Group Blog
 
<<
มกราคม 2553
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
22 มกราคม 2553
 
All Blogs
 
[ FD 3182 ] รั ก ฤ ๅ ผู ก พั น ฯ # ๓ ๖ #

**คำเตือน**




เรื่องนี้ . . .





เป็นเรื่องแต่งขึ้นเพื่อสร้างความบันเทิงเท่านั้นไม่เกี่ยวข้องกับบุคล หรือเหตุการณ์ใด ๆ ที่เกิดขึ้นในบรรณภิภพนี้ ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณในการอ่านอย่างมากถึงมากที่สุด



ปล. เป็นเรื่องแต่งมิได้เกี่ยวข้องใด ๆ ต่อ เจ้าของบล๊อก







ต อ น ที่ ๓ ๖



๔ มกราคม ๒๕๕๐

เสียงกัปตันประกาศ ให้ผู้โดยสารรัดเข็มขัดอยู่กับที่ เมื่อเครื่องกำลังลดระดับพร้อมที่จะแลนด์ดิ้งเหนือน่านฟ้าของบ้านเกิดเมืองนอน ผมมองลอดออกไปนอกหน้าต่าง มันแตกต่างจากครั้งที่ผมจากบ้านเกิดไป


คราวนี้ . . .

. . . สุวรรณภูมิ

ความใหญ่โตอลังการของสนามบิน ทำเอาผมต้องตื่นตาตื่นใจเมื่อมองจากหน้าต่างของเครื่องบิน ทำไมมันใหญ่แบบนี้ แล้วผมจะไปถูกมั้ยนี่ ประตูลูกเรือไปทางไหน และอีกสารพัดที่ผมกลัวในตอนนั้น

แต่ . . .

น้อยกว่าความอิ่มเอมหัวใจที่ผมมี

ผมค่อนข้างโชคดีอยู่บ้างตรงที่ได้กลับมาบ้านครั้งนี้ ๓๐ ชั่วโมง และผมได้ไฟลท์นี้พร้อมไอ้อาร์มเล็ก เพื่อนที่ดีที่สุดในต่างแดน แต่ใช่ว่าผมจะคุยทุกเรื่องกับมัน เพราะผมเองก็ไม่อยากให้มีอะไรที่ต่อความยาวสาวความยืดกันอีก




เรื่องที่มันอยากรู้บางครั้งผมนิ่งเฉย . . .

เครื่องแตะรันเวย์ได้กระดอนมาก ๆ กระดอนมากกว่าสนามบินดอนเมืองเสียอีก ผมไม่แปลกใจเลยกับข่าวในทางลบของสนามบินแห่งนี้ เมื่อได้แลนด์ดิ้งที่นี่ครั้งแรก มันไม่มีความประทับใจเท่าดอนเมือง . . .

. . . เทียบกันไม่ได้เลยจริง ๆ

“พี่อาร์ม ไปเชียงใหม่เลยหรือ”

“อืม ว่าแต่เช็คอินน์แทนที่โรงแรมได้นะ”

“ได้สิ ไม่มีปัญหาหรอก ขอแค่ว่าพรุ่งนี้ตอนมาเช็คเอ้าท์ออกมาให้ทันก็แล้วกัน ไม่งั้นผมกับพี่โดนสอบแน่ ๆ โชคดีนะเนี่ย ช่วงนี้มีสองไฟลท์ เลยได้พักยาวหน่อย ลองตารางหน้าโลว์ดิ มีแค่ไฟลท์เช้า เหนื่อยตายเลยตื่นตั้งแต่ตีสี่” ผมเดินคุยมากับมัน เมื่อผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง

ภายในอาคารดูโปร่งโล่งสบาย . . .

หากแต่ผมยังไม่คุ้นอยู่ดี เพราะนี่คือครั้งแรกในรอบสิบเดือนที่ผมมาเมืองไทย ตอนไป ผมไปจากดอนเมือง หากตอนผมกลับ มาลงที่นี่ . . .

. . . สนามบินแห่งความภาคภูมิใจ

ความภาคภูมิใจที่ได้โกงกินชาติของคนบางตระกูล . . . กระนั้นหรือ

เขาเป็นคนเซ็นต์อนุมัติ เร่งรีบก่อสร้าง ปรับลดขนาดจากเดิมที่รองรับผู้โดยสารได้หกสิบล้านในปีแรก มาเหลือแค่สี่สิบห้าล้านคน แถมยังมีหน้ามาบอกว่าประหยัดกว่าเดิมตั้งสามหมื่นกว่าล้าน

แต่ . . .

สิ่งที่หมกเอาไว้ไม่พูด ผู้โดยสารที่หายไปสิบห้าล้านคน ต้องมีอะไรเพิ่มบ้าง เทอร์มินอล พื้นที่ รันเวย์ที่สามหายไปหนึ่งรันเวย์ แดกได้ใจเลยนะมึง . . . สัสสสส

ด้วยหวังว่านี่จะเป็นผลงานที่จะต่ออายุการครองอำนาจ และในวันเปิดสนามบินที่ภาพข่าวจะออกไปทั่วโลก เขาจะเป็นคนในข่าวที่ทั่วโลกจับตามอง

หาก . . .

. . . เวรกรรมมีจริง

จนบัดนี้ . . .

. . . ยังไม่มีวันหวนคืนแผ่นดิน

“แยกกันตรงนี้นะพี่อาร์ม พรุ่งนี้เจอกัน”

“คืนนี้ดิ กลับไฟลท์ดึก ไปหาหลวงพ่อ ไม่ได้เจอตั้งสิบเดือนแล้ว คิดถึงบ้าน คิดถึงข้าวซอยบ้านคุ้ม” ผมหมายถึงร้านข้าวซอยที่เชียงใหม่

“โหพี่ อย่าพูดดิ อยากกิน อย่าลืมหมูยอป้าย่นนะ ค่าปิดปาก กลับมาพรุ่งนี้เช้าก็ได้ มาเช็คเอาท์ก่อนเที่ยงนะพี่”

“เออน่า เดี๋ยวซื้อมาฝาก เอาแบบลำแต้ ๆ เลยเจ้า” ผมยิ้ม




“ไม่ต้องรีบพี่ อยู่ค้างกับหลวงพ่อก็ได้ ทางนี้ผมเคลียร์เอง” มันหันมาทำสัญญาณมือแบบมั่นใจ

“ดูก่อนนะ ถ้าไม่เหนื่อยมากกลับคืนนี้ไฟลท์สุดท้าย” ผมยิ้มอีกครั้ง ก่อนที่จะเดินไปที่ชั้นสี่ของอาคารผู้โดยสารที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ไอ้อาร์มเล็กบอก DOM อยู่ประตูแรก . . .

เดินกันขาลากแน่ ๆ แต่ดีหน่อยที่กระเป๋าใหญ่ ผมเอาฝากไอ้อาร์มเล็กไปที่โรงแรม เพื่อยืนยันว่าผมมาแน่ ๆ ส่วนผมมีแค่กระเป๋าถือ กับยาบำรุงสำหรับผู้สูงอายุ

“น้องอาร์ม ใช่น้องอาร์มมั้ยนี่” ผมหันไปตามเสียงเรียก

“พี่รัตน์ สวัสดีครับ” ผมยกมือไหว้ ผู้จัดการสาวคนเก่งของผมเอง แต่เป็นที่บริษัทเก่านะ วันนี้แกลงมาที่หน้าเคาเตอร์เองเลยแฮะ

“ไปอยู่ไหนมา ไม่โทรมาเลยนะ”

“สบายดีมั้ยครับพี่ ผอมลง สวยด้วย” ผู้หญิงมีอะไรที่รู้สึกดีกว่านี้อีกหรือ

หลับตาชมไปเหอะ รับรองคนโดนชมยิ้มจนลืมทุกเรื่องที่อยากจะคุยเลยทีเดียว เป็นสัญชาตญาณอย่างหนึ่งของสัตว์เพศเมียกระมัง

“ดูพูดเข้า สี่สิบเข้าไปแล้ว”

เห็นมั้ยล่ะ ผิดคำเสียที่ไหน แกอายอย่างกะดรุณีแรกรุ่นสิบแปด . . .

“ผมพูดจริง ๆ ไม่ได้ยอ”

“พอเหอะ ๆ จะไปไหน แล้วทำงานที่ไหน”

“จะไปเชียงใหม่พี่ แต่ไม่ได้บินบูติคนะ กลัวไฟลท์ดีเลย์ เลยมาหาป้าม่วงเอาอ่ะ ไฟลท์เพิ่งลงครับพี่ ไม่ได้กลับมาเกือบปีแล้วล่ะครับ ต้องไปหาหลวงพ่อก่อน” ผมชี้ที่เข็มกลัด

“ว๊าย ไปอยู่ห้าดาวเลยเหรอ ทำไมไม่มีใครบอก”

“ก็บังเอิญได้ครับพี่ แล้วฉุกละหุกมากช่วงนั้น ผมไปก่อนนะครับพี่ ค่ำนี้อาจต้องบินกลับมาโรงแรมอีก พรุ่งนี้กลับแล้วล่ะครับ”

นี่ละครับงานของผม แรก ๆ ต้องปรับเวลาเสียแทบแย่ กลัวเหมือนกันกับอาการเจทเลท แต่โชคดีที่ไม่เจอ อาชีพที่ทุกคนมองว่าสวยหรู แต่ความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่ มันมีอันตรายรอบด้าน

ลองคิดดูนะครับ . . .

ตอนอยู่โดฮา เวลามันอยู่อีกโซนหนึ่ง . .

. . .ถ้า

บินมาปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ ความแตกต่างของเวลา ร่วมหก . . . ถึงเจ็ดชั่วโมงตามแต่ฤดูกาล และ การที่เราจะนอนหลับได้ ต้องปรับตัวภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงนี่เป็นเรื่องที่ว่ายากพอดู




เหมือนตอนนี้

ที่เมืองไทย . . . แปดโมงกว่า ๆ

แล้วคืนนี้ ห้าทุ่มผมจะต้องนอนเพื่อพรุ่งนี้ผมต้องทำงานต่อ แต่เวลาที่โดฮาที่ผมจากมาเพิ่งราว ๆ ห้าหกโมงเย็น ถามหน่อยเหอะ จะหลับไปลงได้อย่างไร เวลาหกโมงเย็นที่ผมเคยชินมาตลอด . . .

สิ่งที่ลูกเรือกลัว . . .

. . . อาการเจทเลท

เป็นอาการที่เกี่ยวกับการปรับสภาพร่างกายไม่ได้หลังการบิน มันไม่รู้ว่าทรมานขนาดไหน เพราะผมยังไม่เคยเจอ ทุกครั้งที่ผมบิน ผมจะบังคับตัวเอง เมื่อมาทางโซนอาเซียน ผมจะต้องขอนอนก่อนสามชั่วโมง . . . เพื่อปรับเวลา

แต่ . . . วันนี้

ผมนอนไม่หลับหรอก คิดถึงหลวงพ่อ . . .



ทันทีที่ถึงสนามบินเชียงใหม่ ผมหารถเช่าที่สนามบินนั่นแหละ หัวใจผมนะหรือ แทบจะกระโจนออกมาจากอก มันบอกไม่ถูก ที่นี่คือบ้าน ทุกตารางนิ้วในด้ามขวานทองนี้คือบ้านของพวกเรา บ้านหลังใหญ่ ถนนหนทางเปลี่ยนไปมากมาย อาจเพราะเชียงใหม่กำลังมีงานใหญ่ และเดือนนี้เป็นเดือนสุดท้ายของงานราชพฤกษ์

“หลวงพ่อ” ผมก้มลงกราบ มันตื้นตัน ผมจับปลายเท้าท่านเอาไว้ น้ำตามันไหลออกมา ท่านชรากว่าที่ผมคิดเอาไว้เสียอีก

นานแค่ไหนแล้วที่ผมไม่ได้มาหาท่าน . . .

สายเลือด . . .

. . . ความผูกพัน

มันสื่อถึงกัน ผมดีใจนะ ดีใจอย่างที่สุดในชีวิต ที่ร้องไห้ออกมาเพราะดีใจที่ท่านอยู่จำวัด ท่านไม่ได้ไปที่อื่น

มือท่านวางลงบนศรีษะผมเบา ๆ

“เหนื่อยมากก็พักนะอาร์ม”

มันทำให้ผมร้องไห้ออกมาหนักไปอีก น้ำเสียงท่านยังเมตตาผมเหมือนเคย ผมนอนลงเบา ๆ เอาหน้าซบผ่าเท้าท่านเอาไว้ บางทีผมอาจจะเป็นลูกที่ใช้ไม่ได้ ไม่เคยได้มาดูแลท่านเลย

“เอ๊า ร้องเข้าไปเหมือนเด็ก ๆ”

“คิดถึงบ้าน คิดถึงหลวงพ่อ หลวงพ่อสบายดีมั้ย”




ท่านปล่อยให้ผมร้องจนผมหยุดเอง แต่ท่านมิได้ขยับตัวหนี มือท่านวางสัมผัสศรีษะ เป็นสิ่งเดียวที่ผมสัมผัสได้จากปลายนิ้วของท่านมันผ่านเส้นผม ก่อนไหลมาที่หัวใจ

ความรัก . . .

. . . ของพ่อ

“คิดถึงก็กลับมา บ้านเรายังไงก็เป็นบ้านเรา ไม่มีที่ไหนเหมือนบ้านเราดอก”

“ลงจากเครื่องก็บินมาเชียงใหม่เลย ค่ำนี้ก็ต้องบินกลับ หรืออย่างช้าสุดพรุ่งนี้ไฟลท์แรกเพราะ พรุ่งนี้บ่ายก็ต้องบินกลับที่โน่นแล้ว”

ผมพยายามเปลี่ยนเรื่อง เพราะรู้ดีว่า หากคุยกันถึงเรื่องนั้นอีก ผมอาจจะใจอ่อนกลับมาอยู่เมืองไทยก็เป็นได้ แต่ตอนนั้นฐิทิในหัวใจมันมีมากเหลือเกิน ทั้ง ๆ ที่ผมรู้หัวใจตัวเอง แต่ผมไม่กลับ . . .ไม่ยอมกลับแน่ ๆ

“อาทิตย์ก่อน โกก็แวะมา เอายามาให้ เห็นว่าจะกลับปาย”

ท่านบอกเรียบ ๆ หากมองมาที่ผม ไม่รู้เหมือนกันตอนนั้นผมเป็นอะไรรู้สึกหงุดหงิด ระหว่างมันกับผมจบกันแล้ว มันจะแวะเวียนมาหาหลวงพ่ออีกทำไม ในเมื่อไม่น่าจะมีอะไรต้องเกี่ยวพันกันอีก

“หลวงพ่อเป็นอะไร ต้องไปหาหมอมั้ย”

“โรคคนแก่นะอาร์ม เดือนที่แล้วโกเพิ่งมาพาไปโรงพยาบาล หมอบอกว่าไม่มีอะไรมากหรอก ให้ยาบำรุงมา” แววตาท่านคล้ายบอกอะไรผม

ผมเหมือนมีอะไรมาจุกที่ลำคอ . . .

. . . พ่อผม แต่ทำไมต้องเป็นคนอื่นที่มาดูแล

“ผมเป็นห่วง”

“อย่ากังวลเลย อย่างที่พ่อเคยบอก เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นของธรรมดา เราอย่าไปยึดติดกับมันเลย อะไรที่ปล่อยวางได้ก็ปล่อยวางเสีย ไม่มีอะไรที่อยู่กับเราไปจนตายหรอกอาร์ม”

“ครับหลวงพ่อ”

“ทำงานให้สบายใจ ถ้าคิดว่าเมื่อไหร่หายร้อนก็ค่อยกลับมา หลวงพ่ออยู่ได้ พวกโอ๋ แดน ก็แวะเวียนมาบ่อย แต่โกนี่มาทุกเดือน”

“ครับหลวงพ่อ”

ผมรับทราบ แต่ดูเหมือนว่าความรู้สึกอะไรบางอย่างที่ผมมี มันจะจุกอยู่ที่คอผมกระมัง ผมบอกไม่ถูกเหมือนกันว่ามันคืออะไร ผมรู้แค่ว่า บางอย่างที่มันอยู่ในตัวผม มันบอกผมว่า ผมไม่เอาไหนเลย

“หลวงพ่อ . . . หลวงพ่ออยู่มั้ยครับ” เสียงที่ร้องเรียกหน้ากุฎิ ผมจำได้




เสียงที่ไม่เคยห่างหายไปจากหัวใจผมเลย จะนานแค่ไหนผมไม่มีวันลืม เสียงที่ผมคุ้นเคย จะลืมง่ายดายได้อย่างไรกัน

ผมมองที่หลวงพ่อ

หลวงพ่อยิ้มสงบ หากแต่ทำไมหัวใจผมมันว้าวุ่นเหลือเกินก็ไม่รู้ หลวงพ่อขยับกายจะออกไปตามเสียงเรียก

“หลวงพ่อ . . .” ผมจับเท้าหลวงพ่อเอาไว้

ท่านหันมามองหน้าผม . . .

“อย่าบอกนะครับ ว่าผมอยู่ที่นี่” ผมมองหน้าท่าน ผมไม่รู้สิ ผมไม่อยากเจอ หรืออาจเพราะยังไม่พร้อมที่จะเจอ

ผมกลัว ความอ่อนแอในตัวเอง ผมไม่อยากเสียน้ำตาอีก ผมไม่อยากเห็นหน้ามันอีก อาจเพราะผมรักมันมากเกินไป มากเกินกว่าที่จะลืมมัน

“มุสาเป็นบาป . . . ผิดศีล”

“แต่ถ้าไม่บอก ก็ไม่บาปไม่ใช่หรือครับ”

“สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” หลวงพ่อยิ้มให้ผม ก่อนที่จะเดินออกไปที่ระเบียงนอกกุฏิ ผมได้แต่กระเถิบตัวเข้าแอบกับผนังกุฎิ ค่อยแอบมองลอดผ่านร่องไม้กระดานที่ปิดไม่สนิท

ผมเห็นไม่ชัดหรอกใบหน้านั้น หลวงพ่อเหมือนจะรู้ความคิดผม ท่านขยับกายมาใกล้ ๆ กับผนังอีกด้านที่ผมแอบมองอยู่ ทำให้ผมสามารถมองหน้าคนที่ผมรักได้ แม้จะไม่ชัดเจน แต่มันชัดในความทรงจำผมเสมอ

“วันนี้วันเกิดพี่อาร์ม ผมเลยแวะมาทำสังฆทาน ก่อนบ่ายนี้ต้องเข้ากรุงเทพฯ พรุ่งนี้ทำงานแล้วล่ะครับหลวงพ่อ หยุดมาหลายวัน ผมทำบุญให้พี่อาร์มได้ใช่มั้ยหลวงพ่อ” มันก้มลงกราบ ก่อนที่จะวางถังสังฆทานไว้ใกล้ตัว . . .

เอาล่ะสิ . . .

ความรู้สึกของผม มันตีกันเอง ซะแล้ว มันกำลังทำอะไรของมันอยู่

“ได้สิ การทำบุญ เราทำให้ได้ทั้งเจ้ากรรมนายเวรที่ตายไปแล้ว และทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่” หลวงพ่อบอก หากแต่ กำลังเอี้ยวตัวเหมือนหาอะไรบางอย่าง

“ครับหลวงพ่อ ผมคงทำผิดเอาไว้มาก”

“ไม่มีอะไรที่ถูกทั้งหมด และไม่มีอะไรที่ผิดตลอดหรือโก . . . เอ้า บทสวดมนต์ขอถวายสังฆทาน” หลวงพ่อส่งหนังสือให้โก

มันรับไปอย่างว่าง่าย . . .




“ท่องนะโมสามจบ อยากจะอุทิศส่วนกุศลให้ใคร ก็คิดเอาไว้ สตว์โลกทั้งหลายที่อยู่รอบ ๆ ตัว พนมมือแล้วว่าตามนะ” เสียงสั่งสุดท้ายคล้ายบอกผม . .

ผมพนมมือตาม ก่อนท่องนะโมสามจบในใจ . . . .

แปลกนะ . . .

ในเวลาที่ทำพิธี ทำไมหัวใจผมมันไม่ร้อนรุ่มแบบที่ผ่านมา อาจเพราะว่าที่นี่คือบ้าน และคนที่ห่างกันแค่ไม้กระดานกั้นคือคนที่ผมรัก แต่ทำไมผมไม่กล้าออกไปเจอหน้า ทั้ง ๆ ที่ผมดีใจที่เห็นหน้ามันจากรอยห่างของแผ่นกระดาน

แค่รู้ว่ามันมีความสุขดี . . .

. . . หรือ

จริง ๆ แล้วมันอาจไม่เคยสุขเลยก็เป็นได้ แต่แค่ผมเห็นมัน ผมก็ดีใจอย่างที่สุดแล้ว ผมไม่ต้องการอะไรจากมันอีก

“เอาล่ะ . . . เรียบร้อยแล้ว ส่วนน้ำนั่น เอาไปเททิ้งใต้ต้นไม้ใหญ่” หลวงพ่อบอกกับโก เมื่อเจ้าตัวกรวดน้ำเสร็จ

มันเดินลงไปจากกุฎิอย่างช้า ๆ . . .

“คนเราไม่มีใครหนีความจริงได้พ้นหรอก ถึงเราจะหนีไปสุดหล้าฟ้าเขียว แต่หากหัวใจเราร้อนรุ่ม มันก็ไม่ได้ช่วยให้เราดีขึ้นมาหรอก”

หลวงพ่อหันมาทางผม . . .

ท่านคงรู้ ว่าผมแอบฟังอยู่ และแค่ไม้กระดานกั้นมีหรือที่ผมไม่ได้ยิน ผมนั่งนิ่ง เหมือนโดนจี้ใจดำ แต่ทำไงได้ ในเมื่อบทเรียนที่ผ่านมา ผมยังเจ็บอยู่เลย มันไม่ได้หายไปจากหัวใจผมเลยนี่หว่า

ผมแค่อยากรู้ . . .

. . . เวลาจะทำให้ผมลืมทุกอย่างได้หรือไม่

มันกลับขึ้นมาอีกครั้ง และนั่งคุยอยู่กับหลวงพ่อ จนกระทั่งผมหลับไป ก็บินมาตั้งนาน ไม่ได้นอนเลย ผมเหนื่อยเหลือเกิน . . .

ผมฝันด้วย . . .

. . . ฝันเห็นมัน มันยืนมองผมอยู่ แต่ทำไมแววตามันเศร้า มันเดินมาใกล้ ๆ ผม สายตาที่มันมองผม ผมไม่ชอบเลย แววตามันหดหู่เหมือนคนแบกโลก ในฝันมันก้มลเอาจมูกจดที่หน้าผากของผม

กว่าผมจะตื่นก็เกือบเย็น ผมหลับไปกี่ชั่วโมงหว่า ไม่รู้เหมือนกัน รู้แค่ว่า วันนี้ผมหลับได้เต็มตา ตลอดระยะเวลาที่อยู่โดฮา ไม่เคยได้หลับแบบนี้เลย . . .




“หิวมั้ยอาร์ม” หลวงพ่อนั่งสมาธิ หากทำไมรู้ว่าผมลืมตา

“ยังครับหลวงพ่อ” ผมลุกขึ้นนั่งชะโงกหน้ามองไปทางด้านนอกของกุฏิ อยากรู้เหมือนกันว่าที่ตอนที่ผมหลับไปนะ ฝันหรือเรื่องจริงกันแน่ มันมายืนมองผม แล้วมันนั่งลงใกล้ ๆ ผม

“ไปแล้วล่ะ ไม่ต้องหาหรอก”

ผมแปลกใจอีกครั้ง หลวงพ่อรู้ได้ไงหว่า ทั้ง ๆ ที่นั่งหลับตาแบบนั้น ของบางอย่างพูดยาก

“หลวงพ่อ” ผมเรียก

“จะเรียกทำไม อยู่กันตรงนี้เอง ของบางอย่างมันรู้ได้ด้วยตัวเองนะอาร์ม อย่าไปยึดติดกับมันมาก แรงฐิทิ แรงแค้น มันไม่ได้ทำให้หัวใจเราสงบหรอก”

“หลวงพ่อ ผมไม่เข้าใจหรอก”

“มันอยู่ที่ใจของอาร์ม ถ้าอาร์มเปิดใจอาร์มอาจเห็นที่ใจอาร์มเปิด แต่ถ้าอาร์มปิดใจ อาร์มก็ไม่เห็นอะไรหรอก”

“ครับหลวงพ่อ”

“เขารู้มั้ย . . .” ไม่ทันที่ผมจะถามจบประโยค

“ไม่รู้หรอก โยมเขาไม่ได้เข้ามาด้านในหรอก แต่อาจจะสงสัย รองเท้าหน้ากุฎินั่น แต่ก็ไม่เห็นถามอะไร”

“ครับหลวงพ่อ”

“ครับอะไร ครับน่ะคืออะไร อาร์ม หลวงพ่อเป็นห่วง . . .” ท่านลืมตามามอง

“ห่วง” ผมมองท่าน

“จะหนีอีกนานแค่ไหน ไม่มีวันที่เราหนีหัวใจตัวเองพ้นหรอก มนุษย์เราถ้าไม่รู้จักปล่อยวาง มันก็วิ่งไล่ตามกันแบบนี้ไปตนตายจากนั่นแหละ ความจริงเท่านั้นนะอาร์ม อาร์มต้องอยู่กับความจริงให้ได้” ท่านสอนอะไรผมหว่า

ทำไมสมองกลวง ๆ ผมไม่ยอมรับคำสอนจากท่านเลยก็ไม่รู้

“ผมจะพยายามครับหลวงพ่อ”

“ดีแล้ว หัดทำให้ได้ ไม่มีอะไรที่ดีเท่ากับการชนะหัวใจตัวเองนะอาร์ม ชนะความโกรธด้วยความไม่โกรธ ชนะความรัก ด้วยความไม่รัก ชนะความหลง ด้วยการไม่ยึดติด ถ้าอาร์มทำได้ อาร์มจะมีความสุข ไม่ร้อนรุ่มกลุ้มใจแบบที่ผ่านมา”

“ครับหลวงพ่อ”

กลับมาบ้านคราวนั้น ผมมีความสุข ไม่ได้ทุรนทุรายแบบที่ผ่านมา ผมรู้ว่าหลวงพ่อห่วงผม และผมเองก็ห่วงท่าน แต่ไม่รู้ทำไม หัวใจผมมันไม่ยอมกลับบ้านสักที ทั้ง ๆ ที่ผมเองก็เห็นด้วยตา ได้ยินด้วยหู

บ่วง . . . ระหว่างมันกับผม

. . . ตัดกันยาก . .

หาก . . . ผมได้แต่บอกตัวเอง

. . . ขอเวลาอีกสักระยะนึง . . .

อีกนานแค่ไหนก็ไม่รู้ . . . ที่ผมจะเลิกหนีหัวใจตัวเอง








Create Date : 22 มกราคม 2553
Last Update : 22 มกราคม 2553 12:02:22 น. 3 comments
Counter : 269 Pageviews.

 
วันนี้มี เทรนนิ่ง..ระบบที่ออฟฟิต ว่างอีกทีก็เที่ยงเลยแวะมาดู โอ้วโหว์จากที่ล้าๆ หายเลยอ่าค่ะ เอิ๊กๆๆ


โดย: ผู้หญิงมากฝัน (maesnake ) วันที่: 22 มกราคม 2553 เวลา:12:50:37 น.  

 
. . . เวรกรรมมีจริง

จนบัดนี้ . . .

. . . ยังไม่มีวันหวนคืนแผ่นดิน


สะใจดีจิงๆ


โดย: ผักกาด IP: 58.137.0.162 วันที่: 22 มกราคม 2553 เวลา:13:45:37 น.  

 
ei ei ...


โดย: bettygirl วันที่: 22 มกราคม 2553 เวลา:19:47:08 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

นนท์ปวิชญ์
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add นนท์ปวิชญ์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.