ความทรงจำเก่า ๆ ก่อนจะลืมเลือนหายไปกับกาลเวลา
Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2560
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
21 พฤษภาคม 2560
 
All Blogs
 
ตามหามหาระฆังธรรมเจดีย์




อติตากาเล นานมาแล้ว
เมื่อพระบรมศาสดาได้ตรัสรู้แล้ว
ได้เสวยวิมุติสุขเป็นเวลากว่า 49 วัน(7 สัปดาห์)
ได้มีนายกองเกวียนพ่อค้าชาวมอญ 2 คนพี่น้อง
คือ ตะเป้า(ตปุสสะ) ตะโป(ภัลลิกะ)
ได้นำกองเกวียนบรรทุกสินค้า
เพื่อกลับไปค้าขายยังอุกกลาชนบท
ในมัชฌิมประเทศ(ประเทศมอญในยุคนั้น)

ทั้งคู่เห็นพระมีพระภาคเจ้าแล้ว
เกิดมีศรัทธาเลื่อมใส 
จึงได้น้อมถวายข้าวสัตตูก้อน สัตตูผง
จากนั้น ได้รับศีลห้าและรับฟังพระธรรมเทศนา
จึงได้ขอเป็นอุบาสกด้วยด้วยความเลื่อมใส
ขอให้ถึงพระผู้มีพระภาคเจ้ากับพระธรรม
ว่าเป็นสรณะ/ที่พึ่งที่ระลึกตลอดชีวิต
ด้วยกาลเวลานั้นยังไม่มีพระสงฆ์
ปฐมอุบาสกทั้งสองนี้จึงเป็นอุบาสกประเภท เทววาจิก
แล้วทั้งสองจึงขอของที่ระลึกเพื่อนำไปบูชา
พระศาสดาจึงสละพระเกสาให้จำนวน 8 เส้น

หลังจากเดิยทางกลับจากอินเดีย
ทั้งสองคนพี่น้องได้รับผลกำไรงามมากอย่างผิดคาดหมาย
ทั้งคู่จึงได้ไปกราบทูลพระเจ้าอุกละปะ
ถึงการปฏิธรรมและการรับศีลห้าแล้ว
ได้อานิสงค์ผลบุญทำให้ร่ำรวยมหาเศรษฐี
ทำให้พระเจ้าอุกกลาและชาวบ้านเกิดความเลื่อมใส
จึงแสวงหาที่ดินที่จะสร้างพระมหาเจดีย์เป็นที่ระลึก
ตามโลกธรรมคนรวยคนดีพูดจาน่าเชื่อถือได้กว่าใคร ๆ
และเชิญชวนให้คนให้ร่วมทำบุณย์ได้มากมาย






ตามตำนานระบุว่าพระอินทร์
ซึ่งเป็นเทวดาที่ปกปักษ์รักษาศาสนาพุทธ
พระอินทร์ได้สอบถามเทวดาบนพื้นดินในที่ต่าง ๆ
เทวดาที่มีอายุมากที่สุดที่ในหมู่เทวดาทั้งปวงตอนนั้น
หรือที่พม่าเรียกว่า โบโบจี (พ่อปู่)
หรือที่คนไทยเรียกกันติดปากว่า "เทพทันใจ"
หรือมีอีกชื่อหนึ่งว่า ซูเลนัต
ท่านเกิดทันสมัยพระพุทธเจ้ากะกุสันโธ
พระพุทธเจ้าโกนาคม และ พระพุทธเจ้ากัสสปะ
พระพุทธเจ้าที่มาแล้วล่วงลับไปสามพระองค์
ก่อนพระบรมศาสดาองค์ปัจจุบัน
และจะรอพระศรีอารย์ในวันหน้า

เทพทันใจจึงได้ชี้ตำแหน่งสถานที่ตั้ง
ปัจจุบันนี้คือ ที่ตั้งพระมหาเจดีย์ชเวดากอง
ซึ่งอาจจะเป็นการทรงเจ้าเข้าผี
เพื่อให้คนทรงชี้ตำแหน่งแห่งหน
แบบที่เมืองไทยก็ยังมีหลงเหลืออยู่
และบางคนก็ยังเชื่อการทรงเจ้าเข้าผี





ตำนานพระอินทร์ยังมีการบันทึกไว้
ในบันทึกการเดินทางของพระเหี้ยนจัง
(พระถังซำจั๋ง) https://goo.gl/uMtjh0
ในช่วงปีพศ.1145-1207 https://goo.gl/xHTM9G

ท่านได้มาสืบทอดพระพุทธศาสนา
และใช้ชีวิตพระภิกษุในอินเดียกว่า 17 ปี
และโต้วาทีชนะเจ้านิกายและพวกพราหมณ์มาตลอด
ในยุคนั้น พุทธศาสนามหานิกายเจริญรุ่งเรืองมาก




พระเหี้ยนจัง



ในกาลต่อมาศาสนาพราหมณ์ได้เข้ามา
ครอบงำศาสนาพุทธโดยศังกราจารย์ https://goo.gl/l9041J
พราหมณ์ที่แอบมาบวชในนาลันทา https://goo.gl/n3gBMR
ในช่วงปีพ.ศ.1331-1363
จนศึกษาพุทธศาสนาจนแตกฉาน
แล้วลอบแต่งตำนานให้พระบรมศาสดา
เป็นองค์อวตารของพระนารายณ์

พร้อมกับพวกพราหมณ์ช่วยกันแต่งตำนาน
ให้พระอินทร์เป็นตัวตลกและบ้ากาม
เพราะไปมีสัมพันธ์ชู้สาวกับเมียฤาษีคนหนึ่ง
จนถูกสาปให้มีโยนีขึ้นเต็มตัว
จนต้องไปขอให้พระอิศวรเปลี่ยนเป็นรูปดวงตา(สหัสเนตร)
แล้วอวยกันเพื่อยกย่อง พระพรหม พระศิวะ พระนารายณ์
ให้เหนือกว่า/ยิ่งใหญ่กว่าพระอินทร์





ศังกราจารย์



ข้อมูลเพิ่มเติม




https://goo.gl/XPB2eF

https://goo.gl/NPnqmD
https://goo.gl/osDzzT
https://goo.gl/HD6McO




หลังจากพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองในมอญมานาน
และมีการบูชาพระมหาเจดีย์ชเวดากองกันเป็นประจำ

ในปีพ.ศ.2019 ก่อนที่จะมีการหล่อมหาระฆัง
เพื่อถวายเป็นพุทธบูชามหาเจดีย์ตะเกิง(ชเวดากอง)
โดยพระเจ้าธรรมเจดีย์ ราชวงศ์หันทวดี
กษัตริย์ชาวมอญ/รามัญในยุคก่อนพม่ายึดครอง
โหรหลวงของพระเจ้าธรรมเจดีย์
ได้แนะนำให้เลื่อนวันหล่อมหาระฆัง
เพราะเป็นช่วงเวลาที่ไม่เป็นมงคล
เนื่องจากเกณฑ์โหราศาสตร์ตกอยู่ใน
ฤกษ์ของกลุ่มดาวจระเข้
และระฆังหล่อเสร็จแล้วที่จะไม่มีเสียงดังแต่อย่างใด
หลังจากที่มหาระฆังหล่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว
ก็ปรากฏว่าให้เสียงระฆังที่ไม่พึงประสงค์
ไม่เสนาะโสตแต่อย่างใด

ตามตำราของที่ระบุเรื่องการหล่อมหาระฆัง
มีน้ำหนักถึง 294 ตัน บางแห่งว่าหนัก 300 ตัน
ซึ่งหลอมรวม เงิน ทองคำ ทองแดงและดีบุก
มีความสูงสิบสองและกว้างแปดศอก
ประมาณสูง 6.276 เมตร กว้าง 4.184 เมตร





ภาพนี้คือ ระฆังมหาคันธะ (Maha Gantha) ระฆังสำริดหนัก 23 ตัน
สร้างโดยโอรสของกษัตริย์ซินกู (Singu) ไม่ใช่ระฆังพระเจ้าธรรมเจดีย์
เมื่อปี พ.ศ. 2322 วาดโดยชาวต่างชาติเมื่อปี พ.ศ. 2368
ครั้งที่อังกฤษยึดครองพม่าในฐานะเจ้าอาณานิคม
ได้พยายามที่จะขนย้ายระฆังใบนี้ไปยังเมืองกัลกัตตา ประเทศอินเดีย
แต่ระฆังก็ได้ตกน้ำจมหายไป โดยไม่สามารถกู้ขึ้นได้แม้จะได้พยายามหลายครั้ง
ต่อมาชาวพม่าได้ช่วยกันกู้ขึ้นได้เป็นผลสำเร็จในเวลาต่อมา

ที่มา รามัญคดี Mon Studies https://goo.gl/Hb1hph




ในปีพ.ศ.2041 โปรตุเกสโดย Vasco da Gama https://goo.gl/nMGZJ7
ได้เดินทางถึงเมือง กาลิกูฏในอินเดียเป็นครั้งแรก
แล้วต่อมาได้เข้ายึดครองเมืองกัว ในอินเดีย
พร้อมกับสร้างป้อมปราการทำเป็นที่ตั้ง
อุปราชภาคตะวันออกของโปรตุเกส
ที่โปรตุเกสทำได้เพราะมีเรือปืนและทหารแม่นปืน
ในการรุกรบและยึดครองเมืองต่าง ๆ ในเวลาต่อมา

ต่อมาโปรตุเกสได้ยึดศรีลังกา แล้วตั้งชื่อว่า Celon หรือ Ceilao
พร้อมกับพยายามทำลายศาสนาพุทธเพื่อกลืนศาสนา
และรังแกคนท้องถิ่นที่นับถือศาสนาพุทธอย่างแรง
เพื่อให้หันไปนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก
โดยโปรตุเกสได้รับการสนับสนุนจากพระสันตปาปา
ในยุคที่เป็นมรดกตกทอดของตระกูล Medici เจ้าพ่อนครรัฐในอิตาลี
จนกระทั่งมีการตีพิมพ์หนังสือเผยแพร่ทั้งบนดินและใต้ดิน
พร้อมกับต่อมามีการเกิดศาสนาคริสต์นิกายโปรแตสแต้นท์
ที่มีคัดค้านการนอกรีตทางศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิค
จึงมีการเปลี่ยนแปลงทางศาสนาในเวลาต่อมา

โปรตุเกสได้ยึดเอาพระเขี้ยวแก้วพุทธศาสนาของลังกา
ไปบดด้วยครกหินให้เป็นผงแล้วโปรยทิ้ง
เป็นการเยาะเย้ยและดูถูกศาสนาพุทธ
แต่ตามตำนานลังการะบุว่าพวกมันได้ของปลอมไป
ทำให้คนลังกาหลายคนจนทุกวันนี้
ยังไม่ชอบชนชาดิโปรตุเกส
แบบให้อภัย แต่ไม่ลืมความชั่วร้ายพวกมันในอดีต
เหมือนคนไทยยังไม่ชอบพม่า ฝรั่งเศส
ที่เคยยึดเมืองไทยเป็นเมืองขึ้นในสมัยก่อน

ในปีพ.ศ.2054 โปรตุเกสได้ยึดเมืองมะละกา
เพื่อตั้งเป็นศูนย์กลางการค้าและติดต่อเมืองต่าง ๆ
และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้หลายประเทศในเวลาต่อมา
ด้วยยุทธการเรือปืนและพลทหารแม่นปืน
พร้อมกับการรับจ้างรบให้กับคนที่จ่ายเงินทองทรัพย์สิน
แบบเงินถึงงานถึง เงินงอก งานงอก




ในปีพ.ศ.2077 พระเจ้าตะเบงชเวตี้
กับพี่เมียพระเจ้าบุเรงนอง
ได้ร่วมมือกับทหารรับจ้างโปรตุเกสที่มีเรือปืน
กับทหารรับจ้างแม่นปืน
ถล่มเมืองพะโคะ(เป็ดน้ำที่เหมือนหงส์)
จนยึดอาณาจักรมอญเป็นเมืองขึ้นได้ในที่สุด
และเปลี่ยนชื่อเมืองเป็นหงสาวดีหรือย่างกุ้ง

ซึ่งก่อนหน้านี้พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้
ได้ทดลองหยั่งเชิงแสดงแสนยานุภาพ
ด้วยการไปทำพิธีที่พระเจดีย์มุเตา
ให้พราหมณ์ทำพิธีเจาะหูในเขตอาณาจักรมอญ
โดยทางทหารมอญไม่กล้าทำประการใด
สันนิษฐานว่า น่าจะมีทหารรับจ้างโปรตุเกสคุ้มกัน
ทำให้ทหารมอญต่างกลัวตายจากกระสุนปืน
แต่พงศาวดารเขียนเป็นความยิ่งใหญ่และกล้าหาญ
ด้วยการใช้ทหารพม่าเพียง 500 คนเข้าไปในดินแดนมอญ




ขณะเดียวกันอารยธรรมที่แข็งแรงกว่า
ก็ดูดกลืนชนชาติด้อยพัฒนา/อนารยชนให้นิยมชมชอบ
เช่น กรีกยึดเปอร์เซียได้ ก็นิยมชมชอบการเสพย์สุขแบบเปอร์เซีย
หรือพวกอาหรับที่ยึดเปอร์เซียได้ก็นิยมตั้งฮาเร็มแบบราชันย์เปอร์เซีย
มองโกลกับแมนจู หลังจากยึดจีนได้ก็ยังนิยมมีสนมจำนวนมาก
มีระบบการสอบคัดเลือกข้าราชการพลเรือนและทหาร
และการใช้ภาษาจีนแทนภาษาของตนเอง
มองโกลยังบังคับไม่ให้คนในเผ่าของตนแต่งงานกันเอง
ส่วนแมนจูกลับบังคับให้คนในเผ่าพยายามแต่งงานกันเอง

ในสยามสมัยพระบรมไตรโลกนาถ
หลังยึดเขมรได้ก็ขนข้าวของและหินแกะสลักกลับมาสยาม
ต่อมา พม่าชนะสยาม ก็ขนย้ายไปประดับที่มหาเจดีย์ชเวดากอง
และรื้อปรับระบบการปกครองมีเสนาบดีสองคน
เพื่อไว้คานอำนาจซึ่งกันและกัน และมี เวียง วัง คลัง นา
ยกฐานะกษัตริย์ขึ้นเป็นเทวธิราชแบบศาสนาฮินดู
พร้อมกับแก้ไขชื่อกษัตริย์ย้อนหลังไปเท่าที่ทำได้
จนมีผลสืบเนื่องต่อ ๆ กันมา



ในปีพ.ศ.2112 พระเจ้าบุเรงนองได้มีชัยเหนือโยเดีย
ด้วยการนำทหารรับจ้างโปรตุเกสมาร่วมรบ
พร้อมกับทำลายกองทัพของสยามได้อย่างราบคาบ
แล้วนำพี่สาวพระนเรศไปเป็นนางสนม
กับนำตัวพระนเรศไปเป็นตัวประกัน
ตั้งให้พ่อพระนเรศขึ้นครองราชย์ในอยุธยา
ทั้งยังกวาดต้อนคนสยามไปเมืองหงสาวดี

อนึ่ง พม่าเวลาไม่พอใจคนสยามจะเรียกว่า โยเดีย
นัยว่าอยุธยาล่มแล้ว/พ่ายแพ้ศึกสงคราม
ถ้าอารมณ์ดีก็ว่า โยเดียอย่างนั้น โยเดียอย่างนี้
แล้วแต่ปริบทและอารมณ์ของคนพม่า
คำว่า โยเดีย https://pantip.com/topic/34580181/comment11



ในปีพ.ศ.2126 Gasparo Balbi พ่อค้าอัญมณีชาวเวนิส
ได้มาเยี่ยมเมืองดากองเก่ากับมหาเจดีย์ชเวดากอง
เขาได้เขียนไว้ในบันทึกประจำวันเกี่ยวกับมหาระฆังธรรมเจดีย์
มีรอยแกะสลักตัวหนังสือจากด้านบนลงสู่ด้านล่างรอบมหาระฆัง
ซึ่งเขาไม่สามารถอ่านออกและเข้าใจได้แต่อย่างใด

“ ผมพบว่าในวิหารมีระฆังขนาดใหญ่มาก
เท่าที่เราวัดกับสายตาและพบว่า
มีความกว้างขนาดเจ็ดก้าวและสามกำมือ
ทั้งยังเป็นไปด้วยรูปแบบของตัวอักษรจากบนลงล่าง
แต่ไม่มีใครที่สามารถเข้าใจภาษานี้ได้ "


นักสำรวจชาวยุโรปและพ่อค้า
เริ่มเข้ามาในพม่าช่วงต้นศตวรรษที่ 16
Filipe de Brito E Nicote ขุนศึกชาวโปรตุเกส
และทหารรับจ้าง ที่รู้จักกันในชื่อพม่าว่า Nga Zinka (เจ้าสมุทร)
เข้ามาในพม่าตอนใต้ในช่วงปีพศ. 2133
ในเวลานั้นสิเรียม Syriam (ตอนนี้รู้จักกันในนาม Thanlyin)
เป็นเมืองท่าที่สำคัญที่สุดในพม่าสมัยราชอาณาจักรตองอู
(หลังสมัยพระเจ้าบุเรงนอง ผู้ชนะสิบทิศ)





ในปีพ.ศ. 2142 Filipe de Brito พร้อมกับกองทัพชาวอาระกัน(มุสลิม)
เข้ามายึดครองสิเรียมและพะโค (ตอนนี้รู้จักกันในนามหงสาวดี)
ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศพม่าตอนล่าง
กษัตริย์แห่งอาระกันได้แต่งตั้งให้
Filipe de Brito เป็นเจ้าเมืองสิเรียมในปีพ.ศ. 2143
แต่แล้ว Filipe de Brito ได้ขยายอำนาจข้ามแม่น้ำหงสาวดี
ไปยังเมืองดากองและชนบทโดยรอบ

ต่อมาในปีพ.ศ.2146 Filipe de Brito
ได้ประกาศอิสรภาพจากกษัตริย์อารากัน
และยอมอยู่ในอารักขาเพื่อขอรับการสนับสนุนจากโปรตุเกส
โดยยอมรับอำนาจของ Aires de Saldanha
อุปราชแห่งโปรตุเกสอินเดีย

ในยุคนั้นโปรตุเกสมีเรือปืนกับปืนไฟ
ที่สามารถแย่งชิงอาณาจักรต่าง ๆ ได้จำนวนมาก
รวมทั้งไปเป็นทหารรับจ้างให้กับชาติต่าง ๆ
แบบใครจ่ายเงินงามก็ไปรับจ้างรบให้
หรือแบบเงินถึง งานถึง เงินงอก งานงอก
ในสยามรัชสมัยอยุธยาก็มีกองอาสา/ทหารรับจ้าง
กองอาสาโพธิเกส(โปรตุเกส) กองอาสาจาม
กองอาสาญี่ปุ่น กองอาสาแขกยักษ์มักกะสัน
พวกนี้ต่างเป็นทหารรับจ้างให้สยาม



ในปีพ.ศ.2151 Filipe de Brito และกองกำลังติดอาวุธ
ได้ยกองทัพบุกเข้าเมืองหงสาวดี เพราะกองทัพพม่าอ่อนแอมาก
พร้อมกับได้ขนย้ายมหาระฆังธรรมเจดีย์ออจากเจดีย์ชเวดากอง
และกลิ้งลงจากภูเขา Singuttara เพื่อไปสู่ห้วย Pazundaung
จากที่นี่มหาระฆังถูกชักลากด้วยช้างไปยังแม่น้ำหงสาวดี
แล้วนำลงแพขนาดใหญ่เพื่อข้ามแม่น้ำไปยังสิเรียม
โดยมีเรือธงของ Filipe de Brito นำร่องข้ามแม่น้ำ
เพื่อจะนำไปหลอมทำเป็นปืนใหญ่ของเรือรบ

แต่ปรากฎว่ามหาระฆังมีน้ำหนักมาก
จนช่วงรอยต่อบรรจบระหว่างสองแม่น้ำหงสาวดีกับย่างกุ้ง
หรือที่เป็นที่รู้จักกันในขณะนี้ว่าเป็นจุดตรวจ Monkey Point
แพได้พลิกคว่ำทำให้มหาระฆังร่วงหล่นลงไปใต้แม่น้ำ
พร้อมกับลากเอาเรือของ Filipe de Brito จมลงไปด้วย

ช่วงกันยายน ปี พ.ศ.2158 กองทัพพม่าที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น
นำทัพของพระเจ้าอโนเพตลุน หลานพระเจ้าบุเรงนอง
ได้บุกยึดซิเรียมเพราะเห็นว่าดูหมิ่นพุทธศาสนา
รวมทั้งชาวมอญก็ไม่ยอมช่วยเหลือในการรบกับพม่า

ขณะที่ Filipe de Brito รอทัพเรือโปรตุเกสจากอินเดีย
ให้มาช่วยรบด้วย แต่เรือก็มาช่วยเหลือไม่ทันแล้วจึงพ่ายแพ้
โดยถูกจับประหารชีวิตด้วยการตรึงไม้กางเขนไม้ไผ่
ให้ตายอย่างทรมานและตายอย่างช้า ๆ
ส่วนบรรดาลูกเมีย/ลูกครึ่งโปรตุเกสกว่า 500 คน
ถูกจับไปเป็นทาสเป็นไพร่ที่เมืองหลวง

พม่าจะเรียกพวกลูกครึ่งว่า
Bayingyi=Burma+Faringhi หรือ Poueguese หรือ Luso-Asain
เมืองสิเรียม มีป้อมปราการหน้าติดแม่น้ำ หลังติดภูเขา
ทำให้มีการป้องกันเมืองได้ดีมาก
และในค่ายทหารโปรตุเกสมีคนอาศัยอยู่มากกว่า 5,000 คน



โปรตุเกสช่วงแรกช่วยพระเจ้าตะเบงชะเวตี้
กับพระเจ้าบุเรงนองยึดเมืองต่าง ๆ
เพราะมีกองเรือและทหารยิงปืนจำนวนหนึ่ง
หลังจากพระเจ้าบุเรงนองสวรรคต
ก็ทรยศหักหลังไปเข้ากับเจ้าเมืองอาระกันที่เป็นมุสลิม
เพื่อมายึดเมืองหงสาวดีเป็นเมืองขึ้นต่อไป

การที่ Filipe de Brito ก่อกรรมทำชั่วได้
แบบไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม
เพราะพระมหาอุปราชานัดจินหน่อง (พระสังกทัต)
หรือพระเจ้าตองอูได้เข้าถือรีตเป็นชาวคริสต์
ตามตำนานว่าท่านเป็นโอรสลับของ
พระเจ้าบุเรงนองกับน้องสาวของ Filipe de Brito
นัดจินหน่องจึงเปิดเมืองให้ Filipe de Brito เข้ายึดเมืองโดยง่าย ๆ
แม้ว่าต่อมา พระเจ้าอโนเพตลุน จะพระราชทานอภัยโทษให้
แต่มีข้อแม้ว่าพระเจ้าตองอูต้องกลับมานับถือพุทธ
แต่พระเจ้าตองอูปฏิเสธจึงถูกประหารชีวิตตายตกกันไป

ตามตำนานลูกหลานของ Filipe de Brito เล่าว่า
หลังจากขนข้าวของเงินทองจากมหาเจดีย์ชเวดากองมาแล้ว
ก็ได้ไปขุดหลุมฝังไว้ในถ้ำต่าง ๆ จำนวนหลายแห่ง
รวมทั้งได้หลอมละลายมหาระฆังธรรมเจดีย์
ไปผลิตเป็นปืนใหญ่เรือไปแล้ว
และมีส่วนทำให้คนพม่าเชื้อสายโปรตุเกส
มักจะไม่ค่อยยอมบอกเล่าที่มาว่ามีเชื้อสายนี้
เพราะมีมลทินของสายตระกูลที่ทำลายศาสนาพุทธ



มหาระฆังธรรมเจดีย์ได้จมหายไปจนกลายเป็นตำนานกว่า 400 ปี
ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมามีทีมงานหลายทีมงาน
ทั้งภายในระดับชาติและระดับนานาชาติ
ต่างได้นำนักประดาน้ำจำนวนหลายร้อยนาย
ลงไปงมหามหาระฆังตามแนวร่องน้ำ
แต่ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จแต่อย่างใด
การค้นพบและกู้มหาระฆังขึ้นมา
จะเป็นเรื่องมหัศจรรย์ทางพุทธศาสนา
และความภาคภูมิใจของชาติพม่า

มหาระฆังธรรมเจดีย์คาดว่า
จะถูกฝังจมอยู่ใต้โคลนถึง 25 ฟุต
บางรายก็ระบุว่าจมอยู่ระหว่าง
ซากเรือของบริษัท Dutch East Indiaman จำนวนสองลำ






ในปีพ.ศ.2543 Damien Lay ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์สารคดี/นักสำรวจ
ชาวออสเตรเลียได้ใช้อุปกรณ์เครื่องสำรวจโซนาร์พร้อมกับดำน้ำสำรวจ
ในบริเวณพื้นที่ตามตำนานครอบคลุมกว่าสี่ตารางกิโลเมตร
ด้วยการตรวจสอบท้องน้ำที่กว้างขวาง
ในบริเวณพื้นที่ที่มีความเป็นไปได้
ที่มหาระฆังจะจมน้ำอยู่ในบริเวณดังกล่าว
แต่ก็ยังไม่ค้นพบแต่อย่างใดเลย
ทั้งนี้เป็นไปได้ที่ตำแหน่งตามตำนาน
และบริเวณพื้นที่รอบข้างที่มหาระฆังจมน้ำ
ค่อนข้างไม่ถูกต้องเพราะหลักฐานที่ชัดเจนไม่มีแต่อย่างใด
เป็นเพียงแต่คำบอกเล่าและตำนานเล่าสืบต่อ ๆ กันมา

Chit San Win นักประวัติศาสตร์มีความเห็นว่า
ทางเดินของแม่น้ำย่างกุ้งกับแม่น้ำหงสาวดี
จะต้องมีการเปลี่ยนเส้นทางอย่างแน่นอนในช่วง 400 ปีที่ผ่านมา
ทำให้จุดที่มีการค้นหาระฆังในพื้นที่ดังกล่าวไม่ถูกต้อง
เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคล้าย ๆ กันนี้
เคยเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 19
เมื่อเรือกลไฟที่จมลงในแม่น้ำมิสซูรี่
ต่อมาภายหลังมันกู้คืนได้ในทุ่งนาที่ห่างออกไป

แต่สิ่งที่ Chit San Win กังวลมากที่สุดคือ
มหาระฆังนี้จะมีอยู่จริงหรือไม่ตามตำนาน
เพราะจากการสืบค้นจากวรรณคดีพม่าจำนวนมาก
ก็พบว่ามีหลักฐานสนับสนุนน้อยมากเกี่ยวกับมหาระฆังใบนี้



นับเป็นเวลา 409 ปีแล้ว
คาดว่ามหาระฆังธรรมเจดีย์จะยังนอนจมอยู่ด้านล่างของแม่น้ำพม่า
ล่อนักผจญภัยและนักล่าสมบัติจากแดนใกล้และไกล
ต่างมาค้นหาและพยายามกู้คืนจะระฆังใหญ่ที่สุดของโลก
ที่เป็นเรื่องราวสมบัติลึกลับขนาดสองร้อยกว่าตันต่างล้มเหลว
เพราะชาวบ้านเชื่อว่าต้องได้รับการคุ้มครองโดยภูติผีวิญญาณเทพเทวดา
และเหล่าบรรดาภูติผีปีศาจต่าง ๆ และวิญญาณของชาวพื้นเมือง
ชาวบ้านบางคนอ้างว่าได้เห็นผิวหน้าระฆังในคืนพระจันทร์เต็มดวง

ที่ผ่านมาจุดที่ค้นหาส่วนใหญ่คือ
บริเวณที่แม่น้ำย่างกุ้งไหลรวมกับแม่น้ำหงสาวดี
ใกล้กับสถานที่จุดตรวจ Monkey Point
และตรงข้ามกับเมืองท่าที่ Filipe de Brito ได้ตั้งฐานทัพไว้
ยังไม่มีใครรู้จุดที่แน่นอนว่ามหาระฆังอยู่ตรงไหนกันแน่
แม้ว่ามีหลายคนต่างพยายามที่จะค้นหา
และจะยกมหาระฆังขึ้นมาถ้าค้นพบตั้งแต่ช่วงปลายปี 2523
แต่ก็เผชิญกับความล้มเหลวมาโดยตลอด
เพราะแม่น้ำเต็มไปด้วยโคลนตมและขุ่นข้น
จนทำให้การมองเห็นเกือบเป็นศูนย์ไปเลยทีเดียว




ในปี 2538 Jim Blunt นักดำน้ำชาวอเมริกัน
ได้ค้นหามหาระฆังร่วมกับเจ้าหน้าที่พม่า
ด้วยการใช้ภาพถ่ายจากโซนาสำรวจนำร่อง
เพื่อคาดว่าจะพบเรือจำนวน 2 ลำที่จมอยู่พร้อมกัน
ในพื้นที่คาดว่าลึกประมาณ 25 ฟุต (7.6 เมตร) จากชั้นโคลน
เพราะตามตำนานเล่าว่า มหาระฆังธรรมเจดีย์จมอยู่
พร้อมกับซากเรือ Dutch East Indiaman
คือเรือ Komine กับ Koning David
และชิ้นส่วนบางส่วนของเรือ Filipe de Brito

Jim Blunt ได้ดำน้ำถึง 115 ครั้งนานกว่าสองปี
และได้บอกจากประสบการณ์เรื่องนี้ในภาพยนตร์สารคดี
โดยอ้างว่าเขาได้กระแทกกำปั้นลงไปที่ระฆัง
และได้รับรางวัลตอบแทบจากเสียงโลหะ

Jim Blunt อยู่ที่รัฐแคลิฟอร์เนียได้เขียนอีเมล:
“ ผมได้เริ่มดำน้ำค้นหามหาระฆังกษัตริย์ธรรมเจดีย์
ในเดือนธันวาคมปี 2538 หลังจากการดำนำ้ในครั้งที่ 10
ผมก็ได้รับแจ้งว่านี่คือพื้นที่ค้นหาระฆังถูกสาป
นักดำน้ำหลายคนตายไปเพราะการค้นหามหาระฆัง
รวมทั้งนักดำน้ำรัฐนาวีพม่าที่ตายติดอยู่ในซากเรีอด้านใน
ดังนั้น การค้นหาส่วนใหญ่จึงค้นหารอบ ๆ ด้านนอก “



ในปี 2543 รัฐบาลพม่าได้สอบถาม 
Mike Hatcher
นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลชาวอังกฤษ
ให้ทีมงานของเขาช่วยค้นหามหาระฆังธรรมเจดีย์
เพื่อนำกลับคืนไปสู่มหาเจดีย์ชเวดากอง

Mike Hatcher ตกลงในการนี้
และโครงการนี้ได้รับความร่วมมือจาก
หน่วยงานธุรกิจ ญี่ปุ่น ออสเตรเลียและอเมริกา
รวมทั้ง Richard Gere มีส่วนร่วมอย่างมากในการระดมทุน

แต่โครงการนี้กลับมีผู้คัดค้าน
ด้วยการรณรงค์เรื่องความเป็นประชาธิปไตย
โดยการระบุว่า การค้นหามหาระฆังธรรมเจดีย์
เท่ากับว่าเป็นการรับรองรัฐบาลเผด็จการทหารพม่า
จากประชาคมนานาชาติโดยผ่านทางเรื่องนี้
และควรจะรอจนกว่ารัฐบาลพม่ามีความก้าวหน้า
หรือจนกว่าจะถึงเวลาที่รัฐบาลเป็นประชาธิปไตยเสียก่อน




ในปี 2544 เดือนมีนาคม หนึ่งในเจ็ดของโครงการกอบกู้มหาระฆัง
ตามการคาดการณ์ของ Mike Hatcher กับทีมงาน
ด้วยการเริ่มต้นการค้นหาในตำแหน่งที่คาดว่า
น่าจะเป็นที่แน่นอนที่สุดของมหาระฆังธรรมเจดีย์
เรื่องนี้ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมาก
หลังการประกาศข่าวของ BBC

แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีความคืบหน้าแต่ประการใด
เพราะเกิดเรื่องเร่งด่วนที่เกี่ยวข้องในการค้นพบ
จากทีมงานของเขาในเดือนมิถุนายน 2543
ที่ค้นพบซากเรือขนาดใหญ่จมอยู่ในน่านน้ำอินโดนีเซีย
พร้อมกับเครื่องเคลือบดินเผาจำนวนมาก
อย่างที่ไม่เคยมีการค้นพบในที่ใดมาก่อน

หากโครงการคืบหน้าไปได้
นักดำน้ำจะใช้อุปกรณ์ใต้น้ำเป็นโซนาร์ค้นหาส่วนตัว
กล้องส่องดูในที่มืด
และเครื่องตรวจจับ
สารประกอบของทองแดงเพื่อค้นหาระฆัง
เพราะโคลนที่ถมทับมหาระฆังอยู่
คาดว่า จะมีความเข้มข้นของสารประกอบทองแดงค่อนข้างสูง
ภายในเก้าเดือนหลังจากการสำรวจครั้งนี้
น่าจะค้นพบมหาระฆังและยกมันขึ้นจากแม่น้ำได้
ด้วยการสร้างฐานขุดเจาน้ำมันแบบทะเลเหนือขนาดย่อม
ให้อยู่บนเหนือแก่งโคลนของจุดบรรจบของแม่น้ำสองสาย
แล้วประกอบรถเครนขนาดใหญ่เพื่อยกมหาระฆังขึ้นมาจากน้ำ
พร้อมกับจะสร้างทางรถไฟระยะทางราวครึ่งไมล์
เพื่อการขนส่งมหาระฆังขึ้นเนินไปยังมหาเจดีย์ชเวดากอง
แต่แล้วโครงการนี้ก็ยุติลงไปในที่สุด




ในเดือนกรกฎาคม 2553 สำนักข่าว Myanmar Times
ได้รายงานว่า Damien Lay ผู้สร้างภาพยนตร์
และนักสำรวจชาวออสเตรเลียได้ตัดสินใจ
ที่จะเริ่มต้นโครงการค้นหามหาระฆังใหม่อีกครั้ง
Damien Lay กับทีมงานได้ใช้โซน่าร์สำรวจพื้นที่อย่างกว้างขวาง
และมีการดำน้ำครอบคลุมพื้นที่แม่น้ำประมาณสี่ตารางกิโลเมตร
ที่เชื่อกันว่ามหาระฆังจะจมอยู่ในบริเวณนี้
และค้นพบว่ามีเรืออับปางถึงสิบสี่ลำในพื้นที่เป้าหมาย
และได้ไปสำรวจพื้นที่เป้าหมายที่มีซากเรือจมสองลำ
และคาดว่ามหาระฆังจะอยู่ในบริเวณดังกล่าว
แต่ภาพถ่ายที่ได้จากโซนาร์ก็พบซากเรือสองลำจมอยู่จริง
แต่ยังไม่มีการเผยแพร่ภาพถ่ายเรือที่อับปางทั้งสองลำ

Damien Lay ได้ให้สัมภาษณ์ ขณะที่อยู่ใน Sydney ว่า
" ตำแหน่งที่จมของมหาระฆังอาจจะไม่ใช่พื้นที่ตามตำนานแต่อย่างใด
เพราะรอบ ๆ พื้นที่ตามตำนานก็ไม่สอดคล้องกับการค้นหาครั้งนี้
เป็นไปได้ว่าหลักฐานและสถานที่จมของมหาระฆัง
อาจจะถูกมองข้ามไปอย่างมีนัยสำคัญ
ด้วยการตีความผิดทางประวัติศาสตร์
สถานที่ตั้งของมหาระฆังค่อนข้างน่าแปลกใจ
ผมกำลังค้นหาในพื้นที่แตกจ่างจากเดิมให้มากที่สุด
เพื่อให้การค้นหาครั้งนี้ในจุดที่เชื่อว่าเป็นที่จมของมหาระฆัง
เรามีข้อมูลพิเศษมาก และผมพยายามที่จะเสนอ
การค้นพบครั้งนี้ให้กับทางเจ้าหน้าที่พม่า
ขอให้พวกเขาโชคดีทุกค
เพราะมันสำคัญยิ่งยวดที่จะต้องถูกค้นพบ “

Damien Lay ได้ทำการค้นหามหาระฆัง
เพราะเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสำรวจค้นหา Lady Southern Cross
ที่สนับสนุนเงินทุนจากเอกชนดำเนินการโดย Damien Lay เมื่อแปดปีที่ผ่านมา
เพื่อแสดงไมตรีจิตขอบคุณชาวบ้านและและรัฐบาลพม่า
ที่ได้สนับสนุนและให้ความช่วยเหลือในการค้นหา
และกู้คืนซากปรักหักพังของเครืองบิน Lady Southern Cross
พร้อมกับ ซากศพของ Sir Charles Kingsford Smith
และ John Thompson "Tommy" Pethybridge
ที่หายไปจากนอกชายฝั่งพม่าเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2478




ปลายเดือนมิถุนายน 2555
กรมวิจัยทางประวัติศาสตร์ของกระทรวงวัฒนธรรม
และ บริษัท SD Mark International LLP ประเทศสิงคโปร์
ได้จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการในเมืองย่างกุ้ง
เพื่อขอความพยายามครั้งใหม่จากหน่วยงานธุรกิจชาวสิงคโปร์
ที่ให้คำมั่นว่าจะทำให้โครงการนี้แบบไม่แสวงหาผลกำไร
ด้วยจำนวนเงินรับบริจาค 10 ล้านเหรียญสหรัฐ




ในเดือนสิงหาคมปี 2557
U San Linn ผู้ค้นหารายหนึ่งอ้างว่า
ได้พบมหาระฆังแล้วและเตรียมพร้อมที่จะนำขึ้นบนฝั่งในไม่ช้านี้
แต่อย่างไรก็ตามการค้นพบครั้งนี้เป็นข่าวโคมลอย
ไม่มีการค้นพบแต่อย่างใด

ในปี 2557 มีการร่วมกันค้นหามหาระฆัง
โดย U San Linn U Soe Thein และ U Win Myint
ได้ร่วมกันสมทบทุนมากกว่า 150 ล้านจัต
ร่วมกับเงินบริจาคของหน่วยงานธุรกิจและชาวบ้าน
มีฝูงชนจำนวนมากที่รักการดำน้ำมาร่วมด้วยครั้งใหญ่
แม้ว่าผู้คนจะมองไม่เห็นอะไรเลยจากที่ชายฝั่งแม่น้ำ
แต่ก็มีการร่วมกันส่งแรงใจและสวดมนตร์อวยพรจากชาวบ้าน
แม้แต่พระสงฆ์ในท้องถิ่น ยังร่วมกินเจ
และทีมนักดำน้ำฝีมือเยี่ยมฉายามังกรใต้น้ำสีทอง
ที่ว่าจ้างมาจาก Kawthoung เขตตะนาวศรี

หลังจากที่ บนบานสานกล่าวเทพเทวดาและนัตทั้งปวง
U San Linn อ้างว่าวันที่ 26 สิงหาคม 2557
ทีมงานจะได้ค้นพบมหาระฆังแล้วและจะยกมันขึ้นมา
แต่สมาชิกคนอื่น ๆ ในทีมไม่รู้เรื่องนี้เลย
เรื่องที่ U San Linn พูดคุยเกี่ยวกับการค้นพบนี้
และเมื่อสิ้นสุดวันที่ 18 กันยายน
ก็ไม่มีการค้นพบมหาระฆังแต่อย่างใด

สิ่งที่ตามมาคือคำถามจำนวนมากมายว่า
U San Linn ทำอะไรบ้างกับเงินทุนเหล่านี้
U Win Myint ที่มีส่วนร่วมกับความพยายาม
ค้นหามหาระฆังที่ล้มเหลวครั้งนี้ กล่าวว่า
เขาได้เริ่มพัฒนาแผนการของตนเอง
เพื่อค้นหามหาระฆังแล้ว และยินดี
ที่จะเข้าร่วมมือกับทีมงาน U Kyaw Win
ถ้าได้รับการร้องขอ หรือกับใครก็ได้
ที่มีประสบการณ์ในการค้นหาของใต้น้ำ

"ถ้าเขา [U Kyaw Win] ยังไม่ค้นพบมหาระฆัง
หลังจากหนึ่งเดือนผ่านพ้นไปแล้ว
ผมจะขออนุมัติจากรัฐบาลภาคย่างกุ้ง
เพื่อให้ค้นหามหาระฆังอีกต่อไป
ผมเชื่อว่าสักวันหนึ่งเราจะค้นพบมัน
แต่เราต้องหลอมรวมความแข็งแกร่งของเรา
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผมได้ติดต่อกับ U Kyaw Win
และทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการค้นหาก่อนหน้านั้น “
U Win Myint ให้สัมภาษณ์

U Chit San Win ซึ่งเป็นนักประวัติศาสตร์และนักเขียนกล่าวว่า
“ ความร่วมมือกันยังไม่เพียงพอ
ต้องขอข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญหลายคน
ถ้าต้องการจะค้นพบมหาระระฆังจริง ๆ

อันที่จริงเขา [U Kyaw Win] ในครั้งแรกแล้ว
เขาควรใช้คำแนะนำจากนักประวัติศาสตร์
เพื่อยืนยันจุดที่มหาระฆังจมลงไปจริง ๆ
นอกจากนี้เขาควรจะทำงานร่วมกับ
นักวิทยาศาสตร์และนักสำรวจอีกหลายคน
เพื่อระบุความเป็นไปได้ที่มีหลากหลายมาก

เท่าที่เรารู้ มหาระฆังจะอยู่ในที่ดินก็ได้
ภายในพื้นที่ขนาดใหญ่แถวนี้
แทนที่จะทำการค้นหาตามลำพัง
ผู้ค้นหามหาระฆังควรทำงานร่วมกัน
หลังจากที่นักประวัติศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์
ได้สรุปและหาสถานที่ที่มีแนวโน้มว่าเป็นไปได้ “

เขาไม่เชื่อเรื่องโอกาสของมหาระฆังที่จะถูกยกลอยขึ้นมา
ด้วยความช่วยเหลือจากอภินิหาร เพราะมีข้อโต้แย้งที่ชัดเจนในปี 2014
ที่มีการใช้วิธีการทุกอย่างในการทำนายที่ตั้งมหาระฆัง

“ มันเป็นไปไม่ได้ที่จะค้นหามหาระฆังตามลำพัง
ถ้าหากว่าการค้นหาของพวกเขายังต้องพึ่งพาอาศัย
อำนาจเหนือธรรมชาติหรือความเชื่อทางภูตผีวิญญาณ "

U Soe Thein ประธานคณะกรรมการวรรณคดีและวัฒนธรรมชาวมอญ กล่าวว่า
" ทีมงานชุดนี้ไม่มีความหวังในการทำงานแต่อย่างใดเลย
เราได้ยินว่า U Kyaw Win มีเงินทุนไม่เพียงพอ
และวิธีการค้นหามหาระฆังของเขาดูไม่น่าจะหามหาระฆังได้เลย
ผมอยากจะบอกว่ามันเป็นเพียงความหวังที่ห่างไกลซะเหลือเกิน "

U Kyaw Lwin Oo ผู้อำนวยการของกรมโบราณคดีพิพิธภัณฑ์แห่งชาติและห้องสมุด
ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นใด ๆ เกี่ยวกับการค้นหาในครั้งนี้
โดยบอกแต่เพียงว่ายังไม่ได้รับรายงานใด ๆ
เกี่ยวกับผลการค้นหามหาระฆังในตอนนี้แต่อย่างใด

ตอนนี้เป็นนักธุรกิจชาวพม่าชั้นนำและนักการเมือง
ได้ประกาศแผนการที่จะให้เงินทุนค้นหามหาระฆังใบนี้
คาดว่าจะต้องมีค่าใช้จ่ายมากขึ้นกว่า 10 ล้านเหรียญสหรัฐ
ถ้าค้นพบแล้วจะนำกลับไปไว้ที่บริเวณอารามเจดีย์ชเวดากอง
สถานที่เดิมที่มันถูกปล้นไปจากพวกโปรตุเกศ

“ ผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศรายหนึ่งคาดการณ์ว่า
การกอบกู้ระฆังใบนี้จะเสียค่าใช้จ่ายระหว่าง
5ล้านถึง 10 ล้านเหรียญซึ่งผมก็พร้อมที่จะจ่ายเงินเพื่อการนี้ทั้งหมด
เราได้ว่าจ้างเรือขนาดใหญ่ที่จะกอบกู้มหาระฆัง
ถ้าเราสามารถกอบกู้ระฆังขึ้นมาได้
เราจะนำกลับไปวางไว้ที่เจดีย์ชเวดากอง “
Khin Shwe ให้สัมภาษณ์กับ วารสารท้องถิ่นและเว็บไซต์อิระวดี

ในปี 2015 Khin Shwe ผู้อยู่เบื้องหลังโครงการ
เป็นสมาชิกสภาสูงของรัฐสภาพม่า
และเป็นสมาชิกพรรคสหภาพความเป็นปึกแผ่นและการพัฒนา
ของประธานาธิบดีเต็งเส่ง Thein Sein

บริษัท Zay Kabar ของ Khin Shwe นักธุรกิจวัย 61 ปี
คือหนึ่งในธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของพม่า
ในรายงานบริษัทระบุแต่เพียงว่า
ไม่ได้รับเหมางานก่อสร้างส่วนใหญ่ของทหาร
ที่เคยปกครองประเทศก่อนหน้านี้
แม้ว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัทของเขา
มีส่วนร่วมข้อพิพาทสิทธิในที่ดิน
กับเกษตรกร
เขตตอนเหนือของกรุงย่างกุ้ง

Aung Naing Oo เลขานุการของ Khin Shwe ให้สัมภาษณ์ว่า
" เจ้าของบริษัทยังอยู่ในประเทศไทย
และไม่สามารถแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ
แผนการต่าง ๆ แทนเจ้าของได้
จนกว่าท่านจะกลับมาชี้แจงด้วยตนเองที่พม่า "

Khin Shwe นักธุรกิจได้ให้สัมภาษณ์กับ Snapshot ว่า
" ได้รับคำทำนายโดย Kyaik Htee Saung
เจ้าอาวาสวัดเจดีย์ทางตอนเหนือของรัฐมอญ
พระเจ้าธรรมเจดีย์ พระราชสมภพในอังคาร
ดังนั้นผมจึงมั่นใจเกินร้อยเลยว่า
การค้นพบครั้งนี้จะต้องประสบความสำเร็จ ”

อนึ่ง ยังมีทีมค้นหามหาระฆังที่นำโดย
U Kyaw Win อดีตเจ้าหน้าที่กองทัพเรือ
ที่ทำการค้นหาอย่างเงียบ ๆ ในวันที่ 12 มกราคมที่ผ่านมา
ในน่านน้ำใกล้โรงกลั่นน้ำมัน Thanlyin
สถานที่บรรจบกันของแม่น้ำย่างกุ้ง หงสาวดีและห้วยน้ำ
แต่ก็หยุดการค้นหาในวันที่ 20 มกราคม
ทั้งนี้ U Kyaw Win ได้สาบานว่าจะทำการค้นหาต่อไปในภายหลัง
ด้วยเงินทุนของตนเองจนกว่าจะค้นพบมหาระฆัง

“ ถ้าผมพบมหาระฆัง
เรื่องแรกที่ผมจะทำคือแจ้งให้รัฐบาลทราบ
และหลังจากนั้นผมจะทำต่อไปจนกว่าจะสิ้นสุด
[ความพยายามกอบกู้มหาระฆัง]
ถ้าพวกเขาได้สั่งผม(ให้หยุดได้แล้ว)
การค้นหาครั้งนี้ยังอีกยาวไกล
เพราะค่าเช่าเรือในแต่ละวันต้องจ่ายถึง 40,000 จัต
และยังมีค่าใช้จ่ายอีก 800,000 จัต
สำหรับเครื่องวัดความลึกของแม่น้ำที่มีความขุ่นข้นมากในท้องน้ำ
และค่าทีมนักดำน้ำอีกวันละ 250,000 จัต

เรื่องการค้นหามหาระฆังธรรมเจดีย์ในแต่ละครั้ง
จะสามารถปลุกกระแสการร่วมมือร่วมใจของคนในชาติพม่าได้ทุกครั้ง
แม้ว่าจะจบลงด้วยความล้มเหลวมาหลายครั้งก็ตามแต่


เรียบเรียง/ที่มาของภาพ

https://goo.gl/qGlx5q
https://goo.gl/4BB0hQ
https://goo.gl/aqiFyR
https://goo.gl/nbYbJT
https://goo.gl/MLJlYR
https://goo.gl/Ykcp1J














ตำนานนิทานบ้านเกิดของผู้เรียบเรียง

https://pantip.com/topic/36036756 ย้ายวัดหนีเสียงระฆังตีบอกเวลา





Create Date : 21 พฤษภาคม 2560
Last Update : 21 พฤษภาคม 2560 17:05:28 น. 0 comments
Counter : 289 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ravio
Location :
สงขลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 26 คน [?]




เกิดหาดใหญ่ วัยเด็กเรียนหนังสือโรงเรียน Catholic คณะ Salesian มีนักบุญประจำโรงเรียน Saint Bosco, Saint Savio ชอบอ่านหนังสือ godfather เกี่ยวกับ Mafio ของพวกซิซีเลียน เคยเล่นเกมส์ Mario แล้วได้คะแนนนำเลยนำสระโอมาต่อท้ายชื่อเป็น Ravio ได้กลิ่นอายแบบ Italino เคยเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเรียนวิชาชีพทำมาหากิน แต่ไม่ใช่วิชาที่ชื่นชอบมากนัก เรียนอยู่กว่าเจ็ดปี ต้องกลับมาทำงานเป็นกรรมกรที่บ้านเกิด จนเริ่มเกิดความหลงรักชีวิตบ้านนอก และวิถีชิวิตชุมชนท้องถิ่นที่ตนอยู่และไปร่วมวงเสวนา

เกิดเดือนมีนาคม แต่ลัคนาราศรีตุลย์ ชอบไปทุกเรื่อง สุดท้ายทำอะไรที่ได้เรื่องไม่กี่เรื่อง แต่ส่วนมากมักไม่ได้เรื่อง

ชอบขับรถยนต์ท่องเที่ยวชมภูเขา ป่าไม้ น้ำตก แต่ไม่ชอบทะเลหรือชายหาด เพราะรู้สึกอ้างว้าง โดดเดี่ยว เมื่อคิดถึงชีวิตตนเองที่มาเปรียบเทียบกับสองสิ่งสองอย่างนี้ รู้สึกว่ามนุษย์เป็นเพียงชีวิตที่เล็กน้อยมากที่มาอยู่อาศัยในโลกใบนี้

ชอบอ่านหนังสือ ท่องเที่ยวใน Internet ชอบเดินทางท่องเที่ยวแถว ในละแวกท้องถิ่นบ้านเกิด นาน ๆ ครั้งจะขึ้นไปเยี่ยมเพื่อนที่กรุงเทพฯ หรือไปหาซื้อหนังสือแถวสยามสแควร์ ถิ่นเก่าที่อยู่และที่เรียน






Friends' blogs
[Add ravio's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.