Group Blog
 
 
สิงหาคม 2548
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
21 สิงหาคม 2548
 
All Blogs
 

เริ่มชีวิตใหม่

การเกิด
การเกิดเป็นจุดเริ่มต้นของสภาพบุคคล และเป็นจุดเริ่มต้นที่กฎหมายเข้ามามีบทบาท เมื่อมีเด็กเกิดในครอบครัว กฎหมายได้กำหนดหน้าที่ที่จะต้องแจ้งการเกิดดังต่อไปนี้

๑. กรณีเด็กเกิดในบ้าน เมื่อหญิงตั้งครรภ์ และได้คลอดลูกในบ้านของตนเอง ผู้มีหน้าที่แจ้งเด็กเกิดคือ "เจ้าบ้าน" หรือตามกฎหมายก็คือ ผู้เป็นหัวหน้าครอบครัว อาจจะเป็นผู้อยู่ในฐานะเจ้าของบ้าน หรือหากเช่า บ้านคนอื่น ก็คือผู้อยู่ในฐานะผู้เช่า หรือผู้อยู่ในฐานะอื่นๆ อย่างเช่น กรณี ที่เจ้าของบ้านยกบ้านให้อยู่ฟรีๆ ผู้ที่ได้รับการยกให้อยู่ก็เป็นเจ้าบ้านได้เหมือนกัน

นอกจากเจ้าบ้านแล้ว บิดา หรือมารดาของเด็กเป็นผู้มีหน้าที่แจ้ง เช่นเดียวกัน

การแจ้งการเกิดนี้จะต้องแจ้งต่อนายทะเบียนท้องที่ที่เด็กเกิดภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่เกิด เช่น เด็กเกิดวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๓๐ ก็จะต้อง แจ้งภายใน ๑๕ วัน คืออย่างช้าวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๓๐ หรือถ้าเด็กเกิด วันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๓๐ จะต้องแจ้งอย่างช้าวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๐ เป็นต้น

ส่วนนายทะเบียนท้องที่ที่เกิดนั้น แยกไว้ ๒ กรณี

(๑) หากท้องที่นั้นอยู่ในเขตเทศบาล นายทะเบียนที่จะรับแจ้งการ เกิด ได้แก่ ปลัดเทศบาล ณ ที่ทำการเทศบาล
(๒) หากท้องที่นั้นอยู่นอกเขตเทศบาล นายทะเบียนที่จะรับแจ้ง การเกิด ได้แก่ กำนัน ณ ที่ทำการกำนัน

๒. กรณีเด็กเกิดนอกบ้าน การเกิดนอกบ้าน คือ เกิดในที่ใดๆ ก็ตามที่ไม่ใช่บ้านของตน เช่น เกิดที่บ้านของญาติ หรือในป่า ผู้ที่มีหน้าที่ แจ้งการเกิด คือ บิดาหรือมารดาของเด็ก โดยต้องแจ้งแก่นายทะเบียน ท้องที่ที่คนเกิดนอกบ้าน หรือท้องที่ที่จะพึงแจ้งได้นับแต่วันที่เกิด ซึ่งหมาย ความว่า เมื่อเด็กเกิดแล้ว บิดาหรือมารดาจะต้องแจ้งภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันที่เกิด แต่หากไม่สามารถแจ้งแก่นายทะเบียนในท้องที่ที่เด็กเกิดได้ ภายใน ๑๕ วัน เช่น เกิดน้ำท่วมอย่างหนักเป็นเวลานานไม่อาจไปแจ้ง ท้องที่ที่เด็กเกิดได้ทันเวลา ก็สามารถแจ้งแก่นายทะเบียนท้องที่อื่น ๆ ได้

แต่ ถ้ามีความจำเป็นและไม่อาจแจ้งได้ตามกำหนดเวลา ไม่ว่าจะแจ้ง ที่ท้องที่ที่เด็กเกิดหรือท้องที่อื่นก็ตาม ก็ให้แจ้งภายหลังได้ แต่ต้องไม่เกิน ๓๐ วันนับแต่วันที่เกิด

ตัวอย่าง หญิงตั้งครรภ์ และหลงเข้าไปในป่า ต่อมาคลอดลูก จะเห็น ได้ว่าหญิงหรือมารดาของเด็กไม่อาจจะแจ้งแก่นายทะเบียนท้องที่ที่เด็กเกิดหรือ ท้องที่ใด ๆ ที่สามารถจะแจ้งได้ในโอกาสแรกภายใน ๑๕ วันนับแต่วันที่เกิด เพราะยังคงอยู่ในป่า เมื่อผ่านไป ๒๐ วัน มารดาสามารถออกจากป่าได้แล้ว ดังนั้นวันที่อาจแจ้งได้ คือ วันที่มารดาออกจากป่า หรือจะแจ้งวันอื่นก็ได้ แต่ภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่เด็กเกิด

ข้อสังเกต การคลอดลูกในโรงพยาบาลถือว่า เป็นการเกิดนอกบ้าน ซึ่งตามข้อ ๒ ผู้มีหน้าที่แจ้ง คือ บิดาหรือมารดา แต่ในทางปฏิบัติทาง โรงพยาบาลจะจัดการเรื่องนี้เอง ซึ่งถือเป็นบริการของโรงพยาบาล โดยที่บิดาหรือมารดาไม่ต้องแจ้งแก่นายทะเบียนแต่อย่างใด

ในกรณีที่ผู้ใดพบเด็กเกิดใหม่ซึ่งถูกทิ้งไว้ ให้ผู้นั้นมีหน้าที่แจ้งต่อ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองหรือตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่ประชาสงเคราะห์ในท้องที่ที่ผู้นั้นพบเด็กโดยเร็ว และเจ้าหน้าที่ดังกล่าวจะแจ้งว่ามีคนเกิดต่อนายทะเบียน ผู้รับแจ้ง

โทษ ผู้มีหน้าที่ดังกล่าวข้างต้นทั้งกรณีเด็กเกิดในบ้าน เด็กเกิดนอก บ้าน และผู้พบเด็กถูกทิ้ง ถ้าฝ่าฝืนไม่ทำตามหน้าที่ ย่อมมีความผิด อาจถูก ปรับได้ไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท

เมื่อแจ้งเด็กเกิดในบ้าน หรือนอกบ้านแล้ว นายทะเบียนจะออกสูติบัตร (ใบแจ้งเกิด) ให้แก่ผู้แจ้งไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งสูติบัตรจะแสดงสัญชาติ วัน เดือน ปีเกิด ชื่อบิดา มารดา อีกทั้งควรแจ้งชื่อของเด็กที่เกิดด้วย และถ้าประสงค์จะเปลี่ยนชื่อใหม่ ก็ให้แจ้งต่อนายทะเบียนภายใน ๖ เดือนนับ แต่เกิด


บุตรใคร

ปัญหาเรื่องความเป็นบิดา และบุตร หรือความเป็นพ่อแม่ลูกนั่นเอง ถ้าดูผิวเผินอาจจะมองเห็นว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญ เป็นเรื่องที่เราทุกคนรู้ๆ กันอยู่ว่า ครอบครัวนี้มีใครเป็นบิดามารดาของเด็ก แต่ในทางกฎหมายไม่ได้พิจารณา จากข้อเท็จจริงที่รู้ ๆ กัน บางทีเรารู้ว่า ผู้ชายคนนั้นเป็นบิดาของเด็ก แต่กฎหมายกลับไม่ยอมรับว่าเขาเป็นบิดา

ตัวอย่าง ก แต่งงานกับ ข ตามประเพณี และอยู่กินกันฉันสามี ภริยา นาง ข ตั้งครรภ์และคลอดลูก เช่นนี้เราย่อมรู้ว่า นาย ก เป็นบิดาของ เด็กคนนั้น แต่กฎหมายไม่ยอมรับว่า นาย ก เป็นบิดาของเด็ก

การที่ชายหญิงจะอยู่กินกันฉันสามีภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย กฎหมายกำหนดว่าจะต้องจดทะเบียนสมรส (จดทะเบียนสมรส ณ ที่ทำการอำเภอ) หากอยู่กินกันเฉย ๆ โดยไม่จดทะเบียนสมรส แม้เราจะรู้ว่าเขาเป็น สามีภริยากัน แต่กฎหมายกลับไม่ยอมรับว่าเป็นสามีภริยากันเลย และไม่ถือ ว่ามีความสัมพันธ์ต่อกันเลย ไม่ว่าจะอยู่ร่วมกันนานสักเพียงใด ดังนั้น หาก ชายหญิงต้องการเป็นสามีภริยาถูกต้องตามกฎหมาย ก็จะต้องจดทะเบียน สมรสเสมอ

ฉะนั้น ในปัญหาที่ว่า ใครเป็นบิดา มารดาของเด็ก จะขอแยก พิจารณาเป็น ๒ กรณี
๑. เมื่อมีการจดทะเบียนสมรส
๒. เมื่อไม่มีการจดทะเบียนสมรส

เมื่อมีการจดทะเบียนสมรส เด็กที่เกิดจากหญิงที่ได้ทำการ สมรสตามกฎหมายย่อมเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของชาย เห็นได้ว่า กฎหมายยอมรับว่าชายจะเป็นบิดาของเด็ก เมื่อได้มีการจดทะเบียนสมรสแล้ว

เมื่อไม่มีการจดทะเบียนสมรส กรณีเด็กที่เกิดจากหญิงที่ไม่ได้ ทำการสมรสตามกฎหมาย ไม่ว่าจะแต่งงานตามประเพณี หรือพากันหนีไป อยู่ด้วยกัน (ที่เรียกว่า วิวาห์เหาะ) เด็กนั้นก็ไม่ถือว่าเป็นบุตรที่ชอบด้วย กฎหมายของชาย เพราะไม่มีการสมรส (ไม่มีการจดทะเบียนสมรส) จึงทำให้ ชายและหญิงไม่มีความสัมพันธ์กันแต่ประการใด กฎหมายไม่ยอมรับว่าชาย เป็นสามีของหญิง (มารดาของเด็ก) ซึ่งเป็นผลทำให้ชายไม่เป็นบิดาของเด็ก ตามกฎหมาย

ตามข้อ ๒ นี้ จะมีทางใดที่จะทำให้เด็กนั้นเป็นบุตรที่ชอบด้วย กฎหมายของชาย กฎหมายได้กำหนดวิธีไว้ ๓ ประการ
(๑) ชายคนนั้นได้จดทะเบียนสมรสกับหญิงในภายหลัง เมื่อชายได้จดทะเบียนสมรสกับหญิงที่เป็นมารดาของเด็กในภายหลัง การสมรส นี้มีผลทำให้เด็กที่เกิดออกมาก่อนการสมรสนั้น เป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ของชายทันทีนับแต่วันที่ทำการจดทะเบียนสมรสกันนั่นเอง
บุตรที่เกิดก่อนมีการสมรสนั้น จะเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของ ชายได้ตามกรณีนี้ก็ต่อเมื่อชายนั้นเป็นบิดาของเด็กที่แท้จริงด้วย หากหญิงไป สมรสกับชายอื่นซึ่งไม่ใช่บิดาเด็กนั้น ก็ไม่มีผลทำให้เป็นบุตรที่ชอบด้วย กฎหมายของชายคนนั้นได้

ตัวอย่าง นาย ก แต่งงานตามประเพณีโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส กับนางสาว ข ต่อมานางสาว ข ตั้งครรภ์และคลอดลูก เด็กที่เกิดมานั้นไม่ใช่ บุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของนาย ก ถ้านาย ก ต้องการให้เด็กคนนั้นเป็นบุตร ที่ชอบด้วยกฎหมายของตน ก็ทำโดยจดทะเบียนสมรสกับนางสาว ข ภายหลัง แต่ถ้านางสาว ข จดทะเบียนสมรสกับคนอื่นที่ไม่ใช่ นาย ก เช่น จดทะเบียน สมรสกับนาย ค เช่นนี้ ไม่ทำให้เด็กคนนั้นเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของ นาย ค เพราะนาย ค ไม่ใช่บิดาที่แท้จริงของเด็ก

(๒) ชายคนนั้นได้รับรองบุตร กรณีนี้ต่างจากข้อ ก เพราะไม่ได้ จดทะเบียนสมรสกับมารดาของเด็ก แต่เป็นการจดทะเบียนรับรองว่าเด็กที่ เกิดจากหญิงนั้นเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของตน

การจดทะเบียนรับรองเด็กเป็นบุตรนั้น จะมีผลทันทีนับแต่วันจด ทะเบียน และจะมีผลแต่เฉพาะเด็กที่บิดาได้จดทะเบียนรับรองว่าเป็นบุตรเท่านั้น เด็กคนอื่นแม้จะเป็นพี่น้องเดียวกันกับเด็กคนนั้น ก็ไม่มีผลเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของชาย

การจดทะเบียนรับรองบุตรนี้ไม่ทำให้มารดาของเด็กเป็นภริยาที่ชอบ ด้วยกฎหมายของชายแต่ประการใด

ตัวอย่าง นายแดง แต่งงานตามประเพณีกับนางสาวขาว โดยไม่ได้ จดทะเบียนสมรสมีบุตรด้วยกัน ๕ คน คือ ก, ข, ค, ง และ จ เด็กทั้ง ๕ คน ไม่เป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ของนายแดง ถ้านายแดงต้องการให้ ก และ ข เป็นบุตรของตนตามกฎหมาย ก็จดทะเบียนรับรอง ก และ ข เป็นบุตรของตนได้ เช่นนี้ย่อมไม่ทำให้ ค, ง และ จ เป็นบุตรตามกฎหมายของนายแดงไปด้วย อีกทั้งไม่ทำให้นางสาวขาวเป็นภริยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของนายแดงเช่นกัน

(๓) ศาลพิพากษาว่าเป็นบุตร ถ้าหากชายไม่ยอมจดทะเบียน สมรสกับหญิง หรือไม่ยอมจดทะเบียนรับรองบุตรแล้ว ก็ยังสามารถทำให้เด็กเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายได้ โดยการฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้ศาลพิพากษา ให้ชายรับเด็กที่เกิดจากหญิงนั้นเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของตน

การฟ้องคดีขอให้ศาลพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรของชายนี้ จะมีผลทันทีนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด และมีผลเฉพาะเด็กคนนั้น เด็กคนอื่นแม้เป็นพี่น้องเดียวกันกับเด็กคนนั้น ก็ไม่อาจเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย ของชายได้ อีกทั้งไม่ทำให้มารดาของเด็กเป็นภริยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของ ชายเช่นกัน

/b>

(๑) หญิงซึ่งเป็นมารดาของเด็กไม่มีสิทธิฟ้องศาลเพื่อให้ชายรับรอง ตนเองว่าเป็นภรรยาที่ชอบด้วยกฎหมาย มีสิทธิแต่เพียงฟ้องขอให้รับเด็กที่เกิดจากตนและชาย ให้เป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของชายเท่านั้น

(๒) ที่กล่าวมา เป็นเรื่องเฉพาะของชายว่า ชายจะเป็นบิดาที่ชอบ ด้วยกฎหมายของเด็กที่เกิดมาหรือไม่ เท่านั้น แต่ไม่ได้กล่าวถึงหญิงเลยว่า กรณีใดหญิงจะเป็นมารดาที่ชอบด้วยกฎหมายของเด็กได้บ้าง เหตุที่ไม่ได้กล่าว ก็เพราะว่าโดยธรรมชาติแล้ว หญิงต้องเป็นมารดาของเด็กอยู่แล้วไม่ว่าจะมีการจดทะเบียนสมรส หรือไม่มีก็ตาม หญิงก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเด็กที่เกิดมา นั้นไม่ใช่บุตรของตน เพราะตนเป็นคนคลอดเด็กออกจากครรภ์ของตน ฉะนั้น เด็กจึงย่อมเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของหญิงเสมอ

สรุป เด็กที่เกิดจากหญิงที่ได้จดทะเบียนสมรสกับชายย่อมเป็นบุตร ที่ชอบด้วยกฎหมายของชายและหญิง แต่ถ้าเด็กเกิดจากหญิงที่มิได้ทำการ สมรสตามกฎหมาย ย่อมเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของหญิงผู้เป็นมารดา เท่านั้น ไม่ถือว่าเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของชายจนกว่าชายคนนั้นจะได้ จดทะเบียนสมรสกับมารดาของเด็กในภายหลัง หรือจดทะเบียนรับรองว่า เด็กเป็นบุตรของตน หรือศาลพิพากษาว่าเด็กเป็นบุตรเท่านั้น

ที่มา http://www.law.tu.ac.th




 

Create Date : 21 สิงหาคม 2548
4 comments
Last Update : 29 สิงหาคม 2548 3:47:45 น.
Counter : 1194 Pageviews.

 

สวัสดีค่ะ
แวะเข้ามาเยี่ยม blog

ขอบคุณสำหรับความรู้ค่ะ

 

โดย: i_namm IP: 203.148.187.196 29 สิงหาคม 2548 8:45:33 น.  

 

เรียนกฎหมายเหมือนกันคับ แต่ดันโง่กว่าควายอีกป๋ม +.+ ถ้ามีเวลาเชิญพี่คนเก่งไปไขข้อกฎหมายเพื่อความรู้ให้ลูกแกะตัวน้อยๆที่ห้องกฎหมายศาลาประชาคมมั่งนะคับ

 

โดย: ขอโทษครับ ยายผมเป็นยากูซ่า IP: 203.172.118.199 17 กรกฎาคม 2550 21:12:34 น.  

 

อยากรู้เกี่ยวกับกฎหมายนะ ใครรู้ช่วยบอกหน่หอยนะ

 

โดย: เมเปิ้ลสีแดง IP: 61.19.182.121 11 พฤศจิกายน 2550 12:53:46 น.  

 

อยากรู้กฏหมายรายละเอียดขั้นตอนในการฟ้องศาลให้ฝ่ายชายรับรองเด็กหน่อยค่ะ เพราะตอนนี้เจอกับปัญหากับฝ่ายชายอยู่

 

โดย: sasaเทวดาน้อย IP: 58.8.10.204 23 ตุลาคม 2552 23:49:34 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


praphrut608
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




LL.B. (Thammasat)
B.A. (Political Science)
Thai Barrister-at-law
M.L.I. (Wisconsin)
LL.M. (Cornell)
Researcher at Kyushu University
under Patronage of Government of Japan
(Monbukagakusho)
LL.M. Cornell University M.L.I. University of Wisconsin-Madison LL.B. Thammasat University B.A. (Political Science) Ramkamhaeng University Assumption College Samutprakarn
Friends' blogs
[Add praphrut608's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.