Group Blog
 
<<
มกราคม 2553
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
22 มกราคม 2553
 
All Blogs
 

[ FD 3182 ] รั ก ฤ ๅ ผู ก พั น ฯ # ๔ ๐ #

**คำเตือน**




เรื่องนี้ . . .





เป็นเรื่องแต่งขึ้นเพื่อสร้างความบันเทิงเท่านั้นไม่เกี่ยวข้องกับบุคล หรือเหตุการณ์ใด ๆ ที่เกิดขึ้นในบรรณภิภพนี้ ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณในการอ่านอย่างมากถึงมากที่สุด



ปล. เป็นเรื่องแต่งมิได้เกี่ยวข้องใด ๆ ต่อ เจ้าของบล๊อก







ต อ น ที่ ๔ ๐



ผมเปิดคลิ้ปที่ส่งมาจากเครื่องโทรศัพท์ของแดน ผมเอามาลงไว้ในเครื่องแลปทอป คลิ้ปอันนั้น มันต้องการสื่ออะไร มันอยากบอกอะไรหรือ ผมไม่รู้ ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี ไม่รู้ว่าจะตัดสินเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างไร ทุกอย่างมันมารวดเร็วราวน้ำป่า มันหลากไหลมาจนผมตั้งตัวไม่ทัน

หรือ . . .

. . .อาจเพราะสิ่งที่ผ่านมาคือความทรงจำ

คือชีวิตของผม . . .

เมื่อคืนผมหลับไปปล่อยโดยที่เปิดคลิ้ปทิ้งเอาไว้ ตั้งให้มันเล่นซ้ำไปซ้ำมา สายมากแล้วกระมัง เพราะแสงแดดส่องลอดม่านเข้ามา เจ้าแลปทอปยังคงส่งเสียงไปเรื่อย ๆ ผมงัวเงียตื่นขึ้นมา บิดความเมื่อยไล่ไอ้ตัวขี้เกียจที่มันมาสิงผมอยู่ในตอนนี้

ผมปิดเครื่องแลปทอป ก่อนที่จะคว้ารีโมท เปิดวิทยุฟัง คลื่นฮิตของคนกรุงเทพฯ

ผมนอนลืมตานิ่ง . . .

. . . เมื่อวานผมเจออะไรมาหว่า

มันเข้ามารวดเร็ว จนผมแทบตั้งตัวไม่ทัน แค่ไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์บนแผ่นดินแม่ ผมเจอเรื่องที่ผมไม่คิดว่าจะเจออีก ผมไม่เคยคิดมันจะมารอผม มันจะตามหาผม ในเมื่อ . . .

ตอนที่ผมโหยหา . . .

. . . มันร้างลา

ผมได้แต่นึกย้อนแล้วยิ้มเยาะตัวเอง




ตลกดี . . .

. . . ผมยิ้มกับตัวเอง หากแต่สมองผมมันคิดนะ ผมทำอะไรลงไป สิ่งที่ผมทำมันดีแล้วหรือ . . .

มันคงยังดีไม่พอ . .

ผมมีเวลาอยู่เมืองไทยอีกไม่กี่วัน เพราะอาทิตย์หน้าผมต้องกลับไปทำงาน งานที่ผมเองก็ไม่เคยคิดว่าผมจะทำได้ แต่ผมทำมันได้ ถึงมันจะไม่ใช่งานที่ผมรักเท่ากับงานแรก แต่มันก็ทำให้ผมได้เจอสังคมใหม่ ๆ เจอโลกใหม่ ๆ ในมุมมองที่แปลกออกไป อย่างน้อยที่สุดผมทำมาสองปี มันเลยกลายเป็นความเคยชิน

เป็นหน้าที่ประจำวัน ตื่นเช้า ไปออฟฟิศ นั่งรถไปสนามบิน ทำงาน ถึงสนามบินอีกแห่ง นั่งรถเข้าโรงแรมที่พัก เพื่อพักผ่อน ก่อนตื่นมารอรถ มาสนามบิน วันหยุด นอนอยู่ห้อง เล่นเน็ท คุยกับเพื่อนที่เมืองไทย ออกไปช้อปปิ้ง เดินเล่น วัฏจักรของผมมีแค่นี้เองในระยะสองปีที่ผ่านมา

อาจเหมือนที่ผมอ่านเจอ

. . . คนเรามีต้องแยกหน้าที่ออกจากความรัก . . .

ในเวลางาน . . . สิ่งที่สำคัญที่สุดของผมคือหน้าที่

แต่ . . .ตอนนี้ช่วงพักของผม ผมมีสิทธิ์ที่จะมองความรัก ความรักที่มันยังอยู่รอบตัวผม มันไม่เคยหนีผมไปไกลเลย มีแต่ผมกระมังที่หนีมัน ผมคงแย่ ไม่กล้าเผชิญความเป็นจริง

หรือ . . .

เพราะความจริงมันโหดร้ายเกินไปสำหรับผม

อินโทรลเพลงจากวิทยุดังขึ้น . . .

เพลงที่เรียกน้ำตาผมทุกครั้ง มันมาได้จังหวะ มันมาตอนที่ผมกำลังสับสนแบบนี้ ผมเอารีโมทมาเปิดเสียงให้ดังเท่าที่มันจะดังได้ ผมรู้ดี

วันนี้ . . .

ผมมีน้ำบริสุทธิ์ล้างหน้าล้างตาอีกแน่ ๆ






. . . เรายังอยู่ด้วยกันอีกนานแสนนานฉันเชื่อตัวเองเช่นนั้น ถึงได้ปล่อยวันเวลาไปไกลควรจะบอกบางคำก็ทำลืมไป คิดว่าเหลือเวลาเท่าไรก็พอพูดมัน . . .

. . . กว่าจะบอกตัวเองว่าอย่ามั่นใจก็เมื่อในวันที่สาย ที่ไม่มีเธอข้าง ๆ กายกันอยากจะบอกคำเดิมที่เธอรอนาน ฉันก็เหลือแค่เพียงสิทธิ์บอกเธอผ่านสายตา และทีนี้เวลาที่มีไม่พอสักอย่าง อยากมีหนทางดึงสิ่งต่าง ๆ ย้อนมา จะกอดเธอไว้จะทำทุกวันให้มีความหมายให้มีค่า จะไม่ทำให้เธอปวดใจ. . .

ฉันไม่มีวันได้เธอคืนมา ฉันขอเวลาแค่บอกคำนั้นที่เธอเคยต้องการมันยังทันใช่ไหม ฉันเสียใจตลอดเวลาที่รักษาเธอไม่ได้ สุดท้ายอยากให้รู้ว่ารัก . . .

ได้แต่เกลียดตัวเองที่ลืมนึกไปว่าโลกมีคำว่าสาย ไว้สะกิดใจให้ฉันรีบทำได้แต่กอดตัวเองกับความทรงจำ ที่ยิ่งย้ำว่าฉันมันผิดที่ชะล่าใจ . . . และทีนี้เวลาที่มีไม่พอสักอย่าง อยากมีหนทางดึงสิ่งต่าง ๆ ย้อนมา จะกอดเธอไว้จะทำทุกวันให้มีความหมายให้มีค่า จะไม่ทำให้เธอปวดใจฉัน ไม่มีวันได้เธอคืนมา ฉันขอเวลาแค่บอกคำนั้นที่เธอเคยต้องการมันยังทันใช่ไหม

ฉันเสียใจตลอดเวลาที่รักษาเธอไม่ได้ . . . สุดท้ายอยากให้รู้ว่ารัก ฉันขอได้ไหม แค่บอกคำนั้น (แค่บอกคำนั้นจากใจ) ที่เธอเคยต้องการมันยังทันใช่ไหมฉันรักเธอตลอดเวลา แต่รักษาเธอไม่ได้เชื่อไหม (สุดท้าย) เวลาไม่เคยพอ . . .


ผมนอนนิ่ง ๆ ปล่อยน้ำตามันรินไหลเปื้อนแก้ม ก็มันน้ำตาของผมเอง ใครจะมาหวงเอาไว้ทำไม ผมมีเยอะ มีบ่อผลิตที่ไม่มีวันหมดเสียด้วย

น้ำตา . . .

. . . เพื่อนแท้ของผมตลอดระยะเวลาสามปีที่ผ่านมา

หนึ่งปี . . .

. . . เพื่อทำใจลาจาก

สองปี . . .

. . . ร้าง ห่าง หาย

ช่วงเวลาที่เหมือนอยู่ในนรกทั้งเป็นของผม ช่วงเวลาที่มีแต่น้ำตาเท่านั้นที่คลอแก้มผมอยู่ตลอดเวลา

ตอนผมฟังเพลงนี้ครั้งแรก เพลงที่ไอ้แดนมันส่งให้ผม . . .

ไอ้แดน . . . คนที่มันบอกเสมอว่ามันรักผม มันรอผม แต่มัน . .. เล้ววววว เลว ดันส่งเพลงอะไรมาเรียกน้ำตาผมก็ไม่รู้

มันคงคิดว่ามันเป็นแดน D2B มั้ง มันคิดอะไรที่ส่งเพลงนี้ให้ผม มันอาจคิดตรงกันข้ามกับผม มันส่งให้ตอนที่ผมอยู่ที่ DOH

ผมน้ำตาไหลพรากเลยในวันนั้น . . .

วันแรกที่ผมโหลดเพลงนี้มาฟัง ฟังครั้งแรกผมนิ่ง . . .

เหมือนใครเอาอะไรมาทุบหัวผม มันชา ๆ จนผมต้องฟังรอบสอง . . .

. . . รอบสาม

จนไม่รู้กี่รอบ ยิ่งฟังยิ่งโหยหา มันบาดลึกเหลือเกินสำหรับคนแบบผม





ฉันนนนนนนนนนนน . . . ไม่มีวันได้เธอคืนมา . . .

เวลาถึงตอนนี้ทีไร น้ำตาผมเหมือนสั่งได้ มันไหลออกมาเหมือนตาน้ำ มันไม่ยอมหมด จนผมต้องโทรลาป่วย ผมบินไม่ได้ ตาผมบวมขนาดนั้น ผมคิดถึงมัน คิดถึงมันจับหัวใจ ผมได้แต่นอนขดตัวในซอกเล็ก ๆ ของห้อง เหมือนคนบ้า คนบ้าที่เปิดเพลงเดียวทิ้งไว้ แล้วขดตัวหนีการตามล่าอะไรสักอย่าง

และนั่น . . . เป็นครั้งแรกของการทำงานที่ผม ปล่อยความรักเดินล้ำหน้าที่ของตัวเอง

ทุกครั้งที่ผมอยากร้องไห้ . . .

ผมจะเปิดเพลงนี้ฟังเสมอ ผมเปิดมันดังสุดเสียง ใส่หูฟัง กระตุ้นความรู้สึกที่มันตกตะกอนในใจ ให้มาปั่นป่วนเต็มหัวใจอีกครั้ง เพลงที่ผมนึกเอาเองว่า คนแต่งเขาแต่งมาให้ผม . . .

เพลงบางเพลงมันสะท้อนหัวใจของเรา มันตรงกับชีวิตของเราอย่างจัง ผมปล่อยเวลาของผมให้อยู่กับน้ำตาของผมเอง . . .

ผมอาจดูตลก เข้มแข็งในหมู่เพื่อนฝูง แต่ลึกเข้าไปแล้วผมอ่อนแอ ผมรู้ การที่ผมปล่อยน้ำตาออกมาไม่หมด ผมอาจเดินเหงา ๆ อีกวัน แต่หาก ผมปลดปล่อยมันไปให้หมดในเช้านี้ . . .

เหมือนเรากินของอร่อย . . .

. . . ถ้าชิมเพียงนิด เราจะหิวอีก

ผมเลือกที่จะกินจนพุงกาง . . .

แล้วมันจะอิ่ม จะเลี่ยนกับของอร่อยนั้น ไม่อยากกินอีกไปหลายวัน ผมคิดแบบแปลกกว่าคนอื่นเสมอ . . .

วันนี้ผมจะสดชื่นอีกทั้งวัน สมองมันคงโปร่งพอที่ผมจะเขียนอะไรได้อีกมาก ผมจะเก็บเกี่ยววันเวลาที่ขาดหายไปมาถักทอร้อยรัดด้วยความรักทั้งหมดที่ผมมี . . .

เวลา . . .

ผมคงมีไม่มากเหมือนในเพลง ผมต้องเก็บความทรงจำที่เริ่มขาดหาย มาปะติดปะต่อใหม่ ก่อนที่ผมจะกลับ DOH ผมต้องรู้หัวใจตัวเองให้ได้ ว่าแท้จริงแล้วตอนนี้ผมยังหนีอยู่อีกไหม . . .

ผมเลือกที่จะปิดเครื่องมือสื่อสาร . . .

ผมเดินไปที่มุมครัว หาของสดในตู้เย็น มีของสดเหลือเฟือสำหรับวันนี้ วันนี้ผมต้องจมดิ่งตัวเองไปกับอดีตอีกครั้ง . . .

ภาพในอดีตแจ่มชัดเสมอสำหรับผม




สองวันเต็ม ๆ ผมไม่ได้ออกไปไหน ผมไม่ได้เปิดเครื่องมือสื่อสารใด ๆ เวลาส่วนมากผมนั่งหน้าเจ้าแลปท้อป ไม่รู้สิ ยิ่งเขียนมันยิ่งแจ่มชัด มันทำให้ผมอดที่จะรู้สึกเกลียดตัวเองไม่ได้

เสียงไขกุญแจเข้ามา . . .

ผมหันไปมอง ไม่มีใครหรอกน่าจะเป็นไอ้เพื่อนรักนั่นแหละ ตั้งแต่วันนั้นผมยังไม่ได้คุยกับมันเลย ไม่รู้เหมือนกัน มันเป็นเพื่อนผมแท้ ๆ แต่นับวันมันยิ่งเห็นคนอื่นดีกว่าผม

คนอื่น . . .

. . .โกเมศวร์

สำหรับผม มันเป็นคนอื่นไปแล้วหรือ ?

นี่ผมกำลังอิจฉาคนที่ผมรัก . . . หรือเคยรัก

ผมไม่แน่ใจเหมือนกัน ว่าสิ่งที่หลงเหลืออยู่ตอนนี้มันจะเรียกว่าความรักได้หรือไม่ เพราะสิ่งที่ผ่านมามันยังฝังอยู่ในหัวใจของผม มันยากมากที่ผมจะลืม ผมไม่เคยพยายามลืม เพราะนั่นเท่ากับว่าจะทำให้ผมยิ่งจำ ผมปล่อยมันไว้เฉย ๆ ให้เวลามันเยียวยาไปเรื่อย ๆ

“ไอ้เหี้ย มีโทรศัพท์ไว้ทำพ่อมรึงเหรอ มีแล้วไม่เปิดเครื่อง แมร่งโทรมาที่ห้องก็ไม่เสือกรับอีก” ทันทีที่มันเจอหน้าผม มันเอามาปล่อยทันที สิ่งมีชีวิตแถว ๆ รัฐสภาเมืองไทย มันคงคิดที่ห้อง . . . สวนสัตว์

“แบตหมด”

“สัสสสสสสสส หลอกหมาไป๊”

“เออ ก็กูหลอกหมา”

“ไอ้ห่านี่ วอนซะแร่ะ” มันคงรู้ตัว พลาดท่าโดนผมเอาคืน

ผมยิ้มให้มันก่อนนั่งตอบเมล์ของผมต่อไป บางทีการต่อล้อต่อเถียงกับมันเป็นความสุขอย่างหนึ่งที่ผมชอบ มันเหมือนกับเราได้ย้อนเวลาไปสู่อดีตอีกครั้ง ระหว่างมันกับผมแทบจะไม่พูดดี ๆ กัน ส่วนมากใช้ภาษาแนบแน่นจนคนอื่นมองว่าหยาบคาย

แปลก . . . ทั้ง ๆ ที่เป็นภาษาไทยแท้

. . . พ่อกูชื่อขุนศรีอินทราทิตย์ แม่กูชื่อนางเสือง . . . รากเหง้าของภาษาแท้ ๆ แต่คนไทยกลับมองว่าหยาบ เขาคงลืมไป หากมิทรงประดิษฐ์อักษรไทยแล้วไซร้ ป่านนี้เราอาจใช้ภาษาพม่า . . . หรือ . . . ขอม

เราเหยียดรากเหง้าของเราเองกระนั้นหรือ . . .

“ไอ้ห่าอาร์ม มรึงทำอะไร บอกกรูหน่อยสิไอ้เพื่อนร๊ากกกก” มันพูดเสียงดัง ก่อนชูสายโทรศัพท์ในมือ





ผมมองหน้ามัน ยิ้มแก้เก้อ

“สะดุดหลุดมั้ง”

“ไอ้เหี้ยนี่ ไม่รู้เหรอ กูห่วงมรึงนะโว้ย โทรหามือแทบหงิก แมร่งเอ้ย ทำไรเป็นเด็ก ๆ” มันเอาสายโทรศัพท์เสียบเข้ากับเครื่องรับ

ผมรู้สึกผิดเล็ก ๆ ในหัวใจ อย่างน้อยมันก็ห่วงผม

แต่ . . .

ผมล่ะ ผมกำลังทำอะไรลงไป

“ขอโทษว่ะ คราวหน้าจะโทรบอกว่าจะปิดเครื่องแล้วนะคร๊าบ สามวันนะคร๊าบ จะถอดสายเบอร์ที่ห้องด้วยคร๊าบ ไม่ต้องโทรมานะคร๊าบ อยากอยู่คนเดียวคร๊าบบบบบบ”

“ปากดีอีกนะมรึง แล้วมรึงกินข้าวยัง”

“ยังว่ะ”

“เฮ้ย โน้ตบุ๊คใหม่เหรอ เล็กกะทัดรัดดีว่ะ” มันเดินมาคร่อมหลังผม

“เอ้า . . .ห่านี่ ปิดทำเหี้ยไร หัดมีความลับ”

“ก็นิดนึง”

“ไอ้อาร์ม เปิดเดี๋ยวนี้”

“ไม่โว้ย . . .”

ผมหันไปทำหน้าทะเล้นใส่มัน การได้ยั่วมันคือความสุขของผม และเป็นเพียงช่วงความสุขสั้น ๆ แต่ผมจะเก็บเกี่ยวเอาไว้ และใช้มันให้นานมากที่สุด

“โอ้ย! ตบกบาลกรูเลยเหรอ” ผมเอามือคลำไปที่โดนฝ่ามือพิฆาตของมัน

“กูขอดูหน่อย อยากดูนะ ๆ ไอ้เพื่อนเลว”

“เรื่องของมรึงเหอะ แมร่งอยากดูอะไรเชิญเลย” ผมตัดบทลุกเดินหนี เพราะอย่างไรเสีย มันก็ต้องแสวงความอยากของมันจนได้ ไม่ยอมให้ดู มันไม่เลิกราแน่ ๆ

อีกอย่าง . . .

. . . มันต้องรู้อยู่ดี ไม่ช้าก็เร็ว

มันนั่งลงที่เดิมที่ผมนั่งเมื่อครู โปรแกรมหลายโปรแกรมยังเปิดทิ้งเอาไว้ เพราะผมแค่พับหน้าจอลงมาหน่อยเดียวเท่านั้น

“ไอ้เหี้ยอาร์ม . . . มึงทำบ้าไร”

“อยู่แค่ตรงนี้พูดเบา ๆ ก็ได้” ผมมองหน้ามัน ยิ้มเล็กน้อย ผมคิดอยู่เหมือนกัน ว่ายังไงก็ต้องบอกเรื่องนี้กับมัน





“นิวยอร์ค ยูไนเต็ด สเตจ . . . บริษัทยินดีที่จะได้บุคลากรแบบท่านมาร่วมงาน . . . ไอ้อาร์ม” มันอ่านเมล์ที่ผมตอบค้างอยู่ เสียงมันเรียกผม

“ก็หมายความว่ากูเป็นคนมีคุณภาพไง ใคร ๆ ถึงอยากได้”

“ไอ้เหี้ย หนีแล้วได้อะไร มึงจะหนีตลอดชีวิตหรือไง กูนึกว่าพูดเล่นสียอีก”

“หนี หนีอะไร หนีทำไม ก็พยายามจะบอกมึงแล้วไง อเมริกานะมึง ใคร ๆ ก็อยากไป โอกาสมันไม่ได้เดินมาหาเราง่าย ๆ นะมึง”

“อย่ามาทำเป็นเก่งกับกูไอ้อาร์ม กูเพื่อนมึง ไหล่กูนี่รับน้ำตามึงมาเท่าไหร่แล้ว ทำไมกูจะไม่รู้จักมึง” มันจ้องหน้าผม

ผมมองหน้ามัน แต่ผมไม่กล้าสบตามัน อย่างที่มันพูดอาจจะใช่ มันรู้จักผม รู้จักในทุกมุมของผม

บางครั้งนะ . . .

ผมยังอดคิดไม่ได้ มันรู้จักผมดีกว่าตัวผมรู้จักตัวเองเสียอีก ผมไม่ใช่คนที่กล้ายอมรับสักเท่าไหร่ ผมกลัวตัวเอง ผมกลัวความเจ็บปวดแบบที่ผ่านมา มันทรมานมาก กับการจะยืนหยัดได้อีกครั้ง

“ไอ้อาร์ม มึงรู้จักกับกูมานานขนาดไหนว่ะ”

“ตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย”

“กี่ปีละมึง”

“สิบกว่าปีมั้ง”

“มึงรักกูมั้ยไอ้อาร์ม” มันจ้องหน้าผม

คำถามมัน . . .

ผมไม่ต้องแปลหรอก ผมรู้ ความหมายของมันดี เพื่อนที่มองตาก็รู้ใจแบบมัน ไม่มีนัยยะอื่นแอบแฝง หากแต่ผมก็คือผม ชอบแหย่ ชอบพูดจาแบบที่จะเรียกว่าเล่นเสียส่วนมาก

“ห่านี่ มาคิดไรก๊ะกู เดี๋ยวเมียมรึงแหกอกกู”

“อย่ามาลีลาไอ้อาร์ม กูซีเรียสนะมรึง” มันจ้องหน้าผม ท่าทางมันจริงจัง จนผมไม่กล้าเล่น

“เออ รักสิ เพื่อนคนเดียว หรือจะเรียกว่า คนเดียวที่กูรักมากที่สุดในชีวิต มึงถามทำไม”

“ป่าว กูแค่อยากแน่ใจว่ามึงยังรักกูอีกไหม ในเมื่อมึงบอกว่ารักกู มึงจำสัญญาที่เคยให้ไว้กับกูไว้เมื่อสองปีก่อนได้ไหม”

ผมมองหน้ามัน . . .





ผมจำได้ ผมสัญญาไว้กับมันข้อนึง สัญญาหน้าองค์ธาตุ มีหรือที่ผมจะลืม คนอย่างผมลืมอะไรง่าย ๆ หรืออย่างไร

สัญญาที่ผมบอก. . . มันอยากได้อะไร ผมจะให้มัน

“กูทวงสัญญา” มันมองหน้าผม

“มึงหมายถึง . . .” ผมมองไปที่แลปท้อป

อย่างที่บอก . . .

ผมกับมันรู้จักกันมานาน รู้ใจกันยิ่งกว่าใด ๆ ทั้งหมด แววตาของมันบอกผมมาแบบนั้นนี่นา ผมมองหน้ามันนิ่ง ไม่อยากได้ยินสิ่งที่มันจะพูดอีกต่อไป เรื่องบางเรื่องมันลำบากใจ

“กูไม่อยากทวงหรอก . . .”

“งั้นก็ไม่ต้องทวง”

“แต่ที่กูจะพูดกับมึงนี่ กูขอ กูขอมึงงในฐานะที่มึงเป็นเพื่อนที่กูรักมากที่สุด”

“อะโห ฟังดูดีนะเนี่ย”

“สัสนี่ ทำเป็นเล่น”

“เออ ว่ามา”

“เพราะมึงคือเพื่อนกู กูขอมึงนะไอ้อาร์ม ถ้ามึงอยากย้ายที่ทำงาน กูขอให้มึงกลับเมืองไทยและมึงต้องไม่ไปทำที่ต่างประเทศอีก นี่คือเรื่องเดียวในชีวิตที่กูขอมึง เรื่องเดียวแล้วไอ้อาร์ม อย่าหนีอีกนะอาร์ม อย่าหนีอีก” เสียงตอนท้ายมันสั่น

มันพยายามซ่อนความรู้สึกของมันเอาไว้มิดชิดที่สุด

ผมนิ่งเงียบ มันเป็นคนที่สนุก ชอบเทคแคร์คนอื่น แม้ในบางครั้งมันอ่อนแอ แต่มันเข้มแข็งกว่าผมเยอะ มันไม่เคยแสดงให้คนอื่นเห็นความอ่อนแอของมัน ทั้ง ๆ ที่มันเจ็บเจียนตาย แต่มันทำคนอื่นหัวเราะไปกับมัน

“กูไม่รู้ที่ผ่านมาสองปี มึงเจออะไรมาบ้าง สองปีมันนานนะไอ้อาร์ม สำหรับคนที่ต้องอยู่ด้วยการรอ แต่กูอยากให้มึงรู้ว่ากูเป็นเพื่อนมึง กูอยู่กับมึงนะไอ้อาร์ม กูไม่อยากเห็นเพื่อนที่กูรักที่สุดในชีวิตต้องหนีอีก มันไม่ช่วยให้มึงดีขึ้นเลย มึงอาจกลัวกับสิ่งที่ผ่านมา มึงแกล้งทำเป็นเข้มแข็ง แต่มึงมันอ่อนแอ กูห่วงมึง นะอาร์ม ห่วงมาก มึงไม่รู้หรอกสองปีที่ผ่านมากูเป็นห่วงมึงขนาดไหน” มันพูดยาว

ไม่ทิ้งช่องไว้ให้ผมได้พูดเลย

ผมฟังมันนะ เพราะมันคือเพื่อนที่ดีที่สุดในชีวิตของผม . . .

“เออกูรู้ไอ้โอ๋ มึงห่วงกู กูรู้เพื่อน”

“มากพอที่มึงจะให้กูได้มั้ย”





“ลบทิ้งไปเหอะ ไม่ต้องส่งหรอก หรือไม่ก็พิมพ์ตอบปฎิเสธไป กูให้มึงเพื่อน กูยอมมึงเพื่อนที่ดีที่สุดของกู ในชีวิตกูให้มึงได้ทุกเรื่อง แม้แต่ชีวิตกูเอง”

ผมเดินจากตรงนั้น ไปยืนที่ระเบียง บางทีสิ่งที่เราคิด มันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เราหวัง ผมไม่รู้เหมือนกัน ว่ามันเกิดอะไรขึ้นในเวลานี้ ถามว่าเสียใจมั้ยที่ไม่ได้ไปอเมริกา ผมเฉย ๆ นะ เพราะลึก ๆ แล้วผมไม่อยากไปหรอก

เมืองนอก . . .

. . . เหงา

ยามเจ็บปวด . . .

. . . ทรมาน

ได้แต่นอนกอดหมอนเอาไว้ จะร้องออกมาก็ไม่เต็มเสียง ไม่มีมือที่คอยมาวางที่บ่า ไม่มีใครมานั่งใกล้ ๆ ให้ผมใช้พักพิง เราเหมือนตัวคนเดียวบนโลกใบนี้

“เสียใจมั้ยมึง” มันเดินมายืนใกล้ ๆ

“ไม่รู้เหมือนกัน กูแค่อยากออกไปสู่โลกว้าง” ผมมองไปที่ริมขอบฟ้า ที่ตอนนี้เริ่มมืด

ฟ้าในกรุงเทพฯ ไม่สวยงามเท่าไหร่ แต่มันก็ยังดี ที่มีฟ้าให้มอง แม้สายตามันจะสะดุดกับตึกรามบ้านช่องมากมาย แต่ผมก็ยังชอบที่จะมองฟ้าอยู่ดี มันสวยในรูปแบบของมัน

“เหนื่อยมั้ยเพื่อน” มันเอามือมาวางบนบ่าผม

ผมหันไปมองหน้ามัน . . .

หากมันยังมองไปที่ . . . ปลายขอบฟ้า

ผมไม่รู้ว่ามันคิดอะไร แต่ที่ผ่านมา ผมรู้ มันคือคนเดียวที่อยู่ข้าง ๆ ผม ผมยิ้ม บางทีผมอาจจะโชคดีกว่าคนอื่น ๆ อยู่บ้าง

เพื่อนที่อยู่กับผมทุกครั้งที่ผมมีความสุข หัวเราะ ยิ้ม คือคนเดียวกันกับที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ผม ยามผมเสียน้ำตา . . .

“ก็เหนื่อยบ้าง”

“ต้องกลับวันไหน”

“ศุกร์หน้า วันที่ ๒”

“อีกหลายวัน อยากไปทะเลมั้ย”

“ฮันนีมูนเหรอ” ผมหันไปมองมัน ยิ้มยั่ว

“เหี้ยนี่ เสียรมณ์”

“อ้าว นึกไงมาชวนกูไปทะเล”

“ไม่ได้ไปไหนมาไหนกับมึงนานแล้ว”




“ถ้าสองคนพอไหว สองต่อสองกล้าไปกับกูมั้ยล่ะ”

ผมหันไปมองหน้ามัน ไม่ไว้ใจมันสักนิด กลัวมันจะลากเอาใครไปเซอร์ไพรซ์อีก หัวใจผมมันรับไม่ไหว ผมเพิ่งหมดน้ำตาไป ไม่อยากร้องไห้อีกแล้ว ที่ผ่านมา ผมอ่อนแอจนรู้สึกเกลียดตัวเอง

ถ้า . . .

. . . คนอื่นไม่ต้องการเรา มันก็คงไม่แปลกอะไร

แต่ . . .

. . . ถ้าเราไม่ต้องการตัวเราเองแล้ว เราจะอยู่บนโลกนี้ได้อย่างไร

ผมรู้ . . .

. . . บ่วงดวงใจที่ผมมีกับโกเมศวร์มันตัดยาก ผมต้องใช้เวลาแทบตายในการตัด แต่สุดท้าย ผมยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะตัดได้หรือไม่ . . .

“กลัวไรมึง สองคนก็สองคน”

“มิ้นล่ะ” ผมหมายถึงเมียมัน

“อยู่สมุย”

“อ้าว ไปกับใคร ไปเมื่อไหร่”

“เกือบเดือนแล้ว กลับมาจากญี่ปุ่นก็ไปสมุย แดนมันให้แม่มันฝากให้ มึงก็รู้ เส้นแม่มันแรง ต้องไปประจำที่สนามบินสมุย”

“ได้ งั้นกูตกลงไปทะเล มึงว่างวันไหน”

“จันทร์อังคารกรูว่างวันหยุด”

“พรุ่งนี้มึงงเลิกกี่โมง”

“ห้าโมงเย็น”

“โอเค งั้นพรุ่งนี้บินสมุย กูอยากเจอมิ้น . . .” ผมยิ้มให้มัน เพื่อนที่ดีที่สุดของผม

“. . . แต่ขอร้อง อย่านัดซ้อนอีก ไม่อย่างนั้นกูบินกลับกรุงเทพฯ ทันทีที่มีไฟลท์ว่าง” ผมจ้องตามัน

“ครับท่าน”

“และ . . . ถ้ากูต้องเจอมันที่สมุย กูก็กลับทันทีเหมือนกัน เพราะกูจะถือว่านั่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ”

“ดักกูทุกทางนะมึง ไปสองคน กูไม่บอกใครหรอก แต่ถ้ามันซวยเจอจริง ๆ กูรับรองกูไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง”

ผมยิ้มให้มัน . . .

. . .ผมรักโกเมศวร์

แม้ตอนนี้ผมก็ยังแน่ใจ ว่าผมลืมมันไม่ได้ มันเหมือนลมหายใจที่ตามติดตัวผม แต่เรื่องการเจอกัน

ถ้า . . .

. . . ผมเจอมัน

แล้วผมต้องเสียน้ำตา ผมจะเจอมันอีกหรือ ?





อีก  ๔  ตอน  ก็อวสานแล้วนะครับ


ตามติดชีวิตสจ๊วจเลยงานนี้



Smiley  Smiley  Smiley






Free TextEditor




 

Create Date : 22 มกราคม 2553
3 comments
Last Update : 22 มกราคม 2553 19:16:38 น.
Counter : 435 Pageviews.

 

โหว์ อีก 4 ตอนเองหรือค่ะ ฟังดูแล้วใจหายอ่าค่ะ อ่ะอ่ะอ่ะ

 

โดย: ผู้หญิงมากฝัน (maesnake ) 23 มกราคม 2553 2:47:59 น.  

 

จะจบแล้วเร่อ อย่าพึ่งให้จบไม่มั้ยอ่ะ แต่ก็อยากรู้นะว่าตอนจบจะเป็นยังไง

 

โดย: ผักกาด IP: 58.137.0.162 23 มกราคม 2553 10:14:13 น.  

 

เมื่อไรจะมาต่อนะ

 

โดย: ตัวเล็ก IP: 112.142.114.216 25 มกราคม 2553 19:11:27 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


นนท์ปวิชญ์
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add นนท์ปวิชญ์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.