คนเขียนหนังสือ ชีวิตเบิกบานในการงาน
Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2552
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
1 พฤษภาคม 2552
 
All Blogs
 
ไปกินข้าวเบ๊อะที่หมู่บ้าน มีกินมีใช้



การเดินป่านั้นต้องค่อย ๆ เดินไป โดยเฉพาะเดินป่าช่วงที่มีฝนโปรยปราย ไม่ต้องรีบร้อน ใช้สมาธิและสติ ถือว่าเป็นการปฏิบัติธรรมในรูปแบบหนึ่งก็คงไม่ผิดนะคะ เพราะต้อง ก้าวเท้าให้มั่น ให้แน่ใจว่าไม่ลื่นล้ม แต่ถึงลื่นล้มในป่าก็ไม่ค่อยเจ็บ ดินจะนิ่มและมีหญ้าด้วย และก่อนล้มลงก็จะไถลไปหน่อยหนึ่ง แรงล้มจะเบาลง เมื่อล้มเราก็จะมีประสบการณ์ในการก้าวเดินต่อไป ที่สำคัญคือ รองเท้าที่ใส่ต้องเหมาะกับเท้าและเหมาะกับเส้นทางที่เราเดิน


เอาเข้าจริงชีวิตคนเราไม่ได้ต้องการอะไรมาก มีรองเท้าดี ๆ ที่สวมแล้วสบายเท้า เพื่อก้าวเดินอย่างมั่นคง กับที่นอนดี ๆ ที่พอดีกับแผ่นหลัง เพื่อจะได้นอนหลับสบาย เมื่อตื่นขึ้นมาแล้วไม่ปวดไม่เมื่อยหลัง สุขภาพจิตดีสุขภาพกายดีเป็นสำคัญ

ตอนนี้ไปเดินป่ากันที่จังหวัดเชียงรายค่ะ ที่บ้านหินลาดใน อำเภอเวียงป่าเป้า
นอกจากเดินป่าก็ต้องกินของป่าด้วยค่ะ

ไปกินข้าวเบ๊อะ ( ออกเสียงแบบปกาเก่อญอ ) แล้วจิบชาอุ่น ๆ นั่งฟังเสียงน้ำไหลแรง ๆ ใกล้ๆบ้าน เพราะหมู่บ้านมีน้ำไหลผ่านตลอด


ป่าในแถบบ้านหินลาดใน

ข้าวเบ๊อะเหมาะสมกับอากาศหนาว ๆ เป็นข้าวสุขภาพด้วย ข้าวต้มเปื่อย ๆ สีเหลืองสวย มีฟักทอง ถั่ว หน่อไม้ อยู่ในนั้นพร้อม ลองชิมดู ได้กลิ่นข่า ตะใคร่ และรสเผ็ดลิ้นนิด ๆ อร่อยค่ะ เรียกว่า ข้าวต้มชาวปกาเก่อญอ ก็ได้ค่ะ

ข้าวนี้มีที่มาเป็นตำนานว่า
“ครอบครัวคนปกาเก่อญอ มีอาหารน้อย ไม่มีอะไรจะกิน มีข้าวก็เอามาต้ม มีอะไรก็ใส่ลงไป มีพริก มีหน่อไม้ เผือก มัน ฟักทอง ผักกาดแห้ง ๆ ใส่ลงไปต้มกิน เลี้ยงชีวิตได้ คนปกาเก่อญอก็สอนลูกหลานไม่ให้ลืมตัว ลืมบรรพบุรุษ จากข้าวเบ๊อะ ให้รู้ว่าเราเป็นมาอย่างไร” ดาวใจ ศิริ หนึ่งในเยาวชนของที่นี่เล่าให้ฟัง

กินแล้วขอวิธีทำด้วย เผื่อเอามาทำกินเองที่บ้าน
ยามเช้ามาถึงเริ่มฝึกทำข้าวเบ๊อะกันเลยค่ะ ลองดูนะคะ
ข้าวเบ๊อะที่ว่าเป็นอย่างไร แม้ไม่อยู่บนภูเขาก็สามารถทำกินได้
เอาข้าวสารมาต้ม หั่นเนื้อหมูเป็นชิ้นเล็ก ๆ นิดหน่อย ใส่ลงไป เครื่องปรุงของเขาก็มี ตะไคร้ หอม กระเทียม ข่า ขมิ้น พริกขี้หนู เกลือ (อย่างละเล็กละน้อยนะคะ) ตำให้เกือบละเอียดเพื่อ เป็นเครื่องปรุง

ต้มข้าวจนเดือดแล้วใส่เครื่องปรุงลงไป ตามด้วยผักที่มีอยู่ วันนี้เรามีหน่อไม้ต้มสุก กับฝักทอง และผักกาดแห้งค่ะ (ไม่แน่ใจว่า ถ้าไม่ได้ผักกาดแห้งจะมีรสชาติอย่างไร )

ต้มจนข้าวเปื่อยเละนิด ๆ นั่นแหละค่ะ ( ในระหว่างทำข้าวเบ๊อะไปไหนไม่ได้นะคะ ต้องนั่งคนไปเรื่อย ๆ ) ข้าวเปื่อยดีแล้ว เอามากินได้เลย รสชาติกลมกล่อม โดยไม่ต้องเติมต้องปรุงอะไรอีก นอกจากเกลือเพียงอย่างเดียว ( คนที่ไม่ชอบหมูไม่ต้องใส่ก็ได้ใช้ไก่แทนได้ )

เพื่อให้ครบสูตร ทำ ผักกาดแห้งด้วยดีกว่า
อันดับแรก เอาผักกาดไร่ หรือผักกาดเขียวนั่นแหละค่ะ มาตากให้เหี่ยว ล้างให้สะอาด เลือกกระบอกไม้ไผ่ที่พอเหมาะ แล้วยัดผักกาดลงในกระบอก อัดให้แน่น ใส่น้ำให้ท่วมผัก และปิดปากกระบอกเอาไว้ให้สนิท อย่าให้อากาศเข้าไปได้ ทิ้งเอาไว้หนึ่งคืน เช้าวันใหม่มาเปิดดู เพื่อจะยัดผักให้แน่นอีกครั้ง และทิ้งไว้เจ็ดวัน ถือว่าได้ที่แล้วค่ะ

จากนั้น จึงควักเอาผักออกมาบีบน้ำออกให้หมด แล้วนำเอาไปตากแห้ง เราก็จะได้ผักกาดแห้งไว้ใส่ข้าวเบ๊อะ ส่วนน้ำที่เราบีบออกจากผักซึ่งมีเนื้อผักติดอยู่บ้าง ไม่ทิ้งนะคะ ให้นำมาเคี่ยวจนแห้งเป็นสีดำเรียกว่า น้ำผัก เอาไว้ทำน้ำพริกแทนกะปิค่ะ ฉันกินมาแล้วอร่อยดีเหมือนกัน

ถ้าอยากทำผักกาดแห้ง แต่ไม่มีกระบอกไม้ไผ่ คิดว่า น่าจะใช้ขวดแทนได้ แต่ต้องอัดให้แน่นนะ ไม่เช่นนั้นผักจะเน่าค่ะ

กินข้าวแล้วก็ไปเดินป่ากันต่อค่ะ เริ่มที่สวนชา ที่เป็นชาป่าธรรมชาติ อยู่ตามป่าที่ผสมผสานกันพืชอื่น ๆ อันได้แก่ลูกพลับ มะขม ซึ่งมันขมจริง ๆ แต่กินไปแล้วก็จะมัน ๆ ของพวกนี้ถือเป็นพืชเศรษฐกิจของที่นี่

บ้านหินลาดในถือกันว่าเป็นหมู่บ้านที่มีชื่อเสียงมากในด้านการดูแลป่า และใช้ชีวิตวิถีพอเพียงจริง ๆ

เป็นหมู่บ้านที่ดูแลป่าไว้อย่างดี คือดูแลและเก็บกิน จนได้รับการยอมรับจากหน่วยงานของรัฐ อยู่ในพื้นที่ป่าได้อย่างไม่ต้องมีใครสงสัย ในเรื่องที่ว่าคนอยู่กับป่าได้หรือไม่

วิถีการอยู่กินกับป่าอย่างยั่งยืน ถูกนำมาใช้กันมากขึ้น คนอยู่กับป่าก็เริ่มจะปรับตัวให้เข้ากับสภาพ เช่นเดียวกับหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่จัดการดูแลป่า ก็มีความเข้าใจมากขึ้น

เมื่อถามพ่อหลวงปรีชา ศิริ ว่าสู้มานานใช่ไหมกว่าจะถึงวันที่ถูกยอมรับว่าเราอยู่กับป่าได้
พ่อหลวงปรีชาว่า “ เราอย่าพูดว่าสู้เลย พูดใหม่ว่า ทำความเข้าใจกันดีกว่า เราทำความเข้าใจกันมานาน และ เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจกันต่อไป”

อย่างวันนี้ พบว่ามีชาวปากาเก่อญอจากบ้านตีนผา อ.แม่แจ่ม จังหวัดชียงใหม่ เดินทางมาพูดคุยกับชาวบ้านหินลาดในเรื่องวิถีการทำมาหากิน และการอยู่กับป่าอย่างยั่งยืน โดยไม่ต้องปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่นข้าวโพด ที่ต้องพึ่งตลาด และต้องลงทุนสูง มีการใช้สารเคมีตกค้างในดิน และเป็นอันตรายกับตัวเองด้วย

วันนี้พวกเด็ก ๆ มาด้วย เพราะที่บ้านหินลาดใน มีกลุ่มเยาวชนบ้านหินลาดใน ที่ทำงานกับผู้ใหญ่ กลุ่มเยาวชนมี 20 คน พวกเขาเรียน กศน. และเรียนรู้การใช้ชีวิตจริงจากป่า

หนุ่มจากบ้านตีนผาคนหนึ่งถามว่า จะทำอย่างไรในเมื่อเรามีพื้นที่จำกัด เราต้องออกไปทำอาชีพอื่นไหม



จันทร์เพ็ญ ศิริ บอกว่า เราต้องคิดจากตัวเราเองก่อนว่าเราจะทำอย่างไร คิดจากที่เรามีอยู่ ถ้าพื้นที่เราน้อย เราจะปลูกให้พอกินก่อนที่จะขาย เริ่มจากช่วยตัวเอง และ เราไม่ต้องออกไปทำงานที่อื่น

"ที่นี่ไม่มีคนรวยและไม่มีคนจน เพราะมีเกือบเท่า ๆ กัน ทุกคนมีกินมีใช้ ที่นี่ปฏิเสธเงินกองทุนเงินล้านของรัฐบาล เพราะกลัวเป็นหนี้แล้วไม่มีจ่าย คนปกาเก่อญอพวกเราทำค้าขายไม่เป็น เอาเงินมาจะลำบาก ตอนรับเงินหน้าชื่นแต่พอจะจ่ายคืนหน้าหมอง"
พ่อหลวงปรีชาพูดอย่างมันใจในยามเช้าที่เรานั่งคุยกันในครัวเพื่อรอข้าวเบ๊อะได้ที่และจะได้กินกัน

พิมพ์ครั้งแรก นิตยสารกุลสตรี มกราคม 2552






















Create Date : 01 พฤษภาคม 2552
Last Update : 17 กรกฎาคม 2552 14:13:13 น. 7 comments
Counter : 1790 Pageviews.

 
อยากลองกินดูบ้างเหมือนกันนะคะนี่

ยังไม่เคยเดินป้าที่ไหนเลยค่ะ


โดย: ปณาลี วันที่: 1 พฤษภาคม 2552 เวลา:22:03:37 น.  

 
พิมพ์ผิดค่ะ...เดินป่า


โดย: ปณาลี วันที่: 1 พฤษภาคม 2552 เวลา:23:40:35 น.  

 
อยากไปเรียนรู้การใช้ชีวิตที่นี่จัง

พี่ยายครับ (ขออนุญาติโมเมเรียก 55)

ฝากบอกอ้ายหนอมด้วยเน้อ ถ้าไปแอ่วเชียงดาว หุบเขาผาแดง อย่าลืมส่งข่าว

ขอบคุณครับ


โดย: สันป่ากาย IP: 202.44.4.62 วันที่: 3 พฤษภาคม 2552 เวลา:5:38:39 น.  

 
เพิ่งเจอเม้นท์ยายจ้ะตั้งแต่ปลายเมษาฯแน่ะ ไม่ค่อยมีเวลาเข้าบล็อกค่ะ ขอโทษด้วย ดีใจจ้ะที่แวะไปเยี่ยม
วันนั้นคงกำลังไปมุกดาหาร วันนี้กลับมาได้สักสองวันแล้วจ้ะ ไปท่องเที่ยวเวียดนามกลางมา สนุกมากแต่ก็เหนื่อยมากๆ ค่ะ

จะเชิญยายกับอ้ายหนอมไปกิ๋นข้าวแลงที่บ้านวันพุธนี้นะคะ ว่างไหม? ( มีของฝากจากฮอยอันด้วยจ้ะ )


โดย: หินทิเบตก้อนสุดท้าย (last_tibetstone ) วันที่: 11 พฤษภาคม 2552 เวลา:23:52:48 น.  

 
อ้อ...เข้าได้แล้ววุ้ย
ยังวิ่งหาสัญญาณเน็ตอยู่เลยค่ะพี่ยาย

เดี๋ยวคล่องตัวกว่านี้ค่อยมาโม้นะคะ


โดย: ปลายแปรง วันที่: 14 พฤษภาคม 2552 เวลา:17:00:48 น.  

 
เง้อ ข้าวเบ๊อะหน้าตาไม่น่ากินเลยจริ๊ง จริงนะคะ คุณแพรฯ
แต่อ่านส่วนผสม วิธีทำแล้วนั่นขอโปรดเราทั้งนั้นเลยนี่นา เผือก มัน ฟักทอง
ทำไงดีล่ะทีนี้


โดย: ยิปซีสีน้ำเงิน IP: 124.122.12.57 วันที่: 14 พฤษภาคม 2552 เวลา:20:38:32 น.  

 
ข้าวเบ๊อะ ทำไม่ยากคะ
ถ้าต้องการให้หอมขึ้น ก็ต้มน้ำตะไคร้ก่อน แล้วเอาตักเอาเนื้อตะใครออก ใส่ข้าวสารลงไป สองกำมือก็พอ เด๋วมันพองขึ้นมาเอง ใส่เนื้อสัตว์ที่เราชอบลงไป เคี่ยวให้เปื่อยๆก่อน แล้วค่อยใส่ผักที่ชอบลงไป เพาะความร้อนของข้าวจะทำให้สุขเร็วคะ สุดท้ายถ้าใส่ใบแมงลัดลงไปด้วย จะหอมมากๆคะ อีกอย่างถ้าใส่เลือดหมู เลือดสดนะคะ จะทำให้แกงเราดำๆ หอมไปอีกแบบคะ

เราเป็นคนกะเหรี่ยง อยู่กรุงเทพ ทำกินบ่อยคะ แต่กินยังไงก็ไม่อร่อยเท่ากินที่บ้านบนดอย สงสัยบรรยากาศไม่ให้มั่งคะ


ลองทำดูนะคะ หน้าตามันก็ดูแปลกๆแบบนี้แหละ แต่พอทำออกมาด้วยฝีมือของเรา รับรองอร่อยแน่ๆคะ


โดย: เด็กดอยม่อนจอม IP: 58.8.250.111 วันที่: 14 สิงหาคม 2552 เวลา:16:13:05 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

แพรจารุ
Location :
นครศรีธรรมราช Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




..
۞ บทกวีและเรื่องสั้น ถนอมไชยวงษ์แก้ว
อัพเดท

..
۞ จากกระท่อมทุ่งเสี้ยว โดยถนอม ไชยวงษ์แก้ว
อัพเดท 17 ต.ค.51
http://www.youtube.com/watch?v=L21lhWsu8QQ&feature=related object width="315" height="80">
หา โค้ดเพลงhi5 : hi5 song code search
Friends' blogs
[Add แพรจารุ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.