คนเขียนหนังสือ ชีวิตเบิกบานในการงาน
Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2552
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
9 กรกฏาคม 2552
 
All Blogs
 
จากภูเขาจดทะเล ท้องฟ้าผืนดินเดียวกัน

เช้าวันนั้น ครูลงมาจากดอยสูง เพื่อไปทะเลกัน

ครูจะไปดูงานที่โรงแรมทางทะเลใต้ เพื่อนำมาใช้กับงานโรงเรียนบนดอยสูง” เป็นเรื่องน่าสนใจและชวนให้ติดตามไปดู เรื่องของโรงเรียนกับโรงแรมมันไปกันได้อย่างไร

ก่อนจะไปถึงทะเล สร้างบรรยากาศด้วยคำถามเล่น ๆ ว่า เมื่อจะไปทะเล คุณจะร้องเพลงอะไร
บางคนร้องเพลง “โอพัทยาลาก่อน” ....ลาแล้วลาขอลา โอ้พัทยาลาก่อน ชีวิตคือละคร ฉันมันอ่อนโลกเอย ...

บางคนร้องเพลง “ หัวหินสิ้นมนต์รัก” หัวหิน เป็นถิ่นสัญญา จากไป กลับมาผิดหวัง
...คลื่นสวาทมันแรง มันแกล้งมาดล ร้อนจนใจสั่น เคยชื่นชู้ สู่สวรรค์ ....มันซาบมันซึม มันปลื้มไม่นาน วิมานทลาย...

เพลงที่ได้รับความนิยมอีกเพลงหนึ่งก็คือ “ทะเลไม่เคยหลับ” ...มองซิมองทะเล เห็นลมคลื่นเห่จูบหิน ความรักมันบ้าปิ่น กระแทกหินดังครืนครืน ทะเลไม่เคยหลับไหลใครตอบได้ไหมไฉนจึงตื่น บางครั้งยังสะอื้น ทะเลมันตื่นอยู่ร่ำไป

แต่ฉันคิดถึงเพลง “ไปทะเลกันดีกว่า” ไปทะเลกันดีกว่า ปล่อยใจให้สุขสันต์ ไปเล่นลมสู้คลื่น สดชื่นและสมหวัง ทะเลนั้นเป็น เพื่อน...

เพลงนี้ทำให้รู้สึกคึกคักสนุกสนานและมีความสุขกว่าเพลงทะเลอื่น ๆ ที่ฟังเศร้า ๆ และมีเรื่องราวของความรัก แต่ที่ชอบก็คือว่าเพลงรักเกี่ยวกับทะเลล้วนมีภาษาและมีจิตนาการที่งดงามมองเห็นภาพ

การเดินทางไปกับครูครั้งนี้เหมือนกลับไปสู่วัยเด็ก คล้าย ๆ ไปทัศนะศึกษา ลืมแนะนำไปว่า ครูที่ไปด้วยกัน เป็นครูจากโรงเรียนบนดอยอินทนนท์ ชื่อโรงเรียนนิยมไพรผาหมอน อินทนนท์ กับอีกโรงเรียนหนึ่งอยู่ที่ดอยสุเทพชื่อโรงเรียนสังวาลย์วิทยา โดยมีมูลนิธิไทยรักป่า สนับสนุนการเดินทางดูงานครั้งนี้

สุดทางที่ หาดทุ่งวัวแล่น ฉันเคยอ่าน และเคยดูละครหลายครั้ง “เรื่องแผ่นดินของเรา” ที่แม่องนงค์ เขียน เรื่องความรักเกิดขึ้นที่ทุ่งวัวแล่น แม้ว่าทุ่งวัวแล่นในวันนี้กับเรื่องราวที่แม่อนงค์เขียนจะต่างกันมากหรือแทบจะไม่มีฉากที่แม่อนงค์บรรยายเอาไว้ เช่นท้องทุ่งริมทะเลและชายป่าที่หนาทึบที่นางเอกวิ่งไปให้งูกัด เพื่อที่พระเอกจะได้ไปช่วย แต่ฉันก็ยังรู้สึกยินดีและตื่นเต้นที่ได้มาเยือนที่นี่ มันเป็นบรรยากาศของงานวรรณกรรมที่คุ้นเคย

เมื่อมาถึงแล้วก็อยากจะเล่าเรื่องทุ่งวัวแล่นสักเล็กน้อย ทุ่งวัวแล่นอยู่ในตำบลสะพลี อำเภอประทิว จังหวัดชุมพร

มีเรื่องเล่าว่า ... เดิมทุ่งวัวแล่นเป็นป่าใหญ่ติดชายทะเล มีความอุดมสมบูรณ์มีสัตว์ป่ามากมาย ทั้งสัตว์ใหญ่สัตว์เล็ก สมัยก่อนมีการล่าสัตว์กัน ล่าเพื่อกินยังชีพบ้างเพื่อเกมกีฬาบ้าง แต่สัตว์ก็แล่นหนีเข้าป่าได้เสมอ (แล่นภาษาใต้หมายถึงวิ่ง) และที่ได้ชื่อว่าทุ่งวัวแล่นเพราะว่า วัวตัวหนึ่งถูกนายพรานยิง พวกเขาคิดว่าตายแล้ว จึงช่วยกันถลกหนังแต่วัวตัวนั้นฟื้นขึ้นมาลุกขึ้นวิ่งหายเข้าป่าไป จึงเรียกว่า “ทุ่งวัวแล่น”



ทะเลที่มีต้นไม้ธรรมชาติอย่างนี้ยังมีให้เห็น


ปลายทางจริง ๆ ของครูบนดอยอยู่ที่ ชุมพรคาบาน่าค่ะ เป็นโรงแรมกึ่งรีสอร์ต นี่แหละเป้าหมายของครู ไม่ได้มาเที่ยวเฉย ๆ แต่มาเพื่อดูงานหรือเรียกอบรมเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวทางพระราชดำริ



สงสัยใช่ไหมค่ะว่าโรงแรมจะมามีชื่อเสียงในด้านนี้ได้อย่างไร และยิ่งครูที่โรงเรียนมาดูโรงแรม เพื่อไปปรับใช้กับโรงเรียนยิ่งเป็นเรื่องที่ดูประหลาดพิลึกแท้

แต่มีคำตอบ เพราะว่าโรงแรมนี้เป็นโรงแรมไม่ธรรมดาค่ะ โรงแรมที่นี่มีการทำนา ปลูกผัก ทำการเกษตรพอเพียง

คุณวริสร รักษ์พันธ์ ชุมพรคาบานา คุณกุล ปัญญาวงศ์ ผู้จัดการมูลนิธิไทยรักป่า


เจ้าของโรงแรมชื่อคุณวริสร รักษ์พันธ์ เดิมที่เขาทำโรงแรมธรรมดา ๆ ต่อมาเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ค่าเงินบาทลอยตัว และประสบกับพายุด้วย เขาจึงมีหนี้สินถึง 300 ล้านบาท เขาไม่รู้จะก้าวเดินอย่างไร หมดความหวังในชีวิต จนในที่สุดเขาได้พบทางออกจากกระแสพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง

แนวพระราชดำริ จะแก้ปัญหาได้ ให้ปฏิบัติ 5 ขั้น คือต้องพึ่งตนเองให้ได้อย่างน้อยหนึ่งในสี่ สองต้องรู้จักพอประมาณ สามต้องรู้จักแบ่งปัน สี่ขยายงานให้เกิดความร่วมมือ และห้าค่อยทำการค้า การขาย แบบเอื้อเฟื้อกัน พึ่งพากัน มีศักดิ์ศรีเท่ากัน ทั้งชาวไร่ ชาวนา ชาวประมง

เป็นครั้งแรกเหมือนกันค่ะที่ฉันได้พิจารณาที่ละขั้น ไม่ว่าอาชีพไหนถ้าทำได้เช่นนี้ เราจะมีผู้คนที่งดงามและสังคมที่น่าอยู่มาก ๆ

มาดูกันต่อไปนะคะว่าเจ้าของโรงแรมนี้เขาเริ่มทำอย่างไร เปลี่ยนสวนหย่อมเป็นนาข้าว ทำแปลผักรอบ ๆ หอประชุม ทำคอกไก่ คอกเป็ด แล้วนำเศษอาหารจากครัวมาทำอาหารสัตว์ ปลูกพืชตามเส้นทางเดิน ทำโรงเรือนให้พนักงานตำข้าว ขุดสระเลี้ยงปลา ทำบ่อบำบัดธรรมชาติ ทำผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในโรงแรมใช้เอง ทั้งสบู่ ยาสระผม น้ำยาขัดห้องน้ำ ให้พนักงานเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้วย รู้จักห่มดินฟื้นฟูดิน และตั้งศูนย์เรียนรู้กสิกรรมธรรมชาติ

เปลี่ยนสภาพใหม่หมดคือใช้พื้นที่ใหม่ เปลี่ยนจากการจัดสวยปลูกต้นไม้โชว์สวยงาม เสียค่าออกแบบและดูแลแบบแพง ๆ มาเป็นปลูกพืชกินได้ ในพื้นที่ประมาณ 40 ไร่ ก็ปลูกได้มากมายพอกิน ทำผลิตภัณฑ์ใช้เองทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นยาสระผม น้ำยาขัดห้องน้ำ สบู่ น้ำยาล้างจาน เรียกว่าของทุกอย่างที่ใช้ในโรงแรมผลิตเองหมด จึงลดค่าใช้จ่ายไปได้มาก

เมื่อไปดูและได้ลองใช้ ผลิตภัณฑ์ที่เขาทำขึ้นมาเอง ทำให้รู้สึกถึงความอ่อนโยน และเกรงใจเจ้าของมือที่ทำ ฉันจึงใช้ของเขาอย่างประหยัดที่สุด

มองผ่านไปที่ทะเลหน้าเรือนพักก็ยังเป็นธรรมชาติ ยังมีความเป็นบ้านนอก ฉันคิดว่าทะเลแบบบ้านอกที่ไม่ปรุงแต่งและสะอาดนี่แหละมีเสน่ห์ยิ่ง แม้ว่าจะไม่เหมือนที่แม่อนงค์เขียนไว้ใน แผ่นดินของเรา แต่ที่ก็ยังมีต้นไม้สำหรับหาดทราย ไม่ได้มีของตกแต่งที่รกรุงรังกับทะเล พื้นทรายก็ยังขาวสะอาดให้เดินเปลือยเท้าได้อย่างสบายใจ อาคารที่พักยังพยายามสร้างให้กลมกลื่นกับธรรมชาติได้ แต่ฉันเดินทางมากับครูแบบทัศนะศึกษาจะมามัวพิรี้พิไรกับทะเล หาดทราย สายลมอยู่นานเกินไปไมได้

ต้องเดินตามครูค่ะ เดินทางไกลมาสองวันกว่าจะถึงต้องใช้เวลาให้คุ้มค่าที่เสียสละมา

เมื่อถามว่าเริ่มอย่างไร เขาบอกว่า “ตอนแรก ๆ ไปชวนคนอื่นก่อน และไม่เป็นผลสำเร็จ ไม่มีใครเชื่อ ว่าเจ้าของโรงแรมจะทำ บางคนก็ว่าสร้างภาพ จึงเริ่มตั้งต้นใหม่จากตัวอง โดยชวนพนักงานในโรงแรมทำ หรือเรียกว่ามันต้องระเบิดจากข้างใน

คือเชื่อมั่นแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง พึ่งตนเอง ไม่เบียดเบียนธรรมชาติ ทำให้เห็นทางรอดของสถานการณ์วิกฤติ ได้แนวคิดว่าแนวทางนี้อยู่ได้ คือ ช่วยเหลือกัน อุ้มชูกัน เราก็ค่อย ๆ ฟื้นฟู เมื่อเรารอดมาได้ก็คิดว่า ชีวิตที่เหลืออยู่ก็จะบอกต่อให้คนอื่นรู้เรื่องการใช้แนวคิดพระเจ้าอยู่หัว”

ที่โรงแรมแห่งนี้นอกจากมีอาหาร พืชผักที่ปลอดจากสารเคมีแล้ว ที่นี่ไม่มีขยะให้ทิ้งเลย เขาไม่มีปัญหาเรื่องกำจัดขยะ ที่นี่ไม่มีพลาสติกหรือโพม เพราะพืชผักปลูกที่นี่โดยวิธีธรรมชาติ และบางส่วนที่ซื้อมาก็ซื้อจากเกษตรกรที่ทำการเกษตรในแนวทางเดียวกัน เขาจะใส่แข่งมาขาย ของเหลือใช้เศษอาหารในครัวของโรงแรมก็เอามาหมักทำปุ๋ยธรรมชาติ ปุ๋ยอินทรีย์ ทุกอย่างเอามาใช้ประโยชน์ได้หมด

ฉันคิดว่า นี่เป็นเรื่องที่น่าสนใจยิ่ง ปัญหาขยะกับโรงแรมหรือรีสอร์ทเป็นปัญหาที่ใหญ่มากของประเทศนี้ ทุกแห่งที่ส่งเสริมการท่องเที่ยว มีปัญหาเรื่องขยะที่ยากจะแก้ไข และผู้ประกอบการก็จะผลักภาระให้ผู้อื่นขยะจึงถูกทิ้งไปตามที่ต่าง ๆ ทั้งภูเขาและทะเล พวกเขาไม่ได้คิดที่จะกำจัดขยะหรือลดขยะของตัวเอง แต่ที่นี่จัดการกับขยะของตัวเองได้ นี่ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมากทีเดียว ขยะของเขาเป็นปุ๋ยหมด รวมทั้งมูลสัตว์และมูลคนก็เอามาทำปุ๋ยทั้งหมด

รอบ ๆ อาคาร มีลำธารบำบัดน้ำเสียด้วยวิธีธรรมชาติ มีการใช้หญ้าแฝก ผักตบ ธูปฤาษี คล้า บอน เขาไม่ปล่อยน้ำเสียไหลลงสู่ทะเล

ตลอดทางที่ผ่านไประหว่างอาคารปลูกพืชผักเพื่อกิน เราจะผ่านกระโถนท้องพระโรง หรือสระน้ำ เสียที่ผ่านการบำบัดแล้วมารวมไว้ที่นี่ถึงกระนั้นก็ยังเห็นสิ่งมีชีวิตพวกหอยปลา ปู เต็มสระ

การปลูกพืชผักที่นี่เขาใช้ระบบ 4 ด. คือดมได้ ดูสวยงามได้ ดื่มได้ และก็แดก (กิน)ได้
ได้ยินครูพูดกันว่า จะต้องเอาไปปรับใช้กับโรงเรียน และชุมชนของตัวเอง

ที่น่าสนใจยิ่งคืออาหารของที่นี่ อาหารบ้าน ๆ มีมากมาย เช่นขนมครกแบบบ้าน ๆ บ้านใต้แท้ ๆ จะมีความมันหวานจากกะทิสด ๆ ไม่ใช่หวานน้ำตาล ขนมจากหวานมันจากมะพร้าวทึนทึก (ที่ไม่อ่อนไม่แก่) ผักพื้นบ้านต่าง ๆ พวกใบเหรียงผัดไข่ ขนมจีนน้ำยาสารพักผัก โดยเฉพาะผักพื้นบ้าน ทั้งยอดหมุย ใบมันปู ลูกฉิ่ง และอีกสารพัด


ยอดผักเหรียงผัดไข่



หนมจากว่าจากพราก


เรียกว่ามีความสุขกับการกินอาหารในทุกมื้อ เพราะที่นี่อาหารใต้ก็ยังเป็นอาหารใต้อยู่ รสชาติก็ยังเป็นใต้ ๆ จริง และที่สำคัญกินข้าวที่กินที่นี่ เป็นข้าวเหลืองประทิว เป็นข้าวพื้นเมืองจากชุมพร ข้าวเหลืองประทิวนี้เกือบจะสูญพันธุ์ไปแล้ว แต่ที่นี่นำกลับมา ฟื้นพันธุ์ข้าวขึ้นมาได้ และยังมีกลุ่มทำนาปลูกข้าวนี้ด้วย



เขาว่ากันว่า เมื่อเราไปที่ไหนก็ควรจะได้กินอาหารถิ่นนั้น หรือกินอาหารในพื้นที่นั่นเอง เพราะการกินอาหารในท้องถิ่นหรือกินอาหารตามฤดูกาลเป็นการดูแลสุขภาพวิธีหนึ่ง

ที่นี่กลายเป็นกรณีศึกษาการอยู่รอด เป็นสถานที่สำหรับการฝึกอบรมและดูงาน มีปรัชญาน่ารัก ๆ ว่า ยิ่งทำยิ่งได้ ยิ่งให้ยิ่งมี

แล้วก็ถึงเวลาที่จะหันหัวรถออกจากทะเลใต้ขึ้นสู่ดอยสูงแล้วค่ะ

จากภูเขาจดทะเลท้องฟ้าผืนดินเดียวกัน บทสุดท้ายเมื่อจากทะเล มีคำถามเล่น ๆ ว่า คุณจะร้องเพลงอะไร ฉันคิดไม่ออกจริง ๆ และดูเหมือนเส้นทางเมื่อกลับคืนสู่ดอยยาวไกลเหลือเกิน


ครูบนดอยสูง (มากันหลายคนแต่เลือกคนนี้เป็นตัวแทน)


จบท้ายด้วยผู้เขียน ฮาฮา น่ากลัวไหมล่ะถ่ายภาพโดย ธนภูมิ อโศกตระกูล


งานนี้มีสปอนด์ค่ะขอบคุณ
กุล ปัญญาวงศ์ มูลนิธิไทยรักษ์ป่าสนับสนุนการเดินทาง
คุณวริสร รักษ์พันธ์ ชุมพรคาบานา ให้ที่พัก
คุณไพบูลย์ พันธ์เมือง มาเลี้ยงข้าวระหว่างอยู่ชมพร
คุณสีน่ำฟ้า ณบล็อกแกงค์ ตามมาแจมให้ความบันเทิง


พิมพ์ครั้งแรก นิตยสาร กุลสตรี /2552


Create Date : 09 กรกฎาคม 2552
Last Update : 9 กรกฎาคม 2552 7:51:24 น. 14 comments
Counter : 1071 Pageviews.

 
สวัสดีค่ะ

ทะเลยังคงให้ความรู้สึกที่หลากหลายอยู่เช่นเดิมนะคะ

หวังว่าคงสบายดี ที่อีสานนี่ฝนตกบ่อย แต่ก็เป็นเรื่องดีสำหรับคนที่จะทำนาค่ะ


โดย: สายลมอิสระ วันที่: 9 กรกฎาคม 2552 เวลา:7:06:56 น.  

 
สวัสดีเจ้าพี่แพร...
ขอโตยไปแอ่วทะเลโตยคนเจ้า

คิดถึงทะเลจริง ๆ


โดย: แม่ไก่ IP: 118.174.176.211 วันที่: 9 กรกฎาคม 2552 เวลา:11:00:38 น.  

 
สวัสดีค่ะพี่ยาย

ชุมพรคาบาน่าเป็นรีสอร์ตที่นางไม้ฯชื่นชมนะคะ
ใต้ทะเลชุมพรก็น่าลงไปเที่ยวค่ะ
เสียดายตอนที่ไปนั้น ไปผิดฤดูกาล เลยเป็นทัวร์กินนร (กินนอน)


โดย: นางไม้หน้า3 วันที่: 9 กรกฎาคม 2552 เวลา:14:51:42 น.  

 
สวัสดีแพร จารุ

ที่ขอบคุณมาก ๆ คือการที่เอาเรื่องของอำเภอปะทิว (ปะทิว นะครับ ไม่ใช่ ประทืว) บ้านปัจจุบันของนายไพบูลย์ พันธ์เมือง ให้ชื่อมีเสียงยิ่งขึ้น ส่วนลุงเองเขียนเรื่องนี้แล้วในแบบลงลึก เพื่อการศึกษาของนักเรียน ป.๕-๖ แต่ทว่า ชื่อเป็นของคนอื่น ฮ่า ๆ ๆ (พูดอย่างนี้หวังว่าคงเข้าใจ) แต่ประโยชน์ไม่ไปไหน

ขอแก้ข่าวนิดหนึ่ง ที่ว่า "เลี้ยงมือใหญ่" นั้นน่าจะไม่ใช่ ความจริงมีว่า วันแรกลุงกลายเป็นเจ้าของบ้านที่ถูกแขกจากเชียงใหม่เลี้ยงก่อน ๑ มื้อ

แต่พอวันที่สอง ไม่เข้าใจว่าแขกแต่ละคนเขาเลี้ยงตัวเองหรืออย่างไร ลุงจึงได้เลี้ยงแต่เพื่อน ๆ ในคณะของคุณนิยาย(แพร จารุ)เพียง ๔ คน รวมทั้งลุงเท่านั้น

เพราะถ้าเลี้ยงใหญ่จะต้องได้รับเกียรติให้เลี้ยงหมดทั้งคณะ ฮ่า ๆ ๆ


โดย: ลุงบูลย์ (pantamuang ) วันที่: 9 กรกฎาคม 2552 เวลา:20:08:08 น.  

 
มาสวัสดีไว้ก่อนค่ะ
ยังไม่ได้อ่านอะไรเลย


โดย: ปณาลี วันที่: 9 กรกฎาคม 2552 เวลา:23:21:48 น.  

 
555.......พี่ยายไม่แล่นไปให้ถึงบ้านลุงบูลย์เสียเลยล่ะ

ถ้านางเอกของแม่อนงค์เป็นพี่ยายท่าทางงูจะเลื้อยลงรูแทบไม่ทันกระมัง
แหม...พี่ยายก็น่าจะสนองศรัทธาอันแรงกล้าของลุงบู,ย์เสียหน่อยนะพาคณะสัก 20 - 30 คนมาให้ลุงบูลย์ได้เลี้ยงให้เปรมปรีดิ์


โดย: ปลายแปรง วันที่: 10 กรกฎาคม 2552 เวลา:9:25:45 น.  

 
ฝากความถึงยัยติ๋ม ปลายแปรง(หรือใครก็ตาม)

ถ้าไปกัน ๒๐-๓๐ คน ก็เลี้ยงได้ แต่ขอจัดเลี้ยงที่บ้านนะ จะได้เจ็บตัวน้อยหน่อย แล้วก็ช่วยแจ้งล่วงหน้าด้วย

จะได้หนี อิ ๆ ๆ


โดย: ลุงบูลย์ (pantamuang ) วันที่: 11 กรกฎาคม 2552 เวลา:21:14:41 น.  

 
พูดถึงทุ่งวัวแล่น
นึกถึง ภคินี และ ธำรง
แห่ง"แผ่นดินของเรา"

ต้องเพลงนี้เลยค่ะพี่

"จันทร์กระพ้อร่วง"

ดอกจันทร์กะพ้อร่วงพรู
เจ้ามิใช่ร่วงสู่แผ่นดินไหนโดยง่าย
ลมพาเอากลีบกระจาย
ร่อนปลิวพร่างพริ้วพรายไม่มีที่หมายใด

ดูดังฝูงผึ้งแตกรัง
เมื่อไร้กำลังหล่นก็ลงฝังทั่วไป
ไร้ผู้จะเหลียวใส่ใจ
ไม่มีใครที่ไหนเก็บเอาไปเพื่อไว้บูชา

บางกลีบเขาเหยียบลง
แหลกเป็นผง อย่างไร้เมตตา
กลีบจมแผ่นดินสิ้นสูญราคา
กลิ่นนั้นหนายังหอมเป็นค่าผูกพันธุ์

* จันทร์กะพ้อคือเหล่าสตรี
มีราคีเพราะชายขยี้พรหมจรรย์
ความสาวแหลกเหลวสิ้นพลัน
ไร้ค่าผูกพันธุ์เหมือนจันทร์กะพ้อร่วงพรู


วันที่ 7 เดือนหน้าจะไปเชีนงใหม่
มาเจอกันมั้ยคะพี่





โดย: เช้านี้ยังมีเธอ วันที่: 12 กรกฎาคม 2552 เวลา:15:24:10 น.  

 
สายลมอิสระสวัสดีค่ะ

ขอบคุณค่ะ เชียงใหม่ฝนก็ตกบ่อย ๆ เหมือนกันค่ะ สดชื่นดีค่ะ

วันที่ 25 นี้พี่กับเพื่อนก็จะไปแถบ ๆ นั้นค่ะ จากเชียงใหม่ไปสิ้นสุดที่เชียงคานค่ะ ไปเที่ยว ๆ เพราะคิดถึงเชียงคานไม่ได้ไปนานนับสิบปีแล้วตั้งแต่มาอยู่เชียงใหม่

แม่ไก่
หายไปนานเหมือนกันนะคะ


โดย: แพรจารุ วันที่: 12 กรกฎาคม 2552 เวลา:20:52:52 น.  

 
ลุงบูลย์ (pantamuang

ปะทิว เขียนผิด ขอบคุณครูมากค่ะ เดี๋ยวไปแน่รับรองจะชวนปลายแปลงกับสีน้ำฟ้าและใครต่อใครไปด้วย โครงการกินข้าวบ้านลุงบูลย์

(เขียนเป็นโครงการเลยค่ะ รับสมัครผู้ร่วมเดินทางด้วยใครสนใจลงชื่อได้)ว่าเข้าไปนั้น ถ้าพี่เป็นภคินีนะเหรอ

ข้าวต้องเหลืองปะทิวนะ บ้านลุงปลูกหรือเปล่า


ปลายแปลง
ว่า "ถ้านางเอกของแม่อนงค์เป็นพี่ยายท่าทางงูจะเลื้อยลงรูแทบไม่ทันกระมัง"
เออ...อุเหม่

ที่บ้านพี่พบงูเสมอ พี่ก็ส่งเสียงว้าย ๆ (กลัวงูแบบพองาม)

อ้ายที่บ้านว่า โอ...มันไม่เข้ามาหาหรอก ยายไม่รู้อะไรมันทั้งกลัวทั้งรังเกียจคนด้วย

ว่าถึงเรื่องงูนี้นะ ครั้งหนึ่งคุยกับเพื่อนที่เขียนนิยาย เพื่อนพี่บอกว่าจะให้เรื่องมันยาว ก็ปล่อยงูออกมาสักตัว แล้วนางเอกงูกัดพระเอกไปช่วย(ยังใช้ได้อยู่)

แต่ขอบอกว่าตามหลักการแพทย์เขาว่า วิธีที่พระเอกสร้างความประทับใจด้วยการดูดพิษงู ไม่ควรทำเพราะพระเอกอาจตายได้


โดย: แพรจารุ วันที่: 12 กรกฎาคม 2552 เวลา:21:48:36 น.  

 
หวัดดีจ๊ะ พี่ยาย
นานแล้วไม่ได้เข้ามาทักทาย สบายดีกันหรือเปล่า ช่วงนี้เปิดร้านกาแฟ เลยไม่ค่อยว่าง คิดถึงนะ แวะไปหาที่ร้านหน่อย



โดย: วิมายา IP: 112.142.5.34 วันที่: 15 กรกฎาคม 2552 เวลา:18:28:11 น.  

 
หวัดดีจ๊ะ พี่ยาย
นานแล้วไม่ได้เข้ามาทักทาย สบายดีกันหรือเปล่า ช่วงนี้เปิดร้านกาแฟ เลยไม่ค่อยว่าง คิดถึงนะ แวะไปหาที่ร้านหน่อย



โดย: วิมายา IP: 112.142.5.34 วันที่: 15 กรกฎาคม 2552 เวลา:18:35:40 น.  

 
สวัสดีจ้ะยาย
ไม่ได้แวะเข้ามเสียนาน
แวะเข้ามาก็เจอวิมายาเลย
ฝากทักทายสบายดีไหม ?
ร้านกาแฟเธอเปิดตรงไหนนะ ?
วานถามหน่อย
ถ้าไปเชียงใหม่จะได้ไปชิมบ้าง


โดย: พ่อพเยีย วันที่: 16 กรกฎาคม 2552 เวลา:17:01:02 น.  

 
สบายดีค่ะ ร้าน KOFFEE Coffee
ถ.วัวลาย ซ.1 อ.เมือง เชียงใหม่ ยินดีต้อนรับทุกคนที่มีความจริงใจ


โดย: วิมายา IP: 119.42.76.52 วันที่: 17 กรกฎาคม 2552 เวลา:13:40:00 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แพรจารุ
Location :
นครศรีธรรมราช Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




..
۞ บทกวีและเรื่องสั้น ถนอมไชยวงษ์แก้ว
อัพเดท

..
۞ จากกระท่อมทุ่งเสี้ยว โดยถนอม ไชยวงษ์แก้ว
อัพเดท 17 ต.ค.51
http://www.youtube.com/watch?v=L21lhWsu8QQ&feature=related object width="315" height="80">
หา โค้ดเพลงhi5 : hi5 song code search
Friends' blogs
[Add แพรจารุ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.