แฟนฟิคชั่น : กระบี่สะท้านฟ้า ราชาสะท้านแผ่นดิน (The Hero & The King)
Group Blog
 
 
มีนาคม 2560
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
29 มีนาคม 2560
 
All Blogs
 
กระบี่สะท้านฟ้าฯ ตอนที่ 39 ล้มทรราชย์

*** หลังจากหายไปนาน มาลงพร้อมกันหลายตอนนะคะ คนที่เพิ่งเข้ามา ต้องไปเริ่มอ่านตอนที่ 37 (ก่อนจากลา) ก่อนนะคะ ไม่งั้นเดี๋ยวจะงง ***

๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑

วันต่อมา ณ ค่ายแม่ทัพหลินเซียง

ไทเฮาทรงให้อ๋องถูจิ้นช่วยจัดพิธีแต่งตั้งรัชทายาทขึ้นอย่างเรียบง่าย เพราะชีเส้าเฟยนั้นเป็นคนไม่ชอบพิธีการ แม้แต่เสื้อผ้า ชีเส้าเฟยก็ขอใส่แบบเดิม ไทเฮาก็ทรงอนุญาต

พิธีเริ่มขึ้นจากการแต่งตั้งชีเส้าเฟยเป็นองค์รัชทายาทและเป็นผู้สำเร็จราชการแทนฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน เมื่อจบพิธีการนี้แล้ว ก็มีราชโองการแต่งตั้งอ๋องถูจิ้นขึ้นเป็นเสนาบดี และประกาศปลดอ๋าวไป้อย่างเป็นทางการ ส่วนแม่ทัพหลินเซียงได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่ นำทั้งกองทัพหลวง และกองทัพธงเหลืองแทนอ๋าวไป้ หลินชงเป็นรองแม่ทัพ กงซุนเช่อเป็นที่ปรึกษาราชสำนัก อ้อมหมิงเจิ้งและลู่เสี่ยวฟงเป็นที่ปรึกษาทางการทหาร โดยตำแหน่งของคนจากค่ายเหลียนอิ๋นเป็นตำแหน่งชั่วคราว เมื่อบ้านเมืองสงบสามารถลาออกได้ ไม่ถือว่าเป็นการหนีราชการ

เมื่อจบราชโองการแล้ว ทุกคนต่างก็แซ่ซ้องด้วยความปิติยินดี กำลังใจที่จะต่อสู้กลับคืนมาอีกครั้ง

ไทเฮาดีพระทัยจนไม่อาจกลั้นรอยยิ้มไว้ได้ จะว่าไปแล้วตั้งแต่เกิดเรื่อง นี่เป็นครั้งแรกที่ทุกคนได้เห็นรอยยิ้มของนางอีกครั้ง

๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑

บรรยากาศภายในค่ายตอนนี้ดีขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนดูมีเป้าหมาย และมีความหวังมากขึ้น พวกทหารก็ไม่รู้สึกเคว้งคว้างอีกต่อไป พวกเขากลับมามีกำลังใจและฮึกเหิมขึ้นอีกครั้ง ทุกคนยอมรับชีเส้าเฟยได้โดยไม่ยาก นั่นเป็นเพราะชื่อเสียงของชีเส้าเฟยในฐานะหัวหน้าค่ายเหลียนอิ๋นเป็นที่กล่าวขานมายาวนาน ไม่เพียงแค่ในค่ายทหารเท่านั้น ทั่วยุทธภพ ตลอดจนดินแดนศัตรู ใครได้ยินชื่อเทพมังกรก็ต้องเกรงกลัวไม่มากก็น้อย ประกอบกับบุคลิกเก้าปรากฎของเขา ทำให้ทุกคนรู้สึกศรัทธาชีเส้าเฟยในเวลาอันรวดเร็ว

งานแรกที่ชีเส้าเฟยทำก็คือรวบรวมกำลังจากทุกฝ่ายให้ได้มากที่สุด เมื่อข่าวชีเส้าเฟยเป็นรัชทายาทและข่าวปลดอ๋าวไป้ถูกประกาศออกไป ทหารที่ยังจงรักภักดีหรือไม่ชอบอ๋าวไป้ ก็มาขอเข้ากับค่ายแม่ทัพหลินเซียงเป็นจำนวนมาก ส่วนชายหนุ่มที่นับถือในชื่อเสียงของค่ายเหลียนอิ๋นก็มาสมัครเป็นทหารมากมายเช่นกัน

ชีเส้าเฟยจึงสามารถรวบรวมกำลังได้สี่กองธงแล้ว กองธงแรกคือค่ายแม่ทัพหลินเซียง กองธงที่สองคือทหารหลวง กองธงที่สามคือค่ายเหลียนอิ๋น กองธงที่สี่คือกองทัพของซูเค่อซ่าฮา เหลืออีกเพียงกองทัพสุดท้ายที่เขากำลังรอคอยข่าวอยู่…

๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑

ณ ห้องประชุมราชกิจ

ทหารคนหนึ่งวิ่งเข้ามารายงานหน้าตาตื่น

“เรียนรัชทายาท ทหารสื่อสารส่งข่าวมาว่า ตอนนี้อ๋าวไป้นำทัพออกจากเมืองหลวงแล้ว กำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ คาดว่าพรุ่งนี้คงถึงค่ายของพวกเราอย่างแน่นอน”

ชีเส้าเฟยพยักหน้ารับทราบแล้วก็ให้ทหารคนนั้นออกไป ในใจคิดเพียงว่า
‘ทำไมต้องเป็นพรุ่งนี้ด้วย’

คนอื่นๆ ในห้องเริ่มนั่งไม่ติดที่ อ๋องถูจิ้น แม่ทัพหลินเซียง และหลินชงปรึกษากันอย่างเคร่งเครียดว่าจะรับมืออ๋าวไป้อย่างไรดี ส่วนกงซุนเช่อ อ้อมหมิงเจิ้ง และลู่เสี่ยวฟงก็รอดูท่าทีของชีเส้าเฟย

“ทุกคนใจเย็นก่อน” ชีเส้าเฟยพยายามควบคุมบรรยากาศในห้องให้อยู่ในความสงบ
“แต่ว่าตอนนี้เรายังไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับอ๋าวไป้นะพะยะค่ะ” อ๋องถูจิ้นพูดขึ้น
“แม้ว่ากำลังของพวกเราจะมากขึ้นกว่าเดิม แต่พวกทหารที่มาใหม่ ก็ยังขาดประสบการณ์ในสนามรบ” แม่ทัพหลินเซียงพูดเสริมด้วยสีหน้ากังวล
“ท่านพ่อ ถึงตอนนี้แล้ว ก็คงต้องลองดูสักตั้ง แม้จะชนะไม่ได้ ก็ต้องสั่งสอนให้พวกทรราชย์ มันได้บทเรียนบ้างหล่ะ” หลินชงกล่าวอย่างมีอารมณ์

ครู่หนึ่งก็มีทหารคนหนึ่งเข้ามากระซิบบางอย่างกับลู่เสี่ยวฟง ลู่เสี่ยวฟงมองไปที่ชีเส้าเฟย ชีเส้าเฟยก็พยักหน้าให้เขา ลู่เสี่ยวฟงจึงสั่งการทหารคนนั้น ครู่หนึ่งทหารคนนั้นก็เดินกลับเข้ามาใหม่ ด้านหลังเขามีชายสามคนเดินตามมาด้วย พวกเขาแต่งกายเหมือนคนต่างถิ่น

“เรียนรัชทายาทกองทัพของฟุเจี้ยนเดินทางมาถึงแล้วพะย่ะค่ะ” ทหารคนนั้นกล่าวขึ้น
“ราชบุตรเขยต้วนฟู่ถวายพระพรรัชทายาท” หนึ่งในชายสามคนกล่าวขึ้น แล้วพวกที่เหลือก็ก้มลงคาราวะชีเส้าเฟย
“ท่านราชบุตรเขยเดินทางมาไกล ไม่ต้องมากพิธีหรอก” ชีเส้าเฟยเดินเข้าไปทักทายต้วนฟู่ใกล้ๆ แม้ต้วนฟู่จะไม่เคยพบชีเส้าเฟยมาก่อน แต่ก็รู้สึกต้องชะตาในท่าทางสง่างามของอีกฝ่าย
“ท่านราชบุตรเขย ปิงเยี่ยสบายดีหรือไม่” อ๋องถูจิ้นพอเห็นต้วนฟู่ก็ทักทายด้วยความดีใจ
“เรียนท่านอ๋อง องค์หญิงปิงเยี่ยสบายดี ฝากความระลึกถึงมาให้ท่านและฮูหยินด้วย” ชายหนุ่มตอบแล้วเว้นช่วงก่อนจะกล่าวต่อไป
“แต่วันนี้ต้วนฟู่เดินทางมาถึงช้า ขอท่านพ่อตาช่วยกราบทูลไทเฮาและรัชทายาท ลงโทษข้าสถานเบาด้วย” ต้วนฟู่กล่าวอย่างมีมารยาท อ๋องถูจิ้นได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มอย่างพอใจ เขาเลือกลูกเขยไม่ผิดเลยจริงๆ
“ความจริงท่านไม่ได้มาช้าเลย ทั้งยังให้เกียรตินำทัพมาด้วยตัวเอง หากข้าลงโทษท่าน เกรงว่าเสด็จแม่คงจะลงโทษข้าเป็นแน่” ชีเส้าเฟยกล่าวอย่างเป็นมิตร ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกผ่อนคลาย
“ขอบพระทัยรัชทายาท” ต้วนฟู่ก้มลงขอบคุณเขา
“จริงสิแล้วสถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างพะยะค่ะ” ต้วนฟู่ถามขึ้น
“ทหารเพิ่งส่งข่าวมาจากเมืองหลวง อ๋าวไป้ยกทัพมาแล้ว พรุ่งนี้คงจะถึงที่นี่ ข้ายังเกรงอยู่ว่าพวกเราอาจจะเตรียมตัวไม่ทัน อีกอย่างพวกท่านก็เพิ่งจะเดินทางมาถึงด้วย” ชีเส้าเฟยตอบด้วยสีหน้ากังวล
“รัชทายาทไม่ต้องเป็นห่วง ทหารในกองทัพของหม่อมฉัน ล้วนเป็นพวกไม่กลัวเหนื่อยไม่กลัวตาย ผ่านศึกมานับครั้งไม่ถ้วน ไม่ได้นอนสิบวันสิบคืนก็ยังถือกระบี่ได้อย่างมั่นคง” ชีเส้าเฟยได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าพอใจ ต้วนฟู่ทำให้เขานึกถึงบรรยากาศที่ได้ร่วมต่อสู้กับพี่น้องที่ค่ายเหลียนอิ๋น ที่นั่นไม่มีใครกลัวตาย ไม่มีใครกลัวหิว ความกลัวอย่างเดียวก็คือการสูญเสียแผ่นดิน
“ดี ถ้าอย่างนั้นข้าจะให้คนนำท่านไปยังที่พัก แล้วอีกสักครึ่งชั่วยาม มาพบข้าที่นี่เพื่อหารือได้หรือไม่” ชีเส้าเฟยถาม
“พะยะค่ะ” ต้วนฟู่ตกลงแล้วก็ขอตัวลาชีเส้าเฟย เพื่อไปตระเตรียมการกับพวกทหารของตน

๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑

ค่ำวันนั้น หลังจากประชุมแผนการรบเสร็จ ชีเส้าเฟยอยู่คุยอยู่กับลู่เสี่ยวฟง องครักษ์เหอ และองครักษ์จั๋ว

ก่อนหน้านี้ชีเส้าเฟยได้ไหว้วานให้ลู่เสี่ยวฟงช่วยส่งคนไปหาเส่เยี่ยกับหลินกุเหนียง เพราะพวกนางเดินทางไปหาจิวแปะทงสิบกว่าวันแล้ว แต่ไม่มีข่าวกลับมาเลย

“เจ้าได้ข่าวนางบ้างหรือเปล่า” ชีเส้าเฟยเอ่ยถามขึ้น ลู่เสี่ยวฟงก็ส่ายหน้า
“ตอนนี้เมืองหลวงตรวจตราเข้มงวด พวกนางคงระวังตัวมาก ทำให้พวกเราหานางไม่เจอ” ลู่เสี่ยวฟงตอบ พอได้ยินดังนั้นชีเส้าเฟยก็คิ้วขมวดแน่น
“หัวหน้าใหญ่ท่านอย่ากังวลไปเลย คิดในแง่ดี อ๋าวไป้ไม่เจอพวกนาง แปลว่าพวกนางน่าจะปลอดภัยอยู่” ลู่เสี่ยวฟงพยายามพูดปลอบคนเป็นหัวหน้า ชีเส้าเฟยเหมือนจะไม่ได้ยินคำพูดของลู่เสี่ยวฟง เขาถอนหายใจ กับตัวเองเบาๆ ก่อนจะสลัดความคิดฟุ้งซ่านออกไป
“องครักษ์จั๋ว ฝากท่านดูแลไทเฮากับท่านอ๋องด้วยนะ” ชีเส้าเฟยเปลี่ยนเรื่องมาพูดกับจั๋วอี้หัง
“พะยะค่ะ” จั๋วอี้หังรับปากเขา
“องครักษ์เหอ ท่านอย่าลืมที่ตกลงกันไว้ หากเกิดอะไรขึ้นกับข้า ท่านต้องทำอย่างไรบ้าง อีกอย่างหากตามหาอาจารย์ปู่ไม่ได้ จะเหลือท่านเพียงคนเดียวที่สามารถรักษาฮ่องเต้ได้ ดังนั้นเรื่องนี้คงต้องรบกวนท่านแล้ว” ชีเส้าเฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงมีกังวล
“รัชทายาทไม่ต้องเป็นห่วง ต่อให้ลำบากแค่ไหน หม่อมฉันก็จะต้องรักษาฮ่องเต้ให้ได้ แต่ที่หม่อมฉันกับองครักษ์จั๋วไม่สบายใจ ก็คือความปลอดภัยของท่านมากกว่า อ๋าวไป้เป็นคนมากเล่ห์ พรุ่งนี้ท่านต้องระวังให้มาก” คนพูดหรี่ตาลงด้วยความแค้น
“ข้ามีแม่ทัพหลินกับพวกพี่น้องช่วยอยู่ ท่านไม่ต้องเป็นห่วงหรอกนะ เวลานี้ที่สำคัญที่สุด คือพวกท่านต้องดูแลไทเฮากับฮ่องเต้ให้ดี” ชีเส้าเฟยกล่าว
“รับด้วยเกล้า” องครักษ์เหอกับองครักษ์จั๋วพูดขึ้นพร้อมกัน

ทันใดนั้นก็มีเสียงทหารตะโกนโวยวายอยู่ที่ด้านนอก
“มีคนร้าย!! มีคนร้าย!!” องครักษ์เหอได้ยินเช่นนั้นก็รีบหันไปทางจั๋วอี้หังทันที
“เจ้าคุ้มครองไทเฮา ข้าจะไปดูฮ่องเต้” ว่าแล้วองครักษ์เหอก็หันมาขออนุญาตชีเส้าเฟย
“พวกท่านไปเถอะ ที่นี่มีข้ากับคุณชายลู่ก็พอแล้ว” พอชีเส้าเฟยพยักหน้าให้ พวกเขาก็รีบรุดไปทันที

ชีเส้าเฟยเดินออกมาดูข้างนอก ลู่เสี่ยวฟงคว้าตัวทหารคนหนึ่ง มาถามว่าคนร้ายอยู่ที่ไหน
“อยู่ที่ห้องครัวขอรับหัวหน้าสี่” ทหารคนนั้นตอบ ชีเส้าเฟยกับลู่เสี่ยวฟงก็หันมามองหน้ากัน
“เรื่องเป็นยังไง ไหนเจ้าลองเล่ามาให้ละเอียดซิ” ลู่เสี่ยวฟงลูบหนวดของเขาด้วยความสงสัย
“ก่อนหน้านี้โต๊ะบวงสรวงที่จัดไว้ให้รัชทายาทเซ่นไหว้ก่อนออกเดินทาง อยู่ๆ อาหารก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่รู้ว่าเป็นผีหรือคน ทำไมถึงได้กล้าขโมยของไหว้เช่นนี้ นายกองจึงให้พวกเราเฝ้าโต๊ะเอาไว้ อยู่ๆ ก็มีเงาสีขาวมาโฉบอาหารไปจริงๆ ตอนนี้เงานั้นวิ่งเข้าไปในห้องครัวแล้วท่านหัวหน้าสี่” ทหารคนนั้นเล่าไปขนลุกไปเหมือนเพิ่งเจอผีมา ชีเส้าเฟยรู้ทันทีว่าเป็นใครไปไม่ได้นอกจากจิวแปะทง อาจารย์ปู่ขี้เล่นของเขา
“เส่เยี่ย!!!” พอนึกได้ดังนั้น ชายหนุ่มก็รีบวิ่งไปทางห้องครัวทันที ส่วนทหารคนนั้นมองชีเส้าเฟยแล้วก็หันมาถามลู่เสี่ยวฟงหน้างงๆ
“วิญญาณที่มาขโมยอาหารนั่นเป็นแม่นางเส่เยี่ยงั้นหรือหัวหน้าสี่” ลู่เสี่ยวฟงได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะออกมาเสียงดัง ก่อนจะเดินตามชีเส้าเฟยไป

ครู่หนึ่งทุกคนก็มาล้อมอยู่ที่หน้าห้องครัว
“เจ้าเป็นผีหรือคนกันแน่ ออกมามอบตัวเสียดีๆ” เสียงหัวหน้าทหารตะโกนเข้าไปในห้องครัว ชีเส้าเฟยเดินมาพอดี ทุกคนหลีกทางให้เขา ชายหนุ่มกำลังจะก้าวเข้าไปในห้อง ทันใดนั้นก็มีวัตถุบินออกมา ชีเส้าเฟยใช้มือรับไว้ทัน ปรากฏว่ามันคือหัวไชเท้า
“อาจารย์ปู่เลิกเล่นได้แล้ว” ชีเส้าเฟยตะโกนเข้าไปในห้อง
“ศิษย์หลานนนนนน...” คนในห้องพอได้ยินเสียงชีเส้าเฟยก็ตอบกลับมาเสียงสดใส แล้วชายชราที่มีมวยผมสีขาวก็เดินถือน่องไก่ออกมา

พวกทหารถอยไปตั้งหลักครึ่งก้าว ชีเส้าเฟยก้มลงมองเศษผักที่ตกอยู่ตามพื้นก็พอจะเดาเหตุการณ์ได้ พวกเขาคงเพิ่งจะโดนจิวแปะทงเล่นงานมาแน่ๆ

“เข้าใจผิดกันเท่านั้น ข้าขออภัยด้วย พวกเจ้ากลับไปพักผ่อนเถอะ คนนี้คืออาจารย์ของข้าเอง” ชีเส้าเฟยหันไปพูดกับพวกทหารด้วยความเกรงใจ
“เฮ้ยยย อะไรกัน ไหนนังหนูบอกว่าตอนนี้เจ้าเป็นพี่ชายฮ่องเต้แล้วไง ทำไมต้องไปเกรงใจทหารพวกนี้ด้วย” จิวแปะทงพูดขึ้น
“อาจารย์ปู่!” ชีเส้าเฟยหันไปทำหน้าดุใส่เขา
“ฮึ อะไรกัน ข้ามาช่วยคนนะ เล่นนิดเล่นหน่อยไม่ได้หรือไง” จิวแปะทงสะบัดหน้าไปทางอื่น แล้วก็โยนน่องไก่ไปให้ลู่เสี่ยวฟง ลู่เสี่ยวฟงใช้นิ้วคีบไว้ได้ทัน ก่อนจะโยนมันให้พวกทหารต่อ
“นักพรตจิว หัวหน้าใหญ่ มีอะไรไปคุยกันที่ห้องโถงดีกว่า” ลู่เสี่ยวฟงเสนอขึ้น แล้วก็ลากจิวแปะทงให้เดินมากับเขา

เมื่อถึงห้องประชุมแล้ว จิวแปะทงยังทำหน้างอนอยู่ ลู่เสี่ยวฟงก็ยักคิ้วให้ชีเส้าเฟยรีบง้อคนเป็นอาจารย์
“อาจารย์ปู่ เมื่อครู่ข้าขอโทษนะ” ชีเส้าเฟยพูดด้วยน้ำเสียงอ่อย
“ใช่ซี้ เดี๋ยวนี้เจ้าใหญ่โตแล้ว คงไม่เคารพอาจารย์อย่างข้าแล้วสิ” จิวแปะทงตัดพ้อ
“โธ่อาจารย์ ท่านก็รู้ว่าข้าเคารพท่านที่สุด แต่ทหารพวกนั้นพรุ่งนี้ก็ต้องออกไปรบกับข้า หากข้าไม่เกรงใจพวกเขา แล้วจะเป็นแม่ทัพนำทัพพวกเขาได้อย่างไร ท่านเข้าใจใช่ไหมอาจารย์ปู่” ชีเส้าเฟยพยายามหว่านล้อมคนเป็นอาจารย์ ลู่เสี่ยวฟงไม่เคยเห็นหัวหน้าใหญ่จ๋อยแบบนี้ เห็นแล้วก็รู้สึกนับถือจิวแปะทงคนนี้จริงๆ
“โอยยยย ทหารพวกนี้ไปรบก็แพ้แน่” จิวแปะทงส่ายหัว
“ทำไมพูดอย่างนั้นหล่ะนักพรตจิว รึว่าฝีมือพวกนั้นแย่มาก” ลู่เสี่ยวฟงถามขึ้น
“ไม่ใช่เรื่องฝีมือแย่หรอก แต่อาหารที่เจ้าเซ่นไหว้พวกนั้น รสชาดทุเรศมาก ข้าเป็นเจ้าหน่ะคงจะไม่ให้พวกเจ้าชนะหรอก ไม่อย่างงั้นก็ต้องกินอาหารพวกนั้นอีกหน่ะสิ” จิวแปะทงตอบ

ลู่เสี่ยวฟงได้ฟังคำตอบของจิวแปะทงแล้วก็หัวเราะไม่หยุด จอมยุทธจิวคนนี้เป็นไอดอลของเขาจริงๆ จนชีเส้าเฟยต้องกระแอมเตือน ลู่เสี่ยวฟงถึงได้หยุดหัวเราะ
“จริงสิ อาจารย์ปู่ แล้วเส่เยี่ยหล่ะ” ชีเส้าเฟยหันมาถามจิวแปะทงด้วยท่าทางจริงจัง
“ไม่รู้” จิวแปะทงตอบสั้นๆ
“นางไม่ได้มากับท่านเหรอ!!” ชีเส้าเฟยซักต่อ
“ตอนแรกก็มาด้วยกัน แต่พวกนางดูรีบร้อนมาก ไม่รู้จะรีบอะไร ก็ข้ายังอยากเล่นอยู่นี่หน่า เราก็เลยพนันกันว่า ถ้าข้ามาถึงที่นี่ก่อน นังหนูจะทำขนมบัวลอยให้ข้ากิน แล้วนี่นังหนูยังไม่มาอีกเหรอ” จิวแปะทงหันมาถามชีเส้าเฟย ที่นี่กลายเป็นชีเส้าเฟยกระสับกระส่ายขึ้นมาทันที ชีเส้าเฟยทำท่าจะเดินออกไปข้างนอก ลู่เสี่ยวฟงก็รีบห้ามเขา
“เดี๋ยวๆ หัวหน้าใหญ่ใจเย็นก่อน... ว่าแต่นักพรตจิว ท่านแยกกับแม่นางเส่เยี่ยเมื่อไหร่ ที่ไหน” ลู่เสี่ยวฟงถามขึ้น
“แยกกันเมื่อเช้า ที่นอกเมืองโน่น แต่ข้าต่อให้พวกนางเยอะแล้วนะ” จิวแปะทงกล่าว
“พวกนางวรยุทธไม่สูง แต่ระยะทางไม่ไกล ป่านนี้ก็น่าจะถึงได้แล้ว” ชีเส้าเฟยบ่นพรึมพรำกับตัวเอง

ทันใดนั้นก็มีเสียงกลุ่มคนเดินมาทางห้องประชุม เป็นไทเฮา อ๋องถูจิ้น แม่ทัพหลินเซียง และพวกองครักษ์นั่นเอง

ชีเส้าเฟยเดินไปคาราวะไทเฮา แล้วแนะนำให้ทุกคนรู้จักกับอาจารย์ปู่ของเขา จิวแปะทงเห็นชีเส้าเฟยทำท่าเกรงใจคนพวกนี้ ก็จ้องมองพวกเขาตาไม่กระพริบ
“ท่านนักพรต เรื่องของฮ่องเต้ต้องรบกวนท่านแล้วนะ” อ๋องถูจิ้นกล่าวขึ้น จิวแปะทงก็วิเคราะห์หน้าของอ๋องถูจิ้นอย่างละเอียด
“ท่านนี้คือท่านอ๋องถูจิ้นเป็นอาของข้า” ชีเส้าเฟยรีบแนะนำแล้วดึงจิวแปะทงออกมา จิวแปะทงถอยมา แล้วก็ไปจ้องหน้าไทเฮาต่ออีก
“พระนางคือไทเฮา” ชีเส้าเฟยบอกจิวแปะทง แล้วก็ดึงแขนเขาออกมา ไม่ให้จ้องไทเฮาใกล้เกินไป
“ออ งั้นนางก็คือแม่ของเจ้ากับฮ่องเต้งั้นสิ คาราวะไทเฮา คาราวะไทเฮา” จิวแปะทงยกมือขึ้นคาราวะไทเฮาประหลกๆ
“ถ้าข้าจะสู่ขอเจ้าให้นังหนูก็ต้องขอกับนางใช่ไหม...อุ๊ย...” จิวแปะทงพูดยังไม่ทันจบประโยค ก็ตกใจจนเอามือมาปิดปากตัวเองเอาไว้
“แย่แล้วๆ ข้าลืมตัวไป สัญญากับนังหนูไว้ว่าจะไม่พูดเรื่องของเจ้ากับนางต่อหน้าคนอื่นนี่หน่า เจ้าก็อย่าบอกนางเลยนะ เดี๋ยวนางจะมาโกรธข้าอีก” จิวแปะทงหันไปทำหน้าเจื่อนๆ ให้ชีเส้าเฟย

ส่วนไทเฮาก็ลอบสังเกตอาการของชีเส้าเฟย นังหนูที่จิวแปะทงพูดหมายถึงใครกัน หรือว่าบุตรชายของนางไปหลงรักหญิงสาวที่ไหนเข้า

“ได้ยินกุกุบอกว่าท่านนักพรตเป็นคนสนุกสนาน ขี้เล่น ดูจะจริงอย่างนางว่าจริงๆ” หลินเซียงกล่าวอย่างติดตลก
“ท่านแม่ทัพ กุกุกลับมาแล้วหรือ” ชีเส้าเฟยได้ยินหลินเซียงพูดถึงหลินกุเหนียง ก็มองหน้าเขาด้วยความแปลกใจ
“อืม นางเพิ่งกลับมาถึง ท่าทางหิวโซเลย เลยให้หลินชงหาอะไรให้กินอยู่” หลินเซียงตอบ
“แล้ว... แล้วเส่เยี่ยหล่ะ” ชีเส้าเฟยถามขึ้น
“รัชทายาทไม่ต้องเป็นห่วง เส่เยี่ยกลับมาแล้ว นางมีไข้อ่อนๆ ตอนนี้ฮูหยินกำลังดูแลนางอยู่” อ๋องถูจิ้นตอบ
“มีไข้เหรอ อาจารย์ปู่ทำไมเป็นแบบนี้” ชีเส้าเฟยหันมามองหน้าจิวแปะทง เป็นเครื่องหมายคำถามตัวเบ้อเร่อ
“ข้าจะไปรู้ได้ไง เมื่อเช้าก็ยังดีๆ อยู่นี่หน่า แต่พวกนางตามหาข้าอยู่หลายวัน ไม่ได้กินไม่ได้นอน ป่วยนิดหน่อย เดี๋ยวก็หายม้าง... นี่ศิษย์หลาน ดูแล้ว เจ้าก็ยังเป็นห่วงนังหนูอยู่นี่หน่า ข้าค่อยสบายใจหน่อย ทีแรกนึกว่าพวกเจ้ามีเรื่องอะไรกัน นังหนูถึงได้ชอบพูดถึงเจ้าแปลกๆ” จิวแปะทงพูดขึ้น ชีเส้าเฟยก็ทำหน้าไม่รู้เรื่อง แล้วหลบสายตาไปทางอื่น

“ท่านอ๋อง ขอข้าไปเยี่ยมเส่เยี่ยหน่อยได้หรือเปล่า” ลู่เสี่ยวฟงเห็นชีเส้าเฟยกำลังวางตัวลำบาก เลยช่วยเบนความสนใจคนอื่นให้
“นางน่าจะยังไม่นอน เจ้าไปพร้อมข้าก็ได้” อ๋องถูจิ้นตอบ
“ไปๆ ข้าไปด้วยนะ ข้าอยากไปดูว่านังหนูเป็นไงบ้าง” ว่าแล้วจิวแปะทงก็คว้าแขนชีเส้าเฟยให้เดินไปด้วยกัน แต่ชายหนุ่มหยุดเดินแล้วดึงแขนออก ทำให้จิวแปะทงกับลู่เสี่ยวฟงหันมามองหน้าเขา
“ข้า... ข้า... ต้องไปดูฮ่องเต้ ฝากพวกท่านดูแลนางด้วยแล้วกัน” ชีเส้าเฟยพูดจบก็ไม่มองหน้าใคร เดินจากไปทันที
“เดี๋ยวสิ... ศิษย์หลาน... ศิษย์หลาน... เฮ้อ... อะไรกันเจ้าศิษย์คนนี้ ใจดำชะมัด นางในดวงใจไม่สบายแท้ๆ ยังไม่ยอมไปดู มาฝากข้าได้ยังไง” เมื่อรั้งชีเส้าเฟยไม่ได้ จิวแปะทงก็ย่นหน้าไม่พอใจ บ่นพรึมพรำกับตัวเอง

ตอนนี้สิ่งที่จิวแปะทงพูด ทำให้ทั้งไทเฮาและคนอื่นๆ ในค่ายแม่ทัพเริ่มสงสัยแล้วว่า ความสัมพันธ์ระหว่างชีเส้าเฟยและเส่เยี่ยเป็นอย่างไรกันแน่

๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑

ณ ห้องบรรทมฮ่องเต้

ภายในห้องไม่ได้จุดตะเกียง ชีเส้าเฟยนั่งเฝ้าคังซื่ออยู่เงียบๆ ข้างกายเขามีกระบี่นี่สุ่ยหานวางอยู่ ชายหนุ่มยกกระบี่ขึ้นมาดู จากนั้นก็มองไปที่คังซื่อ
‘พรุ่งนี้ครบสิบห้าวันแล้ว... หากข้าไม่กลับมา ชีวิตของท่านคงต้องฝากไว้กับอาจารย์ปู่และองครักษ์เหอแล้ว’ ชีเส้าเฟยคิด แล้วชายหนุ่มก็หยิบหยกของเส่เยี่ยขึ้นมาดู ก่อนจะมองไปที่คังซื่ออีกรอบ
‘ฝากท่านดูแลนางด้วย’ ชีเส้าเฟยตบไปที่คังซื่อเบาๆ

อีกด้านหนึ่ง เส่เยี่ยรู้จากลู่เสี่ยวฟงว่า ชีเส้าเฟยกำลังจะไปสู้กับอ๋าวไป้ หญิงสาวรู้สึกเป็นห่วงชีเส้าเฟยมาก นางกลัวว่าจะไม่มีโอกาสได้เจอกับเขาอีก หลังจากที่หญิงสาวทะเลาะกับชีเส้าเฟยในวันนั้น ก็เกิดเรื่องกับคังซื่อ เส่เยี่ยต้องออกไปตามหาจิวแปะทงอยู่หลายวัน ทำให้นางยังไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับเขาเลย

เส่เยี่ยเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องบรรทมของฮ่องเต้ หญิงสาวตั้งใจจะมาอวยพรอีกฝ่ายสองสามประโยค อย่างน้อยก็มีข้ออ้างเพื่อที่จะได้พบหน้าชีเส้าเฟย แต่พอมาถึงหน้าประตู อยู่ๆ ความกล้าก็หดหายไปหมด หญิงสาวจึงได้แต่ยืนอยู่หน้าห้อง จินตนาการภาพของชีเส้าเฟยที่นั่งอยู่ด้านใน
‘พรุ่งนี้ท่านต้องไปสู้กับพวกอ๋าวไป้แล้ว... ถึงท่านจะไม่สนใจข้า แต่ข้าก็เป็นห่วงท่านมาก รักษาตัวด้วย ท่านลุงชี... ’ หญิงสาวได้เพียงคิดในใจ

เส่เยี่ยยืนนิ่งอยู่หน้าประตูครู่ใหญ่โดยไม่รู้ว่าในห้องไม่ได้จุดตะเกียง ชีเส้าเฟยจึงเห็นเงาของหญิงสาวอย่างชัดเจน แต่ไม่ได้ทักหรือเรียกอีกฝ่าย

ชีเส้าเฟยปล่อยให้ตัวเองนั่งมองเงาของหญิงสาวอยู่เงียบๆ แบบนั้น ทั้งที่ในใจของชายหนุ่มทั้งปวดร้าวและต้องการพบนาง...

จนในที่สุด เงาของหญิงสาวอันเป็นที่รัก ก็ค่อยๆ เลือนหายและเดินจากไปในที่สุด…

ตอนนี้ด้วยสถานะของชีเส้าเฟย บวกกับความรู้สึกผิดต่อฮ่องเต้ ทำให้ทั้งชีเส้าเฟยและเส่เยี่ย ต่างก็รู้สึกห่างเหินกันมากกว่าเดิม

๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑

ณ ชายป่าแห่งหนึ่ง

ชีเส้าเฟยในชุดเกราะสีสนิมควบม้าสีน้ำตาลเข้ม นำกองทัพทั้งห้ามาหยุดอยู่ที่ชายป่าแห่งหนึ่ง ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า เขายกมือขึ้นสัมผัสกับทิศทางลม แล้วหันไปพยักหน้าให้กับต้วนฟู่
“ที่นี่แหละ” จากนั้นต้วนฟู่และกองทัพฟุเจี้ยนจึงได้แยกออกไปอีกทาง

ครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงฝีเท้า ทั้งกองทัพม้าและกองทัพคน ดังกึกก้องมาแต่ไกล
‘พวกมันมากันแล้ว’ ชายหนุ่มคิด

ไม่นานนักก็ปรากฎกองทัพขนาดใหญ่ตะหง่านอยู่เบื้องหน้า

อ๋าวไป้สวมชุดเกราะแม่ทัพใหญ่ จงใจใส่สีเหลืองมังกรไว้ด้านใน เป็นนัยว่าท้าท้ายชีเส้าเฟยกับฮ่องเต้ ถัดไปจากอ๋าวไป้ มีชายในชุดเกราะที่ดูเหมือนเป็นหัวหน้าอยู่สามคน หลินเซียงกับทหารต้าซ่งรู้จักพวกเขาดี เสนาบดีเยี่ยปี้หลง ไต้เท้าเว่ย และมือปราบหันจุ้น พวกเขาเลือกที่จะอยู่ข้างเดียวกับอ๋าวไป้แล้ว

กองทัพของอ๋าวไป้จัดมาอย่างยิ่งใหญ่และเต็มรูปแบบ ทหารกองธงเหลืองยืนเป็นแถวหน้ากระดาน ยาวกว่าร้อยช่วงตัวคนได้ เมื่อมองไปแล้วคล้ายสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดมหึมา

กลุ่มหน้าสุดเป็นกองทหารม้า เอาไว้บดขยี้คู่ต่อสู้
กลุ่มที่สองเป็นกองทหารราบ อาวุธครบมือ
กลุ่มหลังสุดเป็นกองทหารธนู เอาไว้ต่อสู้ระยะไกล

เป็นกองทัพที่สมบูรณ์แบบ สมกับเป็นกองทัพต้าซ่งอันเกรียงไกร ดูแล้วในยามนี้ หากใครต้องรบกับกองทัพนี้ของอ๋าวไป้ก็คงรู้สึกครั่นคร้ามไม่น้อย

ลมพัดแรงมาจากด้านข้างของชีเส้าเฟย ทำให้ปรอยผมของชายหนุ่มปลิวมาปิดใบหน้า ชีเส้าเฟยกวาดตามองกองทัพมนุษย์ของฝ่ายตรงข้ามแล้วประเมินสถานการณ์ในใจ
‘หนึ่งต่อสาม ไม่เสียเปรียบมากนัก’ ชายหนุ่มคิด

ก่อนหน้านี้อ๋องถูจิ้นและแม่ทัพหลินเซียงอธิบายเรื่องแปดกองธงให้ชีเส้าฟยทราบอย่างละเอียด ชีเส้าเฟยรู้แต่แรกแล้วว่าจะเจอกับอะไร เขาจึงไม่รู้สึกกลัวเลยแม้แต่น้อย แม้แต่กองทัพอันฮึกเหิมของต้าเหลียว ชีเส้าเฟยก็เอาชนะมาแล้ว นับประสาอะไรกับกองทัพต้าซ่งที่เขารู้จักหมากทั้งกระดานเช่นนี้ ปริมาณไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขา แต่ยุทธวิธีต่างหากที่จะทำให้การรบครั้งนี้รู้ผล

ทว่าในใจของชายหนุ่มก็ยังมีบางเรื่องที่กังวล หวังว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาต้องมาห่ำหั่นกับคนในชาติเดียวกัน

ชีเส้าเฟยแบ่งทหารที่มีน้อยกว่าออกเป็นห้าแดน

แดนหน้าสุดเป็นทหารหลวงซึ่งมีทักษะยุทธสูง คล่องแคล่ว เชี่ยวชาญการใช้กระบี่ โดยชีเส้าเฟยเป็นผู้นำทัพแดนหน้าเอง

แดนกลางฝั่งซ้ายเป็นทหารค่ายแม่ทัพหลินเซียง มีชื่อเสียงในใช้การหอกและทวนในการต่อสู้ เชี่ยวชาญการรบบนหลังม้า นำโดยแม่ทัพหลินเซียงและรองแม่ทัพหลินชง

แดนกลางฝั่งขวาเป็นทหารค่ายเหลียนอิ๋น พวกบุกตะลุย ไร้ซึ่งความกลัว ถนัดทั้งการรบพุ่ง และการรบบนหลังม้า นำโดยหัวหน้าค่ายเหลียนอิ๋นทั้งสาม กงซุนเช่อ อ้อมหมิงเจิ้ง และลู่เสี่ยวฟง

แดนหลังเป็นทหารของซูเค่อซ่าฮา ซึ่งมีความคุ้นเคยกับการรบแบบกองธงของต้าซ่ง ชีเส้าเฟยวางพวกเขาให้อยู่แดนหลัง เพื่อไม่ให้คู่ต่อสู้อ่านเกมออก

แดนสุดท้ายคือแดนเสริมที่แยกออกไปก่อนหน้านี้ เป็นทหารฟุเจี้ยนที่มีความคุ้นเคยกับการรบในสมรภูมิทุรกันดาร มีความสามารถในการต่อสู้ระยะไกล อาวุธที่ถนัดคือธนูและหน้าไม้ นำโดยราชบุตรเขยต้วนฟู่

กองทัพของชีเส้าเฟยมีจำนวนน้อยกว่า จึงจัดเป็นแนวลึก มองจากด้านหน้าแล้วลักษณะเหมือนเจดีย์คว่ำ อ๋าวไป้ประเมินด้วยสายตาแล้วก็คิดในใจว่า ทหารของชีเส้าเฟยน่าจะน้อยกว่าตนอยู่สักหนึ่งต่อสี่ อย่างไรก็ไม่มีวันชนะพวกมันได้

“ชีเส้าเฟย นี่คือกองทัพของเจ้างั้นหรือ ข้านึกว่าพวกเจ้าจะมาเล่นงิ้วเสียอีก” เสนาบดีใหญ่ค่อนแคะอีกฝ่าย ว่าแล้วมันก็ระเบิดหัวเราะเสียงดัง

“หาได้ยากนัก ท่านเสนาฯ จัดทัพใหญ่โตเอิกเกริก ข้ายังนึกว่าท่านจะไปชายแดน มากกว่ามาจัดการกับคณะงิ้วอย่างพวกข้า” ชีเส้าเฟยใช้น้ำเสียงเรียบนิ่งโต้กลับอีกฝ่าย แล้วก็ได้ผล อ๋าวไป้โมโหจนหน้าแดง แน่นอนว่าใช้คนเยอะขนาดนี้ ต่อให้ชนะก็คงไม่น่าภูมิใจนัก แต่ค่ายเหลียนอิ๋นชำนาญการรบแบบกองโจร อ๋าวไป้คงไม่เสี่ยงใช้คนน้อยเพื่อเอาชนะศัตรูที่ไม่รู้จักแน่ โบราณกล่าวไว้ว่า ‘ผู้ชนะเขียนประวัติศาสตร์’ ตราบใดหมากตานี้ หากมันเป็นผู้ชนะ จะสนทำไมว่าใช้คนมากสักเท่าใด

“ปากดีนัก! ชีเส้าเฟยวันนี้ข้าขอดูสีเลือดเจ้าหน่อยว่าเป็นสีเดียวกับลูกข้าหรือไม่!” อ๋าวไป้ขบกรามแน่นด้วยความเคียดแค้น วันนี้มันจะต้องคิดบัญชีแทนอ๋าวเทียนลี่ให้ได้ ว่าแล้วมันก็สั่งให้ทหารรัวกลองข่มขวัญ เตรียมประจันบานอีกฝ่ายทันที

ทหารแต่ละนายยกกระบี่ขึ้นพร้อมต่อสู้...

เมื่อสิ้นเสียงกลอง พวกทหารก็วิ่งกรูเข้าหากัน แล้วสาดกระบี่ใส่กันอย่างดุเดือด...

ชีเส้าเฟยเงยหน้าขึ้นไปบนหน้าผา ที่ตั้งอยู่ด้านหลังกองทัพของอ๋าวไป้ ชายหนุ่มชูกระบี่นี่สุ่ยหายขึ้นเป็นการส่งสัญญาณ

ทันใดนั้น ลูกดอกจากเกาทัณฑ์และหน้าไม้นับไม่ถ้วน ก็พุ่งมาสู่กองทัพของอ๋าวไป้ราวกับห่าฝน ฉุดร่างของทหารที่ยืนอยู่ลงไปนอนโดยไม่ทันรู้ตัว บ้างก็เจ็บ บ้างก็ตาย

“อ๊ากก...โอย...” พวกทหารร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด

พลธนูของอ๋าวไป้พยายามจะยิงสวนขึ้นไปบนหน้าผา แต่พอเจอกับแรงลมที่พัดสวนมา นอกจากจะสู้ไม่ได้แล้ว ยังโดนลูกดอกของอีกฝ่ายจนบาดเจ็บล้มตาย พวกทหารแนวหน้าของอ๋าวไป้ที่กำลังต่อสู้กับทหารของชีเส้าเฟยอยู่ เห็นพวกของตนโดนโจมตีอยู่ทางด้านหลัง ก็ตกใจจนเสียขบวน

‘นี่คือหลุมพราง’ ตาของอ๋าวไป้เบิกถลน มิน่าชีเส้าเฟยถึงได้ออกมารอมันที่ตรงนี้ เพื่อจะล่อให้มันมาอยู่ในชัยภูมิที่เสียเปรียบนี่เอง ใช้คนน้อยสู้กับคนมาก ซ่อนพลธนูไว้เหนือลม ทำให้พลธนูของมันทำอะไรไม่ได้เลย ตอนนี้ต้องฝ่าออกไปให้ได้ ไม่อย่างนั้นก็เท่ากับติดอยู่ในกับดักดีๆ นี่เอง

อ๋าวไป้รีบตะโกนสั่งพวกทหารว่าอย่าไปสนใจกองทัพที่อยู่บนหน้าผา ให้เข้าโจมตีกองทัพของชีเส้าเฟยที่อยู่ด้านล่างก่อน พวกมันมีคนมากกว่า ต้องรีบฝ่าออกไปให้ได้

เมื่อได้ยินเช่นนั้น พลทหารราบของอ๋าวไป้ก็วิ่งดาหน้าเข้าหาพวกทหารของชีเส้าเฟยทันที…

สองฝั่งสัปยุทธกันอย่างดุเดือด เสียงคมศาสตรากระทบกันดังสะนั่นก้องไปทั้งเขา…

ชีเส้าเฟยใช้วิชาตัวเบาหลบอาวุธบนหลังม้าอย่างคล่องแคล่ว มือหนึ่งถือบังเหียน อีกมือก็กวัดแกว่งกระบี่นี่สุ่ยหาน ล้มอีกฝ่ายไปได้จำนวนมาก

ข้างหน้าชีเส้าเฟยมีทหารสองนายพลาดท่าเสียอาวุธในมือ ชีเส้าเฟยโยนนี่สุ่ยหานขึ้นไปบนฟ้า แล้วใช้สองมือเปล่ากระชากหลาวที่กำลังพุ่งมาหาตน สะบัดจนคนถือหลาวทั้งซ้ายและขวาลอยกระเด็นไปไกล แล้วชีเส้าเฟยก็พุ่งหลาวไปให้ทหารที่ขาดอาวุธเพื่อใช้ป้องกันตัว แล้วเขาก็กระโดดขึ้นไปรับกระบี่นี่สุ่ยหานเอามาสู้ต่อ

ข้างๆ ชีเส้าเฟยมีทหารอีกคนเสียท่าล้มลง หอกของศัตรูกำลังจะพุ่งตัดคอหอยเขาอยู่แล้ว ชีเส้าเฟยอ้อมตัวจากหลังม้า ตวัดนี่สุ่ยหานขึ้นตัดปลายหอกนั่นขาดสะบั้น ช่วยชีวิตทหารคนนั้นอย่างหวุดหวิด

เมื่อปะทะกันไปเรื่อยๆ คนของอ๋าวไป้ล้มไปสอง คนของชีเส้าเฟยก็ล้มไปหนึ่ง แต่กำลังของอ๋าวไป้มีมากกว่า หากปล่อยให้ทหารของอ๋าวไป้รุกคืบเช่นนี้ พวกมันจะหนีฝ่าวงล้อมออกไปได้ ชีเส้าเฟยจึงหันไปมองหาหลินชงและลู่เสี่ยวฟงที่กำลังต่อสู้อยู่ในแดนกลาง ชายหนุ่มเป่าปากเรียกพวกเขา แล้วสะบัดกระบี่ไปข้างหน้าสองครั้ง เมื่อทั้งสองคนเห็นชีเส้าเฟยส่งสัญญาณให้ ก็ดำเนินการตามแผนขั้นต่อไปทันที

ทันใดนั้น ทหารที่เป็นพลราบของชีเส้าเฟยก็ถอยล่นลงมาอย่างรวดเร็ว หลีกทางให้พลม้าของค่ายแม่ทัพหลินเซียงและค่ายเหลียนอิ๋น กรูขึ้นมาจากสองฝั่งด้วยความเร็วสูง ในมือของพวกเขาตั้งหอก กระบี่ และอาวุธที่ถนัด บุกเข้าจ้วงแทงทหารของอ๋าวไป้อย่างดุเดือด

ทหารของอ๋าวไป้เมื่อเจอทหารม้าของชีเส้าเฟยจู่โจมรวดเร็วเช่นนี้ก็ตั้งตัวไม่ทัน บ้างก็โดนม้าบดขยี้ บ้างก็โดนคมหอกและอาวุธเสียบแทงจนล้มตายระเนระนาด พวกที่จะถอยหนี ก็ไปชนกับทหารม้าพวกเดียวกันเอง จนพวกม้าตื่น ชุลมุนวุ่นวายไปหมด พวกพลธนูก็โดนพวกต้วนฟู่เล่นงานจากที่สูง กองทัพใหญ่ของอ๋าวไป้บัดนี้ เพลี่ยงพล้ำทั้งนอกและใน ไม่สามารถฝ่าวงล้อมของชีเส้าเฟยออกไปได้ กลายเป็นติดกับอยู่ในวงล้อมของตัวเอง

อ๋าวไป้เห็นท่าเริ่มไม่ดี กองทัพของมันกำลังตกเป็นรองให้ชีเส้าเฟย เสนาบดีใหญ่ครุ่นคิดหนัก ก่อนจะหันไปหาคนเป็นลูกน้องที่อยู่ข้างๆ
“จับโจรต้องจับหัวหน้า” หันจุ้นหรี่ตาแล้วพเยิดหน้าไปทางชีเส้าเฟยที่กำลังกวั่นแกว้งกระบี่ไม่หยุด อ๋าวไป้พยักหน้าเข้าใจความหมายทันที แต่ด้วยฝีมือของหันจุ้นคนเดียวไม่สามารถเอาชนะชีเส้าเฟยได้แน่ คราวนี้คนเป็นนายคงต้องออกแรงเสียแล้ว

นายบ่าวสองคนพยักหน้าให้กัน ก่อนจะควบม้าวิ่งขนานกันไปทางชีเส้าเฟยทันที

ผ่านม่านฝุ่นที่ตลบอบอวลอยู่นั้น พวกมันเห็นชีเส้าเฟยอยู่ข้างหน้าไม่ไกล อ๋าวไป้และหันจุ้นเร่งฝีเท้าม้าให้เร็วขึ้น ม้าทั้งสองตัววิ่งตีคู่กันมา ตัวหนึ่งพุ่งไปทางขวา อีกตัวหนึ่งพุ่งไปทางซ้ายของชีเส้าเฟย อ๋าวไป้และหันจุ้นง้างกระบี่รอ หมายจะฟันร่างของศัตรูให้ขาดเป็นสามท่อน ชีเส้าเฟยกำลังใช้สมาธิอยู่กับพวกทหารจึงไม่ทันสังเกตพวกอ๋าวไป้ กว่าจะเห็นพวกมัน ก็เป็นระยะที่ประชิดตัวมากแล้ว ชายหนุ่มยกนี่สุ่ยหานขึ้นป้องกันไม่ทัน จึงลดกระบี่ลง แล้วหงายร่างใหญ่ของเขาราบไปกับหลังม้า เพื่อหลบคมกระบี่ของคู่ต่อสู้

ชีเส้าเฟยรอดพ้นจากเงื้อมมือมัจจุราชไปอย่างหวุดหวิด ชายหนุ่มหยุดม้าแล้วชักมันกลับไปทางศัตรูทั้งสอง อ๋าวไป้กับหันจุ้นตั้งท่ารอเขาอยู่แล้ว

จากนั้นทั้งสามก็ควบม้าเข้าหากันด้วยความเร็วสูง เมื่อมาถึงจุดนัดพบ ม้าทั้งสามตัวหยุดไม่ทัน พวกมันชนกันเองแล้วล้มไปกับพื้น

ร่างมนุษย์สามคนลอยขึ้นจากหลังม้า พวกเขาแลกเพลงกระบี่กันอย่างดุเดือดกลางอากาศ ชีเส้าเฟยรับกระบี่ของหันจุ้นทางซ้าย แล้วก็รับกระบี่ของอ๋าวไป้ทางขวา สลับกันไปจนเสียงกระบี่ดังเปรี้ยงปร้างติดต่อกัน

อ้อมหมิงเจิ้งกับลู่เสี่ยวฟงเห็นชีเส้าเฟยกำลังถูกรุม ก็พยายามสลัดจากพวกทหารเพื่อไปช่วยหัวหน้าของตน เยี่ยปี้หลงกับไต้เท้าเว่ยรีบให้พวกยอดมือฝีมือเข้าไปสกัดทางพวกเขาไว้

ชีเส้าเฟยรับเพลงกระบี่ของศัตรูจนมือเป็นระวิง หากประลองกันตัวต่อตัว ทั้งอ๋าวไป้และหันจุ้นไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา แต่พอเข้ามาพร้อมกันสองคนแบบนี้ ก็สร้างความลำบากให้ชีเส้าเฟยไม่น้อย หันจุ้นนั้นวรยุทธสูง เพลงกระบี่ว่องไว แต่พลังภายในไม่สูง จึงผละจากชีเส้าเฟยเป็นระยะ ส่วนอ๋าวไป้แม้ไม่ใช่ชาวยุทธ แต่กระบี่หนักแน่น ดุดัน มีกลิ่นไอสังหาร สู้กันตั้งนาน แรงของมันไม่มีตกเลย ทำให้ชีเส้าเฟยแปลกใจไม่น้อย ไม่คิดว่าเสนาบดีใหญ่ของต้าซ่งจะมีพลังภายในแก่กล้าเช่นนี้

ทันใดนั้น อ๋าวไป้ก็ใช้สองมือกำกระบี่ใหญ่ แล้วฟาดมันลงกลางศีรษะของชีเส้าเฟย ชีเส้าเฟยยกนี่สุ่ยหานขึ้นมากันไว้ได้ทัน อ๋าวไป้กดน้ำหนักลงบนตัวชายหนุ่มเรื่อยๆ ชีเส้าเฟยจึงพยายามเดินกำลังภายในเพื่อต้านแรงของอีกฝ่าย หันจุ้นตวัดกระบี่ขึ้นหมายจะวิ่งเข้าไปซ้ำ แต่ก็ฉุกคิดได้ว่าชีเส้าเฟยวรยุทธลึกล้ำ หากวิ่งเข้าไปดื้อๆ ก็ทำได้แค่ก่อกวนอีกฝ่ายเท่านั้น มันจึงล้วงอาวุธลับขึ้นมาแล้วซ่อนไว้ข้างหลัง

หันจุ้นใช้วิชาตัวเบาทะยานขึ้นไปแล้วพุ่งกระบี่มาที่ชีเส้าเฟย ชีเส้าเฟยที่กำลังรับกระบี่ของอ๋าวไป้อยู่ รีบใช้มือซ้ายเดินพลัง แล้วซัดไปที่อ๋าวไป้ จนมันถอยไปเล็กน้อย ชีเส้าเฟยหันกลับมารับกระบี่ของหันจุ้นสองกระบวน แล้วเอามือซ้ายคว้ามือหันจุ้นมาบีบจนกระบี่ของมันร่วงลงพื้น อ๋าวไป้รีบวิ่งเข้าไปช่วย มันพุ่งกระบี่มาที่หัวใจของชีเส้าเฟย ชีเส้าเฟยตั้งนี่สุ่ยหายขึ้นรับทันที ปลายกระบี่ของอ๋าวไป้จึงมาจรดอยู่ที่นี่สุ่ยหาน แทนที่จะเป็นร่างของชีเส้าเฟย

ตอนนี้มือขวาของชีเส้าเฟยถือนี่สุ่ยหานกันอ๋าวไป้ไว้ ส่วนมือซ้ายก็กำข้อมือของหันจุ้นแน่น ทันใดนั้นหันจุ้นพยายามเดินพลังทั้งมือและเท้าเพื่อจะซัดใส่ชีเส้าเฟย ชีเส้าเฟยจึงสลัดมือของมันออก แล้วใช้มือซ้ายเข้าไปบีบคอของอีกฝ่ายแทน

จังหวะนั้นเองหันจุ้นหยิบอาวุธลับที่แอบอยู่ด้านหลัง เสียบเข้าที่ช่องท้องของชีเส้าเฟย

“ฉีก!!!”

ชีเส้าเฟยตาโตด้วยความตกใจ ไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะหาทางเข้าใกล้เขาเพื่อจะใช้อาวุธลับเช่นนี้ ว่าแล้วเขาก็คลายมือที่บีบคออีกฝ่ายออก แล้วใช้พลังสามส่วน ซัดใส่หน้าอกของหันจุ้นดังเปรี้ยง

ร่างของหันจุ้นกระเด็นออกไปทันที มันกระแทกพื้นแล้วกระอักเลือดออกมา เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายบาดเจ็บสาหัส ชีเส้าเฟยก็หันไปตวัดกระบี่นี่สุ่ยหานใส่อ๋าวไป้ต่อ

“หนึ่งใจไร้สอง” ชีเส้าเฟยพุ่งกระบี่เป็นเส้นตรงใส่คนตรงหน้า จนอ๋าวไป้ต้องถอยหลังหนีไปหลายช่วงตัว
“ทำตามใจตน” ชีเส้าเฟยฟาดกระบี่ลงทางซ้ายของอ๋าวไป้ มันรับไว้ได้ทัน แล้วเขาก็ฟาดลงอีกทีทางขวา คราวนี้อ๋าวไป้รับไม่ทัน จึงทำให้ไหล่ซ้ายของมันได้รับบาดเจ็บ
“ใจไร้ขอบเขต” มีทหารพยายามเข้ามาช่วยอ๋าวไป้ ชีเส้าเฟยควงกระบี่เป็นวงกลมแล้วก็ตวัดใส่พวกมันจนล้มลงไป อ๋าวไป้เห็นว่าไม่มีใครช่วยตนแล้ว จึงรวบรวมพลังทั้งหมด ฟาดกระบี่ใส่ชีเส้าเฟยอย่างบ้าคลั่ง ชีเส้าเฟยปัดกระบี่ของอ๋าวไป้ออกครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยท่าทางมุทะลุดุดันของศัตรูเช่นนี้ ทำให้ชีเส้าเฟยนึกถึงคำพูดที่คูชู่กี่เคยสอนเขา
‘กระบี่ที่ใช้กำลังเพียงอย่างเดียวแต่ไร้ทิศทาง ก็เปรียบเสมือนม้าที่ควบคุมไม่ได้’

จากนั้นชีเส้าเฟยก็ใช้เพลงกระบี่สกุลซุนกระบวนที่สี่ ไม่เร็ว ไม่ช้า ไม่หนัก ไม่เบา ฟันไปที่อ๋าวไป้เป็นครั้งสุดท้าย อ๋าวไป้ล้มลงทันที ใบหน้าของเสนาบดีใหญ่ตอนนี้เกิดเป็นรอยพาดเฉียงขึ้น เลือดค่อยๆ ไหลซึมออกมาจนเริ่มไหลเป็นทาง อ๋าวไป้ก้มลงมองเลือดที่เทลงบนฝ่ามือ

ชีเส้าเฟยยกกระบี่ขึ้นจ่อคออ๋าวไป้ แววตาของเขาไม่มีความพยาบาทต่อฝ่ายตรงข้ามเลยแม้แต่น้อย ความจริงเขาสามารถสังหารอ๋าวไป้ในกระบี่นี้ได้ แต่เขายั้งมือไว้ เพราะไม่ได้ต้องการฆ่าแกงอีกฝ่าย ชายหนุ่มต้องการแค่ชัยชนะและทวงบัลลังก์คืนให้คังซื่อเท่านั้น
“ข้าแพ้เจ้าแล้ว...” อ๋าวไป้จ้องคนที่ถือกระบี่ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันตัวเอง

พลันสมรภูมิรบที่เมื่อครู่นี้กำลังสับสบอลหม่าน ก็ค่อยๆ หยุดนิ่งลง…

พวกทหารจ้องมาที่ชีเส้าเฟยและอ๋าวไป้...

จากนั้นกงซุนเช่อ อ้อมหมิงเจิ้ง ลู่เสี่ยวฟงและคนอื่นๆ ก็กรูมาที่ชีเส้าเฟย ทหารที่เป็นลูกน้องเข้าจับกุมตัวอ๋าวไป้ทันที ชีเส้าเฟยลดกระบี่ลง อ้อมหมิงเจิ้งเห็นบาดแผลที่ช่องท้องของชีเส้าเฟยก็ร้องขึ้น
“หัวหน้าใหญ่ท่านบาดเจ็บ...” ชีเส้าเฟยยกมือขึ้นห้ามนาง เป็นการบอกว่าเขาไม่เป็นอะไร

ครู่หนึ่งต้วนฟู่ก็จับเยี่ยปี้หลงและไต้เท้าเว่ย มาคุกเข่าลงข้างอ๋าวไป้ เขารายงานว่าหันจุ้นบาดเจ็บสาหัสไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย นอนหมดสติอยู่อีกทาง หลินเซียงรายงานชีเส้าเฟยว่าทหารที่เหลือถูกควบคุมตัวไว้หมดแล้ว ตอนนี้รอเพียงคำสั่งจากองค์รัชทายาท

อีกครู่หนึ่งหลินชงก็วิ่งเข้ามา เขาบอกว่าไทเฮากับอ๋องถูจิ้นทนเป็นห่วงรัชทายาทไม่ไหว เดินทางมาถึงที่ป่าแห่งนี้แล้ว ชีเส้าเฟยพยักหน้ารับทราบแล้วให้หลินชงรีบเชิญไทเฮามา

ไม่นานนักไทเฮาก็เดินเข้ามา โดยข้างๆ มีองครักษ์จั๋วมาด้วย ข้างหลังอ๋องถูจิ้นเดินมากับเส่เยี่ย ชายหนุ่มแปลกใจที่เห็นหญิงสาว เขาดีใจมากแต่ก็พยายามซ่อนความรู้สึกเอาไว้ เส่เยี่ยมองเห็นบาดแผลบนตัวชีเส้าเฟย นางตกใจแต่ก็พยายามสำรวมความรู้สึกของตนเช่นกัน ไทเฮาเห็นสายตาของบุตรชายทอดผ่านไปหาเส่เยี่ย ก็หันไปมองคนข้างหลังนิดนึงแต่ไม่พูดอะไร แล้วสายตาของไทเฮาก็ไปจรดอยู่ที่ขุนนางกบฎสามคนที่นั่งคุกเข่าอยู่

ชีเส้าเฟยก้มลงคาราวะไทเฮาก่อนจะปรึกษานางว่าควรตัดสินลงโทษอ๋าวไป้อย่างไร

“ตามกฎมณเทียรบาร เชื้อพระวงศ์หรือขุนนางคนใดก่อการกบฎ โทษมีสถานเดียวคือประหารเจ็ดชั่วโคตร” ไทเฮาตอบเสียงเรียบก่อนจะจ้องเขม็งไปที่ตัวการที่ทำให้คังซื่อตกอยู่ในสภาพนี้
“ขอไทเฮาทรงเมตตา... ขอไทเฮาทรงเมตตา…” เยี่ยปี้หลงรีบร้องขอชีวิตอย่างลนลาน
“ฮ่าๆๆ” อ๋าวไป้กลับระเบิดหัวเราะออกมา
“มีอะไรน่าขันนักหรืออ๋าวไป้” อ๋องถูจิ้นถาม อ๋าวไป้ก็หันไปมองหน้าเขากับไทเฮา
“ราชสำนักที่ผ่านมา ตอบแทนข้าอย่างนี้หรือ แผ่นดินต้าซ่งข้าเป็นคนช่วยบุกเบิกมา บัลลังก์นี้ของพวกท่าน หากไม่ได้ข้าอ๋าวไป้สนับสนุน มีหรือพวกท่านจะมีวันนี้” อ๋าวไป้กล่าวอย่างเหิมเกริม
“บังอาจ!!” ไทเฮาหันไปจ้องหน้าคนพูด
“รึข้าพูดผิด บัลลังก์นี้ถ้าข้าไม่มีสิทธิ์ เขาก็ไม่มีสิทธิ์เหมือนกัน!!” อ๋าวไป้ตะโกนแล้วชี้ไปที่ชีเส้าเฟย ก่อนจะหันไปมองหน้าไทเฮา
“ท่านหลอกลวงเบื้องสูง ให้กำเนิดองค์ชายฝาแฝดซึ่งเป็นดาวมารมาเกิด แล้วเอาเขาไปหลบซ่อน หากไม่ได้ข้าช่วย พวกท่านแม่ลูกคงถูกอดีตฮ่องเต้ประหารไปนานแล้ว แล้วท่านว่า เป็นข้าหรือท่านกันแน่ที่ผิดต่อต้าซ่ง...” อ๋าวไป้ตอกย้ำอดีตของไทเฮาอย่างไม่ไว้หน้า ไทเฮาโกรธจนเผลอกำมือแน่น ชีเส้าเฟยเห็นความเจ็บปวดในแววตาของผู้เป็นมารดา ก็เดินเข้าไปจับมือนาง จนนางค่อยๆ คลายความโกรธลง ไทเฮาหันมาสบตาชีเส้าเฟยด้วยความรู้สึกผิดต่อเขา

“อ๋าวไป้ เจ้าผิดแล้ว...” ชีเส้าเฟยพูดขึ้น
“สิ่งที่ไทเฮาทำในตอนนั้นไม่ได้ผิดต่อต้าซ่งและอดีตฮ่องเต้เลย เพื่อราชสำนักแล้วนางยอมเสียสละลูกชายคนหนึ่ง เพื่อให้อีกคนได้มีชีวิตรอดและสืบราชวงศ์ต่อไป แม้จะถูกเสนาบดีอย่างเจ้าข่มเหง ไทเฮาก็ทรงอดทนทุ่มเทพระวรกายเลี้ยงฮ่องเต้จนเติบใหญ่ เป็นกษัตริย์ที่ดี ปกครองใต้หล้าด้วยคุณธรรม แต่เป็นเจ้าเสียเองที่นอกจากจะไม่สำนึกบุญคุณแล้ว ยังคิดทรยศพวกเขา มักใหญ่ใฝ่สูง ใช้อำนาจในทางมิชอบ ไม่ใช่เจ้าหรือที่สั่งคนไปฆ่าผู้ตรวจการ ไม่ใช่เจ้าหรือที่ยักยอกเงินหลวงแล้วใส่ร้ายค่ายเหลียนอิ๋น ไม่ใช่เจ้าหรือที่กราบทูลฝ่าบาทว่าข้าเป็นกบฎต้าเหลียว วันนี้ข้าชีเส้าเฟยยืนอยู่ตรงนี้แล้ว ข้าไม่เห็นกบฎต้าเหลียวเลยสักคน คนขายชาติคนเดียวที่ข้าเห็น ก็คือตัวเจ้านั่นแหละอ๋าวไป้” ชีเส้าเฟยอธิบายความผิดของอ๋าวไป้เป็นฉากๆ จนมันเถียงไม่ออก ความจริงมันทำอะไรไว้ ย่อมรู้อยู่แก่ใจ ตอนนี้มันแค่ต้องการกวนน้ำให้ขุ่น เพื่อซื้อเวลาให้ตัวเองเท่านั้น
“ชีเส้าเฟยเจ้าชนะแล้วจะพูดยังไงก็ได้ ตอนนี้ฮ่องเต้ก็นอนเป็นผักอยู่ ข้าว่าเจ้ากะจะฮุบบัลลังก์ไว้เองมากกว่า” อ๋าวไป้กล่าว ชีเส้าเฟยได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะในลำคอ
“บัลลังก์ของฮ่องเต้ข้าไม่ต้องการ ข้าไม่เคยต้องการ ราชบัลลังก์นี้เป็นของฮ่องเต้คังซื่อ และมันจะเป็นของเขาตลอดไป แต่หากใครก็ตาม... ที่คิดมาแก่งแย่ง หรือทำร้ายน้องชายของข้า ข้าจะฆ่ามันผู้นั้นด้วยตัวข้าเอง!!” ชีเส้าเฟยนั่งลงตรงหน้าอ๋าวไป้ และเน้นประโยคสุดท้าย เพื่อให้มันได้ยินน้ำเสียงและเห็นแววตาของเขาอย่างชัดเจน

อ๋าวไป้เริ่มรู้สึกหมดหนทาง ดูแล้วไทเฮากับชีเส้าเฟยคงไม่ปราณีมันแน่ๆ มันมองไปทางอ๋องถูจิ้น แล้วคิดในใจ ในเมื่อมันไม่มีความสุข คนอื่นก็อย่าหวังจะมีความสุขเลย
“ท่านอ๋อง ครอบครัวและภรรยาที่ท่านรักมาก ไม่ใช่เพราะข้าช่วยมางั้นหรือ ท่านถึงมีวันนี้ได้ ตอนนั้นท่านไปหลงรักภรรยาของนักโทษซุนซิ่ง ท่านมาขอร้องให้ข้าช่วย ข้าก็ช่วยจัดการและปกปิดให้ จนพวกท่านได้อยู่ด้วยกันอย่างผาสุข ตอนนี้เมื่อหมดประโยชน์แล้ว พวกท่านตอบแทนข้าอ๋าวไป้เช่นนี้หน่ะหรือ หึๆ ไม่นึกเลยว่าสำหรับพวกเชื้อพระวงศ์แล้ว เสนาบดีก็แค่สะพานไม้เท่านั้น เมื่อพวกท่านเดินข้ามฝั่งไปแล้ว ก็คิดจะพังสะพานทิ้ง” อ๋าวไป้กล่าวจบก็หัวเราะเยาะในโชคชะตาของตนเอง

ฝ่ายเส่เยี่ยเมื่อได้ยินเรื่องราวของอ๋องถูจิ้นก็ยืนนิ่งราวกับถูกสาบ ที่แท้แล้วถูฮูหยินคือภรรยาของพ่อนางงั้นหรือ ถ้าอย่างนั้นเจ้าหยาจือก็คือแม่ของนาง เป็นไปไม่ได้ นี่สวรรค์เล่นตลกอะไรกับนางอีก

อ๋องถูจิ้นรีบหันมาสังเกตอาการของเส่เยี่ยแล้วบอกกับหญิงสาว
“เรื่องไม่ได้เป็นอย่างที่เจ้าคิด ไว้กลับไปค่อยคุยกัน” เส่เยี่ยมองคนตรงหน้าอย่างไม่ไว้ใจอีกต่อไป นางรู้สึกสับสนยิ่งนัก ภาพของเจ้าหยาจือที่เคยดูแลนางเป็นอย่างดี เหมือนกับนางเป็นลูกแท้ๆ กับคำพูดแปลกๆ ที่เจ้าหยาจือชอบถามถึงบ้านเกิดและบิดาของนาง ผุดขึ้นมาในหัวไม่หยุด ภาพเหล่านี้ทำให้เส่เยี่ยรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง แท้จริงแล้วเรื่องของถูฮูหยินกับบิดาของนางเป็นมาอย่างไรกันแน่ ฝ่ายชีเส้าเฟยเองก็ตกใจไม่แพ้กัน เขาลอบสังเกตอาการของอ๋องถูจิ้นกับเส่เยี่ยอย่างเงียบๆ มันทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจเลย

“รัชทายาท หม่อมฉันว่าอย่าเสียเวลากับคนแบบนี้อีกเลย ขอทรงมีรับสั่งให้ลงอาญาด้วยพะยะค่ะ” แม่ทัพหลินเซียงกล่าวขึ้น ชีเส้าเฟยหันไปมองหน้าไทเฮาเพื่อขอความเห็น ไทเฮาไม่ตอบแล้วก็เดินจากวงไป แต่ชีเส้าเฟยเข้าใจความหมายของนางดี
“งั้นก็ลงโทษตามกฎเถิดท่านแม่ทัพ” ชีเส้าเฟยพูดจบก็ทำท่าจะเดินตามไทเฮาไป

เมื่อรู้ว่าชะตาของตนเองกำลังจะขาดแล้ว ทีนี้เสียงโอดครวญของทั้งอ๋าวไป้ เยี่ยปี้หลง และไต้เท้าเว่ยร้องแข่งกัน จนฟังแทบไม่เป็นภาษามนุษย์
“รัชทายาท รัชทายาท หม่อมฉันสำนึกแล้ว หม่อมฉันสำนึกแล้ว อย่างน้อยหม่อมฉันก็เคยเป็นอาจารย์ให้ฮ่องเต้ หลายปีมานี้ช่วยพระองค์ไว้ไม่น้อย ถ้าจะตัดสินให้ฮ่องเต้ตัดสินหม่อมฉันได้ไหม ได้ไหมท่าน ขอร้องหล่ะ...” อ๋าวไป้ขอร้องเสียงหลง แล้วก็คลานไปขวางหน้าชีเส้าเฟย เป็นภาพที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นเลยจริงๆ

ชีเส้าเฟยไม่สนใจคำพูดของอ๋าวไป้ จะก้าวขาเดินต่อ พวกทหารก็มาช่วยจับอ๋าวไป้ออกไป แต่เสียงของอ๋าวไป้ยังคงตะโกนร้องอยู่อย่างนั้น ทำให้ชีเส้าเฟยรู้สึกลังเล ความสัมพันธ์ระหว่างคังซื่อกับอ๋าวไป้นั้นมีมากน้อยแค่ไหน หากเป็นคังซื่อ เขาจะตัดสินใจแบบนี้หรือเปล่า เมื่อนึกถึงจิตใจของคนเป็นน้องชาย สุดท้ายชีเส้าเฟยก็ใจอ่อน จึงกระซิบบอกลู่เสี่ยวฟงที่เดินอยู่ข้างๆ ลู่เสี่ยวฟงพยักหน้าแล้วเดินกลับไปหาหลินเซียง หลินเซียงได้แต่ส่ายหัว แล้วก็ออกคำสั่งลูกน้องของตน

“เอาพวกมันไปคุมตัวไว้ก่อน รอลงอาญา ส่วนพวกที่เหลือใครสวามิภักก็ปล่อยไป”

จากนั้นทั้งหมดก็เดินทางกลับค่ายแม่ทัพหลินเซียง ส่วนเรื่องของพวกทหารก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่แม่ทัพหลินเซียงกับหลินชงจัดการ

๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑


Song : To Be Number One OST (一生豪情一次)
By : Julian Cheung ChiLam



Create Date : 29 มีนาคม 2560
Last Update : 30 มีนาคม 2560 20:32:43 น. 1 comments
Counter : 439 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

 
จิวแปะทงก็คือจิวแปะทง มาเมื่อไหร่ก็ทำให้อารมณ์ดีได้เสมอ เป็นตัวทำให้เรื่องผ่อนคลายเลยค่ะ จากรู้สึกเครียดๆ พอจิวแปะทงออกมาก็ทำเอายิ้มได้

ตอนแรกนึกว่าปริศนาจะคลายหมดแล้ว แต่ก็ยังมีปมให้ติดตามอีก ลุ้น ลุ้น ลุ้น

อัพเดทต่อไวไวนะคะแต๋ม รออ่านค่ะ


โดย: O-yohyo วันที่: 6 พฤษภาคม 2560 เวลา:20:43:19 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

realtomtam
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add realtomtam's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.