แฟนฟิคชั่น : กระบี่สะท้านฟ้า ราชาสะท้านแผ่นดิน (The Hero & The King)
Group Blog
 
 
มีนาคม 2560
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
23 มีนาคม 2560
 
All Blogs
 
กระบี่สะท้านฟ้าฯ ตอนที่ 38 กำเนิดองค์ชาย

***หลังจากหายไปนาน ลงพร้อมกัน 2 ตอน คนที่เพิ่งมา ต้องไปอ่านตอนที่ 37 (ก่อนจากลา) ก่อนนะคะ***

๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑

หลังจากชีพจรของคังซื่อดับลง ชีเส้าเฟยไม่อาจทำใจยอมรับได้...

เขาดึงร่างของผู้เป็นน้องขึ้นมา แล้วพยายามใช้พลังวัตรของตนดึงลมปราณของคังซื่อกลับมา...

ชีเส้าเฟยเดินพลังแล้วกระแทกลมปราณใส่หลังของคังซื่อ... ครั้งแล้ว... ครั้งเล่า...

แต่ร่างนั้นก็ไร้การตอบสนอง...

ภาพที่เห็นทำให้ทุกคนในห้องต่างก็พากันร้องไห้... ด้วยความรู้สึกหลากหลาย... ทั้งเสียใจกับการจากไปของคังซื่อ... และสงสารคนเป็นพี่อย่างชีเส้าเฟย

ลู่เสี่ยวฟงและอ้อมหมิงเจิ้งพยายามจะเข้าไปห้ามและเตือนสติชีเส้าเฟยไม่ให้ทำแบบนี้...

แต่ชีเส้าเฟยไม่สนใจ... เขายังพยายามเดินพลังให้คังซื่อต่อไป...

จนในที่สุดชีเส้าเฟยก็ไล่ให้ทุกคนออกจากห้องไป... เขายอมให้กงซุนเช่อคนเดียวเท่านั้นที่อยู่กับเขาได้…

กงซุนเช่อรู้สึกสงสารชีเส้าเฟยจับใจ จนไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้ เขารู้ว่าตอนนี้ห้ามหัวหน้าใหญ่ไม่ได้ จึงไม่ห้าม กงซุนเช่อขอให้ทุกคนอออกไปก่อน เขาจะคอยดูชีเส้าเฟยเอง อย่างน้อยหากชายหนุ่มเป็นอะไรไป เขาจะได้ช่วยเหลือได้ทัน ทุกคนจึงยอมฟัง

๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑

ผ่านไปครู่ใหญ่ ชีเส้าเฟยใช้พลังวัตรของตนจนหมดสิ้น ตอนนี้ใบหน้าของเขาซีดเผือดจนไม่เห็นสีเลือด

ทันใดนั้นชีเส้าเฟยก็กระอักเลือดออกมาทางปาก ร่างของเขาเซไปข้างหน้าเพราะหมดแรง ชีเส้าเฟยไม่ยอมแพ้ เขาใช้มืออีกข้างค้ำร่างของตนเองไว้ แล้วพยายามจะฝืนรักษาอาการให้คังซื่อต่อ

กงซุนเช่อทนดูไม่ไหว จึงเข้าไปประคองชีเส้าเฟย แล้วห้ามไม่ให้เขาเดินพลังอีก
“หัวหน้าใหญ่ท่านอย่าทำแบบนี้อีกเลย ไม่เพียงไม่ช่วยฮ่องเต้ แต่จะทำให้ท่านตายไปอีกคนนะ” กงซุนเช่อพยายามพูดเตือนสติ
“ข้าต้องช่วยเขา” ชีเส้าเฟยไม่ฟังคำพูดของกงซุนเช่อ เขาพยายามจะเดินพลังวัตรต่อ แต่คราวนี้กงซุนเช่อไม่ยอม เขาเอาตัวมาบังชีเส้าเฟยไว้ ส่วนชีเส้าเฟยในตอนนี้ แม้แต่จะประคองตัวเองให้นั่ง ยังแทบทำไม่ได้ เขาจึงสู้กงซุนเช่อไม่ได้

กงซุนเช่อเห็นสภาพของชายหนุ่มแล้วก็ตะโกนเรียกพวกอ้อมหมิงเจิ้งที่รออยู่ด้านนอก
“หงเผา องครักษ์เหอ พวกท่านอยู่รึเปล่า รีบเข้ามาหน่อย”

อ้อมหมิงเจิ้งกับองครักษ์เหอได้ยินเช่นนั้นก็รีบผลักประตูเข้ามา พอเห็นสภาพของชีเส้าเฟยก็ตกใจ อ้อมหมิงเจิ้งรีบวิ่งเข้ามาประคองชีเส้าเฟย ส่วนองครักษ์เหอก็ประคองร่างของคังซื่อ

“ท่านกงซุนเกิดอะไรขึ้น” องครักษ์เหอถาม
“หัวหน้าใหญ่ใช้พลังวัตรทั้งหมดเดินลมปราณให้กับฮ่องเต้ ตอนนี้ร่างกายของเขารับไม่ไหวแล้ว หงเผาเจ้ารีบเดินพลังให้หัวหน้าใหญ่ ไม่อย่างนั้นธาตุไฟจะเข้าแทรก” อ้อมหมิงเจิ้งได้ยินดังนั้นก็พยักหน้ารับทราบแล้วรีบพาชีเส้าเฟยออกไป

จากนั้นกงซุนเช่อก็จับข้อมือของฮ่องเต้ขึ้นเพื่อหาชีพจร แล้วดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นทันที
“เกิดอะไรขึ้นหรือ ท่านกงซุน!!!” องครักษ์เหอถามด้วยสีหน้าตื่น

กงซุนเช่อมองหน้าองครักษ์เหอแล้วก็มีท่าทีลังเลก่อนจะตอบเขา
“ชีพจรของฝ่าบาทกลับมา แต่ก็อ่อนมาก”
“หมายความว่าฝ่าบาทยังมีชีวิตอยู่งั้นหรือ ท่านกงซุน!!!” เสียงองครักษ์เหอมีความหวังขึ้นมาทันที
“เฮ้อออ... ” กงซุนเช่อถอนหายใจยาว
“จะว่ามีชีวิตก็ไม่ใช่ จะว่าไร้ชีวิตก็ไม่ใช่ สติของฮ่องเต้นั้นดับไปแล้ว ชีพจรของเขาก็หยุดแล้ว แต่หัวหน้าใหญ่ใช้พลังวัตรกระตุ้นลมปราณเขากลับมา ตอนนี้ก็ฉุดรั้งได้เพียงแค่ร่างกายเท่านั้น ไม่สามารถทำให้สติของเขากลับคืนมาได้หรอก” กงซุนเช่อตอบด้วยสีหน้าเครียด องครักษ์เหอเป็นคนเข้าใจง่าย จึงเดาได้ว่านี่ไม่ใช่ข่าวดีเลย
“หมายความว่าแม้จะมีชีพจร แต่ฮ่องเต้ก็ไม่สามารถฟื้นขึ้นมาได้อีก” องครักษ์เหอกล่าว กงซุนเช่อก็พยักหน้า
“ไม่เพียงแต่โอกาสที่เขาจะฟื้นนั้นน้อยมาก แต่ทุกสิบห้าค่ำ จะต้องมีคนมาถ่ายลมปราณให้ ไม่เช่นนั้นชีพจรของเขาจะแตกสลาย” กงซุนเช่ออธิบายด้วยสีหน้ากังวล ความจริงเขาไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ชีเส้าเฟยทำ แต่พอนึกถึงความรู้สึกของชีเส้าเฟยแล้ว ก็ไม่อาจทำให้ความหวังของเขาสูญเปล่าได้
“ท่านองครักษ์ ท่านช่วยสกัดจุดที่เหลือให้ฮ่องเต้ได้หรือไม่” เมื่อครู่นี้ชีเส้าเฟยใช้พลังทั้งหมดแค่เพียงดึงลมปราณของคังซื่อเท่านั้น แต่คังซื่อที่หมดสติอยู่ตอนนี้ ยังต้องสกัดจุดสำคัญต่างๆ เพื่อให้ร่างกายทำงานตามปกติด้วย องครักษ์เหอพยักหน้ารับทราบ แล้วเขาก็เริ่มสกัดจุดให้ฮ่องเต้ตามคำอธิบายของกงซุนเช่อ

๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑

องครักษ์เหอใช้เวลาอยู่ครู่ใหญ่ก็สามารถสกัดจุดให้ฮ่องเต้ตามคำอธิบายของกงซุนเช่อจนเสร็จ

ด้านนอก ฮองเฮา อ๋องถูจิ้น แม่ทัพหลินเซียง หลินชง หลินกุเหนียง องครักษ์จั๋ว และเส่เยี่ย ทุกคนต่างเฝ้ารอกงซุนเช่ออย่างใจจดใจจ่อ

ครู่หนึ่งกงซุนเช่อก็เปิดประตูออกมา เขาประคององครักษ์เหอออกมาด้วย องครักษ์จั๋วเห็นดังนั้น ก็รีบเข้าไปช่วยประคององครักษ์รุ่นพี่

“เป็นอย่างไรบ้างท่านกงซุน” อ๋องถูจิ้นถามขึ้น

กงซุนเช่ออธิบายให้ทุกคนเข้าใจว่า ความจริงฮ่องเต้ลมปราณหมดแล้ว แต่เพราะชีเส้าเฟยฝืนดึงลมปราณของเขาไว้ ฮ่องเต้ที่เหมือนคนนอนหลับอยู่ตอนนี้ กลับมามีชีพจรได้ ก็เพราะในร่างของเขามีลมปราณของชีเส้าเฟยอยู่ หากผ่านไปสิบห้าค่ำไม่มีคนมาถ่ายลมปราณให้ ชีพจรเขาก็จะดับไปอีก

เมื่อฟังแล้วทุกคนก็เกิดมีความหวังขึ้นมาทันที แต่กงซุนเช่อก็อธิบายต่อว่าเรื่องราวไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เนื่องจากคนที่จะเดินลมปราณให้ฮ่องเต้ได้นั้น ต้องมีพลังวัตรแก่กล้ามาก นอกจากชีเส้าเฟยแล้ว ก็มีแค่องครักษ์เหอ หรืออาจจะลู่เสี่ยวฟงอีกคนที่พอไหว แต่ตอนนี้ทุกคนก็บาดเจ็บอยู่ อีกสิบห้าวันหากไม่สามารถหาคนมาเดินพลังได้ ฮ่องเต้ก็จะจากไปอยู่ดี กงซุนเช่อจึงบอกให้ทุกคนพยายามทำใจ

ฮองเฮาได้ฟังเช่นนั้นก็ร้องไห้ นางเดินเข้าไปนั่งข้างๆ ร่างของคังซื่อที่อยู่ในห้อง คนอื่นๆ ก็เดินตามเข้ามาด้วย กงซุนเช่อเห็นฮองเฮาก็เดินเข้าไปปลอบหญิงสาว ฮองเฮาเช็ดน้ำตาบนใบหน้าของนางแล้วก็หันมาขอร้องให้กงซุนเช่อช่วยฮ่องเต้ กงซุนเช่อไม่ใช่ไม่อยากช่วย แต่ก็ไม่รู้จะช่วยอย่างไร คนอื่นๆ เห็นท่าทางของฮองเฮาแล้วก็รู้สึกสงสาร หวังว่าจะมีวิธีอะไรก็ได้ที่สามารถช่วยฮ่องเต้ได้

“ท่านกงซุน ถึงแม้ข้าจะวรยุทธไม่สูง แต่ข้าอยากช่วย ขอข้าเดินลมปราณให้ฮ่องเต้ได้หรือเปล่า” หลินชงเสนอขึ้น
“หากพลังวัตรไม่ถึง ไม่เพียงตัวท่านจะเป็นอันตราย ฮ่องเต้ก็จะเป็นอันตรายไปด้วย ไม่ได้หรอก มันเสี่ยงเกินไป” กงซุนเช่อส่ายหน้า
“หากที่นี่ไม่มีใครที่พลังวัตรถึง แล้วที่อื่นหล่ะท่านกงซุน” เส่เยี่ยถามขึ้นบ้าง หญิงสาวได้แต่เก็บเอาความเสียใจไว้เบื้องหลัง ตอนนี้นางอยากทำอะไรก็ได้เพื่อช่วยคังซื่อ ถึงแม้ว่ามันจะมีความหวังเพียงน้อยนิดก็ตาม
“ในยุทธภพนอกจากซุนซิ่งมือกระบี่อันดับหนึ่งพ่อของเจ้าแล้ว ก็อาจจะมีเพียงอาจารย์ปู่ของหัวหน้าใหญ่เท่านั้น...” กงซุนเช่อตอบ ทีนี้เป็นอ๋องถูจิ้นกับแม่ทัพหลินเซียงหันมามองหน้ากัน พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าเส่เยี่ยเป็นบุตรสาวของซุนซิ่ง อดีตมือกระบี่อันดับหนึ่งที่เคยถูกราชสำนักกล่าวหาว่าเป็นกบฏต้าเหลียว ‘มิน่านางถึงได้ดูคล้ายกับองค์หญิงปิงเยี่ยเช่นนี้’ อ๋องถูจิ้นคิด
“...แต่ว่าจิวแปะทงคนนี้มีนิสัยประหลาด อยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง แถมเขาก็ไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราชสำนักด้วย บอกตามตรงข้าไม่แน่ใจว่าเขาจะช่วยไหม” กงซุนเช่ออธิบายต่อ
“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องห่วง บังเอิญข้ารู้จักกับนักพรตจิว งั้นเรื่องนี้ ข้าจะลองไปพบเขาดู” เมื่อได้ยินชื่อจิวแปะทง เส่เยี่ยก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาทันที นางกับจิวแปะทงนับว่าสนิทกันไม่น้อย และหากจิวแปะทงรู้ว่าฮ่องเต้เป็นน้องของชีเส้าเฟยศิษย์รักของเขา เขาต้องยอมช่วยแน่นอน
“ข้าไปกับท่านด้วยนะ” หลินกุเหนียงเสนอขึ้น แต่พอนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ขออนุญาตจากผู้เป็นบิดา นางก็หันไปมองหน้าแม่ทัพหลินเซียงด้วยสายตาอ้อนวอน พอแม่ทัพหลินเซียงพยักหน้าให้ นางก็หันไปยักคิ้วให้เส่เยี่ย ฮองเฮาเห็นพวกเขามีน้ำใจต่อฮ่องเต้เช่นนี้ ก็น้ำตารื้นขึ้นมาอีก นางได้แต่ก้มลงขอบคุณทุกคน

จากนั้นเส่เยี่ยกับหลินกุเหนียงก็รีบขอตัวออกไป ส่วนกงซุนเช่อก็เริ่มอธิบายขั้นตอนการดูแลฮ่องเต้ให้ฮองเฮาและคนที่เหลือทราบอย่างละเอียด เขาได้ให้องครักษ์เหอเปิดจุดสำคัญของฮ่องเต้ไว้แล้ว ดังนั้นทุกวันต้องให้น้ำและอาหารฮ่องเต้ตรงเวลาเหมือนคนปกติ ทุกๆ ชั่วยามต้องหมั่นตรวจอุณภูมิในร่างกายเขา หากหนาวไปต้องห่มผ้า จุดตะเกียง หากร้อนไปต้องเช็ดตัว ให้น้ำเขาดื่ม เรียกว่าต้องมีคนเฝ้าฮ่องเต้ตลอดแปดชั่วยาม โดยจะผิดพลาดไม่ได้เลย หากผิดพลาดอาจหมายถึงชีวิตของฮ่องเต้

กงซุนเช่อพูดจบ ฮองเฮาก็ขอบคุณเขา และรับปากจะดูแลฮ่องเต้อย่างดี แต่กงซุนเช่อเตือนหญิงสาวว่าให้เผื่อใจไว้บ้าง

ข้อแรก นางต้องยอมรับว่าเขาอาจจะไม่ฟื้นขึ้นมาอีก นั่นก็แปลว่านางจะต้องดูแลเขาในสภาพเช่นนี้ไปตลอดชีวิต หากมีโอกาสเขาอยากให้นางคิดทบทวนเรื่องนี้ให้ดี การทำเช่นนี้ ไม่เพียงทำร้ายตัวนางเอง หากฮ่องเต้รับรู้ เขาเองก็ต้องเสียใจเช่นกัน

ข้อสอง แม้ว่าทุกคนจะพยายามเต็มที่ แต่อาจเกิดปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ หากมีอะไรผิดพลาด ฮ่องเต้ก็อาจจากไปได้ทุกเมื่อ ขอให้ทุกคนพยายามเข้าใจและยอมรับความจริงข้อนี้ สิ่งที่พวกเรากำลังทำอยู่ ก็ถือว่าฝืนธรรมชาติมากแล้ว เมื่อเวลานั้นมาถึง ขอให้ปล่อยฮ่องเต้จากไปอย่างสงบ อย่าได้ฉุดรั้งเขาไว้อีก

ทุกคนพยักหน้ารับทราบ โดยตกลงว่าฮองเฮาจะเป็นตัวหลักในการดูแลฮ่องเต้ และมีคนอื่นๆ คอยสลับกันช่วยเหลือ

กงซุนเช่อมองหน้าฮองเฮาด้วยความรู้สึกกังวล ตอนนี้เขาไม่อยากให้ทุกคนมีความหวังมากเกินไป เมื่อคิดถึงสิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญแล้ว ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ นี่เพียงแค่เริ่มต้นเท่านั้น

‘ชีวิตของฮ่องเต้ขึ้นอยู่กับพวกท่านแล้ว’ กงซุนเช่อคิด

๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑

ผ่านไปสามวัน

เส่เยี่ยกับหลินกุเหนียงเร่งฝีเท้าเพื่อตามหาจิวแปะทงโดยไม่ได้หยุดพัก อีกด้านหนึ่งฮองเฮาก็คอยดูแลคังซื่อจนไม่ได้พักเหมือนกัน ทั้งเส่เยี่ยและฮองเฮา ต่างก็เป็นแค่หญิงสาวธรรมดา แต่ในยามที่ต้องเข้มแข็งเช่นนี้ พวกนางก็เลือกที่จะเก็บซ่อนความรู้สึกไว้ภายใน เพื่อยืนหยัดต่อสู้กับปัญหา สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือการช่วยเหลือฮ่องเต้

ด้านชีเส้าเฟย ลู่เสี่ยวฟง และองครักษ์เหอต่างก็พยายามฟื้นพลังวัตรของตนเอง เพื่อให้ทันช่วยฮ่องเต้ก่อนครบสิบห้าวัน โดยมีอ้อมหมิงเจิ้งคอยวิ่งดูแลทั้งสามคนอีกที ว่าไปแล้วหลังจากเกิดเรื่อง ชีเส้าเฟยก็เงียบขรึมยิ่งกว่าเดิม เขามักจะเก็บตัวนั่งสมาธิอยู่ในห้อง ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร จะมีออกมาข้างนอกก็คือตอนไปเยี่ยมคังซื่อเท่านั้น

การดูแลฮ่องเต้เป็นไปด้วยความยากลำบาก ตามที่กงซุนเช่อกล่าวไว้ไม่ผิด แค่สองวันแรกอุณหภูมิในร่างกายของฮ่องเต้ก็เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง ฮองเฮาต้องคอยเช็ดตัว ห่มผ้า และเฝ้าดูอาการของเขาอย่างใกล้ชิด จนนางเองแทบไม่ได้พักผ่อน ในที่สุดฮองเฮาก็ล้มป่วยไปอีกคน ไทเฮาจึงต้องบังคับให้หญิงสาวไปพักบ้าง ส่วนนางกับเจ้าหยาจือจะผลัดกันดูแลฮ่องเต้แทน ฮองเฮาพักได้แค่คืนเดียว วันรุ่งขึ้นก็ขอกลับมาดูแลฮ่องเต้อีก ไทเฮาเห็นความตั้งใจของนางจึงปฏิเสธไม่ลง

คนที่เหนื่อยที่สุดในค่ายตอนนี้คงหนีไม่พ้น กงซุนเช่อ เขาต้องวิ่งดูอาการของทุกคน ทั้งฮ่องเต้ ฮองเฮา ชีเส้าเฟย ลู่เสี่ยวฟง และองครักษ์เหอ ตอนนี้ใครๆ ก็แซวว่าเขากลายเป็นหมอหลวงจำเป็นไปแล้ว

อีกด้านหนึ่ง แม่ทัพหลินเซียงกับอ๋องถูจิ้นกำลังถกปัญหากันอย่างเคร่งเครียด ทหารเพิ่งจะรายงานว่าหลังจากงานศพของบุตรชาย อ๋าวไป้ก็สาบานจะล้างแค้นชีเส้าเฟยกับราชสำนักให้ได้ ตอนนี้ทหารในมือของพวกเขาก็มีไม่มากพอเมื่อเทียบกับทัพธงเหลืองของอ๋าวไป้ ที่สำคัญตอนนี้ฮ่องเต้ก็อยู่ในสภาพครึ่งเป็นครึ่งตายแบบนี้ บ้านเมืองขาดเสาหลักสำคัญไป พวกเขาไม่รู้จะเดินหมากต่อไปอย่างไรดี

ระหว่างที่แม่ทัพหลินเซียงและอ๋องถูจิ้นกำลังกลัดกลุ้มกับปัญหาของราชสำนักอยู่นั้น ไทเฮาก็เดินเข้ามา
“มิเสียแรงจริงๆ ที่บ้านเมืองยังมีตงฉินอย่างพวกท่าน” ไทเฮาเอ่ยปากชม สองคนเห็นไทเฮาก็ก้มลงคาราวะนาง
“ทูลไทเฮา แม้พวกเราจะมีใจรักบ้านเมือง แต่ก็ละอายใจเหลือเกินที่ไม่สามารถช่วยไทเฮากับฮ่องเต้ได้ในเวลานี้” อ๋องถูจิ้นก้มลงด้วยสีหน้ารู้สึกผิด
“ท่านอ๋องจิตใจพวกท่านภักดีอย่างไรข้ารู้ดี หลายปีมานี้ อ๋าวไป้ใช้อำนาจของเขาแผ่ขยายกองทัพไปทั่วแผ่นดิน ขณะเดียวกันก็หาโอกาสกำจัดขุนนางตงฉินไปหลายคน ข้าต้องเฝ้าดูเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นอย่างช้าๆ ตอนนี้ไม่เพียงไม่สามารถปกป้องราชบัลลังก์ได้ แม้แต่ชีวิตของฮ่องเต้ก็อาจรักษาไว้ไม่ได้ ข้ารู้สึกละอายใจต่ออดีตฮ่องเต้ยิ่งนัก” ไทเฮาตรัสอย่างสะเทือนใจ
“ไทเฮาอย่าได้ตรัสเช่นนั้น ทั้งหมดหาใช่ความผิดของพระองค์” อ๋องถูจิ้นกล่าว แม่ทัพหลินเซียงก็เห็นด้วยกับเขา
“จริงด้วย ความจริงทั้งหมดเป็นเพราะความมักใหญ่ใฝ่สูงของคนๆ เดียวเท่านั้น เวลานี้แม้กำลังของพวกเราจะสู้อ๋าวไป้ไม่ได้ แต่หม่อมฉันก็ไม่มีความกลัวเลยแม้แต่น้อย ขอเพียงไทเฮาทรงมีรับสั่ง พวกหม่อมฉันก็ยินดีจะสละชีวิตพะยะค่ะ” แม่ทัพหลินเซียงกล่าวแล้วก็คุกเข่าลงหน้าไทเฮา
“ท่านแม่ทัพลุกขึ้นเถิด อย่าทำให้ข้ารู้สึกผิดไปมากกว่านี้เลย ถึงขั้นนี้แล้ว จะให้พวกท่านสละชีวิตไปเพื่ออะไร ฮ่องเต้ก็ไม่แน่ว่าจะฟื้นคืน...” ไทเฮาตรัสแล้วก็มีน้ำตาซึมออกมา อาการของฮ่องเต้ตอนนี้เรียกว่าสามวันดีสี่วันไข้ แม้แต่คนที่ไม่รู้เรื่องการแพทย์ ก็คงพอเดาได้ว่าความหวังมีน้อยมาก

อ๋องถูจิ้นกับแม่ทัพหลินเซียงเห็นท่าทางของไทเฮาแล้วก็รู้สึกสงสารจับใจ ตอนนี้ไม่เพียงปัญหาบ้านเมืองที่หนักหนาจนยากจะรับมือ แต่ในฐานะคนเป็นแม่ ต้องมาเห็นฮ่องเต้ในสภาพเช่นนี้ มันยากเหลือเกินที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะรับมือไหว
“ฝ่าบาททรงเป็นโอรสสวรรค์ สวรรค์จะต้องคุ้มครองแน่” อ๋องถูจิ้นได้เพียงกล่าวปลอบใจ ในขณะที่แม่ทัพหลินเซียงมีเรื่องจะกราบทูลแต่ก็ทำท่าลังเล
“ไทเฮา หม่อมฉันมีเรื่องหนึ่งไม่ทราบว่าควรพูดหรือไม่ แต่หากไม่พูด หม่อมฉันคงไม่สบายใจ” แม่ทัพหลินกล่าว ไทเฮาก็พยักหน้าให้เขาพูด
“ตอนนี้สถานการณ์บ้านเมืองคับขัน ทุกคนก็อยากให้ฮ่องเต้รีบฟื้นขึ้นมา แต่กองทัพของอ๋าวไป้กำลังได้เปรียบ ไม่ช้าก็เร็ว พวกมันจะต้องใช้โอกาสนี้โจมตีพวกเราอย่างแน่นอน การศึกครั้งนี้อย่างไรก็คงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าตอนนี้ฝ่ายบุ๋นจะมีท่านอ๋องดูแลอยู่ ฝ่ายบู๊จะมีหม่อมฉันคอยช่วยเหลือ แต่บ้านเมืองก็ไม่อาจขาดจอมทัพได้ หม่อมฉันคิดว่า...” แม่ทัพหลินเซียงอธิบายเป็นฉากๆ พอถึงตรงนี้ ก็ลังเลแล้วหยุดพูดไป ไทเฮากับอ๋องถูจิ้นมองหน้ากันก็พอจะเดาสิ่งที่หลินเซียงจะพูดต่อไปได้
“นี่ท่านคิดจะให้องค์ชายใหญ่เป็น...” อ๋องถูจิ้นถามค้างไว้แค่นี้ แม่ทัพหลินเซียงพยักหน้าว่าใช่
“...แม้ว่าองค์ชายใหญ่จะไม่ได้เติบโตมาในพระตำหนัก แต่ก็เติบโตมาในค่ายทหาร ความรักแผ่นดินของเขานั้น แม้ไม่พูดพวกท่านก็คงเห็นอยู่แล้ว ด้านการรบไม่เป็นรองใคร ขนาดพวกต้าเหลียวยังเกรงใจค่ายเหลียนอิ๋นอยู่หลายส่วน ในด้านความเป็นผู้นำ พวกท่านต่างก็เห็น คนที่ติดตามองค์ชาย ล้วนเป็นผู้มีความสามารถและทักษะยุทธ สุดท้ายในเรื่องคุณธรรม หม่อมฉันอยู่มาถึงป่านนี้ ยังไม่เคยพบใครที่มีสัจจะตรงไปตรงมา เหมือนองค์ชายใหญ่มาก่อน ดังนั้นหม่อมฉันจึงขอให้ไทเฮาทรงพิจารณาด้วยพะยะค่ะ” แม้แม่ทัพหลินไม่ได้พูดตรงๆ ว่าอยากให้ชีเส้าเฟยเป็นฮ่องเต้ แต่ไทเฮาก็เข้าใจความหมายของเขาดี

ไทเฮาได้แต่คิดเรื่องที่หลินเซียงกล่าวในใจ ไม่ใช่ว่านางจะไม่รู้ว่าชีเส้าเฟยนั้นเหมาะสมจะเป็นฮ่องเต้ขนาดไหน แต่หัวหน้าค่ายเหลียนอิ๋นคนนี้เติบโตมาโดยลำพัง ทำให้เขามีนิสัยเด็ดเดี่ยว รักความอิสระ แม้เขาจะยอมรับไทเฮาและฮ่องเต้ แต่หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับราชสำนักแล้ว เขาจะมีระยะห่างเสมอ กระทั่งท่าทางของชีเส้าเฟย ก็วางตัวเหมือนชาวยุทธทั่วไปเช่นเดิม ไม่เคยให้ใครเรียกหรือยอมรับว่าเป็นองค์ชายเลย

อ๋องถูจิ้นเห็นไทเฮาสีพระพักตร์มีความกังวลก็หันไปส่ายหน้าให้แม่ทัพหลินเซียง
“ปัญหาไม่ใช่ว่าอยู่ที่ไทเฮาหรอกนะท่านแม่ทัพ” อ๋องถูจิ้นกล่าว
“ข้าจะลองพูดกับเขาดู” ไทเฮาตรัส แม้นางรู้อยู่แก่ใจว่าชีเส้าเฟยคงปฏิเสธแน่ แต่ตอนนี้ไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้แล้ว นอกจากลองเสี่ยงดู

๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑

ทุกคืนหลังจากที่ทุกคนเข้านอนหมดแล้ว ชีเส้าเฟยจะออกมาเยี่ยมคังซื่อเสมอ คืนนี้ก็เหมือนเดิม ชายหนุ่มเดินมาที่ห้องของน้องชายตามปรกติ

แต่วันนี้พอผลักประตูเข้าไป ก็พบว่าไทเฮานั่งอยู่ข้างเตียงของคังซื่อ

ชีเส้าเฟยก้มลงคาราวะไทเฮา และขอโทษที่รบกวนนาง เขาไม่รู้ว่าวันนี้ไทเฮาเสด็จมาเฝ้าฮ่องเต้เอง ว่าแล้วชายหนุ่มก็ทำท่าจะเดินจากไป แต่ไทเฮาเรียกเขาไว้

“ในเมื่อมาแล้ว ก็มาพูดคุยเป็นเพื่อนข้าได้หรือไม่” คนเป็นแม่ถาม แม้ว่าไทเฮาจะไม่ได้เลี้ยงดูชีเส้าเฟยมา แต่ความน่าเกรงขามของนางก็ทำให้หัวหน้าใหญ่อย่างชีเส้าเฟยไม่กล้าปฏิเสธ

“เจ้าดีขึ้นหรือไม่” ไทเฮาตรัสถาม
“ดีขึ้นมากแล้วพะยะค่ะ” ชีเส้าเฟยตอบด้วยสีหน้าเรียบ
“เมื่อเย็นข้าให้อ้อมหมิงเจิ้งเอาน้ำโสมไปให้ เจ้าได้กินหรือเปล่า” ไทเฮาตรัสถาม ชีเส้าเฟยก็พยักหน้าว่าได้กิน
“ขอบพระทัยไทเฮาพะยะค่ะ”
“เมื่อไหร่เจ้าจะยอมเรียกเสด็จแม่เสียที” ไทเฮาแกล้งถามเขา เล่นเอาชีเส้าเฟยตอบไม่ถูก ได้แต่กลืนน้ำลายอึกใหญ่ ใช่ว่าเขาจะไม่อยากเรียกนางว่าแม่หรอกนะ แต่ขอเวลาเขาปรับตัวอีกสักหน่อยเถอะ

“เจ้าเคยนึกสงสัยไหมในตอนนั้นทำไมข้าถึงได้ทอดทิ้งเจ้า” อยู่ๆ ไทเฮาก็เปลี่ยนเรื่อง พอมองหน้าชีเส้าเฟยก็รู้ว่าเขาคงเคยคิดสงสัยไม่มากก็น้อย
“ข้าไม่ขอร้องให้เจ้าให้อภัยข้าหรอกนะ แต่ข้าจำเป็นต้องเล่าเรื่องทั้งหมดให้เจ้าได้รู้ไว้” ไทเฮาเน้นก่อนจะตัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมดให้ชีเส้าเฟยฟัง
“ตอนนั้น บ้านเมืองยังไม่เป็นปึกแผ่นดี อดีตฮ่องเต้ซึ่งก็คือเสด็จพ่อของเจ้าเชื่อเรื่องโชคชะตามาก มีซินแสคนหนึ่งซึ่งเขานับถือมาตลอด ซินแสคนนี้ล่วงรู้ดินฟ้า ไม่ว่าเขาทำนายอะไรไว้ จะเกิดขึ้นราวกับเขียนไว้ไม่มีผิด ไม่ว่าออกทัพจับศึกคราใด เสด็จพ่อเจ้าก็ต้องให้ซินแสผู้นี้เป็นคนคำนวนฤกษ์ยาม หลังจากนั้นเสด็จพ่อเจ้าก็ผนึกแผ่นดินเป็นปึกแผ่นได้สำเร็จ ไม่มากก็น้อยทุกคนในราชสำนักต่างก็เชื่อว่าเป็นเพราะความสามารถหยั่งรู้ของซินแสคนนี้ จนกระทั่งถึงวันที่ข้าตั้งครรภ์ ซินแสคนนั้นเกิดล้มป่วยหนัก ก่อนสิ้นใจเขาได้ทำนายไว้ว่า ข้าจะให้กำเนิดองค์ชายฝาแฝด คนหนึ่งเป็นดาวเทพ ส่วนอีกคนเป็นดาวมารมาจุติ ต่อไปสองพี่น้องจะห่ำหั่นกันเอง หากไม่แย่งชิงสิ่งที่รักก็จะแย่งชิงราชบัลลังก์ ทำให้บ้านเมืองปั่นป่วน เกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ ร้ายแรงถึงขั้นสิ้นสุดราชวงศ์ ตอนนั้นเสด็จพ่อของเจ้าเชื่อเรื่องนี้มาก ถึงทะเลาะกับข้าหลายครั้ง ข้าโกรธเขาไม่ยอมให้เขาเยี่ยม และไม่ยอมให้หมอหลวงคนไหนตรวจอาการของข้า เพราะเกรงว่าพวกเจ้าจะเป็นเด็กฝาแฝดอย่างที่ซินแสทำนาย ตลอดเก้าเดือนข้าได้แต่บอกตัวเองให้อดทน ข้าต้องอยู่อย่างดีที่สุด ห้ามล้มป่วย เพื่อไม่ให้หมอหลวงมาตรวจ ในที่สุดข้าก็อุ้มท้องจนถึงวันที่ให้กำเนิดเจ้า ยามที่คลอดเจ้าออกมานั้นข้าดีใจมาก...” ไทเฮาพูดถึงตรงนี้ก็หยุด นางมองหน้าชีเส้าเฟยแล้วก็ซับน้ำตาบนใบหน้าของนาง ก่อนจะเล่าต่อไป

“...แต่ดีใจได้เพียงครู่เดียว ก็มีเสียงเด็กอีกคนคลอดตามเจ้าออกมา ไม่นึกเลยว่าคำทำนายของซินแสคนนั้นจะเป็นความจริง ข้าให้กำเนิดเจ้าและน้องชายเจ้า เป็นองค์ชายฝาแฝด หากเสด็จพ่อของเจ้ารู้เรื่องจะต้องนำพวกเจ้าไปประหารอย่างแน่นอน ตอนนั้นข้าไม่รู้จะทำอย่างไร จึงตัดสินใจปิดบังเรื่องนี้ ให้นางกำนัลคนสนิทพาเจ้าคนหนึ่งไปซ่อน ตอนนั้นน้องของเจ้าตัวเล็กมาก ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่แข็งแรงแล้ว ข้าเป็นห่วงกลัวว่าเขาจะไม่รอด จึงจำต้องเลือกน้องของเจ้าไว้ แล้วให้นางกำนัลพาเจ้าไปหลบซ่อนในตำหนักร้าง ไม่นึกว่าหลังจากนั้นไม่กี่วันอ๋าวไป้ก็ล่วงรู้ถึงเรื่องนี้ เขามาขู่ว่าจะเปิดโปงข้า ข้ายอมให้เป็นเช่นนั้นไม่ได้ ไม่เพียงพวกเจ้าต้องตาย นางกำนัลที่รู้เรื่องก็จะพลอยเดือดร้อนไปด้วย ข้าจึงจำใจให้องครักษ์คนสนิทพาเจ้าหนีไป แล้วบอกกับอ๋าวไป้ว่าเจ้าได้ตายไปแล้ว แน่นนอนว่าเขาไม่เชื่อ แต่ตอนนั้นกำลังจะมีการแต่งตั้งเสนาบดี ข้าให้สัญญาว่าจะสนับสนุนเขา อ๋าวไป้จึงได้ยอมรามือ ไม่นึกเลยว่า ต่อมาเขาจะกลายเป็นทรราชย์ที่ทำร้ายน้องเจ้ามากที่สุด...”

ชีเส้าเฟยฟังถึงตรงนี้ก็กำหมัดแน่น ทั้งเสียใจและแค้นที่อ๋าวไป้เคยข่มเหงผู้เป็นมารดาและน้องชายของตน มิน่าหลายครั้งอ๋าวไป้ถึงได้พูดจาโอหัง ที่แท้มันก็กุมความลับของพวกเขาไว้นี่เอง

ไทเฮาคิดถึงความเจ็บช้ำในเวลานั้นก็ปาดน้ำตาบนใบหน้า ก่อนจะหยิบป้ายหยกที่เสื้อของคังซื่อขึ้นมาดู แล้วเล่าเรื่องต่อ

“ก่อนองครักษ์คนนั้นจะพาเจ้าจากไปข้ามีเพียงป้ายหยกชิ้นเดียวติดตัว จึงได้หักป้ายหยกนี้ ครึ่งหนึ่งให้กับเจ้า ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเก็บไว้ให้น้องเจ้า หากวันหนึ่งที่พวกเจ้าได้พบกันจะได้ไม่ทำร้ายกันตามคำทำนายของซินแส หลังจากนั้นไม่นาน ข้าก็ได้รับข่าวร้ายจากชายแดนว่าองครักษ์ที่พาเจ้าหนีไปนั้นถูกฆ่าตายอย่างเป็นปริศนา ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แม้ข้าจะคิดถึงและเป็นห่วงเจ้ามาก แต่ก็ไม่กล้าให้คนไปสืบอีก เพราะเกรงว่าถ้าเสด็จพ่อของเจ้ากับคนในวังรู้เรื่อง เจ้าจะไม่ปลอดภัย นึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าไม่เพียงปลอดภัย แถมยังเติบโตในค่ายแม่ทัพหลินเซียงอีกด้วย ชาตินี้เราสองคนแม่ลูกติดหนี้บุญคุณเขาแล้ว...”

ชีเส้าเฟยฟังแล้วก็นึกถึงช่วงเวลาในวัยเด็กที่เขาอาศัยอยู่ในค่ายแม่ทัพหลินเซียง ท่านแม่ทัพคงจะระแคะระคายเรื่องชาติกำเนิดของเขา ถึงได้เข้มงวดกับเขาตั้งแต่เล็ก ตอนที่แม่ทัพจับได้ว่าเขาให้การช่วยเหลือซุนซิ่ง หลินเซียงโกรธมาก ถึงกับไล่เขาออกจากค่าย ส่วนหนึ่งคงเพราะไม่ต้องการให้เขายุ่งเกี่ยวใดๆ กับราชสำนัก ไม่เช่นนั้นจะถูกสืบสาวเรื่องชาติกำเนิดได้

หลายปีที่ผ่านมานี้ เขาก่อตั้งค่ายเหลียนอิ๋น พยายามต่อสู้กับพวกต้าเหลียว ก็เพื่อต้องการให้หลินเซียงภูมิใจ ไม่นึกเลยว่าค่ายเหลียนอิ๋นกลับกลายมาเป็นปรปักษ์กับราชสำนัก จนเขาเองเกือบเข้าใจผิด จะพลั้งมือฆ่าฮ่องเต้ที่เป็นน้องชายแท้ๆ ของตัวเองเสียแล้ว
‘รึว่าข้าจะเป็นดาวมารมาจุติจริงๆ’ ชีเส้าเฟยคิดแล้วกำมือแน่นด้วยความเจ็บปวด

“ไม่ว่าเจ้าจะโกรธข้าหรือไม่ ข้าก็ต้องขอโทษที่ทอดทิ้งเจ้าในเวลานั้น" ไทเฮาเอื้อมมือไปแตะชีเส้าเฟย แล้วตรัสด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด นางลอบสังเกตปฏิกิริยาของบุตรชาย แต่ด้วยท่าทางและแววตาที่เคร่งขรึมของเขา ทำให้นางไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ เขากำลังดีใจ เสียใจ หรือผิดหวังกันแน่ ชีเส้าเฟยคนนี้ช่างเป็นบุรุษที่ยากจะคาดเดาเสียจริง

ชีเส้าเฟยหลุดจากพวังแล้วหันมาปลอบไทเฮาอย่างเข้าใจ
“จะโกรธท่านได้อย่างไร ตอนนั้นท่านก็มีความจำเป็น หากไม่เป็นเพราะท่านตัดสินใจให้องครักษ์พาหม่อมฉันหนีไป ตอนนี้หม่อมฉันอาจไม่มีชีวิตอยู่แล้วก็ได้” ไทเฮาได้ฟังเช่นนั้นก็น้ำตารื้น
“ขอบใจเจ้ามากนะ” คนพูดทั้งรู้สึกดีใจและเสียใจในเวลาเดียวกัน

ระหว่างนั้นไทเฮาก็ยกมือขึ้นแตะหน้าผากของคังซื่อ รู้สึกได้ว่าตัวเขาอุ่นๆ จึงหยิบผ้าขึ้นมาซับหน้าเขา เมื่อเสร็จนางจะลุกเอาผ้าไปบิดน้ำ ชีเส้าเฟยก็รับผ้านั้นไว้ แล้วเอามาบิดในอ่างแทนนาง เขามองซ้ายมองขวาไม่เห็นมีนางสนมกำนัลอยู่ช่วยไทเฮา ก็รู้สึกแปลกใจ แต่ไม่ได้ถามอะไร

จากนั้นชีเส้าเฟยก็ส่งผ้าให้ไทเฮา แล้วนั่งลงที่พื้นข้างๆ เตียงของคังซื่อ ชายหนุ่มเฝ้ามองผู้เป็นมารดาและน้องชายด้วยความรู้สึกผิด ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเขาที่ทำให้คังซื่อต้องเป็นแบบนี้ หากเปลี่ยนกันได้ เขาอยากจะเป็นคนที่นอนหลับอย่างไร้วิญญาณแทนคังซื่อเสียเอง

“หม่อมฉันขอโทษที่ทำให้เขาต้องตกในสภาพนี้” ชีเส้าเฟยพูดขึ้น ไทเฮาก็หันไปมองชีเส้าเฟย พอเห็นเขานั่งอยู่ที่พื้น นางก็สั่งให้เขาลุกขึ้นมานั่งด้านบน ทีแรกชีเส้าเฟยเกรงใจ แต่สุดท้ายก็ขยับขึ้นมานั่งข้างๆ คังซื่อ

“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า อย่าได้โทษตัวเองอีกเลย” ไทเฮาตรัสแล้วก็ยิ้มจางๆ ให้เขา นางไม่เคยคิดโทษเขาเลย แต่ชีเส้าเฟยคิดว่าเรื่องนี้คือความรับผิดชอบของเขา แม้ว่าฮ่องเต้จะเต็มใจช่วย แต่ก็เพื่อช่วยคนของค่ายเหลียนอิ๋น ที่สำคัญเขารู้อยู่เต็มอกว่าฮ่องเต้ไม่มีวรยุทธ เขาไม่น่าประมาทพวกอ๋าวไป้เลย ไทเฮาเห็นสีหน้าชีเส้าเฟยก็รู้ว่าเขาเป็นกังวล

“ตอนที่เสด็จพ่อเจ้าสวรรคต คังซื่ออายุได้เพียงแปดพรรษา อ๋าวไป้ขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการ แค่พริบตาเดียวเขาก็ดึงอำนาจในราชสำนักไปควบคุมไว้หมด หลายปีมานี้ฮ่องเต้เหลือพันธมิตรเพียงไม่กี่คน ต้องตกเป็นเบี้ยล่างของอ๋าวไป้ โบราณว่าคนคิดไม่เท่าฟ้าคำนวน บางทีซินแสคนนั้นอาจจะพูดถูก เป็นเพราะข้า เพราะเคราะห์กรรมที่ข้าก่อไว้ ที่ข้าผิดต่อเจ้า ผิดต่อเสด็จพ่อของเจ้า ฮ่องเต้และบ้านเมืองถึงได้ตกอยู่ในสภาพนี้ สิ้นราชวงศ์ ไร้ผู้สืบทอดบัลลังก์...” ไทเฮาตรัส

“หม่อมฉันจะไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น!” ชีเส้าเฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น หากคำทำนายนั่นเป็นความจริง ไทเฮาไม่ใช่คนที่ผิดเลย เป็นเขาต่างหากที่เป็นดาวมารมาเกิด ทำให้ผู้เป็นมารดาและน้องชายต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ หากนี่เป็นเคราะห์กรรมของนางจริงๆ เขายินดีที่จะแบกรับมันไว้ร่วมกันนาง

“รึว่าเจ้าจะยอมช่วยราชสำนัก” ไทเฮาตรัสถามด้วยแววตามีความหวัง ชีเส้าเฟยก็พยักหน้า ก่อนคังซื่อจะหมดสติไป ได้ขอร้องเขาไว้สองเรื่อง อย่างแรกคือดูแลไทเฮา นั่นคือสิ่งที่เขาต้องทำอยู่แล้ว อย่างที่สองคืออย่าละทิ้งบ้านเมือง ไม่ว่าเขาจะเป็นองค์ชายต้าซ่งหรือไม่ เขาก็ต้องทำตามที่ให้สัญญาไว้กับน้องชายตัวเอง

“เจ้าจะยอมสืบทอดบัลลังก์หรือไม่...” ไทเฮาตรัสถามขึ้นอีก

ชีเส้าเฟยไม่รับ แต่ก็ไม่ปฏิเสธ ใช่ว่าเขาจะรังเกียจราชสำนัก แต่เพราะคำทำนายกล่าวเอาไว้ว่า เขาจะมาเข่นฆ่าพี่น้องตัวเองเพื่อแย่งราชบัลลังก์ ดังนั้นหากตอนนี้เขาขึ้นเป็นฮ่องเต้ ก็เท่ากับว่าคำทำนายนั่นเป็นความจริง เขาจะต้องสูญเสียคังซื่อไป ชีเส้าเฟยจะพิสูจน์ให้ฟ้าได้เห็น ว่าความจริงใจของเขานั้น สามารถอยู่เหนือชะตาลิขิตได้ ตราบใดที่คังซื่อยังอยู่ เขาจะไม่ขึ้นเป็นฮ่องเต้เด็ดขาด

ชีเส้าเฟยขอให้ไทเฮาประทานแค่ตำแหน่งรองแม่ทัพให้เขา เพื่อช่วยหลินเซียง แต่ไทเฮาปฏิเสธ เพราะตอนนี้ที่ทุกคนต้องการ ไม่ใช่แค่รองแม่ทัพ แต่เป็นผู้ที่สามารถหลอมรวมจิตใจของคนทั้งแผ่นดินต่างหาก นางจึงขอร้องให้เขารับตำแหน่งรัชทายาท หากวันหนึ่งคังซื่อฟื้นขึ้นมา ชีเส้าเฟยจะลาออก ไทเฮาก็จะไม่ว่าอะไร ชายหนุ่มจึงรับปากผู้เป็นมารดา

๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑


Song : Kind of Courage Called Giving Up
By : Della Ding



Create Date : 23 มีนาคม 2560
Last Update : 28 มีนาคม 2560 23:30:46 น. 4 comments
Counter : 303 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

 
กลับมาต่อตอนที่ 38 อย่างรวดเร็ว หวังว่าจะชอบกันนะคะ คาดว่าอีกไม่เกิน 4 ตอนก็จะจบแล้ว ^^

คนที่ไม่ได้เข้ามาอ่านนานแล้ว ให้ไปเริ่มอ่านตอนที่ 37 ก่อนนะคะ จะมีย้อนความและสรุปเรื่องย่อไว้ให้


โดย: realtomtam วันที่: 23 มีนาคม 2560 เวลา:12:01:51 น.  

 
อ่านจบแล้ว แต่คงต้องย้อนกลับไปอ่านตอนก่อนหน้านี้ซักหน่อย เพราะ....ลืม เกิดอะไรขึ้นกับฮ่องเต้!


โดย: ทับทิม (เหอเทียนอวี้ ) วันที่: 28 มีนาคม 2560 เวลา:21:10:04 น.  

 
ขอบคุณแม่นางเทียนอวี้มากค่ะที่แวะมา ^__^

ลงพร้อมกัน 2 ตอน คนที่เพิ่งมา ต้องอ่านตอนที่ 37-ก่อนจากลาก่อนนะ


โดย: realtomtam วันที่: 28 มีนาคม 2560 เวลา:23:28:33 น.  

 
ช่วงแรกเชียร์เส่เยี่ยให้ชีเส้าเฟย แต่ก็แอบสงสารคังซื่อ พอมาอ่านตอนที่ 38 ลืมไปเลยว่าคังซื่อยังมีฮองเฮาที่แสนดีอยู่ เลยทำให้หายห่วงแล้วค่ะ

แต่ก็แอบลุ้นว่าคังซื่อจะฟื้นกลับมาหรือไม่ แวปไปอ่านตอนที่ 39 ต่อ


โดย: O-yohyo วันที่: 6 พฤษภาคม 2560 เวลา:20:21:13 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

realtomtam
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




New Comments
Friends' blogs
[Add realtomtam's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.