ลูกสาวคนโปรดของพ่อจ้า...
Group Blog
 
 
มีนาคม 2557
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
14 มีนาคม 2557
 
All Blogs
 

เที่ยวกระบี่ 4 วัน 3 คืน #วันที่ 4 ปิดทริป

วันที่ 4 วันสุดท้ายแล้วค่ะ

วันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้วสำหรับทริปกระบี่ จะว่าไป วัน เวลานี่ไวมากๆ ยังจำช่วงเวลาที่จองตั๋วเพื่อมาเที่ยวได้อยู่เลย ข้ามปีเลยนะ เผลอแป๊บๆ ตอนนี้เรามาถึงวันสุดท้ายของทริปแล้ว

จริงๆ ตามแผนการเที่ยวของเรา เราจะไปเที่ยวที่ อำเภออ่าวลึก เพื่อจะไปพอกโคลน แช่สปา เที่ยว ธารโบกขรณี และที่เที่ยวแถวๆนั้น แต่สิ่งที่ทำให้เราไม่สามารถทำตามแผนได้ คือ พระจันทร์!!!

ฟังไม่ผิดหรอกค่ะ ด้วยความที่เป็นคนยุคที่ไม่รู้ว่า ข้างขึ้นวันไหน ข้างแรมวันไหน ทำให้พลาดได้อย่างง่ายๆ เนื่องจากเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการ ไปพอกโคลน ทำสปาที่ อ.อ่าวลึกคือ ขึ้น 3-5ค่ำ เนื่องจากน้ำจะลดในเวลาเช้าตรู่ เหมาะสำหรับการทำสปา อากาศจะเย็นสบาย ไม่ร้อนจนเกินไป แต่วันที่ 25 กพ ที่เราจะไปเที่ยว อ.อ่าวลึกนั้น เป็น วันแรม 11 ค่ำ ซึ่งกว่าน้ำจะลดและสามารถทำกิจกรรมสปา พอกโคลนได้คือประมาณ 11 โมง หมายถึง แทนที่จะอุ่นสบาย มันจะกลายเป็น ร้อนระอุ มั๊กมากกกกกกกก

จริงๆทราบเรื่องตั้งแต่ก่อนมาและโทรถามที่ ต.อ่าวลึกแล้วตามหน้าเวป คราวหน้าค่อยมา และจะดูพระจันทร์ก่อนจองตั๋ว เลือกเอาตามเวลาสะดวกของเราคงไม่ได้ พระจันทร์ไม่โอเค!!!

เราอด...เศร้านะ


Cr: จาก http://traave.com

เราตั้งใจจะไปหาอาหารเช้าของชาวกระบี่ที่ตัวเมืองค่ะ จึง Check Out แต่เช้าและออกเดินทางกันทันที ถนน อ่าวนาง-กระบี่ นี่สวยจริงๆค่ะ เลยจอดแวะถ่ายรูปกันนิดหน่อย





 วันนี้เราจะทานอาหารเช้ากันที่ “ร้านสายไหม”
ร้านสายไหม น่าจะเป็นร้านเก่าแกของกระบี่ เนื่องด้วนแม่ครัว เด็กเสิร์ฟ และเจ้าของ อายุอานามค่อนข้างเยอะ แต่คล่องแคล่ว ว่องไว อัธยาศัยน่ารักมาก

อาหารที่เราสั่ง คือ ติ่มซำ ที่ตั้งใจว่ามาทางใต้ต้องกิน แล้วกินคู่กับ ชา หรือกาแฟเน๊าะ





โจ๊ก จานโปรดของเรา


ส่วนเมนูที่ไม่ได้คาดคิด คือ หมี่ซั่วกระดูกหมูตุ๋น ซึ่ง อร่อยมากกกกกกกกก


ทานข้าวเช้าเสร็จเราก็เดินเล่นใสตลาดสด ซื้อมะม่วงเบา และสะตอ หอบกลับบ้าน ส่วนของฝากจำพวกเม็ดมะม่วงหิมพานต์ และน้ำพริกกุ้งเสียบ เราแวะซื้อขาเข้าเมืองกระบี่ ร้านจี้ออ ได้เค้กส้มติดมือไปฝากแม่ที่บ้านด้วย

จากนั้นเราจะไปเที่ยว “เขาขนาบน้ำ” ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์ของเมืองกระบี่กัน นั่งเรือหางยาวท่าเรือเจ้าฟ้า เหมาลำละ 400 บาทค่ะ  ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง






คนขับเรือหางยาว พาเราไปเที่ยวที่เขาขนาบน้ำ ชมถ้ำเขาขนาบน้ำ ซึ่งมีภาพเขียน อายุ 5,000 ปี




และเป็นที่พักของทหารญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มีการจำลองการใช้ชีวิตของทั้งมนุษย์ยุคหิน และทหารญี่ปุ่นไว้ให้ชมด้วยค่ะ




และมีทางลงอุโมงค์ลับ ด้วยนะคะ




ทะลุออกทางด้านข้างของถ้ำค่ะ


    พี่คนขับเรือพาไปถ้ำอีกแห่งค่ะ เรียกว่า ถ้ำจระเข้ เห้นพี่เค้าบอกว่าเรียกว่าถ้จระเข้เพราะ สมันก่อนจระเข้จะมาวางไข่ที่นี่ เป็นช่องหิน ทะลุออกไปปากน้ำกระบี่ ลมเย็นมากกกกก ง่วงเลย


พี่ก็พาไปแพกลางน้ำ เราพึ่งอิ่มกันมาก็เลยนั่งดูปลา ชมวิว และดื่มน้ำอัดลมคนละกระป๋อง อากาศร้อนอยู่เหมือนกันนะคะ มีให้อาหารปลากันนิดหน่อยค่ะ


กลับถึงฝั่งเราก็ไปถ่ายรูปกับ อนุเสาวรีย์ปูดำ


ตอนที่ไปถ่าย รถทัวร์นักท่องเที่ยวมาจอดพอดี เราเลยถ่ายแค่รูปเดียว และสุดท้ายก็ได้ถ่ายกับปูตัวเล็กแทน เห็นเขาขนาบน้ำอยู่ด้านหลังลิบลิบ


พักดื่มกาแฟกัน มองหน้ากันไปมา ไปไหนกันดี...
เลยตั้งใจจะไปกินข้าวเที่ยงกันก่อน มีตัวเลือกอยู่ 3 ที่ เปายิงชุ๊บกันไปมาก 2 ทีแรกดันหาไม่เจอ ก็เลยลงตัวที่ที่สุดท้าย

“ร้านเรือนไม้”  ซึ่งกลายเป็นว่า ร้านนี้เราประทับใจรองจากครัวธาราฯ เลยทีเดียว
จริงๆแล้วลักษณะอาหารไม่เหมือนกันเพราะ “เรือนไม้” จะเน้นอาหารใต้เสียส่วนใหญ่ ส่วนครัวธาราฯ น่าจะเป็นอาหารทะเล

คั่วกลิ้ง


ใบเหลียงผัดไข่


ไข่เจียวปู


ปลาอินทรีย์นึ่งซีอิ๊ว


และที่พวกเราปลื้มที่สุด แกงส้มยอดมะพร้าว

รสชาติแกงส้มที่นี่ สุดยอดจริงๆ ประทับใจมาก

มันกุ้งคั่ว จากที่นี่กลับไปด้วย ไม่เคยกินเลย ทางร้านทำเสร็จใหม่ๆ ใส่กระปุกไว้ ยังไม่ปิดฝาเลย เราก็ถามตามเรื่อง แม่ครัวใหญ่เลยมาอธิบาย แถมยังใจดี เดินไปเอาหั่นมะม่วงเบามาให้เราลองชิม ชิมแล้วคล้ายๆ “น้ำปู” ของคนเหนือ แต่จะมีปลายลิ้นจะมีกลิ่นและความหวานของมันกุ้งนิดหน่อย อร่อยอะ ซื้อมา 1 กระปุก (นึกว่าซื้อเยอะใช่มะ)
อิ่มอร่อยแล้ว

นั่งสักพัก ยังเหลือเวลาอีกเยอะ เราเลยตกลงใจไปเที่ยวที่ “วัดถ้ำเสือ”  กันค่ะ

ตอนนั่งเรือหางยาวเที่ยวเขาขนาบน้ำ เราถามพี่คนขับเรือว่า “เจดีย์สูงๆนั่นคืออะไร อยู่ที่ไหน”
คนขับเรือบอกว่า “เขาพระบาท วัดถ้ำเสือครับ”

น้องฝนมองแล้ว ก็อมยิ้มและพูดขึ้นมาว่า “น้องอยากขึ้นไปนมัสการ” เนื่องจากชีรู้ว่า อิพี่พวกนี้ ส่ายหน้าแน่นอนเพราะว่ามันสูงมาก มองแล้วแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยว่าจะขึ้นไปถึงที่นั่นยังไง

คนขับเรือยิ้ม แล้วพูดว่า “เดินเท้าขึ้นไปครับ” เท่านั้นแหละ หัวเราะกันเลยทันที
เราก็ปากไว หันไปพูดกับฝนว่า “ได้จ๊ะ เดี๋ยวพี่จะพาน้องไปนมัสการ” ซึ่งจริงๆแล้วประชดนะคะ

พอถึงวัดถ้ำเสือ หลังจากไหว้พระเสร็จแล้ว ก็เลยลงมาเดินดู เห็นบันไดสีฟ้าที่ทอดขึ้นไปสู่เจดีย์ด้านบน เห็นแล้วส่ายหน้า ไม่ขึ้นแน่นอน

แต่นั่งมองสักพัก เราก็คิดว่า “ฉันไม่ได้มากระบี่บ่อยๆ ไม่รู้ว่ามันจะเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตไหม เมื่อมีโอกาสแล้ว เวลาก็ยังมีเหลือก่อนจะขึ้นเครื่องฯกลับ แล้วทำไมไม่ขึ้น” ก็เลยหันไปมองหน้าน้องฝน แล้วก็พูดว่า “ขึ้นไหม ขึ้นด้วยกัน”

น้องฝนก็ใจเด็ดอยู่เหมือนกัน ชีตอบทันที “ขึ้นพี่”

เจ้อ้อ มองหน้าและพูดว่า “เชิญ รอข้างล่าง!”

ส่วนพี่เหมียว และ น้องฝ้าย มองหน้ากันเลิ่กลั่ก “เอาจริงเหรอ???”

เราพยักหน้า “ไปเปลี่ยนรองเท้าที่รถก่อนนะ” พอดีเราเอารองเท้าผ้าใบมาด้วย คิดแล้วว่า แตะคงไม่ไหว

พร้อมแล้ว เราเอากุญแจรถให้พี่อ้อ เผื่อชีจะไปซื้อของฝาก หรือเที่ยวเล่นที่อื่นก่อน เนื่องจากเราคิดว่าน่าจะใช้เวลานานอยู่เหมือนกัน

จุดเริ่มต้นค่ะ จำนวนขั้นบันไดทั้งหมด 1,237 ขั้น


คิดคำนวนว่า เอ...พระธาตุดอยสุเทพ กี่ขั้นนะ?? น่าจะไหวน่า พันนิดๆเอง
แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น....


ด้วยความที่มันเป็นบันไดที่สร้างตามแนวเขา บางช่วงมันจะชัน  บางช่วงทันจะชันมาก และมากกว่า ประมาณขั้นที่ 900 นี่แทบจะคลานขึ้นเพราะมันชันจริงๆ

ยังยิ้มได้อยู่ค่ะ


วัดใจกันอยู่ประมาณขั้นที่ 200 คุณยังตัดสินใจกลับลงไปได้ ขาที่ปวดเมื่อยมันเริ่มหน่วงจริงๆ เดอะแก๊งค์ของเราเริ่มกระจัดกระจาย ไม่มีใครคาดหวังว่าเราจะขึ้นไปได้ทั้งหมด เพียงแต่จะลองพยายามกันดูเท่านั้น

ขั้นที่ 500 ใจมันสั่นๆ มันเริ่มกลับไม่ได้ ไปก็ยังไม่ถึง มันน่าท้อใจจริงๆ ที่พักก็จะเป็นแค่ชานพักของบันไดเท่านั้น อากาศข้างบนเย็นสบายมาก แต่เหมือนหายใจเท่าไหร่ก็ยังไม่พอหันไปมองข้างหลัง น้องฝ้ายกับพี่เหมียว ยังไม่ตามขึ้นมา มองด้านบน น้องฝนพักอยู่อีก 1 ชานพัก

ขั้นที่ 900 วิวข้างบนมันสวยมาก แต่ขาเราสั่น เหนื่อย หายใจไม่ทัน หัวใจเต้นแรงมากๆ เรานั่งพักอยู่ รู้สึกว่า หัวใจมันจะวายไหม อายุไม่ใช่น้อยแล้ว เกือบจะหลักสี่อีกไม่กี่ปี นี่เราทำอะไรอยู่....




พยายามลากสังขารขึ้นมาเรื่อยๆ เรามาถึงขั้นนี้แล้ว เราก็ต้องไปให้ถึง ฝรั่งเดินผ่านไป ก็เหนื่อยแรงอยู่เหมือนกัน หันมายิ้มให้กำลังใจกันเรื่อยๆ บางคนสวนทางลงมาก็ให้กำลังใจเราตลอด น่ารักนะ คนไทยแทบไม่มี




เจอเด็กๆมัธยมแค่กลุ่มเดียวมากันประมาณ 4 คน มองเราแล้วบอกว่า “สู้ๆพี่!”
กับคุณน้าคนไทย ที่แนะนำเราว่า “เดินถอยหลังขึ้นบ้างสิ จะดีขึ้น” ลองทำก็ดีขึ้นนะ แต่มันหวาดเสียวเกินไป

สภาพเรา ขณะอยู่ชานพักประมาณ ขั้นที่ 900 กว่า ฝรั่งเดินลงมา ถึงกับถาม “ Are you OK?”






อีก 400 ขึ้น เราก็คิดว่าเราต้องทำให้ได้ สู้กับใจตัวเอง เราก็เป็นนักกีฬามาตั้งแต่เด็ก ร่างกายเราก็แข็งแรงนะ แต่พอโตขึ้นมา แค่อยากลดความอ้วนก็แพ้ใจตัวเองตลอด ทำอะไรก็แพ้ใจตัวเสมอ คราวนี้เราตั้งใจไว้แล้วว่าเราต้องขึ้นไปให้ได้ เราต้องชนะร่างกายตัวเอง และใจของตัวเองให้ได้ ฮึบ!!!

สุดท้าย... เราก็ทำได้นะ!! สิ่งแรกที่ทำ ตะโกนว่า “เย้!!!” แล้วก็เดินเปะปะไปหาก๊อกน้ำ... น้องฝนรออยู่แล้ว ชีปรบมือและมาร่วม้วย แล้วเราก็รอทั้ง 2 คนที่เหลือ

ถึง "เขาพระบาท" แล้วค่ะ






เราไหว้พระธาตุฯ กราบพระ ตีฆ้อง มีอะไรฉันทำหมด ชื่นชมวิว หายใจลึกๆ วิวก็สวยจริงๆ ลมก็เย็นสบาย หายเหนื่อย



สักพัก น้องฝ้าย ก็ขึ้นมาถึง ชีเดินเปะปะมา แล้วนั่งแหม่ะ หน้าพระพุทธรูป แล้วอธิษฐานเสียงดังว่า “ขอให้น้องถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง” เราได้ยินหัวเราะก๊ากเลย


ฉันขึ้นมาถึงตั้งนานละ ยังคิดคำอธิษฐานแบบนี้ไม่ได้ คิดได้แต่ “ขอให้หนูสุขภาพแข็งแรง ครอบครัวมีความสุข ประสบความสำเร็จ เหมือนอย่างที่ทำสำเร็จในวันนี้...”
รู้สึกว่า แพ้นางนะ นางมาเหนือเมฆจริงๆ

ในที่สุด พี่ใหญ่ของเรา พี่เหมียวก็ขึ้นมาถึง ปรบมือดังๆให้เลย เพราะพี่แกรั้งท้ายตลอด คิดไว้เสมอว่าพี่เหมียวคงจะรอเราที่ไหนสักแห่งแถวขั้นบันไดนั่นแหละ




ก่อนหน้านั้นโทรถาม พี่เหมียวบอกว่า “ฉันกำลังขึ้นกับพระคุณท่าน” ยังขำกันอยู่เลยว่า “นี่อาศัยพระพุทธคุณมาเลยเหรอ”

แต่พี่เหมียวมากับ พระจริงๆ เราไม่ได้ถามชื่อว่าท่านคือใคร เรารู้แต่ว่าท่านดูแลที่นี่มานานถึง 20 ปีแล้ว ท่านเดินขึ้นลงเกือยทุกวัน บางวันถึง 2 เที่ยว ทพระคุณท่านเจอพี่เหมียวประมาณขั้นที่ 500 และพูดว่า
“อาตมาจะพาโยมขึ้นไปให้ได้” จากนั้นก็ทั้งชี้ชวนให้ดูนั่นนี่ ยืนรอเวลาพี่เหมียวขอพัก
“โยมจะพักก็ได้นะ อาตมารอได้” และยืนกดดันอยู่ตรงนั้น ไม่วายที่พี่เหมียวนิมนต์ท่านให้ขึ้นไปก่อน
ท่านก็จะตอบว่า “อาตมาไม่รีบ อาตมารอโยม” จนกระทั่งมาถึงเขาพระบาท




มันเป็นอะไรที่ พูดไม่ออกนะ เรารู้มาว่า “ทุกคนมีกรรมร่วมกัน ถึงได้มาเจอกันในชีวิต ไม่ว่าจะกรรมดี กรรมชั่วที่ร่วมกันทำมา ก็จะส่งผลให้มาเจอกันในลักษณะต่างๆกัน”



พระคุณท่านบอกว่า “เรามีบุญนะที่ได้ขึ้นมาเห็น มีสักกี่คนที่จะบ้าขึ้นมา โยมมองไปสิ มีแต่ฝรั่งทั้งนั้น แต่ถามว่าอิ่มใจไหม หากเราอิ่มใจ เราก็ถือว่าเรามีบุญที่ได้มานะโยมนะ อยากอธิษฐานอะไรก็ขอนะ”
น้องฝ้ายรีบพูดว่า “หนูขอถูกหวยรางวัลที่หนึ่งไป”
พระคุณท่านบอกว่า “ก็ขอให้ถูกหวยนะ ถ้าถูกก็ไม่ต้องเอาอะไรมาถวาย ให้ขึ้นมาบอกอาตมาที่นี้ก็พอ”

ฝรั่งนั่งรอชมพระอาทิตย์ตกดิน เสียดายที่เราต้องรีบกลับ เวลาขณะนั้นใกล้จะ 6 โมงเย็นแล้ว ซึ่งเราต้องรีบกลับลงไปเพื่อให้ทันขึ้นเครื่องฯ ไฟล์ 2 ทุ่ม




ขาลง ไม่เหนื่อยเท่าขาขึ้น เราใช้เวลาลงประมาณ 20 นาที แต่ตอนขึ้นเราใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ขาลงมันไม่เหนื่อยก็จริง แต่ขาเรามันสั่น สั่นมาก ขนาดยืนเฉยๆมันก็สั่น ตอนยืนพักแล้วขามันสั่นพับๆ ขำเพื่อนๆมากเลย ลงถึงพื้นดินถึงกับหมดแรง...

โทรหาพี่อ้อ ชีรอที่รถ บอกชีว่า ให้ชีขับไปสนามบินเลย ผลขับแข้งขาไม่ไหวแล้ว
เช็ค-อิน เข้าไปรอใน gate ช่วงนั้นทำความสะอาดตัวกัน เปลี่ยนเสื้อ เสื้อเปียกมีแต่เหงื่อ (ใครว่าวันนี้ เราไม่เปียก เราเปียกนะคะ เปียกเหงื่อ) อ่อนแรงมาก มื้อสุดท้ายที่กินที่กระบี่ของเราคือ “มาม่าคัพ” และ “แซนวิท” ของแบล็คแคนยอน

ที่สำคัญ เราว่า “พวกเราปิดทริปนี้ได้สวยมากจริงๆ”
ขอบคุณที่รับชมนะคะ ผลบุญที่ได้ใช้แรงกาย แรงใจ ในการขึ้นเขาพื่อบูชาพระเจดีย์ บนเขาพระบาทในวันนี้
ขออนุโมทนาบุญถึงทุกท่านด้วยนะคะ....


จบทริปกระบี่ค่ะ...




 

Create Date : 14 มีนาคม 2557
1 comments
Last Update : 14 มีนาคม 2557 16:56:49 น.
Counter : 801 Pageviews.

 

thx u crab

 

โดย: Kavanich96 15 มีนาคม 2557 5:13:57 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 


ลูกสาวของพ่อ
Location :
แพร่ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ลูกสาวสุดคนโปรดของพ่อ...ที่ออกมาสู้ชีวิตในเมืองหลวง คิดถึงบ้านเป็นอาณิจ แต่ก็ฮึดอยู่เมืองฟ้านี้มาเกือบจะ 10 ปีแล้ว ไม่ว่าบ้านเมืองจะเป้นไง ไม่ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายแค่ใน สภาพบ้านเมืองหรือแวดล้อมจะเป็นไง หนูก็จะยังเป็นคนดีของพ่อเสมอนะจ๊ะ...สัญญาจ๊ะ
Friends' blogs
[Add ลูกสาวของพ่อ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.