Group Blog
 
 
ธันวาคม 2552
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
7 ธันวาคม 2552
 
All Blogs
 
[ ป า ย ] รั ก ฤ ๅ ผู ก พั น . . . ก็ เ จ็ บ ป ว ด เ ท่ า กั น

**คำเตือน**  

เรื่องนี้ . . .


เป็นเรื่องแต่งขึ้นเพื่อสร้างความบันเทิง



ไม่เกี่ยวข้องกับ  บุคล  แต่อาจเกี่ยวพันกับสถานที่  

หรือเหตุการณ์ใด ๆ ที่เกิดขึ้นในบรรณภิภพนี้


ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณในการอ่านอย่างมากถึงมากที่สุด



ปล. เป็นเรื่องแต่งมิได้เกี่ยวข้องใด ๆ ต่อ เจ้าของบล๊อก






Free TextEditor


ต อ น ที่    ๑






Free TextEditor


ท้องฟ้าโปร่ง จนมองลงมาเห็นพื้นเบื้องล่าง เหมือนหัวใจของผมกระมัง ที่ตอนนี้มันโล่ง มีแต่ความรู้สึกอิ่มเอมหัวใจ ผมมองลอดผ่านกระจกภายในเคบิน เมื่อเครื่องไต่ระดับเรียบร้อยแล้ว เมฆสีขาวอมเทาล่องลอยบางเบาราวปุยนุ่น ผมมองเมฆขาว ยิ้มให้ก้อนเมฆ ยิ้มให้ท้องฟ้า อย่างที่หัวใจมีความสุขมากที่สุด มันเป็นความสุขแบบที่ผมค้นหามานาน บนฟากฟ้าเมฆสวยงาม และมันจะคงงดงามตราบเท่าที่หัวใจของคนเรามีความสุขมิใช่หรือ . . .


ผมยิ้มกว้าง . . .

. . . มีความสุขนะ . . .

ผมมีความสุขกว่าที่ผ่านมาเสียอีก มากกว่าตอนที่เจอมันครั้งแรก มากกว่าตอนที่ได้กอดมันครั้งแรก มากกว่า . . .

. . . มากกว่า

ทั้งหมดที่ผมเคยมีมา . . .

เป็นความสุขที่ผมค้นหามันมาตลอดชีวิต ความสุขที่เกิดจากการให้อภัย เกิดจากเนื้อแท้แห่งหัวใจที่ปรารถนาจะเห็นคนที่เรารักมีความสุข ความรักที่ไม่อยากได้รักเอาไว้ครอบครอง แต่มันคือความรักที่มนุษย์ธรรมดา ๆ คนนึงพึงจะรักใครสักคน . . .

บางครั้ง . . .

ผมยังอดคิดไม่ได้ว่า บททดสอบที่ผมผ่านมาได้ ผมผ่านมาได้อย่างไรกัน ตอนนี้ผมพร้อม พร้อมที่จะเห็นมันเป็นในสิ่งที่มันอยากจะเป็น

ถ้ามันเรียนจบ . . .

กับเส้นทางที่มันเลือกเดิน กับวิถีชีวิตของคนหนึ่งคน วิถีชีวิตในการอยากได้อยากมี เส้นทางที่ไม่ได้ถูกกำหนดจากใครอีกคน

. . . ผมพร้อมจะยอมรับ ไม่ว่าผมจะเจ็บปวดหรือมีความสุข ผมก็จะยอมรับในการตัดสินใจของมัน . . . สิ่งนี้มิใช่หรือที่ผมคิดเอาไว้

ตอนนี้ . . .

. . . มันก็จบแล้วนี่หว่า . . .

บางที . . .

. . . นี่อาจจะเป็นคำตอบสุดท้ายที่ผมค้นหามาตลอดชีวิต

การรอคอย . . .ทรมานเสมอ

. . . หาก . . .

ความสุขอยู่ที่เราได้รับรู้ว่า คนที่เรารอ เขาก็รอเราอยู่เช่นกัน






ผมหยิบเอาอัลบั้มรูปถ่ายในกระเป๋าสะพายใบเล็ก อัลบั้มที่ทำจากกระดาษสา ผมยิ้มก่อนเปิดมันอย่างช้า ๆ ภายในอัลบั้มรูปมันซีดไปตามกาลเวลา สีสันไม่สวยเท่ากับวันแรกที่รับรูปนี้มา

หาก . . .

ทุกรูปที่ถ่าย . . . ทุกรอยยิ้มของคนหนึ่งคน ภาพที่เสมือนเครื่องเก็บวันเวลาของผม ผมจดจำได้ดี มันไม่ได้เลือนหายไปกับกาลเวลา มันมีค่ากว่าสิ่งใด ๆ ที่ผมมีในตอนนี้ ทุก ๆ อย่าง มันอยู่ในความทรงจำของผมเสมอมา . . .

. . . รูปของใครบางคนที่ยิ้มกับแม่ค้าในตลาดเช้า ท่ามกลางสายหมอกสีสำลีขุ่น ที่ผมบังเอิญเก็บภาพเอาไว้ได้ยามเดินตลาดในเมืองเล็ก ๆ ที่ผมยังไม่รู้จักใคร

เรื่องของผมมันเริ่มต้นที่นี่ . . .

ผมไม่รู้ว่าเรื่องทั้งหมดมันเกิดขึ้นเพราะใครบางคนกำหนดไว้กันแน่ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้เจอกับมัน และเป็นครั้งแรกที่ผมลั่นชัตเตอร์เพียงครั้งเดียวและผมมั่นใจว่ารูปนี้ต้องออกมาสวยอย่างที่ผมจินตนาการเอาไว้ ผมต้องลดกล้องลงเพื่อมองหน้าของมันให้เต็มตาอีกครั้ง

ผมยิ้ม . . .

. . . ยิ้มให้กับรอยยิ้มที่ผมเห็นจากคนแปลกหน้า

ผมเจอกับมันอีกครั้ง . . .

ในวันถัดมา วันที่ผมเอามอเตอร์ไซด์เก่า ๆ ปุเลง ๆ เก็บภาพไปจนถึงสะพานญี่ปุ่น ดวงผมมันซวยกระมัง รถยางแบนแต๊ดแต๋ มันขี่รถผ่านเลยไปในขณะที่ผมกำลังเข็นรถกลับ . . .

แล้วมันเลี้ยวรถกลับมาอีกครั้ง มันยิ้ม ก่อนถามว่ารถเป็นอะไร มันจะช่วยถีบไป นึกภาพออกไหมครับ ที่รถคันหลังใช้เท้ายันรถคันหน้าเอาไว้ แล้วออกตัวช้า ๆ ไปตามถนนที่แทบจะร้างไร้ผู้คน

ครั้งที่สาม . . . ผมเจอมันในยามเย็นที่ริมแม่น้ำ ที่แห้งเหลือเพียงโขดทราย มีฉากหลังเป็นภูเขาสลับสล้าง ซ่อนสลับหว่างอย่างสวยงาม พระอาทิตย์ค่อย ๆ เคลื่อนตัวลงต่ำใกล้ลาลับแสงแห่งตะวัน ผมย่ำไปบนพื้นทรายด้วยเท้าเปล่า ให้เกิดรอยเท้า ก่อนที่จะวิ่งอ้อมกลับมาถ่ายรูป . . .

. . . รอยเท้าบนพื้นทราย

ใครบางคนยืนมองผมอยู่ ผมหันกลับไปมอง รอยยิ้มที่มาพร้อมกับคำถาม . . .

“พี่ทำอะไรอยู่หรือรับ”

“ถ่ายรูปไง”

“รูปอะไร” มันเดินมาใกล้ ๆ

“รอยเท้าบนพื้นทราย” ผมตอบ หากสายตาและสมาธิจับจ้องอยู่ที่ รอยเท้า ที่เป็นรอยย่ำไปบนพื้นทรายของแม่น้ำสายเล็ก ๆ

“ทำไมหรือครับ”

“อะไร” ผมขมวดคิ้วหันมามอง

“ก็ทำไมต้องรอยเท้าบนพื้นทราย”

“อืม . . .” ผมมองหน้ามัน ยิ้มให้ นั่นสิ ทำไมต้องรอยเท้าบนพื้นทราย

“เพราะรอยเท้าบนพื้นทรายจะค่อย ๆ หายไปเมื่อน้ำเข้ามาแทนที่ไง อาจเหมือนกับ . . .” ผมนึก เหมือนไรดีหว่า

“อ้อ . . . เหมือนความรัก รอยเท้า เหมือนความรัก ที่ฝังไปบนพื้นทราย มันจะเป็นร่องรอยเอาไว้ จบจนกระทั่งเวลาผ่านไป น้ำเข้ามาแทนที่ เหมือนความรักที่มีอีกคนเข้ามาแทน รอยเท้าที่เคยมีค่อย ๆ หายไป เหมือนชีวิตคนเราไง เมื่อเรามีอีกคนเข้ามา คนเก่ามันก็เลือนหายไปตามกาลเวลา”

“จริงหรือพี่ ความรักมันลืมกันง่าย ๆ จริงหรือ”

“ไม่รู้เหมือนกัน ยังไม่เจอกับตัวเลยบอกไม่ได้”

“สำหรับผม มันคงไม่ลืมง่ายดายขนาดนั้นหรอกพี่ รอยเท้าบนพื้นทราย อาจอยู่ในความทรงจำของทรายตลอดไปก็ได้” มันบอก แววตามันทอดยาวไปไกล ช่างฝันดีแท้

ผมกดชัตเตอร์เก็บภาพแววตาช่างฝันของมันเอาไว้

ใครบางคนอาจเรียกเรื่องเหล่านี้ว่า . . .

. . . ความบังเอิญ

หาก . .

สำหรับผมแล้ว . . .

มันคือ . . .พรหมลิขิต






หลายปีก่อน . . .


ปาย . . .


เมืองเล็ก ๆ ท่ามกลางการโอบล้อมของขุนเขา ความรักของผมเกิดขึ้นที่นี่ . . . และ ผมจะฝังความรักของผมไว้ที่นี่เหมือนกัน อะไรที่มันเกิด ณ ที่ใด มันก็ควรที่จะจบลง ณ ที่ตรงนั้น . . .

นานนะ . . .

มันผ่านมานานมากสำหรับผม และมันก็เป็นห้วงเวลาที่ผมไม่คิดว่าจะลืมมันได้ในตลอดชีวิตนี้ ผมคงต้องมองย้อนกลับไป เพื่อตัดสินใจอะไรบางอย่าง สิ่งที่มันยังคั่งค้างในหัวใจของผมเอง . . .

ผมเหมือนคนที่เดินมาถึงทางแยก . . .

ทางที่จะตัดสินใจชีวิตผมอีกครั้ง ผมหลับตา นึกถึงวันแรก วันที่ผมเจอกับมันครั้งแรก ตอนนั้นผมเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปีสอง . . .

ผมเป็นคนเหนือ . . .

. . . จังหวัดเหนือสุดของประเทศ

อาคนเดียวของผม . . . แต่งงานกับคนแม่ฮ่องสอน แล้วอาย้ายไปอยู่ที่โน่น ผมเจอมันเมื่ออาเริ่มทำรีสอร์ท . . .

เมืองเล็ก ๆ ที่มีขุนเขาโอบล้อมรอบ . . .

เมืองที่มีแม่น้ำสายเล็ก ๆ ไหลผ่าน เมืองที่คนไทยแทบจะไม่รู้จัก แต่ฝรั่งนักท่องเที่ยวเริ่มแบกเป้กันเข้ามา เมืองที่เป็นจุดพักระหว่าง เชียงใหม่กับแม่ฮ่องสอน

มหาวิทยาลัยปิดเทอม ผมพวกเรียนดีมั้ง อดเรียนซัมเมอร์ เลยไปที่นั่น . . .

แล้วผมเจอมัน . . .

. . . เด็กหนุ่มแปลกหน้า

หนุ่มน้อยหน้าตาคมสัน ไม่ถึงกับหล่อเด้งแบบเด็กเชียงใหม่ แต่มันก็ทำให้ผมแอบมองทุกครั้ง ก็รีสอร์ทเล็ก ๆ ของแม่เขาก็ ติดกับรีสอร์ทของอา ผมแอบมองมันเงียบ ๆ เก็บเอาความรู้สึกที่มีเอาไว้ทั้งหมด

ผมรู้ดี . . .

. . . ก่อนหน้านี้ ผมเคยมีอะไรกับผู้ชายมาแล้ว

แต่ . . . ทุกคนที่ผมมีอะไร

ผมจะไม่คุยกับเขาอีกเลย หลังจากที่เรามีอะไรกันแล้ว ผมไม่รู้เหมือนกันว่าสิ่งที่ผมเป็นมันคืออะไร แต่ทุกครั้งที่ผมมีอะไรไปแล้ว ผมจะเกลียดตัวเอง ขยะแขยงตัวเอง ผมไม่อยากเป็นแบบนี้เลย มันเจ็บกระมังที่สายตาคนอื่นมองด้วยความสงสัย

คำพูดที่เสียดสี . . .

. . . ผมไม่ชอบ

ผมแค่เห็นมันน่ารัก ผมอยากจะรักมันไว้เงียบ ๆ เราเริ่มจากการยิ้มให้กันในตอนเย็น ๆ ที่มันออกไปปั่นจักรยานเล่น แล้วมักจะสวนกับผมที่ชอบเดินถ่ายรูปไปเรื่อย ๆ

เด็กการท่องเที่ยวนี่ครับ . . .

. . . กล้องถ่ายรูปคือเพื่อนคู่ใจ

หัวใจของผม ค่อย ๆ เก็บภาพของเด็กหนุ่มคนนึงเอาไว้ ผมไม่คิดเลยว่าในการเก็บเอาไว้คราวนั้นมันจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของผม มันเปลี่ยนแปลงทุก ๆ อย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของผมได้ สิบห้าวันกับครั้งแรกบนผืนแผ่นดิน . . .

. . . ปาย

ผมหลงรักปายอย่างเต็มหัวใจ





ผมกลับมากรุงเทพฯ มาเรียนต่อ เพราะมนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมหน้าที่และความรับผิดชอบ ไม่มีใครจะปฏิเสธความรับผิดชอบในหน้าที่ของตนเองได้เลย และหน้าที่ที่สำคัญที่สุดในเวลานี้ของผมคือ การเรียน

แต่ . . . แปลกเหลือเกิน

. . . ผมกลับคิดถึงแต่คนที่ผมไม่รู้จักชื่อ

หลับตา . . . มีใบหน้านั้น

ทุก ๆ ครั้งที่หยิบเอารูปถ่าย ที่ผมแอบถ่ายมันเอาไว้ ผมจะมีความสุขและโหยหา อยากกลับไปที่นั่นอีก อยากกลับไปอยู่ใกล้ ๆ กับคนที่อยู่ในรูปถ่ายนั้น หากก่อนหน้านี้ผมมีความกล้ามากกว่านี้ ผมคงจะได้รู้จักชื่อของเขา . . .

เลยกลายเป็นว่า . . .

พอมีวันหยุดสี่ห้าวัน ผมจะนั่งรถไฟชั้นสามไปเชียงใหม่ ก่อนนั่งรถเมล์แดงเล็ก ๆ ปุเลง ๆ ไปที่นั่น . . .

สถานที่ . . . ที่หยุดหัวใจผมเอาไว้

ผมจะต้องแอบมองมัน เวลามันยิ้มหน้ามันทะเล้น มันน่ารักมาก มากเสียจนผมหลงรักมันเลยทีเดียว น่าแปลกที่ทุก ๆ อย่างที่เขาทำ มันสร้างความประทับใจให้ผมอย่างเงียบ ๆ ผมมักจะแอบยิ้มตามเวลาที่เห็นรอยยิ้มของใครบางคน

บางที . . . นี่คือความสุขของการที่เราได้แอบรัก

จนกระทั่ง . . .

. . . ปลายฝนต้นหนาวของปีนั้น

ผมกลับไปปายอีกครั้ง

เป็นครั้งที่เท่าไหร่ของปี ผมไม่อยากจะนับ ผมรู้แค่ว่าหากผมมีเวลาว่างแค่สี่ห้าวัน ผมจะต้องตะเกียกตะกายไปปาย ไปตามหาหัวใจที่หล่นหาย ผมรู้หัวใจตัวเองดี ผมรักคนที่ผมไม่รู้จักเข้าแล้ว ความรักความคิดถึงมันมีอยู่เต็มหัวใจ

อากาศหนาวเหน็บ ลอยมาปะทะกับผิว หนาวจะริมฝีปากสั่นระริกเลยทีเดียว ผมเลยเดินออกไปนั่งที่บาร์เบียร์เล็ก ๆ ที่ตอนนั้นมีแต่ฝรั่งแทบทั้งนั้น เมืองเล็ก ๆ ที่มีแต่ฝรั่งเต็มเมืองไปหมด ผมนั่งเรื่อย ๆ เพราะชีวิตผมมันไม่เร่งรีบ . . .

. . . เมืองท่องเที่ยว แทบทุกที่ ไม่มีกลางคืนกระมัง

นักท่องเที่ยวเงียบ . . . ตอนกลางวัน

พอตกค่ำ . . . เริงร่า

อาจเพราะโลกตะวันตกหนาวกระมัง เรื่องเบียร์จึงเหมือนเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันของเขา ผมยิ้มมองฝรั่งกินไป เมาไป มันเป็นภาพที่สอนไม่ให้ผมเมา เพราะผมไม่อยากเป็นแบบนั้น การนั่งจิบเบียร์ มองผู้คน จึงเหมือนกับการปล่อยความคิดให้ลอยไปเรื่อย ๆ

ไม่มีจุดหมายปลายทางอย่างแท้จริง . . .

ปลายทาง . . .

คงอีกไกลสำหรับผม เพราะชีวิตผมมันยังไม่เริ่มเสียด้วยซ้ำ มันยังมีอะไรอีกมากมาย ที่ผมยังไม่ได้ทำ ในเมื่อยังไม่ได้ทำจะเรียกว่าเริ่มได้อย่างไร เมื่อไม่เริ่มต้น ก็ย่อมไม่มีปลายทางมิใช่หรือ . . .

“หวัดดีครับ มาคนเดียวหรือครับพี่”

ผมหันไปตามเสียงทักทาย เพราะไม่น่าจะมีคนอื่นอีก ในเมื่อร้านนี้มีแต่ฝรั่ง สิ่งที่ผมเจอรอยยิ้มกว้างโชว์ฟันขาว ผมยิ้มตอบ มันมีความสุขมากขนาดไหนไม่มีใครรู้หรอก คนที่เราแอบชอบ เขาเข้ามาคุยกับเรา

“อืม”

“ผมเห็นพี่ตั้งหลายครั้งแล้ว ชอบที่นี่หรือครับ”

“อืม”

ผมพูดได้แค่นั้นจริง ๆ ทั้ง ๆ ที่ปกติแล้วผมเป็นคนพูดมาก

แต่ . . . ทำไม ตอนนี้ผมถึงไม่กล้าพูด ไม่กล้าที่จะคุยกับเขามากก็ไม่รู้ ใบหน้าที่ผมเคยแอบมอง ผมก็ไม่กล้าที่จะมอง ได้แต่ก้มหน้าบ้าง มองมันแค่ปลายจมูกบ้าง ผมอายเหรอ . . . อาจเป็นไปได้กระมัง ผมอายที่จะคุยกับคนที่ผมแอบรัก

คืนนั้น . . .

ผมมีความสุขมาก เป็นความสุขที่ผมคิดว่า การรอคอยของผมจบลง ผมรอวันนี้ วันที่เราทั้งสองคนจะเริ่มพูดจากัน สอบถามสารทุกข์สุขดิบ และ ทำความรู้จักกัน ผมบอกไม่ถูกว่าในเวลานั้น ความสุขมันมากมายขนาดไหน ที่คนที่เราแอบรักเป็นฝ่ายเดินเข้ามาหา

ผมคุยกับมันจนถึงตีสี่ แล้วหลังจากนั้น ผมเจอมันบ่อยขึ้น คุยกันมากขึ้น

แต่ . . . แปลกที่สุด

. . . ผมไม่รู้จักชื่อมัน . . .

ผมไม่เคยถามมัน ผมเรียกมันว่า . . .น้อง

. . . มันก็เรียกผมแค่ . . .พี่ หรือมากหน่อย . . .พี่ครับ

น่าขำเนาะ ที่ผมลืมทุก ๆ อย่างเวลาที่อยู่ใกล้ ๆ มัน ลืมแม้กระทั่งถามชื่อ อาจเพราะชื่อ ไม่จำเป็นเท่ากับว่า เรารู้จักหน้าตาของกันและกัน หลายเดือนที่ผมเจอมันตั้งแต่ครั้งแรก ผมยังไม่รู้เลย มันชื่ออะไร . . .

ทั้ง ๆ ตอนนี้ เราเริ่มกลายเป็นคนคุ้นตา

หาก . . . คงมีอีกนาน หรืออาจไม่มีวันนั้นเลยที่เราจะกลายมาเป็นคนคุ้นใจ

ผมพูดจริง ๆ . . .

กว่าผมจะรู้จักชื่อมันก็นานโข . . . โกเมศวร์ โชติช่วงชรินทร์

ผมแค่มองมันเงียบ ๆ แค่มันยิ้มให้ผมตอนนั้นผมก็พอใจแล้ว ผมมีความสุขที่จะได้เห็นรอยยิ้มจากมัน แค่นั้นจริง ๆ ที่ผมต้องการ

แค่รอยยิ้มของคนที่ผมรัก แค่เงาของผมที่อยู่ในแววตาของมัน

เคยมั้ย . . .

ที่เราเห็นคนที่เรารักยิ้ม แล้วเราก็ยิ้มตาม เรายิ้มออกมาอย่างไม่มีสาเหตุ แต่เรารับรู้ได้ว่านั่นคือความสุขที่เราจับต้องได้

เคยมั้ย . . .

ที่เราแอบมองคน ๆ นึงโดยเขาไม่รู้ตัว เราจะยิ้มไปกับสิ่งที่เขาทำ เขาเดิน ไม่ว่าเขาจะทำอะไร เราเหมือนกับว่าเรามีความสุขไปด้วย เขาหัวเราะ เราหัวเราะตาม เรามองเขาทำอะไรได้โดยที่เราไม่เคยจะรู้สึกเบื่อมันเลยสักครั้ง สิ่งแบบนั้นเราเรียกมันว่าอะไรหรือ

ผมเรียกมันว่า . . .

. . . ความรัก . .

ผมรักมันตั้งแต่แรกเห็น . . .

แต่มันคงไม่มากพอที่ผมจะเอามันอยู่ใกล้ ๆ ผม เพราะผมยังยินดีที่จะมองมันในที่เงียบ ๆ ในที่ของผม ที่มันเองก็ไม่รู้ และมันก็คงไม่สามารถเข้ามาได้ ในอาณาจักรรักของผม ทำไมผมถึงเรียกมันว่าความรักหรือครับ

เพราะ . . .

ก่อนผมกลับมาเรียนต่อปีสามเทอมสุดท้าย . . .

ผมเห็นมัน . . .

. . . มันกอดกับผู้หญิงคนนึง . . .

ผู้หญิงคนนั้น ผมแทบไม่อยากจะเชื่อ ว่านี่คือคนที่ผมแอบรัก คนที่ผมรัก จะรักคนแบบผู้หญิงคนนี้ได้หรือ ผมมองคนที่ผมรักผิด ผมมองมันแค่สิ่งที่เห็น แต่ผมไม่เคยสัมผัสหัวใจของมันเลย ระหว่างผมกับมัน คงเว้นระยะแบบนี้อีกนาน

ผมเจ็บแปลบในหัวใจ . . .

. . . ภาพที่มันกอดอีกคน ผมมองมันผ่านม่านน้ำตาของตัวเอง เหมือนทุก ๆ อย่างจะหยุดการเคลื่อนไหว เหมือนหัวใจที่โดนแช่ด้วยหิมะ มันชา ๆ ด้าน ๆ ไร้ความรู้สึกอื่นใด นอกจากความเจ็บปวด

“แฟนไอ้โกมันพี่” เด็กที่รีสอร์ทบอกผม

มันจะบอกผมทำไม . . .

ผมไม่อยากรู้ ไม่อยากสนใจ ผมได้แต่เดินไปริมแม่น้ำเงียบ ๆ ทุก ๆ อย่างมันอัดแน่นในหัวใจ เหมือนมีใครมาบีบเอาไว้ ผมรู้สึกเจ็บ และอยากท่ะไปให้พ้น ๆ จากที่นี่ ผมไม่อยากอยู่ที่นี่อีกแล้ว

. . . มันไม่ใช่ที่สำหรับผมอีกต่อไป . . .

ผมนั่งที่ริมสันทรายของแม่น้ำ ที่ไหลลดคดเคี้ยวไปมา คล้ายงูใหญ่ ผมปล่อยหัวใจลอยล่องไปกับสิ่งที่เจอมา ผมทบทวนดู ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับผมกันแน่ ทำไมผมถึงมีความรู้สึกแบบนั้น ความรู้สึกที่ผมไม่เคยมีให้ใครมาก่อน

ผมรักมันเข้าแล้ว . . .

. . . คือ . . .

. . . คำตอบ

ผมยิ้มเมื่อมันยิ้ม และ ผมควรจะมีความสุข เมื่อมันมีความสุข แต่มันกลับไม่เป็นแบบนั้น เพราะสิ่งที่ผมมีในตอนนี้ . . .

. . . ผมเจ็บปวดรวดร้าวเมื่อเห็นมันเริงร่ากับผู้หญิงคนนั้น . . .

ทั้ง ๆ ที่ผมไม่มีสิทธิ์นั้น . . .

. . . ไม่มีเลย . . . ผมไม่มีสิทธิ์แม้แต่น้อย

ผมเริ่มเดินเข้าสู้เส้นทางของการ . . .แอบรัก

เส้นทางที่ผมไม่เคยระวังตัว ผมไม่รู้ตัวเลย การที่เราเอาหัวใจไปผูกไปพันไว้กับคนอื่น มันจะมีผลต่อเราในภายภาคหน้าอย่างไรบ้าง

หาก . . . ผมรู้อนาคต

ผมคงไม่เจ็บปวด . . .

คำตอบที่ผมได้ในวันที่ผมเห็นมันกอดกับคนอื่น . . . ผมเจ็บปวด

สิ่งเดียวที่จะทำให้หายจากความเจ็บปวดนั้นได้ คือตัวผมเอง ผมจะต้องรีบกระทำการอย่างใดอย่างนึง . . .

. . . ออกมาจากที่ตรงนั้น ให้เร็วที่สุดไอ้อาร์ม . . .

ผมสั่งหัวใจแบบนั้น ผมต้องออกมาจากจุดนั้นให้เร็วมากที่สุด ก่อนที่จะเจ็บปวดมากไปกว่าที่เป็นอยู่






อากาศรุ่งสางยามปลายฝน หนาวเหน็บไปถึงกระดูก หากแต่ผมกลับไม่หนาว อาจเพราะหัวใจผมร้อนรน ความเจ็บปวดจากภาพที่ผมเห็นมันร้อนราวเพลิงไฟ ที่แผดเผาหัวใจ และทำให้ร่างกายผมไม่รู้สึกรู้สากับลมหนาวที่พัดมาปะทะร่างกายอยู่ตลอดเวลา

หรือ . . .

ความหนาวเหน็บในหัวใจ มันมากกว่าอาอาศรอบ ๆ ตัวของผมกันแน่ บางทีอาจเป็นอย่างหลัง หัวใจผม คล้ายตกลงในห้วงเหวลึกที่บัดนี้โดนคลุมเอาไว้ด้วยน้ำแข็ง แช่มันเอาไว้เย็นเฉียบเงียบงัน

ไร้สรรพสิ่งใด ๆ ขับกล่อมหัวใจอันร้าวราน

“จะไปไหนหรือโก” ผมถามมัน

ในขณะที่ผมมานั่งรอรถประจำทางที่ศาลาเก่า ๆ ริมถนนสายหลัก มันเอามอเตอร์ไซด์มาจอดไว้ข้าง ๆ ผม มันยิ้มเหมือนเคย

รอยยิ้มที่ผมเคยชอบมอง หากเวลานี้เหมือนคมมีดกรีดหัวใจผม . . .

รอยแผลอาจร้าวลึก ฝากรอยเอาไว้อีกนานเท่านาน ตราบเท่าที่หัวใจผมมันยังไม่สามารถลืมภาพนั้นได้ ผมจำต้องยิ้มตอบ ยิ้มให้โก ทั้ง ๆ ที่หัวใจของผมมันร้องไห้ แค่หลับตาก็มองเห็นภาพที่มันกอดอยู่กับคนอื่น

ผมขยับตัวห่างจากมันอีกเล็กน้อย เมื่อมันลงมานั่งที่ม้ายาวที่ผมนั่งรอรถอยู่ คนที่นี่จะรู้เวลาที่รถจะผ่านมา ส่วนมากจะมาช้ากว่าเวลาจริง สมัยโน้นมีรถวิ่งวันนึงสองสามเที่ยวเอง “เห็นน้าปูบอกพี่กลับวันนี้ ผมมาส่งพี่ครับ”

ผมมองหน้ามัน . . .

หัวใจผมนะหรือ ไม่ต้องบอกก็รู้ ผมมีความสุข ความสุขบนรอยแผลในหัวใจ อย่างน้อยที่สุด มันยังมีน้ำใจที่จะมาส่งผม มันไม่ผิดหรอก เพราะหัวใจผมต่างหากที่อ่อนแอ ผมยิ้มออกมาอีกครั้ง

โกยิ้มให้ผม รอยยิ้มของมันอ่อนโยนกว่าแสงแห่งอรุณยามเช้าของหนาวแรกเสียอีก แววตานั้นอ่อนโยน อบอุ่น ละมุนละไม

“ขอบใจนะ ทำไมไม่เรียนต่อ”

“อย่างผมนี่นะ จะเรียนอะไรได้” มันเอามือกอดไว้กับอก ยามเช้า อากาศเย็น จนไอเย็นออกมาทุกครั้งยามที่เราพูดคุยกัน

“ก็อะไรก็ได้ที่อยากเรียนไง”

มันนิ่งเงียบ . . .

. . . เงียบจนได้ยินเสียงสายลมพัดหวิว

ผมไม่รู้หรอกมันคิดอะไร และผมไม่รู้หรอกว่าผมจะคุยอะไรกับมัน ในเมื่อในเวลานี้ ผมยังไม่คลายเจ็บกับภาพที่ผมเห็นเมื่อวาน และอีกอย่างเวลาที่ผมเจอกับมันโดยส่วนมากผมแค่ยิ้มกับมัน ถามสารทุกข์สุกดิบเท่านั้น ประมาณ กินข้าวหรือยัง อันนี้น่ะถามทุกมื้อมั้ง

“งั้นพี่ถาม”

“ครับ ถามไรพี่”

“ตอนนี้อายุเท่าไหร่” ผมมองหน้ามัน

“สิบเจ็ด”

โหไอ้หอก กรูนะ ยี่สิบเอ็ดแร่ะ ห่างกันตั้งหลายปี ผมมองหน้ามัน อายุมันยังน้อย มันจะมีครอบครัวแล้วหรือ น่าเสียดายหากมันคิดจะมีห่วงมาผูกคอในเวลานี้ บางที มันน่าจะเรียนต่อ อนาคตข้างหน้าไม่มีใครรู้

เรียนต่อ . . .

. . . ผมยิ้มบาง ๆ เพราะสมองผมนะคิดไปไกลแล้ว

ถ้า . . .

. . . มันอยากเรียนต่อจริง ๆ มันจะต้องเข้าเรียนที่เชียงใหม่ . . . หรือ . . . กรุงเทพฯ

ผมยิ้มอีก ได้แต่ภาวนา ให้แสงไฟที่ผมจุดมันติดด้วยเถอะ อย่างน้อยที่สุด เพื่ออนาคตของมันเอง และผลพลอยได้อย่างอื่น . . .

. . . ผมอาจเจอมันได้ง่าย กว่าการต้องมาถึงที่นี่ . . .

“แล้วอีกสิบปีข้างหน้าจะทำอะไร”

มันมองหน้าผมแบบ ถามอะไรหว่า คำถามแบบนี้เด็กสิบเจ็ดปีจะเข้าใจได้อย่างไร ส่วนผมนะหรือ . . .

แผนชั่วมันมาเป็นระลอก ๆ แล้วครับ แผนชั่วสำหรับผม แต่มันคงเป็นผลดีต่อคน ๆ นึง หากแผนชั่ว ๆ ที่แวบมาในสมองของผมสำเร็จแบบที่ผมคิด

“ไม่รู้”

“อีกห้าปี”

ลดหย่อนลงมาหน่อย บางทีสิบปีอาจจะนานเกินไปสำหรับคนวัยแบบโก แต่สำหรับผม มันมองถึงอนาคตแล้ว อีกปีเดียวจะเรียนจบแล้ว ต้องทำงานหาเงินใช้เอง มองเป้าหมายให้ชีวิต อยากมีรถ อยากมีหน้าที่การงานที่มั่นคง เมื่อชีวิตจะก้าวไปสู่วัยทำงาน นั่นแปลว่า . . .

หมดเวลาแบมือขอเงินพ่อแม่แล้ว . . .

“ไม่รู้อีกพี่”

“ปีหน้า”

“ก็ไม่รู้อีก”

ผมยิ้ม . . . มองหน้ามันแบบเต็ม ๆ

ผมจะเก็บใบหน้าในเวลานี้ของมันเอาไว้ในหัวใจ มรึงจะรู้อะไรบ้างมั้ยไอ้หอกหัก ชีวิตคนเราโตขึ้นทุกวัน มรึงจะปล่อยให้เวลามันผ่านไปโดยไม่รู้อะไรนี่นะ ผมยิ้มมองหน้ามันทั้งเอ็นดู ทั้งเอือมระอากับความไม่รู้อะไรของมันเลย

“สามเดือนข้างหน้าล่ะ”

“ก็พาฝรั่งเข้าป่าเหมือนเดิม”

นั่นล่ะครับอาชีพของมัน มันเหมือนไกด์ท้องถิ่นที่คอยเทคแคร์ฝรั่ง พาไปที่โน่นบ้าง ที่นี่บ้าง ตามแต่ว่านักท่องเที่ยวจะว่าจ้าง

“แล้วเคยคิดมั้ย หากวันนึงฝรั่งไม่มาจะทำอะไรกิน . . .” ผมมองหน้าโก เพื่อหยั่งเชิง

เจ้าตัวเงียบ ก้มหน้านิ่ง บางทีอายุขนาดโก ยังไม่คิดถึงวันข้างหน้ามากไปกว่า วันนี้ท้องอิ่ม ได้สนุกสนานไปตามวัย ผมมองคนนั่งก้มหน้าด้วยความรู้สึกเอ็นดู

“. . . นักท่องเที่ยวมาแล้วก็ไป แต่เราต้องอยู่ อยู่ที่นี่ อาจตลอดชีวิตของเรา เมื่อเราโตขึ้นทุกวันนะ ทำไมไม่เรียน ถ้าเราเรียนอย่างน้อยเราก็มีวิชาความรู้ติดตัว เรายังทำมาหากินในเมืองได้ โกลองคิดดูว่าอยากเรียนต่อมั้ย มันไม่มีใครสายเกินเรียนหรอก แต่ถ้าปล่อยเวลามากกว่านี้เรียนไปก็ไม่รู้ว่าจะเอามาใช้ได้มั้ย” ผมบอกมันยาวกว่าทุกครั้ง

อย่างน้อยที่สุด . . .

ที่บ้านผมเข็นหนักหนาเรื่องการเรียน เพราะถือว่าการเรียนคือพื้นฐานที่สำคัญอย่างน้อยที่สุดควรจบปริญญาตรี เอามากอดไว้ให้อุ่นใจเสียก่อน ขนาดเรียนมาแทบตายยังลำบากเลือดตาแทบกระเด็นกว่าจะหางานได้

ผมอยากให้มันเรียน . . .

อย่างน้อยที่สุดเพื่ออนาคตของมันเอง วิชาความรู้ที่มันเรียนจะอยู่กับมันไปจนตาย วันข้างหน้าไม่มีใครรู้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

มันเงียบ . . .

มันฟังผมนะ เพราะระยะหลังผมมักจะพูดถึงกรุงเทพฯ ให้มันฟังบ่อย ๆ อย่างน้อยที่สุด ผมอยากให้มันรู้ โลกใบนี้ไม่ได้มีแต่ป่า ภูเขา น้ำตก แบบที่มันเจอทุกวัน โลกนี้ยังมีอะไรมากมายที่มันยังไม่เจอ

การใช้ชีวิตบนโลกนี้ยากขึ้นทุกวัน . . .

“รถมาแล้ว พี่ไปแล้วนะ” ผมบอก ก่อนลุกขึ้นเมื่อเห็นรถวิ่งมาไกล ๆ

“พี่อาร์ม ปีใหม่มามั้ยอ่ะ”

“ไม่รู้เหมือนกัน” ผมยิ้มให้มัน

ปีใหม่ที่มันพูดถึง . . แค่เดือนกว่า ๆ เอง ผมจะมาที่นี่อีก หากหัวใจของผมแข็งแรงพอ ที่จะยอมรับในสิ่งที่ผมเห็น ผมต้องยอมรับ และยินดีกับคนที่ผมรักมิใช่หรือ

“มานะพี่อาร์ม ผมอยากให้มา” มันบอกพลางยิ้มฟันเรียงสวย

เออ!

ไอ้ความรู้สึกดี ๆ นี่มันดีจริง ๆ หนอ แค่รอยยิ้มของมัน ทำให้ผมลืมสิ่งที่เห็นเมื่อวานได้ขนาดนี้เลยหรือ ผมลืมไปแล้วว่า หากไม่มีภาพเมื่อวาน ป่านนี้ผมคงนอนบนที่นอน

หาใช่ . . . มายืนรอรถที่ป้ายรถประจำทางแห่งนี้

หรือนี่มันคือสิ่งที่เบื้องบนกำหนดมา ยามที่เรารักใครสักคน เราก็อยากอยู่ใกล้ ๆ กับคนที่เรารัก ความห่วงใย หรือคำพูดเพียงไม่มาก มันสามารถทำให้หัวใจเราชุ่มชื่นได้เสมอ

“ถ้าว่างนะ” ผมกระชับเป้เข้ากับบ่า

“โทรมาก่อนนะพี่ ผมจะมารับ เดินทางดี ๆ นะพี่” มันยิ้ม ก่อนโบกมือให้ผม เมื่อผมเดินก้าวขึ้นไปบนรถ นั่งลงแถวหลังสุด . . .

แบบนี้เขาเรียกว่าความสุข . . .

ผมยิ้มกับตัวเอง . . .

ก่อนหันมองมันทางกระจกด้านหลัง มันยังอยู่ที่เดิม ร่างมันค่อย ๆ เล็กลง เมื่อรถที่ผมนั่งอยู่แล่นไปข้างหน้าเรื่อย ๆ แล้วภาพของมันก็หายไป

แต่ . . .

ภาพมันในหัวใจผมแจ่มชัดขึ้นทุกวัน

ความรัก . . . มันเป็นแบบนี้เองหนอ





Create Date : 07 ธันวาคม 2552
Last Update : 7 ธันวาคม 2552 17:39:53 น. 7 comments
Counter : 292 Pageviews.

 
สวยค่ะ เห็นแล้วอยากไปจังเลย ปายยยยย


โดย: กระต่าย (kartai chan ) วันที่: 7 ธันวาคม 2552 เวลา:0:26:20 น.  

 
น่าไปที่สุดเลยอ่ะ


โดย: kwan_3023 วันที่: 7 ธันวาคม 2552 เวลา:7:15:44 น.  

 
อ่าน แล้วทำให้รู้สึกดีตามไปด้วยเลยค่ะ "ความรัก" สวยงามนะคะ เพราะทำให้เรายิ้มได้.. ค่ะ


โดย: mae (maesnake ) วันที่: 7 ธันวาคม 2552 เวลา:8:13:55 น.  

 
รูปบนเครื่องบินสวยดี


โดย: ชายเอ ทุ่งรังสิต วันที่: 7 ธันวาคม 2552 เวลา:8:14:45 น.  

 
นึกว่าตอนสุดท้ายจะแฮปปี้แอนดิ้ง

อืม ไม่แน่นะอนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน

ขอให้คุณนนท์สมหวังนะคับ



โดย: maxpal วันที่: 7 ธันวาคม 2552 เวลา:12:45:27 น.  

 
ภาพสวยดีนะคะ.....
ส่วนอนาคต...เป็นเรื่องที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ค่ะ...
มีความสุขและทำทุกวันให้ดีที่สุดก่อน....ความสุขหาได้ใกล้ตัว ไม่ต้องสนใจอนาคตมากค่ะ....
ขอให้สมหวังนะคะ


โดย: auau_pi วันที่: 7 ธันวาคม 2552 เวลา:14:55:45 น.  

 
ความสุขอยู่ที่ตัวเราเอง


โดย: นาฬิกาสีชมพู วันที่: 7 ธันวาคม 2552 เวลา:16:06:44 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

นนท์ปวิชญ์
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add นนท์ปวิชญ์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.