ความทรงจำเก่า ๆ ก่อนจะลืมเลือนหายไปกับกาลเวลา
Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2559
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
24 พฤศจิกายน 2559
 
All Blogs
 
ภาพที่เป็นตราบาปจนวันตาย







วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 1968
ภาพที่เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์
Nguyen Ngoc Loan ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
เหนี่ยวไกปืนยิงหัวเวียตกง

คนส่วนมากที่เห็นภาพนี้มักจะพูดว่า

" แน่นอน ไอ้เลว ยิงคนเวียตนาม
ที่น่าสงสารอย่างเลือดเย็น "

แต่เรื่องจริงกลับหน้ามือเป็นหลังมือ
เบื้องหลังเหตุการณ์ครั้งนี้ในวันเกิดเหตุ
มียุทธการรบในเมืองวันตรุษญวนของพวกเวียตกง
เพราะพวกมันแทรกซึมเข้ามาในไซง่อน
ได้ก่อเหตุร้ายภายในเมืองขึ้นอย่างรุนแรง/ต่อเนื่อง
ก่อนที่อีก 7 ปีต่อมา 30 เมษายน 1975
พวกเวียตกงกับกองทัพเวียตนามเหนือก็มีชัยเหนือไซ่ง่อน

Nguyen Ngoc Loan ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ขณะที่กำลังพยายามจะยุติสงครามกลางเมือง
แบบสงครามกองโจรของพวกเวียตกง
ที่ใช้การรบภายในเมืองกับฝ่ายรัฐบาล
ทำให้ Nguyen Ngoc Loan ต้องยิงทิ้ง Nguyen Van Lem
นักโทษระดับหัวหน้าเวียตกงสายเหยี่ยว/นักล่าสังหารระดับร้อยเอก

Eddie Adams ช่างภาพ AP ได้ยิงภาพถ่ายนี้ไว้ได้
และทำให้ได้รับรางวัล Pulitzer Prize จากภาพนี้
หลังจากนั้นหลายสิ่งหลายอย่างก็ตาม ๆ กันมา
ทำให้มติมหาชนในสหรัฐอเมริกาต่างต่อต้านสงครามเวียตนาม

แต่จริง ๆ แล้ว คนที่น่าสงสาร Nguyen Van Lem
มีเรื่องราวที่น่ากลัวก่อนตายเพียงไม่กี่นาที
มันไม่ใช่คนดีหรือผู้บริสุทธิ์แต่อย่างใดเลย
เพราะมันคือ ร้อยเอกเวียตกงนักล่าสังหาร
เพิ่งสังหารหมู่คนอย่างเลือดเย็นไม่น้อยกว่า 8 ศพ
ซึ่งมีทั้งสมาชิกในครอบครัว
และรองผู้บัญชาการตำรวจเวียตนามใต้
ด้วยการใช้มีดปาดคอเหยื่อทุกคน





สายข่าว/แหล่งข่าวเวียตนามใต้จำได้ว่า
มันคือ Nguyen Van Lem ร้อยเอกเวียตกงนักฆ่าสังหารหมู่
ในวันนั้น มันเพิ่งจะฆ่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเวียตนามใต้
และครอบครัวบรรดานายตำรวจที่พักอยู่ในแฟลตตำรวจ
มันถูกจับตัวได้ใกล้กับคูน้ำที่มีศพตำรวจและครอบครัวถึง 34 ราย
บางคนก็เป็นคนในครอบครัวของ Nguyen Ngoc Loan
มีศพ 6 รายเป็นลูกอุปถัมภ์ของ Nguyen Ngoc Loan


The man who shot ของ Eddie Adams
ได้รับรางวัล 1969 Pulitzer Prize for Spot News Photography
ภาพ Nguyen Ngoc Loan กำลังยิงหัวเวียตกง
กลายเป็นภาพที่โด่งดัง/ภาพสัญญลักษณ์ต่อต้านสงคราม

ต่อมา Adams รู้สึกเสียใจกับตราบาปของภาพครั้งนี้
ได้เขียนลงใน Time News ว่า

" ท่านนายพลได้ฆ่าเวียตกง
ผมได้ฆ่านายพลด้วยภาพถ่าย

ภาพถ่าย คือ อาวุธที่ทรงพลังที่สุดในโลก
ชาวบ้านต่างเชื่อมัน แต่ภาพถ่ายกลับโกหก
แม้กระทั่งการชักใยทางการเมือง (ปั่นกระแส)

พวกมันมักมีความจริงเพียงครึ่งเดียว
แต่มีบางอย่างที่ภาพถ่ายไม่เคยบอกก็คือ

คุณจะทำอย่างไร ถ้าคุณเป็นนายพลในตอนนั้น
และคุณจับตัวคนชั่วร้ายได้
หลังจากมันเพิ่งฆ่าทหารอเมริกาไปหนึ่ง สอง สาม ราย "

Adams ได้กล่าวคำขอโทษพร้อมมอบดอกไม้
ให้นายพล Nguyen กับครอบครัวของท่าน
หลังจากที่ท่านตายด้วยโรคมะเร็งที่ Virginia
เพราะเรื่องนี้ได้ทำลายชื่อเสียงและเกียรติภูมิของท่าน

" ชายผู้นี้ คือ วีรบุรุษที่แท้จริง
ชาวอเมริกาควรจะเสียใจกับเรื่องนี้
ผมไม่สบายใจที่เห็นเขาเป็นเช่นนี้เลย
โดยไม่มีใครรู้เรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย "





Nguyen Ngoc Loan คือหนึ่งในบรรดาลูก 11 คน
ของวิศวกรเครื่องกลที่ประสบความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่อง
Loan เกิดในเมือง Hue เป็นนักศึกษาระดับหัวกะทิของ University of Hue
เริ่มเป็นนักบินกองทัพอากาศ South Vietnamese Air Force
เป็นเพื่อนสนิทของ Nguyen Cao Ky
นักบินจอมดีเดือดที่ต่อมาได้เป็นนายกรัฐมนตรีในปี 1965
ต่อมา นาวาเอก Loan ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
และเป็นที่กล่าวขานรู้จักกันดีของนักข่าวชาวตะวันตก
ในเรื่องอารมณ์ร้อนและการสู้รบกับพวกเวียตกงที่มุ่งโจมตีเป้าหมายพลเรือน

บางคนกล่าวว่า รู้จักท่านนายพล Loan ดีว่า
ท่านคงไม่ยิงเป้านักโทษในตอนนั้น
ถ้าไม่มีช่างภาพและนักข่าวอยู่ในบริเวณนั้น

เรื่องนี้ต่อมา Loan ได้ชี้แจงว่า

" การยิงทิ้ง ผมยังไม่ได้ยิงในทันทีเลย
แต่ดูเหมือนว่าผู้ใต้บังคับบัญชาของผม
ที่ผมสั่งให้ยิง มีอาการลังเลใจ

ผมเลยคิดว่า ผมต้องยิงมัน
ถ้าคุณลังเลใจ ไม่ทำตามที่สั่ง
พวกลูกน้องจะไม่เชื่อฟังคุณ
(และทำตามคำสั่งในภายหลัง) "

Vo Suu ช่างภาพในเหตุการณ์ของ NBC News
รำลึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นว่า หลังจากยิงทิ้งแล้ว
ท่านนายพลได้เดินมาหาผู้สื่อข่าวแล้วพูดว่า

" พวกมันได้ฆ่าชาวบ้านเราจำนวนมาก
ผมคิดว่า พระเจ้าจะให้อภัยผม "

3 เดือนต่อมา นายพล Loan ได้รับบาดเจ็บสาหัส
จากการปะทะกับพวกเวียตกงและถูกพาไปรักษาตัวที่ออสเตรเลีย
แต่มีเสียงเรียกร้องต่อต้านเขาอย่างรุนแรงในการไปรักษาตัวที่นั่น
เพราะกล่าวหาว่าเขาทารุณกรรมต่อเชลยศึก
ผิดกฎหมายระหว่างประเทศเรื่อง กติกาสงคราม
ทำให้ต้องย้ายไปรักษาต่อที่ Walter Reed Army Medical Center ในรัฐ Washington
แต่เขายังถูกรัฐสภาสหรัฐประณามการกระทำในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน

หลังจากกลับไปไซ่ง่อน
Loan ก็ถูกปลดประจำการเพราะความพิการ
ทำให้เขาเปลี่ยนแปลงไปด้วยการทุ่มเทเวลา
ให้กับการดูแลอุปถัมภ์พวกเด็กกำพร้า

ในฤดูใบไม้ร่วงหลังจากที่ไซ่ง่อนแตก
แม้ว่าเขาจะขอความช่วยเหลือในการหลบหนีจากกองทัพสหรัฐ
แต่ทหารอเมริกันกลับละเลยในเรื่องนี้
ทำให้เขาและครอบครัวต้องหนีออกมาด้วยเครื่องบินเวียดนามใต้

หลังจากที่เขาปรากฏตัวในสหรัฐอเมริกา
เขากลายเป็นที่รู้จักเพราะภาพที่เป็นตราบาป
ทำให้มีชาวบ้านเดินขบวนขับไล่เขา
และกล่าวหาว่าเขาคือ อาชญากรสงคราม
แต่เรื่องราวดังกล่าวสิ้นสุดลงในเวลาต่อมา

Loan ที่ขาขวาด้วน ได้รับอนุญาตให้ตั้งรกราก
อยู่ในภาคเหนือของรัฐเวอร์จิเนีย
ซึ่งในที่สุดเขาก็เปิดร้านอาหารขายบะหมี่

จนกระทั่งในปี 1991 สื่อท้องถิ่นได้ลงข่าวเรื่องราวในอดีตของเขา
ทำให้ธุรกิจของเขามีปัญหาในการค้าขายทันที
เพราะคนในท้องถิ่นหลายคนต่างต่อต้านเขา
รวมทั้งมีใครบางคนเข้าไปในห้องน้ำ แล้วแอบเขียนบนฝาผนังว่า

" We know who you are." Fuck หรือ Mother Fucker

จนเขาต้องเก็บตัวเงียบและเลิกทำร้านอาหารไปในที่สุด




หนังสือในปี 2010 This Time We Win: Revisiting the Tet Offensive
ได้ให้รายละเอียดที่เห็นอกเห็นใจ Loan
บอกถึงภาพลักษณ์การเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ซื่อสัตย์
ไม่มีข้อด่างพร้อยในเรื่องการฉ้อราษฏร์บังหลวง
และมุ่งมั่นกับการรักษาสถานการณ์ความปลอดภัยให้กับเมืองไซ่ง่อน

เขายังเป็นนายทหารที่ชาตินิยมเวียตนามใต้อย่างแรง
บอกปัดการให้สิทธิดูแลพิเศษกับชาวอเมริกันในพื้นที่ของเขา
ตัวอย่างเช่น เขาไม่ยอมให้สารวัตรทหารอเมริกัน
จับกุมนายกเทศมนตรีชาวเวียตนาม
โดยยืนยันว่า มีแต่เจ้าหน้าที่เวียตนามใต้เท่านั้น
จึงมีสิทธิจับกุมและกักขังประชาชนเวียตนามใต้

เขายังยืนยันว่า พลเรือนสหรัฐอเมริกา รวมทั้งบรรดานักข่าว
ต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ข้อบังคับของเวียตนามในขณะอยู่ในไซง่อน
การยืนกรานและแน่วแน่ในการทำงานของเขา
ทำให้ไม่เป็นที่ถูกใจของพวกบริวารประธานาธิบดี Johnson

ทั้งนี้ Loan ยังตกเป็นผู้ต้องสงสัยจาก
U.S. CIA-backed Phoenix Program
ว่าเป็นผู้ก่อเหตุโจมตีทำลายสถานที่เป็นกลาง
ในการเจรจาอย่างลับ ๆ ระหว่างสหรัฐอเมริกากับเวียตกง
ในเรื่องการเจรจาหาข้อตกลงหยุดยิง




This Time We Win: Revisiting the Tet Offensive by James S Robbins
(Pages 94-104, 105-106)



อนึ่ง ผู้ใต้บังคับบัญชาของ Loan ยังมีส่วนร่วมในการจับกุม
สายลับเวียตกง 2 คนของ (NLF National Liberation Front)
ซึ่งได้รับการทาบทามให้เข้ามาเจรจาสันติภาพกับเจ้าหน้าที่สหรัฐ ฯ
ในพื้นที่แนวหลังของประเทศเวียดนามใต้

แต่เขายืนกรานไม่ยอมรับรู้เรื่องการเจรจาอย่างลับ ๆ
และปฏิเสธที่จะปล่อยตัวสายลับคอมมิวนิสต์ที่มาเจรจาต่อรอง
เรื่องนี้สร้างความโกรธแค้นให้กับเจ้าหน้าที่อเมริกันเป็นอย่างมาก

เขายังแจ้งให้ทางการสหรัฐอเมริกาทราบว่า
ทั้งเขาและเวียดนามใต้ทราบดีและรู้เรื่องดีกว่าพวกอเมริกา
ในเรื่องการเจรจาติดต่อทางการทูต
ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประเทศของพวกเขา

Loan ยังเคยเป็นนักบินที่ประสบความสำเร็จ
ในการนำกองทัพอากาศโจมตีทางอากาศ
กองทัพเวียดกง ที่ Bo Duc ในปี 1967
ไม่นานหลังจากนั้น เขาก็ได้รับการเลื่อนยศเป็นนายพล
พวกอเมริกันค่อนข้างไม่พอใจกับการเลื่อนยศของเขา
แต่ไม่นานหลังจากนั้น Loan ก็ยื่นใบลาออกจากตำแหน่ง

" เรื่องนี้มีการเชื่อกันอย่างมากเลยว่า
Loan ถูกบังคับให้ลาออกโดยพวกอเมริกัน
เพราะเปิดเผยเรื่องการเจรจาลับกับพวกเวียตกง
หรือการที่เขายึดมั่นในหลักการอย่างเหนียวแน่น
เพราะสหรัฐอเมริกาพยายามที่จะบังคับ
ให้รัฐบาลเวียตนามใต้ปล่อยตัว [ทูตคอมมิวนิสต์ ] "

Sau Ha ให้ข้อมูลเพิ่มเติม

เรื่องนี้ภายหลัง คณะรัฐมนตรีเวียดนามใต้ปฏิเสธการลาออกของ Loan
ต่อมา สหรัฐอเมริกาภายใต้การบริหารงานของ Nixon
ได้แอบไปเจรจาต่อรองข้อตกลงหยุดยิงแยกต่างหากกับเวียตนามเหนือ
ทำให้กองกำลังคอมมิวนิสต์อยู่ในตำแหน่งยุทธภูมิที่ดีกว่าภายในเวียดนามใต้
และสหรัฐ ฯ ยังบังคับให้รัฐบาลเวียตนามใต้ยอมรับตามเงื่อนไขนี้ด้วย

ต่อมาในภายหลัง รัฐสภาสหรัฐ ฯ ก็ตัดความช่วยเหลือเวียตนามใต้
ในช่วงสงครามเวียตนามครั้งสุดท้ายในปี 1975
ที่กรุงไซ่ง่อนแตกตกเป็นของเวียตกงแล้วถูกเปลี่ยนชื่อเป็น โฮจิมินห์




ในตอนเช้าของวันที่ 2 ของตรุษญวน (31 มกราคม 1968)
ขณะที่นายพล Nguyen Ngoc Loan กำลังเป็นผู้นำในการสู้รบขั้นรุนแรง
ใกล้เจดีย์ An Quang Pagoda ในเขตชุมชนชาวจีนไซง่อน
นายทหาร 2 นายได้จับกุมแกนนำพวกคอมมิวนิสต์รายหนึ่ง
ที่ได้ฆ่าผู้บริสุทธิ์เป็นจำนวนมากอย่างเลือดเย็น ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา
มันคือ ร้อยเอก Nguyen Van Lem ชื่อจัดตั้ง Bay Lop

ไม่กี่นาทีก่อนที่มันจะถูกจับกุมนั้น
Bay Lop เพิ่งจะใช้มีดปาดคอฆ่าภรรยาของรองผู้บัญชาการตำรวจ
และสมาชิกทุกคนในครอบครัวของเขารวมทั้งลูก ๆ ของเขา

04:30 Nguyen Van Lem ได้นำหน่วยก่อวินาศกรรม
พร้อมกับรถถังเวียดกงเข้าโจมตีค่ายทหาร Armor Camp ใน Go Vap
หลังจากที่กองโจรพรรคคอมมิวนิสต์เข้าควบคุมฐานทัพได้แล้ว

Bay Lop ได้จับกุมพันโท Nguyen Tuan กับครอบครัวของเขา
บังคับให้เขาบอกวิธีการขับรถถัง
แต่พันโท Tuan ปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือ
Bay Lop จึงใช้มีดเชือดคอสมาชิกทุกคนในครอบครัว
รวมทั้งพันโท กับแม่วัย 80 ปีด้วย
มีลูกชายวัย 10 ขวบที่รอตตายคนเดียว
แต่บาดเจ็บสาหัสที่ลำคอ

Nguyen Van Lem ถูกจับตัวได้ใกล้กับคูน้ำขนาดใหญ่
พร้อมกับศพผู้บริสุทธิ์จำนวน 34 ศพ
Nguyen Van Lem ยอมรับอย่างภาคภูมิใจว่า

มัน คือ ผู้นำหน่วยก่อการร้ายครั้งนี้
และเป็นคนสั่งให้ฆ่าคนเหล่านี้ทั้งหมด

มันแต่งตัวในชุดเสื้อแขนสั้นและกางเกงขาสั้น
อาวุธปืนยังอยู่ในตัวมันตอนที่ถูกจับได้
แขนทั้งสองข้างของมันถูกมัดไขว้หลัง
นายพล Nguyen Ngoc Loan
จึงยิงมันทิ้งในสถานที่เกิดเหตุ




General Nguyen Ngoc Loan shoots a Vietcong soldier



" ผมเพิ่งเดินตามหลังพวกเขาทั้ง 3 คน
ตอนที่พวกเขาเดินนำหน้าพวกเรา
มันเป็นโอกาสที่ดี ที่จะได้ถ่ายภาพอย่างใกล้ชิด
ราว ๆ 5 ฟุตไม่ไกลไปกว่านี้
แล้วทหารก็หยุดเดินแล้วถอยห่างออกไป

ผมเห็นชายคนหนึ่งเดินเข้ามาในมุมกล้องด้านซ้าย
เขาดึงปืนสั้นออกจากซองปืนแล้วยกมันขึ้นมา
ผมไม่คิดว่าเขาจะยิงมัน
เพราะเป็นเรื่องธรรมดามาก
ที่จะเอาปืนจ่อหัวนักโทษตอนสอบถาม

ดังนั้น ในตอนที่ผมเดินกล้องถ่ายภาพ
ผมคิดแต่เพียงว่าแค่เป็นการคุกคาม
แค่วิธีการสอบสวน ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ชายคนนั้นเพิ่งดึงปืนสั้นออกจากซองปืน
จ่อไปที่หัวเวียตกงแล้วยิงมันทันที
ผมเลยได้ภาพถ่ายนี้ในทันทีทันใด ......"

ท่านนายพลเดินมาหา Adams
แล้วพูดก่อนเดินจากไปว่า

“ พวกมันฆ่าชาวบ้าน และฆ่าพวกคุณด้วย "










Eddie Adams คือ ผู้ไปให้การรับรองและยืนยันถึง
การปฏิบัติตามหน้าที่และเบื้องหลังเรื่องนี้ของ
นายพล Nguyen Ngoc Loan ที่ยิงเวียตกงทิ้ง
ด้วยปืนสั้น .38 Smith & Wesson
ต่อเจ้าหน้าที่ Immigration and Nationalization Services
ซึ่งในครั้งแรกจะขับไล่นายพล Loan ออกไปจากสหรัฐ
เพราะเรื่องราวที่โด่งดังและเป็นตราบาปครั้งนี้
รวมทั้งยังไม่มั่นใจว่าผิดกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่
ในการปฏิบัติต่อเชลยศึกและนักรบฝ่ายตรงข้าม








Loan กับภริยาที่ร้านอาหารขายบะหมี่ ใน D.C. แขวง suburb of Burke
รัฐ Virginia ที่ Rolling Valley Mall ชื่อร้าน Les Trois Continents
ต่อมาร้านนี้ได้เลิกกิจการเพราะภาพตราบาป
ทำให้ชาวบ้านเดินขบวนประท้วงขับไล่หลังรู้ข่าว

ลูกชายที่ยังอยู่ใน Burke เล่าว่า
พ่อยังชีพด้วยรายได้ของแม่ Chinh Mai กับ
ลูกสาว Nguyen Anh ที่ Fairfield รัฐ Virginea
พ่อมีลูกชาย 2 คน ลูกสาว 1 คน และหลาน ๆ 9 คน




ภริยาม่าย Nguyen Thi Lop ถือหนังสือพิมพ์ที่มีภาพถ่ายสามีเวียตกงที่ถูกยิงตาย



Nguyen Van Lem คือ สายลับเวียตกง
ร้อยเอก Bay Lop ชื่อจัดตั้งมาจากแซ่ภริยา Lop
Nguyen Thi Lop รู้ดีว่าสามีของเธอเป็นนายทหารเวียตกง

เธอยังไม่รู้ว่า เขาถูกจับกุมตัวแล้ว หรือเขาตายแล้ว
จนกระทั่งเธอหยิบหนังสือพิมพ์เดือนกุมภาพันธ์ 1968
เธอได้เห็นภาพของ Eddie Adams ที่ได้ถ่ายภาพ
Bay Lop สามีวัย 36 ปีที่ถูกยิงทิ้งเมื่อ 3 วันก่อน
โดย Nguyen Ngoc Loan หัวหน้าตำรวจไซง่อน

เธอเพิ่งจะตั้งท้องลูกอีกคนได้ไม่นานนัก
ด้วยความกลัวเจ้าหน้าที่เวียตนามใต้
Lop จึงรีบพาบุตรสาววัย 13 ปี และ 3 ปี
หนีออกจากบ้านพักใกล้สนามบินไซง่อน
แล้วย้ายไปอยู่กับญาติที่บริเวณใกล้เคียง

เธอต้องต่อสู้ดิ้นรนทำงานหลายอย่าง
จนสงครามระหว่างสองประเทศสิ้นสุดลง
หลังสงครามระหว่างชาติยุติลงแล้ว
เธอได้รับเงินบำนาญรายเดือนจากรัฐบาล
เป็นค่าตอบแทน Gratitude House
และทุนการศึกษาสำหรับบุตรชายที่เกิดมาภายหลัง
8 เดือนหลังจากที่สามีเธอถูกยิงทิ้ง

เรียบเรียง/ที่มา

https://goo.gl/1BcQKc
https://goo.gl/cIS6GX
https://goo.gl/ucr8st
https://goo.gl/BZF6rz





Vulture Waiting for the Malnutritioned Child to Die, 1994




Kevin Carter ไดัรับรางวัล Pulitzer ประเภทสารคดีในปี 1994
ที่มา https://goo.gl/XhkDzC




หนึ่งในภาพที่สะเทือนใจชาวโลก
ก่อให้เกิดการวิพากวิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง
เกี่ยวกับนิยามมนุษยธรรม/จริยธรรมที่พึงมีของช่างภาพ
ช่างภาพรายนี้ฆ่าตัวตายในภายหลัง แม้ว่าจะได้รับรางวัลจากภาพนี้

ในวันที่ 11 มีนาคม 2536 Kevin Carter
ได้ร่วมเดินทางไปที่ซูดานกับกองทัพสหประชาชาติ
เพื่อแจกจ่ายอาหารให้กับชาวซูดาน
ขณะที่กำลังถ่ายภาพชาวบ้านที่อดอยากหิวโหย
ที่มุ่งหน้ามารับอาหารที่ศูนย์แจกจ่ายอาหาร
มีอีแร้งบินร่อนลงในพื้นที่ใกล้เคียง

ช่างภาพรายนี้บอกแต่เพียงว่า
มันคือ หน้าที่ต้องถ่ายภาพนี้
ถ่ายภาพแล้วต้องเดินจากไป

ภาพนี้ได้ขายให้ New York Times
มีการตีพิมพ์เผยแพร่วันที่ 26 มีนาคม 2536
แล้วแพร่กระจายไปตามสื่อต่าง ๆ ทั่วโลก
ผู้คนนับหลายร้อยคนได้ติดต่อสอบถาม
New York Times ถึงชะตากรรมเด็กน้อยรายนี้
แต่ New York Times ระบุว่า ไม่ทราบ
เด็กคนนี้เดินไปถึงศูนย์แจกจ่ายอาหารหรือไม่









แต่ João Silva ช่างภาพหนังสือพิมพ์โปรตุเกส
ที่ปักหลักอยู่ในอัฟริกาใต้
ได้ร่วมเดินทางกับ Carter ไปยังซูดาน
ให้สัมภาษณ์อีกแง่มุมหนึ่งกับนักเขียน/ผู้สื่อข่าวญี่ปุ่น
Akio Fujiwara ที่ได้ตีพิมพ์หนังสือชื่อว่า Fujiwara
โดยมีภาพหน้าปกเป็นเด็กชายคนนี้

โดย Silva ได้เล่าว่า เรื่องราวทั้งหมดนี้เกิดขึ้น
ในช่วงเดินทางไปซูดานร่วมกับกองกำลังบรรเทาทุกข์ UN
ขณะที่เรือบินจอดแถบตอนใต้ของซูดาน
ในวันที่ 11 มีนาคม 2536 เจ้าหน้าที่ UN
บอกว่าเรือบินจะขึ้นบินอีกใน 30 นาทีข้างหน้า
เพราะเวลาที่จำกัด/เพียงพอกับการแจกจ่ายอาหาร
ดังนั้นพวกเขาจึงวิ่งไปรอบ ๆ เพื่อถ่ายภาพ
ขณะที่เจ้าหน้าที่ UN กำลังแจกจ่ายข้าวโพด
พวกผู้หญิงในค่ายผู้อพยพลี้ภัย
ต่างออกมาจากโรงเรือนไม้ชั่วคราวมายังเรือบิน
Silva ได้วิ่งไปถ่ายภาพพวกนักรบกองโจร
ขณะที่ Carter อยู่ไม่ไกลจากเรือบินเพียง 12 ฟุตเล็กน้อย

Silva เล่าว่า Carter รู้สึกตกใจมาก
ในครั้งแรกที่เห็นภาพการอดอยาก/ขาดอาหาร
และได้ถ่ายภาพเด็กที่อดอยาก/ขาดอาหารจำนวนมาก
Silva ได้ถ่ายภาพเด็ก ๆ ตามพื้นดินที่กำลังร้องไห้
แต่ภาพพวกนี้ไม่ได้ตีพิมพ์เผยแพร่
ขณะที่พ่อแม่เด็ก ๆ ต่างยุ่งวุ่นวาย
อยู่กับการไปรับแจกอาหารจากเรือบิน
จึงต้องทอดทิ้งเด็ก ๆ ไว้เป็นการชั่วคราวในช่วงเวลาสั้น ๆ

ภาพเด็กชายคนนี้ถูกถ่ายโดย Carter
ขณะที่อีแร้งยืนอยู่ด้านหลังเด็กชายคนนี้ ในการจับภาพทั้งคู่นี้
Carter ต้องระมัดระวังไม่ให้อีแร้งตื่นตกใจแล้วบินหนีไป
ภาพนี้ถ่ายในระยะห่างประมาณ 10 เมตร
และถ่ายอีก 2-3 ภาพก่อนไล่อีแร้งไปให้พ้น

ในเวลานั้นมีช่างภาพสเปญ 2 รายที่อยู่ในบริเวณนั้น คือ
José María Luis Arenzana กับ
Luis Davila แต่ทั้งคู่ไม่รู้จักกับ Kevin Carter
พวกเขาต่างถ่ายภาพในบริเวณเดียวกัน

เรื่องนี้มีการเล่าหลายครั้งแล้วว่า
ที่ศูนย์แจกจ่ายอาหาร จะมีเหล่าอีแร้งชุมนุมกันที่บริเวณหลุมขยะ

พวกเราเดินทางจาก Pepe Arenzana ถึง Ayod
ที่เป็นศูนย์แจกจ่ายอาหารให้ชาวบ้านเดินทางมารับ
พื้นที่ปลายสุดชุมชนจะเป็นที่ทิ้งขยะ/ส้วมชาวบ้าน
ขณะที่เด็ก ๆ ต่างอ่อนแออดอยาก/ขาดอาหาร
ต่างเดินไปข้างหน้าทำให้เกิดภาพว่าพวกเขากำลังจะตาย
ในภาพจะเห็นว่ามีอีแร้งรอคอยเหยื่ออยู่ใกล้กับเด็ก
แต่ถ้าสังเกตให้ดีแล้วระยะห่างของเด็กชายกับอีแร้ง
มุมกล้องทำให้เกิดภาพลวงตา
เพราะทั้งคู่อยู่ห่างกันประมาณ 20 เมตร




วันที่ 27 กรกฏาคม 2537 Kevin Carter
ได้ขับรถยนต์ไปที่ Braamfonte
ใกล้กับ the Field and Study Centre
สถานที่เขาชื่นชอบมากตอนวัยเด็ก
แล้วจัดการเอาพันเทปรอบท่อยาง
แยงเข้าไปในท่อไอเสียรถยนต์กะบะ
แล้วจ่อท่อยางเข้ามาในหน้าต่างรถยนต์ด้านคนขับ
พร้อมกับเดินเครื่องยนต์เพื่อเป็นการฆ่าตัวตาย
ด้วยพิษก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์
จบชีวิตในวัย 33 ปี นี่คือจดหมายลาตายบางตอน

" ผมมีความสุขโดยไม่จำต้องมี โทรศัพท์ ค่าเช่าบ้าน
เงินช่วยเหลือเด็ก เงินจ่ายหนี้ เงิน !!!
ผมถูกหลอกหลอนไปกับความทรงจำที่ลืมไม่ลง
การฆ่าคนและศพ ความโกรธแค้นและความเจ็บปวด
การอดอยาก/ขาดอาหารหรือเด็กที่ได้รับบาดเจ็บ
จากการกระทำของพวกคนบ้าที่มีความสุข(พวกซาดิสท์)
บ่อยครั้งที่เป็นตำรวจ/เพชรฆาตนักฆ่า
ถ้าผมโชคดี ผมคงจะได้ไปอยู่ร่วมกับ Ken "

Ben เพื่อนในกลุ่ม Bang Bang Club ถูกยิงตาย 18 เมษายน 2537
Ken ยังเป็นชื่อฆาตกรคนแรกของโลกในคัมภีร์ไบเบิ้ล





ที่มาของภาพ
https://goo.gl/pSfb2I



Bang Bang Club เป็นชื่อกลุ่มช่างภาพกบฏ
ที่อยู่นอกกฎเกณฑ์/ธรรมเนียมปฏิบัติของช่าวภาพทั่วไป
มีการรวมตัวกัน 4 คนออกไปถ่ายภาพสงครามกลางเมืองในแอฟริกาใต้ระหว่างปี 2533-2537
ในช่วงการเปลี่ยนผ่านระบบการเมืองการปกครองที่แบ่งแยกสีผิว (เหยียดสีผิว)
เพื่อเตรียมการไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลบนพื้นฐานความเป็นสากลโลก
ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวจะมีเหตุการณ์สู้รบ/ความรุนแรง/การก่อการร้าย
ที่เกิดขึ้นกันเองระหว่างกลุ่มคนผิวดำกับกลุ่มคนผิวดำ
(ผิวขาวเป็นฝ่ายรัฐบาล/ชนชั้นปกครองในยุคนั้น)
โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการหนุนหลังของกลุ่มพรรคการเมือง
ANC (African National Congress) กับ IFP (Inkatha Freedom Party)
หลังจากที่รัฐบาลได้ประกาศอนุญาตให้ทำกิจกรรมทางการเมืองได้

Kevin Carter, Greg Marinovich, Ken Oosterbroek กับ João Silva เป็นชื่อทั้ง 4 คนของกลุ่ม
แม้ว่าจะมีช่างภาพหรือช่างภาพหนังสือพิมพ์อีกหลายคนทำงานร่วมกันก็ตามแต่
(เช่น James Nachtwey กับ Gary Bernard)
ในภาพยนตร์จะนำเสนอเรื่องราวของกลุ่มนี้ กำกับโดย Steven Silver
และนำแสดงโดย Taylor Kitsch, Ryan Phillippe กับ Malin Åkerman
เข้าฉายรอบปฐมทัศน์ที่ the Toronto International Film Festival ในปี 2553

ชื่อ Bang Bang Club ได้แจ้งเกิดในบทความ
ที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร South African magazine Living
เดิมทีพวกเขาใช้ชื่อกลุ่ม Bang Bang Paparazzi
แต่ได้เปลี่ยนไปเป็น Club เพราะสมาชิกรู้สึกว่า
คำว่า Paparazzi (พวกแอบถ่ายภาพ/ซุ่มถ่ายภาพโดยเจ้าของภาพไม่ยินยอม)
บิดเบือนการทำงานที่แท้จริงของพวกเขา
ชื่อนี้ได้มาจากการทำมาหาเลี้ยงชีพช่างภาพกลุ่มนี้
ขณะเดียวกันผู้อยู่อาศัยในเขตเมือง/ผู้ลี้ภัย
มักพูดกับช่างภาพที่เกี่ยวด้วยคำว่า Bang Bang
เวลาพูดคุยอ้างอิงถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้น
ภายในชุมชน/พื้นที่สู้รบของพวกเขา
ตัวอักษร bang bang จึงหมายถึง เสียงปืน
และเป็นคำพูดธรรมดา ๆ ที่ใช้กัน
ในกลุ่มช่างภาพเวลาพูดถึงความขัดแย้ง

วันที่ 18 เมษายน 2537 ในระหว่างการสู้กัน
ระหว่างกองกำลังรักษาสันติภาพนานาชาติ
กับพรรคสภาแห่งชาติแอฟริกัน ในเขตการปกครอง Thokoza
กระสุนปืนได้สาดใส่ Ken Oosterbroek ถึงแก่ความตาย
ส่วน Greg Marinovich ได้รับบาดเจ็บสาหัส

การพิจารณาคดีการตายของ Ken Oosterbroek
เริ่มต้นขึ้นในปี 2538 ผู้พิพากษาตัดสินว่า
ตายโดยไม่ทราบว่าเป็นกระสุนของฝ่ายใด
ไม่มีใครควรได้รับการตำหนิ/หรือตัดสินว่าผิด
แต่ในปี 2542 Brian Mkhize
คนของกองกำลังรักษาสันติภาพนานาชาติ
ได้บอกกับ Greg Marinovich กับ Silva ว่า เขาเชื่อว่า
กระสุนมาจากฝ่ายของตนในการยิงไปถูก Ken Oosterbroek

ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2537 Kevin Carter ฆ่าตัวตาย

ที่ 23 ตุลาคม 2553 Silva เหยียบกับระเบิด
ขณะถ่ายภาพช่วงลาดตระเวนร่วมกับทหารสหรัฐ
ใน คันธาระ Kandahar ของอัฟกานิสถาน
และสูญเสียขาทั้งสองตั้งแต่บริเวณข้างใต้เข่า
เป็นการบาดเจ็บครั้งที่ 2 ของเขาในสมรภูมิสู้รบ
การบาดเจ็บครั้งแรกของ
เขาถูกยิงด้วยกระสุนที่ใบหน้า

ช่างภาพ 2 รายในกลุ่ม Bang Bang Club ได้รับรางวัลภาพถ่าย Pulitzer
Greg Marinovich ชนะจากภาพถ่ายข่าวกีฬา (the Pulitzer for Spot News Photography)
ในปี 2534 จากข่าวการฆาตกรรม Lindsaye Tshabalala ในปี 2534

Kevin Carter ชนะจากภาพถ่ายสารคดี (the Pulitzer for Featured Photography)
ในปี 2537 จากภาพอีแร้งปรากฎตัวอยู่ด้านหลังเด็กที่อดอยากหิวโหยเขตตอนใต้ซูดาน


เรียบเรียงจาก


https://goo.gl/Jy2Ac2
https://goo.gl/B3mhmG



เรื่องเดิม/ที่มา http://pantip.com/topic/30873740 เรื่องราวที่สะเทือนใจ





Credit : Alberto Rojas | L. Nunez Villaveirán



ผลจากความสะเทือนใจกับภาพถ่ายนี้
จึงมีการระดมทุนและมีกลุ่มแพทย์ไร้พรมแดน
เดินทางเข้าไปช่วยเหลือผู้ป่วยที่เป็นโรคขาดอาหาร
จนกระทั่งต่อมาไม่นานสงครามก็ยุติลง

หลังจากเหตุการณ์ภาพนี้ผ่านไป 18 ปี
มีการเดินทางเข้าสู่พื้นที่ Ayod ใน Sudan
เพื่อรื้อฟื้นความทรงจำภาพถ่ายดังกล่าว
มีการพบปะชาวบ้านหลายสิบคน

จนกระทั่ง Mary Nyaluak
สตรีที่ทำหน้าที่แจกจ่ายอาหารเมื่อ 18 ปีก่อน
จำภาพนี้ได้และให้ข้อสรุปว่า

" ภาพนี้คือเด็กชาย ไม่ใช่เด็กหญิง
มันชื่อ Nyong Kong
มันยังไม่ตาย
มันอาศัยอยู่นอกหมู่บ้าน "

2 วันต่อมา มีการติดตามจนพบครอบครัวเด็กชายในภาพ
พ่อเด็กยังจำอัตลักษณ์และภาพขาดอาหารของลูกตนเองได้
ลูกชายได้พ้นจากสภาวะโรคขาดอาหารในเวลาต่อมา
และเพิ่งจะตายไปแล้วเมื่อ 4 ปีก่อนด้วยไข้ในเขตเมืองร้อน


เรียบเรียง/ที่มา

https://goo.gl/GfWwqp



Create Date : 24 พฤศจิกายน 2559
Last Update : 24 พฤศจิกายน 2559 0:37:29 น. 0 comments
Counter : 385 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ravio
Location :
สงขลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 25 คน [?]




เกิดหาดใหญ่ วัยเด็กเรียนหนังสือโรงเรียน Catholic คณะ Salesian มีนักบุญประจำโรงเรียน Saint Bosco, Saint Savio ชอบอ่านหนังสือ godfather เกี่ยวกับ Mafio ของพวกซิซีเลียน เคยเล่นเกมส์ Mario แล้วได้คะแนนนำเลยนำสระโอมาต่อท้ายชื่อเป็น Ravio ได้กลิ่นอายแบบ Italino เคยเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเรียนวิชาชีพทำมาหากิน แต่ไม่ใช่วิชาที่ชื่นชอบมากนัก เรียนอยู่กว่าเจ็ดปี ต้องกลับมาทำงานเป็นกรรมกรที่บ้านเกิด จนเริ่มเกิดความหลงรักชีวิตบ้านนอก และวิถีชิวิตชุมชนท้องถิ่นที่ตนอยู่และไปร่วมวงเสวนา

เกิดเดือนมีนาคม แต่ลัคนาราศรีตุลย์ ชอบไปทุกเรื่อง สุดท้ายทำอะไรที่ได้เรื่องไม่กี่เรื่อง แต่ส่วนมากมักไม่ได้เรื่อง

ชอบขับรถยนต์ท่องเที่ยวชมภูเขา ป่าไม้ น้ำตก แต่ไม่ชอบทะเลหรือชายหาด เพราะรู้สึกอ้างว้าง โดดเดี่ยว เมื่อคิดถึงชีวิตตนเองที่มาเปรียบเทียบกับสองสิ่งสองอย่างนี้ รู้สึกว่ามนุษย์เป็นเพียงชีวิตที่เล็กน้อยมากที่มาอยู่อาศัยในโลกใบนี้

ชอบอ่านหนังสือ ท่องเที่ยวใน Internet ชอบเดินทางท่องเที่ยวแถว ในละแวกท้องถิ่นบ้านเกิด นาน ๆ ครั้งจะขึ้นไปเยี่ยมเพื่อนที่กรุงเทพฯ หรือไปหาซื้อหนังสือแถวสยามสแควร์ ถิ่นเก่าที่อยู่และที่เรียน






Friends' blogs
[Add ravio's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.