Group Blog
 
 
มิถุนายน 2550
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
14 มิถุนายน 2550
 
All Blogs
 
... เริ่มต้น...ใน Blue Sky

ติดตามอ่านในกระทู้ Blue มาตั้งแต่ก่อน Brokeback Mt. จะเข้าโรงค่ะ เริ่มอ่านกระทู้นี้ เพราะต้องการหาข้อมูล เพื่อไปดู Brokeback Mt. เผื่อว่าจะดูหนังสนุกขึ้น

ในตอนนั้นต้องการจะตอบคำถามที่เกิดขึ้นกับตัวเองให้ได้ว่า “ทำไมอยู่ๆ ผู้ชายคนนึง ถึงรักผู้ชายอีกคนนึงได้นะ ทีเราคบกับเพื่อนผู้หญิงมาก็ตั้งนาน ไม่เห็นจะรู้สึกรักไปมากกว่าความรักแบบเพื่อนเลย” แล้วก็ได้คำตอบจากกระทู้แห่งตำนานนี้จริงๆด้วยค่ะ ต้องขอบคุณมากๆที่ทำให้เข้าใจอะไรในโลกกว้างนี้มากขึ้น

พออ่าน(แต่ยังไม่จบ) แล้วไปดูหนัง ทำให้ดูหนังสนุกขึ้น ซึ้งขึ้น อินขึ้น และ เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า “ทำไมเราไม่มองคนที่ความเป็นมนุษย์ ถ้ามนุษย์คนนึง จะรักกับมนุษย์อีกคนนึง แล้วทำไมสังคมต้องต่อต้าน

ใครเป็นคนขีดกรอบของสังคมเหรอว่า ผู้หญิงต้องคู่กับผู้ชาย” จริงๆแล้วถ้าตีความของ คำว่า ความเป็นมนุษย์มันก็ขึ้นกับแต่ละคนอยู่ดีแหละค่ะ ว่าจะตีความกันด้านไหน โดยส่วนตัว Put มองด้านสิ่งที่ทำว่ามีคุณค่ากับสังคมแค่ไหน สังคมเล็กหรือใหญ่ก็ได้นะคะ อาจจะแค่ครอบครัว , คนที่รัก , บริษัท หรือ ประเทศ

เชื่อว่า จิตวิญญาณไม่มีเพศค่ะ ถ้าจิตวิญญาณ 2 ดวงจะรักและผูกพันกันก็ไม่เห็นแปลกอะไร อยากให้มองทะลุเข้าไปข้างในมากกว่าที่จะมองสรีระภายนอก

ตอนนี้อ่านจบแล้ว และอยากจะ Comment เป็นที่ระลึกในกระทู้ และอยากให้กำลังใจกับ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ อีกหลายๆคนค่ะ

เริ่มจากตรงไหนดีล่ะคะ ....เอ่อ...

อ่านในนี้แล้วรู้สึกดีใจกับความรักของคนหลายๆคู่ ยิ้มแก้มแทบปริ

ความรู้สึกเหมือนตอนรอจะเข้าโรงหนัง เรื่อง Brokeback Mt. กลัวคนเข้าใจผิดเหมือนกันค่ะว่า “ยิ้มทำไม กวนตรีนเหรอ?”

อ่านหลายๆความเห็น รู้สึกดีใจที่ได้รู้จัก ประเภทของคนบนโลกนี้มากขึ้น

โดยเฉพาะ ‘คุณคนไร้เพศ’ เพราะคิดมาตั้งแต่เด็กๆแล้วค่ะ ว่าทำไมมนุษย์ต้องมีเพศด้วยนะ แล้วถ้าจะมีเพศจริงๆ ก็น่าจะเป็นแบบให้เลือกเพศได้ตอนโต ประมาณว่า อายุ 12 ปี ลงทะเบียนเลือกเพศอะไรแบบนั้นน่ะค่ะ ( ขำๆนะคะอย่าคิดมาก )

เพราะว่าเวลามีคนถามว่า

“Put เป็นผู้หญิงหรือผู้ชายเนี่ย” จะรู้สึกลำบากใจยังไงก็ไม่รู้ ก่อนจะตอบว่า

“อืม...มมม...ถ้าเอาตามบัตรประชาชนก็เป็นผู้หญิงนะ”

ขอคุยเรื่อง เพศนิดนึงนะคะ ส่วนตัวคิดว่า มันก็เหมือนกรอบความเชื่ออื่นๆ ที่เป็นที่ยอมรับและติดแน่นอยู่ในสังคม

ยกตัวอย่าง เช่น ต้องใส่สูทผูกไทด์เข้าประชุมจึงจะเป็นที่ยอมรับ ต่อให้เข้าไปนั่งสมองกลวงก็ไม่เป็นไร หรือ

คุณต้องหิ้วกระเป๋าหนังเบรนด์เนมถึงจะเป็นที่ยอมรับไม่ใช่ย่ามผ้าทั้งๆที่มันก็ใส่ของได้เหมือนกัน บางทีย่ามผ้ายังใส่ของได้มากกว่า หรือ

ผู้หญิงใส่รองเท้าส้นสูงแหลมๆได้ แต่ผู้ชายห้าม ฯลฯ

พอคุยถึงเรื่องนี้ก็ทำให้นึกย้อนกลับไปมองตัวเองเมื่อหลายปีก่อนที่มีปัญหากับกรอบของสังคมที่ตัวเองไม่เข้าใจ และสับสนอย่างหนักจนต้องเข้าวัดถือศีล นั่งสมาธิ (ไม่ได้พยายามฆ่าตัวตายแบบหลายๆคนค่ะ ) หลายวัน

แล้วก็ค้นพบว่า ที่ไหนๆ ก็มีกรอบของสังคมทั้งนั้นนั่นแหละ วัดก็มีกรอบของวัด ( บางคนบอกว่า กรอบของสังคม ทำให้สังคมมีระเบียบ อยู่กันสงบสุข ทุกวันนี้ก็ยังไม่เชื่อ แบบเต็มหัวใจอ่ะค่ะ )

จะหนียังไงก็หนีไม่พ้น เลยเปลี่ยนมุมมองว่า แทนที่จะหนี ก็อยู่ให้ได้อย่างมีความสุขน่าจะดีกว่า ก่อนที่จะเป็นบ้าไป เพราะว่าแม้แต่ที่บ้านทุกคนก็มองว่า Put ผิด และแปลกแยก

บางทีมนุษย์ที่ยิ่งใหญ่ก็ตกเป็นทาสภายใต้สิ่งที่ตัวเองสมมติ มาตีกรอบบีบรัดตัวเอง ซะงั้น

ทุกวันนี้มีความสุขทุกวันค่ะ มีความสุขกับเรื่องเล็กๆน้อยๆที่เกิดขึ้นในชีวิต เช่น

ประโยคบางประโยคที่ทำให้เกิดรอยยิ้ม -> ได้มาเยอะเลยจากกระทู้นี้

อ่านหนังสือเล่มโปรด -> เล่มเมื่อคืนนี้ “คือ..รัก” ของ m-nunjo ค่ะ

ขนมอร่อยๆซักชิ้น -> เมื่อคืนนี้หม่ำเฮอร์ชี่สีขาวไป 1 แถว

ได้คุยกับเพื่อนสนิท , ฟังเพลงที่ชอบ

ได้ทำในสิ่งที่ได้ตั้งใจไว้ -> เขียน comment นี้

เสียงหัวเราะจากคนรอบข้าง เมื่อเราปล่อยมุก ( ไม่ได้อาชีพเป็นตลกนะคะ )

สนุกกับงาน

มันอาจจะฟังดูปัญญาอ่อนหรืองี่เง่านะคะ แต่แค่อยากจะบอกว่า ถ้ารู้สึกถึงความสุขจากสิ่งเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ เชื่อว่าความสุขจะไม่มีวันหมดไปจากหัวใจค่ะ

ถามว่าไม่มีความทุกข์เลยเหรอ ชีวิตมนุษย์เดินดินธรรมดา ที่ยังกินข้าวแกง และขึ้นรถไฟฟ้า ต่อรถตู้อย่าง Put มันก็ต้องมีความทุกข์เป็นเรื่องธรรมดา

ทุกคืนก่อนนอน put จะนึกถึงเรื่องที่ทุกข์ที่สุด หรือ ซวยที่สุดของวัน แล้วมองว่ามันเป็นความทุกข์แบบไหน แบบจบไปแล้ว หรือ ยังจะดำเนินต่อไป

ถ้าจบไปแล้ว ก็คิดประมาณว่า “อ๋อ...มันเป็นอย่างนี้เอง แต่มันก็เป็นความผิดของเรานี่นา วันหลังไม่ทำอย่างนี้แล้ว”

ถ้ามันยังไม่จบและยังจะดำเนินต่อไปเรื่อยๆ ก็จะรู้สึกเหมือน เอามันไปไว้มุมสุดของห้อง แล้ว put ก็จะนั่งดูมันอยู่อีกมุมหนึ่งของห้อง มองดูมันเจริญเติบโต เปลี่ยนรูป บิดเบี้ยวไปตามแต่ที่มันอยากจะเป็น

ถ้ามันมาเจริญเติบโตจนมากระทบกระทั่งเรา ถ้าเราจัดการได้ทันทีก็จัดการ แต่ถ้าต้องรอเวลาเหมาะสมก็คงต้องปล่อยไปก่อน

ส่วนใหญ่แล้ว put จะเฉยๆ การที่เค้ากระทบกระแทกเรา ถ้าเรารู้สึกเหมือนเป็นการลงแส้ ให้ความสำคัญกับบาดแผลที่เกิดขึ้น เราก็จะเจ็บปวดมาก แต่ถ้าเรารู้สึกว่ามันเป็นเพียงลมที่พัดผ่าน มันก็เป็นแค่สายลมค่ะ

ความทุกข์อีกส่วนหนึ่ง ซึ่ง put เรียกมันว่า “คำถามที่คอยรบกวนจิตใจ”

ก็เป็นคำถามมากมายที่ตัวเองยังไม่เข้าใจ บางคำถามก็ตอบได้ บางคำถามก็ตอบไม่ได้

อะไรที่ตอบไม่ได้ก็ช่างหัวมันค่ะ กองไว้ตรงมุมห้องอีกมุมนึง เหมือนกองเอกสาร ว่างๆก็เอาขึ้นมาดู ดูว่าประสบการณ์ที่ผ่านมาในชีวิตพอที่จะตอบมันได้รึยัง ถ้ายังก็โยนไว้ที่เดิม

ถ้ามัวแต่คิดหาคำตอบ เดี๋ยว put ต้องไปอยู่วัดหลายๆวันอีก

อยากให้ใครอีกหลายคนที่กำลังมีปัญหา ลองวางมันไว้ที่มุมห้องบ้างนะคะ



Create Date : 14 มิถุนายน 2550
Last Update : 14 มิถุนายน 2550 22:26:34 น. 0 comments
Counter : 192 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แค่ก้อนหินที่อยากบินได้
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ขอมี Blog กับเค้าด้วยคนนะคะ ^ ^

Friends' blogs
[Add แค่ก้อนหินที่อยากบินได้'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.