอดี
"จอมยุทธทั้งหลาย ทำไมมาหลบมุมกันอยู่ตรงนี้ หลบกันมาแบบนี้ งานก็กร่อยแย่สิ" ชายหนุ่มลูบหนวดแล้วก็มองไปที่หัวหน้าคนอื่นๆ
"หัวหน้าใหญ่ พวกศิษย์หน่ะถามหาท่านกันใหญ่ ข้าดื่มแทนท่านจนจะเมาอยู่แล้วนะ" หัวหน้าสี่นั่งลงข้างๆ ชีเส้าเฟยแล้วก็พูดจาตัดพ้อเขา
"เจ้าหน่ะหรือเมาน้องสี่" ชีเส้าเฟยทำหน้าไม่เชื่อ แม้ว่าฝีมือกระบี่ของพวกเขาจะสูสีกัน หากแต่เรื่องสุรา ลู่เสี่ยวฟงนั้นเหนือกว่าชีเส้าเฟยอยู่มาก
"ดื่มกับศิษย์ร่วมสี่ร้อยชีวิต ต่อให้เง็กเซียนฮ่องเต้ยังเมาเลย ฮ่าๆๆ" ชายหนุ่มหัวเราะอย่างอารมณ์ดี โดยไม่ทันสังเกตว่าอ้อมหมิงเจิ้งยืนจ้องเขาอย่างไม่พอใจอยู่นานแล้ว
"อ้าวหงเผาเป็นไรไปหล่ะ ท้องผูกหรือไง หน้าตาบึ้งตึงเชียว" ลู่เสี่ยวฟงเหลือบไปเห็นว่าอ้อมหมิงเจิ้งกำลังจ้องเขาอยู่จึงถามขึ้น
"ท่านไม่เห็นหรือว่าหัวหน้าใหญ่กำลังใช้ความคิดอยู่ ค่อยมากวนเขาเวลาอื่นได้ไหม" หัวหน้าสามทำเสียงดุ
"ไม่เป็นไรหรอกหงเผา" ชีเส้าเฟยโบกมือขึ้นห้ามไม่อยากให้มีเรื่อง
"อ๋อ อ๋อ อ๋อ ข้ารู้แล้วหัวหน้าใหญ่ ท่านกำลังคิดถึงนางในดวงใจคนนั้นใช่ไหมล่า" ลู่เสี่ยวฟงพูดแล้วก็ทำตาเล็กตาน้อยแบบว่ารู้ทัน
"ไม่ใช่หรอก" ชีเส้าเฟยส่ายหน้า
"เช่นนั้นแล้ว ท่านกังวลเรื่องใด" กงซุนเช่อเห็นสบโอกาสจึงลองถามหยั่งเชิงเขาดู ชีเส้าเฟยถอนหายใจแล้วมองไปที่บรรดาศิษย์ซึ่งกำลังเลี้ยงฉลองกันอยู่
"เข้าเมืองหลวงครั้งนี้ไม่รู้ว่าพวกเราตัดสินใจถูกหรือเปล่า ข้าเป็นห่วงความปลอดภัยของพวกเขา" ชีเส้าเฟยตอบ ในใจเขาไม่ต้องการเห็นคนบริสุทธิ์ต้องมาล้มตายไปอีก
"หมองูไม่กลัวงู นักรบไม่กลัวตาย เรื่องนี้ท่านเป็นคนสอนข้าเอง" หงเผาพยายามพูดเตือนสติหัวหน้าใหญ่ไม่ให้วิตกกังวลมากจนเกินไป
"แต่ครั้งนี้ศัตรูไม่เหมือนก่อน เจ้าก็เห็นว่าพวกราชสำนักฆ่าคนอย่างไร พวกมันน่ากลัวยิ่งกว่าพวกเหลียวเสียอีก" ชีเส้าเฟยนึกถึงภาพที่หันจุ้นเอาคนตายไปแขวนไว้บนป้ายหมู่บ้านแล้วก็สลดใจ คนอื่นๆ ก็พลอยเงียบไปด้วย
"หันจุ้นจงใจล่อพวกเราเข้าเมืองหลวงแบบนี้ แปลว่าข้างหน้าต้องมีกับดักแน่" ลู่เสี่ยวฟงกล่าว เขาไม่เคยวางใจคนๆ นี้เลย มันชอบใช้แผนสกปรกอยู่แล้วด้วย
"ข้าก็คิดเช่นนั้น ข้าจึงไม่อยากให้ใครต้องไปเสี่ยงอันตรายเพราะข้า" ชีเส้าเฟยเสริม
"หัวหน้าใหญ่นี่ท่านหมายความว่า..." อ้อมหมิงเจิ้งสงสัยว่าชีเส้าเฟยกำลังคิดจะทำอะไรกันแน่
"ท่านคิดจะไปเองคนเดียว..." กงซุนเช่อตอบแทรกขึ้นมา ชีเส้าเฟยแม้ไม่ได้ตอบรับ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ
"ไม่ได้นะหัวหน้าใหญ่!" หงเผาได้ยินเช่นนั้นก็โวยวาย เข้าเมืองหลวงคนเดียวมันเสี่ยงเกินไป แต่ดูเหมือนว่าชีเส้าเฟยจะตัดสินใจไปแล้ว
"พี่รองช่วยพูดอะไรหน่อยสิ ให้หัวหน้าใหญ่ไปคนเดียวไม่ได้นะ" หงเผาเข้าไปเขย่าแขนกงซุนเช่อให้ช่วยห้ามชีเส้าเฟย ฝ่ายกงซุนเช่อไม่เพียงไม่ช่วยเกลี่ยกล่อมแต่กลับพูดสนับสนุนความคิดของชีเส้าเฟยอีก
"ความจริงความคิดของหัวหน้าใหญ่ก็ไม่เลวนะ เข้ากับแผนการณ์ของข้าพอดี" กงซุนเช่อกล่าว
"หา ว่าไงนะพี่รอง นี่ท่านเพี้ยนไปแล้วเหรอ" อ้อมหมิงเจิ้งทำหน้าไม่พอใจ
"ลองคิดดูสิ พาคนหลายร้อยเข้าเมืองหลวง เป็นไปไม่ได้ที่พวกมันจะไม่รู้ตัว เกรงว่าพวกเราไปยังไม่ทันถึงเมืองหลวง พวกมันจะชิงลงมือเสียก่อน" กงซุนเช่ออธิบาย แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้อ้อมหมิงเจิ้งรู้สึกดีขึ้นเลย
"ท่านก็เลยจะให้หัวหน้าใหญ่ไปตายคนเดียวงั้นเหรอะ" คนพูดๆ ด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
"เอาน่าหัวหน้าสาม ก็หัวหน้ารองเขาบอกว่ามีวิธี ก็มีวิธีสิ เจ้าอย่าเพิ่งโวยวายได้ไหม" ลู่เสี่ยวฟงเดินเข้ามาห้ามให้หงเผาใจเย็นๆ
"ข้าพูดกับเจ้าเหรอ!" หญิงสาวหันไปค้อนใส่เขา
"นี่เจ้า!" ลู่เสี่ยวฟงชี้หน้านาง อะไรกันคนหวังดีแท้ๆ ทำไมต้องพูดจาแบบนี้ด้วย
"เอาหล่ะๆ พอแล้วๆ เห็นทีข้าคงต้องบอกแผนการณ์ของข้าทั้งหมด ไม่เช่นนั้น พวกเจ้าคงจะไม่นอนใจ" กงซุนเช่อรีบวิ่งมาห้ามปรามทั้งอ้อมหมิงเจิ้งและลู่เสี่ยวฟง ฝ่ายชีเส้าเฟยก็เริ่มสนใจกับแผนการณ์ของกงซุนเช่อ
"พี่รองท่านมีแผนอะไรงั้นหรือ" ชีเส้าเฟยถาม
"พวกเราทั้งหมดจะลอบไปทางเรือเพื่อไม่ให้ศัตรูรู้ถึงกำลังที่แท้จริงของพวกเรา ส่วนหัวหน้าใหญ่ ท่านไปทางบกตามที่ท่านว่า เพื่อไม่ให้หันจุ้นสงสัย สิบวันให้หลัง พบกันที่เมืองหลวง พวกเราจะตามไปสมทบเอง" กงซุนเช่ออธิบายแผนการณ์ของเขาเป็นฉากๆ
"ล้อเล่นหรือเปล่าพี่รอง เรือที่จุคนได้เป็นร้อย พวกเราจะไปหามาจากที่ไหน" หงเผาหัวเราะ
"ขึ้นอยู่กับเขาแล้ว" กงซุนเช่อชี้ไปที่ลู่เสี่ยวฟง ลู่เสี่ยวฟงก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งๆ ที่ความจริงเขารู้แผนการณ์ของกงซุนเช่อทั้งหมดแล้ว คนอื่นๆ ก็พากันสงสัยตามไปด้วย
"ต่อให้มีเรือจริงก็เถอะ จะให้หัวหน้าใหญ่แยกไปคนเดียว มันไม่เสี่ยงไปหน่อยเหรอ" หญิงสาวทำหน้าไม่เห็นด้วย
"เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วง คุณชายลู่จะไปกับหัวหน้าใหญ่ด้วย" กงซุนเช่ออธิบาย
"อะไรกัน! ทำไมเขาถึงได้ไปกับหัวหน้าใหญ่ แล้วข้า..." หงเผาทำท่าจะไม่ยอม กงซุนเช่อรีบพูดตัดบทก่อนที่นางจะโวยวายมากไปกว่านี้
"ข้าตัดสินใจเช่นนี้ย่อมมีเหตุผล เจ้าเป็นสตรี เดินทางไกลไม่ค่อยสะดวก อีกอย่างวิชาตัวเบาของเจ้าห่างจากหัวหน้าใหญ่มาก สิบวันคงเดินทางไม่ถึงเมืองหลวงแน่ พวกเขาสองคนวรยุทธใกล้เคียงกันมากกว่า ให้พวกเขาไปด้วยกัน ข้าก็วางใจ พอได้ยินดังนั้น อ้อมหมิงเจิ้งก็เถียงไม่ออก วรยุทธของนางด้อยกว่าลู่เสี่ยวฟงจริงๆ ให้ลู่เสี่ยวฟงไปคุ้มครองหัวหน้าใหญ่ก็เป็นความคิดที่ไม่เลว เสียแต่เขาชอบเล่น ไม่เคยทำอะไรจริงจัง ข้อนี้ทำให้นางไม่ค่อยพอใจเขาสักเท่าไหหร่
"พี่รอง แต่ข้าก็ยังคงสงสัยอยู่ดี เรามีเรือลำใหญ่ขนาดนั้นจริงๆ หรือ" ชีเส้าเฟยถามขึ้น
"ความจริงข้าตั้งใจจะบอกแผนการณ์ทั้งหมดพรุ่งนี้ แต่ในเมื่อตอนนี้ทุกคนรู้กันหมดแล้ว คืนนี้ข้าจะพาพวกท่านไปดู" กงซุนเช่อตอบทิ้งท้าย แล้วก็ไล่ให้คนอื่นแยกย้ายไปนอนก่อน เมื่อพร้อมแล้ว เขาจะไปเรียกทุกคนเอง

๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑

ณ ค่ายเหลียนอิ๋น สี่ชั่วยามหลังจากนั้น

กงซุนเช่อเรียกหัวหน้าทั้งสี่ออกมาจากกระโจมเพื่อเดินทางไปยังแม่น้ำซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากค่ายเหลียนอิ๋น เขาไม่ต้องการให้ข่าวการเดินทางครั้งนี้รั่วไหล จึงรอให้พวกทหารหลับกันหมดเสียก่อน แล้วจึงค่อยออกเดินทาง

เมื่อมาถึงแม่น้ำ อ้อมหมิงเจิ้งและชีเส้าเฟยก็ต้องตกตะลึงกับเรือขนาดใหญ่ที่จอดเทียบท่าอยู่ เรือลำนี้สร้างจากไม้สักอย่างดีแทบไม่มีรอยต่อให้เห็น ขนาดของเรือใหญ่แบ่งออกเป็นสามชั้น ชั้นล่างสุดสามารถบรรทุกคนได้หลายร้อย ลานกว้างหน้าเรือสามารถใช้เป็นลานฝึกวรยุทธได้อย่างสบายๆ ด้านในดูแล้วยังซอยแบ่งออกเป็นหลายสิบห้องอีกด้วย
"โอ้โพี่รอง เรือลำใหญ่ขนาดนี้ท่านไปหามาจากไหนกัน" อ้อมหมิงเจิ้งแทบจะอ้าปากค้าง ลู่เสี่ยวฟงเห็นว่าหญิงสาวทำท่าตื่นเต้น จึงเดินเข้าไปใกล้ๆ นาง
"ของข้าเอง" ชายหนุ่มยิ้มหวาน หญิงสาวก็เบือนหน้าหนี
"ทำไม เจ้าไม่เชื่อเหรอว่าข้าเป็นเจ้าขอเรือลำนี้" คนพูดหรี่ตา
"เจ้าจะเป็นเจ้าของเรือลำนี้ก็คงไม่แปลกหรอก แต่ที่ข้าไม่เชื่อก็คือ คนอย่างเจ้าเหรอจะยอมสละเรือราคาแพงขนาดนี้ให้พวกเรา" หญิงสาวพูดจบก็หันหน้าไปทางอื่น นางพอรู้มาบ้างว่าครอบครัวของลู่เสี่ยวฟงเป็นขุนนางเก่า ถ้าเรือลำนี้จะเป็นของเขาก็คงไม่แปลกอะไร แต่ก็อดที่จะพูดจาประชดประชันชายหนุ่มไม่ได้
"เจ้าพูดก็ถูก ความจริงข้าตั้งใจเก็บเรือลำนี้เอาไว้ทำเป็นฮาเล็มยามบั้นปลาย นี่ถ้าไม่ใช่เพราะพี่รองขอร้องหล่ะก็ ให้ตายข้าก็ไม่ยกให้ง่ายๆ หรอก"
"ข้าก็ว่าแล้ว" หญิงสาวทำหน้าดูแคลน คนอย่างเขาก็ดีแต่คิดเรื่องแบบนี้ ฝ่ายลู่เสี่ยวฟงได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ได้ถือสาอะไร เขาเดินนำทางขึ้นเรือไปก่อน ชีเส้าเฟยเดินตามขึ้นไปเป็นคนที่สอง ส่วนกงซุนเช่อสะกิดอ้อมหมิงเจิ้งให้หยุดอยู่คุยกับเขาก่อน
"มีอะไรเหรอพี่รอง" หญิงสาวทำหน้าสงสัย
"หงเผา เจ้ารู้หรือเปล่าว่าเรือลำนี้มีความสำคัญกับคุณชายลู่มากแค่ไหน" กงซุนเช่อทำหน้าจริงจัง
"ก็แน่หล่ะ เมื่อกี๊เขาก็บอกอยู่ ว่าจะเก็บไว้ทำซ่อง" คนพูดเบ้ปาก
"ไม่ใช่นะ ความจริง เรือลำนี้เป็นเรือของไต้ท้าวลู่ ปู่ของน้องสี่ น้องสี่สนิทกับปู่ของเขามาก หลังจากที่ไต้ท้าวลู่สิ้น เขาไม่เคยขอสมบัติพัสถานอะไรจากตระกูลเลย นอกจากเรือลำนี้เพียงลำเดียว ซึ่งเป็นของที่ไต้ท้าวลู่รักมาก" กงซุนเช่ออธิบาย
"แล้วท่านมาเล่าให้ข้าฟังทำไม" หญิงสาวทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ความจริงนางก็รู้สึกตกใจเหมือนกันที่ได้รู้เรื่องราวในอดีตของลู่เสี่ยวฟง
"ข้าไม่อยากให้เจ้ามองน้องสี่ผิดไป ความจริงเขาเป็นคนที่มีจิตใจดี เพียงแต่ปากร้ายไปหน่อยเท่านั้นเอง"
"พี่รอง เขาเป็นคนอย่างไรใช่ว่าข้าจะมองไม่ออก เขาชอบพูดให้คนอื่นมองตัวเองไม่ดี ยิ่งข้าว่าเขา เขาก็ยิ่งชอบ ขืนให้ข้าไปพูดดีกับเขาหล่ะก็ มีหวังคงนอนไม่หลับแน่ ข้าว่าเป็นแบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว" หญิงสาวอธิบาย นางไม่ใช่คนโง่ นางรู้ดีว่าเขาเป็นคนอย่างไร คุณชายอย่างเขาจะมาตกระกำลำบากเพื่ออะไรในทะเลทรายแห่งนี้ ถ้าเขาไม่ใช่คนดี กงซุนเช่อได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะชอบใจ หลังจากนั้นทั้งสองคนก็เดินตามพวกชีเส้าเฟยขึ้นไปบนเรือ

๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑

สองสัปดาห์ผ่านไป ณ วังหลวง

หลังจากวันนั้นที่เส่เยี่ยบอกว่านางไม่ต้องการพบฮ่องเต้อีก คังซื่อก็ไม่เคยปรากฏตัวที่จวนอ๋องถูจิ้นอีกเลย ดังนั้น ความตั้งใจที่จะสืบเรื่องหยก 2 ชิ้น จึงไม่คืบหน้า แม้หญิงสาวจะเฝ้ารอเขา แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าเขาจะมาเลย ใจหนึ่งนางคิดว่า เขาคงเสียใจกับคำพูดของนาง แต่อีกใจหนึ่ง ก็แอบน้อยใจว่า คงเป็นเพราะตอนนี้เขามีฮองเฮาและเจ้าจอมแล้ว จึงไม่สนใจนางอีกต่อไป
"นี่แม่นางเส่เยี่ย เจ้าจะหลอกถามข้าอีกนานไหม คิดถึงเขาก็ไปหาเองสิ" หลินกุเหนียงมองออกว่าเส่เยี่ยพยายามหลอกถามเรื่องฮ่องเต้จากนาง จึงแกล้งพูดแทงใจดำเพื่อให้หญิงสาวยอมรับ
"ใครว่าข้าคิดถึงเขาเล่า ข้าก็แค่ถามดู หมู่นี้ไม่เห็นฝ่าบาทเลย เกรงว่าจะทรงงานหนักเกินไป" หญิงสาวเฉไฉไปเรื่องอื่น
"ในเมื่อเป็นห่วงเขา ก็ไปหาเขาสิ มานี่ ข้าจะพาไปเอง" หลินกุเหนียงไม่รอช้า รีบคว้ามือของเส่เยี่ยทำท่าจะพานางออกไป
"อื้อๆๆๆ ไม่เอานะ ข้าไม่ไป" เส่เยี่ยรีบดึงมือกลับแล้วสั่นหัวถี่
"เฮ้อออ นี่พวกท่านจะลีลากันอีกนานไหม คนหนึ่งคิดถึงก็ไม่ยอมพูด อีกคนหนึ่งคิดถึงก็ไม่ยอมบอก ข้าหล่ะเหนื่อยใจแทนพวกท่านจริงๆ" หลินกุเหนียงถอนหายใจยาว
"ฝ่าบาททรงคิดถึงข้าเหรอ" หญิงสาวเผลอดีใจจนหลินกุเหนียงจับทางได้
"อ๊ะๆ ไหนเมื่อกี๊ว่าไม่ได้คิดถึงเขาไง แล้วทำไมต้องทำหน้าดีใจด้วย"
"ข้า..." เส่เยี่ยก้มหน้าหลบด้วยความอาย
"นี่ข้าจะบอกให้อย่างนะ นั่งอยู่เฉยๆ แบบนี้ไม่ทำให้ความรักงอกเงยหรอก เจ้าอยากรู้ว่าเขาคิดถึงเจ้าหรือเปล่า ก็ต้องไปถามเขาสิ มัวนั่งรอแบบนี้ มอคอบอดอกันพอดี" องครักษ์หลินส่ายหน้า ตอนนี้ไม่เหมือนตอนนั้นแล้ว คู่แข่งเต็มวังไปหมด ไหนจะฮองเฮา เจ้าจอม นางสนม และก็นางกำนัลอีก
"ก็.. ข้า... ไม่กล้าไปนิ ความจริง ถ้าเขาคิดถึงข้า ก็น่าจะมาหาข้าบ้าง" เส่เยี่ยตอบเสียงอ่อย
"โหย แม่นางเส่เยี่ย เจ้าพูดแรงขนาดนั้น ข้าเป็นฮ่องเต้ ก็ไม่กล้ามาหรอก" หลินกุเหนียงขึ้นเสียงสูง
"นี่ฝ่าบาททรงโกรธข้างั้นเหรอ" หญิงสาวหน้าเสีย
"อยากรู้ก็ไปถามเขาเองสิ" หลินกุเหนียงหันหน้าหนี
"โธ่ องครักษ์หลิน..." เส่เยี่ยทำเสียงอ่อนเสียงหวานอ้อนวอนคนข้างๆ
"ไม่รู้ ไม่ชี้" หลินกุเหนียงเห็นเช่นนั้นก็ยิ่งเก๊กหน้าดุ เส่เยี่ยไม่ท้อ พยายามตื้อนางไปเรื่อยๆ หลินกุเหนียงก็แอบกลั้นหัวเราะเอาไว้ จนในที่สุดก็ยอมใจอ่อน
"เอาหล่ะๆ ข้ายอมแพ้เจ้าก็ได้ งั้นต้องตอบข้ามาตามตรงข้อหนึ่งก่อน หากเจ้าโกหกหล่ะก็ ต่อไปไม่ต้องมาพูดเรื่องฮ่องเต้กับข้าอีกเลย มีอะไรข้าก็จะไม่ช่วยแล้ว" คนเป็นองครักษ์ยื่นคำขาด
"ล้อข้าเล่นใช่ไหมเนี่ย" เส่เยี่ยหน้าเสีย
"ข้าพูดจริง!" หลินกุเหนียงยืนยันหนักแน่น
"ข้าจะถามเจ้าคำเดียว เจ้าคิดถึงฮ่องเต้หรือเปล่า" เส่เยี่ยได้ยินคำถามก็หันหน้าหลบแทบไม่ทัน
"ข้าจะนับถึงสามหล่ะนะ"
"หนึ่ง!"
"องครักษ์หลิน..."
"สอง!"
"อย่าบังคับข้าสิ..."
"สะ..."
"ก็ได้ๆ ข้าคิดถึงเขา พอใจหรือยัง" เส่เยี่ยพูดจบก็ทำท่าจะเดินหนีไป
"เดี๋ยว เดี๋ยวสิ แม่นางเส่เยี่ยเจ้าจะไปไหน" คนพูดขว้าแขนของเส่เยี่ยไว้
"ไม่ต้องยุ่งกับข้า ข้าอยากอยู่คนเดียว" ตอนนี้นางทั้งอายทั้งโกรธ
"อะไรกัน แค่นี้ต้องโกรธด้วยเหรอ"
"เจ้าได้คำตอบแล้ว ยังไม่พอใจอีกเหรอ จะเอาอะไรจากข้าอีก" คนพูดหน้ามุ่ย
"แน่นอนข้าพอใจ แต่ยังไม่พอใจสุดๆ ข้าจะพอใจสุดๆ ก็ต่อเมื่อพาเจ้าไปหาฮ่องเต้เสียก่อน" หลินกุเหนียงยิ้ม
"ก็ข้าบอกแล้วไงว่าข้าไม่ไป"
"ไม่ไปไม่ได้"
"ทำไมไม่ได้"
"ฮ่องเต้หน่ะจะเฉาตายอยู่แล้ว วันๆ อ่านแต่หนังสือ ข้าวปลาไม่กิน ผอมจนแก้มหายป่องหมดแล้ว หรือเจ้าต้องการให้ฝ่าบาทประชวรอีกรอบ เจ้าถึงจะพอใจ"
"อะไร นี่ฝ่าบาทไม่สบายเหรอ"
"อยากรู้ก็มากับข้าเถอะน่า"
"แต่ว่า.."
"ไม่ต้องแต่แล้ว" หลินกุเหนียงรีบรวบรัดตัดความ ว่าแล้วนางก็คว้ามือของเส่เยี่ยเข้าไปในครัว สั่งให้สาวใช้ตักรังนกที่เจ้าหยาจือต้มไว้ตั้งแต่ตอนเช้าจัดใส่ถาดหลินกุเหนียงยกถาดมาส่งให้เส่เยี่ยถือ หญิงสาวทำหน้าว่าไม่อยากไปแล้ว แต่หลินกุเหนียงก็บังคับจนในที่สุดเส่เยี่ยต้องเดินตามนางออกมา

ก่อนจะถึงพระตำหนักของฮ่องเต้ เส่เยี่ยมองไปเห็นสวนหอเทียนไต้ นางหยุดมองมันด้วยความสับสน หลินกุเหนียงเห็นหญิงสาวหยุดจึงหันไปถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่า
"แม่นางเส่เยี่ย แม่นางเส่เยี่ย แม่นางเส่เยี่ย!" หลินกุเหนียงต้องเรียกถึงสามครั้งว่าเส่เยี่ยจะรู้สึกตัว
"เจ้าเป็นอะไรไป อยู่ๆ ก็มองเหม่อไปทางนั้น"
"ปะเปล่า ข้ามองเห็นที่ไหนเล่า" หญิงสาวรีบแก้ตัวแล้วทำหน้าให้เป็นปกติ
"แล้วเจ้าหันหน้าไปทางนั้นทำไม" หลินกุเหนียงยังคงสงสัย
"ออ เอ่อ คือข้าได้กลิ่นดอกไม้หน่ะ"
"ดอกไม้อะไรเหรอ"
"กลิ่นดอกรัก"
"เข้าใจแล้ว" หลินกุเหนียงได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้ม นางนึกขึ้นได้ว่า ที่แท้สองคนนี้คงมีความหลังเรื่องดอกรักเป็นแน่ เพราะฮ่องเต้เองก็เอาแต่ถือช่อดอกรักหมุนไปหมุนมาทั้งวัน บางครั้งวางใส่แจกันแล้ว ก็หยิบมันขึ้นมาดูอีก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ที่แท้ก็เป็นเพราะฝ่าบาททรงคิดถึงแม่นางเส่เยี่ยนี่เอง
"นี่เจ้ารอข้าอยู่นี่แป๊บนึงนะ" หลินกุเหนียงนึกอะไรดีๆ ออก จึงวิ่งไปที่สวนหอเทียนไต้
"ดะ เดี๋ยว องครักษ์หลิน..." เส่เยี่ยยังพูดไม่ทันจบประโยคดี หลินกุเหนียงก็วิ่งเข้าไปในสวนหอเทียนไต้แล้ว

บริเวณที่เส่เยี่ยยืนอยู่นั้นเป็นมุมกำแพงพอดี พอนางกำลังจะหันหน้ากลับไปอีกทาง ทันใดนั้น ก็มีคนๆ หนึ่งเดินเลี้ยวมาชนเส่เยี่ยพอดี
"เพล้ง!" เสียงถาดรังนกตกแตกกระจาย
"กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดด" เสียงหญิงสาวที่เดินเลี้ยวมาจากอีกทางร้องขึ้นอย่างไม่พอใจ
"อ๊ายยยย นังบ้า นังขี้ข้า นังไพร่ นี่แกเป็นใครกัน บังอาจทำเสื้อข้าเลอะหมดเลย!" ที่แท้หญิงสาวที่เดินมาชนเส่เยี่ยก็คือ เจ้าจอมคนใหม่ อ๋าวเทียนเจียวบุตรสาวเสนาบดีอ๋าวป้ายนี่เอง
"เอ่อ..." เส่เยี่ยเงยหน้าขึ้นมองอ๋าวเทียนเจียวแล้วก็ทำหน้าไม่ถูก
"นี่นังไพร่ เป็นใบ้หรือไง ข้าถามไม่ตอบ เดี๋ยวก็ลากไปประหารซะเลย นังนี่!" อ๋าวเทียนเจียวแผดเสียงอย่างไม่สบอารมณ์ ฝ่ายเส่เยี่ยก็ยืนเงอะๆ เงิ่นๆ อยู่พักหนึ่ง พอตั้งสติได้ก็ก้มลงคลำเศษแก้ว แกล้งทำท่าว่าตนเองตาบอด
"อี๋... ที่แท้ก็ตาบอดเหรอนี่ น่ารังเกียจที่สุด นี่แก... ลากมันออกไปซิ เดี๋ยวเอาเชื้อพิการมาติดข้า" อ๋าวเทียนเจียวมองเส่เยี่ยด้วยสายตาดูถูกราวกับว่านางเป็นโรคร้าย แล้วก็สั่งให้สาวใช้ลากเส่เยี่ยออกไปให้พ้นจากทางเดินของนาง
"ใครมาเอะอะโวยวายอะไร" ทันใดนั้นเสียงชายหนุ่มอีกคนหนึ่งก็ดังมาจากด้านหลังของเส่เยี่ย เสียงชายคนนั้นช่างนุ่ม ทุ้ม และคุ้นหู
"อ๊ะ... ฝ่าบาท อุ๊ย... ถวายบังคมเพคะ" พอเทียนเจียวเงยหน้าขึ้นมาเห็นว่าเป็นฮ่องเต้ ก็เปลี่ยนใบหน้าจากนางยักษ์กลายเป็นนางฟ้าในทันที ฝ่ายเส่เยี่ยแม้จะยังไม่ได้หันไปเห็นคนที่มาเยือน แต่ก็จำเสียงของเขาได้ หัวใจของนางเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ ทำไมต้องมาเจอเขาตอนนี้ด้วยนะ
"เส่เยี่ย! นี่เจ้ามาทำอะไรที่นี่!" พอชายหนุ่มเดินเข้ามาใกล้ เห็นว่าเป็นเส่เยี่ย ก็ตกใจมาก
"นี่ฝ่าบาทรู้จักนังบอดนี่ด้วยเหรอเพคะ ไม่รู้ว่ามันเป็นใคร เป็นใบ้แล้วยังตาบอดอีก ทำไมถึงได้ปล่อยให้มาเดินเพล่นพล่านในวังหลวงแบบนี้นะ ไปไป๊ เจ้ารีบลากมันออกไปเลย เดี๋ยวจะเอาเชื้อโรคมาติดฝ่าบาทหมด" อ๋าวเทียนเจียวทำท่ารังเกียจแล้วก็สั่งให้สาวใช้พาเส่เยี่ยออกไป
"หยุดนะ!" คังซื่อหันไปดุใส่นางกำนัลคนนั้น ทำเอาหญิงสาวทั้งสามคนสะดุ้งขึ้นพร้อมๆ กัน
"เจ้านั่นแหละ เข้ามาทำอะไรในตำหนักเรา" คราวนี้คังซื่อหันไปดุใส่อ๋าวเทียนเจียวบ้าง กล้าดียังไงมาว่าเส่เยี่ยแบบนี้
"อะไรกันเพคะ ฝ่าบาท หม่อมฉันเป็นเจ้าจอมนะเพคะ หม่อมฉันคิดถึงฝ่าบาท ทำไมจะเข้ามาไม่ได้" อ๋าวเทียนเจียวทำท่าน้อยใจที่ชายหนุ่มพูดจาไม่ดีกับนาง ฝ่ายเส่เยี่ยพอรู้ว่าหญิงคนนี้เป็นเจ้าจอม ก็จ้องหน้าอ๋าวเทียนเจียวตาไม่กระพริบ คนนี้หรือเจ้าจอม สวยไม่ใช่เล่นเลย
"บังอาจ หากเราไม่ได้มีคำสั่งเรียกเจ้า เจ้าจะเข้ามาเดินเพล่นพล่านแถวนี้ไม่ได้" ชายหนุ่มขึ้นเสียง เขาไม่เคยคิดพิสมัยอะไรนางอยู่แล้ว
"แต่.."
"ไม่ต้องแต่! เจ้ากับคนของเจ้าออกไปเดี๋ยวนี้!" คังซื่อออกปากไล่
"ฝ่า.." หญิงสาวทำท่าจะฝืนอธิบายต่อ แต่ก็ยิ่งทำให้คังซื่อไม่พอใจขึ้นอีก
"ออกไป!!" คนพูดตวาดเสียงดัง
"งั้น... หม่อมฉันทูลลาเพคะ" เทียนเจียวหางตามองเส่เยี่ยอย่างไม่พอใจก่อนจะสะบัดหน้าออกไป
"ฝากไว้ก่อนเถอะนังบอด" เจ้าจอมอ๋าวคิดในใจ ต้องสืบให้ได้ว่านังนี่มันเป็นใครกันแน่ ทำไมฮ่องเต้ต้องทรงปกป้องมันด้วย

ตอนนี้เหลือแค่เส่เยี่ยกับฮ่องเต้สองคนเท่านั้น ชายหนุ่มยังคงยืนอยู่ด้านหลังของหญิงสาว ไม่กล้าขยับเข้าไปใกล้ ส่วนหญิงสาวก็ไม่กล้าหันกลับมามองเขา เกรงว่าเขาจะจับได้ว่านางมองเห็นแล้ว สองคนยืนนิ่งไม่พูดอะไรกันอยู่พักใหญ่ จนในที่สุดชายหนุ่มก็ตัดสินใจเดินเข้าไปหานาง
"เส่เยี่ย เจ้ามาทำอะไรแถวนี้งั้นหรือ" คังซื่อถามด้วยความประหม่า ในใจก็เกรงว่าจะทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจ
"เอ่อ.. คือ.. หม่อมฉัน.. หม่อมฉันหลงทางเพคะ" เส่เยี่ยหายใจไม่ทั่วท้อง นางตอบตะกุกตะกัก นึกออกแค่นี้จึงตอบไปแบบนั้น นางก้มหน้าตลอด ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาเขา หลังจากที่นางมองเห็นแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับเขาขนาดนี้
"หลงทางเหรอ" คังซื่อมองไปที่ถาดรังนกซึ่งกระจัดกระจายอยู่บนพื้นอย่างไม่เข้าใจ
"ความจริง... หม่อมฉันจะมาหาฝ่าบาทด้วย..." เส่เยี่ยเห็นเขาทำท่าสงสัย จึงรีบอธิบายด้วยเสียงแผ่ว
"หาเรา" แม้จะรู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อยที่เส่เยี่ยมาหาเขา แต่แววตาของชายหนุ่มก็ดูมีประกายขึ้นมาทันที ระหว่างนั้นเส่เยี่ยก็แอบมองหน้าของเขาตลอด นางรู้สึกเหมือนว่าเคยเจอเขาที่ไหนมาก่อน รูปร่างแบบนี้ สูงโปร่งแบบนี้ ผิวพรรณขาวหมดจด ดวงตากลมโต แก้มป่อง แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก
"คือ.. หม่อมฉันสงสัยว่าฝ่าบาทจะทำสิ่งนี้ตกเอาไว้" เส่เยี่ยหยิบถุงหยกสีเหลืองออกมา
"ถุงหยกของเรานี่ หาตั้งนาน ที่แท้ก็อยู่กับเจ้านี่เอง" ชายหนุ่มดีใจจนตาโต
"เป็นของฝ่าบาทจริงๆ ด้วย" หญิงสาวยิ้มจางๆ เอาหล่ะสิ แล้วทำไมลุงชีถึงได้มีหยกอีกครึ่งหนึ่งหล่ะเนี่ย
"ความจริง เจ้าไม่เห็นต้องลำบากเลย ฝากใครมาให้เราก็ได้" คังซื่อรู้สึกแปลกใจไม่น้อยที่เส่เยี่ยมาหาเขาเพราะสาเหตุนี้ หญิงสาวก็ยิ้มเฝื่อนๆ ให้เขา
"จริงสิ หม่อมฉันมีเรื่องหนึ่งสงสัย แต่ไม่รู้ว่าจะถามฝ่าบาทดีรึเปล่า" คนพูดทำท่าลังเล
"เจ้ามีเรื่องอะไรก็ถามเรามาเถอะ" คังซื่อตอบพร้อมกับรอยยิ้ม
"ที่จริงก็ไม่มีอะไรหรอกเพคะ หม่อมฉันแค่สงสัยว่า ทำไมฝ่าบาทต้องพกหยกที่แตกแล้วนี่ด้วย" หญิงสาวเริ่มเปิดฉากสืบสวน
"หยกชิ้นนี้เหรอ เสด็จแม่ให้เราไว้ตั้งแต่เด็ก จากนั้นเราก็พกมันมาตลอดหน่ะ ไม่มีอะไรพิเศษหรอก" ชายหนุ่มก้มมองหยกครึ่งชิ้นโดยไม่มีความสงสัยใดๆ
"งั้นเหรอเพคะ" แต่เส่เยี่ยกลับมองมันด้วยความสงสัย นางพยายามคิดเชื่อมโยงกับเรื่องราวที่ได้ฟังมาจากหญิงชราที่หอเทียนไต้ หากว่าหยกชิ้นนี้ไทเฮาเป็นคนให้ฮ่องเต้ จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าฮองเฮาที่ยายคนนั้นหมายถึงก็คือไทเฮาในตอนนี้ ส่วนองค์ชายรองก็คือฮ่องเต้ แล้วองค์ชายใหญ่หล่ะ องค์ชายใหญ่หมายถึงใครกัน แล้วหยกอีกครึ่งหนึ่งไปอยู่กับชีเส้าเฟยได้อย่างไร ยิ่งคิดก็ยิ่งสงสัย นี่นางคิดมากเกินไปจนผูกเรื่องขึ้นมาเองหรือเปล่า
"เส่เยี่ย เส่เยี่ยเป็นอะไรไปหรือเปล่าทำไมอยู่ๆ ก็เงียบไป" คังซื่อเห็นหญิงสาวยืนนิ่งก็เรียกขึ้น
"อ่อ หม่อมฉันแค่คิดอะไรเพลินๆ หน่ะเพคะ" เส่เยี่ยตอบ สายตานางยังคงดูเหม่อๆ
"จริงสิ นี่หม่อมฉันก็ออกมานานมากแล้ว ขอตัวกลับก่อนดีกว่า เดี๋ยวฮูหยินจะเป็นห่วง" อยู่ๆ หญิงสาวก็พูดตัดบทขึ้น
"อืมถ้า.. ถ้าเจ้าไม่ว่าอะไร.. เราจะเดินไปส่งนะ" คังซื่อลองถามหญิงสาวแบบหยั่งเชิง
"ทำไมตรัสเช่นนั้นหล่ะเพคะ หม่อมฉันจะไปว่าฝ่าบาทได้อย่างไร" หญิงสาวขมวดคิ้ว
"จริงเหรอ เรานึกว่าเจ้า..." ชายหนุ่มลังเลที่จะพูดต่อ
"นึกว่าหม่อมฉันทำไมหรือเพคะ" คนถามเบิกตากว้าง
"นึกว่าเจ้าไม่อยากเห็นหน้าเราเสียอีก" คนพูดทำหน้าเศร้า ก็นางเพิ่งบอกว่ากับคนอื่นว่าไม่อยากพบหน้าเขานี่หน่า
"จริงๆ หม่อมฉันไม่เคยคิดแบบนั้นเลย..." เส่เยี่ยอธิบายเสียงอ่อย พอเห็นใบหน้าที่ผิดหวังของเขาแล้ว มันช่างบีบหัวใจนางเหลือเกิน
"ถ้างั้นแล้วทำไมเจ้าถึงได้บอกกับคนอื่นว่าไม่อยากพบเราหล่ะ" คังซื่อถามแล้วก็เหลือบมองใบหน้าหญิงสาวด้วยความน้อยใจ
"ก็ตอนนั้นหม่อมฉันอารมณ์ไม่ดี ก็เลยพูดไปแบบนั้น ฝ่าบาทคงไม่ได้โกรธนะเพคะ" เส่เยี่ยตอบเสียงอ่อยๆ
"แต่เจ้าไม่ได้คิดแบบนั้นจริงๆ เหรอ" ชายหนุ่มถามอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ เส่เยี่ยก็พยักหน้ารับ
"งั้นต่อไปเราก็ไปหาเจ้าได้ใช่ไหม" ชายหนุ่มซักต่อ หญิงสาวก็พยักหน้ารับอีก คราวนี้คังซื่อยิ้มจนแก้มปริเลย
"แต่ไม่รู้ว่าฝ่าบาทจะว่างเสด็จไปหรือเปล่า" เส่เยี่ยพูดแล้วก็หันหน้าไปทางอื่น
"ทำไมพูดแบบนั้นหล่ะ เราต้องไปอยู่แล้ว" ชายหนุ่มขยับตามหญิงสาว แล้วเอามือจับไหล่ทั้งสองข้างของนางเอาไว้
"ได้ยินว่าหมู่นี้ฝ่าบาททรงยุ่งๆ อีกอย่างเพิ่งจะทรงเข้าพิธีอภิเษกด้วย" เส่เยี่ยพูดประโยคนี้จบก็ก้มหน้าลง ไม่กล้าสบตาเขา
"นี่เจ้าคงไม่ได้น้อยใจที่เราแต่งงานใช่ไหม" คังซื่อถาม
"หม่อมฉันไม่กล้าหรอกเพคะ" หญิงสาวส่ายหน้า
"ไม่ จริงๆ หน่ะเหรอ" ชายหนุ่มแกล้งก้มลงถามใกล้ๆ นาง เส่เยี่ยก็ส่ายหน้าอีก
"แต่เราอยากให้เจ้าน้อยใจนะ" คนพูดยิ้ม
"ถ้าเจ้าน้อยใจก็แปลว่า เจ้า.. หึงเราไง" คังซื่อก้มลงกระซิบข้างๆ หูหญิงสาว ทำเอานางอายม้วนจนแทบแทรกแผ่นดิน

ฝ่ายหลินกุเหนียงที่ยืนแอบดูอยู่พักใหญ่ ก็ยิ้มอย่างมีความสุข จนกระทั่งมีมือหนึ่งมาฉุดนางเข้าพุ่มไม้ไป
"โอ๊ยอะไรกันเล่าพี่จั๋ว" หลินกุเหนียงหันมาเห็นเป็นจั๋วอี้หังก็โวยวาย
"ไปได้แล้วน่า" ชายหนุ่มคว้ามือองครักษ์รุ่นน้องให้เดินตามออกไป
"ดูคนเค้าจู่จี๋กันแป๊บนึงไม่ได้หรือไง" หลินกุเหนียงทำท่าหงุดหงิด
"ไม่ได้ แอบดูฮ่องเต้เสียมันมารยาทนะ" จั๋วอี้หังดุ
"ทำไมไม่ได้หล่ะ ถ้าไม่เพราะข้า มีเหรอฮ่องเต้จะได้สมหวัง" คนพูดทำหน้างอ
"แค่เจ้าให้ข้าพาฮ่องเต้ออกมา แค่นี้ข้าก็รู้สึกผิดจะแย่อยู่แล้ว"
"เอาน่าๆ ข้าไม่ลืมบุญคุณท่านหรอก โดยเฉพาะฮ่องเต้นะ ถ้ารู้ว่าเป็นฝีมือของท่านต้องตบรางวัลอย่างงามแน่ๆ" หลินกุเหนียงตบไหล่จั๋วอี้หังแล้วก็หัวเราะชอบใจ
"ไม่ต้องหล่ะ ถ้าขืนไทเฮากับองครักษ์เหอรู้ว่าข้าร่วมมือกับเจ้า ข้าต้องตายแน่ๆ" จั๋วอี้หังส่ายหน้า แม้ว่าเขาจะไม่เห็นด้วยกับหลินกุเหนียง แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงยอมร่วมมือกับนาง คงเป็นเพราะเขาทนใจร้ายเห็นคนสองคนที่รักกันต้องแยกกันอยู่ไม่ได้หล่ะมั๊ง จะว่าไปแล้วฮ่องเต้กับแม่นางเส่เยี่ยก็สมกันไม่น้อย หากสวรรค์มีตา หวังว่าคงไม่แยกพวกเขาจากกัน...

๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑

อีกด้านหนึ่ง ชีเส้าเฟยและลู่เสี่ยวฟง สวมหมวกคลุมหน้าเพื่อพรางตัว พวกเขามองซ้ายมองขวา และเดินอย่างเร่งรีบ จนมาหยุดอยู่หน้าประตูเมืองแห่งหนึ่ง ด้านบนป้ายเขียนไว้ว่า "ไคเฟิง" ใช่แล้ว พวกเขาเดินทางมาถึงเมืองหลวงแล้ว...

โปรดติดตามตอนต่อไป...






Create Date : 04 เมษายน 2552
Last Update : 19 มีนาคม 2560 2:21:12 น. 44 comments
Counter : 774 Pageviews.

 
กระซิกๆๆๆ รู้สึกมีความสุขปนความทุกข์ยังไงไม่รุ เส่เยี่ยหนอเส่เยี่ย ในที่สุดก็สารภาพว่ารักคังซื่อซะแระ สงสารลุงชีอ่ะ

ใจหนึ่งก็ดีใจกะคังซื่อนะคะ แบบว่าหญิงที่ตัวเองรักมีใจตรงกัน แม้จะไม่ได้อยู่ด้วยกันในอนาคต ก็ถือว่าเป็นความสุขใจอย่างหนึ่งค่ะ

โธ่ ลุงชี มัวแต่นั่งเหม่อมองทะเลทราย กว่าจะเข้ามาในวังหลวง ก็ไม่ได้ใจเส่เยี่ยแล้วอ่า

ชอบตอนอ้อมหมิงเจิ้งปะทะคารมกับคุณชายลู่มากค่ะ ขำเป็นระยะๆ แต๋มเขียนฉากนี้ได้ดีทุกทีเลย แบบว่าแม้ไม่ได้ดูเรื่องเล็กเซียวหงส์ แต่ก็สามารถทำให้ผู้อ่านจิ้นภาพคุณชายลู่ออกมาได้เดี๊ยะๆเลยค่ะ



โดย: หลินอี้ วันที่: 5 เมษายน 2552 เวลา:14:07:57 น.  

 
ตัวอักษรในกรอบเม้นต์ มองม่ายค่อยเห็นค่ะแต๋ม มันสีน้ำเงินมืด กลืนกะ bg ติ๊ดหนึง

ส่วนเพลง เพราะมากค่ะ เห็นหน้าคังซื่อลอยมาเลย ชอบๆ

คังซื่อเห็นเส่เยี่ยมาหา ก็ตกใจและดีใจมั่กๆ



"งั้นต่อไปเราก็ไปหาเจ้าได้ใช่ไหม"





โดย: หลินอี้ วันที่: 5 เมษายน 2552 เวลา:14:14:10 น.  

 
ขำตอนที่เส่เยี่ยนึกถึงหน้าคังซื่อ "รูปร่างแบบนี้ สูงโปร่งแบบนี้ ผิวพรรณขาวหมดจด ดวงตากลมโต แก้มป่อง" อันสุดท้ายทำให้จิ้นไปถึงปลาทองเลยอ่ะ กั่กๆ ว่าแต่หนุ่มที่เส่เยี่ยจิ้นเนี่ย น่าจะเป็นลุงชี ตอนที่เส่เยี่ยยังไม่ทันตาบอดใช่มั้ยหน้อ

ลุงชีมัวแต่ซึม ท่ามกลางทะเลทราย (เคืองเส่เยี่ยนะเนี่ย ใจร้ายยย แบบนี้ลุงชีก็อกหักอ่ะดิ)



เอิ่ม แม่นางหลินกุเหนียง มัวแต่ช่วยเส่เยี่ยคืนดีกะฮ่องเต้ ลืมจีบพี่จั๋วเลยง่ะ โอกาสดีๆแท้ๆ กว่าจะได้อยู่ลำพัง


โดย: หลินอี้ วันที่: 5 เมษายน 2552 เวลา:14:19:19 น.  

 
แวะมาปูเสื่อค่ะ ขอมาอ่านพรุ่งนี้นะ
ตอนนี้เพลียแล้วค่ะ สมองเริ่มมึน ขออ่านตอนสมองแจ่มใส


ขอบคุณนะคะ สำหรับตอนใหม่ในวันหยุด
พรุ่งนี้จะมาอ่านให้หนำใจไปเลย


โดย: O-yohyo วันที่: 5 เมษายน 2552 เวลา:20:07:04 น.  

 
อ่านจบแล้วจ้า ตกลงเส่เยี่ยรักฮ่องเต่แก้มบุ๋มจริงๆหรอ แบบว่าไม่มั่นใจและไม่อยากให้เป็นแบบนั้นเลยค่ะ สงสารทั่นลุงชี แต่ดูจากท่าทางแล้วเส่เยี่ยคงมีใจให้แล้วล่ะ โอ๊ย..สงสารทั่นลุงเพิ่มอีกร้อยเท่า

เรื่องนี้แต๋มเสียสละตัวเองมกๆเลยอ่ะที่ยอมทุ่มสุดตัวกับบทเทียนเจียว..แต่ทับทิมขอติงนิดนึงนะแบบว่าบทของเทียนเจียวติดแนวสากลไปหน่อยรึเปล่า แบบว่ามี "ของฉัน" แบบนี้อ่ะจ๊ะ มันเลยดูขัดๆไปติ๊ดนึง อิอิ เข้าใจว่าแต๋มคงกำลังอินสุดๆหึงฮ่องเต้หนุ่มสุดๆ ก็ดูดิ ขนาดใส่บทหวีตให้กันอยู่ดีๆ ตัดฉากมาที่หลินกุเหนียงซะได้ ฮ่าๆ

ป.ล. สีตัวอักษรในกล่องคอมเมนท์ ดูมืดไปจริงๆค่ะ มองไม่ค่อยเห็นเลยว่าพิมพ์อะไรไปบ้าง


โดย: ทับทิม IP: 125.26.43.92 วันที่: 5 เมษายน 2552 เวลา:20:33:38 น.  

 
โอ๊ยยย อายจนแทบแทรกแผ่นดินเลยงานนี้ ขึ้นไปแก้ไขแล้ว แบบว่ารีบพิมพ์ไปหน่อยไม่ได้ตรวจทาน แต๋มเทียนเจียวเลยกลายเป็นตัวอิจฉาผิดยุคไปเลยค่ะ ขอบคุณทับทิมมากนะคะที่ช่วยทักท้วง

หลินกุ เส่เยี่ยยังไม่ได้บอกว่ารักคังซื่อเลยนะคะ ใจเย็นๆ ก่อน แค่ยอมรับว่าคิดถึงเฉยๆ

บทลู่เสี่ยวฟงนี่อาศัยจากที่ดูคลิป คิดถึงหน้าพี่ชายตอนกวนๆ แล้วก็บวกกับพี่หลี่ฮ่วยด้วยไงคะ ขอบคุณค่ะที่ชอบ

เพลงนี้ ten fingers ของพี่ชายนะคะ เนื้อเพลงประมาณว่า ดีกันเถอะ ขอคืนดี แอบเข้ากับเนื้อเรื่องตอนนี้ที่คังซื่อกับเส่เยี่ยคืนดีกันเลยค่ะ

เอชักแปลกใจ ทำไมทุกคนไม่เห็นรูปพี่ชายตาโตในกล่องคอมเม้นแบบนี้เหรอคะ แล้วภาพวอลข้างล่างซ้ายที่เป็นภาพเส่เยี่ยกะคังซื่อหล่ะ มองเห็นกันหรือเปล่า



โดย: realtomtam วันที่: 6 เมษายน 2552 เวลา:0:06:45 น.  

 
อีกนิด รู้สึกทับทิมจับทางได้นะเนี่ย คือ แต๋มเขียนบทสวีทไม่เป็นอ่ะ เวลาเข้าพระเข้านางทีไร ชอบแอบคัทเรื่อยเลย แบบว่ามันเขียนต่อไม่ออกจริงๆ นะ ไม่รู้เพราะว่าตัวจริงเป็นคนไม่โรแมนติกหรือเปล่า รู้สึกว่าเขียนอะไรแบบนี้แล้วมันเขิน มันเลี่ยน หรือไม่ก็เพราะอีกอย่าง คือ หวงพระเอกหน่ะค่ะ จบข่าว...


โดย: realtomtam วันที่: 6 เมษายน 2552 เวลา:0:12:49 น.  

 
มลเห็นเหมือนที่พี่แต๋มทำตัวอย่างไว้คะ รูปก้อเห็นคะ ในfirefox ก้อเห็นคะ เพียงแต่ในfirefox ฟอนด์จะเป็นสีดำด้วยคะ


มาช่วยตรวจคำผิดคะ
"มอคอบอดอ"
ต้องเป็นคำว่า "ปอ" หรือเปล่าคะ

"เสียงนั้นช่างนุ่ม ทุ่ม และคุ้นหู"
ต้องเป็นคำว่า "ทุ้ม" หรือเปล่าคะ


ตอนนี้ถูกใจแฟนคลับคังซื่ออย่างมลมากเลยคะ หวานซะ ชอบๆ อ่ะ แถมฮ่องเต้ยังใจร้ายกับเทียนเจียวแบบสุดๆ อีกต่างหาก อิอิ



โดย: Cipher IP: 58.8.148.56 วันที่: 6 เมษายน 2552 เวลา:0:31:33 น.  

 
โถ...นี่ขนาดเส่เยี่ยยังไม่ได้บอกรัก ยังมีพฤติกรรมขนาดนี้ ถ้าได้ "รัก" จะขนาดไหนอ่ะ ผกก. ถือว่าพฤติกรรมแบบนี้เจ้าชู้นะเนี่ย ถึงปากยังไม่บอกรัก แต่การกระทำบ่งบอก ใครเป็นคังซื่อก็ต้องเข้าใจตามนั้น ถ้าต่อไปบอกไม่ได้รัก ถือว่าเข้าข่าวหลอกลวงเลยเชียว

แต๋ม เก่งมั่ก ตอนเอาเพลงมาใส่ยังเลือกความหมายเข้ากับเนื้อเรื่องอีกค่ะ

ส่วน ตัวอักษร ในกล่อง comment ตอนนี้เปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมส้ม พอมองเห็นกว่าตัวสีน้ำเงินอันเก่าแล้วค่ะ ภาพ bg กับภาพสุดหล่อในกล่อง comment หลินกุก็เห็นเหมือนแต๋มล่ะ แต่ตอนแรก ตัวอักษรมันเป็นสีน้ำเงินไง มันก็เลยกลืนกับภาพ bg ในกล่อง comment ค่ะ ตอนนี้เปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมส้ม ชัดขึ้นมาแระจ๊ะ

น้องมล อ่านไปด้วยช่วยตรวจคำผิดไปด้วย น่ารักเสมอค่ะ ว่าแต่ตอนนี้ น้องมลคงชอบเป็นปิ๊เสดเพราะคังซื่อมีความสุขเชียวค่ะ


โดย: หลินอี้ วันที่: 6 เมษายน 2552 เวลา:8:59:06 น.  

 
เรื่องการเขียนฉากหวีดของแต๋ม ต้องทดสอลว่า ถ้าเขียนบทหวีดกับหนุ่มคนอื่น ที่ไม่ใช่จื้อหลิน สามารถเขียนออกมาได้ป่าวคะ ถ้าเขียนได้ราบรื่น สาเหตุก็มาจาก ผกก.หึงหวงค่ะ กำ ของนักแสดงหญิงของเรื่อง กั่กๆๆ

ตอนนี้ลุงชีของหลินกุมาถึงวังหลวงแล้ว สู้ๆๆนะคะลุงชี เส่เยี่ยแม้ใจจะไปไกลแล้ว แต่ปากยังไม่คอนเฟิร์ม (ตามที่ ผกก.บอก) แสดงว่าพอมีหวังกู้หัวใจคืนค่ะ แหะๆ


โดย: หลินอี้ วันที่: 6 เมษายน 2552 เวลา:9:01:57 น.  

 
เห็นรูปพี่ชายตาโต๊โตในกล่องคอมเมนท์ค่ะ แต่ที่ตอนแรกบอกว่าเวลาพิมพ์มันมองลำบาก เพราะตัวอักษรเป็นสีน้ำเงินแบบที่พี่หลินเท่านั้นเองจ้า พอเปลี่ยนสีแล้วก็ดีขึ้น

เดี๋ยวมาโม้ด้วยใหม่ค่ำๆนะค่ะ



โดย: ทับทิม IP: 114.128.31.93 วันที่: 6 เมษายน 2552 เวลา:12:46:28 น.  

 
อ้อมหมิงเจิ้นช่างรู้ใจลู่เสี่ยวฟงดีจริงๆ ค่ะ
เป็นคู่ที่สมน้ำสมเนื้อกันมากๆ ให้ความรู้สึกประมาณ คู่รัก คู่กัด เพื่อนรัก คู่ซี้


ตอนที่เส่เยี่ยนึกว่าเคยเจอคนรูปร่างแบบนี้ที่ไหนมาก่อน
ทำให้นึกถึงตอนที่เส่เยี่ยเจอกับท่านลุงชีที่ตลาดก่อนที่เส่เยี่ยจะเสียพ่อ
นี่แสดงว่าเส่เยี่ยก็ประทับใจท่านลุงชีตั้งแต่แรกพบเหมือนกันนะ


ฉากเส่เยี่ยกับคังซื่อคุยกัน เหมือนหนุ่มสาววันแรกรุ่นกำลังจีบกันเลยค่ะ
อายม้วนกันไปมา นี่ถ้าไม่ได้กามเทพอย่างองครักษ์หลิน
เชื่อว่าสองคนนี้คงไม่ได้เจอหน้ากันอีกเป็นเดือนๆ แน่ๆ
แต่แหม่ . . พอเจอกันเท่านั้นแหล่ะ คราวนี้รัศมีสวีทหวานพุ่งทะลุเพดาน
มีแอบกระซิบข้างหูให้สาวอายม้วน นี่ถ้า ผกก ไม่หึงตัดฉากซะก่อน
เราคงได้เห็นหนุ่มสาวเค้าจูงมือชี้นกชมไม้กันแน่ๆ อูย . . อยากเห็น


องครักษ์หลินช่วงนี้ก็สนุกสนานกับการจับคู่ตุนาหงัน
จนลืมความรักของตัวเองไปเลยนะ เหมาะกับบุคลิกสาวซุกซน
ที่แต๋มวางไว้จริงๆ ค่ะ แอบขำแต๋มเทียนเจียวด้วยอีกคน
คนนี้ทั้งสงสารทั้งทำให้เคือง ดูซิ . . อาละวาดใส่เส่เยี่ย
แต่มาสงสารตรงที่ฮ่องเต้ตวาดนางเนี่ยแหล่ะ


และขอแอบบอกว่าตอนนี้ซูโหย่วก็กำลังอินเลิฟกับคังซื่อ-เส่เยี่ย
จนลืมท่านลุงชีไปแล้วล่ะค่ะ ก็คังซื่อ-เส่เยี่ย กุ๊กกิ๊กกันได้น่ารักมากๆ
ท่านลุงชีมีภารกิจกู้ค่ายอยู่ รัศมีความสวีทเลยยังสู้ฮ่องเต้ไม่ได้
เพราะฉะนั้นท่านลุงชีต้องรีบมาเมืองหลวงทำคะแนนให้ได้เลยนะ


โดย: O-yohyo วันที่: 6 เมษายน 2552 เวลา:13:23:26 น.  

 
เสียงของพี่ชายในเพลงนี้เข้ากับบรรยากาศวังหลวงมากๆ ค่ะ
ให้ความรู้สึกถึงความหวานซึ้งและความหวังในใจ เพราะดีล่ะ

ภาพคังซื่อกับเส่เยี่ยด้านข้างถูกใจมากๆ ค่ะ
แต๋มวางมุมของภาพได้เหมาะเจาะจริงๆ
ตามองตา สื่อประสานถึงใจ


โดย: O-yohyo วันที่: 6 เมษายน 2552 เวลา:13:24:41 น.  

 


โดย: O-yohyo วันที่: 6 เมษายน 2552 เวลา:13:25:02 น.  

 


โดย: O-yohyo วันที่: 6 เมษายน 2552 เวลา:13:25:51 น.  

 


โดย: O-yohyo วันที่: 6 เมษายน 2552 เวลา:13:26:43 น.  

 


โดย: O-yohyo วันที่: 6 เมษายน 2552 เวลา:13:27:24 น.  

 


โดย: O-yohyo วันที่: 6 เมษายน 2552 เวลา:13:37:01 น.  

 


โดย: O-yohyo วันที่: 6 เมษายน 2552 เวลา:13:37:34 น.  

 


โดย: O-yohyo วันที่: 6 เมษายน 2552 เวลา:13:38:03 น.  

 


โดย: O-yohyo วันที่: 6 เมษายน 2552 เวลา:13:38:29 น.  

 


โดย: O-yohyo วันที่: 6 เมษายน 2552 เวลา:13:38:58 น.  

 


โดย: O-yohyo วันที่: 6 เมษายน 2552 เวลา:13:39:43 น.  

 


โดย: O-yohyo วันที่: 6 เมษายน 2552 เวลา:13:40:31 น.  

 


โดย: O-yohyo วันที่: 6 เมษายน 2552 เวลา:13:41:03 น.  

 


โดย: O-yohyo วันที่: 6 เมษายน 2552 เวลา:13:42:01 น.  

 
ปล. 1. เจออาถรรพ์เจ้าจอมแต๋มเทียนเจียวเข้า
โพสรูปซ้ำเลย . . 55 เจ้าจอมรับคำชมไป
สองรอบเลยนะคะ นี่แสดงว่างามจนเส่เยี่ยพูดซ้ำ

2. เมื่อไหร่ซูโหย่วจะได้เจอเส่เยี่ยล่ะคะ
ขอเส้นใต้โต๊ะ ยกวันถวายงานฮ่องเต้ให้
กับเจ้าจอมแต๋มเทียนเจียวนะคะ
ระหว่างนั้นซูโหย่วก็จะขอไปนั่งจิบน้ำชากับเส่เยี่ย


โดย: O-yohyo วันที่: 6 เมษายน 2552 เวลา:13:45:17 น.  

 
ขำโย่อ่ะ สงสัยเจ้าจอมอ๋าวจะสวยจริงๆ โหะๆๆ ตกตะลึงจนโพสซ้ำเลย

แหมหลินกุ ฮ่องเต้เล่นป้อนขนมจีบเช้าเย็นขนาดนี้ เป็นหลินกุไม่หลงเหรอคะ เป็นแต๋มเยี่ยคงเสร็จฮ่องเต้ไปนานแล้ว (เอหรือว่าฮ่องเต้เสร็จเราหว่า กร๊ากกก) เส่เยี่ยทนได้ขนาดนี้ ก็ถือว่าใจแข็งในระดับนึงแล้วนะคะ

เส่เยี่ยเคยเจอลุงชีที่ตลาด ก็คงประทับใจในความสง่างาม ตามสไตล์ชายชาตินักรบหน่ะค่ะ พอมาเจอคังซื่อก็เลยรู้สึกคุ้นๆ แต่คังซื่อก็น่ารักอ่า เหมาะกะเส่เยี่ยดีนะ สองคนหวีตกันแบบว่าน่ารักดี ไม่อยากให้พรากจากกันเลย แต่ลุงชีก็น่าสงสารแถมมีบุญคุณอีก ยังไงก็คงจะปกป้องเส่เยี่ยได้มากกว่า เฮ้อออ เครียดแทนเส่เยี่ย

เพลงนี้ 10 นิ้วประสาน 5 นิ้วของคังซื่อ อีก 5 นิ้วของเส่เยี่ยนะคะ (หวานซะ โหะๆ)


โดย: realtomtam วันที่: 6 เมษายน 2552 เวลา:14:37:26 น.  

 
แหม่ . . แต๋ม แล้วบอกว่าเป็นคนไม่โรแมนติก
10 นิ้วประสาน 5 นิ้วของคังซื่อ อีก 5 นิ้วของเส่เยี่ย
แค่นี้ก็หวานโรแมนติก จนคนอ่านเคลิ้มแล้วค่ะ


สารภาพว่าตอนนี้ o-yo ก็หลายใจพอๆ กับเส่เยี่ยเลยค่ะ
หลินกุจะเคืองก็ยอม ก็นะคังซื่อก็น่ารักอ่อนโยน
ท่านลุงชีก็มาดแมน อบอุ่น คอยปกป้องเส่เยี่ย
ที่สำคัญ แค่เห็นใบหน้าและแววตาของทั้งสอง
แฟนคลับเส่เยี่ยก็ใจละลายแทนเส่เยี่ยแล้วล่ะ
ไม่แปลกใจเลย ถ้าเส่เยี่ยจะมีใจให้กับทั้งสองคน


โดย: O-yohyo วันที่: 6 เมษายน 2552 เวลา:14:59:23 น.  

 
ผกก.แต๋มคะ ถ้าเส่เยี่ยไม่เคยเจอลุงชีหรือประทับใจมาก่อน เรียกว่า ไม่ได้มีอะไรผูกพันทางใจกับลุงชีมาก่อน ถ้ามาเจ๊อะฮ่องเต้ที่มีเสน่ห์น่ารักแสนดีขนาดนี้ ไม่แปลกที่เส่เยี่ยจะมอบความรักให้ค่ะ แต่....(มันอยู่ที่แต่นี่แหล่ะ) หลินกุอ่านตั้งแต่ตอนแรก จากพฤติกรรม ความคิด ของเส่เยี่ยที่มีต่อลุงชี คิดว่าคงมีความประทับใจฉันท์ผู้ใหญ่ + ผูกพันฉันท์หนุ่มสาวนิดๆ ที่เส่เยี่ยอาจไม่รู้ตัว ราวๆ 70% แล้วอ่ะ ถ้าตาของเส่เยี่มองเห็น คิดว่าต้องเต็ม 100 แน่นอน แต่เหลืออีกแค่ 30% ทั้งสองพรากจากกันเสียก่อน เส่เยี่ยมาเจ๊อะฮ่องเต้ ก็หลงไหลได้ปลื้ม ต้านไม่ให้รักฮ่องเต้นไม่ไหว ก็เรียกว่าเป็นกรรมของลุงชีอ่ะนะ

แต่ถ้า ที่อ่านมาตั้งแต่ต้นเรื่อง หลินกุตีความผิดไปเอง แบบว่าเส่เยี่ยอาจเพียงแต่ให้ความเคารพและปลื้มลุงขีแค่เหมือนพ่อของตัวเองหรือเป็นผู้มีพระคุณคนหนึ่ง ถึงตอนนี้เส่เยี่ยก็ไม่ผิดค่ะที่จะพบรักกับคังซื่อค่ะ เพราะงั้นที่ผ่านมาตอนแรกๆ ลุงชีรักเส่เยี่ยข้างเดียวล่ะ แง้งงง สงสารลุงชี

o-yo เข้าใจแฟนคลับเส่เยี่ยเลยค่ะ แบบว่าคงทำใจลำบาก เพราะงั้นให้เส่เยี่ยเลือกได้คนเดียวเด้อ ต้องอย่าโลเลค่ะ

อยากอ่านตอนต่อไปจะแย่แล้ว วันหยุดตอนหน้าแต๋มได้หยุดหลายวันเหมือนกัน ขอยาวๆนะก๊ะ


โดย: หลินอี้ วันที่: 6 เมษายน 2552 เวลา:20:00:00 น.  

 
โอยยย ปวดหมองค่ะงานนี้ ยอมรับว่าเส่เยี่ยโลเล คนแต่งเองยังหวั่นไหว เลือกไม่ถูกเลย เดี๋ยวให้เส่เยี่ยหนีไปบวชดีกว่า ซ้ายก็น่ารัก ขวาก็หล่อ มันเลือกไม่ถูกเจงๆ

ตอนหน้าแอบยืดนิดนึง เพราะเพิ่มบทตามที่เจ้าจอมซูโหย่วรีเควซให้แล้วนะคะ แต่งได้ 50% แล้ว สัปดาห์หน้าคงได้ลงแน่นอนค่ะ

ตัวอย่างตอนต่อไป...

"จริงสิ พวกเรายังไม่รู้จักชื่อของเจ้าเลย" ซูโหย่วทักขึ้น
"หม่อมฉันชื่อเส่เยี่ยเพคะ"
"ข้าซูโหย่วนะ และท่านนี้คือฮองเฮา" ซูโหย่วแนะนำตัวอย่างเป็นกันเอง จนลืมบอกยศของตัวเองไปเลย



โดย: realtomtam วันที่: 6 เมษายน 2552 เวลา:20:56:01 น.  

 
เส่เยี่ยเอามือกุมปากตัวเองไว้แน่น ไม่จริงใช่ไหม สิ่งที่นางเห็นนี้ไม่จริงใช่ไหม ไม่ใช่ ต้องไม่ใช่ลุงชีของนาง ทำไม ทำไม ทำไมฮ่องเต้ถึงฆ่าคนได้เลือดเย็นเช่นนี้ นางไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเลย



โดย: realtomtam วันที่: 6 เมษายน 2552 เวลา:20:59:25 น.  

 
"เส่เยี่ย เจ้าเป็นอะไรหรือเปล่า เราเป็นห่วงเจ้ามากรู้ไหม" คังซื่อเห็นหญิงสาวเดินเข้ามาก็ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม เขาเดินเข้าไปคว้าเอาร่างนั้นมาแนบไว้กับตัว ฝ่ายเส่เยี่ยพอเห็นหน้าเขาก็ตกใจทำอะไรไม่ถูก



โดย: realtomtam วันที่: 6 เมษายน 2552 เวลา:21:00:49 น.  

 
"ทำไมต้องไปตำหนิคนอื่นด้วย ตัวฝ่าบาทเองทำอะไรไม่ดีเอาไว้ ก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจ" หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ แล้วนางก็วิ่งเข้าห้องไป ทำเอาคนที่อยู่ในห้องโถงยืนอึ้งกันไปหมด...



ปล. ตอนหน้าจะมี deleted scence อีกแล้วนะคะ ตอนที่แล้วก็มีค่ะ เผื่อใครยังไม่ได้เข้าไปอ่าน


โดย: realtomtam วันที่: 6 เมษายน 2552 เวลา:21:03:43 น.  

 
อ๊ากกกก มีมาหยอดให้อยากแล้วจากไปอีกรายเลี้ยววววว

แล้วๆๆ คังซื่อไปทำอะไรไม่ดีกับลุงชี กริ๊ดดด เด๋วทรงพระตบจูบๆ ซะเลยดีมั้ย ลุงชีของเดี๊ยนจะเป็นไงบ้างล่ะเนี๊ยะ ไม่ยอมนะ ถ้าลุงชีเป็นไรไป แม่นางหลินกุจะขึ้นไปทำโทษฮ่องเต้ถึงในห้องบรรทมเลยโด้ยยย


โดย: หลินอี้ วันที่: 6 เมษายน 2552 เวลา:21:11:37 น.  

 
อ้าวแม่นางหลินกุ ท่านก็หลายใจนะเนี้ย ปากบอกเชียร์ท่านลุงชี แต่การกระทำหื่นใส่พี่จั๋ว แล้วยังจะย่องเข้าห้องบรรทมอีก แบบนี้หมายความว่าไง ข้ามศพแต๋มเทียนเจียวไปก่อนเหอะๆๆ


โดย: realtomtam วันที่: 6 เมษายน 2552 เวลา:21:43:25 น.  

 
หยุดยาวที่จะถึงนี้ต้องเป็นวันสัปดาห์ฟิคแห่งชาติแน่ๆเลย ผู้กินกับต๋อมแต๋มมีมาหยอดตอนใหม่ไว้แล้วด้วย โหะๆ เตรียมปูเสื่อรอ


โดย: ทับทิม IP: 125.26.43.187 วันที่: 6 เมษายน 2552 เวลา:22:04:37 น.  

 
ไม่เหมือนกันนะคะ ผกก.ต๋อมแต๋ม แม่นางหลิน ไม่มีใครรักเลยง่ะ หลงรักลุงชี ลุงชีก็ไปรักเส่เยี่ย แอบหื่นกะคังซื่อ คังซื่อก็ไปรักเส่เยี่ย หลงไหลพี่จั๋ว พี่จํวก็มองไม่เห็น ดูจิ รักข้างเดียวหมดเลย เพราะงั้นแม่นางหลินจะไปแอบหื่นกะหนุ่มคนไหนก็ไม่ผิดค่ะ 555

ทับทิม นั่นสิ นับวันรออีก 4 วันจะได้อ่านฟิคแททุกเรื่องเลยค่ะ ดีใจมากๆ นับวันรอ ร้อ รอ ฝากกระซิบบอก ผกก.ทับทิมกรอบด้วยนะคะ ว่าวันหยุดยาวตั้งหลายวัน ขอตอนนี้ยาวเป็นปิ๊เสดจุใจด้วยนะคร้า


โดย: หลินอี้ วันที่: 6 เมษายน 2552 เวลา:23:22:20 น.  

 
เย้ . . ขอบคุณเจ้าจอมแต๋มเทียนเจียว ที่เปิดโอกาสให้
ซูโหย่วได้ใกล้ชิดกับเส่เยี่ยนะคะ และก็ตามที่สัญญาไว้
วันถวายงานของซูโหย่ว ยกให้เจ้าจอมแต๋มเทียนเจียว ตามสบายเลยค่ะ

แล้วนี่ฮ่องเต้ไปทำอะไรท่านลุงชีรึ เส่เยี่ยถึงได้งอนแบบนี้
จะว่าไปแล้วเวลาดูละครย้อนยุค พวกความสัมพันธ์ต่างๆ เราดูแล้ว
ออกแนวบริสุทธิ์มากเลยนะ บางทีชายคนนึงคอยดูแลผู้หญิงที่ไม่ได้รักตน
แต่ทั้งสองแต่งงานเป็นสามีภรรยากัน คอยดูแลกันชั่วชีวิตเป็นเหมือนคู่ทุกข์คู่ยาก
ถ้าเป็นสมัยนี้คงไม่มีใครยอม บางทีอาจเจอข้อหาหลายใจแต่งกับคนนึง มีใจให้อีกคน
แต่ยุคก่อนเค้าแต่งงานกันตามที่พ่อแม่จัดให้ ความรักมาก่อเกิดกันที่หลัง
หลังจากได้เรียนรู้กันและกัน มองที่ความเหมาะสมเป็นหลัก
เริ่มจากคนรู้จักเพิ่งเห็นหน้าในวันแต่งงาน กลายเป็นเพื่อน เริ่มรักและผูกพัน
เหมือนทุกอย่างกลับและหักเหกับยุคปัจจุบัน แต่คนสมัยก่อนอยู่กันไปชั่วชีวิต
เดี๋ยวนี้เริ่มจากความรัก แต่สุดท้ายไม่สามารถอยู่กันได้
ดังนั้นเวลาดูละครพวกย้อนยุค ถึงได้รู้สึกว่า . . .
แม้นไม่สมหวังแต่ก็เป็นอะไรที่คลาสสิกและโรแมนติกมาก


โดย: O-yohyo วันที่: 7 เมษายน 2552 เวลา:18:03:04 น.  

 
ถึงกองเชียร์คังซื่อ . . ตอนนี้มีคู่แข่งเพิ่มขึ้นแล้วค่ะ
นั่นคือหลินกุนั่นเอง แม่นางบอกว่าเป็นกองเชียร์ท่านลุงชี
แต่ได้ย่องเข้าห้องคังซื่อไปเรียบร้อยแล้ว
เหตุการณ์เกิดขึ้นรวดเร็วมาก แม้กระทั่งผู้กำกับแต๋มก็ตั้งตัวไม่ทัน


โดย: O-yohyo วันที่: 7 เมษายน 2552 เวลา:18:03:38 น.  

 
นั่นสิแม่นางซูโหยว ทำไมแม่นางหลิน บอกว่าเป็นกองชีลุงชี แต่แอบเข้าห้องคังซื่อของมลเยี่ยเนี่ย อันนี้คงยอมไม่ได้นะคะ ต้องข้ามศพมลเยี่ยไปก่อนแล้วล่ะแม่นางหลิน :(


โดย: มลเยี่ย IP: 58.8.225.108 วันที่: 7 เมษายน 2552 เวลา:20:07:13 น.  

 
แม่นางแต๋มเทียนเจียว และ แม่นางมลเยี่ย ข้าน้อยขอำภัยค่ะที่ได้ล่วงเกินฮ่องเต้ไปเมื่อคืนนี้ ข้าน้อยขอสารภาพว่าตอนนั้นเคืองฮ่องเต้คังซื่อที่บังอาจทำร้ายทั่นลุงชี ก็เลยนำพาความโกรธที่ยังไม่ได่ผ่านการสอบสวน ไปลงโทษกับคังซื่อ เมื่อคืนเมื่อลักลอบเข้าไปในห้องบรรทมแล้ว ก็เลยบังคับให้ฮ่องเต้เล่นบิหลงด้วยกันจนสว่างเลยค่ะ ต่อไปจะได้มิกล้าอีก
ข้อน้องต้องขออำภัยที่หน้ามืดไปในครั้งนี้ ต่อไปจะพยายามครองสตินะคะ


โดย: หลินอี้ วันที่: 7 เมษายน 2552 เวลา:22:06:00 น.  

 
พานักแสดงมาปูเสื่อรอ ผกก เปิดม่านค่ะ




โดย: O-yohyo วันที่: 10 เมษายน 2552 เวลา:13:49:48 น.  

 
แล้วรู้หรือยังล่ะ "วันใดขาดฉันแล้วเธอจะรู้สึก"
อยากบอกอะไรก็จะรับรู้ไว้...ว่าฉันก็เป็นเหมือนเธอ..
อยากบอกให้เธอได้รู้ไว้เธออยู่ในใจฉันเสมอไม่เคยลืม
เวลาเจอก็ดีใจถึงแม้ว่าไม่ได้พูดได้คุยกับเธอก็ตาม
แต่อยากให้รู้ว่า "ยังรัก" เสมอ เช่นกัน


โดย: วินัย นักรบนพดล IP: 210.246.186.4 วันที่: 28 กันยายน 2555 เวลา:21:34:45 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

realtomtam
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add realtomtam's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.