ความทรงจำเก่า ๆ ก่อนจะลืมเลือนหายไปกับกาลเวลา
Group Blog
 
<<
กันยายน 2559
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
28 กันยายน 2559
 
All Blogs
 
ตำนานคนแซ่เบ๊






ตำนานคนแซ่เบ๊ (ไม้จัตวา) ที่มาจาก หมู่บ้านฮั่วเพ้ง หรือฮั่วเพ้งเบ๊
ตำบลเต่เอี๊ย อำเภอซัวเถา จังหวัดกวางตุ้ง
เรื่องเล่าเรื่องนี้รับฟังจากคำบอกเล่าของ
แม่แซ่โง้วที่ฟังมาจากพ่อแซ่เบ๊
ปะติปะต่อกับความทรงจำที่ได้รับการบอกเล่าจากอีกหลายคน
และการวิเคราะห์สรุปส่วนตัวส่วนหนึ่ง
ด้วยความจำกัดทางด้านภาษาจีน/ความทรงจำ
หากมีข้อบกพร่องผิดพลาดประการใด
ผู้เขียนบันทึกนี้ขอรับผิดแต่เพียงฝ่ายเดียว
หากมีข้อมูลเพิ่มเติมประการใด
ก็โปรดแจ้งให้ทราบด้วย จักขอบคุณยิ่ง


ตำนานหฤโหด

เรื่องเล่าตำนานของฮั่วเพ้งเบ๊
คนแซ่เบ๊ ที่หมู่บ้านฮั่วเพ้ง ตำบลเต่เอี๊ย อำเภอซัวเถา
สมัยก่อนคนแต่ละแซ่มักจะอยู่กันเป็นหมู่บ้าน
หมู่บ้านไหนแซ่ไหนมากก็จะอยู่รวมตัวกัน
ใครมีพี่น้องผู้ชายมากกว่าก็จะได้เปรียบกว่า
เรียกว่าพวกมาก จะทำตนเป็นอันธพาล
ก็มักจะมีคนเกรงอกเกรงใจไม่อยากมีเรื่องด้วย

ที่ฮั่วเพ้ง เมืองจีนในยุคนั้น
วันร้ายคืนร้าย มีการทะเลาะเบาะแว้งขึ้นมา
ระหว่างคนแซ่เบ๊ กันคนแซ่แซ่ มีการอาฆาตกัน
และคนแซ่แซ่ประกาศว่าจะมีการฆ่าล้างบางกันให้ดู

ตกเย็นนั้นก็มีข่าวลือกันว่า
บ้านไหนที่เป็นคนแซ่เบ๊ให้กากะบาดสีดำ
หรือเขียนวงกลมสีดำไว้หน้าประตูบ้าน
จริง ๆ ในท้องถิ่นก็ทราบกันแล้วว่า
บ้านไหนคนชื่อแซ่อะไรมีใครบ้าง
แต่นี่คือตำนานก็เขียนตามตำนาน
ในคืนนั้น พรรคพวกของคนแซ่แซ่
ก็เข้ามาฆ่าล้างบางกันจริง ๆ เรียกว่าตายยกแซ่เบ๊
ลูกหลานลูกเมียผู้หญิงผู้ชายเด็กเล็กคนชราที่แซ่เบ๊
ถูกฆ่าตายจนเกือบหมดสิ้น

เหลือคนสุดท้ายที่เป็นต้นสกุล หรือ เซียะโจ๊ว
ไม่แน่ใจว่าชื่อ ข่ง หรือ ซ่ง
เพราะประมาณแปดชั่วอายุคนแล้ว
จึงมีข้อห้ามลูกหลานตั้งชื่อเลียนแบบท่าน
หรือแม้ว่าจะให้เกียรติกับท่าน
เพราะมักจะไม่เจริญรุ่งเรืองหรือมีโรคภัยมาก

กลุ่มคนแซ่แซ่ที่มาไล่ล่าฆ่าฟันคนแซ่เบ๊
ไม่ต่างกับพวกฮูตูหรือทุ่ซซี่ ที่ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันในราวันดา
พวกอินโดนีเซียที่ไล่ฆ่าคนเชื้อสายจีนแถวรอบนอก
คนไทยไล่ฆ่าคนจีนข้อหาอั้งยี่สมัยรัชกาลที่ 3 แถวฉะเชิงเทรา ชลบุรี

เซียะโจ๊วนอนป่วยพะงาบพะงาบอยู่หลบอยู่ใต้เตียง
ทีแรกหลายคนจะฆ่าท่านทิ้งแล้ว แต่มีบางคนทักว่า

" ช่างมันเถอะ ยังไงมันก็ตายอยู่แล้ว ดูอาการมัน
หน้าตามัน ซีดเซียว เหลืองอ๋อย นอนพะงาบ ๆ อยู่
ไม่ช้าก็ตายแน่นอนอยู่แล้ว ปฆ่าคนอื่นต่อ มันดีวะ "

เลยปล่อยท่านไว้ที่ใต้เตียงตามเดิม

รุ่งขึ้นมีการมาตรวจสอบจากชาวบ้านละแวกใกล้เคียง
กรมการเมือง/ราชการบ้านเมืองก็ทำอะไรไม่ได้มากนัก
เพราะสมัยนั้นอำนาจรัฐอ่อนแอ
ยิ่งไกลชุมชนเมืองก็ยิ่งเป็นง่อยไปโดยปริยาย
ท่านรอดชีวิตเลยได้รับการเลี้ยงดูจากยายแซ่โง๊ว
ซึ่งหมู่บ้านนี้มีผู้ชายมากและมีอิทธิพลกับนักเลงพอตัว
ทำให้ท่านรอดชีวิตมาจนเผยแพร่ลูกหลานฮั่วเพ้งเบ๊ จนกระทั่งทุกวันนี้

ตามตำนาน ช่วงที่ท่านอยู่กับยายที่ดูแลเลี้ยงดูท่าน
ท่านเลี้ยงเป็ดขายไข่เป็ด ปรากฎว่าเป็ดออกไข่ให้วันละ 2 ฟอง
น่าจะมาจากสายพันธุ์ดี อาหารการกินที่อุดมสมบูรณ์เพราะอยู่ใกล้กับทะเล
และการดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ
ทำให้ท่านมีฐานะการเงินและร่ำรวยมากขึ้น
สามารถแต่งงานมีลูกเมียขยายเชื้อสายจนแพร่หลาย
แล้วเปลี่ยนชื่อหมู่บ้านท่านเป็น ฮั่วเพ้ง แปลว่า สันติภาพ
เพื่อให้เป็นมงคลนามกับการอยู่อาศัยกับให้ลืมเรื่องในอดีต

บรรพบุรุษฮั่วเพ้งเบ๊ เซียะโจ๊ว
มีคำสาปหรือข้อห้ามประจำสายสกุลคือ
ห้ามลูกหลานเหลนโหลนลื้อ ฯลฯ ทั้งหญิงและชาย
แต่งงานกับคนแซ่แซ่ โดยเด็ดขาด
ใครไม่เชื่อคำห้ามขอให้ประสบแต่ภัยพิบัติวอดวาย
เพราะช่วงหลังแซ่เบ๊ยังได้รับการเบียดเบียนจากแซ่แซ่อีก
แม้ว่าท่านจะมีข้าทาสบริวารทรัพย์สินเงินทองมากมายแล้วก็ตาม

ที่หาดใหญ่ แม่เล่าให้ฟังว่า
ลูกหลานฮั่วเพ้งคนเบ๊นี้สองตระกูลไปแต่งงานกับคนแซ่แซ่
แม้จะมีคำทักท้วงแล้วก็ไม่ฟัง สุดท้ายก็มีภัยพิบัติตามคำห้าม
การสู่ขอลูกสาว/ลูกชายของคนฮั่วเพ้งเบ๊
จะต้องถามแซ่ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงก่อนเสมอ
แต่เรื่องนี้อยู่ที่วิจารณญาณของแต่ละบุคคล

แม่เล่าว่าพ่อรู้จักสนิทสนมกับชายหญิง 2 ครอบครัวในหาดใหญ่
มารู้ที่หลังว่าแซ่แซ่ทั้งคู่ แต่ก็เป็นคนดีทั้งสองคน
แม่สรุปว่า ทุกสกุลทุกแซ่ต่างมีคนดีมีคนเลวไม่ต่างกันมากนัก

เรื่องนี้เคยสอบถามแม่ว่า แล้วที่คนแซ่เบ๊ จะมีมากมายขนาดนี้เป็นไปได้หรือ
ถ้าตามหลักวิชาของ ทอมัส โรเบิร์ต มาลธัส
ก็จะอธิบายได้ส่วนหนึ่ง หรือถ้าอีกแบบหนึ่งคือ
สมัยก่อนบ้านไหนไม่มีลูกชาย ก็จะให้ลูกเขยมาอยู่ในบ้าน
ลูกที่เกิดจากฝ่ายหญิงของครอบครัว
ถ้าเป็นชายก็ให้ใช้แซ่ฝ่ายหญิงไปเลย
หรือ ข้าทาสบริวารใดที่เชื่อถือได้หรือซื่อสัตย์
ก็ให้ใช้แซ่ของสกุลตนเองได้เช่นกัน

หรือมีตำนาน ถังไทจงฮ่องเต้ ขึ้นครองราชย์ไม่นานนัก
บรรดานายทหารและผู้ติดตามหลายคนนับเป็นหมื่นครอบครัว
ขอใช้แซ่หลี เป็นเกียรติยศกับท่านและวงศ์ตระกูลสืบไป

ฮั่วเพ้งเบ๊ มีการขยายสายไปอีกที่
รอบหมู่บ้านมีหมู่บ้านคนแซ่โง๊วล้อมรอบ
ทำให้เรียกกันว่า ซากักเบ๊ หรือ ม้าสามขา
ต้นตระกูล นายกบรรหาร จะอยู่ที่หมู่บ้านนี้

ส่วนธรรมเนียมหรือความเชื่อแต่เดิมคือ
วันเช็งเม้งของลูกหลานฮั่วเพ้งเบ๊
จะแย่งกันปักธูปหน้าฮวงจุ๊ยเซียะโจ๊ว
พอพระอาทิตย์โผล่ขอบฟ้าในวันนั้น
ครอบครัวไหนปักได้ก่อน มักจะได้บุตรชาย
ทำให้มีการแย่งชิงกันมาก เรียกว่าเป็นประเพณี

แต่ที่ทราบคือ หลุมศพถูกทุบทิ้งและทำลายไปแล้ว
กลายเป็นที่นา/สาธารณประโยชน์สมัยคอมมิวนิสต์ปกครองจีน
ในยุคเมาเซตุง เมามันอำนาจในเมืองจีน
ต้องการทำลายล้างความเชื่อทุกอย่าง
ให้เชื่อพวกมันแต่ฝ่ายเดียวก็เพียงพอ
เลวร้ายเหมือนยุคเขมรแดงครองอำนาจในเขมร




ในเมืองไทย

คนแซ่เบ๊มาจากฮั่วเพ้งหลายคนในประวัติมูลนิธิปอเต็กตึ้ง
ที่พอมีเงินก็มาร่วมก่อตั้งฮั่วเคี๊ยวป่อเต็กตึ้ง
แซ่เบ๊ส่วนมากจะเปิดร้านทอง ร้านขายอะหลั่ย โรงรับจำนำ ในกรุงเทพฯ
จากคำบอกเล่าวงในมูลนิธิแห่งนี้
ในยุคแรก ๆ จะต้องมีคนแซ่เบ๊เป็นกรรมการประจำหนึ่งคน
แต่ต่อมามีการโยกย้ายสับเปลี่ยนจนตำแหน่งประจำในนี้หายไป
เพราะที่ใดมีเงินมากมักจะมีเหลือบไรทากแมลงสาบเข้าไปชอนไช
หรือแบบบางคนขอเข้าไปแอบแฝงอยู่ภายใน
แบบอ้อยช้างมักตกหล่นจากปากช้างได้คนเลี้ยงช้าง
หรือวัวเนื้อวัวนมที่มีชีวิตมักจะมีเหลือบไรแมลงวันเกาะกิน

มีช่วงหนึ่งเงินทุนปอเต็กตึ้งขาดแคลนเงินอย่างหนัก
กรรมการมูลนิธิที่มีพวกคนแซ่เบ๊จำนวนหนึ่ง
ต่างบากหน้าไปขอพระราชทานเงินบริจาคจากรัชกาลที่ 6
เรื่องนี้เป็นเรื่องเสี่ยงต่อการคอขาดบาดตาย
เพราะในยุคนั้นมีการแอนตี้คนจีนพอสมควร
โดยมีวาทกรรมว่า คนจีนคือ คนยิวแห่งบูรพา
ดังจะเห็นได้จากหนังสือพิมพ์ในยุคสมัยนั้น
หรือตำราหนังสือสมัยก่อนที่มีการเขียนไว้
ข้าราชบริพารหรือพวกลูกขุนคอยพยัก
มักจะกีดกันหรือกลั่นแกล้งคนจีนในยุคนั้น

แต่รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาธิคุณยิ่ง
เพียบพร้อมด้วยจริยวัตรทศพิธราชธรรม
ได้ทรงบริจาคเงินมาช่วยเหลือส่วนหนึ่ง
ทำให้มูลนิธิดังกล่าวรอดตัว
จากขาดทุนหมดเนื้อหมดตัวไปได้
และบริหารงานจนมีชื่อเสียงก้าวหน้าในปัจจุบัน







ฮั่วเพ้งเบ๊ ที่เป็นนักเลงหัวไม้หรือมาเฟีย
ที่ดังมากคือ ภาพยนตร์เรื่อง หม่าหย่งเจิน
มีตัวตนจริงก็มาจากฮั่วเพ็งเบ๊
เป็นคนแต้จิ๋วได้พาสมัครพรรคพวก
ไปทำมาหากินจนกลายเป็นมาเฟียที่ซังไห่ (เซี่ยงไฮ้)

เรื่องนี้เคยถามหลานชาย
กับสตรีลูกพี่ลูกน้องแม่ ที่มาจากเซี่ยงไฮ้
เห็นพูดภาษาจีนกลางสำเนียงฟังยากมาก
แกบอกว่าเป็นสำเนียงเฉพาะถิ่นของที่นั่น
และที่แกไม่อยากพูดภาษาแต้จิ๋วเลย
เพราะคนซังไห่มักจะดูถูกคนแต้จิ๋วว่า
เป็นพวกบ้านนอกรับจ้างทำทุกอย่างไม่เลือกอาชีพ
ข้อสำคัญชื่อเสียงนักเลงหัวไม้แต่เดิม
ทำให้คนเซี่ยงไฮ้ยังรังเกียจอยู่จนทุกวันนี้

หรือที่เป็นขุนนางกังฉิน ในพงศาวดารก็มี
แต่จำเรื่องไม่ได้แล้วว่าเป็นเรื่องอะไร

ส่วนคำที่คนแซ่เบ๊ รังเกียจมากสุดถือว่าเป็นคำดูถูกคือ
การออกเสียงว่า เบ้ มีนัยว่าเป็นคนรับใช้หรือทาสรับใช้เหมือนม้า
คำที่โกรธมากคือ เหล่าเบ๊ ม้าแก่ ที่หมดสภาพการใช้งานแล้ว

ในไทยคนฮั่วเพ้งเบ๊มักจะพูดกันว่า
ถ้าทำดีจะเรียกว่า ห่อเบ๊
มีอดีตนายกรัฐมนตรีไทย 2 ท่าน
ถ้าทำเลวจะเรียกว่า เช๊าเบ๊
มีนักการเมืองทุจริตคดีคลองห่านกับเรื่องเลือกตั้ง

คนแซ่เบ๊บางกลุ่มจะเชื่อว่า
มีการสืบสายมาจากพวกตะวันตกของจีน
หรือชนเผ่ากลุ่มน้อยเป็นพวกแขก
ดังจะเห็นได้จากรูปร่างหน้าตาว่า
มีตาสองชั้น ตาสีน้ำตาล ไม่ใช่สีดำ ผมสีแดง หรือผมหยิกในบางคน
ลูกหลานบางคนจะหน้าตา
ไม่ค่อยเหมือนคนจีนทั่ว ๆ ไป
ดูคล้าย ๆ กับคนมุสลิมจีนไปเลย

คนแซ่เบ๊ จะมีลักษณะเด่นอย่าง คือ
การเปลี่ยนมาใช้นามสกุลแบบไทย ๆ แล้ว
ยังมีการรักษารากศัพท์หรือแซ่เดิมไว้เช่น
อาชา สินธพ มโนมัย อัศวะ อัสสะ มานะ มาก เป็นต้น

ส่วนแซ่เบ๊ บางแซ่จะมีตัวสะกดไม่เหมือนกัน
บางคนต้องการแยกจากครอบครัวเดิม
เพื่อไปตั้งรกรากใหม่หรือสายสกุลใหม่
บางคนต้องหาคดีความเป็นผู้ร้ายแผ่นดิน
ไม่อยากให้ครอบครัวเดิมเดือดร้อนเสียชื่อเสียง/แซ่เสียหาย
ก็เปลี่ยนแซ่เสียโดยรักษารากฐานแซ่เดิมไว้
หรือเรียกว่า คนไม่มีรากเง่าหรือประวัติศาสตร์ครอบครัวเดิม
มักจะทำอะไรที่ไม่แคร์ใครหรือทำอะไรไม่ต้องห่วงหน้าพะวังหลัง




ข้อมูลเพิ่มเติม

คนแซ่เบ๊ (ไม้จัตวา) ตามคำเรียกคนแต้จิ้ว
หรือ หม่า ตามภาษาจีนกลาง
มีปรากฎคนมีชื่อเสียงในพงศาวดารแรกเริ่มของแซ่นี้
ในยุคสามก๊กในปี พ.ศ. 763 - พ.ศ. 823
ตัวเลข 543 คริตศาสนา 1122 ฮิจเราะห์อิสลาม
หักออกจากพุทธศักราช หรือ 622 หักออกจากคริสตศักราช
หรือคศ.220-280 หรือ 359-399 ก่อนฮศ.

ม้าเฉียว หนึ่งในขุนพลยุคสามก๊ก
เกิดที่มณฑลซานซี ทิศตะวันออกของจีน
เป็นบุตรชายคนที่ 2 ของม้าเท้ง เจ้าเมืองเสเหลียง
ม้าเฉียวนั้นเป็นที่รักใคร่ของชนกลุ่มน้อยทางภาคตะวันตก
ตั้งแต่เผ่าเกี๋ยง เผ่าตี๋ รวมถึงเผ่าซงหนู
จนถูกขนานนานได้ว่าเป็นเทพเจ้าของชนเผ่า
ทำให้หลายต่อหลายคนนิยมใช้แซ่เบ๊




แซ่เบ๊มีมายุคประมาณก่อนคริสตศักราช
เมืองที่นักรบกลุ่มนี้อาศัยอยู่
เป็นย่านตะวันตกของจีนหรือ
เรียกว่าพวกเผ่าอนารยชนหรือพวกนักรบบ้านนอก
นิยมการขี่ม้าทำศึกสงคราม
เรียกง่าย ๆ ว่าพวกนักรบอาชีพหรือนักรบรับจ้าง

แซ่หม่า มีมากในเขตซินเกียงหรือดินแดนนับถือศาสนาอิสลาม
เพราะส่วนหนึ่งนำมาจากพระนามศาสดานบี มะหะหมัด หรือ โมฮัมเหม็ด
มาตั้งเป็นศิริมงคลกับชื่อของพวกตน

ข้อมูลเพิ่มเติม https://goo.gl/rvw7nO

แซ่ "หม่า" (สำเนียงจีนกลาง) หรือ "แซ่เบ๊" (สำเนียงแต้จิ๋ว)
มีความหมายหรือ แปลว่า (1) ม้า (2) ติ้วนับจำนวน
(3) ใหญ่โต (4) นามสกุล (แซ่)

แซ่นี้เก็บอยู่ใน "ทำเนียบร้อยแซ่" กระจายอยู่กว้างขวางอย่างยิ่ง
มีจำนวนคนมากมาย มีที่มา 4 ทาง

1. บรรพชนถือกำเนิดมาแต่สมัยชุนชิว (770-476 ปีก่อน ค.ศ.)
จ้าวเซอ โอรสจ้าวอ๋อง ได้รับแต่งตั้งให้มีอิสริยยศเป็นหม่าฝูจุน
เจ้าแห่งหม่าฝู หม่าฝูอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองหานตานในมณฑลเหอเป่ย
ลูกหลานใช้ หม่าฝู เป็นแซ่ ภายหลังตัดเหลือแต่ หม่า ตัวเดียว

2. หม่าชิ่งเสียง คนสมัยราชวงศ์จิน (ค.ศ.1115-1234)
เดิมทีเป็นชนชาติทางตะวันตก ต่อมาเข้ามาตั้งภูมิลำเนาในเมืองหลินถาว
(อยู่มณฑลกานสูในปัจจุบัน) ใช้ หม่า เป็นแซ่

3. ย้วยไน่เหอ คนสมัยราชวงศ์จิน (ค.ศ.1115-1234)
บรรพบุรุษเป็นผู้ฝึกม้าให้ราชวงศ์จิน จึงเปลี่ยนแซ่เป็น หม่า

4. ชาวมุสลิมนอกกำแพงเมืองจีนที่นับถือ นบี มะหะหมัด
ตั้งแซ่ว่า หม่า เป็นการนอบน้อมเคารพท่านทางหนึ่ง

มีบุคคลแซ่ "หม่า" ซึ่งมีชื่อเสียงอยู่ในประวัติศาสตร์ เช่น

หม่าจิน นักประดิษฐ์เครื่องกลไกสมัยสามก๊ก ประดิษฐ์รถเข็มทิศ รถมังกรให้น้ำ

หม่าจื้อหยวน นักเขียนบทละครร้อง แต่งละครเรื่อง ฤดูใบไม้ร่วงในวังฮั่น
มีชื่อเสียงเท่าเทียมกับกวนฮั่นชิง ไป่ฝู่ เจิ้นกวงจู่
รวมเรียกเป็น 4 ผู้ยิ่งใหญ่แห่งละครร้อง

หม่าจื้อจง นักคิดปฏิรูปชนชั้นนายทุนยุคใกล้ นักภาษาศาสตร์
เคยเสนอความเห็นให้ปฏิรูปการเมือง พัฒนาอุตสาหกรรมพาณิชยกรรมทุนนิยม
ค้นคว้าภาษาศาสตร์ของจีนอย่างลึกซึ้ง แต่งหนังสือชื่อ ว่าด้วยอักษรศาสตร์
เป็นข้อเขียนทางวิชาการเกี่ยวกับไวยากรณ์จีนอย่างค่อนข้างเป็นระบบเล่มแรกของจีน

แซ่นี้ มีสมาคมอยู่ในเมืองไทย มีชื่อว่า สมาคมมานะสัมพันธ์
ก่อตั้งขึ้น เมื่อ พ.ศ.2509 ตั้งอยู่ที่ 849/22-23 ถนนบรรทัดทอง จุฬาซอย 6
ข้างสนามกีฬาแห่งชาติ กรุงเทพ ฯ


แซ่หม่า อีกท่านที่โด่งดังแต่ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น แซ่เจิ้ง
คือ เจิ้งเหอ หรือ ซำเปากง
ตามตำนานเล่าว่า มีคำทำนายจากโหรหลวงว่า
คนแซ่หม่า จะทำลายราชวงศ์
แต่ท่านเป็นขันที/นายทหารคนสนิทของจักรพรรดิ์
จึงพระราชทานแซ่เจิ้ง ให้กับท่านเพื่อเป็นการแก้เคล็ด
ดังจะเห็นได้จากกูโบร์(ที่ฝังศพ) ปู่และพ่อของท่าน ยังมีคำนำหน้าว่า หม่า

ที่มา https://goo.gl/RJV7KL






เจิ้งเหอ

เดิมทีนั้นเจิ้งเหอมีชื่อว่า ซานเป่า แซ่หม่า เกิดที่มณฑลยูนนาน
ซึ่งเป็นเขตแดนของมองโกลทางตอนใต้ของประเทศจีน เมื่อปี ค.ศ. 1371
มีชื่อมุสลิมเป็นภาษาอาหรับว่า มูฮัมมัด อับดุลญับบารฺ 
เกิดในตระกูลขุนนางมุสลิม เซมูร์
และเป็นลูกหลานชนชั้นที่หกของ ซัยยิด อัจญาล ชัมสุดดีน อุมัร
ผู้ปกครองมณฑลยูนนานผู้ลือนาม จากบุคอรอ ในอุซเบกิสถาน
แซ่หม่า มาจาก มาสูฮฺ (มาสีหฺ) 
บุตรคนที่ 5 ของ ซัยยิด อัจญาล ชัมสุดดีน อุมัร
บิดาของเจิ้งเหอมีนามว่า มีร ตะกีน และปู่มีนามว่า กะรอมุดดีน
ได้ไปทำพิธีฮัจญ์ในมักกะหฺ จึงได้พบเห็นผู้คนจากทุกสารทิศ
และต้องเล่าเรื่องนี้ให้แก่เจิ้งเหออย่างแน่นอน

แต่ก่อนแซ่หม่าเรียกว่าหม่าเหอ เจิ้งเหอมีพี่น้อง 5 คนเป็นชาย 1 คน หญิง 4 คน
เมื่อหม่าเหออายุได้ 12 ปี ตรงกับช่วงที่กองทัพของจักรพรรดิหงหวู่หรือจูหยวนจาง
ปฐมราชวงศ์หมิงนำกำลังทัพเข้ามาขับไล่พวกมองโกล
ที่มาตั้งราชวงศ์หยวนออกจากประเทศจีน
ทำการยึดครองยูนานเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรหมิงได้สำเร็จ
ในเวลานั้นหม่าเหอได้ถูกจับตอนเป็นขันทีมีหน้าที่รับใช้เจ้าชายจูตี้
จนได้รับความไว้วางใจอย่างสูง

ช่วงสงครามแย่งชิงบัลลังก์ระหว่าง
เอี้ยนหวังจูตี้กับหมิงฮุ่ยตี้ (องค์ชาย 14 กับองค์ชาย 4)
กษัตริย์ที่สืบราชบัลลังก์ต่อจากหมิงไท่จู่
เจิ้งเหอมีส่วนสำคัญช่วยให้จูตี้ได้รับชัยชนะ
ขึ้นสู่บัลลังก์เป็นจักรพรรดิหมิงเฉิงจู่ มีชื่อรัชกาลว่า "หย่งเล่อ"
และได้รับการสนับสนุนเป็นหัวหน้าขันที 
ต่อมาได้รับพระราชทานแซ่เจิ้ง จึงเรียกขานว่า "เจิ้งเหอ"
แต่ชื่อที่รู้จักกันดีก็คือ "ซันเป่ากง" หรือ "ซำปอกง" (三寶公/三宝公)
ตามตำนานว่าราชันย์เชื่อโหรหลวงทำนายทายทักว่า
คนแซ่หม่า (เบ๊) จะเป็นภัย
เลยพระราชทานเปลี่ยนแซ่หม่า เป็นแซ่เจิ้ง

ในประเทศไทย เจิ้งเหอเป็นที่รู้จักกันในชื่อ
"เจ้าพ่อซำปอกง" (ซานเป่ากง) วัดซำปอกง
หรือชื่อทางการ วัดพนัญเชิงวรวิหาร ตั้งอยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
สาเหตุที่ชาวจีนมาเซ่นไหว้วิญญาณซำปอกงที่วัดกัลยาณมิตร
เป็นเพราะความเข้าใจผิด กล่าวคือ

ชาวจีนผู้นับถือพุทธศาสนากลุ่มหนึ่งได้นมัสการหลวงพ่อโตที่วัดกัลยาณมิตร
แล้วเกิดความเลื่อมใส จึงได้เขียนหนังสือจีนไว้ที่หน้าวิหารว่า 'ซำปอฮุดกง'
ซึ่งแปลว่าพระเจ้า 3 พระองค์ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
แต่ชาวจีนกลุ่มที่นับถือซำปอกง อ่านเห็นเป็น 'ซำปอกง'
จึงคิดว่าเป็นสถานที่เซ่นไหว้วิญญาณของซำปอกง
และได้มาเซ่นไหว้ซำปอกงเรื่อยมา
ด้วยเหตุนี้มีนักประวัติศาสตร์บางท่านสันนิษฐานว่า 
เจิ้งเหอได้เปลี่ยนศาสนามาถือพุทธ

ทว่าการที่เจิ้งเหอทำฮัจญ์และมีสุสานแบบมุสลิมแสดงว่า
เจิ้งเหอเป็นมุสลิมจนถึงแก่กรรม แม้ว่าเจิ้งเหอจะไม่มีลูก
เพราะถูกตอนเป็นขันทีตั้งแต่เด็ก 
หากแต่หม่าเหวินหมิงพี่ชายได้ยกลูกชายหญิงให้กับเจิ้งเหอ
ทายาทของเจิ้งเหอบางส่วนอาศัยอยู่ในประเทศไทย
ใช้นามสกุล วงศ์ลือเกียรติ
อันเป็นนามสกุลที่เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าเชียงใหม่ ได้ประทานให้ เจิ้งชงหลิ่ง
ผู้ซึ่งได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ ขุนชวงเลียงฦๅเกียรติ
จากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖
เจิ้งชงหลิ่งอพยพเข้าเมืองไทยในปี 2448
คนในตระกูลวงศ์ลือเกียรติเป็นมุสลิม

ทั้งนี้ยังมี หม่าต้วน แม่ทัพกองพล 93 ที่แตกทัพจากจีนแดง
มาตั้งรกรากบนดอยวารี ที่ภาคเหนือของไทย
ลูกหลานท่านต่างใช้นามสกุลไทยแล้ว
มีอนุสาวรีย์และอนุสรณ์สถานของท่านที่นั่น

ที่มา https://goo.gl/9MXghL



ตามตำนานเล่าว่า การพหุยรยาตราทางเรือของเจิ้งเหอ
เพื่อประกาศแสนยานุภาพของจักรวรรดิ์จีน
จะเห็นได้จากบางครั้งมีการ ยกทัพเข้าตีบางเมืองที่แข็งข้อ
มีอารักษณ์เป็นผู้หญิงชื่อ หม่าฮวน
ที่จดบันทึกเรื่องราวและเมืองต่าง ๆ ไว้มากที่สุด
ตามตำนานว่าเธอปลอมเป็นผู้ชายเพื่อเดินทางรับใช้เจิ้งเหอ
และเคยต้องโทษประหารชีวิตเพราะอยู่ฝ่ายพ่ายแพ้
ในศึกชิงบัลลังค์ระหว่างองค์ชาย 4 กับองค์ชาย 14
แต่เจิ้งเหอขอชีวิตไว้เพราะเสียดายความรู้
ความสามารถด้านอักษรและการเป็นล่าม

ส่วนเรื่องที่สำคัญคือ การสืบหาราชโอรสองค์ชาย 4
ที่หลบหนีหายไปจากเมืองหลวงหลังจากการยึดอำนาจของ
คาดว่า อาจจะหลบหนีหายไปที่ประเทศรอบนอกเมืองจีน
สุดท้ายเจอในเมืองจีน บวชเป็นพระภิกษุชราภาพแล้ว
เลยปล่อยเลยตามเลยไม่สนใจเพราะหมดอำนาจราชศักดิ์
ไร้อิทธิพลและลูกน้องแล้วจึงปล่อยให้แก่ตายไปเอง
แต่ไม่พ้นการควบคุมตรวจสอบของทางการเช่นกัน

เจิ้งเหอ คือเด็กชายจากครอบครัวมุสลิม
เกิดที่มณฑลยูนนานประเทศจีนที่ชีวิตถูกกวาดต้อน
ต้องมาติดตามกองทัพหมิงและที่สุดได้รับมอบหมายให้เป็น
แม่ทัพบัญชากองเรือนับ 100 ลำ นำผู้คนกว่า 30,000 ชีวิต
ท่องสมุทรสร้างประวัติศาสตร์การเดินเรือให้กับชาติจีนและโลกถึง 7 ครั้ง

นักประวัติศาสตร์หลายชาติกำลังถกเถียงกันว่า เจิ้งเหอ
อาจเป็นผู้ค้นพบทวีปอเมริกาก่อนโคลัมบัสถึง 80 ปี
รวมทั้งมีขนาดกองเรือที่ใหญ่กว่าของชาติตะวันตกหลายเท่า
สำหรับประเทศไทย เจิ้งเหอได้มีส่วนสำคัญ
ในการปรับเปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองภายในของกรุงศรีอยุธยาด้วย

บางตำนาน พระเจ้าอู่ทอง คือเจ้าชายจากเมืองจีน
ที่ได้รับการหนุนหลังจากเจิ้งเหอให้ยึดดินแดนนี้มาปกครอง
แต่ไม่น่าจะใช่น่าจะอพยพมาจากสุพรรณหรือกาญจนบุรี
เมืองหน้าด่านในอดีตที่คอยตั้งทัพไว้ยันกันพม่า
กับมีแม่น้ำไหลเข้ามาต่อกับเจ้าพระยาได้
เชื่อมติดต่อกับชายฝั่งทะเลอันดามัน

ความยิ่งใหญ่ของเจิ้งเหอถูกกล่าวขานถึงอย่างมาก
โดยสื่อนานาชาติในปีที่ครบรอบ 600 ปี การสมุทรยาตราของกองเรือเจิ้งเหอ
ดไว้ในแผ่นดินสมเด็จพระนครอินทราธิราช (พระนครินทราธิราช)
นอกจากนั้นแล้ว ชื่อของเจียนห้อยังมาปรากฏในปี พ.ศ. ๒๑๘๖
รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองอีกครั้งหนึ่ง

“แผ่นดินจงเชงปีที่ ๑๖ กุ่ยบี้ (ตรงปีมะแม จุลศักราช ๑๐๐๕ พ.ศ. ๒๑๘๖)
ราชทูตเสี้ยมหลอก๊กมาเจริญทางพระราชไมตรี
แต่ในเสี้ยมหลอก๊กนั้น ชาวประเทศสร้างศาลซำป๊อ
ทำรูปจงกวาง (ขุนนางในกรมขันที) ชื่อ เจียนห้อ ไว้สักการบูชา

จดหมายเหตุฯ นี้ กล่าวว่า
เรือสำเภาของเจียนห้อมี ๖๒ ลำ พร้อมด้วยพลทหารอีก ๒๗,๘๐๐ คน
หากแต่ในเอกสารที่อ้างอิงกันแพร่หลายในสมัยปัจจุบันนี้
แม้จะระบุจำนวนลูกเรือใกล้เคียงกัน
แต่จะให้ตัวเลขขนาดและจำนวนเรือที่ทวีคูณขึ้นไปอีกหลายเท่า

ดร. ธิดา สาระยา เกษียณอายุราชการจากคณะอักษรศาสตร์ 
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาได้ ๒-๓ ปีแล้ว
หากแต่ก็ยังมิได้ละทิ้งวงวิชาการ นอกเหนือจากการเป็น
ที่ปรึกษาของสำนักพิมพ์เมืองโบราณ
อาจารย์ยังคงมุ่งมั่นอยู่กับการค้นคว้า
โดยงานประวัติศาสตร์เล่มล่าสุดที่กำลังทุ่มเทเวลาเขียนอยู่
ก็คือเรื่องว่าด้วยรัฐศรีวิชัย ดังนั้น ในฐานะนักวิชาการที่ศึกษา
เรื่องรัฐและการค้าทางทะเลยุคโบราณในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
แน่นอนว่าเรื่องเจิ้งเหอก็ต้องอยู่ในความสนใจของ ดร. ธิดาด้วย

“ อาจารย์คิดว่าเจิ้งเหอมีความสำคัญอย่างไร
กับประวัติศาสตร์ไทยครับ ” ผมเปิดประเด็น

“ ไม่มีค่ะ ” อาจารย์ธิดาฟันธงฉับ

“ แต่ถ้าถามว่าเจิ้งเหอสำคัญ ตรงไหน ในประวัติศาสตร์ไทย
ก็คือมีความสำคัญตรงที่ทำให้เกิดเมืองที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่ง
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือ มะละกา
และยังเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงอิทธิพลของจีนเหนือมะละกา
ซึ่งเป็นเขตอิทธิพลของสยามมาแต่เดิม ”

คำอธิบายในประเด็นของอาจารย์ธิดาก็คือ
ในโลกยุคกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๐ หรือยุคของเจิ้งเหอ
บริเวณแหลมมลายูทั้งฝั่งตะวันออกด้านอ่าวไทย
อันมีรัฐปัตตานีเป็นรัฐสำคัญ และฝั่งตะวันตกด้านมหาสมุทรอินเดีย
อันเป็นเขตแดนของรัฐมะละกา ล้วนเป็น
“เขตอิทธิพล” ของสยามหรือกรุงศรีอยุธยา

ทว่า ในรัชกาลของพระจักรพรรดิหย่งเล่อนั้น
ทางมะละกา (หรือมั่นล้าเกียในจดหมายเหตุจีน)
ได้ร้องเรียนไปยังราชสำนักหมิงว่าถูกสยามรุกราน
หย่งเล่อถึงกับมีพระราชสาส์นมาปรามกษัตริย์สยามว่า

“มั่นล้าเกียเปนประเทศที่เปนไมตรีกับเราเหมือนกับท่าน
ท่านไม่ควรกระทำตามอำนาจ...
ความยุติธรรมของโลกนั้น
ถ้าผู้ใดจะมีบุญญาธิการก็ประพฤติกิจการที่ดี
ความพินาศจะมาถึงก็ประพฤติอุจาดลามก ”

ที่สำคัญก็คือ นี่มิได้เป็นแค่คำขู่

ในระหว่างการเดินทาง
เจิ้งเหอเคยลากคอโจรสลัดจีนกลับไปตัดหัวที่นานกิง
และจับกษัตริย์ลังกาที่ กระด้างกระเดื่อง
เข้าโจมตีกองเรือของพระจักรพรรดิ
กลับไปเฝ้าหย่งเล่อเพื่อขอรับพระราชทานอภัยโทษ

“ คน ๕๐๐ คนก็ยึดบัลลังก์อยุธยาได้แล้ว ” ดร. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
ในฐานะนักประวัติศาสตร์ผู้คร่ำหวอดในเรื่องของอยุธยาเปรย
“กองเรือของเจิ้งเหอที่มีคนสองสามหมื่นคนจะต้องน่ากลัวมากสำหรับอยุธยา...”

ด้วยเงื่อนไขนี้เอง เราจึงจะเข้าใจนัยของข้อความใน
จดหมายเหตุเรื่องพระราชไมตรีระหว่างกรุงสยามกับกรุงจีน
เรื่องจงกวางเจียนห้อเข้ามาอยุธยา ที่ยกมาแต่ตอนต้นได้
ข้อความนั้นจบลงด้วยประโยคที่ว่า
“ เสี้ยมหลอก๊กอ๋องให้ราชทูตนำสิ่งของในพื้นประเทศ
มาเจริญทางไมตรีและรับผิดการที่ทำครั้งก่อน ”

สิ่งที่สยามรับผิด ก็คือการเข้าไปคุกคามมะละกา
และด้วยเหตุนี้ มะละกา จึงสามารถหลุดออกจากวงอำนาจของสยาม
กลายเป็นอาณาจักรที่รุ่งเรืองด้วยการค้า
ตราบจนเมื่อโปรตุเกสเริ่มเดินเรือเข้ามาในภูมิภาคนี้
และยึดมะละกาเป็นอาณานิคมในอีก ๑ ศตวรรษต่อมา คือในปี พ.ศ. ๒๐๕๔

ย้อนกลับมายังห้องทำงานของ ดร. ธิดา สาระยา
ที่สำนักพิมพ์เมืองโบราณอีกครั้งหนึ่ง

“ ในความเห็นของอาจารย์ จริงๆ แล้วเจิ้งเหอมาทำไมครับ ”
เป็นคำถามสุดท้ายของผม

“ การค้าของจีนแต่เดิมเป็นการค้าในระบบบรรณาการ ” ดร. ธิดาท้าวความ

“ ในระบบนี้ จีนจะจัดความสัมพันธ์กับรัฐต่างๆ ตามลำดับว่า
ใครชั้นสอง ชั้นสาม แล้วของตอบแทนที่จักรพรรดิมอบให้ทูต
จะต้องมีมูลค่ามากกว่าของที่พวกทูตเอาไปถวาย
นักประวัติศาสตร์เคยคิดว่า ระบบบรรณาการ
เป็นการค้าอย่างเดียวที่จีนทำกับคนอื่น
ดังนั้น สมัยก่อนก็จะเหมารวมว่า
การมาของเจิ้งเหอเป็นการทวงเครื่องบรรณาการ

“ ลำพังการทวงบรรณาการ
มันสอดคล้องกันหรือเปล่า
กับการส่งกองเรือนับร้อยลำ
คนไม่รู้กี่หมื่น อาหารไม่รู้เท่าไหร่ สัตว์สองเท้าสี่เท้า ช่างฝีมือมากมาย
เกินกว่าที่จะต้องใช้ในเรือด้วยซ้ำ เหล่านี้ทำให้เราเห็นได้ว่า
เรื่องนี้ไม่ใช่ทั้งระบบบรรณาการแบบเดิม และไม่ใช่การค้าขาย...
นี่ไม่ใช่กองเรือธรรมดา ไม่ใช่กองเรือที่ไปรบ หรือไปรุกรานใคร
แต่มันเป็นการส่งชุมชนไปลอยเรือ เพื่อไปตั้งถิ่นฐาน...”

อาจารย์ธิดาหยุดเว้นวรรค ก่อนจะขมวดประเด็นว่า

“ อาจารย์รู้สึกว่า อันนี้เป็นหน่อของการแผ่จักรวรรดินิยมแบบเอเชีย
ก่อนหน้าจักรวรรดินิยมของตะวันตก
ที่ว่าเป็นจักรวรรดินิยมแบบตะวันออก
เพราะจีนจะไม่รุกรานใครตรง ๆ
เราดูตัวอย่างได้จากการแผ่ขยายอำนาจของจีนในเวียดนาม
จะเริ่มด้วยการส่งคนมาตั้งชุมชน มาค้าขาย ค่อย ๆ มา
เพราะฉะนั้น ถ้าถามว่าการเดินเรือของเจิ้งเหอคืออะไร
นี่คือการขยายอาณานิคมแบบตะวันออก

คนจีนที่อพยพไปอยู่ที่อื่นมีมานานแล้ว
สมัยต้นรัตนโกสินทร์ก็ยังมี
แต่ไม่ใช่เรื่องของรัฐ แต่ในสมัยราชวงศ์หมิง
นี่คือนโยบายของรัฐบาล

นี่คือหัวเลี้ยวหัวต่อในการเปลี่ยนแปลงของจีน
แต่มันเกิดขึ้นในรัชกาลเดียว...”

หมายเหตุ

ในบันทึกหม่าฮวนก็ระบุมีชุมชนชาวจีนในมะละกาจำนวนมาก
บางคนก็กลมกลืนเป็นคนพื้นเมืองไปแล้วนับถือศาสนาอิสลาม
แต่ยังมีบางส่วนที่ยังคงความเป็นจีนอย่างเคร่งครัด

การย้ายประชากรจีนทุกวันนี้
ให้ไปตั้งรกรากมีมากในซินเกียงกับธิเบต
เป็นการค่อย ๆ กลืนกินเผ่าพันธุ์คนพื้นเมือง

นิกสันเคยทักเติ้งเสี่ยวผิง จีนไม่มีสิทธิมนุษยชน

งั้น จีนขอส่งคนที่คิดว่าไร้สิทธิ์นี้ไปอยู่สหรัฐ
พันคนไม่พอ สักแสน สักล้าน สักห้าล้าน พอไหม

นิกสันเลยเงียบเป็นใบ้ไม่พูดพล่ามอีกต่อไปในโต๊ะเจรจา

จีนประชากรเยอะมากตาย 1 ล้านคนยังไม่ถึง 1% ในอดีต
เวลาคนจีนตายมากกว่าแสนคนขึ้นไป
ในช่วงภัยพิบัติ สงคราม หรือช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม
มักจะใช้วาทกรรมบิดเบือนจำนวนคนตาย
เป็นร้อยละ จะได้ดู้ว่ามีจำนวนน้อย ๆ



ในหนังสือ จดหมายเหตุฯ นี้ กล่าวว่าเรือสำเภาของเจียนห้อมี ๖๒ ลำ
พร้อมด้วยพลทหารอีก ๒๗,๘๐๐ คน
หากแต่ในเอกสารที่อ้างอิงกันแพร่หลายในสมัยปัจจุบันนี้
แม้จะระบุจำนวนลูกเรือใกล้เคียงกัน
แต่จะให้ตัวเลขขนาดและจำนวนเรือที่ทวีคูณขึ้นไปอีกหลายเท่า

เรือที่เป็นเรือธงหรือเรือบัญชาการนั้น ภาษาจีนเรียกว่า เป่าฉวน
แปลงเป็นไทยปนแขกคงได้ประมาณ สำเภาแก้ว หรือ รัตนนาวา
เป็นเรือใบลำใหญ่มี ๙ เสากระโดง ขนาดของเรือ
ตามที่ระบุในจดหมายเหตุเก่าเป็นมาตราจีนโบราณ
ซึ่งผู้ศึกษาหรือนักค้นคว้าแต่ละท่าน
ต่างก็มีสูตรคำนวณออกเป็นมาตราเมตริกของตัวเอง
จึงได้ผลเป็นตัวเลขหลายชุดต่างๆ กันไป
หากแต่กล่าวโดยรวมก็คือ
เรือบัญชาการของเจิ้งเหอนั้นเป็นเรือใบขนาดยักษ์
ที่มีดาดฟ้าเรือใหญ่สูสีกับสนามฟุตบอล

เรือธงของกองเรือมีระวางบรรทุกด้วยสารพัดของดีของงามของเมืองจีน
ทั้งผ้าไหม เครื่องเงินเครื่องทอง เครื่องกระเบื้องดินเผา
เครื่องเหล็ก ภาชนะทองแดง ร่มกระดาษ ฯลฯ
ส่วนนี้ใช้สำหรับเป็นบรรณาการแก่
เจ้าผู้ครองอาณาจักรที่ยอมสวามิภักดิ์เป็นไมตรี

นอกจากนั้นก็ยังมีเรือบรรทุกเครื่องอะไหล่ เรือขนเสบียง เรือปลูกผัก
เรือบรรทุกทหาร เรือรบ เรือเร็วตรวจการณ์ และเรือบรรทุกน้ำจืด
รวมแล้วในการเดินทางครั้งหนึ่งๆ จะมีเรือในกระบวนราว ๓๐๐ ลำ

ในจำนวนคนหลายหมื่นบนเรือนั้น นอกจากกะลาสีลูกเรือ
ที่ทำหน้าที่ในการเดินเรือและกองทหารที่ติดตามไปคุ้มกันอารักขาแล้ว
ยังมีตั้งแต่อาลักษณ์ผู้จดปูมการเดินทาง แพทย์ พ่อครัว นักดาราศาสตร์
นักพฤกษศาสตร์ ช่างสารพัดหมู่ ผู้สอนศาสนาอิสลาม ภิกษุในพุทธศาสนา
ล่ามและเจ้าหน้าที่จากกรมพิธีการทูตเพื่อใช้ในการติดต่อกับ
แว่นแคว้นต่างๆ ที่เดินทางไปเยือน

รวมถึงนางบำเรอสำหรับให้บริการแก่ลูกเรือกลัดมัน

กองเรือของเจิ้งเหอจึงนับได้ว่าเป็นกองเรือขนาดใหญ่ที่สุดในโลกยุคนั้น
มีผู้ประมาณการไว้ว่าใหญ่กว่ากองทัพเรือของทั้งทวีปยุโรปในสมัยนั้น
รวมกันเสียอีกและกว่าที่สถิตินี้จะถูกลบไปได้ ก็คืออีก ๕๐๐ ปี
ถัดมาในยุคสงครามโลกครั้งที่ ๑-หรือเมื่อ ๙๐ ปีมานี้นี่เอง

เรียบเรียง/คัดย่อ

https://goo.gl/k484bP
http://bit.ly/2cCrjQb




จีนแต้จิ๋ว

หมู่บ้านฮั่วเพ้ง ตำบลเต่เอี๊ย อำเภอซัวเถา จังหวัดแต้จิ๋ว มณฑลกวางตุ้ง
ซัวเถาเป็นหนึ่งในถิ่นฐานของคนจีนแต้จิ๋ว ที่พูดภาษาจีนแต้จิ๋ว
ซึ่งเป็นภาษาที่แยกย่อยมาจากภาษาหมินใต้(ฮกเกี้ยนใต้)
ชุมชนจีนแต้จิ๋วที่พอมีชื่อมี 4 อำเภอในซัวเถา มี เต่เอี๊ย เตี่ยอัน โผ่วเล้ง เก๊กเอี๊ยว
ภาษาแต้จิ๋ว ถึงแม้จะเป็นภาษาท้องถิ่นที่มีประชากรรวมทั้งจีนนอกประเทศ
ใช้กันที่ ฮ่องกง มาเลเซีย อินโดนีเซีย เขมร ไทย เวียดนาม สิงคโปร์
สหรัฐอเมริกา (มีเผยแพร่ใน youtube)
ที่มา https://goo.gl/GQCfrt


ประมาณว่ามีจีนแต้จิ๋ว 45 ล้านคน
แต่ก็ยังเป็นชนกลุ่มน้อยในจีนเหมือนเดิม
จากประชากรจีนตั้งแต่ยุค 800 ล้านคนถึง 1,000 ล้านคน
ภาษากลางของแต้จิ๋ว ให้ฟังได้จากงิ้วที่ร้องเป็นสำเนียงแต๊จิ๋ว



ตามตำนานที่รับฟังกันมาเล่ากันว่า
ก่อนหน้านานมาแล้วที่จะมีภาษาแต้จิ๋วนั้น
มีขุนนางจีนจากเมืองหลวงเป็นคนจีนฮกเกี๊ยน
หันเหวินกง สมัยราชวงศ์ถัง
ที่ถูกขุนนางกังฉินยุยงฮ่องเต้หูเบา
จนกระทั่งถูกเนรเทศมาอยู่แถวนี้
เป็นผู้ทำประโยชน์ให้ถิ่นแถบนี้มาก
จนมีการสร้างพระพุทธรูป วัดไคหยวน
เป็นที่ระลึกเสนาบดีท่านนี้





ซึ่งเป็นอีกองค์กับ ไต้ฮงกง
อดีตนายอำเภอที่ช่วยเหลือชาวบ้านในการเก็บศพ/สร้างสะพาน
จนเป็นที่มาของปอเต็กตึ้ง กรุงเทพฯ
และท่งเซี่ยเซี่ยงตึ้ง หาดใหญ่





คนจีนฮกเกี้ยนชอบอ่าน/เขียน
และมักนิยมให้ลูกหลานสอบเข้ารับราชการ
เมื่อท่านถูกย้ายมาปกครองดินแดนแถบกวางตุ้ง
ท่านจึงเริ่มสอนชาวบ้านในเรื่องการทำนา ทำไร่
การกินกบ กินปลา ให้กับคนพื้นเมือง
ตลอดจนการสอนการใช้หนังสือจีน
ทำให้คนแถวนี้มีการศึกษาดีขึ้นมา

เลยมีคำบอกเล่าและคำสั่งห้ามดั้งเดิมถือว่า
คนจีนฮกเกี้ยนมีศักดิ์เป็นพี่ชายคนโต
คนแต้จิ๋วเป็นน้องคนกลาง
คนไหหลำเป็นน้องคนสุดท้อง
เพราะภาษาพูดสามกลุ่มนี้จะใกล้เคียงกันมาก
พอฟัง/สื่อสารกันได้รู้เรื่องได้ระดับหนึ่ง

ดังนั้นในสมัยก่อนมีการถือกันว่า
คนฮกเกี้ยนผู้ชายแต่งงานกับคนแต้จิ้วหรือไหหลำได้
แต่คนแต้จิ้วผู้ชายจะแต่งงานกับผู้หญิงฮกเกี้ยนไม่ได้
เพราะเป็นการข้ามชั้น/ผิดมารยาท
แต่แต่งงานกับผู้หญิงคนไหหลำได้
ส่วนผู้ชายไหหลำ ห้ามข้ามชั้นมาแต่งงานด้วยกับทั้งสองภาษา
น่าจะเป็นเรื่องตกค้างมาแต่เดิมของอำนาจในการปกครองส่วนหนึ่ง
และฐานะทางการเงินและความเป็นอยู่ส่วนหนึ่ง
แต่ธรรมเนียมดังกล่าวไม่ค่อยเคร่งครัดกันแล้วในปัจจุบัน




เรื่องเล่าไร้สาระ

สมัยเหมาเจ๋อตุง ยึดครองเมืองจีนยุคแรก
มีการทุบทำลายฮวงจุ๊ยหลายต่อหลายแห่ง
หาสมบัติมาแปรรูปเป็นเงิน
ยึดโบราณสถาน วัดวาอาราม บ้านเจ้าที่ดิน ขุนศึก
เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยชาวบ้าน
บางแห่งก็หมดสภาพ/บุบสลายไปตามกาลเวลา
หรือกลายเป็นทุ่งนาหรือพื้นที่สาธารณะไปแล้ว

ยุคเหมาเจ๋อตุงปกครองจีนแดง
ที่คนจีนยุคใหม่ยุคทุนนิยมบางคนเรียกว่า
ยุคหลอกคนจน ปล้นคนรวย
ทำลายความเชื่อดั้งเดิมทุกอย่าง
เหลือแต่เชื่อพรรคชี้นำ สังคมยิ่งใหญ่ตามพรรค
และถ้าคอมมิวนิสต์ดีจริงตามที่โม้ไว้
ทำไมตอนนี้มาเปลี่ยนเป็นระบอบทุนนิยม

ไม่ช้าไม่นานในยุคต่อมา
ยุคเมียคนสุดท้องของเหมาเจ๋อตุง
ที่อดีตแม่ม่าย/นักแสดงงิ้วตัวสำรอง
ทำตัวหัวก้าวหน้าได้ขึ้นเป็นแกนนำปฏิวัติวัฒนธรรม
โดยเยาวชนที่ถูกเสี้ยมสอนมาให้หลงเชื่อ Gang of Four
ตามคำบอกเล่าของคนจีนยุคใหม่เรียกว่า
เป็นยุคสมัย หลอกเด็กเยาวชน เป็นเครื่องจักรสังหารทางการเมือง

มีการทุบทิ้งทำลายวัดวาอาราม ฮวงซุ้ย บ้านเจ้าที่ดิน
เพื่อค้นหาสมบัติและทำลายความเชื่อของคนจีน
มีเรื่องเล่าขานกันว่าในบางตำบลบางหมู่บ้าน
วัดวาอาราม โบราณสถาน ฮวงจุ๊ย
ต้องมีหนังสือห้ามจาก โจวเอินไหล ไปถึงท้องถิ่น

มิฉะนั้นพวก Red Guard หรือ เยาวชนควายแดง
จะทุบทิ้งทำลายหมดไม่ให้เหลือซาก
พวกนี้บางแห่งจะต้องมีการปักธงแดง
มีการชูรูปถ่ายผู้นำสูงสุด เหมาเจ๋อตุง
เป็นยันต์กันผีปีศาจทำร้ายในภายหลัง
เพราะช่วงหลังมีการประชาสัมพันธ์
ยกระดับความสำคัญเหมาเจ๋อตุง
ให้ใกล้เคียงกับจักรพรรดิ์จีนยุคโบราณ
หรือ เทพเจ้าสูงสุดเหนือกว่าเง็กเซียนฮ่องเต้
เพราะผลของการโฆษณาชวนเชื่อของ Gang of Four

เรื่องประณามเหมาเป็นเรื่องบอกเล่าของฝ่ายสูญเสียประโยชน์
ในอีกแง่มุมหนึ่งในยุคหลังปฏิวัติวัฒนธรรม
แทนการเขียนชื่นชอบพวกคอมมิวนิสต์



อนึ่ง ในเมืองไทย ที่พวกตัดไม้ทำลายป่า
มักจะต้องมีการเซ่นไหว้ หรือใช้รูปเหรียญตราครุฑ
หรือรูปเหรียญรัชกาลที่ห้า ในการตอกไม้ใหญ่ ๆ ก่อนโค่น
นัยว่า เป็นการไล่ผีให้ออกจากต้นไม้ใหญ่

หรือที่พบที่ปาดังเบซาร์ด้วยตนเอง
สมัยทำงานที่ธนาคารไทยแห่งแรก
รถแทร็คเตอร์เครื่องดับ เครื่องเสีย หลายครั้ง
ในการล้มต้นจามจุรี (ต้นก้ามปู) ขนาดใหญ่
ที่แถวสถานีรถไฟสอง(ปาดังเบซาร์ฝั่งไทย)
จนต้องอัญเชิญรูปครุฑมาติดไว้ด้านหน้าคนขับรถ
ขับชนโครมเดียวต้นไม้ใหญ่ล้มกระจุยเลย
ก็ยังงง ๆ ว่าเป็นไปได้อย่างไร

ส่วนหลังจากเสร็จสิ้นการปฏิวัติวัฒนธรรมแล้ว
ก็ไม่ต่างกับ เสร็จนา ฆ่าโคถึก เสร็จศึก ฆ่าขุนพล
บรรดาเยาวชนควายแดง น้อยคนที่ได้รับประโยชน์
ส่วนมากถูกชาวบ้านจัดการหรือขับไล่ไสส่งไปให้พ้น
ไม่ต่างกับพระเจ้านันทบุเรง ตรัสกับพระยาจักรี
ที่เปิดประตูเมืองอยุธยาให้ทัพพม่าบุกเข้าเมืองได้ว่า
นั่งร้านเจดีย์ พอเจดีย์สร้างเสร็จ จะต้องทำอย่างไร
พระยาจักรี ตอบว่า ก็ต้องรื้อทิ้งพะยะคะ
พระเจ้านันทบุเรงก็บอกดีแล้ว เอาไปตัดหัวซะ
คนทรยศต่อเจ้าต่อแผ่นดิน มิช้านานก็ต้องทรยศกับกูได้เช่นกัน



เรื่องอื่น ๆ

เรื่องแรกที่ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า
ขนบธรรมเนียมประเพณี และความเชื่อของคนจีน
มีหลากหลายที่มามากมายแตกต่างกันมาก
บางครอบครัว บางหมู่บ้าน บางตำบล
มีความเชื่อและพิธีกรรมคนละแบบ

ดังจะเห็นได้จาก การไหว้เจ้ารับปีใหม่
วันที่ในการไหว้ก็มักจะไม่ตรงกัน
มีวิธีการไหว้รับเจ้า ไหว้ส่งเจ้า
บางบ้านก็ต้องไหว้กลางคืน
หรือไหว้กลางวัน หรือไหว้ทั้งวัน
บางบ้านก็จะห้ามไหว้บางอย่าง
หรือบางบ้านจะมีการไหว้ห่อเฮียตี๋/วิญญาณสัมภะเวสี/ผีไร้ญาติ
แต่บางบ้านไม่ไหว้เอาเลย หรือไม่สนใจไหว้ ใช้ทำบุญแทนเป็นต้น

ส่วนในงานอื่น ๆ เช่น งานไหว้เจ้า หรืองานบุญ หรืองานศพ
จะมีการโต้เถียงหรือคัดค้าน
หรือมีข้อห้ามกันวุ่นวายกันไปหมด
ยิ่งมีผู้รู้มากหรือผู้ทรงปัญญา
จะทำตามมาตรฐานที่รับรู้มาหรือเรียนมา
ยิ่งมาจากต่างหมู่บ้าน ต่างตำบล
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต่างภาษาพูด

ทำให้บางแห่งของประเทศไทยที่ทราบคือ
เช่นที่ เบตง จังหวัดยะลา อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา
ต้องมีฌาปนกิจสถานแยกตามภาษาพูดไปเลย
มิฉะนั้นจะมีเรื่องวุ่นวายมากกว่านี้

ยกเว้นหาดใหญ่ ที่แต่เดิมมีป่าช้าแห่งเดียว
ของมูลนิธิจงฮั้วสงเคราะห์คนชราอนาถาหาดใหญ่
แต่เดิมบริหารจัดการโดยคนจีนแคะ หรือฮากกา
ที่ตั้งขึ้นโดยเจียกีซี ขุนนิพัทธ์จีนนคร
ให้การสงเคราะห์คนชราที่เป็นคนทำงานสร้างทางรถไฟ
มาจากคนจีนหลายภาษา เช่น แคะ แต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน กวางตุ้ง ฮกจิว เป็นต้น
และไม่มีเรี่ยวแรงหรือสามารถประสพความสำเร็จในเมืองไทย
ได้อยู่อาศัยพอประทังชีพในยามชรา
และเมื่อตายก็นำไปฝังที่สุสานอนาถาบ้านพรุ (เนื้อที่ประมาณ 179 ไร่)

แต่สภาพตอนนี้รับฝังศพคนมีเงินมีทอง
ราคาเช่าพื้นที่เป็นหลักหมื่นถึงแสนขึ้นไปแล้ว
เพราะขุดศพขึ้นวันไหนหมดสิทธิ์การเช่า
แต่ภาษาปากยังเรียกกันว่า สุสานอนาถา
ส่วนของศพไร้ญาติยังพอมีอยู่แต่อยู่ด้านในลึก ๆ
ทำเป็นบริเวณชัดเจนมีหมายเลขล็อคชัดเจน
เวลาล้างป่าช้าหรือขุดศพเพื่อชันสูตรพลิกศพ
หรือมีญาติมาพบศพไร้ญาติแล้ว
จะขอนำศพกลับไปทำพิธีเองจะได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม

หาดใหญ่ในสมัยแรก จะมีคนแคะ และฮกเกี้ยน
แต่ช่วงหลังคนแต้จิ๋วเข้ามาอยู่หาดใหญ่มากขึ้น
จนกระทั่งกลายเป็นคนส่วนใหญ่ของเมืองหาดใหญ่
สามารถสร้างฐานะได้ร่ำรวยกว่า
มีความร่วมมือกันมากกับเล่นแชร์
กล้าได้กล้าเสีย กล้าใช้จ่ายเงินทอง
มีการบริจาคเงินช่วยเหลือกันมากขึ้น
จึงร่วมมือกันตั้ง มูลนิธิมิตรภาพสามัคคีท่งเซี่ยเซี่ยงตึ๊งหาดใหญ่
เป็นสถานที่ฌาปนกิจสถานของคนแต้จิ๋วด้วยกันเองก่อน
และไปซื้อที่สุสานหรือป่าช้าเซี่ยงตึ้ง
ติดกับที่เดิมของสุสานอนาถา
แต่ฌาปนกิจสถานของมูลนิธีท่งเซี่ยเซี่ยงตึ้ง
อนุญาตให้ใช้ได้ทุกชาติทุกภาษา

มีช่วงต่อมาในระยะหลัง
มูลนิธิจงฮั้วสงเคราะห์คนชราอนาถาหาดใหญ่
การบริหารจัดการและฐานะการเงินไม่ค่อยดีแล้ว
ทางผู้บริหารมูลนิธิชุดเดิมจึงออกปากขอความช่วยเหลือ
ทางสมาคมจีนแต้จิ๋วเลยเข้าไปช่วยบริหารจัดการ
จนแทบกลายเป็นส่วนหนึ่งของสมาคมจีนแต้จิ๋วไปเลย
แต่บางคนไม่เข้าใจอาจจะคิดว่า
คนแต้จิ๋วเข้าไป Take over มูลนิธิแห่งนี้


ญาติพี่น้องมากในเมืองไทย

หมู่บ้านทุ่งลุง ตำบลพะตง อำเภอหาดใหญ่
จะมีคนคนไทยเชื้อชาติจีนแซ่ลิ้ม
อยู่กันมากที่สุดในประเทศไทย
เรียกว่าในตำบลนั้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 60
คนนอกถ้าทะเลาะกับคนแซ่ลิ้ม
แทบจะต้องทะเลาะกับญาติพี่น้องแซ่ลิ้มอีกหลายพันคน
นามสกุลแซ่ลิ้มมักจะใช้ วน พฤกษ์ อรัญ

มีบางท้องที่จะมีการใช้นามสกุลร่วมกันทั้งตำบล
เพราะเป็นเครือญาติกัน หรือสนิทสนมกันตามคำบอกเล่า
เช่น เก้าเอี้ยน ที่ตรัง นิยมเดชา ที่บ่อตรุ อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา
หรือใช้ตามความชอบใจส่วนตัว เช่น แสงทอง เข็มทอง
เพราะในอดีตระบบทะเบียนราษฏร์ไทยยังมั่วมาก
ไม่มีเอกสารหลักฐานที่ชัดเจนหรือร่องรอย
ทำให้ใช้นามสกุลบางนามสกุลได้โดยง่ายดาย
หรือใช้ตามนามสกุลของย่า หรือยาย
เพราะเป็นไทย ๆ ดี เหมือนนามสกุลหลาย ๆ คน
หรือบางคนก็ไปขอนามสกุลพร้อมกัน
หรือขอใช้นามสกุลร่วมกับเพื่อนกับญาติ เป็นต้น

มีข้อสังเกตว่า มีสระโอ มักมาจากสงขลา เช่น
พัฒโน สุวรรณโน ปุสโร ปุสวิโร สุวรรณสุโข อุวรรณโน
ถ้ามี คง มุสิก นำหน้า/ตามหลัง มักมาจากพัทลุง เช่น
คงขำ คงเนียม คงสนิท มุกสิกพงษ์ มุสิกราฏษร์


#ตำนานคนแซ่เบ๊



Create Date : 28 กันยายน 2559
Last Update : 1 ตุลาคม 2559 14:19:36 น. 0 comments
Counter : 509 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ravio
Location :
สงขลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 26 คน [?]




เกิดหาดใหญ่ วัยเด็กเรียนหนังสือโรงเรียน Catholic คณะ Salesian มีนักบุญประจำโรงเรียน Saint Bosco, Saint Savio ชอบอ่านหนังสือ godfather เกี่ยวกับ Mafio ของพวกซิซีเลียน เคยเล่นเกมส์ Mario แล้วได้คะแนนนำเลยนำสระโอมาต่อท้ายชื่อเป็น Ravio ได้กลิ่นอายแบบ Italino เคยเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเรียนวิชาชีพทำมาหากิน แต่ไม่ใช่วิชาที่ชื่นชอบมากนัก เรียนอยู่กว่าเจ็ดปี ต้องกลับมาทำงานเป็นกรรมกรที่บ้านเกิด จนเริ่มเกิดความหลงรักชีวิตบ้านนอก และวิถีชิวิตชุมชนท้องถิ่นที่ตนอยู่และไปร่วมวงเสวนา

เกิดเดือนมีนาคม แต่ลัคนาราศรีตุลย์ ชอบไปทุกเรื่อง สุดท้ายทำอะไรที่ได้เรื่องไม่กี่เรื่อง แต่ส่วนมากมักไม่ได้เรื่อง

ชอบขับรถยนต์ท่องเที่ยวชมภูเขา ป่าไม้ น้ำตก แต่ไม่ชอบทะเลหรือชายหาด เพราะรู้สึกอ้างว้าง โดดเดี่ยว เมื่อคิดถึงชีวิตตนเองที่มาเปรียบเทียบกับสองสิ่งสองอย่างนี้ รู้สึกว่ามนุษย์เป็นเพียงชีวิตที่เล็กน้อยมากที่มาอยู่อาศัยในโลกใบนี้

ชอบอ่านหนังสือ ท่องเที่ยวใน Internet ชอบเดินทางท่องเที่ยวแถว ในละแวกท้องถิ่นบ้านเกิด นาน ๆ ครั้งจะขึ้นไปเยี่ยมเพื่อนที่กรุงเทพฯ หรือไปหาซื้อหนังสือแถวสยามสแควร์ ถิ่นเก่าที่อยู่และที่เรียน






Friends' blogs
[Add ravio's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.