ความทรงจำเก่า ๆ ก่อนจะลืมเลือนหายไปกับกาลเวลา
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2559
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
28 กรกฏาคม 2559
 
All Blogs
 
ผลการศึกษาศพเด็ก 54 ศพไม่ใช่ข่าวเลวร้ายทั้งหมด





วารสาร Journal of Anatomy ของ University of Cambridge  http://goo.gl/Eo31fQ
นักมานุษยวิทยาด้านชีววิทยาได้รายงานเรื่องศพทารกในครรภ์มารดาและศพเด็ก
ที่มีการผ่าศพเพื่อการศึกษาในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1768-1913
และตอนนี้เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ของมหาวิทยาลัย Cambridge
ผลการศึกษาพบว่า ศพทารกทั้งสองประเภทมีการศึกษาอย่างละเอียดมากกว่าศพผู้ใหญ่
มีการศึกษาอย่างเอาใจใส่และให้ความสำคัญมากกับการศึกษาทางการแพทย์

เพื่อที่จะทำความเข้าใจเกี่ยวกับสุขภาพและพัฒนาการของวัยเด็ก
" จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้บ่งชี้ว่า
มีบางคนค่อย ๆ ชำแหละศพทารกเพื่อทำการศึกษา
และนั่นคือวิธีการที่จะผ่าตัดศพเด็ก "
ผู้วิจัยร่วม Dr. Piers Mitchell ศัลยแพทย์กระดูกเด็กและนักวิชาการ





อย่างไรก็ตาม มีหลักฐาน/ร่องรอยทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีน้อยมาก
เกี่ยวกับกายวิภาคศาสตร์ของเด็กในชั้นเรียนแพทย์
เพราะเมื่อตอนที่ Dr. Piers Mitchell เริ่มทำการศึกษาร่วมกับนักเรียนแพทย์ Jenna Dittmar
หลังจากผลการศึกษาได้ข้อสรุปว่า
ศพเด็กหายไปจากประวัติศาสตร์ทางการแพทย์
เพราะส่วนใหญ่การศึกษาที่ผ่านมามักมุ่งเน้นไปที่ศพผู้ใหญ่
เพราะเหตุผลทางด้านสังคมการเมืองและการผ่าตัดในช่วงเวลานั้น
ในฐานะที่ทำการศึกษาแบบนักโบราณคดี
ทั้งคู่จึงต้องค้นหาร่องรอยบางอย่างที่ยังไม่ชัดเจน
จากการผ่าตัดศพเด็กด้วยการศึกษาจากโครงกระดูกของเด็ก




The only foetal skull in the Cambridge to have undergone a craniotomy.


ตลาดมืดของสัปเหร่อ

จากบทความดังกล่าวระบุว่า
" ในบริบทของการศึกษาทางการแพทย์
ผู้ชายมีบทบาทเกือบทั้งหมดในการศึกษา การชำแหละศพ และการถูกชำแหละศพ
เพราะศพส่วนมากเป็นผู้ชาย ทั้งนี้ตามกฎหมายในศตวรรษที่ 18 และ 19
กฎหมายอังกฤษบัญญัติไว้ จึงทำให้มันเป็นเรื่องยากมากสำหรับโรงเรียนแพทย์
ที่จะได้รับศพจากที่อื่น ตามกฎหมายการกระทำฆาตกรรม ปี 1752 บัญญัติไว้ว่า
การศึกษากายวิภาคศาสตร์จะได้รับอนุญาตเฉพาะการผ่าศพฆาตกรที่ถูกประหารชีวิตเท่านั้น
และต้องกระทำต่อสาธารณชนเพื่อเป็นมาตรการ เพิ่มการดูถูก/ประจานฆาตกร
ฆาตกรส่วนใหญ่มักเป็นผู้ชายและศพคนเหล่านั้นมักจะไม่เพียงพอ " Dr. Piers Mitchell กล่าว







รายงานการศึกษาพบว่า มีข้อมูลเฉลี่ยเพียง 77 คน
ที่ถูกประหารชีวิตต่อปี ในช่วงศตวรรษที่ 1800 ในสหราชอาณาจักร
แต่โรงเรียนกายวิภาคศาสตร์(แพทย์)ในกรุงลอนดอนต้องการผ่าศพถึง 450-500 ร่างต่อปี
การขาดแคลนศพที่ใช้ในการศึกษาจึงต้องพึ่งพาการขายศพในตลาดมืดของสัปเหร่อ หรือ คนขโมยผี
ที่แอบขุดศพขึ้นมาจากหลุมฝังศพ หรือขโมยศพออกจากโลงศพก่อนทำพิธีฝังศพ

อย่างไรก็ตามในตลาดมืด ศพเด็ก หรือ smalls ที่เป็นคำพูดในวงการพวกค้าศพ
จะคิดราคาจำหน่ายโดยคิดกันที่ความยาวศพเป็นนิ้ว
เพราะหายากและมีความต้องการจากโรงเรียนแพทย์มาก
ทำให้มีการแย่งชิงซื้อศพกันมากในตลาดมืด
แม้ว่าเด็กจะตายในโรงพยาบาลอนาถา หรือได้มาจากครอบครัวที่ยากจน
หรือการฆ่าทารกโดยแม่ของเด็กอย่างผิดกฎหมาย หรือจากสาวโสด

" แต่พวกโรงเรียนแพทย์ต่างดูแลรักษาศพเด็กอย่างดี
ทำให้ศพพวกนี้มีความสำคัญอย่างมาก
ในการศึกษาต่อ ๆ กันมาของนักศึกษาแพทย์อีกหลายรุ่น
และช่วยเหลือชีวิตเด็กได้อีกจำนวนมาก " Dr. Piers Mitchell กล่าว







ร่องรอยที่หายไป

ผลการศึกษาศพเด็กจะได้รับการปฏิบัติอย่างทะนุถนอมมากกว่าศพผู้ใหญ่
ดังนั้น หลักฐานที่สำคัญส่วนหนึ่งมีเพียงร้อยละ 50 ของศพเด็กเท่านั้นที่มีการผ่าเปิดกระโหลกศีรษะ
โครงกระดูกของเด็กมักจะระบุหมายเลข/เครื่องหมายในการชำแหละศพ

แต่ศพผู้ใหญ่จำนวนมากจะผ่าตัดแบบเปิดกระโหลกศีรษะ
ในทำนองเดียวกันการผ่าตัดเพื่อดูอวัยวะภายในศพผู้ใหญ่
จะผ่าตัดเปิดโดยด้วยการตัดแยกออกจากซี่โครงและกระดูก

แต่ศพเด็กจะถูกผ่าตัดอย่างประณีตมากกว่า
ด้วยการผ่าตัดชิ้นส่วนกระดูกซี่โครงที่อ่อนกว่า

โดยรวมแล้วมีการใช้อุปกรณ์เครื่องมือและมีดผ่าตัดอย่างดีในการผ่าศพเด็ก
Dr. Piers Mitchell กับ Jenna Dittmar สรุป

สุดท้ายศพเด็กที่ถูกเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์เพื่อการศึกษาในอนาคต
ศพของเด็กมักจะมีการเตรียมการอย่างดีเป็นพิเศษ
ด้วยการฉีดศพด้วยขี้ผึ้งสีเพื่อเน้นระบบประสาทและระบบไหลเวียนโลหิต
ขณะที่ศพผู้ใหญ่มักจะถูกนำไปฝังในที่สุด





" หลักฐานทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นชัดเจนได้ว่า
การศึกษากายวิภาคศาสตร์พยายามที่จะดูแลโครงกระดูกของศพเด็ก
ของผู้หญิงที่น่าสงสารและสิ้นหวังในช่วงเวลาของการปฏิวัติอุตสาหกรรม
ไม่เพียงแต่จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในงานศพ ด้วยการมอบศพของเด็กให้เพื่อกายวิภาคศาสตร์
แต่พวกเธอยังได้รับเงินส่วนหนึ่งเช่นกัน เงินจำนวนนี้จะช่วยซื้ออาหารให้กับครอบครัวที่ยากจน
ซึ่งโชคร้ายเพราะชีวิตหนึ่งที่หายไป ทั้งยังมีส่วนช่วยเหลือพี่น้องที่เหลืออยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก "
Dr. Piers Mitchell สรุป


เรียบเรียง/ที่มา

http://goo.gl/HD59Db









ที่มา/ข้อมูลเพิ่มเติม http://goo.gl/zM16FT





ที่มา/ข้อมูลเพิ่มเติม http://goo.gl/lTllFC



Create Date : 28 กรกฎาคม 2559
Last Update : 28 กรกฎาคม 2559 0:28:32 น. 0 comments
Counter : 500 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ravio
Location :
สงขลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 26 คน [?]




เกิดหาดใหญ่ วัยเด็กเรียนหนังสือโรงเรียน Catholic คณะ Salesian มีนักบุญประจำโรงเรียน Saint Bosco, Saint Savio ชอบอ่านหนังสือ godfather เกี่ยวกับ Mafio ของพวกซิซีเลียน เคยเล่นเกมส์ Mario แล้วได้คะแนนนำเลยนำสระโอมาต่อท้ายชื่อเป็น Ravio ได้กลิ่นอายแบบ Italino เคยเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเรียนวิชาชีพทำมาหากิน แต่ไม่ใช่วิชาที่ชื่นชอบมากนัก เรียนอยู่กว่าเจ็ดปี ต้องกลับมาทำงานเป็นกรรมกรที่บ้านเกิด จนเริ่มเกิดความหลงรักชีวิตบ้านนอก และวิถีชิวิตชุมชนท้องถิ่นที่ตนอยู่และไปร่วมวงเสวนา

เกิดเดือนมีนาคม แต่ลัคนาราศรีตุลย์ ชอบไปทุกเรื่อง สุดท้ายทำอะไรที่ได้เรื่องไม่กี่เรื่อง แต่ส่วนมากมักไม่ได้เรื่อง

ชอบขับรถยนต์ท่องเที่ยวชมภูเขา ป่าไม้ น้ำตก แต่ไม่ชอบทะเลหรือชายหาด เพราะรู้สึกอ้างว้าง โดดเดี่ยว เมื่อคิดถึงชีวิตตนเองที่มาเปรียบเทียบกับสองสิ่งสองอย่างนี้ รู้สึกว่ามนุษย์เป็นเพียงชีวิตที่เล็กน้อยมากที่มาอยู่อาศัยในโลกใบนี้

ชอบอ่านหนังสือ ท่องเที่ยวใน Internet ชอบเดินทางท่องเที่ยวแถว ในละแวกท้องถิ่นบ้านเกิด นาน ๆ ครั้งจะขึ้นไปเยี่ยมเพื่อนที่กรุงเทพฯ หรือไปหาซื้อหนังสือแถวสยามสแควร์ ถิ่นเก่าที่อยู่และที่เรียน






Friends' blogs
[Add ravio's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.