Group Blog
 
 
กันยายน 2552
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
29 กันยายน 2552
 
All Blogs
 
Bloody revenge Part1

บทนำ

ลมหนาวที่พัดโชยมา เสมือนบอกให้รู้ว่าฤดูหนาวได้ย่างกรายเข้ามาแล้ว ณ ที่แห่งหนึ่งบนเกาะร้าง

“ หึ หึ การเตรียมการได้เสร็จสิ้นแล้ว ”

บทที่ 1

โช ชิยะ ซาอิ นักเรียนชั้น ม. ปลาย ปี 2 ของโรงเรียนรัฐบาลนัมบะ ได้ใช้ชีวิตในวันหยุดตามประสาของเด็กวัยรุ่นทั่ว ๆ ไป คือการไปเที่ยวกับเพื่อน ๆ
กริ๊งงง... เสียงโทรศัพท์มือถือของเค้าได้ดังขึ้นมา
“ ครับ ”
“ ซาอิ.... ตื่นยัง ”
“ ตื่นแล้ว มีอะไรหรือ เค็นจิ ”
“ คือ... มีผู้ที่ไหว้วานให้เราทำงานนะ เค้าขอเลื่อนเวลานัดเป็น 10 โมงเช้า นะ ”
“ ได้ ๆ เจอที่ร้านกาแฟชิบุยะ เหมือนเดิมใช่มั้ย ”
“ ใช่ ๆ แล้วเจอกัน ”
ซา อิ มองหน้าจอโทรศัพท์ที่เพื่อนของเขาวางสายไป จากนั้นก็ลุกจากที่นอนไปทำกิจวัตรส่วนตัว ผู้ที่โทรมานั้น เป็นเพื่อนสนิทของ ซาอิ ชื่อว่า “เค็นจิ โอโทโมะ” ทั้งสองคนรู้จักกันมาตั้งแต่ตอนเรียนอยู่ชั้น ม.ต้น เมื่อเวลาผ่าไป ซาอิ ก็เตรียมตัวออกจากบ้าน โดยใส่ชุดลำลองสีขาวดูเรียบง่าย แต่มีความสุภาพ บ้านของซาอิ นั้น ถ้านั่งรถไฟฟ้าใต้ดินจากสถานี ยามาโนเทะ ไปก็ใช้เวลาประมาณ 15 นาที ก็จะถึงจุดนัดหมายที่นัดไว้ เพื่อคุยเรื่องงานที่มีผู้ว่าจ้าง เขา และ เค็นจิ
ซาอิ มาถึงหน้าร้านชิบุยะ ก็เจอกับ เค็นจิ ที่นั่งรออยู่ในร้านตรงกระจก ซึ่งสามารถมองเห็นได้ง่าย ทันทีที่เข้าไปในร้าน สิ่งที่ ซาอิ พบก็คือ.. ภายในร้านไม่มีลูกค้าเลย มีแต่พนักงานร้านคนเดียวเท่านั้น
“ เออ... ใช่คุณ โชชิยะ ซาอิ รึเปล่าค่ะ ”
“ ครับ ”
“เชิญค่ะ” พนักงานผายมือไปทางโต๊ะที่ เค็นจิ นั่งอยู่ ขณะที่กำลังจะนั่ง ซาอิ ก็พูดขึ้นมาว่า
“ ทำไมร้านถึงเงียบอย่างนี้ ราวกับว่าถูกจองไว้ทั้งร้าน ”
“ ฉันก็ไม่รู้นะ แต่พนักงานเขาบอกว่ามีคนจองร้านทั้งร้านไว้ โดยให้เข้าได้เฉพาะนาย กับ ฉัน เท่านั้น ”
“ หมายความว่าไง ” ซาอิ ถามด้วยความงุนงง
“ ดูเหมือนว่า ผู้ว่าจ้างของเราต้องการให้เป็นความลับที่สุดนะ” ซาอิ กำลังจะพูดต่อแต่ก็หยุดไว้ เพราะได้มีชายคนหนึ่งกำลังเดินเข้ามาหาพวกเค้า
“ ขอโทษที่ทำให้รอนะ” ชายผู้นั้น กล่าว
“ ผมชื่อ ทาคามิ วาชิโร่ เป็นผู้จ้างวานคุณทั้ง 2 คน มาในวันนี้ ”
“ เอาล่ะ ผมขอเข้าเรื่องกันเลยนะครับ ”
ซาอิ ลุกขึ้นจากที่นั่ง แล้วก็ย้ายมานั่งด้านเดียวกันกับ เค็นจิ
“เอ่อ... ไม่ทราบว่างานที่ต้องการให้พวกเราทำ คืออะไรเหรอ ครับ”
“ผมยังไม่ได้บอกสิน่ะ ขอโทษทีน่ะ โอโทโมะคุง”
“ก่อนอื่น ผมขออธิบายก่อนเลยว่า คุณรู้จักเกาะที่เคยเป็นที่ตั้งของ โรงพยาบาลรักษาคนโรคจิตมั้ย ครับ”
“ก็เคยได้ยิน ครับ” ซาอิ พูด พลางเอามือขึ้นมากอดอก
“เมื่อ ก่อนสมัยสงครามโลก ที่นั่นเป็น โรงพยาบาลรักษาคนโรคจิต ที่ทางรัฐบาลจัดตั้งขึ้น โดยหวังที่จะรักษาคนเหล่านั้น เพื่อที่จะให้พวกเค้าได้กลับสู่สังคมอีกครั้ง โดยจะใช้งบประมาณเป็นจำนวนมากในแต่ละปี
“มาก นี่แค่ไหน เหรอ... ครับ”
“หนึ่งล้านเยน ต่อผู้ป่วยหนึ่งคน”
“อะไรน่ะ ???” ซาอิ และ เค็นจิ อุทานขึ้นพร้อม ๆ กัน
“แต่ สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อสมัยสงครามโลก ทำให้รัฐบาลตัดสินใจที่จะทำอะไรบางอย่าง พอจะรู้มั้ยว่านั่นคืออะไร” วาชิโร่ ถามชายที่อยู่ตรงหน้าซึ่งภายในใจเค้าพอที่จะเดาคำตอบได้ “ลดงบประมาณ ที่ให้กับโรงพยาบาล เหรอครับ...” ซาอิ ตอบทันที
“เปล่า แต่เป็นการตัดงบประมาณไปเลย... นั่นคือ ทางรัฐบาลคิดว่าคนเหล่านั้นเป็นเหมือนคนที่ไม่สามารถทำประโยชน์ให้กับประเทศ ได้ จึงมีคำสั่งให้กำจัดทิ้งซ่ะ”
ความเงียบเข้าครอบคลุม ราวกับว่า.. ไม่มีใครอยู่ในร้านเลย ซาอิ และ เค็นจิ ทั้งคู่ต่างไม่รู้ว่าจะพูดอะไรต่อไปดี
“แปะ แปะ” วาชิโร่ ตบมือขึ้น เหมือนจะปลุกให้ทั้งคู่ตื่น
“เอ่อ... แล้วงานที่ให้พวกเราทำคืออะไร เหรอครับ” เค็นจิ ถามขึ้น น้ำเสียงยังคงมีความตกใจอยู่
“นั่น..คือ เงินที่ทางรัฐบาลเคยให้ไว้ไง”
“แต่ว่า...เงินนั่นก็ไม่น่าจะเหลือแล้วนี่ ครับ”
“ไม่หรอก เพราะหลังจากที่รัฐบาลประกาศไม่ให้งบแล้ว เพียง 2 – 3 วัน ที่นั่นก็ไม่มีใครแล้ว”
“งั้น ที่คุณ วาชิโร่ ต้องการให้พวกเราทำก็คือ....”
“เงิน ที่ยังคงหลงเหลือไงล่ะ จากการที่ลองไปเข้าประวัติของโรงพยาบาล นั้นแล้ว พบว่า ในปีปีหนึ่งจะได้งบจากรัฐบาลราว 20 ล้านเยน โรงพยาบาลนี้ ถูกจัดตั้งขึ้นมาก็ประมาณ 15 ปี นั่นหมายความว่า โรงพยาบาลนี้ได้เงิน ราว ๆ 300 ล้านเยน
เงินจำนวนขนาดนี้ให้ใช้ยังไงก็ไม่หมดง่าย ๆ เพราะในสมัยนั้น ค่าครองชีพยังไม่สูงเหมือนกับขณะนี้”
“ว่าไงล่ะ จะไปช่วยกันหาสมบัติ มั๊ย”
“งั้น ผมขอถามอะไรสักข้อได้ไหม ครับ”
“จะถามอะไรล่ะ โอโทโมะคุง”
“ทำไม !!! ถึงเลือกพวกเรา ครับ”


บทที่ 2

“ดูเหมือนว่า จะต้องเล่าถึงสาเหตุอีกข้อซ่ะแล้ว”
“สาเหตุอีกข้อ !” ซาอิ กับ เค็นจิ พูดออกมาเกือบพร้อมกัน
“พวก เธอทั้ง 2 คน ชอบเรื่องตำนานสยองขวัญไม่ใช่เหรอ” ซาอิ คิดในใจว่า ถูกของ วาชิโร่ เค้า และเค็นจิชอบตำนานสยองขวัญ และการฆาตกรรมมาก ทำให้พวกเค้าชนะเลิศการเขียนหนังสือในงานนิทรรศการของโรงเรียน
“แล้วมันเป็นตำรสนยังไง พอจะบอกได้มั๊ย ครับ” เสียงที่สั่นเครือของ ซาอิ แสดงถึงความดีใจ และตกใจ
“อันนี้ ผมขอไปเล่าพร้อม ๆ กันได้ไหม ครับ”
“พร้อม ๆ กัน ?”
“คิดว่า เรื่องแบบนี้จะมีคุณเท่านั้นเหรอที่สนใจ” เสียงของ วาชิโร่ พูดแฝงความเป็นปริศนาไว้ กราย ๆ
“เอา ล่ะครับ ผมขอนัดสถานที่กับเวลาก่อนเลยน่ะ ครับ อีก 2 อาทิตย์ ในวันพฤหัสฯ ขอให้มาเจอผมที่บริเวณคาบสมุทรโบโซ เวลาก็ประมาณ 11 นาฬิกา น่ะครับ พวกเธอจะไปหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของตัวเอง แล้วเจอกัน” ทาคามิ วาชิโร่ ซดกาแฟ จนหมดแก้ว แล้วลุกเดินออกจากร้านไป ทิ้งแผนที่ที่มีจุดนัดหมายไว้ วันพฤหัสฯ ที่ 11 ซาอิ และ เค็นจิ ได้นั่งรถประจำทางมาถึงแล้ว ขณะที่กำลังเดินเลียบไปก็ได้ยินเสียงเรียก “ขอโทษน่ะค่ะ ไม่ทราบว่า บริเวณนี้ นี่คือตรงไหน ของคาบสมุทรโบโซค่ะ” หญิงสาวคนนั้นถามขึ้น
“คุณกำลังจะไปตามคำเชิญของ คุณวาชิโร่ ใช่รึเปล่า”
“ทำไมคุณถึงรู้ล่ะ” หญิงสาว ผู้นั้นมองหน้า เค็นจิ ด้วยความงุนงง
“คือ พวกเราก็ถูกเชิญมาด้วยน่ะ ครับ ผมชื่อ ซาอิ โชชิยะ ซาอิ ยินดีที่ได้รู้จักครับ” ซาอิ พูดพลางยื่นมือออกไปหาหญิงสาว
“เช่นกันค่ะ ฉันชื่อ โอโกะ มิวะ ค่ะ ยินดีที่ได้รู้จัก”
“แล้วนั่น เพื่อนของคุณซาอิ เหรอค่ะ”
“ครับ ผมเค็นจิ โอโทโมะ”
ทั้ง 3 คน ก็เดินทางไป เพื่อจะไปยังจัดนัดหมาย เมื่อมาถึงที่นัดหมาย ทาคามิ วาชิโร่ และคนอีก 4 คน ยืนคุยกันอยู่
“นั่นไงมาแล้ว” วาชิโร่ พูดขึ้น
“เอาล่ะ ไหน ๆ ก็มาครบแล้ว แนะนำตัวกันหน่อยน่ะครับ”
“ผม ชื่อ โอนิวะ เซโตะ แล้วนี่ก็เพื่อน ๆ ของผมเอง จากซ้ายไปขวาน่ะ มีคุณ อานามิยะ อิเนะ , ฮางาตะ อากิโตะ , นากามะ เก็นเซ”
“เอ่อ ผมชื่อ เค็นจิ โอโทโมะ ครับ นี่ก็เพื่อนของผม โชชิยะ ซาอิ”
“หนูชื่อ ไปโกะ มิวะ ค่ะ เอ่อ ไม่ทราบว่าพวกคุณ เซาโตะ ทำงานอะไรเหรอ ค่ะ”
“พวกเราทำงานเกี่ยวกับการค้าอัญมณีน่ะ”
“เอาล่ะครับ ผมขอให้ทุกคนขึ้นเรือกันเลยน่ะครับ เราจะออกเดินทางกันแล้ว”
ทุก คนค่อย ๆ ก้าวขึ้นเรือ เรือที่วาชิโร่ให้ขึ้นนั้น เป็นเหมือนเรือเช่าตามปกติ ขนาดกลาง ๆ มีเสบียงอาหารเป็นถุง ๆ ซึ่งมีแต่อาหารกระป๋อง
ทันทีที่ทุกคนขึ้นเรือเรียบร้อย เรือลำนั้นก็ออกจากท่าไปในทันที ทะเลของคาบสมุทรโบโซ ดูสงบเงียบ มีลมหนาวพัดโชยเป็นระยะ ๆ ทิวทัศน์ที่สวยงามของทะเลที่กว้างสุดลูกหูลูกตา เป็นเหมือนสิ่งสวยงาม ก่อนที่พวกเขาทั้งหลายจะต้องพบกับสิ่งที่เลวร้ายอย่างมากที่สุดเลยทีเดียว


บทที่ 3

เกาะที่ทุกคนมาถึงนั้นเป็นป่าซ่ะส่วนใหญ่ วาชิโร่ ให้เงินแก่คนขับเรือแล้วบอกให้มารับในอีก 5 วัน
“เอ่อ คุณวาชิโร่ ครับ จุดหมายของเรามันอยู่ส่วนไหนของที่นี่ล่ะเนี่ย” ซาอิ พูดพลางทอดสายตามองป่าไม้ที่รายล้อมอยู่รอบ ๆ เกาะ
“อืม เดินผ่านป่าพวกนี้ไปสัก 20 นาที ก็ถึงแล้ว”
และ แล้วทุกคนก็หอบสัมภาระของตนเองเดินตรงเข้าไปในป่า ภายในป่าค่อนข้างอับชื้น แสงแดดส่องลงมาที่พื้นดินไม่มากเท่าไหร่นัก เสียงของแมลงที่ดังเซ็งแซ่
“เอ่อ คุณวาชิโร่ ฮ่ะ แล้วตำนานที่คุณบอกว่าจะเล่าให้ฟังพร้อม ๆ กันล่ะครับ” เค็นจิ ถามขึ้น
“อ๋อ ถ้าเป็นเรื่องนั้น เดี๋ยวผมเล่าให้ฟังเอง” อานามิยะ อิเนะ พูดขึ้น
“มัน เป็นเหมือนกับสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้เท่าไหร่ ผู้คนที่อาศัยอยู่รอบ ๆ คาบสมุทรโบโซ เล่าสืบกันมาว่าเกาะนั้นเดิมเป็นเกาะร้างที่มีการจับเชลยมาทรมาน เพื่อที่จะได้บอกความลับที่เป็นประโยชน์ ช่วงนั้นก็ราว ๆ สมัยปฏิวัติน่ะ ต่อมา เรื่องนี้ก็เงียบไปหลังจากที่ทางรัฐบาลสร้างโรงพยาบาล รักษารักษาโรคจิตขึ้น แต่ขณะที่ดำเนินกิจการได้ไม่นานก็ถูกตัดงบซ่ะ เลยทำให้คนไข้ถูกกำจัดทิ้งเป็นจำนวนมาก”
“ตอนนี้ก็เลยมีเรื่องเล่า เกี่ยวกับวิญญาณของคนโรคจิต ที่ออกมาฆ่าผู้ที่บุรุกไงล่ะ เป็นไงคิดว่มันน่าเชื่อถือได้แค่ไหนล่ะ” อากิโตะ พูดขึ้น พร้อมกับหันหน้ามาทาง เค็นจิ และ ซาอิ
หลังจากที่เดินทางมาได้สัก พัก ก็เริ่มที่จะเห็นสิ่งก่อสร้างบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกำแพงที่มีแต่รอยแตกร้าว รูปปั้นที่ชำรุด ต้นไม้ที่รกร้าง เป็นบรรยากาศที่ชวนให้ถึงความน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง
“เอาล่ะ พวกเรามาถึงแล้ว” วาชิโร่ พูดพร้อมกับชี้ให้เห็นถึงสภาพของโรงพยาบาลที่เก่าแก่มาก ๆ กระจกบางบานแตกร้าว เสาคอนกรีตที่แตกหัก บรรยากาศที่เงียบเชียบ มีพืชพร้อมพันธุ์ไม้เลือยตามเสา มุมต่าง ๆ ของตัวอาคาร ภายในตัวอาคารมือเป็นช่วง ๆ จะมีเพียงแสงจากดวงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามาตามรูโหว่ของตัวอาคารเท่านั้น
“ทุกคนสบายใจได้ ผมได้เตรียมไฟฉาย กับตะเกียงมาให้ทุกคนด้วย” วาชิโร่ พูดขึ้น
“เอา เป็นว่า เราเข้าไปข้างในกันได้แล้วน่ะ” นากามะ พูดพลางเอามือเท้าสะเอว โรงพยาบาลถูกปลูกสร้างเป็น 3 ชั้น แต่ละชั้นดูกว้างขวางโอ่อ่ามาก แล้วจะทำอย่างไรต่อล่ะ ซาอิ คิดในใจ พร้อมกับเดินดูสภาพอาคาร และแล้วก็ตัดสินใจ ถามขึ้นว่า..
“เอ่อ...เวลาตอนกลางคืนจะนอนกันยังไงเนี่ย” ทุกคนสบสายตากันเหมือนกับว่า จะสนับสนุนความคิดของซาอิ ไปในตัว
“นั่นสิ” อากิโตะ พูดขึ้น
“เอาอย่างนี้มั๊ยครับ เดี๋ยวผมจะลองถามลูกผมก่อนล่ะกัน” วาชิโร่ กล่าวขึ้น
“ลูกเหรอ ครับ” เค็นจิ อุทานขึ้นด้วยความตกใจ ทุกคนหันไปหา วาชิโร่
“ลูก เลี้ยงน่ะครับ ผมเก็บเค้ามาเลี้ยงตอนที่เค้าอายุ 7 ขวบ รู้สึกว่าจะกำพร้าพ่อและแม่ เค้าเป็นเด็กวิทยาศาสตร์ขนานแท้ เลยล่ะครับ”
“แล้ว เค้ามากับเราด้วยรึเปล่าล่ะครับ” เซโตะ ถามขึ้น
“ทีแรก เค้าก็จะไม่มา แต่พอให้ดูรายชื่อที่ผมจดไว้ว่ามีใครบ้าง เจ้าตัวก็เลยขอมาด้วย”
“แล้วตอนนี้อยู่ที่ไหนล่ะค่ะเนี่ย” มิวะ ถามขึ้น
“ถ้าหาผมล่ะก็ ผมอยู่นี่ครับ”
ทุกคนหันไปทางที่เสียงนั้นดังขึ้นมา สายตาทุกคู่จ้องมองผู้ชายร่างสูงโปร่งสวมเสื้อสีแดงคนหนึ่ง ยืนอยู่ที่มุมบ้านด้านนอก
“พึ่งมาถึงเหรอ จุน” วาชิโร่ ถามชายร่างสูงโปร่ง
“ครับ พ่อ ผมไปเดินสำรวจรอบเกาะมา น่ะฮ่ะ ดูแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับเกาะร้างทั่ว ๆ ไป”
“ข้าง ในโรงพยาบาล ก็เหมือนกัน ดู ๆ แล้วก็ไม่น่ากลัวอะไร ผมว่า.. ตำนานที่กล่าวขวัญกัน คงเป็นเรื่องเล่าหรือ แต่งขึ้นมาเท่านั้น”
“เอา ล่ะ ๆ พอก่อน เดี๋ยวเราก็จะเข้าไปข้างในแล้ว มัวแต่ยืนเล่าอยู่ก็หมดสนุกพอดี” เซโตะ พูดขึ้นพร้อมกับเอามือตบไหล่ จุน เบา ๆ
แล้วทุกคน ก็เดินเข้าไปยังซากตัวอาคารที่เก่าชำรุด นั้น

บทที่ 4
ทุกคนได้เดินสำรวจภายในตัวอาคารของโรงพยาบาลร้างอย่างคร่าว ๆ พบว่าที่นี่มี 3 ชั้น ชั้นที่ 1 มีห้องโถงขนาดใหญ่ดูเหมือนว่าในอดีตจะเป็นส่วนของประชาสัมพันธ์ บนชั้น 2 กับชั้น 3 มีห้องพักผู้ป่วยมากมาย บันไดขึ้นชั้นบนมีบันไดเดียว เวลาเกือบประมาณ 5 โมงเย็น ทุกคนมารวมกันที่บริเวณห้องโถงชั้นล่าง
“เรื่องอาหารการกิน จะเป็นอาหารสำเร็จรูปน่ะครับ” วาชิโร่ พูดพร้อมกับเริ่มหยิบอาหารออกมาจากถุงที่เตรียมมา
“เรื่องการนอน สรุปจะเอายังไงล่ะ รีบ ๆ ตัดสินใจกันหน่อยฉันเพลียมาก” อิเนะ พูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจ
“งั้นผมว่า นอนกันชั้น 2 แล้วก็ตรงจุดนั้นเป็นจุดรวมตัวกันดีมั๊ย ครับ” จุน เสนอความคิดเห็น
“ก็ดีน่ะ ถ้าเกิดเรานอนห้องติด ๆ กัน เวลามีอะไรก็สามารถช่วยกันได้ทัน แบบว่าวิญญาณคนโรคจิตโผล่มาอะไรทำนอง เนี้ย”
“เลิกพูดถึงมันได้แล้ว เซโตะ ฉันกลัวน่ะ”
“จะ กลัวทำไมล่ะ อานามิยะ เรื่องแบบนี้มันก็เรื่องหลอกเด็กชัด ๆ” “เอาเถอะ ๆ จะทำอะไรก็เชิญ ฉันจะไปนอนแล้ว” อานามิยะ อิเนะ ทำสีหน้าไม่พอใจแล้วเดินขึ้นชั้น 2 ไป
“พวกเราก็ไปเลือกห้องของตัวเอง ดีกว่าน่ะ” จุน บอกพร้อมกับเดินตาม อิเนะ ไป จากนั้นทุกคนก็เดินขึ้นชั้น 2 ทุกคนเลือกห้องของตัวเอง โดยห้องแต่ละห้องจะอยู่ตรงข้ามกัน ซาอิ และ เค็นจิ นอนห้องเดียวกัน ห้องทุกห้องไม่ได้มีอะไรที่แตกต่างกันมาก มีเตียงคนไข้ พื้นมีเศษใบไม้เต็มไปหมด กระจกหน้าต่างก็แตก
“ท่าทางวันนี้จะเป็นการทำความสะอาดห้องแฮะ” เค็นจิ มองสภาพห้องที่เขากับ ซาอิ ต้องอาศัยอย่างหดหู่
เมื่อ เวลาผ่านไป แสงจากดวงอาทิตย์จางหาย ความมืดเข้ามาแทนที่ บรรยากาศเริ่มวังเวง เหมือนกับว่าพวกเขาอยู่ในปราสาทผีสิงเลยทีเดียว เวลาประมาณ 6 โมงเศษ ซาอิ กับ เค็นจิ ก็เดินลงมาชั้นล่าง เพื่อที่จะไปยังห้องโถงตามเวลาที่นัดกันไว้ เพื่อที่จะทานอาหารเย็น สิ่งที่พวกเขาแปลกใจนั่นคือ การที่ทางเดินมีแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าที่ยังคงใช้การได้ แสดงให้เห็นว่าต้องมีสิ่งผิดปกติเกี่ยวกับที่นี่แน่ ๆ เพราะเกาะร้างที่รัฐบาลไม่สนใจจะมีไฟฟ้ามาได้ยังไง เมื่อพวกเขามาถึงห้องโถงก็เห็นแต่ ทาคามิ วาชิโร่ กำลังเดินดูรอบ ๆ บริเวณนั้นอยู่ “เอ่อ คุณวาชิโร่ ครับ แล้วคนอื่นล่ะ ครับ”
“บางคนก็หลับ บางคนกำลังจัดห้องอยู่”
“จัดห้อง ?... แล้วพวกเขาเหล่านั้นจะมองเห็นเหรอครับ” เค็นจิ ถาม
“เหอะ ๆ พวกเธอไม่รู้ก็ไม่แปลกหรอกน่ะ ประมาณ 3 – 4 วันก่อน คนของทางรัฐบาลต้องการที่จะสร้างอะไรบางอย่างที่เกาะนี้น่ะ โดยใช้พลังงานน้ำไว้เป็นตัวจ่ายไฟ เวลาที่ต้องทำงานตอนกลางคืนน่ะ แต่พลังไฟที่ได้ก็ไม่สูงอะไรมาก แค่พอให้เห็นแสงว่างได้แค่นั้น”
“ถ้า อย่างนั้น เรื่องเงินที่คุณวาชิโร่ พูดก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ซิครับ” เค็นจิ พูดพร้อมกับมองหน้าวิชิโร่ ด้วยสายตาที่ไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไรนัก
“เป็นไปได้ซิ”
เค็นจิ หันหน้าไปเพื่อหาเจ้าของเสียง พบกับพวกของคุณเซโตะ
“ทำไมถึงเป็นไปได้ล่ะครับ”
“แส ดงว่าเค็นจิคุง นี่ไม่ค่อยฉลาดกันเท่าไหร่เลยน่ะ ในการฝากเงินกับทางธนาคารน่ะ เขาจะต้องตรวจสอบประวัติของที่บ้าน เพื่อดูถึงรายได้ ดังนั้น ในการฝากเงินที่สูงมากจนเกินไปก็จะทำให้เราถูกเพ็งเล็ง แล้วทางรัฐบาลจะเข้ามาตรวจ มาตรวจสอบอย่างละเอียด วิธีนี้เป็นการป้องกันสำหรับผู้ที่ได้เงินมาอย่างไม่ถูกกฎหมายน่ะ”
“ทำไมคุณเซโตะ ถึงรู้เรื่องนี้ละเอียดจังครับ”
“เรื่องแบบนี้ คนที่ทำงานแทบทุกคนรู้กันทั้งนั้น แต่ไม่น่าเชื่อว่านายจะไม่รู้” เซโตะ พูดพลาง (หัวเราะ)
“งั้น ที่คนของรัฐฯ มาก็ตรวจสอบไงว่ามีอะไรที่จะสามารถตีราคาได้บ้าง แล้วทางรัฐฯ ก็จะเอาของเหล่านั้นไปขาย หรือทำสิ่งต่าง ๆ แล้วแต่เห็นสมควร”
“แต่ทางรัฐบาลก็จะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนที่จะลงมืออย่างจริงจัง”
“เราก็เลยต้องลงมือก่อนไงล่ะ” จุน กล่าวเสริมในส่วนของ วาชิโร่
“แล้วคิดว่าจะเจอเท่าไหร่กันครับ” ซาอิ ถามด้วยความอยากรู้
“น่าประมาณ 10 ล้านเยน เป็นอย่างต่ำ เพราะไม่รู้ว่าก่อนที่พวกเราจะเข้ามามีใครคิดเรื่องนี้ได้ก่อนรึเปล่า”
“แล้วทำไมอยู่ดี ๆ คุณวาชิโร่ ถึงคิดเรื่องนี้ได้ล่ะครับ”
“ไม่ มีอะไรหรอกน่า โอโทโมะคุง ตอนนี้ฉันก็ใกล้ที่จะปลดเกษียณแล้ว จุน เองก็ยังต้องเรียน ค่าครองชีพที่สูงขึ้นทุกวัน ๆ ฉันก็เลยอยากจะหาเงินสักก้อนไว้ใช้น่ะ แล้วตอนที่กำลังอ่านหนังสือ “ตำนานผีทั่วญี่ปุ่น”
พอดีเห็นเรื่องนี้เข้า ความคิดเลยเกิดขึ้นตอนนั้นแหละ แต่คนที่รู้จักหลายคนไม่กล้าที่จะมา มีเพียง เซโตะ
เท่านั้นที่กล้า แต่คิดว่าในเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์ คนเพียงแค่นี้ไม่น่าจะพอ ก็เลยลองไปชวนพวกเธอมา อย่างมิวะจัง ก็เช่นกัน”
“แล้วทำไมคุณวาชิโร่ ต้องเลือก มิวะ ด้วยล่ะครับ”
“เพราะว่าแม่ฉัน เป็นเพื่อสมัยเด็กของ คุณวาชิโร่ น่ะ”
ไอโกะ มิวะ ปรากฎตัวขึ้นขณะที่หล่อนกำลังเดินลงบันได
“ไอโกะ นี่เธอไปไหนมา” เค็นจิ พูดขึ้น
“ก็เดินสำรวจไปเรื่อยเปื่อยน่ะ คือ คิดว่าทุกคนควรจะรู้ไว้น่ะ ที่นี่มีชั้นใต้ดินด้วยน่ะ”
“อะไรน่ะ!!” วาชิโร่ อุทานด้วยความตกใจ
“แล้วมันอยู่ตรงไหนล่ะ”
“อยู่หลังตู้เย็นในครัว”
“เดี๋ยว ๆ แล้วเธอรู้ได้ยังไง”
“พอ ดีฉันหิวน้ำ เพราะตั้งแต่ออกจากบ้าน น้ำสักแก้วยังไม่ผ่านลำคอเลย จึงเดินไปในครัว เห็นมีน้ำในตู้เย็นฉันก็เลยจัดการซ่ะ” ไอโกะ พูดจบแล้วก็หันไปทาง ซาอิ
“มันผิดปกติตรงไหนเหรอ”
“ผิดซิ ผิดมาก ๆ ด้วย” ซาอิ และ เค็นจิ พูดออกมาพร้อม ๆ กัน
“หมายความว่ายังไง”
“ที่ นี่ขาดคนดูแลไปนานมาก อีกอย่างที่คนของรัฐบาลเข้ามา ก็ยังใช้แค่ไฟจากเครื่องปั้นไฟที่ใช้พลังงานน้ำ..” เสียงพูดของ เค็นจิ ขาดหายไป
“อ้าว!!!…เงียบทำไมล่ะ” ไอโกะ ยิ้มด้วยสีหน้าที่มั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่า สิ่งที่เธอเจอไม่มีอะไรผิดปกติ
“ขอ โทษที ฉันลืมไปว่าใช้พลังงานน้ำจากคาบสมุทรโบโซ นั่นก็คือ จะมีไฟฟ้าเกิดขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าผมคิดถูกแสดงว่าที่นี่ยังมีหม้อแปลงไว้เก็บไฟด้วย”
“ถ้างั้น ก็หมายความว่า....”
“ใช่ครับ คุณวาชิโร่ ดูเหมือนว่า เราจะโชคดีมาก ๆ เลย”
“แต่ก็ยังมีอีกอย่างน่ะที่ฉันว่ามันแปลก ๆ”
“อะไรหรือ ซาอิ”
“น้ำที่มิวะจังดื่มนั่น มาจากไหนกัน”
“อัน นี้ก็ไม่แน่ใจน่ะ แต่คิดว่าคงเป็นของคนรัฐบาลนั่นแหละ เพราะถ้าต้องการขนเสบียงมาทุกครั้ง ที่พวกเค้าเข้ามามันก็ดูลำบากไม่ใช่เหรอไง อีกอย่างอุตส่าห์ลงทุนเอาเครื่องผลิตไฟ
ไฟฟ้าที่มีเทคโนโลยีขนาดนี้มา ถ้าไม่ใช้ให้คุ้มมันก็ไม่ค่อยถูกจริงมั๊ย”
“เอ่อ จริงแฮะ”
“เอาล่ะ ๆ หมดปัญหาแล้วก็มากินข้าวกันก่อนเถอะ หิวจะตายอยู่แล้ว”
“ฮ่า ๆ ๆ นั่นสิ” วาชิโร่ หัวเราะด้วยความสุข
“งั้น เราก็ไปหาของกินในตู้เย็นดีกว่าน่ะ” เซโตะ พูดขึ้นเหมือนเป็นการจุดประกายความคิด
“แต่มันก็เหมือนการขโมย ไม่ใช่เหรอ”
“โอ๊ย เป็นคนดีกันจริ๊ง จริง เค็นจิคุง” ทุกคนหัวเราะกันสนุกสนาน แล้วพากันเดินไปห้องครัว


บทที่ 5
ภาย ในตู้เย็นมีอาหารไม่มาก พอสำหรับช่วงเวลาที่พวกเค้าต้องอาศัยอยู่บนเกาะนี้ ทุกคนจึงตกลงกันว่า อาหารเหล่านี้จะกินแค่มื้อเช้าพอ
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า นี่ถ้ากินจนหมด รับรองว่าคนของรัฐบาลต้องสงสัยแน่”
“โธ่ คุณวาชิโร่ เราก็เปิดประตูตู้เย็นทิ้งไว้ซิ จะได้ดูเหมือนว่าสัตว์ป่าเข้ามากินไง” เซโตะ พูดขึ้น
“เรื่องแบบนี้ รู้สึก คุณเซโตะ จะถนัดจังเลยนะ ครับ”
“ไม่แปลก จ๊ะ เพราะ เซโตะ น่ะเป็นคนที่ฉลาดมากทีเดียวนะ” นากามะ กล่าวขึ้น
“ตอนสมัยเรียนมหา’ลัย รายเนี้ยเขาได้เป็นเด็กที่มีผลการเรียนดีเยี่ยมประจำระดับเลยนะ”
“ดูเหมือนว่า คุณนากามะ กับ คุณเซโตะ จะรู้จักกันดีนะ ครับ”
“เป็นธรรมดาอยู่แล้ว” อากิโตะ พูดพลาง เอามือมาตบไหล่ของ ซาอิ จากทางด้านหลัง
“หรือว่า พวกคุณทั้ง 4 คน เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยเรียนแล้วรึเปล่าครับ” เค็นจิ ถามขึ้น
“ใช่แล้ว พวกเราจบจากคณะแพทย์ของ มหา’ลัย โตเกียว น่ะ ตอนทำงานก็ทำด้วยกัน เลยสนิทเข้าไปอีก”
“อุตส่าห์เรียนจบแพทย์ของ มหา’ลัย โตเกียว แต่มาทำอาชีพขายอัญมณี มันดูแปลก ๆ น่ะครับ คุณอากิโตะ”
ทาคามิจุน พูดขึ้นมา
หลังจากที่จุน พูดขึ้นมา สีหน้าของเซโตะ และเพื่อน ๆ ทั้ง 3 คน เริ่มเปลี่ยนไปจนสังเกตได้
“ว่ายังไงล่ะครับ” จุน ยังไม่ยอมหยุด แต่ยังซักถามต่อไปอีก
“อ๋อ ไม่มีอะไรหรอก เมื่อก่อนเราเคยเป็นหมอมาก่อน แต่มันเหนื่อยน่ะ พอดีญาติ ๆ ของฉันเค้าทำอาชีพนี้ก็เลยขอลองทำบ้างน่ะ” เซโตะ พูดออกมา แต่แววตาของ ทาคามิ จุน ยังไม่เปลี่ยนแปลง
“เฮ้ ทุกคนมาทานข้าวกันเถอะ” เสียงของ วาชิโร่ ที่ดังขึ้นมา ทำให้ทุกคนพากันไปทานอาหารเย็น อาหารมื้อนี้เป็นอาหารกระป๋องเสียครึ่งหนึ่ง อีกส่วนก็เอาจากตู้เย็นมาทำ หลังจากที่ทุกคนทานอาหารเสร็จ ต่างก็แยกย้ายกันไป
“กรี๊ดดดด” เสียงร้อยดังลั่น เป็นเสียงของหญิงสาวที่ดังมาจากชั้น 2 ทำให้ทุกคนต่างพากันวิ่งขึ้นไปดู พบ
อา นามิยะ อิเนะ นั่งตัวสั่นอยู่หน้าห้อง ซาอิ รีบวิ่งไปดูทันที เขามองเข้าไปในห้องก็พบอักษรเลือดเขียนไว้บนกำแพงว่า “ความแค้นที่สั่งสมมานานนับปี ที่นี่จะเป็นที่ตายของพวกแก” ซาอิ ยืนมองดูอักษรที่เขียนไว้ ราวกับเป็นความรู้สึกที่เค้าไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต ร่างกายที่สั่นเทา มือที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ มันเป็นความกลัวที่เกิดขึ้นจากก้นบึ้งของจิตใจ
ซา อิ รู้สึกตัวจากเสียงเรียกของ เค็นจิ ทันทีที่ได้สติกลับคืนมา ซาอิ เดินไปใกล้ ๆ กำแพง เอานิ้วไปสัมผัสกับตัวอักษรสีแดงติดมือของเขามา ซาอิ ไม่รอช้าดมนิ้วของเขาทันที จากนั้น หันหน้าไปหา เค็นจิ
“เป็นเลือดแน่ ๆ กลิ่นคาวเกินกว่าจะเป็นสี”
“ใครกันที่ทำแบบนี้” จุน ตะโกนขึ้น
ทุกคนพากันเงียบ
“จุน เรื่องนี้เอาไว้ก่อนเถอะ มาพาคุณอานามิยะ ไปก่อนเถอะ”
“ครับ เอ่อ..พ่อครับ ผมว่าหาห้องใหม่ให้ คุณอานามิยะ ด้วยเถอะครับ ห้องข้าง ๆ คุณเซโตะ ก็ยังว่าง น่าจะได้น่ะครับ”
“ก็ดีเหมือนกันนะ”
กระเป๋า ของอานามิยะ อิเนะ ก็ถูกยกไปห้องที่อยู่ข้าง ๆ กับห้องของ เซโตะ ประมาณ 5 นาที หลังจากนั้น อาการของ อานามิยะ ก็ดีขึ้น เวลาผ่านไปประมาณ 3 ทุ่ม ทุกคนพากันเข้านอน ห้องของ ซาอิ และ เค็นจิ บานพับประตูเสีย จึงไม่สามารถปิดประตูได้ เหมือนกับห้องของ นากามะ และ วาชิโร่ ซาอิ และ
เค็นจิ นอนไม่หลับ คงเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ และไม่เคยชินกับสถานที่ ขณะที่นอนคุยกันนั้นพวกเขาเห็นเงาคนอยู่ตรงบริเวณหน้าประตู จึงรีบลุกขึ้น เค็นจิ รีบคว้าไฟฉายในเป้ แล้วส่องไป เห็น ทาคามิวาชิโร่ ยืนอยู่
“คือ ฉันนอนไม่หลับน่ะ ได้ยินพวกเธอกำลังคุยกัน เลยจะชวนไปนั่งข้างล่าง ไปด้วยกันมั๊ย”
แล้ว ทั้ง 3 คน ก็พากันเดินลงไปข้างล่าง ซาอิ กับ เค็นจิ ลากเก้าอี้จากที่ต่าง ๆ มาไว้ที่ห้องโถง ส่วนวาชิโร่ เอาน้ำดื่มจากตู้เย็นมา แล้วใส่กาแฟแบบสำเร็จรูปที่ละลายในน้ำเย็นได้ลงไป แล้วถาม ซาอิ กับ เค็นจิว่าจะดื่มอะไร จากนั้นทั้ง 3 คนก็นั่งคุยกันที่ห้องโถง


บทที่ 6
ทาคามิ จุน เดินลงมายังห้องโถง
“อ้าว คุณทาคามิ ก็นอนไม่หลับเหมือนกันเหรอครับ” ซาอิ ถาม
“อื้อ พยายามนอนแล้วน่ะ พลิกไปพลิกมา แต่ก็ไม่หลับ”
“เอากาแฟหน่อยมั๊ย จุน”
“ขอบคุณ ครับ พ่อ”
วาชิโร่ ลุกขึ้นเดินไปชงกาแฟ ส่วน จุนเดินไปลากเก้าอี้มาร่วมวงด้วย
“เอ้านี่” วาชิโร่ ยื่นกาแฟให้
“คุย อะไรกันอยู่เหรอครับ”
“กำลัง คุยถึงเรื่องตัวอักษรบนกำแพง เมื่อกี้น่ะ”
“คุณจุน เชื่อเรื่องนี้ไหมครับ”
“ที่ว่าเป็นวิญญาณของคนโรคจิตน่ะเหรอ ผมไม่เชื่อหรอกครับ”
“ทำไมล่ะครับ” เค็นจิ ถามต่อไป
“เรื่องแบบนี้มันก็ต้องฝีมือของคนอยู่แล้ว เรื่องที่พิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้น่ะ ผมไม่เชื่อหรอก”
“สมกับเป็นเด็กวิทยาศาสตร์จริง ๆ น่ะครับ” ซาอิ พูดขึ้น
“อ้าว ก็ลูกผมเรียนเป็นหมอนี่นา”
“จริงเหรอครับ แล้วอยู่ มหา’ลัย ไหนล่ะครับ”
“มหา’ลัย โตเกียว”
“งั้น คุณเป็นรุ่นพี่พวกผมน่ะสิ”
“อ้าวพวกนายอยากจะเป็นหมอกันเหรอ”
“ครับ” เสียงของ ซาอิ และ เค็นจิ ตอบแทบจะพร้อมกัน
“พยายามเข้าล่ะ”
“แน่นอนอยู่แล้วครับ”
“คุยอะไรกันอยู่เหรอ”
ทุกคนหันไปทางบันได พบกับ อานามิยะ อิเนะ กำลังเดินลงมา
“ก็เรื่อยเปื่อยน่ะ” วาชิโร่ พูด
“เอากาแฟหน่อยมั๊ยครับ” จุน เดินไปลากเก้าอี้มาแล้วก็ถาม
“ไม่ค่ะ ขอบคุณ”
“คุณอานามิยะ ไม่เป็นอะไรแล้วเหรอครับ”
“ก็ดีขึ้นแล้ว ไม่มีอะไรหรอก”
“ กรี๊ดดด.... “
เสียง กรี๊ดร้องดังขึ้น ทำให้ทุกคนตกใจกันมาก ที่พอมีสติคือ ซาอิ ซาอิ วิ่งขึ้นไปชั้น 2 แสงไฟที่สว่างเป็นช่วง ๆ ทำให้พอจะมองเห็นพื้น เขาเห็น มิวะ นั่งอยู่กับพื้นแล้วปิดตาขณะที่กำลังจะเข้าไปหาเท้าของเขาสัมผัสได้ว่า กำลัง เหยียบอยู่บนน้ำ ด้วยความตกใจ เขาจึงก้มลงมองที่พื้น สิ่งที่เขาเห็นคือ เลือดจำนวนมากที่ไหลเป็นทางออกมาจากห้องของ ฮางาตะ
“เกิดอะไรขึ้นน่ะ ซาอิคุง” วาชิโร่ ตะโกน พร้อมกับวิ่งขึ้นมา พร้อม ๆ กับคนอื่น ๆ
“ดูเหมือนว่าจะเกิดเหตุไม่ค่อยดีแล้วล่ะครับ เนี่ย”
ซาอิ เอื้อมมือไปจักที่ลูกบิดประตู สิ่งที่เขาพบคือ ลูกบิดประตูเสีย ทำให้ห้องเหมือนแค่ปิดประตูไว้ไม่สนิท
“เออ ลูกบิดประตูมันเสียเหรอครับ ห้องนี้”
“ก็ เหมือนกับห้องของฉันล่ะมั๊ง” เซโตะ พูดขณะเปิดประตูออกจากห้องมา ซาอิ ผลักประตูให้เปิดออก กลิ่นคาวเลือดลอยออกมา เขาควานหาสวิทซ์ไฟ ไฟที่อยู่ในห้องนี้ไม่สว่างเท่าที่ควร แต่ก็ทำให้เห็นร่างของ ฮางาตะ อากิโตะ ที่ถูกแขวนคออยู่ ที่ข้อมือมีรอยกรีดทั้ง 2 ข้าง และมีบาดแผลที่คอ เหมือนกับโดนเชือดตรงบริเวณคอหอย ทำให้คอกับตัวเกือบจะขาดจากกัน เลือดที่ออกมาย้อมเสื้อผ้าให้กลายเป็นสีแดง ร่างกายเป้นสีขาวซีด แกว่งไปมาตามสายลมที่พัดเข้ามา



บทที่ 7
โอโกะ มิวะ , อานามิยะ อิเนะ และ นากามะ เค็นเซ ต่างมีอาการตกใจอย่างรุนแรง วาชิโร่ จึงพาทั้ง 3 คนลงไปที่ห้องโถง
“คุณเซโตะ มาช่วยผมชันสูตรศพด้วยครับ” ทาคามิ จุน พูดขึ้น
“หา ว่าไงน่ะ”
“เราจำเป็นที่จะต้องรู้เวลาตายนะ ไม่งั้นจะจับคนร้ายได้ยังไง”
“จริงด้วย” ซาอิ พูดขึ้น
“แต่ อ้าแต่ว่า...”
“แค่นี้ น่าจะทำได้ไม่ใช่หรือครับ คุณเคยเป็นหมอมาก่อน ตอนเรียนก็ต้องเคยทำอยู่แล้วไม่ใช่เหรอครับ”
“งั้นเดี๋ยว ผมกับซาอิ จะไปหาถุงมือมาก่อนน่ะครับ”
“ลองไปหาตามที่เก็บพวกเครื่องมือน่าจะมีน่ะ” จุน พูดตะโกนบอก ซาอิและเค็นจิ ที่กำลังวิ่งไป
ประมาณ 15 นาที ต่อมา ซาอิกับเค็นจิ ได้ถุงมือมาประมาณ 5 – 6 คู่
“นาย 2 คน เอาศพลงมาได้มั๊ย”
“เอ่อ...” ซาอิและเค็นจิ ต่างนิ่งเงียบ
“พึ่งเคยเห็นศพคนจริง ๆ น่ะสิ”
“ครับ”
“ฝึกไว้น่ะ ถ้าพวกนายเข้าเรียนเป็นหมอล่ะก็ เจอหนักกว่านี้อีก”
“จะพยายามครับ” แล้ว ซาอิกับเค็นจิ ที่สวมถุงมือแล้วก็ช่วยกันเอาศพลงมา และทาคามิจุน ก็ลงมือชันสูตร
“ทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก ผลที่ได้จะไม่แน่นอน” เซโตะ พูดขึ้น
“ดู ๆ แล้ว นายน่าจะอยู่แค่ปี 2 ใช่ไหม จุนคุง”
“คุณเซโตะ รู้ได้ยังไงกันครับ”
“ก็ปี 2 เค้าก็สอนกันแต่พื้นฐานนี้”
“เอา อย่างนี้ เดี๋ยวฉันจะสอนให้แล้วทำซะนะ” แล้วเซโตะ ก็สอนทาคามิจุน ส่วนซาอิและเค็นจิ ก็ยืนอยู่บริเวณใกล้ ๆ เพราะกลัวจะไปเกะกะ
ปรมา ณ 20 นาทีต่อมา ทั้ง 4 คน ก็ลงมายังห้องโถงที่มีวาชิโร่นั่งอยู่ อาการของหญิงสาวทั้ง 3 คน ดีขึ้นเรื่อยๆ มีแต่อานามิยะ อิเนะ ที่ยังไม่ค่อยดีขึ้นเท่าที่ควร
“เป็นอย่างไรบ้าง จุน”
“ผมกับคุณเซโตะ ช่วยกันชันสูตรศพคร่าว ๆ แล้วคาดว่าน่าจะตายตอนเวลาประมาณ 5 ทุ่ม ครึ่ง ครับ”
“ถ้างั้น คนที่ต้องสงสัยก็มี มิวะจัง คุณเซโตะ คุณนากามะ สินะครับ”
“คุณอิเนะ ก็ด้วยครับ” จุนเสริมขึ้น
“ทำไมล่ะ จุน”
“หรือพ่อว่าไม่จริงครับ เพราะคุณอิเนะ ลงมาแค่ไม่กี่นาที มิวะจัง ก็เจอเลือดที่ไหลออกมาขนาดนั้น”
“แต่ผมว่าคนที่บริสุทธิ์น่าจะเป็น มิวะจัง น่ะครับ” จุน พูดต่อไป
“เพราะรองเท้าใช่ไหมครับ” ซาอิ พูดขึ้น
“รองเท้า”
“คุณ วาชิโร่ดูสิครับ รองเท้าของเธอเปื้อนเลือดแค่ข้างขวาเท่านั้น ก็แสดงว่าขณะที่เธอกำลังเดินตรงมายังบันไดก็รู้สึกได้ว่าเหยียบกับน้ำ จึงหยุดแล้วก้มลงดู”
“อืม...จริงด้วย”
“อย่างนี้ ก็ดูที่รองเท้าอีก 3 คน ก็สิ้นเรื่อง”
“ทำ อย่างนั้นไม่ได้หรอกครับ คุณวาชิโร่ เพราะหลังจากเสียงร้องของไอโกะ ดังขึ้น พวกเราก็รีบวิ่งไปหา โดยไม่ทันได้ระวัง รองเท้าเราก็เปื้อนกันหมดแหละครับ
“ถ้าจากที่เค็นจิคุงพูด ก็แสดงว่าคุณเซโตะ คือคนร้ายสิน่ะครับ”
“อ้าว.. จุนคุง ทำไมพูดแบบนั้นล่ะ ถึงแม้ว่าผมจะโดนกล่าวหาว่ามีโอกาสเป็นคนร้าย แต่เธอก็ไม่น่าจะสรุป
อย่างนี้นี่นา”
“คุณเซโตะ คิดดูนะครับ คุณอิกิโตะ น่ะเป็นผู้ชายครับ ผมว่าแรงคุณอานามิยะ หรือคุณนากามะ คงไม่ไหวหรอกครับ”
“งั้น นายมีหลักฐานมั้ยล่ะ เอาหลักฐานที่เป็นวัตถุน่ะ”
“ถ้าผมเจอ ผมก็จะกระชากหน้ากากคุณออกมาเอง”
“แต่ผมว่าคุณเซโตะ ไม่ใช่คนร้ายหรอกครับ” ซาอิ พูดขึ้น
“ว่าไงน่ะ”
“ปริมาณเลือดที่ไหลออกมานั้น ผมว่ามันมากเกินไปนะครับ”
“แล้ว มันยังไงกันล่ะ”
“มาถึงตรงนี้แล้ว ผมขอพูดตรง ๆ เลยนะครับ ทุกคนที่นี่มีโอกาสเป็นฆาตกรได้หมด”
“เธอ พูดว่าอะไรนะ ซาอิ”
“ทุกคนมีสิทธิ์เป็นฆาตกร ไม่เว้นแม้แต่ตัวผมเอง” ซาอิ พูดซ้ำอีกครั้ง
“ทำไมล่ะ นายก็เห็นนี่ จากเวลาที่คุณอากิโตะ ตาย คนที่น่าจะเป็นคนร้าย ก็มีแค่คุณเซโตะเท่านั้น”
“เรื่องนั้นมันก็จริง แต่ตราบใดที่เรายังไม่มีหลักฐานที่ดีกว่านั้น ก็ยังสรุป 100% ไม่ได้ครับ”
“นั่นสิน่ะ ยังยืนยัน 100% ไม่ได้ที่คุณเซโตะ จะเป็นคนร้าย งั้นถือว่าผมขอโทษแล้วกันครับ” จุนคำนับให้กับเซโตะ
“ไม่เป็นไร ฉันเข้าใจ”
“คุณวาชิโร่ ครับ ผมแนะนำน่ะครับ โทรไปแจ้งตำรวจซ่ะ เพราะนี่เป็นคดีฆาตกรรม”
“เห็นทีจะไม่ได้แล้ว เค็นจิคุง ที่นี่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์”
“ว่าอะไรน่ะครับ”
“เราติดต่อกับคนอื่น ๆ ไม่ได้เลย”
“แสดงว่า...” เค็นจิ เริ่มพูดติดขัด
“เราอยู่บนเกาะที่มีฆาตกรอยู่ไงล่ะ” เซโตะ พูดขึ้น


Create Date : 29 กันยายน 2552
Last Update : 29 กันยายน 2552 21:54:24 น. 0 comments
Counter : 118 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

neovalics
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add neovalics's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.