Group Blog
 
<<
มกราคม 2553
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
21 มกราคม 2553
 
All Blogs
 
[ FD 3200 ] รั ก ฤ ๅ ผู ก พั น ฯ # ๓๑ #

**คำเตือน**




เรื่องนี้ . . .





เป็นเรื่องแต่งขึ้นเพื่อสร้างความบันเทิงเท่านั้นไม่เกี่ยวข้องกับบุคล หรือเหตุการณ์ใด ๆ ที่เกิดขึ้นในบรรณภิภพนี้ ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณในการอ่านอย่างมากถึงมากที่สุด



ปล. เป็นเรื่องแต่งมิได้เกี่ยวข้องใด ๆ ต่อ เจ้าของบล๊อก







ต อ น ที่ ๓ ๑



เวลาที่ผมมีอยู่ . . .

ไม่ถึงเจ็ดวัน นึก ๆ แล้วก็ใจหาย ผมเคยจากแผ่นดินเกิดหรือ
?

แม้แต่เที่ยวเมืองนอก ผมแทบไม่อยากก้าวเท้าพ้นแผ่นดินไทยเลย ไม่รู้สิ ผมมีความรู้สึกว่าแผ่นดินนี้ ร่มเย็นที่สุดแล้ว จะดิ้นรนไปที่อื่นทำไม

หาก . . .

ที่เป็นอยู่เดี๋ยวนี้ ไม่ใช่ . .

. . . แผ่นดินที่ผมอยู่มันรุ่มร้อน . .

ร้อนอย่างกะไฟ เหมือนยืนอยู่บนกองเพลิงก็ว่าได้

ผมก้มลงกราบหลวงพ่อ . . .

นานทีเดียวที่ผมไม่ได้เจอท่าน เพราะท่านออกธุดงค์ แต่น่าแปลก ท่านกลับมาจำวัด ก่อนผมไปนอกไม่ถึงเดือน และเหมือนท่านจะรอผมอยู่ด้วยซ้ำ

“มาแล้วหรืออาร์ม”

“หลวงพ่อ”

“รอมาหลายวัน . . .”

ผมมองหน้าท่าน บางที เรื่องบางอย่างเราไม่สามารถที่จะพูดได้ เวลาเท่านั้นที่จะคลี่คลายทุก ๆ อย่าง

“แดนสบายดีหรือลูก . . .” ท่านหันไปทักทายอีกคน

“ครับหลวงพ่อ”




“โอ๋ไม่มากันด้วยหรือ . . .”

“จะบวชอีกสามวันแล้วครับ ตอนนี้ไปอยู่ที่วัดแล้วครับ”

“อืม ทางสงบ เหลือแต่เราสินะ” ท่านมองมาทางผม แววตามีแต่ความสงสาร เปี่ยมด้วยเมตตา ใบหน้าท่านสว่าง มีสง่าราศี

“จะมาลา . . .” ผมก้มหน้าต่ำ

“พี่อาร์ม พูดอะไร. . .” แดนกระตุกที่ขาผมเบา ๆ

“. . . ใครเขาให้พูดเรื่องลา มันเป็นลาง”

ผมรู้ มันห่วงผม หากตัวผม . . .

. . . ผมมาเพื่อลา

“ผมจะไปอยู่เมืองนอก . . . ได้งานที่โน่น”

“พี่อาร์ม เมื่อไหร่” ดูเหมือนคนที่จะตกใจเป็นไอ้แดน หากหลวงพ่อมองผมนิ่ง แววตาไม่เปลี่ยน

“อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” ท่านยิ้ม แววตาเอื้ออาทร

“หลวงพ่อ . . .” ผมมองหน้าท่าน ผมรู้ความหมายเสียที่ไหน ท่านเมตตาผม ยิ้มบาง ๆ

“จงหยุด แล้วมองโลกด้วยความเป็นจริง พิจารณาสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน เพราะขณะนี้ เราไม่รู้ไงว่าชีวิตหรือสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เรากำลังหลง รัก ใคร่ ยินดี ล้วนเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” น้ำเสียงสะกดให้ผมต้องคิดตาม

ธรรมะ . . .

. . . มาจากธรรมชาติ

น้ำ . . .

. . . ต้นกำเนิดสรรพสิ่งของชีวิต

หาก . . . ธรรมะ หลักการดำรงชีวิต

“อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา . . . “ ผมทวนคำ

“มันคืออะไรหรือหลวงพ่อ สั่งสอนสัตว์โลกเถิดหลวงพ่อ นึกว่าเมตตา . . .” ผมมองท่าน ก้มกราบ ก่อนพนมมือเต้อีกครั้ง ผมยอมรับ ไกลวัด ไกลศาสนา

ช่องที่มีให้กรอกในเอกสารต่าง ๆ ศาสนา . . .

พุทธ . . . สิ่งที่ผมกรอกด้วยความเคยชิน

หากแต่ไม่เคยเลยที่จะรู้อะไรมากไปกว่า พระพุทธองค์เกิดมา แล้วเดินเจ็ดก้าว ทรงแต่งงาน แล้วเบื่อหน่ายทางโก ก่อนหนีออกผนวช ทรงตรัสรู้ ปรินิพพาน . . .



ถึงผมจะเคยบวช . . . แต่แค่เจ็ดวัน บวชตามประเพณี หาใช่บวชเพราะอยากศึกษาในธรรมะของพระพุทธองค์

หลวงพ่อยิ้มที่มุมปาก . . .

“คืออะไรหรือ ก็คือ การหลงรักยินดีติดพัน ยึดถือ ครั้นเราจะสลัดมันทำไม่ได้ เราต้องเปิดตามอง ตามวิธีของศาสนา คือ มองให้ชัด ว่าสิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน ไม่มีอะไรน่าผูกมัดตัวเราไว้กับสิ่งนั้นจริง ๆ แล้วจิตมันก็จะเกิดความหลุดพ้นจากอำนาจครอบงำ ในสิ่งที่เรา ๆ มักจะบอกตัวเองว่าเสมอว่า . . . ความรัก” ท่านกระเอมเบา ๆ คล้ายมีอะไรติดคอ

ผมรินน้ำชาจากในกา ก่อนเลื่อนให้ท่าน หลวงพ่อท่านจิบเบา ๆ

“อนิจจัง คือ สิ่งทั้งปวงเปลี่ยนแปลงเรื่อย ไม่มีอะไรเป็นตัวเองที่หยุดอยู่แม้ชั่วขณะ มีรักได้ ก็เลิกรักได้”

ผมนั่งฟังด้วยหัวใจที่เยือกเย็นลง . . .

สิ่งที่หลวงพ่อบอก ผมคุ้น ๆ เหมือนเคยเรียนในวิชาพระพุทธศาสนา หากมันนานมาแล้ว นานมากเหลือเกิน แล้วตอนที่ผมบวช ผมก็เคยอ่านหนังสือแนวธรรมะ

แต่ทำไม . . .

ตอนที่ผมทุกข์ ผมกลับไม่หันหน้าเข้าหาธรรม อาจเพราะว่าห่วงผมหนาเกินไป ผมเลือกไปยึดเอาอะไรมาผูกเอาไว้กับตัวเอง

“ทุกขัง หมายความว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงมีลักษณะเป็นความทนทุกข์ทรมาน อยู่ในตัวเอง มีลักษณะดูแล้วน่าชัง น่าเบื่อหน่าย น่าระอาอยู่ในตัวมันเองทั้งนั้น มีรักก็มีทุกข์แหละ รักมากก็ทุกข์มากเป็นธรรมดา”

ผมทุกข์เจียนตาย . . .

นั่นเพราะผมรักมันมากกว่าตัวเอง ผมมันเหมือนคนที่มืดบอด ไร้สติ ไร้การตรึกตรอง หากเปรียบตัวเองเป็นบัว ผมไม่แตกต่างอะไรจากบัวที่เพิ่งโผล่พ้นโคลนตม อีกกี่วันก็ไม่รู้ที่จะได้โผล่พ้นน้ำ รอรับแสงอรุณ เพื่อที่จะแบ่งบานอวดกลีบดอกของความสวยงาม

ความรัก . . .

. . . ทำหัวใจผมบอดสนิท

“อนัตตา คือ การบอกให้รู้ว่า บรรดาสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่มีอะไรที่เราควรจะไปยึดมั่นถือมั่นด้วยจิตใจว่า เป็นตัวเราหรือเป็นของเรา . . .” หลวงพ่อมองผมด้วยสายตาที่ผมรู้ว่าห่วงใย

“. . . ถ้าไปยึดถือก็ต้องเป็นทุกข์ และยังบอกให้รู้ว่าสิ่งทั้งปวงนั้นยิ่งกว่าไฟ เพราะว่าไฟนั้นเราสามารถมองเห็นว่ามันลุกโชติช่วง เราไม่ควรไปเข้าใกล้ แต่สิ่งทั้งปวงนั้นมันเป็นไฟที่มองไม่เห็น เราจึงเข้าไปกอดกองไฟด้วยความสมัครใจ แล้วมันก็เลยเป็นทุกข์อยู่ตลอดเวลา นี่คือการบอกให้รู้ว่าสิ่งทั้งปวงคืออะไร”





ผมนั่งน้ำตาไหลคลอ . . .

. . . อยากกอดหลวงพ่อจับใจ

ทางสว่าง . . .

ท่านชี้ทางสว่างให้กับผมโดยแท้ สิ่งที่ท่านบอกผม ท่านไม่ได้คิดมาเอง พระพุทธองค์ตรัสไว้เป็นพัน ๆ ปีแล้ว ท่านให้ความร่มเย็นแก่มวลมนุษยชาติ หากทำไม คนเราถึงไม่ยึดติดกับกิเลส ตัณหา กันมากนักก็ไม่รู้

“สิ่งที่หลวงพ่อบอกว่า เราเรียกรวม ๆ ว่า ไตรลักษณ์ ที่นี้เมื่ออาร์มรู้ว่าสิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน ยึดถือไม่ได้ และไปหลงใหลด้วยไม่ได้ เราก็ต้องปฏิบัติทั้งปวงให้ถูกต้องด้วยความระมัดระวัง คือ เว้นจากการทำชั่ว แค่เราไม่ทำชั่วเท่านั้น จิตใจเราก็สงบเองลูก”

ผมก้มลงกราบหลวงพ่อ . . .

ตอนนี้หัวใจผมโล่งเหมือนโดนปลดปล่อย ปล่อยจากโซ่ตรวนของพันธนาการที่ผมสร้างมันขึ้นมา สิ่งที่ผมเรียกมันว่า . . .

. . . ความรัก

“จะไปวันไหน”

“อีกห้าวันครับหลวงพ่อ อีกนานกว่าจะได้กลับมาเยี่ยมหลวงพ่ออีก”

“พี่อาร์ม” แดนมันยังไม่รู้ มันยังไม่ชินกับการจากลากระมัง แดนจับขาผมเอาไว้ ผมหันไปยิ้มให้มัน บอกเป็นเชิง ไว้คุยกัน

“อย่าห่วงเลย หลวงพ่อสบายดีใต้ร่มเงาพระศาสนา อาร์มล่ะลูก เหนื่อยก็พัก แล้วคิดที่หลวงพ่อบอกให้มาก ทุกอย่างมันอยู่ที่ใจเรานะลูก”

“ครับหลวงพ่อ”

“บอกอาเขาหรือยัง”

“ยังครับ”

“ยังไม่เพล ถ้าไปปาย ยังทันนะลูก ไปบอกอา ไปบอกเขาคนนั้นเสีย บอกทุก ๆ คนที่ลูกอยากบอก . . .”

ผมมองหลวงพ่อ . . .

หลวงพ่อรู้อะไรหรือ หลวงพ่อเป็นพ่อผม มีหรือจะไม่รู้จักลูกตัวเอง เพียงแต่ว่าท่านจะพูดออกมาตรง ๆ หรือไม่ และในสถานะของท่านตอนนี้ คงไม่สามารถที่จะพูดอะไรออกมาได้มากกว่านี้




เรื่องของทางโลก . . .

. . . หาใช่ กิจของสงฆ์

“. . . กรรมแต่อดีตก็เป็นเรื่องของอดีต เราไม่สามารถแก้ไขอะไรมันได้นะอาร์ม แต่วันนี้ ปัจจุบันนี้ อาร์มถามตัวเองนะลูก ตัดได้มั้ย ไม่ต่อกรรมกันอีกได้มั้ย ถ้าเราตัดได้ เราก็จะอยู่ร่วมกันบนโลกนี้ได้อย่างสงบ” น้ำเสียงท่านราบเรียบ แต่ทำไม ผมกลับอบอุ่นอย่างที่สุด

“ครับหลวงพ่อ งั้นผมจะไปปาย”

“ดีแล้วลูก ตัดกรรมซะ เอ้า. . . ว่าง ๆ ก็อ่านมันซะบ้าง เดินทางปลอดภัย” ท่านเลื่อนหนังสื่อเล่มเล็ก ๆ ให้

คู่มื่อมนุษย์ . . . พุทธทาสภิกขุ

แบบนี้แปลว่าท่านไม่อยากให้ผมรบกวนอีกแล้ว ผมกับผมแดนก้มลงกราบ ก่อนที่จะออกมาจากวัด

หัวใจผมเย็นอย่างที่สุดแล้ว . . .

. . . ผมควรตัดกรรม



เราแวะเติมน้ำมันเต็มถังก่อนถึงแม่มาลัย แดนมันอาสาที่จะขับให้ เส้นทางสายนี้มีแต่โค้งกับเขา แต่มันก็สวยงามมากเส้นทางหนึ่ง และเป็นเส้นทางที่ค่อนข้างปลอดภัยกว่าเส้นทางอื่น

ผมนั่งเงียบ . . .

คิดตามสิ่งที่หลวงพ่อบอกมา ก่อนเปิดอ่านหนังสือเล่มเล็ก ๆ และคิดตามเปรียบเทียบสิ่งที่มีในหนังสือ กับความเป็นจริงที่ผมเจอ

. . . ผมเคยกลัว กลัวหลายอย่าง

ตอนเด็ก ๆ ผมกลัวผี กลัวความมืด

. . . ผมกลัวการนอนคนเดียว ต้องแอบไปนอนกับแม่

ผมโตขึ้นผมมีความรัก . . .

. . . ผมก็กลัว กลัวมันจะไม่รักผม กลัวมันทิ้งผมไป เพราะผมคิดมาตลอด มันคือส่วนหนึ่งในชีวิตของผม ผมไม่เคยแยกความรักระหว่างผมกับมัน เพราะผมรู้ ความรักมันแยกได้เสียที่ไหนเล่า ความรักมันมีเพศหรือ มันคงเป็นไอ้ตัวสองเพศตามใต้ทะเลลึกกระมัง

ใช่แล้ว . . .

. . . ลึกสุดในทะเลแห่งหัวใจไง




ผมค่อย ๆ ใช้เวลาพิจารณาถึงคำสอนของท่านพุทธทาส ก่อนอื่นเลย ผมมานั่งอยู่ตรงนี้เพราะ?

“มันไม่รักผมแล้ว มันมีผู้หญิงเหมือนที่ผมเคยมีมาก่อนมัน”

ผมถามตัวเองเป็นร้อยรอบ พันรอบ

ทำไมว่ะ . . .

. . . กูผิดเหรอ ผิดตรงไหน

ทำยังไงจะเหมือนเดิม . . .

แล้วคำตอบมันก็ออกมาเป็นน้ำตา เป็นก้อนอะไรไม่รู้ที่แล่นขึ้นมาจุกแน่นที่หน้าอก แล้วลามมาถึงลำคอ ทำให้กลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น แล้วสายตาที่มองถนัดก็เริ่มพร่ามัวเพราะมีหยาดหยดน้ำตารดรินลงอาบแก้มอย่างช้า ๆ

ผมว้าวุ่น ร้อนรุ่มหัวใจ . . .

ยามที่มันนอนอยู่กับผม มันกอดผม แต่เมื่อใครโทรเข้ามาในเวลาอันดึก มันต้องรีบรับสาย มันคุยสนุกสนานมีความสุข แต่หัวใจผมร้าวราญ หมอนผมเปียก มันจะรู้มั้ยว่าผมเจ็บ แล้วผมเจ็บจนต้อสะอื้นทุกครั้งก่อนที่มันจะวางสายกับคำพูดที่มันกรอกไปตามสาย

“รักมากนะ”

ผมคงไม่ชินกับการที่คนที่ผมรักเท่าชีวิตบอกรักคนอื่นกระมัง เพราะผมชินกับการที่มันบอกรักผมคนเดียวไง แม้จะมีสร้อยต่อท้าย . . . แบบพี่

เห็นมั้ย . . .

ผมบอกแล้ว พอลองพิจารณาดู ถึงสาเหตุ ก็จะค่อย ๆ เห็นภาพว่าจริง ๆ แล้วที่ผมทุกข์ อยู่ทุกวันนี้เพราะอะไร ศาสนาทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี แต่จะมีศาสนาใดบ้างที่สอนให้คนค้นหาสาเหตุแห่งทุกข์ ผมว่าน่าจะไม่มี

บาป กับ บุญ . . .

. . . ล้างกันไม่ได้ ผมเชื่อ

สารภาพบาปแล้วหาย . . .

. . . ผมเงียบ ไม่ขอออกความเห็นแฮะ

ทำไมต้องทุกข์?

. . . ก็เพราะรักเขาไง

แล้วก่อนหน้านี้ทำไมถึงสุข? . . .

. . . ก็มันรักผมนี่




เมื่อเราไม่ร้อนรุ่ม เราเอาคำสอนศาสนามาพิจาณา เอามาเป็นแนวทาง ค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ ค้น ค้นไปจนเจอสิ่งที่ทำให้เกิดทุกข์ แล้วเราดับมันที่ต้นเหตุ เราก็ไม่ทุกข์เองแหละ ผมหาสาเหตุของทุกข์

ทุกข์เพราะรักมาก ถ้าไม่รักมันจะทุกข์มั้ย?

เห็นมั้ย . . .

เมื่อเรามีสติ เราก็จะมองอะไรที่ง่าย ผมรู้แล้วสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ แต่ทำอย่างไรถึงจะดับทุกข์นั้นได้เหมือนที่บอกไง

. . . บ่วงดวงใจตัดยาก

แต่ผมต้องดับมันให้ได้ หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล เรามีทางเลือกไม่มาก แล้วแต่ว่าเราจะเลือกทางใดก็เท่านั้น

“ตัวกูหรืออัตตา”

ผมเริ่มจะรู้จักกับมันแล้ว ผมจะต้องทำความคุ้นเคยกับมัน ต้องเรียนรู้กับมันอีกสักระยะ คนเราเกิดมาพร้อมหน้าที่

หน้าที่ของความเป็นลูก . . .

. . . หน้าที่ของคนในชาติ

หน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบต่อการงาน และอะไรอีกมากมายที่เราเอามันมาสวม เอามาแบกไว้ ผมต้องค่อย ๆ ผ่อนคลายหน้าที่ และผมต้องทำความรู้จักกับ อัตตา ให้มากขึ้น และที่สำคัญที่สุดสำหรับผม “หน้าที่ของหัวใจ”

ผมต้องปล่อยวางหัวใจเอาไว้ . . .

. . . โดยที่มันต้องไม่มีหยดเลือดและน้ำตา . . .

ไม่ว่าจะเป็นจากผมหรือจากมัน . . .

นี่แหละที่ต้องใช้เวลายากหน่อย แต่มันคงอนุโมนทาสาธุ ถ้าถนนสายชีวิตของผม ผมจะไม่ยอมให้มันเฉียดมาอีกแล้ว ระหว่างมันกับผม เราเดินด้วยกันมานาน นานจนผมไม่คิดว่าจะมีอะไรจะแยกกันได้

แต่ผมลืมไปไง . . .

. . . คนเราเกิดมาคนเดียว แม้กระทั่งฝาแฝดยังไม่ได้เกิดมาพร้อมกันเลย

คนเราเกิดมาทำไม ?

หลายคนอาจเคยเจอคำถามแบบนี้ กิน ขี้ ปี้ นอน แค่นี้นะเหรอที่เราเกิดมา ซ้ำ ๆ ซาก ๆ แบบนี้นะเหรอในชีวิตของคนเรา ไม่มีแก่นสารเลยว่ะกู ชีวิตมึงทำดีได้เท่านี้จริง ๆ หรือ ผมถามเอง ผมก็ต้องหาคำตอบเองอีกแร่ะ




ถ้าเช่นนั้นคนเราเกิดมาทำไม?

. . . ทุกวันนี้เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไรกันแน่?

และอีกมากมายที่มันผุดในสมองกลวง ๆ ของผม

อะไร?

. . . ทำไม?

ทำอย่างไร?

มันตอบยาก . . .

. . . แต่ผมต้องค้น ผมต้องหา คำตอบที่ใครก็ไม่สามารถบอกได้ นอกจากตัวผมเอง

เวลาที่ร้อน เวลาที่ไม่สบายใจ ทำไมเมื่อเราใกล้พระ เราใกล้ศาสนา เราจึงร่มเย็น แล้วทำไมไม่ลองเข้าไปอยู่ในศาสนาเสียล่ะ

เหอะ ๆ ๆ ๆ ตรูยังมะพร้อม . . .

“ทำไม?”

ผมกลัว

“กลัวเหี้ยไรว่ะ”

ม่ายรู๊เด่ะ

งั้นคุณมึงลองนึกดูนะไอ้สาดดดดด ว่าตั้งแต่มีโลกนี้มา มันมีศาสนามาพร้อมโลกไหม ไม่มีใช่ไหม คนสมัยก่อนบรรพบุรุษของมึงนะ คนป่า คนถ้ำ มันกลัวเหมือนมึงตอนนี้มะ

“กลัว”

เห็นมะ คนป่ามันก็กลัว

กลัวไร . . .

. . . กลัวฟ้าร้อง ฟ้าผ่า กลัวความมืด กลัวพายุ กลัวช้างแมมมอธ อันนี้เกี่ยวมะนี่

มะรู้ว่ะเพราะผมเกิดมิทันเหอะ ๆ ๆ ๆ

. . . ที่เรากลัวนะ มันกลัวสิ่งที่อยู่เหนือการคาดหมาย ที่อยู่เหนือความเข้าใจและความต้านทานของคนสมัยนั้นกระมัง แล้วไงรู้ไหม บรรพบุรุษของมรึงงงงงงงงงงง คนป่า คนถ้ำ ก็เริ่มพัฒนาความกลัวให้มันน้อยลง บูชาไฟ หมอบกราบอ้อนวอน สิ่งศักดิ์สิทธิ์

เห็นมั้ย . . . ทุกอย่างมันเกิดขึ้นจากความกลัว ศาสนาก็เหมือนกันมันเกิดจากความกลัว

พระพุทธเจ้าเห็นอะไรถึงทรงหนีผนวช ทั้ง ๆ ที่พระองค์มีทุกอย่างในชีวิต

มีเมีย . . .

. . . มีลูก

มีพ่อ . . .




. . .มีพระราชวังศ์สามฤดู

ยกเว้นดาวกับเดือน แต่พระองค์ท่านมองเห็น การเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย ทุกอย่างมันล้วนวัฏฏะสังขาร มึงก็เหมือนกันไอ้อาร์ม เกิด แก่ เจ็บ สักวันก็ต้องตาย มึงโชคดีที่อย่างงน้อยมึงมีคนที่มึงรัก และเขาก็รักมึง แค่นี้แล้วมึงยังต้องการอะไรอีก

มีรักได้ ก็หน่ายรักได้

ชายคู่หญิงโว้ยยยยยยย มะช่าย ชายคู่ชาย แบบที่มึงอยากให้อีกคนเป็นแบบมึง

ผมนั่งคิดในขณะที่ไอ้แดนขับไปเรื่อย ๆ นานครับ นานจนผมคิดว่า ผมจะต้องค่อย ๆ วางหัวใจของผมให้มันนุ่มที่สุด ผมจะได้ไม่ทรมาน และมันคนที่ผมรักก็ไม่ต้องทรมานเช่นเดียวกัน

ผมแปลกใจตัวเอง ผมไม่ร้อนรุ่ม ไม่คิดว่ามันจะที่ไหน อยู่กับใคร อาจเพราะ ผมเริ่มรู้จักเพื่อนแท้ของผมมากขึ้นกระมัง

“ตัวกู”





Create Date : 21 มกราคม 2553
Last Update : 21 มกราคม 2553 12:47:53 น. 1 comments
Counter : 205 Pageviews.

 
อืม.. ๑ เม้นท์ กับสิ่งดีๆ และคำสอนค่ะ


โดย: ผู้หญิงมากฝัน (maesnake ) วันที่: 21 มกราคม 2553 เวลา:16:52:00 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

นนท์ปวิชญ์
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add นนท์ปวิชญ์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.