1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30
Skincare Basic #2 : Understanding Skin Anatomy
การดูแลผิวและการเลือกซื้อ Skincare อย่างฉลาดนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นอะไร คุณจะสามารถรู้ทันกลลวงส่วนใหญ่ของวงการเครื่องสำอางได้ ถ้าคุณเสียสละเวลาสักเล็กน้อยในการทำความเข้าใจ โครงสร้างของผิว สาว ๆ หรือหนุ่ม ๆ (หรือไม่สาวไม่หนุ่ม) ที่รักการบำรุงผิวทั้งหลาย ถ้ามีคนมาถามว่า โครงสร้างผิวเป็นยังไง? หลายคนคงทำหน้าเหลอหลาบ้าใบ้ตะลึงบอด้วยความมึนงงก่อนจะตอบว่า แล้วตูจะไปรู้เหรอ? (ทั้ง ๆที่น่าจะเคยผ่านหูผ่านตาเวลาเรียนชั่วโมงวิทยาศาสตร์มาบ้าง) ถ้าลืมแล้วก็ไม่เป็น เรามาดูกันแบบคร่าว ๆ เพื่อความเข้าใจดีกว่า ผิวประกอบไป 3 ชั้นใหญ่ ๆ คือชั้นนอก (Epidermis) ชั้นใน(Dermis) และ ชั้นไขมัน (Subcutaneous fat)ผิวชั้นนอก (Epidermis) เป็นส่วนที่อยู่นอกสุดของผิว ในชั้นนี้ก็ยังแบ่งย่อย ๆ ได้อีก 4 ชั้น โดยชั้นที่อยู่ลึกสุดของผิวชั้นนอกก็คือ Basal Cell Layer เหนือขึ้นมาก็เป็น Spinous Cell Layer ถัดขึ้นมาอีกก็เป็น Granular Cell Layer ส่วนชั้นนอกสุดที่เราประโคมปะครีมลงไปทุกทุกวันก็คือ Stratum Corneum หรือผิวชั้นขี้ไคลนั่นเอง
- Basal Cell Layer เป็นชั้นที่เซลล์ผิวกำเนิดและแบ่งตัวขึ้นมาใหม่โดยใช้สารอาหารและพลังงานจากเส้นเลือดฝอยที่อยู่ในผิวชั้นกลาง ผิวสุขภาพดีที่ไม่โดนทำร้ายจากแสงแดดหรือมลภาวะและปัจจัยลบภายนอก (อย่างผิวเด็ก) การแบ่งตัวของเซลล์ก็จะสมบูรณ์ดีมีรูปทรงที่ถูกต้องและทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์ เมื่อถูกเลื่อนออกมาเป็นผิวชั้นนอกสุดมันก็เลยดูเรียบเนียน แต่ถ้าผิวถูกทำร้ายจากแสงแดดหรือมลภาวะ เซลล์ผิวก็จะแบ่งตัวอย่างไม่มีประสิทธิภาพเหมือนเดิม รูปทรงของเซลล์อาจจะไม่สมบูรณ์ ทำให้ผิวที่เกิดใหม่และถูกดันออกมาสู่ภายนอกนั้นดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ สิ่งที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ดีที่สุด (เท่าที่เป็นที่ยอมรับกัน) ก็คือสารกลุ่ม Retinoid โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรดวิตามินเอ หรือ Retinoic Acid อย่างเช่น Tretinoin (Retin-A, Renova) Tazarotene (Tazorac) และ Adapalene (Differin) ซึ่งเป็นสารที่ขึ้นทะเบียนยา ไม่สามารผสมลงในเครื่องสำอางหรือเวชสำอางได้ (จริงๆ แล้วเวชสำอางก็คือเครื่องสำอางธรรมดาขอรับ อย่าเข้าใจผิดไป) ส่วนผสมของ Retinol, Retinaldehyde, Retinyl palmitate ที่ใส่ในเครื่องสำอาง (ซึ่งมักใส่มาในปริมาณน้อยมาก) จะต้องไปแตกตัวให้กลายเป็น Retinoic Acid อีกทีเมื่อทาลงไปบนผิว แน่นอนว่าเมื่อแตกตัวแล้วมันก็ยิ่งมีปริมาณน้อยลงไปอีก ดังนั้นสารพวก Retinoid ใน เครื่องสำอาง ก็มีประสิทธิภาพบ้าง (ถ้ามีในปริมาณที่เหมาะสม) แต่ก็ไม่สามารถเทียบเท่า ยา ได้เลยแม้แต่น้อย ส่วนสารอื่น ๆ ในเครื่องสำอางที่สามารถช่วยให้เซลล์ผิวทำงานได้ดีขึ้นจะเรียกว่า Cell Signaling Substance หรือ Cell Communicating Ingredients ส่วนผสมเหล่านี้ได้แก่ Epigallocatechin-3-Gallate, Eicosapentaenoic Acid, Niacinamide, Lecithin, Linolenic Acid, Linolenic Acid, Phospholipids, Carnitine, Carnosine, Adenosine Triphosphate, Adenosine Cyclic Phosphate, Palmitoyl Oligopeptide, Palmitoyl Tripeptide-3 และ Pyrus Malus (Apple) Fruit Extract.(Sources : Microscopy Research and Technique, January 2003, pages 107114; Nature Medicine, February 2003, pages 225229; Journal of Investigative Dermatology, March 2002, pages 402408; International Journal of Biochemistry and Cell Biology, July 2004, pages 11411146; Experimental Cell Research, March 2002, pages 130137; Skin Pharmacology and Applied Skin Physiology, September-October 2002, pages 316320; and http://www.signaling-gateway.org) - Spinous Cell Layer เมื่อเซลล์ผิวที่เกิดใหม่ถูกผลักให้เลื่อนขึ้นมาเรื่อย ๆ จนถึงชั้นนี้ มันก็จะเริ่มมีรูปทรงที่เปลี่ยนไป จะเริ่มฝ่อเล็กลีบลงเพราะมันห่างจากเส้นเลือดที่ให้พลังงานกับมัน- Granular Cell Layer เมื่อเซลล์ผิวถูกดันจนมาถึงชั้นนี้มันก็จะเริ่มแบนและตายลงเพราะขาดสารอาหารมาหล่อเลี้ยงและจะเรียกเซลล์ผิวที่ตายแล้วนี้ว่า Keratin (เป็นโปรตีนชนิดเดียวกับที่อยู่ในเล็บและเส้นผม)- Stratum Corneum หรือผิวชั้นขี้ไคลเป็นส่วนที่อยู่นอกสุดของผิวชั้นนอก (ซึ่งเป็นส่วนที่เราเห็นและทาครีมบำรุงลงไปทุกวัน) พวก Skin-Care ที่ใช้กันทุกวันเนี่ย เกือบทั้งหมดไม่ว่าจะราคาถูกไม่กี่สิบบาทยันแพงเหยียบหมื่น มันก็ทำหน้าที่หลัก ๆ ในการเคลือบผิวชั้นนอกซะส่วนใหญ่ อาจจะมีคุณสมบัติพิเศษช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดไปเผยผิวใหม่ที่อยู่ถัดมาซึ่งมีสภาพดีกว่า แต่ถ้าคุณเลือกตัวที่มีส่วนผสมดี ๆ ก็สามารถกระตุ้นเซลล์ผิวที่เกิดขึ้นมาใหม่นั้นสมบูรณ์ขึ้นได้เหมือนกันสรุปคือ ผิวชั้นนอก (Epidermis) ก็เป็นเสมือนหน้าตาของเรา ผิวเราจะดูดีหรือไม่ดี จะใสหรือไม่ใส หมองหรือไม่หมองก็อยู่กันที่ผิวชั้นนอกนี้นี่แหล่ะ ริ้วรอยเล็ก ๆ จาง ๆ หรือ Fine Lines จะเกิดอยู่ในชั้นนี้ซึ่งมีปัจจัยหลัก ๆ มาจากความแห้งกร้าน (เซลล์ผิวมันเหี่ยวๆ ) การทามอยซ์เจอไรเซอร์ที่ให้ความชุ่มชื้นทั่วไปสามารถทำให้ริ้วรอยแบบนี้จางหายไปได้ (พอเซลล์ผิวมันอิ่ม ผิวก็ตึงขึ้นทำให้ริ้วรอยแบบนี้หายไป) และจงจำไว้ว่า มอยซ์เจอไรเซอร์ ไม่ว่าจะเป็น Water, Emulsion, Serum, Lotion, Cream มันก็ช่วยบำรุงแค่ผิวชั้นนอกทั้งนั้นแหล่ะ เลิกเชื่อตามที่พวกบริษัทเครื่องสำอางหรือ BA เขาบอก เขาหลอกว่า Serum จะบำรุงลึกถึงผิวชั้นในและ อย่างอื่นจะบำรุงแค่ผิวชั้นนอก กันได้แล้ว...ผิวชั้นใน (Dermis) ชั้นนี้เป็นชั้นที่หนาที่สุดของผิว ประกอบไปไขมัน คอลาเจน และอีลาสติน ในชั้นนี้ยังประกอบไปด้วยเส้นเลือดที่คอยเติมพลังงานและออกซิเจนให้กับเซลล์ผิว ร่างกายเขาเติมออกซิเจนกับผิวเองอยู่แล้ว ถ้าอยากจะเพิ่มออกซิเจนให้ผิวก็กินอาการดี ๆ บำรุงสุขภาพให้แข็งแรงและสูดอากาศบริสุทธิ์จะดีกว่า เพราะการทาผลิตภัณฑ์หรือครีมบำรุงที่บอกว่าช่วยปลดปล่อยออกซิเจนให้ผิวเนี่ย ดูจะเป็นผลเสียซะมากกว่า เพราะออกซิเจนจากภายนอกทำให้เกิดอนุมูลิสระ ซึ่งทำให้ผิวถูกทำร้ายและแก่เร็ว... อายุวัยที่เพิ่มขึ้น ปริมาณไขมัน คอลาเจน และอีลาสติน ก็จะสูญสลายไปเร็วขึ้นสวนกระกระแสการผลิตทดแทนที่ช้าและลด การเผชิญกับแสงแดดโดยไม่ป้องกัน ปัจจัยลบภายนอกอย่างมลภาวะ ควันบุหรี่ก็ทำให้กระบวนเสื่อมถอยนี้เร็วขึ้น เมื่อโครงสร้างที่คอยโอบอุ้มผิวลดน้อยลง ผิวก็จะเกิดเป็นริ้วรอยลึก หรือ Wrinkle ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีเครื่องสำอางตัวไหนสามารถกำจัดริ้วรอยลึกให้หายไปจากผิวหน้าคุณได้ อย่างดีที่สุดก็คือช่วยทำให้ริ้วรอยดูตื้นขึ้นเล็กน้อยถ้าคุณใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมอย่างเช่นวิตามินซีเข้มข้น (5 - 10 % ขึ้นไป) ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าสามารถกระตุ้นการสร้างคอลาเจนได้จริง แต่วิธีที่ดีที่สุด มีประสิทธิภาพที่สุด และอาจจะถูกที่สุด ก็คือการ ชะลอ การเกิดริ้วรอย ด้วยการปกป้องผิวจากแสงแดดเป็นประจำทุกวัน ทา Skin-Care ที่มีส่วนผสมของสารต้านอนุมูลอิสระ และหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้แก่เร็วทั้งหลาย อย่างเช่นบุหรี่... นอกจากนี้ยังต้องบำรุงสุขภาพจากภายในด้วยการรับประทานอาหารถูกหลัก พักผ่อนเพียงพอ รวมถึงมีสุขภาพจิตที่ดีอีกด้วยสรุปคือ ผิวชั้นใน (Dermis) จะเป็นจุดที่ริ้วรอยลึกเกิดขึ้น ซึ่งเราต้องเข้าใจว่าเครื่องสำอาง (และเวชสำอาง) ไม่สามารถแก้ไขในจุดนี้ได้ ถ้าจะแก้ไขก็ต้องพึ่งการทำทรีตเมนท์จากแพทย์ผิวหนังหรือการศัลยกรรมความงามเท่านั้น ถ้าเข้าใจในจุดนี้แล้ว คุณก็ไม่จำเป็นต้องเสียเงินแพง ๆ เพื่อซื้อครีมเทพที่อวดอ้างว่ามหัศจรรย์ทั้งหลายแหล่มาใช้ให้เปลืองเงินเปล่า ๆ เพราะไม่ว่ามันจะโคตรรอภิมหาแพงแค่ไหนก็ไม่สามารถทำให้ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นโดยการขจัดริ้วรอยลึกให้ออกไปจากหนังหน้าของคุณได้ สู้เอาเงินไปทำ Botox หรือ Derma Filler ยังจะเห็นผลเร็วกว่า (ดีไม่ดีจะถูกเงินกว่าอีกต่างหาก)ผิวชั้นไขมัน (Subcutaneous fat) ตรงนี้เป็นส่วนของไขมันที่สะสมใต้ผิว เป็นตัวกำหนดรูปร่างของเราว่าผอมสวยหรืออวบอ้วน เป็นตัวรับแรงกระแทกและก็เป็นฉนวนเพื่อรักษาอุณหภูมิในร่างกาย ส่วนนี้ไม่ค่อยเกี่ยวอะไรกับ Skin-Care เท่าไหร่ เพราะไม่มีทางที่จะไปทำอะไรมันได้อยู่แล้ว (เป็นการบอกกลาย ๆ ว่าผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่าลดเซลลูไลท์หรือผิวเปลือกส้มทั้งหลายนั้น.... มันช่วยอะไรไม่ได้หรอก)Exfoliate ตามปกติแล้ว ร่างกายมนุษย์จะมีกลไกในการ Exfoliate ผลัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพนี้ออกไปเรื่อย ๆ ตลอดเวลา แต่เมื่ออายุเพิ่มขึ้นหรือเผชิญปัจจัยลบภายนอกอย่างแสงแดดหรือมลภาวะ การผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาตินี้ก็จะด้อยประสิทธิภาพลง ทำให้ชั้นขี้ไคลหนาตัวขึ้น ส่งผลให้ผิวดูหมองคล้ำไม่สดใส และมันก็ไปบดบังรูขุมขนไม่ให้ไขมันที่ผลิตออกมาสามารถไหลระบายออกได้สะดวก จึงส่งผลต่อเนื่องเป็นสิวอุดตัน (ซึ่งสิวอุดตันก็จะสามารถติดเชื้อและหลายเป็นสิวอักเสบได้เหมือนกัน) ดังนั้นการใช้สารที่ช่วยทำให้เซลล์ผิวเสื่อมสภาพที่เกาะยึดกันแน่นนี้หลุดลอกออกไปได้อย่าง AHAs หรือ BHA ก็จะช่วยทำให้ผิวดูเรียบเนียนและกระจ่างขึ้น และช่วยลดโอกาสที่ผิวจะอุดตันได้อีกด้วย ความเข้าใจผิด ๆ เกี่ยวกับเรื่อง การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วย Exfoliate ผลัดเซลล์ผิวอย่าง AHAs หรือ BHA ว่าจะทำให้ หน้าบาง ลงนั้น เป็นเรื่องที่ไม่เป็นความจริงแม้แต่น้อย สารอย่าง AHAs และ BHA จะไป Exfoliate เฉพาะเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพหรือขี้ไคลออกไปเท่านั้น ไม่ได้ไปลอกเอาผิวหนังในชั้นที่ลึกกว่านี้ออกไป ในทางกลับกัน การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี AHAs เข้มข้นเหมาะสม จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลาเจนในผิวชั้นในได้ (ซึ่งดูแล้วจะทำให้ผิวหนาขึ้นซะมากกว่า) แน่นอนว่าผิวชั้นขี้ไคลที่สะสมจนหนาตัวนั้นก็มีประโยชน์ในการปกป้องผิวจากปัจจัยภายนอกและแสงแดดได้เหมือนกัน การไปลอกเอาขี้ไคลออกก็ทำให้ผิวไวต่อแสงแดดและปัจจัยภายนอกมากกว่าตอนที่ยังไม่ได้ Exfoliate ผิว ซึ่งจะทำให้คุณรู้สึกว่าโดนแดดมากเหมือนเดิมไม่ได้ รู้สึกแสบผิว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผิวคุณบางลง... คุณก็ต้องมาเลือกเอาเองว่าอย่างไหนจะให้ประโยชน์หรือโทษมากกว่ากัน ถ้าคุณคิดว่าการ Exfoliate ไม่ดีกับผิว ทำให้ผิวไวแสงมากขึ้น คุณก็ไม่ต้องมาบ่นว่าทำไมผิวหมองคล้ำไม่สดใสหรือเป็นสิวอุดตันง่าย ความจริงในข้อนี้ก็สามารถอธิบายความเชื่อที่ว่า ไปหาหมอ ใช่ยาหมอแล้วหน้าบาง ได้เหมือนกัน เพราะว่ายารักษาสิวที่มีประสิทธิภาพส่วนใหญ่จะเป็น Keratolytic Agent อย่าง Benzoyl Peroxide, Tretinoin (Retin-A, Renova) Tazarotene (Tazorac) และ Adapalene (Differin) Acid Mantle แปลเป็นไทยว่า "สภาพกรด" ของผิวหนัง ผิวสุขภาพดีจะมีค่า pH เป็นกรดอ่อน ๆ (4 - 6) โดยความเป็นกรดของผิวแต่ละคนจะไม่เท่ากัน ความเป็นกรดอ่อนของผิวหนังนี้จะช่วยยับบั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและเชื้อราได้ บริเวณที่อับชื้นอย่างรักแร้ หรื่อง่ามเท้านั้นน้ำสามารถระเหยออกได้ยาก ทำให้ค่า pH มากกว่า 6 จึงทำให้แบคทีเรียและเชื้อราที่เจริญเติบโตได้ดีในช่วงค่า pH 6 - 7.5 สามารถเจริยญเติบโตได้ดี (ทำให้เกิดกลิ่นมาดามหอมชื่นใจ) การใช้ Cleanser ที่ทำลายค่าความเป็นกรดอ่อนของผิว อย่างเช่น "สบู่ก้อน" (Soap) ที่ปกติมีค่า pH เป็นด่างนั้น (ค่า pH ประมาณ 7 - 10) จะทำให้ชั้น Acid Mantle ถูกทำร้ายและทำให้ค่า pH ของผิวเพิ่มขึ้น ถึงแม้ผิวที่สุขภาพดีก็จะสามารถปรับค่า pH ตัวเองให้กลับมาเป็นกรดอ่อนอย่างเดิมได้ภายใน 30 นาที แต่การทำให้ผิวต้องเผชิญกับปัจจัยที่บ่อนทำลาย Acid Mantle ต่อเนื่อง ผิวก็จะใช้เวลานานมากขึ้นเรื่อย ๆ ในการที่จะปรับค่า pH ลง ซึ่งเปิดโอกาสให้แบคทีเรียสามารถเจริญเติบโตบนผิวและรูขุมขนได้ดี ลดความต้านทานของเคราตินที่ปกป้องผิวลง ทำให้ผิวหนังมีความเปราะบาง หยาบ แห้งกร้านตามมา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสู่ปัญหาผิวอื่น ๆ ต่อไปSkin Life Cycle วงจรของผิวตั้งแต่การเกิดใหม่ที่ชั้น Basal Cell Layer และถูกดันออกมาเรื่อยผ่านชั้น Spinous Cell Layer กับ Granular Cell Layer จนมาถึงชั้นนอกสุดก็คือ Stratum Corneum นั้นใช้เวลาโดยเฉลี่ยประมาณ 28 วัน ในผิวสุขภาพดี (แต่ถ้าผิวที่อ่อนแอ ไม่สมบูรณ์ หรือผู้ที่มีอายุมาก ก็จะใช้เวลานานกว่านั้น) ดังนั้น เครื่องสำอาง Skin-Care ที่กล่าวอ้างว่า เห็นผลในทันที ริ้วรอยเลือนหายใน 7 วัน ผิวขาวขึ้นใน 2 สัปดาห์ มันเป็นไปไม่ได้หรอก... Skin-Care พวกนี้จะใส่สารพวกซิลิโคนที่ไปเติมเต็มร่องริ้วรอยในทันทีที่ใช้ (ซึ่งเป็นผลชั่วคราวเมื่อล้างก็หลุดออก) และอาจจะใส่พวก Polymer ที่เมื่อแห้งแล้วจะเป็นฟิลม์หดตัวช่วยทำให้ผิวรู้สึกว่าถูกยกและกระชับขึ้น (ซึ่งก็เป็นผลชั่วคราวอีกเหมือนกัน) และก็อาจจะใส่ Pigment ที่ช่วยสะท้อนแสง ทำให้ผิวดูขาวขึ้น ริ้วรอยดูจางลง ผิวดูกระจ่างขึ้น (ซึ่งก็เป็นผลทางคอสเมติคชั่วคราวอีกแล้ว) อ่านมาถึงตรงนี้หลายท่านคงจะเริ่มเข้าใจว่า Skin-Care ที่เราทาลงไปบนผิวเนี่ย มันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือฟื้นฟูเซลล์ผิวที่ตายไปแล้วได้ (อย่างชั้นขี้ไคล) ที่เราทำได้ดีที่สุดคือการปกป้องผิวจากปัจจัยลบภายนอกด้วยครีมกันแดดและสารแอนติออกซิแดนท์ และทา Skin-Care ที่มีส่วนผสมของ Cell Signaling Substance เพื่อให้ผิวที่เกิดใหม่นั้นเป็นปกติและทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ ส่วนเรื่องริ้วรอยลึกหรือผิวหย่อยคล้อยขาดความกระชับ ต้องพึ่งแพทย์ผิวหนังหรือแพทย์ศัลยกรรมความงามเท่านั้น... เมื่อเข้าใจโครงสร้างของผิวแล้ว ก็ไปดูกันว่าคุณมีผิวแบบไหนแบบคร่าว ๆ ด้วยการอ่าน Skincare Basic #3 : Know Your Skin Type
โดย: ชุติกาญจน์ วันที่: 16 กันยายน 2551 เวลา:16:37:16 น.
โดย: sriwis IP: 125.26.163.62 วันที่: 16 กันยายน 2551 เวลา:19:43:15 น.
โดย: golf IP: 202.91.18.192 วันที่: 16 กันยายน 2551 เวลา:19:56:51 น.
โดย: kisekimeru วันที่: 21 กันยายน 2551 เวลา:19:16:21 น.
โดย: mase-te IP: 124.120.126.17 วันที่: 3 ตุลาคม 2551 เวลา:22:34:52 น.
โดย: Modtanoy (blackmay ) วันที่: 26 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:15:32:26 น.
โดย: nutella IP: 82.242.121.153 วันที่: 18 พฤษภาคม 2552 เวลา:22:56:57 น.
โดย: nana IP: 117.47.60.5 วันที่: 9 มิถุนายน 2552 เวลา:11:06:00 น.
โดย: may IP: 58.64.123.148 วันที่: 28 กรกฎาคม 2552 เวลา:13:18:21 น.
โดย: โย่วๆ IP: 114.128.128.164 วันที่: 21 สิงหาคม 2552 เวลา:22:57:10 น.
โดย: กุ้งกิ้ง IP: 203.131.211.137 วันที่: 19 กันยายน 2552 เวลา:13:58:10 น.
โดย: yuiza IP: 125.26.86.62 วันที่: 28 พฤศจิกายน 2552 เวลา:1:42:50 น.
อ่านแล้วเข้าใจอะไรมากขึ้น