คนเขียนหนังสือ ชีวิตเบิกบานในการงาน
Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2550
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
15 พฤศจิกายน 2550
 
All Blogs
 
เราต่างดิ้นรนอยู่ในอ่างแคบ ๆ


ข้าวหลามย่างกันสด ๆ เหลากันเห็น ๆ


เราต่างดิ้นรนอยู่ในอ่างแคบ ๆ


“เอาปลานิลขนาดกลางตัวหนึ่งค่ะ”
“เอาไปทำอย่างไร”
“แกงส้มค่ะ”

ฉันไม่กล้าชี้ว่าเอาปลาตัวไหน แล้วแต่คนขายจะจัดการให้ สั่งแล้วแกล้งทำเป็นไม่เห็นว่าแม่ค้าตักปลาขึ้นมาทุบหัว ขูดเกล็ด และสับเป็นชิ้น ๆ แบบแกงส้ม ถ้าจะเอาไปย่างไปทอดเขาก็จะทำให้ตามแต่ที่ต้องการ เช่นถ้าทอดก็ขูดเกล็ด เอาไส้เอาขี้ออก ถ้าต้มยำ ก็สับเป็นชิ้นโต ๆ กว่าแกงส้ม ตรงหัวผ่าสองซีก


ฉันชอบกินปลาและต้องปลาสด ๆ จึงยอมไปซื้อปลาเป็น ๆ จากแม่ค้า และต้องไปคนเดียวด้วย เพราะกวีที่บ้านของฉันทนเห็นคนฆ่าปลาไม่ได้

ฉันก็ไม่อยากเห็นเหมือนกันแต่ความอยากกินมีมากกว่า จึงแกล้งทำเป็นไม่มอง

หญิงวัยกลางคนมาซื้อปลานิลด้วย แต่ปลานิลหมดแล้วมีแต่ปลาทับทิม
“ปลาทับทิมมีคนชอบกินมากกว่าปลานิล” แม่ค้านำเสนอ
“ปลาทับทิมขายดีกว่าเหรอ”ฉันถาม
แม่ค้าตอบว่าใช่ ปลาแดงขายดีกว่าปลาดำ และอธิบายเพิ่มว่าปลาดำบางครั้งจะมีกลิ่นสาบโคลน ต้องล้างให้ดี แต่ปลาแดงไม่มีกลิ่น
คนแถวนี้เขาเรียกปลาทับทิมว่าปลาแดง เรียกปลานิลว่าปลาดำ

คนชื้อยังไม่ตัดสินใจ คนขายจึงเดินเข้าไปด้านใน เพื่อหยิบของอะไรสักอย่างหนึ่ง ตลาดแห่งนี้เขาจ่ายกันตั้งแต่เที่ยงคืนตีหนึ่ง เพราะเป็นตลาดขายส่ง มาเจ็ดโมงก็ถือว่าสายตลาดวายแล้ว เหลือแต่แม่ค้ารายย่อย ๆ ที่ซื้อมาขายอีกต่อหนึ่ง

“ชอบกินปลานิลเหมือนกัน” เธอชวนคุย “ปลาทับทิมเป็นปลาผสมสายพันธุ์ใหม่”เธอว่าต่อ
"ได้ยินมาเช่นนั้นเหมือนกัน” ฉันตอบเธอ
“เหมือนพืชที่ตัดต่อพันธุ์กรรมอย่างนั้นแหละ ปลานิลมาจากการผสมระหว่างปลานิลกับปลาตะเพียน” เธอพูดต่อ
“เข้าใจว่าอย่างนั้น”
“เป็นนักเขียนต้องมีความรู้เยอะน่ะ”เธอชวนคุยต่อ

ฉันคิดว่าเธอต้องเป็นครูจึงรู้ว่าฉันเป็นนักเขียน เพราะฉันได้ให้หนังสือกับหลานชายไปบริจาคห้องสมุดโรงเรียน จึงถามออกไปว่าเป็นครูที่โรงเรียนหรือค่ะ แต่ผิดคาดคำตอบของเธอคือ

“เป็นคนขายล๊อตเตอรี่ค่ะ”
“เหรอคะ”
“ขายอยู่ข้างถนน ด้านหน้าข้างธนาคาร”
“ออ...”ฉันออเออ ออกไปเพราะไม้รู้จะหาคำอะไรมาต่อ

คิดว่าเธอรู้จักฉันจากคนเขียนกวีที่อยู่บ้านเดียวกัน เพราะเขาชอบซื้อทุกงวด อยู่กันมาแปดปี เคยถูกสามครั้ง ซึ่งก็ถือว่ามากแล้ว และเป็นความสุข ความสบายใจทีได้คุยถึงการถูกเลขท้ายสองตัวและสามตัวในแต่ครั้ง เพราะมีรายละเอียดที่น่าสนใจว่า ไปซื้อที่ไหนอย่างไร เล่าได้อย่างมีความสุข

ส่วนตัวฉันเองซึ่งปฏิเสธการซื้อก็มีความสุขไปด้วย กับเรื่องเล่าที่มีตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้อง เช่นว่าครั้งนั้นนะเราไปที่ฝาง เพื่อไปยังสำนักปฎิบัติธรรม “สวนเมตตาธรรม” เราไม่ได้ตั้งใจไปปฏิบัติธรรมแต่ไปเยี่ยมเพื่อนกวี กับเพื่อนเป็นนักพัฒนาที่พักอยู่กับพระที่นั่น และเรารู้จักกับพระกิตติศักดิ์ ท่านเป็นพระนักเขียน

ในช่วงที่รอรถเพื่อเข้าไปยังสำนักปฏิบัติธรรม ฉันกินส้มต่ำไก่ย่างนานไปหน่อย เขาคนกินน้อยเบื่อคอยจึงเดินไปซื้อล็อตเตอรี่ กลับมาฉันยังกินไม่เสร็จและมองเขาด้วยสายตาเหยียด ๆ ประมาณว่า วู้...อีกแล้วฝันลม ๆ แล้ง ๆ ช่างเป็นคนจนที่แท้จริง คนจน ๆ เท่านั้นแหละที่ซื้อหวย

แต่ช่วงนั้นเป็นช่วงที่มีความสุขจริง ๆ เมื่อวันรุ่งขึ้นเราออกไปตลาดที่ฝาง ซื้อหนังสือพิมพ์ตรวจล็อตเตอรี่และพบว่าเราถูกเลขท้าย สองตัว

เราพักที่นั่นต่ออีกสองคืน ยามเช้าช่วยเพื่อนทำอาหารใส่บาตร ช่วงนั้นพระสุพจน์ ยังอยู่ ได้ฟังธรรมจากท่าน นอกจากเรื่องธรรมะแล้วท่านยังพูดถึงคอมพิวเตอร์ และการจัดหน้าหนังสือ การออกแบบรูปเล่ม เพราะที่นั่นสามารถผลิตหนังสือก่อนส่งเข้าโรงพิมพ์ได้ ท่านเป็นพระที่น่าศรัทธามาก พบท่านครั้งนั้นและก็ไม่ได้พบอีกเลย

ต่อมาก็รู้ข่าวว่า ท่านเสียชีวิตจากการถูกทำร้าย ในเขตสถานปฏิบัติธรรม “สวนเมตตธรรม” นับว่าเป็นเรื่องน่าเศร้ามาก เหตุการณ์นี้ผ่านไปสามปีแล้ว

โอ...ขอโทษที ฉันว่าจะเล่าเรื่องความสุขในการถูกหวยรัฐบาล แต่เรื่องราวก็ชักนำสู่เรื่องเศร้าจนได้ เพราะเราปฏิเสธเรื่องราวที่เข้ามาเกี่ยวข้องไม่ได้ แม้เราจะพยายามหลีกหลบอย่างไร

เอาล่ะ ...กลับมาที่ตลาดดีกว่า ออกมาจากเรื่องเศร้า เรื่องสูญเสีย

คนขายล็อตเตอรี่ พูดกับฉันว่า เธอชอบอ่านหนังสือ เธออ่านไปเรื่อย ๆ ได้ความรู้เยอะ อย่างปลาถ้ายังไม่แกงกินทันที แต่อยากให้สดอร่อย เมื่อไปถึงบ้านรีบล้างให้สะอาด แล้วเอาเข้าตู้เย็นเลย พอจะกินก็เอาออกมาทำกินเลยไม่ต้องล้างอีกแล้ว เมื่อก่อนไม่รู้คิดว่าเข้าตู้เย็นไปเลย พอจะกินค่อยเอามาล้าง เขาว่ามันเสียคุณค่าทางอาหาร และในช่วงที่เราล้างปลาเย็น ๆ ปลาจะอุ่นขึ้นและจะไม่สด ได้รู้เรื่องต่าง ๆจากหนังสือนี่แหละ

“ออ...ออค่ะ”
ฉันรู้สึกไม่สบายใจที่จะคุยเรื่องหนังสือกับเธอต่อ เพราะคล้าย ๆ กับว่า ไปประเมินเธอผิด หรือคิดว่าเป็นครูจึงจะอ่านหนังสือ จึงชวนเธอคุยเรื่องล็อตเตอรี่ แต่เธอก็พูดเรื่องหนังสือจนได้ เธอว่าคนเขียนหนังสือต้องใช้ความคิดความรู้ แต่คนขายล็อตเตอรี่ต้องใช้สติ ตอนขายมันได้เงินเยอะ เงินผ่านเข้ามาเยอะ แต่เราจะฟุ้งเฟ้อไม่ได้ จะมาจ่ายมาซื้อไปเรื่อยไม่ได้หรอก มันไม่ใช่เงินของเราทั้งหมดเราต้องคืนให้เขา

เธออธิบายต่อว่า เดี๋ยวนี้ไมง่ายเหมือเมื่อก่อน มีคนขายเยอะ และต้องกะเอาเองว่าจะขายเท่าไหร่ เพราะถ้าเหลือก็ขาดทุน

แม่ค้าขายปลาเดินกลับมาพอดี แกบ่นว่าเจ้าของจะขึ้นค่าเช่าอีกแล้ว ร้านขายปลาของแกเป็นห้องแถวเรือนไม้ชั้นเดียว ด้านนอกวางอ่างกะละมังขังปลาไว้เต็มหน้าร้าน ส่วนด้านในกั้นเป็นที่นั่งที่นอน และหลังสุดเป็นห้องน้ำ ฉันเคยเดินเข้าไปขอเข้าห้องน้ำข้างในครั้งหนึ่ง

“เอาปลาแดงก็ได้ เอาเกล็ดเอาไส้ออกอย่างเดียว ยังไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไรกินดี ซื้อไปก่อน” เธอหันไปบอกแม่ค้าปลา

ฉันถามเธอต่อว่า ขายล็อตเตอรี่เคยเหลือมาก ๆ ไหม
เธอตอบว่า เคย สามชั่วโมงก่อนจะออกต้องขายถูก ๆ ให้หมดไป บางทีขายไม่ได้จริง ๆก็ต้องเอาไว้เอง ขาดทุนก็มี

“เคยถูกไหม”
เธอส่ายหน้า ก่อนจะตอบว่า ก็เคยเหมือนกัน เลขท้ายสองตัวสามตัว

แม่ค้าทำปลาเสร็จพอดี และยื่นถุงปลาให้เธอ
หลังจากรับถุงปลาจ่ายเงินแล้ว เธอยังบอกับฉันว่า เธอชอบอ่านข้อเขียนของฉัน เธอชอบเรื่องสั้น ผู้ชี้แนะในคู่สร้างคู่สม ชอบที่ฉันเขียนถึงพ่อ และอ่านมาตั้งแต่เขียนในฐานสัปดาห์วิจารณ์

เธอยังพูดย้ำอีกครั้งว่า “ ไม่ใช่ครู ไม่ได้เป็นครู แต่ฉันแค่ชอบอ่านหนังสือ นั่งขายของว่าง ๆ ไม่มีคนมาชื้อก็อ่านหนังสือไป”

ฉันไม่ได้อธิบายให้เธอฟังว่า ทำไมฉันจึงคิดว่าเธอเป็นครู เพราะกลัวว่ายิ่งอธิบายยิ่งพูดมากจะยิ่งยุ่งยากลำบาก เช่นถ้าอธิบายว่า เธอดูมีบุคลิกดีเหมือนครู ก็จะกลายเป็นว่าทำไมคนขายหวยของรัฐบาลจะดูดีเหมือนครูของรัฐบาลไม่ได้ หรือถ้าจะอธิบายว่าเพราะฉันส่งหนังสือไปให้ห้องสมุดฉันจึงคิดว่าครูรู้จักฉัน ซึ่งจริง ๆ แล้วอาจจะไม่ใช่ ครูอาจจะไม่สนใจฉันเลยก็ได้แม้ว่าบ้านจะอยู่ติดโรงเรียน มีหนังสือของตัวเองอยู่ในห้องสมุดโรงเรียน และรวมไปถึงครูเองก็อาจจะไม่ใช่นักอ่าน ครูอาจจะอ่านแต่เรื่องที่จะสอนเด็กเท่านั้นก็ได้

ฉันก้มหัวขอบคุณเธออีกครั้ง ที่อ่างกะละมังขังปลา เห็นปลาอีกหลายตัวดิ้นอยู่ในที่แคบ ๆ ที่มีตาข่ายบาง ๆ คลุมอยู่อีกครั้ง

************





แวะอ่านอีกนิดเพื่อชีวิตในวันพรุ่งนี้จะดีขึ้น(โฆษณาค่ะ)

เชิญร่วมงาน

เอดส์เน็ทจัดงาน 10 ปี แห่งความสำเร็จและท้าทาย เพื่อนำเสนอสู่นโยบายรัฐ

แนมอดีต ....เบิ่งอนาคต
ผ่อหน้า...เหลียวหลัง เอดส์เน็ท
10 ปี แห่งความสำเร็จและท้าทาย


วันที่ 19 -20 ฟฤศจิกายน 2550 ในเวลา 8 .30 – 09.00 น. ณ ห้องประชุมแสนตอง โรงแรมปางสวนแก้ว อ.เมือง จ.เชียงใหม่

โดยมีกิจกรรมต่าง ๆ เช่นการแสดงทางวัฒนธรรม ศิลปะพื้นบ้าน และนิทรรศการ ของหน่วยงานเครือข่าย ทั้งภาคเหนือตอนบน และภาคอีสาน รวมทั้ง ซุ้มนิทรรศการ ศิลปะ ส่วนในภาควิชาการก็จะมีเสวนาวิชาการต่าง เช่นสิบปีแห่งความท้าทาย เรื่องอดีต ปัจจุบัน และอนาคตเอดส์เน็ท ความยั่งยืนของชุมชนในการจัดการปัญหา สิทธิการเข้าถึงการบริการการรักษา ฯลฯ

บทสรุป เพื่อ นำเสนอสู่นโยบายภาครัฐในที่สุด ในงานนี่มีตัวแทนจากหน่วยงานของรัฐบาล
และพระด้วยค่ะ ฟังธรรมะบรรยายหัวข้อ “ศาสนากับการฝ่าวิกฤติเอดส์ โดยท่านพระครูพิพิธสุตาธร (ดร. พระมหาบุญช่วย) ประธานเครือข่ายองค์กรศาสนาด้านเอดส์


สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ มูลนิธิพัฒนาเครือข่ายเอดส์ (เอดส์เน็ท)
สำนักงานภาคเหนือ โทร 053- 222417, 053- 222484




Create Date : 15 พฤศจิกายน 2550
Last Update : 16 พฤศจิกายน 2550 6:36:11 น. 50 comments
Counter : 737 Pageviews.

 
มาอ่านเพื่อเพิ่มความรู้ แล้วก็ชวนไปดูนิยายของมือใหม่หัดเขียนด้วยคะ


โดย: snowblack07 (zaturday_kero ) วันที่: 15 พฤศจิกายน 2550 เวลา:9:03:24 น.  

 
อึ้ง...พูดไม่ออกเลยค่ะพี่ยาย

วนกลับไปอ่านอีกรอบก็พบ่าสมองหนูคงคล้ายปลาตอนที่มันโดนทุบหัว


โดย: เพลงฝนต้นลมหนาว วันที่: 15 พฤศจิกายน 2550 เวลา:12:19:19 น.  

 
หนาสิพี่ แค่พี่ไปยืนที่ริมริมขอบอ่างแล้วมองลงมา พวกเราก็เริ่มหนาวๆร้อนแล้ว แม้จะอยู่ในน้ำก็เหอะ แล้วไหนจะต้องไปแหวกว่ายในน้ำเครื่องแกงร้อนๆอีก ....
แหมหายไปนานเลยนะ ตั้งแต่ถูกเลขท้ายสองตัว นึกว่าจะลืมเด็กบ้านนอกหน้าแดงๆคนนี้ซะแล้ว เรื่องหนาวน่ะ ผมไม่ห่วงพี่หรอก แต่ผมสิน่าห่วง เฮ้อ....


โดย: พราน (ตาพรานบุญ ) วันที่: 15 พฤศจิกายน 2550 เวลา:15:58:07 น.  

 
เข้ามาเห็นข้าวหลาม ของโปรด หุๆๆ เอามาล่อกันให้อยากนี่นา


โดย: keichan วันที่: 15 พฤศจิกายน 2550 เวลา:16:16:40 น.  

 
สวัสดีค่ะน้ายาย

มาชวนไปดูภาพค่ะ


โดย: เบญจวรรณ (lukkongpoka ) วันที่: 15 พฤศจิกายน 2550 เวลา:16:48:29 น.  

 
สวัสดีครับ คุณยาย

ห่างหายไปนานน่ะครับ
ผมก็ไม่ชอบการฆาตกรรม
ต่อหน้าต่อตาเหมือนกัน
แต่ยังไงก็ต้องทำใจครับ
เพื่อปากท้อง(ความอยาก)


โดย: ดอกเสี้ยวขาว วันที่: 15 พฤศจิกายน 2550 เวลา:17:20:35 น.  

 
เพื่อนผองที่อยู่เชียงใหม่เจ้า เอาข่าววงวรรณกรรมมาฝากเจ้า
คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ เปิดใจ
"เข็นครกลงเขา"
มันยากเหมือนกันนะ น่าจะยากพอ ๆ กับเข็นครกขึ้นภูเขา

แต่ที่น่าหวาดเสียวคือ คุณคำผกา เธอมาช่วยด้วยนะซิ ไม่รู้ว่าช่วยผลักหรือช่วยพยุงกันเข็นครกลงไป
เอาละนะ พี่อ้อมแห่งอ้อมแอ้ม แกฝากมา
ใครอยากอ่านงานของอ้อมแอ้มได้ที่นี่ค่ะ
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=8867&catid=39&catid=31

เสวนาเปิดใจนักเขียน-กวี
คุณหญิงจำนงค์ศรี หาญเจนลักษณ์
กับผลงานใหม่หมาด”เข็นครกลงภูเขา”
ให้เกียรติร่วมเปิดใจโดย’รงค์ วงษ์สวรรค์ ศิลปินแห่งชาติ
ดำเนินรายการโดยนักเขียนสำนวนร้อนนนนนนน คำ ผกา
ดนตรี-อาหาร-เครื่องดื่มจากรังนักเขียน-ศิลปินน้อยใหญ่ไม่มีใดเหมือน
ย่ำค่ำ 17.30 น. อาทิตย์ที่18พ.ย.
ณ"ลานลั่นทม" หอศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
081-7164007, 081-8475805
ข่าววงในว่า คำผกา ทำอาหารมาให้ชิมด้วย



โดย: แพรจารุ วันที่: 15 พฤศจิกายน 2550 เวลา:19:14:31 น.  

 
ผมไม่ทำอาหารกินเองจึงพอหลีกเลี่ยงความรู้สึกเศร้าตอนไปซื้อปลาเป็น ๆ ได้ครับ

ถ้าต้องทำอหารกินเองผมคงต้องเศร้าตอนไปซื้อปลา แล้วยังต้องเศร้าตอนกินอาหารนั้นไม่ลงอีกเพราะฝีมือในการทำอาหารของผมมีมากเหลือเกิน


โดย: 9A วันที่: 15 พฤศจิกายน 2550 เวลา:20:02:29 น.  

 
สวัสดีค่ะ 9 A
เข้าไปบ้านคุณเห็นว่า เสนองานบุญอยู่

คุณดอกเสี้ยวขาว ค่ะ ใช่แล้วพี่หายไปนานหน่อยมีกิจธุระเล็กน้อยค่ะ พี่เข้าไปอ่านคอลัมน์ในประชาไทของคุณภูแกเขียนอ้างอิงถึงคุณด้วยค่ะ

เพลงฝนต้นหนาว ใครบอกหรือยังว่าชื่อ น่ารักมาก ๆ พี่ชอบช่วงปลายฝนต้นหนาวมาก ๆ เมืองเหนือช่วงปลายฝนต้ยหนาวน่ารักที่สุดแล้ว ช่วงร้อนไม่ดีที่สุด ร้อนต้องทะเลอย่างเดียว
พูดถึงงานเขียนชิ้นนี้ เป็นงานความรู้สึกของคน คุณจึงรู้สึกคล้ายปลาถูกทุบหัว หรือบางคนรู้สึกอึดอัด ไปจนรู้สึกหดหู่ หรืออาจจะรู้สึกเกลียดผู้เขียน

สรุปก็คือหาใช่งานแห่งความสุขไม่


โดย: แพรจารุ วันที่: 16 พฤศจิกายน 2550 เวลา:6:50:24 น.  

 
อรุณสวัสดีค่ะพี่ยายแพรฯ
----------------------------------------
อาหารมื้อนี้ อิ่มสมอง ดีจังเลยค่ะ


โดย: สาวบ้านนอก ณ ขอนแก่น วันที่: 16 พฤศจิกายน 2550 เวลา:8:46:22 น.  

 
keichan
สวัสดีค่ะ ยินดีที่ได้พบค่ะ ข้าวหลามอาหารที่ใช้ศิลปะในการทำและการกินค่ะ

แบบดั้งเดิมบ้านพี่เขาไม่ใส่น้ำตาลเลยนะ ใส่แต่เกลือนิดหน่อย เพราะความหวานจากข้าวเหนียวและน้ำกะทิ เพราะขูดมะพร้าวกันสด ๆ

ครั้งหนึ่งที่โรงเรียนสืบสานล้านนา ที่เชียงใหม่เขามีการประกวดข้าวหลามกัน
บางคนทำแปลก ๆ เอานมสดมาใส่แทนกะทิ มันอร่อยจริงแต่มันไม่ใช่ข้าวหลามหรือเหนียวหลาม

แต่คนที่ได้เป็นคนป้าที่ทำแบบดั้งเดิมนะ คือแบบดั้งเดิมที่ว่าของเมืองเหนือเขาไม่ใช่กะทิเลยนะ และเมื่อลอกออกไม่ติดไม้ไผ่ ด้วย

ครั้งหนึ่งในชีวิตพี่ก็ถูกทาบทามให้เป็นกรรมการเหมือนกัน ประกวดข้าวหลามแต่ไม่ได้เป็นเพราะพอถึงที่สุดพี่ไม่ได้ยินเสียงเรียกให้ไปเป็นกรรมการ สงสัยกรรมการเขาครบ หรือไม่ก็พี่มัวเที่ยวเล่นจนลืมไป เดินไปไหน ๆ ไม่อยู่กับที่จนเขาหาไม่เจอ


โดย: แพรจารุ วันที่: 16 พฤศจิกายน 2550 เวลา:9:25:33 น.  

 
สวัสดีครับ
ยินดีที่ได้อ่านblogนี้ครับ

ผมชอบกินปลา แต่ทำไม่เป็น บาปกรรมเลยตกไปอยู่กับแม่ครัว
อโหสิกรรม

แวะไปอ่านบทกวีในblogผมบ้างนะครับ


โดย: ธารเมฆ วันที่: 16 พฤศจิกายน 2550 เวลา:14:08:11 น.  

 
คุณแพรจารุคะ ข้าวหลามที่ไม่ใส่น้ำตาลหรือกระทิอะไรเลยนะคะ ที่เก๋ชอบ เห็นแล้วคิดถึงบ้าน หน้าหนาวเมื่อไหร่เผากินกัน อร่อยๆๆ


โดย: keichan วันที่: 16 พฤศจิกายน 2550 เวลา:14:08:32 น.  

 
อยากกินข้าวหลามอ่ะ งุงิ งุงิ
เขาห้ามตัดไม้ด้วย อดกินเรยยย

มีเรื่องข้าวหลามมาเล่าอีกล่ะ อิอิ

มีไกด์ฝึกหัดชาวไทยพานักท่องเที่ยวฝรั่งไปเที่ยว แล้วเผอิญก็ขับรถผ่านที่เขาขายข้าวหลามน่ะ ฝรั่งสงสัยเลยขอไกด์จอดถาม และถ่ายรูป ฝรั่งถามว่ามันเรียกว่าอะไร ไกด์เราก็เป็นคนเหนือ แล้วในหลักสูตรไกด์ที่เรียนมาน่ะ บ่มีองค์ความรู้ภาษาปะกิดว่าด้วยข้าวหลาม ไกด์เริ่มเกิดอาการร้อนๆหนาวๆว่าจะแปลว่าอะไรดี เพราะมีชาวบ้านฟังอยู่ด้วย ไกด์ก็เลยตัดสินใจพูดไปว่า

Guide: Ladies and gentlemen, this is a kind of dessert called Kao-sai-bork-ang-fai. It is very tasty.

Tourist: What is it called again?
Guide: เพิ่มแอกเซนต์ภาษาฝรั่งเข้าไปอีกหน่อยจนน้ำลายกระเด็นว่า Kao-sai-bork-ang fai.

ฝรั่ง: oh! Yes! (พร้อมกับทำหน้าแบบทึ่งและคิดว่าคงถูกเพราะมีคำว่า fai คล้ายfire อยู่ด้วย อิอิ)

ส่วนไกด์ฝึกหัดเราก็รอดตัวไปกับ "ข้าวใส่บอกอังไฟ" อิอิ


เรื่องที่สอง ได้ยินมาว่าคำโบราณมากเขาเรียกหลอดไฟว่า "ข้าวหลามแจ้ง" จริงเท็จอย่างไม่ทราบแต่มันฮาดี อิอิ





โดย: วันนี้หมี่เกี๊ยวอยากกินข้าวหลาม IP: 192.43.227.18 วันที่: 16 พฤศจิกายน 2550 เวลา:15:15:01 น.  

 
เขิน...แล้วมันก็ทำเอาปลายหวงชื่อ "เพลงฝน" ขึ้นมาไม่ยอมให้ชีวิตในความคิดใช้ซะงั้น 555

ปลายชอบ...ปลายฝนต้นหนาวมากๆ เลยพี่ยาย

เจ็ดปีที่แล้วที่เมืองปาย
มันสวย...สวยจนไม่รู้จะบรรยายยังไง
ถ่ายภาพที่ใครต่างชมว่าสวยแล้ว
ก็ไม่สวยอย่างที่สายตาเห็น

เคยรู้สึกเหนื่อยและพาลไม่อยากอ่านนะคะ
เวลาอ่านงานเขียนลักษณะนี้
งานเขียนที่สะท้อนให้เห็นความจริงบางแง่ของสังคมและผู้คน
ที่เราต่างพากันแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น
และไม่สนใจ
แต่คนในอดีตปลายเขียนแต่งานพวกนี้ไง
ปลายเลยซึมซับวิธีคิด
แล้วเลยชอบอ่านงานแบบนี้ไปด้วย


โดย: เพลงฝนต้นลมหนาว วันที่: 16 พฤศจิกายน 2550 เวลา:15:25:32 น.  

 
อยากฟ้องครับ ผมเข้ามาคอมเมนท์ไม่ได้
อุตส่าห์เข้ามาเป็นคนแรกๆนะเนี่ย ดีแล้วครับที่ไม่อนุญาตเฉพาะ "สมาชิก"


โดย: ธารดาว IP: 203.146.63.189 วันที่: 17 พฤศจิกายน 2550 เวลา:4:25:05 น.  

 
สวัสดีจ้ะยาย

วันนี้เตรียมตัวกลับนนท์แล้ว

น่าดีใจนะที่มีคนอ่านกว้างขวางทุกระดับ


แวะเข้ามาบอกแค่นี้ก่อน

เย็นนี้ออกเดินทางแล้ว

เชียงใหม่ปีนี้ไม่หนาวแล้วหรือ ?


โดย: พ่อพเยีย วันที่: 17 พฤศจิกายน 2550 เวลา:4:45:43 น.  

 
กิจกรรมน่าสนใจจังท่านพี่ ภาคใต้มีนักคิดนักเขียนมากแต่กิจกรรมอันสุนทนีย์แบบนี้หาแทบไม่ได้เลย น่าอิจฉาคนเหนือจัง คงด้วยเชียงใหม่มีมหาลัยรองรับกิจกรรมดีๆเลยมีขึ้นบ่อยๆ


โดย: พราน IP: 117.47.206.205 วันที่: 17 พฤศจิกายน 2550 เวลา:11:40:54 น.  

 
น้องพราน
ที่เมืองเหนือนอกจากมีนักคิดนักเขียนมาอยู่กันมากแล้ว(โดยเฉพาะพวกใต้)
มีเอ็นจีโอมากที่เข้มแข็งมากด้วย

พ่อพะเยีย เขาว่าจะหนาวอยู่นะ ถ้าฤดูหนาวมาช้าหมายถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นในช่วงร้อน คือจะมีกลุ่มหมอกควันมากมายเหมือนเมื่อปีที่แล้วอีก

บ้านเราหมายถึงทุ่งเสี้ยวจะร้อนกว่าที่อื่นในช่วงร้อนเพราะเป็นป่าแพะที่แห้งแล้งมาก


คุณธารดาว ไม่ได้ตั้งใจค่ะ แต่ว่าลืมไปกดตรงที่เขาให้กดคำว่าทุกคน



โดย: แพรจารุ วันที่: 17 พฤศจิกายน 2550 เวลา:16:54:57 น.  

 

ธารเมห พี่เข้าไปอ่านบทกวีของคนจนหัวใจไหวมาแล้วจ๊ะ


หมี่เกี๊ยว ทำวิทยานิพนธ์ไปถึงไหนแล้ว กลับเมืองไทยเมื่อไหร่จะชวนมากินKao-sai-bork-ang fai."ข้าวใส่บอกอังไฟ"

ส่วนข้าวหลามแจ้ง มีจริง ๆ หลานชายเรายังเอามาพูดอยู่เลยไม่รู้ว่าแกพูดเล่นหรือจริง พอดีบ้านเราไฟไม่ค่อยสว่างเพราะว่าใช้แบบตะเกียบประหยัดไฟหมด เรียกว่าประหยุดเกินไป จนสลัวทั้งบ้าน หลานชายมาบอกว่า ป้าต้องใช้แบบบอกข้างหลามแจ้ง วันต่อมาจึงไปเอามาบอกหนึ่ง แล้วต่อสายแบบเสียบเอา นั่ง ๆ มองดู เออหลอดนีออน มันข้าวหลามแจ้งจริง ๆ


โดย: แพรจารุ วันที่: 17 พฤศจิกายน 2550 เวลา:17:02:03 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณ(นิ)ยาย - ชื่อเก๋มาก ขอเรียกแบบนี้ได้ไหมคะ?

น่าประทับใจออกค่ะ มีแฟนตัวจริงมาชื่นชมกันซึ่งๆหน้า
แต่เข้าใจความรู้สึกกระอักกระอ่วนแบบนั้น ที่ต้องคอยระวังไม่ให้หลุด "อะไร" ไปกระทบใจคนอื่น เหมือนกัน


โดย: นางไม้หน้า3 วันที่: 17 พฤศจิกายน 2550 เวลา:22:58:36 น.  

 
ขอบพระคุณมากๆเลยค่ะ กลับไปจะไปเยี่ยมค่ะ (ไปกินข้าวใส่บอกอังไฟ อิอิ)ตอนนี้เหลืออีกสองบทค่ะ คาดว่ากว่าจะเสร็จก็คงกลับบ้านได้กรกฏาค่ะ จะรีบสุดชีวิตเลยค่ะ คิดถึงบ้านเหลือเกินแล้วค่ะ อิอิ

วันนี้นั่งเขียนไรนิดหน่อยเรื่องภาษาค่ะ แต่เขียนแบบเรื่อยเปื่อยมากๆ มันมาจากความรู้สึก ไม่ได้กรองเลยนะ อาจจะวนอยู่ในอ่างก็ได้นะเนี่ย อิอิ คริ คริ

สุนทรียของภาษา กับความหลากหลายของภาษาค่ะ มุมมองนอกคอกอีกแล้วล่ะพี่
ถ้าว่างเรียนเชิญคร่าๆๆๆๆๆๆ


โดย: หมี่เกี๊ยว IP: 198.142.231.7 วันที่: 18 พฤศจิกายน 2550 เวลา:14:00:53 น.  

 
สวัสดีค่ะน้ายาย

ชอบกินปลาเหมือนกันค่ะ
ชอบกินปลาดุกย่าง ปลาทับทิมเผา
ที่สวนหนูมีกลุ่มคนที่เขาไปเลี้ยงปลาทับทิมด้วยค่ะ
มาอยู่ที่นี้ไม่ได้ทำกับข้าวเอง(ปกติก็ไม่ได้ทำ) ได้แต่ชื้อสำเร็จจากตลาดค่ะ
ปลาเผาก็มี แกงส้มปลาก็มีค่ะ
และที่ชอบอีกอย่างคือแกงแคกบ แต่ไม่เห็นที่นี้มีขาย
น้ายายเคยกินหรือเปลาค่ะ


โดย: เบญจวรรณ (lukkongpoka ) วันที่: 18 พฤศจิกายน 2550 เวลา:17:05:32 น.  

 
นานหลายวันแล้วไม่ได้แวะมาหา วันนี้แวะมาเยี่ยมยายครับ


โดย: เขาพนม วันที่: 18 พฤศจิกายน 2550 เวลา:21:53:10 น.  

 
งานน่าสนใจครับ


โดย: ฟ้าดิน วันที่: 19 พฤศจิกายน 2550 เวลา:4:35:55 น.  

 


พี่ยายคะ..

อาหารที่เป็นปลาเนี่ย เหมาะกับทุกเพศทุกวัยนะคะ คงเป็นเพราะย่อยง่าย แต่นกไม่ค่อยชอบปลาน้ำจืด นกว่า มันคาว เลยมักจะทางปลาทะเลมากกว่า ที่โปรดปราณก็คือ แกงส้มปลาเรียวเซียว กับ แกงป่าปลาเห็ดโคน ...แถวทางใต้เรียกเหมือนกันหรือเปล่าก็ไม่ทราบค่ะ..

การอ่านหนังสือทำให้โลกทัศน์เรากว้างขึ้น คนขายล็อตเตอรี่ก็คงเช่นกันมั้งคะ พี่ยาย



โดย: หทัยชนก (Nok_Noah ) วันที่: 19 พฤศจิกายน 2550 เวลา:11:26:46 น.  

 
คิดถึงคั่วกลิ้ง ...


โดย: แผน IP: 124.120.144.145 วันที่: 19 พฤศจิกายน 2550 เวลา:16:22:04 น.  

 
คุณแผนเมื่อไหร่จะมาล่ะ คุณโต้งกับคุณจุ๋มเพิ่งกลับไปเมื่อสองวันก่อน เขามาทำงวานและไปดูที่ดินที่เชียงดาว เพื่อจะมาอยู่ถาวร ถ้าแผนได้กลับมาอยู่ใกล้ ๆ กันอีกครั้งก็จะดียิ่ง คิดถึงและคอมรอซ่อมอยู่ก็มี

หทัยชนกใช่แล้ว โลกแห่งการอ่านดีสุดแล้วไม่ต้องเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยยังได้เลย แต่ถ้าเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแล้วไม่อ่านอะไรเลยนอกจากตำราให้สอบผ่านก็ไม่น่าจะดี


โดย: แพรจารุ วันที่: 20 พฤศจิกายน 2550 เวลา:17:49:38 น.  

 


สวัสดีคุณเขาพนม ไม่ได้ไปทางนั้นหลายวันแล้วเหมือนกัน ช่วงนี้หน้าหนาวเมืองเหนือมิกิจกรรมมาก มีปาร์ตี้บ่อยค่ะ

เบญ แกงแคกบเพื่อนของน้าชอบมาก ๆ เรียกว่าเจอที่ไหนซื้อที่นั้น แต่น้ายังไม่ลองกิน อะไรที่ไม่เคยกินก็จะไม่ลองแล้วเดี๋ยวนี้เพราะลองแล้วติดใจในรสชาติอยู่เรื่อย ๆ มันก็จะเปลืองอาหารมากขึ้น รุ่นน้าต้องฝึกกินน้อย ๆ แล้ว ใช้สติมาก ๆ

ฟ้าดิน พี่ก็ว่าอย่างนั้นแหละ (คนบ้ายอ)


โดย: แพรจารุ วันที่: 20 พฤศจิกายน 2550 เวลา:17:56:29 น.  

 
หวัดดียาย สบายดีนะ


โดย: รักษ์ IP: 124.120.105.254 วันที่: 20 พฤศจิกายน 2550 เวลา:20:30:14 น.  

 
หวัดดีรักษ์
เราสุขสบายดีตามสภาพ ถ้าวัดค่ามวลรวมเป็นความสุข 100 ประมาณ 60 ก็ถือว่าระดับปานกลาง

เข้าไปที่บล็อกคุณไม่เห็นเปลี่ยนเลย ไม่มีเวลาหรือไปอยู่บ้านนอกที่ใช้เน็ตไม่สะดวก


โดย: แพรจารุ วันที่: 21 พฤศจิกายน 2550 เวลา:5:27:23 น.  

 


โดย: dsfsdfdsf IP: 221.206.53.238 วันที่: 21 พฤศจิกายน 2550 เวลา:14:12:29 น.  

 
ข้างบนเขียนอะไรก็ไม่รู้ เห็นมีคำว่า มันนี่ มันนี่ กลัวจะถูกทวงหนี้

รอให้หมี่เกี๊ยวมาอ่าน แล้วกัน ต้องแปลเป็นไทยมานะคะ เพราะพี่ชาตินิยม
มาก ๆ



โดย: แพรจารุ วันที่: 21 พฤศจิกายน 2550 เวลา:15:08:21 น.  

 
เค้าชวนแพร จารุ ไปเที่ยวลอนดอนน่ะ แถมให้บัตรเครดิตด้วย อีกทั้งเงินและทอง เพียบ
dsfsdf...นี่ถ้าจะรวยมาก
dogtor-satan-frog รึเปล่าจ๊ะ

"เราสงสารทั้งปลาและครู"


โดย: หินทิเบตฯ (last_tibetstone ) วันที่: 21 พฤศจิกายน 2550 เวลา:19:39:56 น.  

 
สวัสดีหินฯ

โอ...ลอนดอน

...ไม่ว่างแล้ว ต้องไปงานบุญที่บ้านแม่
เยะใน และไปบ้านห้วยเสือเฒ่า ด้วย





โดย: แพรจารุ วันที่: 22 พฤศจิกายน 2550 เวลา:4:45:59 น.  

 
บ้านปู่มีเพลงฟัง
The Sound of Music ไปเอามาจากบ้านปู่ ใครอยากฟังเพลงเก่า ๆ ไปที่บ้านปู่ได้ นะค่ะ

http://www.oknation.net/blog/pakapoo/2007/06/02/entry-1


โดย: แพรจารุ วันที่: 22 พฤศจิกายน 2550 เวลา:5:29:30 น.  

 
ถึงว่าทำไมมันถึงร้อนอาสน์ จอมมารเลยต้องเข้ามาดู ที่แท้มีความเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้านี่เอง อิอิ เห็นในบล๊อกกาซีนประชาไทก็มีคล้ายๆกัน แต่เป็นคนละเวอร์ชั่น ไอพีก็หลากหลาย

มันอ่านวิธีปกติไม่ได้เลยอ่ะพี่ยาย สงสัยมาเหนือเมฆ เราก็เลยต้องใช้วิชาที่เหนือกว่าจอมมารในการอ่าน อุตส่าห์ร่ำเรียนมากว่าจะได้นะเนี่ย วิชามารเหนือมาร

หลังจากที่ใช้วิชาจับมาร และจับยามสามตาแล้ว ได้ความว่า มันคงเป็นเหมือนคาถาเงินมาน่ะ อิอิ ขอฮา

เงินวิ่งหนีหาย ทองวิ่งหนีหาย บัญชีขาดเงิน ต้องที่ตาบุลาราซ่าเครดิต
โฆษณาเงินกู้ของtabula rasaมั้งเนี่ย หุหุ

สงสัยคาถาจะมิขลังก็งานนี้แระ อิอิ


โดย: หมี่เกี๊ยว IP: 192.43.227.18 วันที่: 22 พฤศจิกายน 2550 เวลา:8:20:22 น.  

 
มาเชิญไปเยี่ยมบ้านศิลปินผู้ล่วงลับจ้ะ
อยู่ที่ http://www.oknation.net/blog/deadartist


โดย: last_tibetstone วันที่: 22 พฤศจิกายน 2550 เวลา:14:41:52 น.  

 
หมี่เกี๊ยว
ขอบคุณจ๊ะ...น่ากลัวกว่า เหมือนไสยศาสตร์อีก


ขอบคุณ last_tibetstone แล้วจะเข้าไปดูแต่วันนี้ oknation.จะมีปัญหาเข้าไปไม่ได้


โดย: แพรจารุ วันที่: 22 พฤศจิกายน 2550 เวลา:16:10:08 น.  

 
อ้ะ ทำยังกับว่าเป็นกาเกดแน่ะ คนขายล็อตเตอรี่คนนั้นน่ะ

เมื่อก่อนเราก็เคยขายนะ ยังจำได้ว่า สิ่งแรกที่เพื่อนซึ่งขายมาก่อน และชวนเราไปขายด้วยเค้าบอกคือ "ต้องไปซื้อรองเท้าผ้าใบก่อน"

สมัยนั้น รองเท้าผ้าใบสีขาวๆ เป็นของแพง ราคาเป็นร้อย แต่สำหรับคนเดินขายล็อตเตอรี่ ก็เป็นอย่างหนึ่งในการลงทุน เพราะเพื่อนบอกว่า ใส่รองเท้าแตะบางๆ นะ กลับมาจะเมื่อยมากๆ สู้ซื้อผ้าใบเสียสักคู่ จะทำให้เดินทนขึ้น

แต่ดูเหมือนจะทำได้ไม่นาน เพราะว่าคิดเลขไม่ค่อยเป็น แล้วก็งงๆ เบลอๆ เวลานับล็อตเตอรี่ แต่ก็แบบนี้ล่ะ ยามว่างก็พักอ่านหนังสือ

ส่วนเรื่องปลา สมัยก่อนเราทำได้นะ ฆ่าปลา ฆ่าไก่ พวกสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยที่เป็นอาหารน่ะ ทำได้เป็นปกติ เป็นคนที่อยู่กับการทำมาหากิน หาพืช หาสัตว์ ประกอบอาหาร ที่ทำได้ชำนาญมากอย่างนึงสมัยนู้นคือการบีบคอไก่ให้ตาย โดยไม่มีเสียง และไม่ใช้เวลานาน

แต่ตอนนี้...คิดถึงตอนนั้น ก็ยังรู้สึก...ถอนใจ เออนะ คนเรา การทำอะไรได้ ไม่ทำอะไรได้ มันก็เพราะแวดล้อมของบริบทต่างๆ จริงๆ

เดี๋ยวนี้ชักหันมาหาธรรมมะมากขึ้น ไม่จำเป็นจริงๆ จะไม่อยากทำร้ายหรือทำลายอะไร

แต่ก็ยังกินไก่ย่างอยู่นะ :-)


โดย: kakade IP: 61.91.92.200 วันที่: 22 พฤศจิกายน 2550 เวลา:21:49:19 น.  

 
โอ...kakade
คุณช่างได้ทำอะไรต่ออะไรเยอะจริง ๆ

ความชำนาญในการบีบคอไก่ให้ตายโดยไม่มีเสียง และไม่ใช้เวลา โอ...

แต่จริงของคุณมันขึ้นอยู่กับอะไรหลายอย่าง เราก็เห็นพี่ชายเราฆ่าไก่อย่างธรรมดา ๆ มาตั้งแต่เล็ก กระรอกก็เอามาทาขมิ้นทอดกินได้ มันเป็นเรื่องของชีวิต

ครั้งหนึ่งเราเคยเซ็งสำนักพิมพ์ตราสามห่วง เขาส่งต้นฉบับเราคืน และมีคอมเมนต์แบบลืมลบทิ้งว่า หนังสือวรรณกรรมเยาวชน มีเรื่องการจับกระรอกมาเลี้ยง เป็นการทรมารสัตว์และยังตัดเขี้ยวมันอีก ควรแก้

เราว่ามันเป็นวิถีชีวิตของเด็กในชนบท ว่าแล้วเราก็เอาเรื่องนี้เก็บไว้ เออ...ลืมไปเลย ว่าแล้วไปค้นออกมาดีกว่า


โดย: แพรจารุ วันที่: 23 พฤศจิกายน 2550 เวลา:10:19:40 น.  

 


โดย: 111 IP: 222.71.171.144 วันที่: 23 พฤศจิกายน 2550 เวลา:17:16:25 น.  

 
มาสวัสดีคุณแพรแหมเตื้อเจ้า

วันนี้ได้มีโอกาสท่องโลกบล็อค เลยเพ่นพ่านไปทิ้งร่องรอยไว้หลายที่เลยค่ะ
อ่านเรื่องสิบปีเอดส์เน็ทที่คุณแพรเขียนไว้ที่โอเคเนชั่น ขอมาแสดงความเห็นที่บ้านหลังนี้นะคะ

สมัยแม่ญิงฯเป็นนักข่าวเครือเนชั่น (ทำอยู่ได้ (ยังไงไม่รู้) ตั้ง 16 ปี) ประเด็นที่ถนัดที่สุดคือเรื่องที่เกี่ยวกับเชื้อเอชไอวีที่ทำให้เกิดอาการภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือเอดส์นี่แหละค่ะ ท้าวความนิดนึงนะคะ พวกนักข่าวทั้งหลายเนี่ย เขาจะแบ่งความรับผิดชอบกันไปเป็นสายๆ น่ะค่ะ หลักๆก็คือ ทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา สายทหาร ประจำกระทรวงต่างๆ และทั่วไป (เขาเรียกกันแบบให้เกียรติว่า เจเนอรัล เบ๊)

หัวหน้าข่าวเขาให้แม่ญิงไปทำข่าวประจำกระทรวงสาธารณสุขค่ะ ลักษณะการรายงานข่าวมักจะเป็นเรื่องเจ้ากระทรวงไปไหน ทำอะไร หรือไม่ก็เป็นเรื่องนโยบายสาธารณสุขต่างๆ มีการเมืองบ้าง
แม่ญิงฯรายงานข่าวในลักษณะนี้ด้วย แต่ไม่ชอบนัก เลยหาเรื่องที่เราสนใจและออกไปทำข่าวด้วยตนเอง คล้ายออกไปภาคสนามน่ะค่ะ เราคิดประเด็นเองหมด และถ่ายภาพเองค่ะ

สนใจเรื่องเอชไอวีเอดส์ค่ะ ทำไมนะหรือคะ เพราะว่าพอได้เข้าไปรู้จัก พูดคุย กับคนที่ทำงานเรื่องนี้ ซึ่งมีทั้งเจ้าหน้าที่แพทย์และสาธารณสุข ตลอดจนเจ้าหน้าที่องค์กรเอกชน และผู้ที่มีชีวิตอยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี ทำให้ได้เรียนรู้ว่า จะเข้าใจเรื่องนี้ได้ ไม่อาจมองแคบอยู่เพียงแง่มุมทางการแพทย์ (ในแง่ของเชื้อโรค หรือการติดเชื้อ การเจ็บป่วย และการรักษา) เท่านั้น

การเกิดขึ้นและระบาดของเอชไอวี เข้าไปเกี่ยวข้องและเปิดโอกาสให้มีการพูดคุยถกเถียงกันถึงเรื่องต่างๆ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วถือกันว่าเป็นเรื่อง "ต้องห้าม" ไม่พึงนำมาเปิดเผยหรือถกเถียงกันอย่างโจ่งแจ้งในสาธารณะ อาทิ เรื่องเพศสัมพันธ์ เรื่องรักเพศเดียวกัน ยาเสพติด
แล้วในช่วงประมาณ 23 ปีก่อนนั้น

หากแต่ว่า ถ้าจะพูดกันเรื่องการป้องกันเชื้อเอชไอวี แล้วไม่พูดกันถึงเรื่องนี้ ไม่เปิดใจให้กว้าง พูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมา ก็คงไม่อาจนำไปสู่การแก้ปัญหาใดๆได้

ดังนี้เอง เรื่องที่เราเห็นว่าเป็นเรื่องทางการแพทย์ จึงกลายเป็นเรื่องทางสังคมและกระทบกับพฤติกรรมมนุษย์ในหลายๆด้าน แม่ญิงฯจับใจกับเรื่องเอชไอวีก็ด้วยเหตุนี้ จากนั้นมาก็ตามติดประเด็นเรื่องนี้มาโดยตลอด

ดูท่าว่าจะยาวเกินไปแล้ว ถ้ายังไม่เบื่อ แม่ญิงฯจะมาขอเล่าให้คุณแพรฟังครั้งหน้านะคะ


โดย: แม่ญิงโย-นก IP: 202.7.166.182 วันที่: 23 พฤศจิกายน 2550 เวลา:17:39:03 น.  

 
พี่แพร อ่านภาษาจีนได้ด้วยเหรอ เก่งจัง แล้วรำมวยจีนได้ป้าวนี่


โดย: พราน (ตาพรานบุญ ) วันที่: 23 พฤศจิกายน 2550 เวลา:17:44:31 น.  

 
อันนี้แปลบ่ได้นะพี่แพร
ภาษาจีนเราไม่รู้ อิอิ
รู้แต่คำว่า Google
สงสัยชวนไปเมืองจีนคราวนี้ อิอิ
ว่าไปแล้วนี่ Kevin Rudd เนี่ย
เป็นหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านของออสเตรเลีย
พูดภาษาจีนได้ไฟแลบเลยน่ะพี่
เป็นที่ฮือฮาทั่วประเทศว่าได้ใจท่านผู้นำจีน หู จิ่น เทา ถึงขั้นสนทนาปราศัยส่วนตัวนานมาก ...
แล้วกำลังมาแรงมากๆเข้าชิงว่าที่นายกเดือนธันวานี้ นโยบายกินขาดนายก จอหน์ ฮาเวิด ไปหลายขุม ....โดยเฉพาะการศึกษาและด้านสิ่งแวดล้อม และ
เขาเล็งไว้ว่าแนวศก.เนี่ย ยักษ์คือจีน ทีนี้เข็มมันเริ่มแปลไปจากอเมริกา เพราะถ้าจอห์นฮาเวิดยังอยู่นี่ตามก้นอเมริกาอ่ะ
แล้วการเมืองโลกจะมันส์กว่านี้ถ้าอเมริกาเสียศูนย์

เย็นนี้จะมีดีเบทของทั้งสองผู้ท้าชิงนายก เป็นครั้งสุดท้าย คงจะมันส์น่าดู


โดย: หมี่เกี๊ยว IP: 192.43.227.18 วันที่: 24 พฤศจิกายน 2550 เวลา:7:44:15 น.  

 
เพลงท่อนนี้ได้ใจที่สุด"I go to the hill when my heart is lonely ..." อิอิ กลับมาอีกรอบนี่นึกขึ้นได้ว่า เรามีอะไรคล้ายๆกับที่แม่หญิงเล่าไว้ข้างบน อันเนื่องมาจากการกลับไปเก็บข้อมูลวิจัยภาษาที่เชียงราย หนูคิดว่าสิ่งที่หนูจะเล่ามันอาจจะไม่ได้ตอบคำถามที่แม่หญิงตั้งไว้ แต่มันช่วยให้ต่อจิ๊กซอว์เป็นภาพคร่าวๆได้ เลยขอเล่ามั่ง อิอิ

ประเด็นคือ ความรู้ทางการแพทย์ทำให้เราปฏิเสธองค์ความรู้ทางการแพทย์พื้นบ้านดังที่เรารับรู้กัน มันทำให้เราไม่เห็นความสำคัญและความศักดิ์สิทธ์ของการแพทย์พื้นบ้าน ไปสัมภาษณ์พยาบาลท่านหนึ่งท่านบอกว่า กว่าจะอธิบายให้ชาวบ้านเข้าใจได้ในเรื่องเข็มและเลือดนั้น ลำบากมาก หลังจากคุยไปมาไม่ใช่เพราะภาษาอย่างเดียว แต่เป็นเพราะพื้นฐานการคิดและการยึดการกำเนิดโรคนั้นต่างกัน เพราะเขาไม่มีคอนเซปนั้นๆในภาษาเขามันเลยอธิบายไม่ได้

มีอีกกรณีหนูสัมภาษณ์พยาบาลท่านหนึ่งที่อนามัยประจำหมู่บ้านมาว่า แล้วเวลาให้แม่ที่ท้องไปตรวจเลือดมาแล้วอธิบายผลเลือดอย่างไร ท่านนี้ตอบได้น่าสนใจแบบเห็นประกฏการณ์คงามลักลั่นของการไม่เข้าใจคอนเซปที่ต่างกัน ท่านอธิบาย คนที่นี่จะรู้จักอยู่สองอย่างคือ เลือดดีกับเลือดบ่ดี แล้วเลือดดีคือไม่เป็นอะไรไม่ติดเชื้อใด และเลือดบ่ดีนี่คือตายแน่นอนและเป็นเอดส์ เป็นสองขั้วชัดเจน เหมือนจะแก้ปัญหาการสื่อสารได้ แต่ไม่ใช่เลย ไม่ใช่การแก้ปัญหา เป็นการปัดปัญหาต่างหาก ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ แล้วทีนี้มีกรณีว่า ผลของคุณพี่ที่ไปตรวจเลือดมาเนี่ยไม่ติดเชื้อใด ก็ต้องเป็นเลือดดี แต่ทว่าเป็นพาหะทาลัสซีเมีย แล้วกรอบในการอธิบายเดิมนั่นมันใช้ไม่ได้แล้ว มันดีแบบมีคอนดิชั่น หรือ ไม่ดีแบบมีคอนดิชั่น สิ่งที่ท้อนให้เห็นตรงนี้คือ คอนเซปที่ต่างกันไม่ได้ถูกต่อยอดในอีกวัฒนธรรมหนึ่ง หนูจึงเห็นว่างานพัฒนานั้นเราทำผิดทางมาตลอดไม่ได้พัฒนาต่อยอดแต่เป็นพัฒนาไปเพื่อรวมชาติและทำให้กลายเป็นไทยโดยตั้งใจกลบความคิดเดิมในวัฒนธรรมให้หมด นี่คือสิ่งที่พี่แพรและแม่หญิง ได้คุยกันไว้ในบ้านแม่หญิงนู้นว่า คำมันถูกปกปิดเจตนาความหมายที่แท้จริง...เป๊ะเลย
ฉนั้นการแพทย์แผนปัจจุบันในปริบทนี้ได้กลายเป็นเครื่องมือของกระบวนการทำให้เป็นไทยเสียแล้ว เพราะฉนั้นกลุ่มแพทย์ พยาบาลเนี่ยต้องเรียนรู้วิธีและฐานคิดของกลุ่มวัฒนธรรมก่อน จึงจะรู้ว่าจะต่อยอดให้วัฒนธรรมนั้นๆได้อย่างไร ที่ออสเตรเลียเขาก็มีปัญหาเหมือนกัน (หาอ่านได้ในงานของ ริชาร์ด ทรัดเจน เล่มนี้มีอยู่กะตัวค่ะ) แต่เขาแก้ปัญหาที่สาเหตุจริงๆ คือเขาเอาทั้งนักมนุษยวิทยาและนักภาษาศาสตร์ลงไปศึกษาพร้อมกับหมอและพยาบาล และในโรงพยาบาลต้องมีนักภาษาศาสตร์ที่มีความรู้ทางมนุษยศาสตร์อยู่ด้วย เป็นการแก้ปัญหาเชิงระบบกับระบบและทั้งระบบ เพราะถ้าหากวัฒนธรรมใดๆ ไม่มีคำเรียกขานสิ่งใดๆแล้ว ส่วนใหญ่จะไม่มีคอนเซปนั้นๆ ฉนั้นการสร้างและต่อยอดองค์ความรู้ต้องสร้างที่คำและระบบคิดที่ต่อยอดจากฐานความคิดในวัฒนธรรมเดิมและไม่แปลกแยกด้วย
หนักไหม หนักแต่ไม่ใช้เป็นไปไม่ได้ ต้องอาศัยนักภาษาศาสตร์นอกคอกละนักมนุษยวิทยา ทำงานไปพร้อมแพทย์ หนูคิดว่ามันถึงเวลาแล้วที่จะต้องสร้างระบบปัจจัยพื้นฐาน หรือวิศวกรรมทางชีวิตวัฒนธรรม(เพราะมันล่มสลายไปหมดแล้ว) หลังจากที่เราได้สร้างปัจจัยพื้นฐานทางวิศกรรมเช่นถนน เขื่อนและอื่นๆไปเรียบร้อยแล้ว

ไหนๆก็ไหนๆละ ก็ขอจบแบบคำเล่าประสบการณ์ของหมอประจำบ้านหน่อยละกัน คุณหมอท่านเล่าว่าท่านเป็นคนใด้มาเรียนที่กทม. แล้วมาทำงานที่เชียงราย มีอุ๊ยคนหนึ่งเข้ามาหาแล้วบอกว่า "หมอ อุ๊ยเม่ยนา" หมอก็นึกว่าอุ๊ยปวดเมื่อย ก็เลยจ่ายยาคลายเส้น สักพักคุยไปมาถึงรู้ว่าอุ๊ย"ไม่สบายเป็นไข้" อีกกรณีหนึ่ง ก็คำว่า "พยาธิ" (กรุณาอ่านเป็นคำเมือง) หมอก็เกือบจ่ายยาถ่ายพยาธิแล้วที่ไหนได้มารู้ทีหล้งว่า มันแปลว่า อาการเจ็บป่วย

ทั้งหมดนี้หาอ่านได้ในวิทยานิพนธ์ที่กำลังจะแล้วเสร๊จในอีกไม่กี่เดือนค่ะ ไว้จยเมื่อไหร่จะแปลเป็นภาษาไทยให้อ่านค่ะ
โค๊ะ...อะหยังมายาวจะอี้เนี่ย ขอสูมาเต๊อะเจ้าพี่แพรคนงาม มันยาวแก่ไปหน้อย


โดย: หมี่เกี๊ยว IP: 192.43.227.18 วันที่: 24 พฤศจิกายน 2550 เวลา:8:41:28 น.  

 
ขอสูมาเต๊อะเน้อเจ้า คุณแพร มาขออาศัยกระท่อมโต้งเสี้ยว เป็นที่สนทนาปราศรัยกับคุณหมี่เกี๊ยวแห้ง

จะอนุญาตก่อเจ้า แล้วจะมาฟังคำตอบเจ้า


โดย: แม่ญิงโย-นก IP: 202.7.166.182 วันที่: 24 พฤศจิกายน 2550 เวลา:9:39:17 น.  

 
ได้เลยเจ้า ยินดียิ่งแล้ว แจกแก้วมาเยือน เชิญเลยเจ้า

ข้าเจ้าเพิ่งกลับมาจากปาร์ตีสองวัน แล้วจะมาคุยโตย


โดย: แพรจารุ IP: 203.113.50.140 วันที่: 25 พฤศจิกายน 2550 เวลา:12:02:01 น.  

 
ไปแลคนกรีดยางปร๊าบ้านฉานต๊ะ


โดย: ตาพรานบุญ IP: 124.157.182.136 วันที่: 25 พฤศจิกายน 2550 เวลา:22:48:15 น.  

 
หมี่เกี๊ยวเจ้า

เจ้าของบ้านบ่ออยู่ เฮาร่าเริง ฮ่า ฮ่า

เล่าเรื่องให้หมี่เกี๊ยวฟังต่อ สมัยแม่ญิงไปทำข่าวการแพร่ระบาดของเอดส์ในหมู่บ้านต่างๆทางภาคเหนือ ประมาณปี 31-32 เดินทางไปตามถนนหลายสาย โดยเฉพาะดอยสะเก็ด หางดง สันป่าตอง จะเห็นรถบรรทุกปราสาท สำหรับคนตาย สวนทางมาตลอด ชาวบ้านบอกว่าคนตายเป็นโรคเพี้ยงหูบ งงไหม เพี้ยงก็คือ ตัวเพลี้ย หูบ เป็นอาการที่ชาวบ้านเปรียบเทียบคนตายจากเอดส์ว่าเหมือนต้นไม้ที่โดนเพลี้ยเล่นงานสูบเอาชีวิตไปจนหมด

ชาวบ้านเขามีวิธีรับมือและทำความเข้าใจกับอาการเจ็บป่วยในแบบที่เขาคุ้นเคย ซึ่งถ้าแพทย์ไม่เข้าใจและไม่เรียนรู้ที่จะเข้าใจ ก็ไม่อาจที่จะหาทางแก้ปัญหาร่วมกันได้ แม่ญิงจึงประทับใจนักหนาเมื่อครั้งหนึ่งเดินทางไปลำพูนสัมภาษณ์หมอชนบทดีเด่น คุณหมอหญิงเล่าให้ฟังว่า ไม่เคยห้ามเวลาที่คนไข้ชาวปาเกอญอ หรือโพล่งขอใช้วิธีการตามความเชื่อของเขาในการรักษาคนไข้ร่วมกับการแพทย์ปัจจุบัน เพราะคุณหมอเข้าใจเป็นอย่างดีถึงปรัชญาการรักษาแบบองค์รวม ที่ไม่ได้มุ่งเฉพาะการกำจัดเชื้อโรค แต่รักษาใจ

แล้วจะมาสนทนาธรรมใหม่ อ้อ แวะไปดูบ้านหมี่เกี๊ยวมาแล้ว สนุกสนาน เพลิดเพลิน ได้ความรู้ดีจัง จะรออ่านวิทยานิพนธ์ที่น่าสนใจนี้ อืมน์ หมี่เกี๊ยวน่าจะลองไปนำเสนองานวิจัยนี้ที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรนะ ถ้าเสร็จแล้ว



โดย: แม่ญิงโย-นก IP: 202.7.166.182 วันที่: 26 พฤศจิกายน 2550 เวลา:20:45:05 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แพรจารุ
Location :
นครศรีธรรมราช Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




..
۞ บทกวีและเรื่องสั้น ถนอมไชยวงษ์แก้ว
อัพเดท

..
۞ จากกระท่อมทุ่งเสี้ยว โดยถนอม ไชยวงษ์แก้ว
อัพเดท 17 ต.ค.51
http://www.youtube.com/watch?v=L21lhWsu8QQ&feature=related object width="315" height="80">
หา โค้ดเพลงhi5 : hi5 song code search
Friends' blogs
[Add แพรจารุ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.