กุมภาพันธ์ 2557

 
 
 
 
 
 
1
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
 
 
คำพ่อเตือนสติ ในวันมหาวิปโยค

เมื่อใดก็ตามที่เกิดวิกฤตในชาติอย่างรุนแรงจนยากจะหาทางออก มองไปที่ไหนมีแต่ทางตัน พระเจ้าอยู่หัวจะออกมาเตือนสติประชาชนชาวไทย พร้อมทั้งชี้ทางสว่างให้ทุกคนช่วยกันคลี่คลายวิกฤต จนประเทศชาติกลับเข้าสู่ความสงบในที่สุด

ในระยะนี้ ประเทศไทยของเราก็กำลังเผชิญกับวิกฤตในชาติอีกครั้งหนึ่ง จึงขออัญเชิญพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เพื่อเตือนสติพี่น้องทุกคน





วันอาทิตย์ที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เวลา ๑๙.๓๐ น.
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
ทรงมีกระแสพระราชดำรัสพระราชทานแก่ปวงชนชาวไทยทั้งประเทศผ่านทางโทรทัศน์
ณ หอตึกสมุด สวนจิตรลดา มีความว่า

"วันนี้เป็นวันมหาวิปโยคที่น่าเศร้าสลดอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย ตลอดระยะเวลา ๖-๗ วันที่ผ่านมา ได้มีการเรียกร้องและการเจรจากัน จนกระทั่งนักศึกษาและรัฐบาลทำข้อตกลงกันได้ แต่แล้วการขว้างระเบิดขวดและยิงแก๊สน้ำตาทำให้เกิดการปะทะกัน และมีคนได้รับบาดเจ็บหลายคน ความรุนแรงได้ทวีขึ้นทั่วพระนครถึงขั้นจลาจล และยังไม่สิ้นสุด มีคนไทยด้วยกันเสียชีวิตนับร้อย ขอให้ทุกฝ่ายทุกคนจงระงับเหตุแห่งความรุนแรงด้วยการตั้งสติยับยั้งเพื่อให้ชาติบ้านเมืองคืนอยู่ในสภาพปกติ..."





หลังจากนั้นในเวลา ๒๓.๓๐ น.
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
มีพระราชดำรัสผ่านทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ความว่า

"ประชาชนชาวไทยทั้งหลาย ข้าพเจ้ามีความห่วงใยเป็นที่สุดในการที่เกิดความไม่สงบขึ้นในขณะนี้ ข้าพเจ้าขอวิงวอนท่านทั้งปวงให้ระงับการใช้กำลังเสียเถิด ด้วยเราก็เป็นชาวพุทธด้วยกันทั้งนั้น ขอให้มีความเมตตากรุณาต่อกัน หันหน้าเข้าหากันเพื่อความสุขของตัวท่านและลูกหลานของท่าน การตั้งตัวเป็นศัตรูต่อกันนั้นนำมาซึ่งความหายนะ ไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้ใดทั้งสิ้น ขอให้ท่านทุกคนระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และข้าพเจ้าขออธิษฐาน ขอให้คุณพระศรีรัตนตรัยจงดลบันดาลให้ท่านทุกคนปรับตนเองให้ได้ ให้ความสงบมีขึ้นโดยเร็วเพื่อความสุขความเจริญของท่านเอง สวัสดี"







หลังจากนั้น ๑๙ ปี วิกฤตก็เกิดขึ้นอีกครั้ง
และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะพ่อของแผ่นดิน
ก็ได้มีพระราชดำรัสเตือนสติผู้ที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง ความบางส่วนว่า...





"...คงเป็นที่แปลกใจ ทำไมถึงเชิญให้ท่านมาพบกันอย่างนี้ เพราะว่าทุกคนก็ทราบว่าเหตุการณ์มีความยุ่งเหยิงอย่างไร และทำให้ประเทศชาติล่มจมได้ แต่ที่จะแปลกใจก็อาจมีว่า ทำไมเชิญพลเอกสุจินดา คราประยูร และพลตรีจำลอง ศรีเมือง เพราะว่าอาจมีผู้ที่แสดงเป็นตัวละครมากกว่านี้ แต่ว่าที่เชิญมา เพราะว่าตั้งแต่แรกที่มีเหตุการณ์ สองท่านเป็นผู้ที่เผชิญหน้ากัน แล้วในที่สุดเป็นการต่อสู้หรือการเผชิญหน้ากว้างขวางขึ้น ถึงได้เชิญ ๒ ท่านมา

การเผชิญหน้าตอนแรกก็จะเห็นจุดประสงค์ของทั้ง ๒ ฝ่ายได้ชัดเจนพอสมควร แต่ต่อมาภายหลัง ๑๐ กว่าวันก็เห็นแล้วว่า การเผชิญหน้านั้นเปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างมาก จนกระทั่งออกมาอย่างไรก็ตาม เสียทั้งนั้น เพราะว่าทำให้มีความเสียหายในทางชีวิต เลือดเนื้อของคนจำนวนมากพอสมควร แล้วก็ความเสียหายทางวัตถุซึ่งเป็นของส่วนราชการและส่วนบุคคลเป็นมูลค่ามากมาย นอกจากนี้ก็มีความเสียหายในทางจิตใจและในทางเศรษฐกิจของประเทศชาติ อย่างที่จะนับพรรณนาไม่ได้

ฉะนั้นการที่จะเป็นไปอย่างนี้ต่อไป จะเป็นเหตุผลหรือต้นตออย่างไรก็ช่าง เพราะเดี๋ยวนี้เหตุผลเปลี่ยนไป ถ้าหากว่าเผชิญหน้ากันแบบนี้ต่อไป เมืองไทยมีแต่ล่มจมลงไป แล้วก็จะทำให้ประเทศไทยที่เราสร้างเสริมขึ้นมาอย่างดีเป็นเวลานาน จะกลายเป็นประเทศที่ไม่มีความหมาย หรือมีความหมายในทางลบเป็นอย่างมาก ซึ่งก็เริ่มปรากฏผลแล้ว ฉะนั้นจะต้องแก้ไขโดยดูว่ามีข้อขัดแย้งอย่างไร แล้วก็พยายามที่จะแก้ไขตามลำดับ เพราะว่าปัญหาที่มีอยู่ทุกวันนี้ สองสามวันนี้มันเปลี่ยนไป ปัญหาไม่ใช่เรื่องเรียกว่าของการเมือง หรือเรียกว่าของการดำรงตำแหน่ง เป็นปัญหาของการสึกหรอของประเทศชาติ ฉะนั้นจะต้องช่วยกันแก้ไข"

"...ปัญหาของวันนี้ ไม่ใช่ปัญหาของการบัญญัติหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทุกวันนี้คือความปลอดภัย ขวัญดีของประชาชน ซึ่งเดี๋ยวนี้ประชาชนทั่วไปทุกแห่งทุกหน มีความหวาดระแวงว่าจะเกิดอันตราย มีความหวาดระแวงว่าประเทศชาติจะล่มจม โดยที่จะแก้ไขลำบาก ตามข่าวที่ได้ทราบมาจากต่างประเทศ เพราะเหตุว่าในขณะนี้ทั้งลูกชายทั้งลูกสาวก็อยู่ต่างประเทศ ทั้งสองก็ทราบดี แล้วก็ได้พยายามที่จะแจ้งให้กับคนที่อยู่ในประเทศเหล่านั้นว่า ประเทศไทยนี้ยังแก้ไขสถานการณ์ได้ แต่รู้สึกว่าจะเป็นความคิดที่เป็นความคิดแบบหวังสูงไปหน่อย ถ้าหากว่าเราไม่ทำให้สถานการณ์อย่าง ๓ วันที่ผ่านมานี้สิ้นสุดไปได้ ฉะนั้นก็ขอให้โดยเฉพาะสองท่าน คือพลเอกสุจินดาและพลตรีจำลองช่วยกันคิด คือหันหน้าเข้าหากัน ไม่ใช่เผชิญหน้ากัน เพราะว่าเป็นประเทศของเรา ไม่ใช่ประเทศของหนึ่งคนสองคน เป็นประเทศของทุกคน เข้าหากันไม่เผชิญหน้ากัน แก้ไขปัญหา เพราะปัญหามีอยู่ เวลาเกิดจะใช้คำว่าบ้าเลือด เวลาคนมีการปฏิบัติรุนแรงมันลืมตัว ลงท้ายเขาไม่รู้ว่าตีกันเพราะอะไร แล้วก็จะแก้ปัญหาอะไร เพียงแต่ว่าจะต้องเอาชนะ แล้วก็ใครจะชนะ ไม่มีทาง อันตรายทั้งนั้น มีแต่แพ้ คือต่างคนต่างแพ้ ผู้ที่เผชิญหน้าก็แพ้ แล้วที่แพ้ที่สุดก็คือประเทศชาติประชาชน จะเป็นประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่ประชาชนเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ถ้าสมมติว่าเฉพาะในกรุงเทพมหานครเสียหายไป ประเทศก็เสียหายไปทั้งหมด แล้วก็จะมีประโยชน์อะไรที่จะทะนงตัวว่าชนะ เวลาอยู่บนกองซากปรักหักพัง..."







ตั้งใจอ่านพระราชดำรัสของท่านแล้ว รู้สึกเลยว่า ท่านต้องทุกข์ใจมากเวลาบ้านเมืองเกิดเหตุการณ์แบบนี้ สำหรับวิกฤตที่เกิดขึ้นในตอนนี้ เข้าใจว่ามันหลีกเลี่ยงไม่ได้ มันจำเป็นต้องเกิดขึ้นไม่วันใดก็วันหนึ่ง แต่ก็หวังอย่างมากว่า ทุกคนทุกฝ่ายจะกระทำสิ่งใดก็ตามด้วย "สติ" และ "ความเมตตา" ต่อกัน อย่ากระทำด้วยความเคียดแค้นชิงชัง เพราะไม่มีประโยชน์ จะเกลียดชังกันแค่ไหนสุดท้ายก็คนไทยด้วยกัน ต้องอยู่บนแผ่นดินเดียวกันต่อไป

ส่วนตัวเคยมีส่วนร่วมทางการเมืองมาก่อน ตอนนั้นมันมีแต่คำว่าเราถูก อีกฝ่ายผิด เราดี อีกฝ่ายเลว ความคิดสุดโต่งแบบนี้ทำให้เราเกลียดชังอีกฝ่ายมาก มีแต่แช่งชักหักกระดูกอีกฝ่าย ทำให้หัวใจของตัวเองร้อนรน แต่เมื่อลองขยับออกมาจากตรงนั้นหน่อย ไม่หมกมุ่นมากเกินไป เราจะมองภาพได้กว้างขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น พิจารณาอะไรได้ดีขึ้น ตอนนี้เราไม่ได้เกลียดคนเหล่านั้นแล้ว รู้สึกสงสารมากกว่า สงสารที่ทำชั่วกันอย่างสนุกสนานโดยไม่รู้เลยว่าชีวิตหลังความตายจะต้องไปชดใช้กรรมหนักแค่ไหน และสงสารบางคนที่อุตส่าห์เกิดมา  อยู่ใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร ยังไม่รู้จักทำบุญกับพระเจ้าอยู่หัว กลับทำบาปกับท่านเสียนี่

ถามว่าคิดแบบนี้แล้วมันแก้ปัญหาบ้านเมืองได้มั้ย มันทำให้คนเลิกทำชั่วมั้ย มันไม่ได้หรอก แต่อย่างน้อยเราเชื่อว่า ความคิดของเราจะเป็นเกราะป้องกันไม่ให้เราเกลียดชังและทำร้ายผู้อื่น ถึงเราจะต่อต้านความชั่ว เราก็ไม่ทำด้วยความเกลียดชัง เราทำด้วยความเมตตา ส่วนคนอื่นเขาจะทำชั่วหรืออะไรนั้น ก็เป็นเรื่องของเขาแล้ว เราควบคุมคนอื่นไม่ได้ แต่เราควบคุมตัวเองให้เป็นคนดี ไม่ให้ทำชั่วได้

สุดท้ายอยากให้ชมภาพพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ เพื่อเยี่ยมนิสิต นักศึกษา และประชาชน  ที่เข้ามาหลบภัยภายในพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ในเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม





สังเกตพระพักตร์ของทั้งสองพระองค์
โดยเฉพาะสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ





ความไม่สงบในบ้านเมือง ทำให้ท่านทุกข์ใจจริงๆ










Create Date : 02 กุมภาพันธ์ 2557
Last Update : 26 มีนาคม 2558 22:31:23 น.
Counter : 1016 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

นักแปลเท้าปุย
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]