Group Blog
 
 
เมษายน 2555
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
2930 
 
11 เมษายน 2555
 
All Blogs
 
กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 17 ว่าด้วยเรื่องของพระอุปัชฌาย์

ช่วงนี้เกิดคำถามมากมายกับผม เกี่ยวกับเรื่องพระอุปัชฌาย์ ผู้ทำการบรรพชา-อุปสมบท ให้กับกุลบุตรทั้งหลาย ว่า องค์นี้บวชให้ได้ไหมอาจารย์ จะนิมนต์องค์นั้นมาบวชให้ลูก ให้หลานได้ไหมอาจารย์ 

และมีกิจกรรมของวัด วัดหนึ่ง ที่เป็นประเด็นถกกันว่า เอ!!! กิจกรรมบวชพระนับแสน นับล้านรูปนั้น พระอุปัชฌาย์ ท่านปฏิบัติหน้าที่ถูกต้องหรือปล่าว ผมก็เลยขอนำกฎมหาเถรสมาคมมาให้ศึกษากัน จะได้เข้าใจตรงกัน ว่าอุปัชฌาย์นั้น ท่านมีอำนาจหน้าที่ทำการบรรพชา-อุปสมบทให้กุลบุตร แบบไหน อย่างไรบ้าง ป้องกันพวกมีความรู้งูๆปลาๆ แล้วขยันโชว์พาวน์อธิบายผิดๆเพี้ยนๆ อ่ะ!!! มาดูกัน 

กฎมหาเถรสมาคม
ฉบับที่๑๗ ( พ.ศ. ๒๕๓๖ )
ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระอุปัชฌาย์

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๕ ตรี แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์   พ.ศ.   ๒๕๐๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์   ( ฉบับที่   ๒ )   พ.ศ.   ๒๕๓๕ และมาตรา   ๒๓ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์   พ.ศ.   ๒๕๐๕   มหาเถรสมาคมตรากฎมหาเถรสมาคมไว้ดังต่อไปนี้

ข้อ   ๑   กฎมหาเถรสมาคมนี้เรียกว่า   “กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๑๗ ( พ.ศ.   ๒๕๓๖ ) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระอุปัชฌาย์”

ข้อ   ๒   กฎมหาเถรสมาคมนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในแถลงการณ์คณะสงฆ์ เป็นต้นไป

ข้อ   ๓   ตั้งแต่วันใช้กฎมหาเถรสมาคมนี้ ให้ยกเลิก

(๑)   กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๗ ( พ.ศ.   ๒๕๐๖ ) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระอุปัชฌาย์

(๒)   กฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๗ แก้ไขเพิ่มเติม ( พ.ศ.   ๒๕๑๕ )
บรรดากฎ ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง มติ หรือประกาศอื่นใด ในส่วนที่กำหนดไว้แล้ว ในกฎมหาเถรสมาคมนี้   หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับกฎมหาเถรสมาคมนี้   ให้ใช้กฎมหาเถรสมาคมนี้แทน

หมวด   ๑
บททั่วไป

ข้อ   ๔ ในกฎมหาเถรสมาคมนี้ “พระอุปัชฌาย์” หมายความว่า พระภิกษุผู้ได้รับแต่งตั้ง ให้มีหน้าที่เป็นประธานและรับผิดชอบในการให้บรรพชาอุปสมบทตามบทบัญญัติแห่งกฎมหาเถรสมาคมนี้

ข้อ   ๕ พระอุปัชฌาย์ มี ๒ ประเภท

(๑)   พระอุปัชฌาย์สามัญ ได้แก่ พระอุปัชฌาย์ที่ได้รับแต่งตั้งจากเจ้าคณะใหญ่
(๒)   พระอุปัชฌาย์วิสามัญ ได้แก่ พระอุปัชฌาย์ที่ได้รับแต่งตั้งจากสมเด็จพระสังฆราช

ข้อ   ๖ พระภิกษุผู้ได้รับตราตั้งพระอุปัชฌาย์อยู่ก่อนใช้กฎมหาเถรสมาคมนี้ให้คงเป็น พระอุปัชฌาย์   ตามบทบัญญัติแห่งกฎมหาเถรสมาคมนี้

หมวด ๒
การแต่งตั้งพระอุปัชฌาย์

ข้อ   ๗   ในเขตปกครองคณะสงฆ์ตำบลหนึ่ง ให้มีพระอุปัชฌาย์เพียงหนึ่งรูป เว้นแต่ มีกรณีพิเศษ

ข้อ   ๘   พระภิกษุผู้จะดำรงตำแหน่งพระอุปัชฌาย์ต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้

(๑)   มีตำแหน่งในทางการปกครองชั้นเจ้าอาวาสขึ้นไป เว้นแต่พระอารามหลวง

(๒)   มีพรรษาพ้น   ๑๐

(๓)   ไม่เป็นผู้มีร่างกายทุพพลภาพไร้ความสามารถ หรือมีจิตฟั่นเฟือน ไม่สมประกอบ หรืออาพาธเป็นโรคติดต่อ เช่น โรคเรื้อน หรือวัณโรคในระยะอันตราย

(๔)   มีประวัติความประพฤติดี

(๕)   เป็นที่นับถือของประชาชน   ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์

(๖)   เป็นเปรียญหรือนักธรรมเอก   เว้นแต่ในบางท้องถิ่นซึ่งเจ้าคณะพิจารณาเห็นสมควรผ่อนผัน

(๗)   มีความสามารถฝึกสอนผู้อยู่ในปกครองให้เป็นพระภิกษุสามเณรที่ดี    ตามพระธรรมวินัย   และสามารถบำเพ็ญกรณียกิจอันอยู่ในหน้าที่ของพระอุปัชฌาย์ได้

(๘)   มีความรู้ความสามารถ ทำอุปสมบทกรรมให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัย และระเบียบแบบแผนของคณะสงฆ์

ข้อ   ๙   ในการแต่งตั้งพระสังฆาธิการผู้ดำรงตำแหน่งต่ำกว่าเจ้าคณะจังหวัดเป็น พระอุปัชฌาย์   ให้พิจารณาเลือกพระสังฆาธิการผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติตามข้อ   ๘   แล้วรายงานรับรอง ขอแต่งตั้งเสนอขึ้นไปตามลำดับจนถึงเจ้าคณะภาค   ดังนี้

(๑)   ตั้งรองเจ้าคณะจังหวัดหรือเจ้าคณะอำเภอเป็นพระอุปัชฌาย์ให้เจ้าคณะจังหวัด เป็นผู้เสนอรายงานรับรองขอแต่งตั้ง

(๒)   ตั้งรองเจ้าคณะอำเภอ   หรือเจ้าคณะตำบลเป็นพระอุปัชฌาย์ให้เจ้าคณะอำเภอเป็นผู้รายงาน รับรองขอแต่งตั้ง

(๓)   ตั้งรองเจ้าคณะตำบล   หรือเจ้าอาวาสเป็นพระอุปัชฌาย์ให้เจ้าคณะตำบลเป็นผู้ เสนอรายงานรับรองการแต่งตั้ง

เมื่อเจ้าคณะภาคได้รับรายงานรับรองขอแต่งตั้งแล้ว   ให้ดำเนินการฝึกซ้อมอบรม  หรือสอบความรู้ตามความในข้อ   ๔๑   เมื่อเห็นเป็นการสมควรแล้ว ให้เสนอรายงานรับรองไปยังเจ้าคณะใหญ่ เพื่อพิจารณาแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ต่อไป

ข้อ  ๑๐  ในการแต่งตั้งเจ้าคณะภาค รองเจ้าคณะภาค หรือเจ้าคณะจังหวัด  เป็นพระอุปัชฌาย์      ให้ผู้บังคับบัญชาเหนือรายงานตามลำดับ  เพื่อสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้งตามมติ มหาเถรสมาคม

ในการแต่งตั้งเจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส หรือผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงเป็นพระอุปัชฌาย์   ให้เจ้าคณะจังหวัดพิจารณาเลือกแล้วเสนอรายงานรับรองตามลำดับ  เพื่อทรงแต่งตั้งตามความในวรรคต้น

ข้อ   ๑๑    พระสังฆาธิการจะปฏิบัติหน้าที่พระอุปัชฌาย์ได้ ต่อเมื่อได้รับตราตั้งพระอุปัชฌาย์แล้ว

หมวด ๓
หน้าที่พระอุปัชฌาย์

ข้อ   ๑๒   พระอุปัชฌาย์มีหน้าที่ให้บรรพชาอุปสมบทแก่กุลบุตรได้เฉพาะตนและเฉพาะภายในเขต ตามที่บัญญัติไว้ในหมวด   ๔   แห่งกฎมหาเถรสมาคมนี้

ข้อ   ๑๓   พระอุปัชฌาย์ต้องพบและสอบสวนกุลบุตรให้ได้คุณลักษณะก่อนจึงรับให้บรรพชาอุปสมบทได้   คุณลักษณะของกุลบุตรนั้น   ดังนี้

(๑)   เป็นคนมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตตำบลหรืออำเภอที่จะบวช   และมีหลักฐาน  มี อาชีพชอบธรรม   หรือแม้มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตอื่น แต่เมื่อสอบสวนแล้วปรากฏว่าเป็นคนมีหลักฐาน มีอาชีพชอบธรรม มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง   ไม่ใช่คนจรจัด

(๒)   เป็นสุภาพชน มีความประพฤติดีประพฤติชอบไม่มีความประพฤติเสียหายเช่น   ติดสุราหรือยาเสพติดให้โทษ   เป็นต้น

(๓)   มีความรู้อ่านและเขียนหนังสือไทยได้

(๔)   ไม่เป็นผู้มีทิฎฐิวิบัติ

(๕)   เป็นผู้ปราศจากบรรพชาโทษ   และมีร่างกายสมบูรณ์   อาจบำเพ็ญสมณกิจได้ไม่เป็นคนชรา ไร้ความสามารถหรือทุพพลภาพ   หรือพิกลพิการ

(๖)   มีสมณบริขารครบถ้วนและถูกต้องตามพระวินัย

(๗)   เป็นผู้สามารถกล่าวคำขอบรรพชาอุปสมบทได้ด้วยตนเองและถูกต้องไม่วิบัติ

ข้อ   ๑๔   พระอุปัชฌาย์ต้องงดเว้นการให้บรรพชาอุปสมบทแก่คนต้องห้ามเหล่านี้

(๑)   คนทำความผิดหลบหนีอาญาแผ่นดิน

(๒)   คนหลบหนีราชการ

(๓)   คนต้องหาในคดีอาญา

(๔)   คนเคยถูกตัดสินจำคุกโดยฐานเป็นผู้ร้ายสำคัญ

(๕)   คนถูกห้ามอุปสมบทเด็ดขาดทางพระศาสนา

(๖)   คนมีโรคติดต่อเป็นที่น่ารังเกียจ   เช่น   วัณโรคในระยะอันตราย

(๗)   คนมีอวัยวะพิการจนไม่สามารถปฏิบัติกิจพระศาสนาได้

ข้อ   ๑๕   พระอุปัชฌาย์จะให้บรรพชาอุปสมบทในวัดใด   ต้องได้รับนิมนต์ของเจ้าอาวาสวัดนั้น   ห้ามเข้าไปให้บรรพชาอุปสมบทในวัดของผู้อื่นโดยมิได้รับนิมนต์ของเจ้าอาวาส

ข้อ   ๑๖   เจ้าอาวาสผู้เป็นพระอุปัชฌาย์จะรับผู้ใดบวช   ต้องมีผู้รับรองและให้ผู้รับรองของผู้ นั้นนำผู้จะบวชมามอบตัวพร้อมด้วยใบสมัครและใบรับรองผู้จะบรรพชาอุปสมบทตามความในข้อ   ๔๑ ซึ่งจะขอได้จากพระอุปัชฌาย์   ก่อนถึงวันบรรพชาอุปสมบทไม้น้อยกว่า   ๑๕   วัน

ให้เจ้าอาวาสผู้เป็นพระอุปัชฌาย์   สอบสวนผู้จะมาบวชตามความในข้อ   ๑๓   และข้อ   ๑๔ ซึ่งปรากฎตามข้อปฏิญญาในใบสมัครขอบรรพชาอุปสมบท    และสอบถามผู้รับรองตามข้อรับรองผู้จะบรรพชาอุปสมบท   จนเป็นที่เข้าใจถูกต้องตรงกันดีแล้ว จึงรับใบสมัครขอบรรพชาอุปสมบทและใบรับรอง แล้วดำเนินการฝึกซ้อมผู้จะบวชต่อไป

ข้อ   ๑๗   เจ้าอาวาสผู้มิได้เป็นพระอุปัชฌาย์ จะรับผู้ใดบวชในวัดของตนให้นำผู้สมัครขอบรรพชาอุปสมบทนั้น ไปมอบตัวแก่พระอุปัชฌาย์พร้อมทั้งใบสมัครขอบรรพชาอุปสมบท และใบรับรองผู้จะบรรพชาอุปสมบท ก่อนถึง วันบรรพชาอุปสมบทไม่น้อยกว่า   ๑๕   วัน

ในกรณีเช่นนี้ ให้พระอุปัชฌาย์ผู้จะรับบวชปฏิบัติตามความในข้อ   ๑๖   วรรค   ๒  
ข้อ   ๑๘ใบสมัครขอบรรพชาอุปสมบทและใบรับรองผู้จะบรรพชาอุปสมบทให้ยื่นต่อเจ้าอาวาสผู้มิได้ เป็นพระอุปัชฌาย์   ๒   ฉบับ   เพื่อเจ้าอาวาสเก็บรักษาไว้ฉบับหนึ่งและพระอุปัชฌาย์เก็บไว้ฉบับหนึ่ง   ถ้าเจ้าอาวาสเป็นพระอุปัชฌาย์ให้ยื่นเพียงฉบับเดียว

 ข้อ  ๑๙  พระอุปัชฌาย์เมื่อให้บรรพชาอุปสมบทแก่กุลบุตรแล้ว มีหน้าที่ต้องถือเป็นภารธุระปกครองดูแลสั่งสอนสัทธิวิหาริกของตนให้ตั้งอยู่ในสัมมาปฏิบัติ ต้องขวนขวายให้ได้รับการศึกษาพระธรรมวินัย และต้องออกหนังสือสุทธิให้แก่สัทธิวิหาริกตามความในข้อ   ๔๑ เพื่อแสดงสังกัดถิ่นที่อยู่และความบริสุทธิ์แห่งสมณเพศ

ถ้าสัทธิวิหาริกผู้มีพรรษายังไม่พ้น   ๕   จะไปอยู่ในวัดอื่นใด เมื่อพระอุปัชฌาย์เห็นสมควรก็ ให้สอบถามไปยังเจ้าอาวาสวัดนั้น   เมื่อได้รับคำยืนยันรับรองที่จะปกครองดูแลสั่งสอนแทนได้ จึงให้ทำหนังสือฝากและมอบภารธุระแก่เจ้าอาวาสวัดนั้น   ให้เป็นผู้ปกครองดูแลสั่งสอนแทนตน

ถ้าสัทธิวิหาริกผู้นั้นมีพรรษายังไม่พ้น   ๕ จะย้ายไปอยู่ในวัดอื่นต่อไปอีกให้เจ้าอาวาสผู้รับฝากปกครองแจ้งไปยังพระอุปัชฌาย์   เพื่อได้ปฏิบัติการตามความในมาตรา   ๒   แต่ถ้าพระอุปัชฌาย์นั้นพ้นจากความเป็นพระอุปัชฌาย์แล้ว   ก็ให้เจ้าอาวาสผู้ปกครองปฏิบัติการตามความในวรรค   ๒

ข้อ   ๒๐   พระอุปัชฌาย์ต้องส่งบัญชีสัทธิวิหาริกของตนตามความในข้อ   ๔๑ 

หมวด ๔ 
เขตพระอุปัชฌาย์  

ข้อ   ๒๑   พระอุปัชฌาย์จะให้บรรพชาอุปสมบทแก่กุลบุตรได้ภายในเขตที่ระบุไว้ในตราตั้ง หรือเขตอำนาจที่ตนปกครองอยู่ในปัจจุบัน   คือ   ถ้าเป็น

(๑)   เจ้าอาวาส   ภายในวัดของตน
(๒)   เจ้าคณะตำบล   ภายในเขตตำบลของตน
(๓)   เจ้าคณะอำเภอ   ภายในเขตอำเภอของตน
(๔)   เจ้าคณะจังหวัด   ภายในเขตจังหวัดของตน
(๕)   เจ้าคณะภาค   ภาคในเขตภาคของตน
(๖)   เจ้าคณะใหญ่   ภายในเขตหนของตน

พระอุปัชฌาย์ที่ดำรงตำแหน่งประธานและกรรมการมหาเถรสมาคม   ไม่จำกัดเขต

ข้อ   ๒๒   ถ้าไม่มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น   พระอุปัชฌาย์ผู้เป็นกิตติมศักดิ์ในตำแหน่งปกครอง  ให้ บรรพชาอุปสมบทได้ในเขต   อนุรูปแก่ตำแหน่งปกครองเดิมของตนตลอดเวลาที่ตนยังสำนักอยู่ในวัด หรือในเขตที่ตนเคยปกครองนั้นเว้นแต่เป็นเจ้าคณะภาคกิตติมศักดิ์ แม้มิได้อยู่ในเขตที่ตนเคยปกครองก็ให้บรรพชาอุปสมบทในเขตที่ตนเคยปกครองนั้นได้

ข้อ   ๒๓   พระอุปัชฌาย์ผู้ลาออกจากตำแหน่ง   หรือพ้นจากตำแหน่ง  หรือถูกให้ออกจากตำแหน่งในทางปกครอง   และไม่ได้เป็นกิตติมศักดิ์   ต่ยังคงเป็นเจ้าอาวาส ให้เป็นพระอุปัชฌาย์ได้เฉพาะในวัดของตน

ข้อ   ๒๔   พระอุปัชฌาย์จะให้บรรพชาอุปสมบทนอกเขตของตนได้     ต่อเมื่อเจ้าของเขตขอร้อง   หรือได้ขออนุญาตเจ้าของเขตตามฐานานุรูปดังกล่าวในข้อ   ๒๑   และได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของเขตแล้ว   หรือได้ขอและรับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าคณะภาคเจ้าสังกัดเป็นครั้งคราว 


* ข้อนี้สำคัญ พวกไม่รู้มักจะบอกว่า เป็นอุปัชฌาย์บวชได้ทั้งนั้นหล่ะ จะอยู่ไหนก็บวชได้ทั้งนั้น แต่ที่จริงเขาแบ่งเขต แบ่งโซนไว้เฉพาะ เมื่อหลายสิบปีก่อน ผมเคยไปร่วมงานอุปสมบทลูกชายผู้ที่เคารพนับถือท่านหนึ่งที่จังหวัดนครราชสีมา ถ้าจะไม่ผิดน่าจะเป็นที่อำเภอจักราช ซึ่งเจ้าภาพได้อาราธนานิมนต์ พระเทพวิสุทธิเมธี ( เที่ยง อคฺคธมฺโม ป.ธ.๙ ) สมณศักดิ์ในขณะนั้น เจ้าคณะภาค ๑๑ วัดระฆังโฆษิตาราม มาเป็นองค์อุปัชฌาจารย์ ซึ่งผมและพระอนุจรตามท่านเจ้าคุณเที่ยงมีความสนิทสนมกัน ได้สัพยอกท่านว่า " เอ !!! บวชข้ามเขตแบบนี้ขอเจ้าคุณจังหวัดโคราชหรือยังนี่ " 

พระอนุจร ก็ได้ตอบว่า " เรียบร้อยแล้ว จริงๆไม่ต้องขอก็ได้ เพราะเป็นเขตปกครองของคณะสงฆ์ภาค ๑๑ ที่ท่านเจ้าคุณเที่ยงเป็นเจ้าคณะภาคอยู่ จังหวัดนครราชสีมาก็อยู่ในการปกครองของคณะสงฆ์ภาค ๑๑ แต่ด้วยเพราะหลวงพ่อเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา ท่านอาวุโสกว่า และสมณศักดิ์ก็สูงกว่า เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ที่ พระธรรมวรนายก ท่านจึงให้เกียรติขออนุญาตอุปสมบทข้ามเขต "

ทีนี้ก็อย่าเข้าใจกันผิดหล่ะครับว่า อุปัชฌาย์ที่ไหนๆ ก็จะบวชให้ได้หมดนะครับ กฎนี้ยกเว้นให้เฉพาะ " กรรมการมหาเถรสมาคม " เท่านั้น ที่สามารถทำการบรรพชา-อุปสมบทได้ไม่จำกัดเขต  มาต่อกันเถอะ 

หมวด ๕ 
การระงับหน้าที่พระอุปัชฌาย์

ข้อ   ๒๕   หน้าที่พระอุปัชฌาย์ต้องระงับในเมื่อ

(๑)   พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ในทางปกครอง     และมิได้เป็นกิตติมศักดิ์ในตำแหน่งนั้น ๆ   หรือถูกให้พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ในทางปกครอง

(๒)   ขาดคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งตามความในข้อ   ๘

(๓)   ถูกเป็นจำเลยในอธิกรณ์ที่มีโทษถึงให้สึก   และอยู่ในระหว่างไต่สวนพิจารณาวินิจฉัย

(๔)   ถูกถอดถอนจากตำแหน่งหน้าที่พระอุปัชฌาย์

ข้อ   ๒๖ การระงับหน้าที่พระอุปัชฌาย์ตามความในข้อ   ๒๕   (๒) และ (๓) ของ พระสังฆาธิการตำแหน่งต่ำกว่าชั้นเจ้าคณะอำเภอให้พระสังฆาธิการผู้บังคับบัญชา ของพระอุปัชฌาย์รูปนั้นรายงานตามลำดับจนถึงเจ้าคณะจังหวัด  เพื่อพิจารณาสั่งระงับจากหน้าที่พระอุปัชฌาย์   ถ้าเป็นเจ้าคณะอำเภอ  ให้เจ้าคณะจังหวัดพิจารณาสั่งระงับจากหน้าที่พระอุปัชฌาย์

ส่วนพระสังฆาธิการตำแหน่งตั้งแต่เจ้าคณะจังหวัดขึ้นไป   ให้ผู้บังคับบัญชาเหนือพิจารณาสั่งระงับ

ข้อ   ๒๗   การถอดถอนพระอุปัชฌาย์ตามความในข้อ ๒๕ (๔) ให้เป็นไปตามที่บัญญัติไว้  ในหมวด   ๖   แห่งกฎมหาเถรสมาคมนี้  

หมวด   ๖ 
จริยาพระอุปัชฌาย์


ส่วนที่ ๑
จริยา

ข้อ   ๒๘   พระอุปัชฌาย์   ต้องเอื้อเฟื้อ   สังวร   ประพฤติ   ตามพระธรรมวินัย   และกฎหมายอย่างเคร่งครัด   เพื่อเป็นแบบอย่างอันดีของสัทธิวิหาริก

ข้อ   ๒๙   พระอุปัชฌาย์   ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งกฎมหาเถรสมาคมนี้

ข้อ  ๓๐  พระอุปัชฌาย์  ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งหรือคำแนะนำชี้แจงของพระสังฆาธิการ ผู้บังคับบัญชา   ซึ่งสั่งโดยชอบด้วยพระธรรมวินัยและกฎมหาเถรสมาคมนี้

ข้อ   ๓๑   พระอุปัชฌาย์   ต้องปฎิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง  มิให้บรรพชาอุปสมบทกรรมวิบัติบกพร่องไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ

ส่วนที่ ๒ 
การรักษาจริยา

ข้อ   ๓๒   ให้พระสังฆาธิการผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น      มีหน้าที่ควบคุมดูแลแนะนำชี้แจง   หรือสั่งพระอุปัชฌาย์ในเขตบังคับบัญชาของตน   ให้ปฏิบัติตามจริยาพระอุปัชฌาย์โดยเคร่งครัด

ส่วนที่ ๓ 
การละเมิดจริยา

ข้อ   ๓๓   พระอปัชฌาย์รูปใด   ปฏิบัติหน้าที่โดยละเมิดจริยาต้องได้รับโทษฐานละเมิดจริยาอย่างใดอย่างหนึ่ง   ดังต่อไปนี้

(๑)   ให้ถอดถอนจากตำแหน่งหน้าที่พระอุปัชฌาย์

(๒)   ให้ระงับหน้าที่พระอุปัชฌาย์ชั่วคราวไม่เกิน   ๒   ปี

(๓)    เรียกตัวมาอบรมชั่วคราวไม่เกิน   ๑   ปี

(๔)   ให้ทำทัณฑ์บน

(๕)   ตำหนิโทษเป็นลายลักษณ์อักษร

ข้อ   ๓๔   การให้ถอดถอนจากตำแหน่งหน้าที่พระอุปัชฌาย์นั้น จะทำได้ต่อเมื่อพระอุปัชฌาย์ละเมิดจริยาโดยจงใจให้บรรพชาอุปสมบทแก่คนต้องห้ามตามความในข้อ   ๑๔

ในกรณีเช่นนี้     ให้พระสังฆาธิการผู้บังคับบัญชาของพระอุปัชฌาย์นั้น รายงานโดยลำดับจนถึงผู้มีอำนาจแต่งตั้ง เมื่อได้สอบสวนและได้ความจริงตามรายงานนั้นแล้วให้ผู้มีอำนาจแต่งตั้งสั่งถอดถอนจากตำแหน่งหน้าที่พระอุปัชฌาย์

ในระหว่างที่ยังไม่มีคำสั่ง  พระสังฆาธิการผู้บังคับบัญชาเหนือ  อาจสั่งให้พักหน้าที่ พระอุปัชฌาย์ก่อนได้ แต่ถ้าพระอุปัชฌาย์รูปนั้นดำรงตำแหน่งพระสังฆาธิการต่ำกว่าเจ้าคณะจังหวัดให้เจ้าคณะจังหวัดเป็นผู้ สั่งพัก

ข้อ   ๓๕   พระอุปัชฌาย์รูปใด ละเมิดจริยาอย่างใดอย่างหนึ่ง นอกจากที่บัญญัติไว้ในข้อ ๓๔ เมื่อผู้บังคับบัญชาพิจารณาเห็นสมควรลงโทษสถานเบาลงมาสถานเดียว หรือหลายสถานโดยสมควรแก่  ความผิด

(๑)   ถ้าพระอุปัชฌาย์รูปนั้นดำรงตำแหน่งพระสังฆาธิการต่ำกว่าเจ้าคณะจังหวัด ให้ผู้ บังคับบัญชารายงานเสนอตามลำดับจนถึงเจ้าคณะภาค   เพื่อพิจารณาสั่งลงโทษ   แล้วรายงานผู้มีอำนาจแต่งตั้งทราบ

(๒)   ถ้าพระอุปัชฌาย์รูปนั้น   ดำรงตำแหน่งพระสังฆาธิการตั้งแต่เจ้าคณะจังหวัดขึ้นไป   ให้ผู้บังคับบัญชารายงานเสนอตามลำดับ   จนถึงผู้มีอำนาจแต่งตั้งเพื่อพิจารณาสั่งลงโทษ

ข้อ   ๓๖   ในกรณีที่พระอุปัชฌาย์เคยถูกลงโทษตามข้อ   ๓๓   (๓)   (๔)   และ   (๕) มาแล้วไม่เข็ดหลาบ   กระทำผิดอีก   ให้ลงโทษในสถานที่หนักกว่าโทษเดิม

ข้อ   ๓๗   พระอุปัชฌาย์รูปใด   ถูกระงับหน้าที่พระอุปัชฌาย์ตามข้อ   ๒๕   ก็ดี   ถูกระงับหน้าที่พระอุปัชฌาย์ตามข้อ   ๓๓   (๒)   ก็ดี   ถูกพักหน้าที่พระอุปัชฌาย์ตามข้อ   ๓๔  วรรค   ๓   ก็ดี   หากฝ่าฝืนให้ บรรพชาอุปสมบทแก่กุลบุตรอีก   หรือถูกลงโทษตามความในข้อ   ๓๓   (๒)   แล้วไม่เข็ดหลาบ   ละเมิดซ้ำอีกให้ถือว่าเป็นการละเมิดจริยาพระสังฆาธิการอย่างร้ายแรง   ฐานขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาตามความในข้อ   ๕๔  (๓) แห่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่   ๑๖   (พ.ศ.   ๒๕๓๕) ว่าด้วยการแต่งตั้งถอดถอนพระสังฆาธิการ

ในกรณีเช่นนี้   ให้ผู้บังคับบัญชารายงานโดยลำดับ    จนถึงผู้มีอำนาจแต่งตั้งพระสังฆาธิการผู้ เป็นพระอุปัชฌาย์รูปนั้น   เพื่อพิจารณาสั่งถอดถอนจากตำแหน่งหน้าที่พระสังฆาธิการ  

หมวด ๗ 
เบ็ดเตล็ด

ข้อ   ๓๘   พระภิกษุรูปใดไม่ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ หรือถูกถอดถอนจากความเป็นพระอุปัชฌาย์ตามกฎมหาเถรสมาคมนี้ บังอาจให้บรรพชาอุปสมบทแก่กุลบุตรต้องระหว่างโทษตามมาตรา  ๔๒   แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์   พ.ศ.   ๒๕๐๕  แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ( ฉบับที่   ๒ )   พ.ศ.   ๒๕๓๕

ข้อ   ๓๙   บุคคลผู้ได้รับบรรพชาอุปสมบทตามความในข้อ   ๓๗   และข้อ   ๓๘   ให้ถือว่าบรรพชาอุปสมบทโดยมิชอบ   ไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์อันพระภิกษุสามเณรจะพึงได้

ข้อ   ๔๐   ในกรณีแต่งตั้งหรือถอดถอนพระอุปัชฌาย์     ให้ผู้แต่งตั้งหรือผู้ถอดถอนแจ้งการแต่งตั้งหรือการถอดถอนไปยังสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม

ในกรณีที่พระอุปัชฌาย์พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ด้วยประการใด  ห้พระสังฆาธิการผู้บังคับบัญชาปฏิบัติตามความในวรรคต้น

ข้อ   ๔๑  วิธีปฏิบัติในการฝึกซ้อมอบรม  หรือสอบความรู้พระอุปัชฌาย์ก็ดี  ในการทำใบสมัคร รับรองผู้จะบรรพชาอุปสมบทก็ดี  ในการออกหนังสือสุทธิให้แก่สัทธิวิหาริกก็ดี   ในการส่งบัญชี สัทธิวิหาริกก็ดี   ให้เป็นไปตามที่กำหนดในระเบียบมหาเถรสมาคม

ตราไว้   ณ   วันที่   ๑๗   มีนาคม   ๒๕๓๖

( สมเด็จพระญาณสังวร )
สมเด็จพระสังฆราช    สกลมหาสังฆปริณายก  
ประธานกรรมการมหาเถรสมาคม




Create Date : 11 เมษายน 2555
Last Update : 11 เมษายน 2555 0:36:54 น. 1 comments
Counter : 1770 Pageviews.

 
เรียนคุณราชมัล

ผมไม่ได้เป็นสมาชิกของเวปพันทิป จึงไม่สามารถโพสต์ได้ แต่ผมมีข้อสงสัยว่าลายมือชื่อของ เจ้าคณะตำบลคลองสี่ในเอกสารสองฉบับทำไมจึงไม่เหมือนกัน ลายมือชื่อที่ถูกต้องของท่านเป็นแบบไหนกันแน่

ขออภัยที่ต้องมาถามในที่นี้ แต่สงสัยจริงๆ


โดย: 1511 IP: 1.46.121.144 วันที่: 14 เมษายน 2555 เวลา:16:48:50 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ราชมัล
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




นักเขียนมือใหม่ ฝากเนื้อฝากตัวกันตรงนี้แล้วกันนะครับ
Friends' blogs
[Add ราชมัล's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.