สัพเพเหระกับนายโจ๊ก+-+jOkeCup+-+

บันทึกไว้ในรอบปี

หนังแห่งความทรงจำในรอบปี

หนังโรงในรอบปี ปีที่ผ่านมามีโอกาสได้เข้าโรงหนังน้อยมาก เท่าที่ลองนึกๆดูจำได้ว่าดูหนังในโรงไปประมาณ 4 เรื่องเท่านั้น (ซึ่งจริงๆอาจจะได้ดูเยอะกว่านี้แต่จำไม่ได้หรือไม่ควรค่าแก่การจดจำก็ไม่รู้) ต่างจากสมัยก่อนที่ดูหนังในโรงเยอะมาก เคยดูร่วมๆ 50 เรื่องมาแล้ว มีความรู้สึกว่ายิ่งอายุมากขึ้น ยิ่งถวิลหาโรงหนังน้อยลง หนังที่มีโอกาสได้ดูก็มีความทรงจำที่แตกต่างกันออกไป แต่มีหนังอยู่ 2 เรื่องที่ส่วนตัวขอยกให้เป็นหนังที่ชอบในรอบปีที่ผ่านมา เรื่องแรกคือ The Social Network นี่เป็นหนังที่บอกตรงๆว่าเข้าไปดูพร้อมความคาดหวังอย่างเต็มเปี่ยม เนื่องจากคำวิจารณ์เลิศหรูที่หนังได้รับก่อนฉาย ไปถึงชื่อชั้นของผู้กำกับ เดวิด ฟินเชอร์ ที่ก่อนหน้านี้แทบไม่เคยสร้างความผิดหวังให้กับคนดูมาก่อนเลย



หลังจากที่ดูจบ ต้องบอกว่ามันทำได้และให้ได้มากกว่าที่คาดหวังเอาไว้เสียอีก อย่างหนึ่งที่คิดไว้ก่อนได้ดูคือ มันต้องเป็นหนังอัตชีวประวัติที่ดีมากๆ แต่ในขณะเดียวกันก็เต็มเปี่ยมไปด้วยการให้รายละเอียดของตัวละครที่คงลดทอนความสนุกของหนังไปเยอะ และจากเนื้อเรื่องย่อๆที่อ่านคิดว่าคงเป็นหนังที่เต็มไปด้วยการสั่งสอนคนดูให้ได้รู้ถึงความสำคัญแห่งชีวิตและมิตรภาพอย่างโต้งๆและตรงๆเป็นแน่ แต่ที่ไหนได้หนังมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น

ถึงจะเต็มไปด้วยบทสนทนาแทบตลอดทั้งเรื่องแบบไม่แตะเบรก จนทำให้คนดูที่หูไม่กระดิกภาษา และอ่านซับตามแทบไม่ทัน ต้องแอบปาดเหงื่อในช่วงแรก และต้องตามความเร็วในการเดินเรื่องที่แทบจะเร่งเครื่องอยู่ตลอดเวลาให้ทัน แต่ต้องยอมรับว่าเมื่อปรับสภาพตามหนังได้ทันแล้ว เมื่อนั้นมันจะกลายเป็นประสบการณ์ในการดูหนังที่สนุกและล้ำค่ามาก หนังแทบจะพลิกแพลงตัวเองตลอดเวลา และในขณะที่เราคิดว่ามันกำลังจะเดินเรื่องไปทางนี้ แต่มันกลับเปลี่ยนทิศการเดินทางไปอีกทางซะอย่างนั้น ที่สำคัญคือตัวละครสีสันฉูดฉาดทั้งหลาย ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังนั่งดูชีวิตคนรู้จักยังไรอย่างนั้นเลยทีเดียว

แต่ในขณะเดียวกัน หนังก็เลือกที่จะไม่ตัดสินตัวละครให้ใครเป็นฝ่ายขาวจัดหรือดำจัด และเลือกที่จะละเลงสีเทาให้แต่ละตัวละครมากกว่า เพียงแต่ว่าบางตัวละครอาจจะมีสีเทาอ่อนๆ ในขณะที่บางตัวละครอาจได้รับเกียรติให้มีสีเทาที่เข้มกว่าตัวอื่นๆ และถ้าจะบอกว่ามันเป็นหนังที่เปิดเรื่องได้ปลุกอารมณ์คนดูมากที่สุดเรื่องหนึ่งแล้ว มันยังเป็นหนังที่ปิดเรื่องได้หลากหลายอารมณ์ความรู้สึกอีกด้วย ทั้งเศร้า หดหู่ สงสาร เห็นใจ สมเพช สมน้ำหน้า หรืออะไรก็แล้วแต่การตีความของแต่ละคน แต่ไม่ว่าจะรู้สึกแบบไหน เชื่อว่าที่คนดูส่วนใหญ่จะรู้สึกเหมือนกันคือ มันเข้าไปฝังอยู่ในความรู้สึกและติดอยู่ในห้วงจำไปอีกนานหลายวันเลยทีเดียวหลังจากที่ได้ดูมันจบแล้ว

หนังอีกเรื่องที่ผมขอมอบตำแหน่งหนังที่ชอบแห่งปีให้เป็นหนังไทยครับ คงไม่กล้าบอกว่ามันเป็นหนังไทยที่ดีที่สุดในรอบปี เพราะทั้งปีได้ดูหนังไทยเรื่องนี้เรื่องเดียวเท่านั้น แต่ถึงจะดูเรื่องเดียวแต่ก็ขอมอบตำแหน่งหนังไทยที่ชอบที่สุดให้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจใดๆทั้งสิ้นครับ หนังเรื่องนั้นคือ บ้านฉันตลกไว้ก่อน พ่อสอนไว้ ผลงานการกำกับของ 1 ในผู้กำกับ แฟนฉัน คุณบอล วิทยา ทองอยู่ยง ที่นำหนังสั้นที่ตัวเองเคยกำกับเรื่อง ทำไมต้องเป็นตลก มาขยายเรื่องราวให้กลายเป็นหนังยาวฉายโรง

หนังเล่าเรื่องผ่านสายตาของเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ที่อยู่ในวัยที่กำลังสับสน ค้นหาอะไรบางอย่างในชีวิต ผ่านเหตุการณ์ความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ไม่ราบรื่นนักระหว่างตัวเขากับพ่อที่เป็นหัวหน้าคณะตลก ควบคู่ไปกับเหตุการณ์(แอบ)รักครั้งแรกกับผู้หญิงที่อายุมากกว่าเขาหลายปี แต่ที่ประทับใจผมเป็นการส่วนตัวคือการพูดถึงประเด็นความเป็นคนขี้แพ้ของตัวละครหนุ่มน้อยในเรื่อง การพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองเป็นที่ยอมรับของพ่อ ที่ในความรู้สึกยิ่งเขาพยายามมากเท่าไหร่ก็ดูเหมือนจะยิ่งห่างไกลจากความสำเร็จไปทุกที รวมไปถึงความพยายามในการพิชิตใจหญิงสาวที่เป็นรักแรกของเขา ก็ให้ผลที่แทบจะไม่ต่างกัน

นี่คือหนังที่มีทุกอารมณ์ ความรู้สึก ทั้งสุข ทั้งเศร้า ทั้งซึ้ง ทั้งตลก ในปริมาณที่พอดิบพอดี ไม่ขาดไม่เกิน และควรค่าแก่การนั่งชมร่วมกันระหว่างสมาชิกในบ้านเป็นที่สุด

หนังแผ่นในรอบปี เป็นปีที่ดูหนังแผ่นเยอะ เยอะจนจำไม่ได้ว่าดูไปกี่เรื่อง แต่ถ้าจะมีเรื่องที่ลอยออกมาเหนือเรื่องอื่นๆที่ดู ก็คงจะเป็น The Class หนังฝรั่งเศสเจ้าของรางวัลปาล์มทอง และเป็นตัวแทนประเทศฝรั่งเศสชิงออสการ์สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมเมื่อปีที่ผ่านมา นี่เป็นหนังที่ดูแล้วสงสัยว่ามันเข้าชิงผิดสาขาหรือเปล่า ไม่ควรเข้าชิงสาขาภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยมมากกว่าหรือ เพราะหนังที่เล่าเรื่องในชั้นเรียนวิชาวรรณคดีเรื่องนี้ ให้บรรยากาศที่สมจริงสมจัง ระหว่างการปะทะกันของครูและลูกศิษย์เป็นที่สุด สมจริงแบบไม่มีการประนีประนอมจนนึกว่าดูสารคดี สมจริงจนอดนึกไม่ได้ว่าถ้ามันเป็นหนัง ทำไมไม่ได้เข้าชิง SAG ในสาขาทีมนักแสดงยอดเยี่ยมล่ะ เพราะกรรมการคิดว่ามันคือเรื่องจริงเหมือนกันล่ะสิ และมันสมจริงถึงขนาดที่ว่าถ้าเป็นครูในเรื่อง จะเตะไอ้บรรดานักเรียนเวรเหล่านี้ให้ไปกองกับพื้นแล้วบรรจงเอาเท้าเหยียบๆๆมันให้หายแค้น(ดีที่ตัวเองไม่ได้เป็นครู)



นี่คือหนังที่ดูจบแล้วอารมณ์ไม่จบ ทำให้คนดูอย่างผมได้ย้อนกลับไปสำรวจความคิดความรู้สึกส่วนตัวเป็นอย่างมาก ว่าสุดท้ายความคิดของเรามันก็แทบไม่ต่างจากบรรดาเด็กๆที่เราเกลียดมันในเรื่องเลย และทำให้เห็นว่าจริงๆเราเองก็ไม่ได้มีวุฒิภาวะที่มากไปตามวัยที่เพิ่มขึ้นนักหรอก เพราะเราทุกคนยังมีความรู้สึก ทั้งรัก โลภ โกรธ หลง ไม่มีวันหายและเสื่อมคลายไปได้เลย และสุดท้ายสมกับความเป็นหนังจากฝั่งยุโรป ที่มักไม่มีบทสรุปที่ชัดเจน คุณจะไม่มีวันเห็นฉากจบน้ำเน่าๆในแบบหนังครู-นักเรียนแบบนักเรียนกลับใจ กลับมารักและสามัคคีกับครูแบบหนังฮอลลีวู้ดหรือแบบหนังไทยที่เคยสร้างๆกันมาแน่นอน

พูดถึงหนังที่ทำออกมาได้สมจริงแล้ว นึกถึงอีกเรื่องขึ้นมา Paranormal Activity หนังที่ถ่ายทำในลักษณะเรียลลิตี้ ผมเพิ่งมีโอกาสได้ดูแผ่นเมื่อไม่นานนี้เอง ทั้งๆที่ตอนฉายโรงเกือบๆจะตีตั๋วเข้าไปดูแล้ว (ขนาดไปยืนชั่งใจอยู่หน้าโรง แต่ก็เลือกดูเรื่องอื่นแทน เพราะได้ยินหลายคนที่ได้ดูบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่าน่าเบื่อ) แต่การดูแผ่นที่บ้าน ตอนกลางคืน คนเดียว ให้ความรู้สึกที่หลอนได้ใจมากๆเลยครับ เป็นหนังผีอีกเรื่องที่ทำผมหลอนได้สำเร็จ และระหว่างที่ดูต้องเอาผ้าห่มมาคลุมขาไว้ตลอดด้วยความกลัวครับ นึกๆแล้วยังเสียววาบๆอยู่เลยครับ

หนังแผ่นอีกเรื่องที่เพิ่งได้ดูไปเมื่อไม่นานมานี้ แล้วรู้สึกชอบมากๆคือหนังญี่ปุ่นเรื่อง Battle Royale จริงๆมันเป็นหนังเก่ามากแล้ว และจริงๆผมก็เคยดูมาแล้วรอบหนึ่ง แต่ครั้งนั้นไม่ได้รู้สึกชอบอะไรมากมาย และลืมๆไปแล้วด้วยซ้ำว่าเรื่องราวมันเป็นยังไง จำได้แค่ว่านักเรียนกลุ่มหนึ่งถูกจับไปปล่อยเกาะ แล้วให้ฆ่ากันเองเพื่อให้เหลือรอดผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว เหตุผลที่ต้องทำอย่างนั้นคืออะไรก็ไม่รู้ ใครรอดเป็นคนสุดท้ายก็จำไม่ได้ เรียกได้ว่าเหลือความทรงจำเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้จากการดูรอบแรกน้อยมาก แต่ก็มีเหตุให้ได้กลับมาดูรอบที่ 2 เมื่อไม่นานมานี้



ความรู้สึกในการดูรอบที่ 2 แตกต่างจากการดูรอบแรกมาก เพราะรอบนี้มันตรึงผมให้มีอารมณ์ร่วมไปกับหนังได้ตลอดทั้งเรื่อง ทั้งตื่นเต้นไปกับเหตุการณ์ที่เพื่อนร่วมห้องต้องมาฆ่ากันเอง ลุ้นว่าใครจะตายเป็นรายต่อไป จะตายแบบพิสดาร น่าหวาดเสียว และชวนคลื่นไส้ขนาดไหน บางตัวละครก็ทำให้เราสงสารในชะตากรรมที่ต้องเผชิญ ในขณะที่บางตัวก็ลุ้นเหมือนกัน แต่ลุ้นให้มันตายๆไปซะ เพราะรู้สึกรำคาญ(เช่นคู่พระ-นางในเรื่องที่ผมรำคาญมากๆ พระเอกจะแมนไปไหน ไม่เห็นจะช่วยอะไรใครได้สักคน นางเอกเธอจะเจ้าหญิงบอบบางเกินไปหรือเปล่า) มีหลายฉากหลายเหตุการณ์ที่ดูแล้วหดหู่มากๆ เช่นเหตุการณ์ที่เกิดกับนักเรียนหญิงกลุ่มหนึ่งในประภาคาร หรือนักเรียนชายคนหนึ่งที่ออกตามหานักเรียนหญิงที่เขาแอบหลงรักอยู่ รวมไปถึงกลุ่มนักเรียนชายสามคนที่กำลังทำระเบิดเพื่อทำลายฝ่ายตรงข้าม แต่ทีเด็ดที่สุดในหนังเรื่องนี้ของผม ต้องเป็น โค ชิบาซากิ ในบทนักเรียนหญิงที่จิตมากๆ หน้าตา ท่าทางของเธอ ผมว่าน่ากลัวที่สุดแล้วในเรื่อง ถ้าต้องตายผมขอไม่ตายเพราะเธอคนนี้เป็นพอ แค่เห็นอาวุธเธอก็เสียวไส้ไหลแล้วจริงๆ

ที่ต้องยกย่องจริงๆคือพล็อตของหนังญี่ปุ่นที่สร้างสรรค์มากๆ มันสามารถนำปัญหาสังคมมาสร้างพล็อตเรื่องเพื่อบอกอะไรบางอย่างกับคนดู แต่ไม่ได้บอกตรงๆโต้งๆ แต่ทำให้เรื่องมันน่าติดตาม และสนุกไปด้วยได้ นี่คือหนังที่พูดถึงปัญหาที่ญี่ปุ่นกำลังประสบ และอาจจะรวมถึงหลายๆประเทศทั่วโลก ที่ระบบการศึกษาไม่สามารถพัฒนาให้เด็กมีวุฒิภาวะทางความคิด และการแสดงออกได้ เท่านั้นไม่พอยังแสดงให้เห็นถึงความตกต่ำของระบบการศึกษา ที่สะท้อนผ่านกลุ่มเด็กปลายแถวได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญมันตบหน้าระบบคิดของผู้ใหญ่ที่มีหน้าที่แก้ปัญหา แทนที่จะหาทางพัฒนาสร้างให้เด็กดีขึ้น กลับคิดตื้นๆด้วยการพาเด็กแย่ๆไปแข่งฆ่ากันให้ตาย เพื่อลดประชากรเด็กเลวๆลง เป็นการปฏิรูปการศึกษา(อย่างที่หนังบอกตอนต้น)ที่จ๊าบที่สุดในปฐพีจริงๆ

นอกเรื่องนิดนึง รู้สึกอยากเห็นเด็กๆจาก The Class ถูกเอาไปปล่อยเกาะบ้าง

พูดถึงหนังญี่ปุ่นแล้ว ปีที่ผ่านมาผมได้ดูหนังญี่ปุ่นหลายเรื่องที่ดีๆและน่าจดจำ จึงขอเขียนถึงเสียหน่อย

กลุ่มแรกที่ผมติดอกติดใจมากๆคือ หนังตลกร้ายสไตล์ญี่ปุ่น ที่เล่าเรื่องราวของคนกลุ่มหนึ่ง ที่มีส่วนเกี่ยวพันกันให้เกิดเรื่องราวที่ไม่น่าจะเกิด และกลายเป็นเหตุลุกลามใหญ่โตอย่างไม่น่าเชื่อ พร้อมๆกับสร้างเสียงหัวเราะให้คนดูได้อย่างไม่น่าเชื่อเช่นกัน ที่สำคัญนี่คือหนังที่ไม่ได้กันคนดูให้เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ แต่ทำให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของคนกลุ่มนั้น และเอาใจช่วยตัวละครไปด้วยตลอดทั้งเรื่อง

The Uchoten Hotel หนังที่เล่าเรื่องในโรงแรมแห่งหนึ่งในวันสิ้นปี ที่ตัวละครเป็นสิบๆต่างที่ต่างทางกันมา ได้มาพักอยู่ร่วมกัน และทำอะไรที่บ้าๆบอๆเกินคาดเดาตลอดทั้งเรื่อง เพื่อไปสู่บทสรุปที่คลี่คลายทุกอย่างร่วมกันในวันปีใหม่ท้ายเรื่อง

University of Laugh เรื่องราวของเจ้าหน้าที่เซ็นเซอร์ที่พยายามกำจัดคณะละครตลกให้สิ้นซากในช่วงสงคราม แต่กลับค้นพบพรสวรรค์ด้านการเขียนบทละครตลกและการแสดงของตัวเองที่ซุกซ่อนอยู่ซะงั้น นี่คือหนังที่จิกกัดระบบการเซ็นเซอร์หนังที่เจ็บแสบที่สุดเรื่องหนึ่ง

Welcome Back, Mr.McDonald คณะละครวิทยุนำบทละครที่ชนะการประกวดมาทำเป็นละคร ที่ทั้งวุ่นวาย อลเวง แต่ฮาที่สุดเรื่องหนึ่ง เป็นหนังที่นึกว่าตัวเองเป็นตัวละครในเรื่องด้วย เพราะลุ้นไปกับพวกเขาด้วยตลอด คณะละครนี้มีทั้งนางเอกที่อีโก้สุดๆ พยายามเปลี่ยนบทละครเพื่อให้ตัวเองเด่นที่สุด พระเอกที่เป็นคู่กัด และพยามเปลี่ยนบทแก้กลับบ้าง คนคุมเสียงที่ทนพฤติกรรมของผู้แสดงไม่ไหว เจ้าของคณะละครที่พยามแก้ทุกปัญหาเพื่อทุกคน และเจ้าของบทละครชนะประกวดที่สุดท้ายถูกแก้ทุกอย่างในเรื่องหมดไม่เว้นแม้ชื่อตัวละคร

All About Our House ชาย-หญิงคู่หนึ่งกำลังคิดจะสร้างบ้านของตัวเอง เพื่อลงหลักปักฐานเริ่มต้นชีวิตครอบครัวอย่างสมบูรณ์ แต่หารู้ไม่ว่าหายนะกำลังจะบังเกิด เพราะบ้านที่เจ้าของไม่ได้คิด และคนคิดไม่ได้อยู่ ชมการปะทะทางวัฒนธรรมของคนรุ่นเก่า ที่คิดอะไรตามขนบเดิมๆทุกอย่าง กับคนรุ่นใหม่ ที่ทำอะไรแบบสร้างสรรค์และต้องทันสมัยที่สุด โดยอาจหลงลืมอะไรดีๆแบบเก่าๆไปจนหมด



นอกจากหนังตลกร้ายเหล่านี้ ยังมีหนังแนวอื่นๆที่ได้ดูแล้วรู้สึกชอบอีก เช่น หนังรักอย่าง Heavenly Forest หนังรักโรแมนติกแสนเศร้า เรื่องราวของชายหนุ่มและหญิงสาวที่บังเอิญได้พบกันในสถานที่แห่งหนึ่งร่วมกัน และสร้างความทรงจำดีๆร่วมกันก่อนจะแยกย้ายไปตามเส้นทางของแต่ละคน ก่อนจะกลับมาพบกันอีกครั้งในอีกหลายปีถัดมา พร้อมบทสรุปที่ลึกซึ้งกินใจ

Until The Lights Come Back หนังที่ทำให้คิดไปถึง Love Actualy ที่เล่าเรื่องชีวิตของคนหลายคู่ ที่เหตุการณ์ไฟดับครั้งใหญ่ทั่วมหานครโตเกียว ทำให้พวกเขาได้พบกัน ได้รักกัน ได้แสดงความรู้สึกลึกๆในใจต่อกัน และได้สะสางปัญหาในใจร่วมกัน ก่อนจะนำไปสู่เหตุการณ์สำคัญในช่วงท้ายที่ทำให้เห็นว่า พวกเขามีความเกี่ยวพันไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอย่างคาดไม่ถึง
Glassed หญิงสาวที่เดินทางไปพักร้อนบนเกาะแห่งหนึ่ง และได้ทำความรู้จักกับคนบนเกาะที่มีพฤติกรรมแปลกๆชวนสงสัย ก่อนที่กลายเป็นรู้สึกผูกพันต่อกันในช่วงท้าย หนังเรียบๆ เรื่อยๆ นิ่งๆ แต่กินใจ แอบเก๋ตรงที่ตัวละในเรื่องทุกตัวเป็นพวก 4 ตา ตรงกับชื่อเรื่องเหมือนกันหมด


เพลงแห่งความทรงจำในรอบปี

ปกติผมไม่ค่อยได้ฟังเพลงใหม่ๆนัก อาจจะเพราะผมเติบโตในยุคแกรมมี่ครองเมือง เลยติดอยู่ในกับดักวัฒนธรรมเพลงป๊อบแบบแกรมมี่ อาจจะมีไปฟังแนวอื่น ค่ายอื่นบ้าง แต่สุดท้ายก็กลับมาตายรัง ศิลปินที่ชอบอย่างพี่ปั่น พี่แหวน พี่แอม ไปจนถึงรุ่นรองลงมาอย่างโบ หรือปาล์มมี่ ก็ไม่มีเพลงใหม่ๆมาให้ฟัง เพลงยุคนี้แนวเพลงส่วนมากไม่ค่อยถูกหูผม ถ้าไม่ใช่เพลงของนักร้องรุ่นใหม่ที่ผมชอบอย่างป๊อบ อ็อฟ ดา เบล หรือบอย หรือนักร้องกลุ่มอย่าง บิ๊ก แอส พาราด็อกซ์ ผมก็แทบไม่เคยรู้จักหรือผ่านหู
เพราะฉะนั้นถ้าจะให้เลือกเพลงที่ประทับใจที่สุดในรอบปี ขอเลือกเพลงจากรายการนี้ดีกว่า เดอะ สตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว ปี6 ซึ่งผมดูรายการนี้เป็นประจำอยู่แล้ว มันเป็นรายการที่ผมติดมากจริงๆนะ มีอยู่ครั้งเมื่อปี 5 ผมไปงานบวชญาติผู้น้องที่จังหวัดแพร่ ขากลับนั่งรถตู้ขณะที่รายการออกอากาศอยู่ ผมยังต้องโทรไปถามเพื่อนสนิทว่าใครตกรอบ เพราะเกรงคนที่เชียร์จะตกรอบ ติดขนาดนั้นคิดดูสิ ปี6 นี้ตอนแรกก็ดู และเชียร์ในรอบออดิชั่นหลายคนอยู่ เรียกว่าแต่ละภาคจะมีคนที่ชอบอยู่ภาคละ 1 คนเป็นอย่างน้อย ก่อนที่จะมาเลือกเชียร์แค่คนเดียวตอนรอบ 8 คนสุดท้าย

และในสัปดาห์คอนเสิร์ตเปิดตัวผู้เข้าแข่งขัน 8 คนสุดท้ายของ เดอะ สตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว ปี6 ก็ทำให้ผมตกหลุมรักผู้เข้าแข่งขันคนหนึ่งอย่างถอนตัวไม่ขึ้น นั่นคือ กัน นภัทร อินทร์ใจเอื้อ ผู้เข้าประกวดหมายเลข 3 ซี่งในสัปดาห์นั้นเขาร้องเพลงที่ผมไม่รู้จัก ไม่เคยได้ยินมาก่อน คือเพลง ที่สูง แต่ครั้งแรกที่เขาร้อง มันทำให้ผมตกหลุมรักเพลงที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนเพลงนี้เข้าให้อย่างจัง เพราะเสียงร้องที่ไพเราะจริงๆของเขา การร้องที่เริ่มต้นจากช้าๆ เรื่อยๆ ส่งรอยยิ้มที่มีความสุขพร้อมดวงที่เป็นประกายมาถึงคนดูตลอด ก่อนที่จะถึงช่วงพีคในตอนท้ายเพลงที่ทำเอาขนลุกขนชันด้วยความทึ่งไปหมด ไม่คิดว่าโชว์แรกของเขาจะสะกดคนดูอย่างผมได้อย่างอยู่หมัดเช่นนี้ และหลังจากนั้นเขาฝากเพลงที่ติดตราตรึงใจไว้ในแทบทุกสัปดาห์ ไล่เรียงมาตลอดกับ การเปลี่ยนแปลง,หัวใจเพรียกหา,ของที่เธอไม่รัก,อย่าใกล้กันเลย,น้ำตาแสงไต้,แทงข้างหลัง ทะลุถึงหัวใจ,หนุ่มสุพรรณ,หยาดเพชร,คนไม่เอาถ่าน และไม่ต้องรู้ว่าเราคบกันแบบไหน ทั้งหมดนี้คือเพลงที่ผมชอบมากๆและดูคลิปย้อนหลังจนจำทุกอย่างได้ขึ้นใจ

ตลอดระยะเวลาที่เชียร์ ไม่เคยคิดว่าเขาจะได้เป็นแชมป์ เพราะไม่เคยคิดว่าตัวเองตามีแวว เพราะตลอดที่ดูตั้งแต่ปีแรก คนที่เชียร์ไม่เคยได้เป็นแชมป์สักคน ปีนี้ช่วงแรกกันก็ไม่เด่นเลย คะแนนก็อยู่กลางๆค่อนไปทางท้ายๆตลอด จนอะไรไม่รู้ดลใจให้ผมช่วยโทรไปโหวตให้เขา ในสัปดาห์ที่คะแนนกลางสัปดาห์ตกไปอยู่ 2 คนสุดท้าย(บิวท์ขึ้นจริงๆ) เป็นคนแรกตั้งแต่ดู เดอะ สตาร์มา 6 ปีที่ได้เงินโหวตจากผม อาจจะเพราะคนที่เชียร์คนก่อนๆ เวลาที่เขาตกรอบผมก็ยอมรับผลการตัดสิน เพราะคิดว่าเขาสู้ไม่ได้และยังไม่เหมาะที่จะเป็น เดอะ สตาร์จริงๆ แต่ปีนี้มันไม่ใช่อย่างนั้น ผมว่าน้องมีศักยภาพพอที่จะเป็นผู้ชนะได้ ผมจึงช่วยโหวตให้ และสุดท้ายเขาก็ได้เป็นแชมป์จริงๆ สมใจ

ไล่เรียงจากรายชื่อที่เอ่ยไป เลือกยากจริงๆที่จะให้เพลงไหนเป็นเพลงที่ประทับใจที่สุดในรอบปี แต่ถ้าต้องเลือก ขอเลือกความประทับใจแรกแล้วกัน ผมขอเลือก ที่สูง ที่ร้องโดยน้องกัน ในสัปดาห์เปิดตัวผู้เข้าแข่งขัน เดอะ สตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว ปี6 เป็นเพลงประทับใจที่สุดในรอบปีของผมแล้วกันครับ จากเพลงนั้น คอนเสิร์ตวันนั้น วันนี้ผมได้นักร้องในดวงใจคนใหม่แล้ว




หนังสือเล่มโปรด

ด้วยภารกิจหน้าที่การงานทำให้ผมต้องเดินทางล่องใต้ ขึ้นอีสาน และมีโอกาสไปสานสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวอยู่ช่วงหนึ่ง เป็นระยะเวลาประมาณ 15 วัน ผมหยิบหนังสือนวนิยายเล่มหนึ่งติดตัวไปในการเดินทางครั้งนี้ด้วย จริงๆเป็นหนังสือที่ผมเคยอ่านแล้วรอบหนึ่ง แต่รู้สึกอยากจะอ่านอีกสักรอบเพื่อรื้อฟื้นความประทับใจ จึงหยิบมันติดมือไปด้วย เผื่ออ่านระหว่างทาง หนังสือเล่มที่ว่าชื่อ แพนด้า เขียนโดย ปราบดา หยุ่น



สารภาพว่าก่อนหน้านี้ผมไม่ชอบ ปราบดา หยุ่น นักจริงๆไม่น่าบอกว่าไม่ชอบ ปราบดา หยุ่น แต่น่าจะเรียกว่าไม่ชอบคนรุ่นใหม่ๆที่เป็นพวกแนวๆ ติสต์ๆนัก ออกแนวอคติบังตามากกว่า แต่สิ่งที่มาเปลี่ยนความคิดคือช่วงหนึ่งที่ผมไปเรียนที่มหาวิทยาลัย แล้วยังไม่ค่อยมีคนคบ ผมใช้เวลาหมดไปกับห้องสมุด แล้วก็ไล่อ่านหนังสือที่อยากอ่านทุกเล่ม มีอยู่ช่วงที่จัดเทศกาลหนังสือซีไรต์ ไล่อ่านทุกเรื่องที่ได้รางวัล จึงเป็นเหตุให้ต้องอ่าน ความน่าจะเป็น ผลงานของปราบดา หยุ่นที่ได้รางวัลซีไรต์อย่างช่วยไม่ได้ แต่หลังจากที่อ่านจบ อคติทั้งหลายทั้งมวลที่บังตามลายหายไปจนหมดสิ้น จนต้องหาหนังสือของปราบดาเล่มอื่นๆมาอ่านต่ออีก ซึ่งห้องสมุดรามคำแหงมีหนังสือปราบดาให้อ่านอีกแค่เล่มเดียวคือ ชิทแตก เศร้ามาก ผมต้องออกไปขวนขวายหาซื้องานของปราบดา หยุ่นเล่มอื่นๆอ่านเอง

แล้วผมก็ซื้อ แพนด้า มาอ่าน ตอนแรกที่ซื้อนึกว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับ หลินปิง อะไรเทือกๆนั้น ชั่งใจอยู่นานว่าจะซื้อดีไหม เพราะไม่ใช่คนเห่อกระแสแพนด้า ซื้อมาก็ดองเปรี้ยวดองเค็มอยู่นาน กว่าจะได้เอามาอ่าน รอบแรกบอกตรงๆว่าผมยังไม่เข้าใจสารที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อ (จริงๆตอนนี้ก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองเข้าใจถูกไหม) แต่มันมีหลายช่วงตอนที่มันจี๊ดไปถึงหัวใจของผม ผมจึงชอบหนังสือเล่มนี้ในระดับนึงในครั้งแรกที่อ่าน และเมื่อช่วงการเดินทางไปต่างจังหวัดครั้งนั้น ผมมีชอยส์ให้เลือกไม่มากนัก ผมจึงหยิบ แพนด้า ไปอ่านอีกรอบ หวังจะทำความเข้าใจกับมันมากขึ้น อยากรู้ว่าไอ้ แพนด้าพลาเน็ท มันคืออะไร และคนเขียนต้องการจะสื่ออะไรมายังคนอ่าน แล้วรอบ 2 ระหว่างการเดินทาง ผมก็ตกหลุมแพนด้าเข้าอย่างจัง

แพนด้า เป็นเรื่องราวแนวตลกร้าย เล่าเรื่องของชายหนุ่มหุ่นกลมๆ ที่เป็นโรคนอนไม่ค่อยจะหลับ จนขอบตาดำคล้ำคล้าย แพนด้า เขาจึงถูกใครๆเรียกด้วยชื่อนี้แทนชื่อเล่นจริงๆไปจนหมด แพนด้าค้นพบว่าเขาเกิดผิดดาว และดาวนี้ไม่เหมาะกับเขา ดาวที่แท้จริงของเขาคือ แพนด้าพลาเน็ท เขาจึงตัดสินใจจะเดินทางกลับดาวที่แท้จริง และหาทางกระจายข่าวให้คนอื่นๆรู้ถึงดาวเกิดที่แท้จริงของพวกเขา เพื่อพวกเขาจะได้เดินทางกลับสู่ดาวของตัวเอง

ผมมองว่าสารที่ปราบดาต้องการสื่อกับคนอ่านคือ คุณต้องหาตัวตนของคุณให้เจอ แล้วหาทางที่จะไปให้ถึงตรงนั้นให้ได้ แล้วคุณจะมีความสุข ผมไม่แน่ใจว่าผมเข้าใจถูกหรือเปล่า แต่แปลความจากเนื้อเรื่อง การไม่มีความสุขจากงานที่ทำ การใช้ชีวิตไปวันๆของเขา และการมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างที่กระท่อนกระแท่นเต็มที แม้กับคนในครอบครัว ถ้าคุณเคยอ่านงานของปราบดาจะรู้ว่าแต่ละเรื่อง มันสลับซับซ้อน มีหลากหลายมิติ มีอะไรให้ได้ตีความเยอะแยะ(ล่าสุดผมเพิ่งอ่าน ฝนตกตลอดเวลา รอบแรกจบก่อนถึงปีใหม่ไม่กี่ชั่วโมง คาดว่าคงต้องมีรอบ 2 เพื่อค้นหาว่าทำไม ฝนจึงต้องตกตลอดเวลา แล้วเมื่อไหร่ได้คำตอบที่ไม่รู้จะถูกหรือเปล่า ผมจะเล่าให้ฟังใหม่ ไม่แน่คุณอาจจะเห็นมันอาจจะเป็นหนังสือแห่งความประทับใจในปีหน้าของผมก็ได้)

ในเมื่อผมตีความว่าสารที่เขาต้องการจะบอกคือ ตัวตนของตัวคุณ ผมจึงเริ่มมองหา ตัวตนของตัวผม อยู่ในตอนนี้ เมื่อผมค้นพบดาวบ้านเกิดของผมเจอเมื่อไหร่ ผมจะรีบหาทางกลับสู่ดาวที่ผมพลัดพรากมาตลอดเสียที อาจจะไม่ใช่แพนด้าพลาเน็ท หรือจะชื่ออะไรก็ไม่รู้ แต่ผมก็หวังว่าจะมีความสุขกับดาวที่ผมเจอไม่วันใดก็วันหนึ่ง

ขอเปลี่ยนแนวมาที่การ์ตูนบ้าง เมื่อสมัยเรียนผมชอบอ่านการ์ตูนมากๆ มีเพื่อนที่แลกการ์ตูนกันอ่านหลายคน แต่พอโตขึ้นก็เริ่มห่างๆมันไป เพิ่งมามีโอกาสได้อ่านอีกครั้งไม่นานมานี้ หลังไปสมัครสมาชิกร้านหนังสือเช่าแถวบ้าน และถ้าจะให้เลือกเรื่องที่อ่านแล้วประทับใจที่สุด ผมขอเลือก อิคิงามิ สาส์นสั่งตาย



ผมว่าแนวคิดในหนังสือการ์ตูนเรื่องนี้ แทบไม่ต่างจากแนวคิดในเรื่อง Battle Royale เลย มันเป็นอีกครั้งที่ผมรู้สึกทึ่งในพล็อตของการ์ตูนญี่ปุ่นที่ช่างสรรค์สร้างคิดเรื่องราวออกมาได้ “กฎผดุงความรุ่งเรืองแห่งชาติ”ที่ใช้ในเรื่อง เพื่อให้คนได้ตระหนักถึงคุณค่าของการใช้ชีวิต ผมว่าสุดท้ายมันจะใช้ได้ผลจริงๆก็ต่อเมื่อคนๆนั้นได้รับอิคิงามิมาแล้วเท่านั้น เพราะส่วนใหญ่ผมก็เห็นตัวละครโดยมากใช้ชีวิตอย่างไม่ค่อยตะหนักถึงอะไรทั้งนั้น แล้วเพิ่งจะมาสำนึกได้ตอนที่อะไรๆก็สายไปแล้ว

ในหนังสือการ์ตูนมีตอนที่จี๊ดๆมากมาย บางตอนอาจจะถึงขั้นทำให้น้ำตาคลอได้ ที่สำคัญคือบางตอนก็ไม่รู้จริงๆว่าใครที่จะได้อิคิงามิ นั่งอ่านไปลุ้นไปจนหยดสุดท้ายเลยก็มี แต่ถ้าจะให้บรรยายคงไม่ไหว เพราะอ่านมานานจนลืมๆไปแล้ว จริงๆผมกะจะหาซื้อตอนงานสัปดาห์หนังสือ แต่จนใจที่จำไม่ได้ว่ามันเป็นของสำนักพิมพ์ไหนเลยไม่ได้ซื้อ ล่าสุดผมอ่านถึงเล่ม 5 ซึ่งยังไม่จบ ไม่รู้ว่าป่านนี้ออกมาไปถึงเล่มไหนแล้ว ไม่ได้แวะเวียนไปร้านหนังสือเช่ามานานแล้ว และก็ได้มีโอกาสดูหนังที่สร้างจากหนังสือการ์ตูนด้วยครับ แต่บอกตรงๆว่า สำหรับคนที่ได้อ่านหนังสือก่อน คิดว่าเวอร์ชั่นหนังมันช่างไม่สนุกเอาซะเลย ไม่ซึ้งเหมือนตอนที่อ่านหนังสือด้วย คิดว่าคนที่ได้อ่านท่านอื่นๆคงมีความรู้สึกที่ไม่ต่างกันนัก

ไม่รู้จะเขียนถึงความประทับใจเกี่ยวกับอะไรแล้ว จึงขอจบบันทึกเอาไว้ที่ตรงนี้ หวังว่าปีหน้าจะมีโอกาสได้กลับมาเขียนถึงใหม่ หรือแตกแขนงไปเขียนในเรื่องอื่นๆที่สนใจเพิ่มเติมบ้าง ขอบคุณที่อ่านจนจบนะครับ




 

Create Date : 03 มกราคม 2554
4 comments
Last Update : 3 มกราคม 2554 12:59:39 น.
Counter : 2861 Pageviews.

 

สวัสดีปีใหม่ค่ะ ขอบคุณเหมือนกันค่ะที่เขียนblogดีๆสนุกๆให้อ่านตลอดปีที่ผ่านมา ชอบอ่านมากทุกๆเรื่องเลย(โดยเฉพาะซีรีย์กัน นภัทร) ถึงจะเขียนยาวๆแต่ก็อ่านเพลินไม่อยากให้จบทุกที
จะรอติดตามอ่านต่อไปเรื่อยๆนะคะ

 

โดย: ชอบอ่าน IP: 60.241.177.232 5 มกราคม 2554 21:23:18 น.  

 

สวัสดีปี2554ค่ะคุณโจ๊ก...ขอบคุณสำหรับสิ่งดีๆที่มีให้กันในปีที่ผ่านมา...ขอบคุณที่รู้จัก..กัน นภัทร จึงได้มิตรภาพที่ดีๆจ่ากคนที่รักกันเหมือนๆกัน...ขอบคุณมากๆค่ะ...

 

โดย: แม่น้องนิว IP: 27.130.83.117 7 มกราคม 2554 6:48:05 น.  

 

คุณเพื่อน...ย่องมาอัพบล็อก แบบอยู่เงียบๆ คนเดียวเลยนะ...ไม่เข้าไปสะกิดกันเลยอ่ะ...งอนล่ะ ชิส์


วันนี้ลองซุ่ม (ตั้งใจเขียนซุ่ม มิใช่สุ่มค่ะ) เข้ามาเงียบๆ บ้างดูดิ...ว่าคิดถึง"กัน"เพิ่มเติมหรือไม่


เปลี่ยนแนวเขียนเรื่องบันเทิงรอบตัว...ก็อ่านเพลินไปอีกแบบนะ...เป็นคนชอบอ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลงด้วยมั้ง

ก็เลยชอบงานเขียนของคุณเพื่อนแบบนี้ไปด้วย...บางครั้งการอยู่กับสิ่งที่เราชอบหลายๆ อย่าง

โดยไม่ยึดติดกับสิ่งที่ชอบเพียงสิ่งเดียว ก็ทำให้โลกนี้ไม่น่าเบื่อ เหมือนกับ"แพนด้า" ก็ได้นะ

ลองเปิดหู เปิดตา...ในสิ่งใหม่ๆ ไปทุกๆ วัน...แต่ก็ยังคงจดจำเรื่องราวของสิ่งเก่าๆ ที่เราประทับใจเอาไว้
เก็บอยู่ในความทรงจำที่แสนหวานต่อไป...เราจะได้อยู่มีความสุขทั้ง 3 โลกเลยเนอะ...คุณเพื่อนเนอะ


ว่าแต่หนังสือที่ฝากไว้น่ะ...ปลวกยังไม่กินใช่ไหม...ถ้ายังไม่ได้ไปรับด้วยตัวเอง
จะหลบมุม...มานอนอ่านหนังสือเล่มโปรด แถวริมทะเลก็ได้นะ

แล้วเค้าจะได้ให้หิ้วหนังสือมาให้ด้วยเลยน่ะ (สนใจ...ติดต่อได้ตลอดเวลา แต่ไม่ 24 ชม.นะคร๊า)

 

โดย: Wonderfulmoon 10 มกราคม 2554 19:32:40 น.  

 

แล้วรู้หรือยังล่ะ "วันใดขาดฉันแล้วเธอจะรู้สึก"
อยากบอกอะไรก็จะรับรู้ไว้...ว่าฉันก็เป็นเหมือนเธอ..
อยากบอกให้เธอได้รู้ไว้เธออยู่ในใจฉันเสมอไม่เคยลืม
เวลาเจอก็ดีใจถึงแม้ว่าไม่ได้พูดได้คุยกับเธอก็ตาม
แต่อยากให้รู้ว่า "ยังรัก" เสมอ เช่นกัน

 

โดย: วินัย นักรบนพดล IP: 210.246.186.4 27 ตุลาคม 2554 7:56:18 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


เกาเหลาใส่เส้น
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ไม่ชอบอ่านอะไรยาวๆ แต่เขียนอะไรสั้นๆไม่เป็น

ใครเผลอเข้ามาอ่านบล็อกนี้ ทนๆเอาหน่อยนะครับ
Sira Chanchuamas

สร้างลิงค์ของโปรไฟล์ในแบบที่เป็นตัวคุณเอง
Group Blog
 
<<
มกราคม 2554
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
3 มกราคม 2554
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add เกาเหลาใส่เส้น's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.