LovelyTrip เที่ยวทุกที่ที่ใจอยากไป
Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2560
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
1 พฤษภาคม 2560
 
All Blogs
 
เที่ยวลัคเนาว์ อินเดีย – เนปาลเส้นทางสายธรรมครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้มา




เราได้มีโอกาสเดินทางไปเที่ยวประเทศอินเดีย2 ครั้งใกล้กันหรือในรอบ2เดือนมานี้ ครั้งแรกเที่ยวเมือง “ชัยปุระ” http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=raveetawan&month=03-2017&date=21&group=9&gblog=42


และครั้งที่ 2 เมื่อ 18-23 เดือนเมษายนที่ผ่านมาเดินทางไปเที่ยวเมืองลัคเนาว์ประเทศอินเดีย และประเทศเนปาล เมืองลัคเนาว์  ถือเป็น HUB หรือศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจการค้าการลงทุน การคมนาคม เรียกว่าเป็นเมืองสายหลักของชุมนุมทางรถไฟที่สามารถเชื่อมต่อไปหลายรัฐได้


ที่สำคัญ เป็นเมืองที่สามารถเดินทางเชื่อมต่อไปทั้ง สังเวชนียด้วยสายการบินไทยสมายล์ได้ ซึ่งล่าสุดสายการบินไทยสมายล์เปิดเส้นทางบินเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้ผู้เดินทางทุกท่านสามารถบินตรง“กรุงเทพฯ-ลัคเนาว์-กรุงเทพฯ”ได้สัปดาห์ละ4 เที่ยวบินโดยใช้เวลาเดินทางเพียงแค่ ชั่วโมงใกล้กว่าบินไปเมือง “ชัยปุระ” ชั่วโมง


เพื่อนๆหลายคนถามเราว่า   ทำไมไปอินเดียบ่อยจัง...? และทำไมไปรอบนี้ไม่ร้อนเหรอ ? คำตอบก็คือ ใจอยากไปไปตามรอยพระบาทที่ยาตราแห่งองค์พระพุทธศาสดาตั้งใจไปน้อมสักการะ 2 สังเวชนียสถาน คือ สถานที่ประสูติและปรินิพพานของพระพุทธเจ้า องค์พระพุทธศาสดาของพุทธศาสนิกชนคนไทย


ที่สำคัญ เมืองสาวัตถีเป็นเมืองที่องค์พระสัมมมาสัมพุทธเจ้าจำพรรษาอยู่ที่วัดเชตวันมหาวิหาร นานที่สุดถึง19 พรรษาและมีต้นโพธิ์ที่อายุยืนที่สุดในโลก2,500 กว่าปีอยู่ที่นี่ด้วย

เราไม่เพียงเดินทางศึกษาเส้นทางสายธรรมตามที่ตั้งใจไว้ คือ เริ่มต้นจากเมืองลัคเนาว์สู่เมืองสาวัตถี ไปเมืองลุมพินีและเมืองกุสินารา เพื่อกลับมาเมืองลัคเนาว์ เพราะก่อนกลับยังมีเวลาเหลือพออีก 1 วันที่จะได้นั่งรถยลโฉมเมืองลัคเนาว์แบบสบายๆด้วย


ใครต่อใครก็บอกกับเราก่อนเดินทางว่า  เมืองนี้สวยงามมาก  ขึ้นชื่อในเรื่องงานศิลปกรรม  สถาปัตยกรรมที่ผสมผสานทั้งแบบฮินดู-มุสลิม(แบบเปอร์เซีย)-ยุโรปและแบบ“มุสลิมโมกุล” ....จะยิ่งใหญ่และอลังการสวยงามสมคำร่ำลือจริงๆหรือไม่


วันนี้จะขอนำเรื่องราวดีๆ จากเส้นทางสายธรรมและความสวยงามของเมืองลัคเนาว์มาฝากกันนะคะ


ต้องบอกว่า เราออกเดินทาง เมื่อวันที่18-23 เมษายน ที่ผ่านมาตรงกับช่วงหน้าร้อนของที่นี่พอดี แต่ถือว่ายังไม่ร้อนจัดของอินเดียทำให้ตลอดทริปเดินทางของเราเจอแดดที่ไม่แรงเลย  มาเจอแรงจัดเอาวันสุดท้ายนี่สิ !!! ร้อนประมาณน้องๆ เมืองไทยกันเลยทีเดียว


แต่พวกเราก็ บ่ยั่น เพราะทริปเส้นทางสายธรรมที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้มาถือได้ว่า คุ้มค่าเพราะได้เดินทางมาสัมผัสถึงต้นกำเนิดพระพุทธศาสนาสถานที่ประสูติและปรินิพพานของพระพุทธเจ้าเมื่อกว่า 2,500 ปีมาแล้ว


เครื่องออกจากสนามบินสุวรรณภูมิประมาณ 4 ทุ่มเหมือนเดิม และมาถึงสนามบินนานาชาติ CHAUDHARYCHARAN SINGHINTERNATIONAL AIRPORT @เมืองลัคเนาว์ ประมาณเที่ยงคืนกว่านิดๆ 

จากนั้นนั่งรถโค้ชไปพักผ่อนที่โรงแรม RENAISSANCEHOTEL จัดเป็นโรงแรมชั้นดี ตกคืนละประมาณ 6,000 กว่าบาทนิดๆ  ชอบโรงแรมนี้ตรงที่เทคโนโลยีล้ำสมัยดี ล้ำตั้งแต่ประตูเข้าโรงแรม มีระบบความปลอดภัยที่ถูกกลั่นกรองด้วยคนและเทคโนโลยีแบบละเอียดยิบ

ทันทีที่รถโค้ชมาถึงหน้าโรงแรม รปภ. เปิดประตูรั้วโรงแรมแล้วจะทำหน้าที่ตรวจหาระเบิดด้วยเครื่องตรวจ  หากปลอดภัย จากนั้นรปภ.จึงจะกดสวิตหน้าป้อมเพื่อให้เสาหลักที่สูงประมาณครึ่งเมตรเรียงแถวยาวเป็นแนว  ค่อยๆยุบลงใต้พื้นดิน (ที่โรงแรมแห่งนี้มีกฎห้ามถ่ายรูปด้านหน้าโรงแรมด้วยค่ะ) 

หลังจากรถส่งทุกคนถึงหน้าโรงแรมแล้ว ยังต้องเจอการสแกนกระเป๋าทุกใบก่อนเดินเข้าไปเช็คอินในโรงแรมอีกชั้นหนึ่งถึงจะเข้าไปเค้าน์เตอร์เช็คอินได้

ไม่เพียงเท่านี้หลังจากเช็คอินโรงแรมและเข้าห้องพักแล้ว  เรายังได้เจอห้องน้ำที่ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยจนเรารู้สึกว่าตัวเองล้าหลังเอาเลยทีเดียว  ห้องน้ำเป็นกระจกใสที่มองทะลุเห็นเตียงนอน

ถ้าพัก 2 คน เราสามารถแตะสวิตไฟเบาๆ ในห้องน้ำ  จากนั้นกระจกใสห้องน้ำจะทำหน้าที่ปรับแสงเป็นกระจกทึบฝ้าทันที  แค่นี้คนที่อยู่ด้านนอกก็มองเข้ามาไม่เห็นภายในห้องน้ำแล้ว  ซึ่งก็ต้องขอบคุณ คุณพัชรพล ตันประสิทธิกุล Asst.Manager,Digital Sales and Marketing ของสายการบินไทยสมายล์ ผู้นำคณะพวกเราที่มาช่วยเป็นธุระให้ทั้งๆที่ดึกแล้วทุกคนควรต้องพักผ่อนกัน


เช้าวันรุ่งขึ้น 9 โมง เป็นเวลาล้อหมุนออกจากโรงแรมในเมืองลัคเนาว์ เดินทางไปเมืองสาวัตถี โดยพี่โป่ง หรือคุณบุษบา  หัวหน้าทัวร์กิตติมศักดิ์ของพวกเราได้นิมนต์พระอาจารย์คำสรณ์ ( FB/ท่านคมสรณ์ข่าวสารงานพระธรรมทูตอินเดีย) จากวัดไทยเชตวันฯร่วมคณะเดินทางบนเส้นทางสายธรรม “สาวัตถี-ลุมพินี-กุสินารา” ไปกับพวกเราด้วย  

พระคุณเจ้าคอยให้ความรู้มากมายเกี่ยวกับพุทธประวัติขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอัดแน่นด้วยพระธรรมคำสั่งสอนที่ย้ำกับทริปของพวกเราว่า การจะกระทำการสิ่งใดในทุกๆเรื่องขอให้มี สติ เพราะสติช่วยทำให้เราเกิดปัญญาและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้  

จากเมืองลัคเนาว์ไปเมืองสาวัตถี ระยะทางร่วม 200 กิโลเมตรใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงกว่าๆ เพราะรถโค้ชที่นั่งไปนี้จะขับความเร็วไม่เกิน100กิโลเมตรต่อชั่วโมงเพื่อความปลอดภัยของทุกคน


พวกเราเดินทางมาถึง วัดเชตวันมหาวิหาร หรือ สาเหต (SAHET) ตั้งอยู่ในเมืองสาวัตถี ประเทศอินเดีย จัดเป็นวัดอารามหลวงที่พระพุทธเจ้าจำพรรษานานที่สุดถึง 19 พรรษา 



ที่นี่มีต้นโพธิ์อายุยืนที่สุดในโลก 2,500 กว่าปี มีชื่อว่าต้นอานันทโพธิ์ ปลูกโดยพระอานนท์ในสมัยพุทธกาล


พระอาจารย์แนะนำพวกเราว่าไม่ควรเด็ดใบโพธิ์จากต้นกลับบ้านหรือถ้าใบโพธิ์หล่นลงพื้นก็สามารถเก็บได้แต่หากรับจากพระคุณเจ้าหรือพระที่มาร่วมสวดมนต์ใต้ต้นโพธิ์จะเป็นกุศลและโชคดี


เรานั้นก็ได้ใบโพธิ์มาจากพระอาจารย์ท่านหนึ่งที่มาสวดมนต์ในวัดแห่งนี้ ท่านสวดมนต์จบแล้วกำลังเดินกลับ ก็โยนใบโพธิ์ที่หล่นพื้นใส่มือให้  รู้สึกเป็นศิริมงคลมากและขอส่งความศิริมงคลแด่ทุกท่านที่อ่าน Blog นี้ด้วยนะคะ


ที่น่าปลาบปลื้มที่สุด ที่ได้ไปยืนกราบไหว้สักการะ ณ สถานที่แสดงยมกปาฏิหาริย์สถูป ซึ่งเป็นสถานที่ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงปาฏิหาริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด



และไปยืนกราบสักการะ พระมูลคันธกุฎี กุฏิของพระพุทธเจ้าเป็นสถานที่เกิดเรื่องราวและพระสูตรสำคัญๆในพระพุทธศาสนามากมาย เช่น เรื่องขององคุลิมาลด้วย


พระอาจารย์เล่าให้ฟังว่า วัดเชตวันมหาวิหารจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีท่าน อนาถบิณฑิกเศรษฐี เศรษฐีผู้มีจิตใจงดงาม ใจบุญสุนทาน ชอบช่วยเหลือผู้อื่นที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก  ต่อมาได้มาพบกับพระพุทธองค์และได้เลี้ยงภัตตาหารแก่พระพุทธศาสดาพร้อมได้สดับรับฟังพระธรรมเทศนา อนุปุพพิกถาและอริยสัจ 4 จนบรรลุโสดาปัตติผล  

จนกระทั่งได้อาราธนาพระพุทธองค์ไปประทับที่เมืองสาวัตถีโดยได้ทำการซื้อพื้นที่สวนของเจ้าเชตมาสร้างวัดเชตวันมหาวิหารจึงเป็นที่มาของชื่อวัดแห่งนี้  และทำให้มหาเศรษฐีแห่งเมืองสาวัตถี   อุบาสกผู้คอยอุปัฏฐากพระพุทธศาสนาท่านได้รับการยกย่องให้เป็นอุบาสกผู้เลิศในการเป็นผู้ถวายทาน...


ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี นี้นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชมส่วนใหญ่มีความเชื่อกันว่า  การมายืนสวดมนต์บริเวณหน้าบ้านเศรษฐีจะช่วยส่งผลบุญให้ผู้ยืนสวดมนต์ประสบพบแต่โชคลาภ  บางคนหยิบกระเป๋าใส่เงินมาเปิดกระเป๋าอ้า เพื่อเรียกโชคลาภ ให้เงินไหลมาเทมาเต็มกระเป๋าตลอดเวลา


หลังจากพวกเรา ชมสถานที่สำคัญทางพุทธประวัติแล้ว ก็กลับเข้าที่พักเพื่อรับประทานทานอาหารเย็น  และนอนพักผ่อนกันเพื่อวันุร่งขึ้นจะเดินทางต่อไปยัง สวนลุมพินี ตั้งอยู่ที่เมืองไภรวา    แคว้นอูธ   ประเทศเนปาล ซึ่งเป็นสังเวชนียสถานแห่งที่ 2 ถือเป็นสังเวชนียสถานแห่งเดียวที่ไม่อยู่ในประเทศอินเดีย  

ดังนั้นเมื่อจะเดินทางไปทุกคนจะต้องเตรียมหนังสือเดินทางสำหรับข้ามผ่านแดนจากประเทศอินเดียเข้าประเทศเนปาลด้วย



ระหว่างที่เดินทาง ไปเมืองลุมพินี ประเทศเนปาล... Amazing!!! มากๆสำหรับเรา  เพราะจู่ๆ นิลกาย (นิล-ละ-กาย) สัตว์ชนิดหนึ่ง...หุ่นเหมือนวัวตัวเหมือนม้า หน้าเหมือนกวาง  คางเหมือนแพะ...ก็วิ่งออกมาจากข้างทางและข้ามถนนให้เราเห็น...

พระอาจารย์คำสรณ์ ท่านคมสรณ์ข่าวสารงานพระธรรมทูตอินเดีย แห่งวัดไทยเชตวัน บอกว่า ใครพบเห็นจะโชคดี เพราะนิลกาย เป็นสัตว์ที่วิ่งอยู่ตลอดเวลาและกลัวคนไม่ค่อยออกมาให้ใครเห็น...หรือบางครั้งออกมาให้เห็นอาจมามากถึง 50-60 ตัวหรือใหญ่กว่านั้นก็มี  

จะมีบ้างที่ออกมานอนเล่นในทุ่งนาข้าวสาลีของชาวบ้านในยามเย็นแต่ไม่บ่อยนัก ก็ขอให้ทุกท่านที่ยังไม่เคยเห็นได้ชมภาพแล้ว ก็ขอให้พบแต่ความโชคดีนะคะ...



เมืองลุมพินี ประเทศเนปาล เป็นสถานที่ประสูติของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ภายใน วิหารมายาเทวี ภายในวิหารเก็บบันทึกรูปรอยเท้าของเจ้าชายสิทธัตถะด้วย ซึ่งทุกคนที่เดินเข้ามาชมและกราบสักการะได้แต่ห้ามถ่ายภาพ


ส่วนภายนอกวิหาร มีสระโบกขรณี และเสาอโศก ซึ่งถูกฝังดินไว้ พวกเราได้เก็บภาพจารึกเป็นอักษรพราหมณ์ ระบุว่า ที่แห่งนี้ว่าคือสถานที่เจ้าชายสิทธัตถะประสูติ

จากนั้นเย็นพอดีพวกเรามีโอกาสแวะไปชม วัดไทยลุมพินี-เนปาล ซึ่งกำลังจะมีพิธีการฝังลูกนิมิตในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้โดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯเสด็จมาเป็นองค์ประธาน


วันรุ่งขึ้นพวกเราเดินทางกลับประเทศอินเดีย เมืองกุสินารา เมืองที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานและเป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพระพุทธองค์


เมืองกุสินารา จัดเป็นเมืองที่ปลูกป่าที่เป็นต้นสาละเยอะมากระหว่างทางพบเห็นตลอดสองข้างทางสวยงามเหมือนสวนยางบ้านเรา


พวกเราได้เข้าไปกราบสักการะพระพุทธรูปปางปรินิพพาน ภายในวิหารปรินิพพาน เป็นพระพุทธรูป ศิลปะในสมัยคุปตะ (พุทธศักราช 823-1093) โดยช่างฝีมือชาวมธุราที่มีขนาดความยาวประมาณ 7 เมตร สูงประมาณ 1 เมตรประดิษฐานอยู่บนพระแท่นจุณศิลาที่ทำจากทรายแดงของเมืองจุนนะ

วิหารแห่งนี้ถูกขุดครั้งแรกเมื่อปีพุทธศักราช 2397 โดยนายพลเซอร์อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮมและถูกขุดเรื่อยมาจนกระทั่งปีพุทธศักราช 2450ได้ค้นพบโบราณวัตถุมากมายรวมทั้ง พระพุทธรูปปางปรินิพพานที่ประดิษฐาน ณ สถานที่แห่งนี้ด้วย


ส่วนปรินิพพานสถูป จะอยู่ด้านหลังของวิหารปรินิพพาน ห่างกันประมาณ 1 กิโลเมตร ซึ่งพระเจ้าอโศกมหาราชพระราชทานพระราชทรัพย์ 100,000 รูปี ให้สร้างขึ้นคร่อมกับพระแท่นปรินิพพานมีลักษณะเป็นทรงบาตรคว่ำสูง 65 เมตร มียอดฉัตร 3 ชั้น พร้อมปรากฏเสาอโศกในบริเวณใกล้เคียง


สำหรับ มกุฏพันธนเจดีย์ สถานที่ทำพิธีถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ ซึ่งมีชื่อเรียกในท้องถิ่นว่า รามภาร์-กา-ฏีลา อยู่ห่างจากที่พระพุทธองค์เสด็จปรินิพพานประมาณ 1 กิโลเมตร


หลังจากน้อมกราบสักการะเรียบร้อยแล้ว รู้สึกอิ่มบุญอิ่มใจที่ได้น้อมสักการะและเที่ยวชมทั้ง2 สังเวชนียสถาน ก็ได้เวลาเดินทางจากเมืองกุสินาราไปยังเมืองลัคเนาว์ เพื่อพักผ่อนนอนพัก 1คืนก่อนบินกลับเมืองไทยวันรุ่งขึ้นตามเวลาบินของสายการบินไทยสมายล์   เครื่องออกตี 1ครึ่ง ทำให้พวกเรามีเวลาทั้งวันก่อนกลับนั่งรถชมเมืองแบบสบายๆ


ที่เมืองลัคเนาว์ พวกเราได้แวะชม บาราอิมามบารา (BaraImambara) หรือ อัครมัสยิดศาสนสถานของชาวมุสลิมที่สร้างผสมผสานกันระหว่างฮินดูกับมุสลิม ใครไปยืน ณ จุดนี้ให้ความรู้สึกว่า ยิ่งใหญ่อลังการสมคำร่ำลือจริงๆ ค่ะ


ภายในห้องโถงท้องพระโรงขนาดใหญ่ไร้เสาค้ำมีลูกเล่นในการก่อสร้างที่ใช้แสงสว่างธรรมชาติตามช่องหลืบกำแพง


จุดสังเกตการณ์จากภายในที่มองเห็นถึงหน้าประตูทางเข้าใหญ่ คนนอกจะมองไม่เห็นมีทางเดินเป็นเขาวงกตภายในเพื่อป้องกันการบุกรุกด้านในอาคารมีมัสยิดขนาดใหญ่อยู่ใกล้เคียง


แต่ขอบอกว่าเข้ามาเดินชมแล้วมีชาวอินเดียวิ่งมาขอถ่ายรูปให้ยิ้มเข้าไว้ไม่ต้องตกใจเพราะคนอินเดียชอบนักท่องเที่ยวต่างชาติ


ส่วนจะอนุญาตให้ถ่ายรูปด้วยกันหรือไม่ก็อยู่ที่ความมีไมตรีจิตของเราเองนะคะ


จากนั้นแวะชมโชตาอิมามบารา (ChotaImambara) หรืออนุมัสยิดซึ่งมีความงดงามไม่แพ้กัน


ชมรูมิ ดะห์วาซา (RumiDarwaza) หรือประตูเตอร์กิชเป็นประตูเมืองขนาดใหญ่เป็นรูปซุ้มโค้งประดับลวดลายตามศิลปะของชาวอินเดียที่สร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่18ในเวลากลางคืนจะมีการเปิดไฟประดับอย่างสวยงามยิ่งใหญ่มากทีเดียว


ช่วงบ่ายๆพวกเราแวะเดิน ช้อปปิ้ง @Malland Local Market ช็อปกันคนละไม่กี่อย่างของให้เลือกซื้อมีไม่มากนักสรุปว่า ตลาดนี้ไม่สามารถละลายทรัพย์เราได้

ส่วนอาหารที่รับประทานกันตลอดทริปเดินทางเป็นอาหารอินเดียทั้งหมดไม่แตกต่างจากเมืองชัยปุระต่างแค่กลิ่นเครื่องเทศที่ไม่แรงและด้วยประสบการณ์ครั้งแรกที่คิดถึงอาหารไทยแต่ไม่ได้พกติดตัวมาด้วย

รอบนี้จัดเลย อาหารกึ่งสำเร็จรูปติดตัวมาด้วย มี ต้มยำกุ้งต้มข่าไก่   แกงเขียวหวานไก่ ของ Thaivory ห่อกล่องฟรอยรับประทานง่าย ได้รสชาติเหมือนอยู่เมืองไทย แค่เปิดกล่องเทน้ำร้อนใส่ถ้วยแล้วคนไปมาทิ้งไว้สัก 3-5นาทีให้น้ำซึมเข้าสู่เนื้อสัตว์ก็สามารถรับประทานได้เลย

สรุปว่า รู้สึก อิ่มบุญอิ่มใจจริงๆค่ะที่ได้น้อมสักการะและเที่ยวชมทั้ง2สังเวชนียสถานด้วยตัวเองและขอนำบุญมาฝากยังทุกท่านที่ยังไม่ได้เดินทางมาน้อมสักการะกันนะคะและขอขอบคุณ พี่โป่ง บุษบา คุณจั๊กพัชรพล และน้องออย แห่งสายการบินไทยสมายล์ที่ดูแลการเดินทางตลอดทริปเป็นอย่างดีค่ะ


สุดท้ายกราบขอบพระคุณพระอาจารย์คำสรณ์ ( FB/ท่านคมสรณ์ ข่าวสารงานพระธรรมทูตอินเดีย)จากวัดไทยเชตวันฯที่คอยให้ความรู้เกี่ยวกับพุทธประวัติขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอัดแน่นด้วยพระธรรมคำสั่งสอนมากมายรวมถึงความเมตตาหลายอย่างที่อำนวยความสะดวกให้ทุกคนได้เดินทางอย่างสะดวกสบายทั้งกายและใจ


ตั้งแต่การได้ใช้ห้องน้ำสะอาดๆระหว่างการเดินทาง ที่ทางวัดเชตวันฯโดยท่านคมสรณ์ สร้างรองรับพุทธศาสนิกชนคนไทยที่มาแสวงบุญอินเดียเนปาลให้ได้มีห้องน้ำดีๆใช้กัน


มีอาหารว่างอย่างโรตีแสนอร่อยอยู่ในศูนย์ดูแลผู้แสวงบุญ 960ชื่อร้านอารีดอย ภายในมีห้องน้ำสะอาด สวยงาม



และที่สำคัญพุทธศาสนิกชนคนไทยที่มาแสวงบุญอินเดียเนปาลสบายใจได้ถ้าไม่อยากพักโรงแรมก็สามารถมาพักที่วัดไทยเชตวันมหาวิหารนครสาวัตถีได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายทั้งค่าห้องพักและอาหาร




ติดต่อได้ที่กองเลขานุการ โทร. +919621-626090 และ +91 5263-241009www.watthaichetavan.org Email:cetvan939@gmail.com






Create Date : 01 พฤษภาคม 2560
Last Update : 3 พฤษภาคม 2560 15:15:58 น. 5 comments
Counter : 691 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

 
สาธุ


โดย: แซงค์ IP: 110.169.43.114 วันที่: 1 พฤษภาคม 2560 เวลา:11:48:13 น.  

 
เห็นภาพ แล้ว ชักสนใจ อยากเดินทางไปบ้างครับ


โดย: ไวน์กับสายน้ำ วันที่: 1 พฤษภาคม 2560 เวลา:16:46:06 น.  

 
สาธุ ทริปน่าสนุกจัง น่าไปไป


โดย: คนชอบเที่ยว IP: 1.47.75.147 วันที่: 2 พฤษภาคม 2560 เวลา:7:13:55 น.  

 
อ่านแล้วชอบจังคระ ภาพก็สวยมาก


โดย: ติ๊กกี้ (TIKKY_88 ) วันที่: 2 พฤษภาคม 2560 เวลา:12:56:38 น.  

 


โดย: Raveetawan วันที่: 2 พฤษภาคม 2560 เวลา:14:34:17 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Raveetawan
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 59 คน [?]




เที่ยว+กิน+ช้อปแล้วนำเรื่องราวดีๆมาแบ่งปันกัน
New Comments
Friends' blogs
[Add Raveetawan's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.