Group Blog
 
 
กันยายน 2548
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
17 กันยายน 2548
 
All Blogs
 

ความประทับใจที่หลวงพระบาง

Tripหลวงพระบาง คือ trip ที่ประทับใจสุด ๆ เพราะได้ทำหลาย ๆ อย่างเป็นครั้งแรก และต้องตกระกำลำบากจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด คือ
๑. เป็นการเดินทางออกนอกประเทศด้วยตัวเองเป็นครั้งแรก(Backpack ที่ออกไฮโซนิดๆ) หลังจากที่อยากมาก แต่ขาดความกล้าที่จะเริ่มต้น ที่นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดที่จะลองเป็นคร้งแรก เพราะไม่ไกล มีข้อมูลในเวปเยอะมาก และที่สำคัญสุด ๆก็คือ ที่นี่พูดภาษาไทย
๒. ได้จองตั๋วเครื่องบินผ่านอินเตอร์เนตเป็นครั้งแรกจากกระแส low cost ของแอร์เอเชีย
๓. มีโอกาสนั่งเครื่องบิน low cost เป็นครั้งแรก คือนั่งเครื่องบินจากกรุงเทพฯ ไปอุดรธานี
๔. ต้องเกาะท้ายรถกระบะตากแดดตากลม ซิ่งจากสนามบินอุดรฯ ไปที่ท่ารถบขส.(คือถูกรถ shuttle bus ของแอร์เอเชียทิ้งไว้ที่สนามบินเกือบ ๒ ชั่วโมง เลยต้องขึ้นรถกระบะซิ่งมาขึ้นรถบขส.แทน ภายในเวลาไม่เกินครื่งชั่วโมง โชคดีที่บขส.ออกช้า ไม่งั้นตกรถ)
๕. ได้นั่งรถบขส. อุดรฯ-เวียงจันทน์ ที่เพิ่งเปิดตัวไม่กี่วัน (in trend สุดๆ)เป็นครั้งแรกด้วยความบังเอิญ
๖. เคว้งคว้างต้องเดินหาที่พักตอนสองทุ่ม เพราะที่พักเต็ม และเราก็ตั้งปณิธานว่า จะไม่นอนโรงแรม ต้องนอน Gest house เท่านั้น

เรามาเริ่มเดินทางกันดีกว่าค่ะ เส้นทางการเดินทางคือ กทม.-อุดรฯ-เวียงจันทน์-หลวงพระบาง-เวียงจันทน์-หนองคาย-อุดรฯ-กทม.ค่ะ เป็นเวลา 6 วัน 5 คืน

วันที่1 กทม.-อุดร-เวียงจันทน์
วันนี้ไปทำงานครื่งวันค่ะ ตามประสาสาวออฟฟิศที่ดี รับผิดชอบในหน้าที่แม้วินาทีสุดท้าย (เว่อร์ซะ) คือว่าเสียดายค่าแท๊กซี่ค่ะ ค่าแท๊กซี่จากที่ทำงานไปดอนเมืองถูกกว่าไปจากบ้านค่ะ ตอนเช้าก็ติดรถพี่ที่ทำงานไป ประหยัด แถมดูดีอีก ฉลาดจังเรา

พอเที่ยงปั๊บ เราก็นั่งแท๊กซี่ไปดอนเมืองเพื่อไปเจอกับน้องชายซึ่งเป็นบัดดี้กันในทริปนี้ เนื่องจากคิดว่าอันตรายนะคะสำหรับผู้หญิงในการเดินทางเที่ยวเอง ดังนั้นน้องชายผู้น่าสงสารจึงโดนพี่สาวที่แสนดีล่อลวงไปเป็นบอดี้การ์ดในครั้งนี้ เราบินไปอุดรฯด้วยสายการบินแอร์เอเชีย จองล่วงหน้า 2 เดือนได้ราคา 350 บาท ตื่นเต้นค่ะ เพราะมันก็เพิ่งมีอ่ะนะราคาถูก ๆ แบบนี้ เคยซื้อตั๋วถูกของการบินไทยก็ยังไม่ถูกแบบนี้เลย เครื่องบินออกเวลา 14.10 น. ถึงเวลาแล้ว ยังไม่เห็นเครื่องบินเลย พอ14.20 น. เครื่องบินก็ร่อนลงมา ซัก 10 นาที ก็เรียกขึ้นเครื่องค่ะ เร็วดี บรรยากาศบนเครื่องจะให้ดูดีเหมือนบินการบินไทยมันก็คงเป็นไปไม่ได้ นั่งแล้วอึดอัด หายใจไม่ค่อยออกและร้อนมากเหงื่อซิบๆ แต่สรุปว่าราคาแบบนี้ ได้แค่นี้ก็คุ้มเกินคุ้มแล้ว พอลงเครื่อง ก็ไปติดต่อ shuttle bus ของแอร์เอเชีย ไปเวียงจันทน์ ราคา คนละ 200 บาทค่ะเพราะเห็นในเวป คิดว่าแพงหน่อย แต่ก็สะดวกดี ไม่ต้องไปต่อรถหลายทอด น่าจะถึงเวียงจันทน์ไม่เกินห้าโมงเย็น มีเวลาหาที่พักได้พอสมควร ในเที่ยวบินนี้ก็มีผู้ร่วมเดินทางไป 10คนเต็มรถพอดี พอทุกคนพร้อม แต่คนขับกลับไม่พร้อม ให้พวกเราให้ลงจากรถแล้วบอกว่า จะมีรถคันใหม่มารับ ทุกคนก็ลงกันแบบงงๆ แล้วก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งขึ้นไปนั่งแทนเรา มีคนแอบได้ยินว่าคนกลุ่มนี้เหมาโดยให้ราคาสูงกว่าแอร์เอเชียให้ไปส่งที่สนามกอล์ฟ มันก็ไปเลย ทิ้งพวกเราไว้ที่สนามบิน พวกเราก็นั่งรอจนเกือบถึง5โมงเย็น ก็มีคนเสนอให้ไปขึ้นรถบขส.อุดรฯ-เวียงจันทน์ ที่เพิ่งเปิดให้บริการ ก็เลยเหมารถกระบะไปค่ะ เสียเงินคนละ 50 บาท คุณลุงคนฃับก็ซิ่งสุดชีวิตสะใจเลยค่ะ ไปถึงท่ารถทันรถออกพอดี พอดีว่าส่วนใหญ่ทำวีซ่าไปแล้วจากกทม. ก็เลยซื้อตั๋วขึ้นได้เลย

ได้นั่งรถของทางฝั่งลาวค่ะ ใช้พวงมาลัยซ้ายค่ะ น้องกระปี๋เป็นคนลาวหน้าตาน่ารัก ใส่เครื่องแบบเป็นผ้าถุงกับเสื้อเครื่องแบบพนักงานเก็บเงิน น่ารักดี พอขึ้นรถได้ก็นั่งดูมิวสิควีดิโอลาวไปตลอดทางเป็นการอุ่นเครื่อง พอมาถึงด่านตรวจคนเข้าเมือง วีรกรรมของเราก็เริ่มเกิด เริ่มจากเราเป็นตัวถ่วงประจำรถคันนั้นเลย เพราะทั้งคันเป็นคนลาวที่กำลังกลับบ้าน ใช้บอร์ดดิ้งพาสจึงใช้เวลาไม่นานในการผ่านด่านแต่มีคนไทย ๔ คนที่จะเข้าไปลาว จึงต้องใช้เวลานานกว่า ซึ่งเราก็อยู่ใน ๔ คนนี้ด้วย เวลาขึ้นรถก็จะถูกมองด้วยสายตาอำมหิต เพราะทำให้เขากลับบ้านช้า เสียเวลารอ

ภาพนี้เป็นบรรยากาศของแม่น้ำโขงยามเย็น ถ่านตอนข้ามสะพานมิตรภาพไทย - ลาว


พอถึงท่ารถ ก็จะมีสามล้อมารุมกันแย่งลูกค้า ก็ให้เขาไปส่งที่ทวีเกสต์เฮ้าส์ที่เราเล็งเพราะมีคนรู้จักแนะนำมา ปรากฎว่าเต็มค่ะ ทีนี้ก็ไม่รู้ว่าจะนอนไหนดี งานนี้โชคดีที่มีแผนสอง คือหาที่พักมาก่อนเหมือนกันในเน็ต ก็เลยไปพักที่สายลมเย็นเกสต์เฮ้าส์ราคา 320 บาท ห้องก็สมราคาค่ะ ค่อนข้างเก่า แอร็บนหัวเก่ามากและเสียงดังจนกลัวว่านอน ๆ อยู่จะหล่นใส่หัวหรือเปล่าก็ไม่รู้ สภาพที่พักก็เป็นซอกๆ เราเลือกแบบมีห้องน้ำในตัว เพราะมันคงไม่ปลอดภัยนักเวลาเข้าห้องน้ำร่วมกับใครก็ไม่รู้ ก็เลยให้น้องนอนเตียงที่ติดกับประตู ถ้ามีใครเปิดมาก็จะเจอน้องก่อน เราจะได้มีเวลาตั้งตัว ช่างเป็นพี่ที่แสนดีจริงๆ อิอิ คืนนี้หลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อนค่ะ เพลียจริงๆ ไม่มีอารมณ์ถ่ายรูปเลย

วันที่2 เวียงจันทน์ – หลวงพระบาง
เราพักอยู่เยื้องตึกนี้ค่ะข้าง ๆพิพิธภัณฑ์แห่งชาติลาว



วันนี้ว่าจะไปเที่ยวเวียงจันทน์ค่ะ แล้วบ่ายๆจะขึ้นเครื่องไปหลวงพระบางค่ะ ก่อนอื่นต้องแลกตังค์ก่อน แล้วไปตลาดเช้า เพราะเวลาถามหาอะไร คนลาวก็จะบอกว่าไปซื้อที่ตลาดเช้าทุกอย่างเลย ทางไปก็เดินตรงไปจากที่พักเลยค่ะ



พระสถูปดำ อยู่ระหว่างทาง ทำให้ต้องออกนอกเส้นทางเล็กน้อย แถวนั้นเป็นที่ตั้งของสถานทูตอเมริกาค่ะ

เดินไปเห็นป้ายนี้พอดี น่าสนใจดี การเขียนของภาษาลาวต่างกับภาษาไทยบ้าง แต่ก็พอที่จะอ่านกันได้ในระดับหนึ่ง พอเอาตัวรอดได้ค่ะ



และแล้วเราก็ไปแลกตังค์ที่นี่ค่ะ เอ๊ะป้ายคุ้น ๆ เนอะ



จริงๆ แล้วแลกธนาคารของลาวได้ rate ดีกว่า แต่แบบว่าร้อนอ่ะ อยากนั่งตากแอร์ เห็นคนลาวมาแลกเงินแล้วเหนื่อยแทนค่ะ เอาเงินดอลลาห์มาไม่กี่ใบเอง แลกเงินกีบกลับไปเป็นตั้ง ๆ แบกกันตัวเอียงเลย วิธีเก็บเงินก็มิดชิดมากเลยนะคะ เอาถุงก๊อบแก๊ปสีดำใส ๆ ใส่ค่ะ เห็นก็รู้แล้วว่าเป็นเงินทั้งถุงเลย

เดินไปเดินมาก็ไปเจอไปรษณีย์ลาวค่ะ เราไปดูสแตมป์ลาวกันดีกว่า ทั้งหมดพิมพ์ในประเทศไทยค่ะ แต่ว่ารูปแบบไม่เคยเห็นในประเทศไทย(น้องเราสะสมสแตมป์อยู่บอกมา)สแตมป์เป็นกระดาษขนาดครึ่ง เอ4 เป็นรูปกิ่งไม้มีแมลงเกาะอยู่ ตัวแมลงเจาะป็นสแตมป์ แปลกดีค่ะ



งานนี้คุณน้องชายถูกใจค่ะเพราะสะสมสแตมป์อยู่ กวาดสแตมป์ไปหลาย collection เป็นของฝากตัวเองและครอบครัว (คือสะสมกันทั้งบ้านค่ะ) ก็เลยใช้เวลาอยู่ทีนี่นานพอสมควร

มาถึงตลาดเช้าซะที ก็มีทุกอย่างจริง ๆ อย่างที่คนลาวบอกค่ะ แยกเป็นโซนต่าง ๆ เหมือนห้างสรรพสินค้าเลย ข้างล่างขายของทั่ว ๆ ไป ส่วนข้างบนเป็นส่วนที่ขายทอง เครื่องเงินและเครื่องประดับต่างๆ ที่โซนวีซีดีมีสินค้าขายกันเอิกเกริก ขายกันแบบไม่กลัวตำรวจจับเลย ก็เลยถามพ่อค้า เค้าบอกว่าลาวไม่มีกฎหมายห้ามเกี่ยวกับกับการละเมิดลิขสิทธิ์ ก็เลยขายกันอย่างเสรี

จบจากตลาดเช้าเราก็ไปเที่ยวสถานที่ที่สำคัญต่าง ๆ เริ่มจากหอพระแก้ว ข้างในเป็นพิพิธภัณฑ์ ข้างในห้ามถ่ายรูปค่ะ



เขาห้ามถ่ายรูปข้างใน เราก็เลยเก็บรูปรอบ ๆ ค่ะ รอบ ๆ ทางเดินของหอพระแก้วมีศิลาจารึกและใบเสมา(น่าจะใช่นะ) ตั้งอยู่หลายแท่ง หลายทรง เห็นแล้วนึกถึงศิลาจารึกของไทย



หน้าต่างบานหนึ่งของหอพระแก้ว น่าจะเป็นเรื่องรามเกียรติ์



จากหอพระแก้ว เดินไปไม่ไกลก็คือหอคำ หรือทำเนียบประธานประเทศ ไม่ได้เปิดให้เข้าชมค่ะ เลยได้แต่ถ่ายรูปบรรยากาศรอบ ๆ



มองจากหอคำออกไป อีกฟากหนึ่งเป็นประตูชัย ตั้งประจันหน้ากันเลย เดี๋ยวเราจะไปกันตอนบ่าย เพราะเดินไกล ตอนนี้มาเก็บแถวนี้ก่อน



วัดสีสะเกด วัดนี้สภาพทรุดโทรมมากค่ะเมื่อเทียบกับหอพระแก้ว สีลอกหมดแล้ว ที่สำคัญ ห้องน้ำเหม็นมากค่ะ แต่ทำไงได้ ก็มันปวดนี่



ดูวัดเสร็จ เริ่มหิว กลางวันนี้ไปนั่งกินข้าวเปียกกัน คนละชาม ชามละ 10,000 กีบ อิ่มแล้วก็เริ่มออกเดินไปประตูชัยกันเลย



ถึงซะที วันนี้แดดแรงมากค่ะ กว่าจะเดินถึง ตัวก็ละลายออกไปหลายขีดอยู่ แต่รูปที่ถ่ายออกมาดูสวยกว่าปกติ เอ้า ร้อนก็ยอม พอได้เข้าร่ม เงยหน้าขึ้นไปก็นี่เลยค่ะ




ภาพเขียนบนเพดานของประตูชัย ก็ตามเดิม รูปเทวดา ตามความเชื่อของแถบภูมิภาคเรา ไหน ๆ อุตส่าห์เดินมาซะไกลแล้ว เราก็ต้องขึ้นไปชมวิวเมืองเวียงจันทน์กันดีกว่าค่ะ



เวียงจันทน์ยังมีพื้นที่สีเขียวอยู่อีกเยอะมาก เห็นแล้วอยากให้กรุงเทพฯเป็นแบบนี้จัง

เหลืออีก 20 นาที จะต้องไปสนามบินแล้วขอไปพระธาตุหลวงหน่อย สั่งตุ๊ก ตุ๊กซิ่งเต็มที่เพื่อไปถ่ายรูป กลัวเที่ยวไม่ครบ ได้ถ่ายรูปหน่อยก็เอา



จากนั้นก็ซิ่งต่อไปเอากระเป๋าที่เกสต์เฮ้าส์ แล้วขึ้นเครื่องบินไปหลวงพระบางค่ะ ที่ลาวนี้ต้องไปเช็คอินก่อนอย่างน้อย 2 ชั่วโมงค่ะ เพราะเขายังไม่ได้ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ออนไลน์ พอเช็คอินเสร็จ เขาจะเอาชื่อของคนที่มาแล้วไปคีย์ลงคอมพิวเตอร์ พอดีเราแอบเห็นพนักงานนั่งคีย์ชื่อผู้โดยสารลงใน excel ให้แอร์โฮสเตสเช็คชื่อบนเครื่อง เวลาเช็คอินก็ใช้สติกเกอร์แปะเลขที่นั่งบน boarding pass แบบนี้



ระหว่างรอ เราก็แวบไปสำรวจและถือโอกาสเข้าห้องน้ำที่สนามบินระหว่างประเทศของลาวซะเลย ไม่ผิดหวัง ต่างจากสนามบินภายในประเทศราวฟ้ากับดิน เพราะเพ่งสร้างขึ้นใหม่และญี่ปุ่นได้ให้ความช่วยเหลือในการสร้างสนามบินแห่งใหม่นี้ด้วย แต่ยังไงบ้างก็จำไม่ได้แล้ว อ่านมาผ่าน ๆ

หลังจากรอขึ้นเครื่องประมาณชั่วโมงกว่า ๆ เครื่องบินที่จะพาเราเหิรฟ้าไปหลวงพระบางก็บินมาแล้วก่อนเวลาบินประมาณครึ่งชั่วโมง เป็นเครื่องบินแบบใบพัดค่ะ ลำขนาดกระทัดรัด เที่ยวบินนี้ ผู้โดยสารเต็มลำ



การเดินทางครั้งนี้เราไปโดยใช้ promotion ที่สายการบินลาวร่วมกับโรงแรมวิลล่าสันติ คือมีตั๋วไป-กลับ เวียงจันทน์-หลวงพระบาง + ที่พักที่วิลล่าสันติ 2คืน+รถรับส่งและอาหารเข้า ราคาคนละประมาณ 4,500 บาทค่ะ เหมาะกับมือใหม่หัดเที่ยวและรักสบายอย่างเรา

นักบินขับซิ่งดี บนเครื่องมีบริการน้ำดื่มคนละขวด ไม่มีอาหารว่าง ประมาณ 45 นาทีก้ถึงหลวงพระบางแล้ว อันนี้คงเป็นแม่น้ำโขงนะ



ตามธรรมเนียม รูปนี้เลย ถึงหลวงพระบางแล้วจริง ๆ




พอรับกระเป๋าออกมาเรียบร้อย รถของโรงแรมวิลล่าสันติก็มารับ มีคนมาแบบเราเยอะเหมือนกัน ก็เต็มคันรถมินิบัสค่ะ เรามาดูโรงแรมกันดีกว่า

โรงแรมที่เราพัก เคยเป็นวังเก่าของเจ้าหญิงลาวพระองค์หนึ่ง มีคนบอกว่าชื่อเจ้าหญิงมณีไล ห้องพักที่ตึกนี้มีอยู่ไม่เกิน 10ห้อง โดยจะอยู่ข้างล่างทั้งหมด ส่วนชั้น 2 ทำเป็นห้องอาหารค่ะ ตอนเช้าเราก็ไป ABFกันข้างบน ดูหรูหราไฮโซมาก ยกเว้นยาจกอย่างพวกเรา 2 คน




อีกรูปนึงนะ เป็นรูปโรงแรมตอนกลางคืน



ดูข้างนอกแล้วมาสำรวจในห้องกันนะสภาพห้องดูหรูหรา ไม่สมกับฐานะเราเลย(คือว่าเราเป็นยาจกอ่ะค่ะ)



มุมนี้เป็นโต๊ะเครื่องแป้ง




ชื่นชมห้องเสร็จก็อาบน้ำแต่งตัว ม่วนหลายไปกินอาหารหลวงพระบางกัน มื้อนี้สั่งกับข้าวสามอย่างคือ

ยำผักน้ำ เพราะแม่หญิงลาวบอกว่าหากินได้ที่นี่ที่เดียว รสชาดเหมือนใบมิ้นต์+สาระแหน่หอมดี



แกงลาว เหมือนกับแกงเลียง+แกงป่า รูปไม่ค่อยชัด มือสั่นเนื่องจากหิว รีบถ่ายจะได้กินซะที เพราะเพื่อนสั่งให้ถ่ายรูปของกินกลับไปให้ดูด้วย ก็ลืมไปหลายมื้อเหมือนกัน แฮ่ ก็มันหิวอ่ะ



สุดท้ายก็ลาบเต้าหู้ และแกล้มด้วยเบียร์ลาว 1 ขวด ไม่เย็นเลย



ที่นี่ไม่ค่อยกินน้ำแข็งกัน น้ำก็แช่ไม่เย็น พอขอน้ำแข็ง เขาก็เอามาให้นิดเดียว ไม่ใช่ขี้เหนียวน้ำแข็ง แต่เป็นเพราะไม่มีใครเค้ากินกันแบบนี้ เฮ้อ

วันนี้ กินอิ่มก็เข้านอน เพราะเหนื่อยมาก นอนเอาแรงสำหรับพรุ่งนี้ดีกว่า

วันที่ 3 หลวงพระบาง


เริ่มต้นวันใหม่ด้วยการตื่นสาย และฟาด ABF ซะเต็มคราบ เพื่อประหยัดข้าวกลางวัน แล้วก็ต้องเล็งที่พักใหม่เอาไว้อีก 2 คืน เลยเลือกที่เฮือนพักสายน้ำคาน คืนละ 800 บาท เพราะจะอยู่ที่นี่ 4 คืน ถ้าพักวิลล่าสันติเพิ่มอีก 2 คืน คงต้องเดินกลับประเทศไทยล่ะค่ะ เลยตัดสินใจว่าจะพักที่วิลล่าสันติ 1 คืน แล้วไปพักที่เฮือนพักสายน้ำคาน 2 คืน แล้วกลับไปพักที่สันติรีสอร์ทคืนสุดท้ายเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ และประหยัดค่ารถไปสนามบินด้วยค่ะ

พอจัดการเรื่องที่พักเรียบร้อยก็ออกแร่ดได้แล้วค่ะ โดยมีพาหนะสุดซิ่ง คือจักรยานจ่ายตลาด ข้างหน้ามีตระกร้าใส่ของด้วย ถูกใจดิฉันมากค่ะ เพราะเราทั้งคู่ขี่จักรยานไม่แข็ง อย่างน้อยเวลาล้ม จะได้เอาขายันพื้นได้ อิ อิ


วัดแรกที่ไปคือวัดใหม่สุวรรณภูมาราม หรือเรียกสั้น ๆว่าวัดใหม่ เคยเป็นที่ประทับของประสังฆราชองค์สุดท้ายของลาว และเคยเป็นที่ประดิษฐานพระบาง พระคู่บ้านคู่เมืองของหลวงพระบางด้วย



พระประธานในโบสถ์



“อูบมุง” อยู่ข้าง ๆ พระอุโบสถของวัดใหม่



วัดหอเชียงนะ ถ้าจำไม่ผิด เป็นวัดที่อยู่ติดกัวัดมหาธาตุค่ะ(เริ่มจำไม่ได้แล้วค่ะเพราะมีหลายวัดมากเลย)



น่าจะเป็นวัดมหาธาตุนะ



ที่มองเห็นไกล ๆ ก็คือสะพานศรีสว่างวงศ์ เป็นสะพานข้ามแม่น้ำคาน ซึ่งเราได้ไปทำวีรกรรมรถ(จักรยาน) ติดยาวไปทั้งสะพาน เนื่องจากเราขี่จักรยานไม่แข็ง ก็เลยไปอย่างช้า ๆ ตอนแรกนึกว่าไม่มีคนตาม ปรากฏว่า พอถึงอีกฝั่งหนึ่ง หันกลับมา รถติดทั้งแนว ไม่รู้เรื่องเลย เพราะไม่มีคนบีบแตรไล่เลย ทุกคนที่ตามหลังน่ารักมากค่า ส่งยิ้มกับเสียงหัวเราะมาให้ นี้ถ้าเป็นกรุงเทพฯ เราคงโดนด่าซะหูแฉะเลยหล่ะ



อุโบสถของวัดวิชุนราช เป็นที่ประดิษฐานของพระธาตุหมากโม




พระธาตุหมากโม อันนี้ไปจิ๊กรูปตนอื่นมา เพราะมีแต่รูปที่มีนางแบบ



ออกจากวัดวิชุนราชก็มาเจอกับป้ายนี้ กิ๊ปเก๋มากค่ะ ป้ายแม่หญิงย่าง แสดงให้เห็นว่าคนลาวให้ความสำคัญกับเพศหญิงไม่น้อย



บ่ายวันนี้ เราไปเที่ยวพระราชวังหลวงพระบางกันดีกว่า ที่นี่อยู่ตรงข้ามกับทางขื้นพระธาตุพูสี อีกด้านติดแม่น้ำโขง ดูโลเคชั่นแล้ว คิดว่าลาวก็คงดูหลักฮวงจุ้ยในการสร้างวังเหมือนกันเนอะ ด้านนึงเป็นน้ำ อีกด้านเป็นภูเขา เพะเลย ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ด้วย ห้ามเอากล้องเข้าไปค่ะ พอดีเจอกับนักท่องเที่ยวกลุ่มนึง เราก็เลยสิงทำตัวเป็นนักท่องเที่ยวตามไปด้วย แต่ไปๆ มาๆ ก็ต่างคนต่างเดินค่ะ ห้องที่เราใช้เวลานานเป็นพิเศษคือห้องของเจ้ามหาชีวิต ไม่ได้สนใจหาความรู้หรอกค่ะ แต่ห้องนี้ลมเย็น ก็เลยหาที่นั่งพักให้เหงื่อแห้งแล้วก็แอบงีบนิดนึง



ข้าง ๆ พระราชวังก็มีพระอุโบสถ อยู่ คนแถวนั้นบอกว่ากำลังซ่อมแซมเพื่อที่จะอัญเชิญพระบาง ซึ่งเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองมาประดิษฐานที่นี่



แล้วก็ได้เวลาขึ้นพระธาตุพูสี เพราะฝนเริ่มจะมา เดี๋ยวจะอดชมวิวสุดสวยของหลวงพระบาง ระหว่างทางไม่ได้ถ่ายรูปเลย เพราะกลัวฝนตก จ้ำอย่างเดียว รูปนี้เป็นรูปพระธาตุอีกมุมนึง ที่ถ่ายในวันรุ่งขึ้น





ภาพเมืองหลวงพระบางยามพายุฝนมาเยือน จากยอดภูสี



ค่ำนี้เราไปกินข้าวกันที่ร้านอินโดไชน่า สปิริต ร้านสวย อาหารอร่อย แต่ก็แพงอยู่ เราสั่งอาหาร set พื้นเมืองของหลวงพระบาง มีสลัดหลวงพระบาง ไคทอด แกงพื้นเมือง ไส้อั่ว แล้วก็ผลไม้ อาหารมาช้ามาก พอมากถึงก็ซัดเลย ลืมถ่ายรูปไว้ ถ่ายมาแต่บรรยากาศร้าน ระหว่างรออาหาร




กินข้าวเสร็จแล้วก็กะว่าจะออกเริงราตรีซะหน่อย แต่ว่าหาร้านไม่เจอ ถามใครก็ไม่ค่อยมีใครรู้ ก็เลยคืนจักรยานและจองทัวร์ไปเที่ยวถ้ำติ่งกับน้ำตกกวางสี แล้วที่ลืมไม่ได้คือฝากที่ร้านทัวร์หุงข้าวเหนียวไว้ใส่บาตรตอนเช้า แล้วนอนดีกว่า

อ้อ ก่อนนอน ขอโชว์ที่พักกับห้องนอนของเราคืนนี้กันก่อน คืนนี้นอนที่เฮือนพักสายน้ำคาน ซึ่งตัวตึกก็เป็นหนึ่งในมุมกล้องยอดนิยมของหลวงพระบางเหมือนกัน



ภายในห้อง



วันที่ 4 หลวงพระบาง


วันนี้ตื่นเช้าเป็นพิเศษ เพราะว่าวันนี้เราจะใส่บาตรตอนเช้า น้องที่รับนึ่งข้าวเหนียวให้เค้ามาปลุกตั้งแต่ตี 5 ใส่บาตรเสร็จ เราก็จะไปเที่ยวถ้ำติ่ง ต่อด้วยน้ำตกกวางสี การใส่บาตรที่นี่ พระท่านจะไม่รับของอย่างอื่นนอกจากข้าวเหนียว ถ้ามีคนใส่กับ หรือขนม ท่านจะเอาออกจากบาตร ใส่คืนให้กับชาวบ้านที่รอใส่บาตรอยู่แถวนั้น เพราะจะมีชาวบ้านอีกกลุ่มหนึ่งจะนำกับข้าวไปถวายที่วัดเลย รูปนี้ขอเป็นสีซีเปียหน่อย จะได้ดูบรรยากาศย้อนยุค





ใส่บาตรเสร็จก็ไปเดินตลาดหาข้าวเช้ากิน แล้วก็ออกเดินทางไปถ้ำติ่ง ใช้เวลาครึ่งวัน เรือจะพาไปแวะที่หมู่บ้านทำกระดาษสา แล้วก็พาไปแวะบ้านซ่างไห่ ซึ่งเป็นหมู่บ้านต้มเหล้า มีเหล้าให้ชิมด้วย แต่ไม่กล้าชิมค่ะ เพราะแก้วที่ให้ชิมนี่ ไม่รู้ว่าเคยล้างหรือเปล่า มันดูมอมเหลือเกิน แล้วก็มีเหล้าดองงูให้ลองชิมด้วย สีสวยดีค่ะ



ถึงถ้ำติ่งแล้ว ถ้ำติ่งมี 2 ส่วนค่ะ คือถ้ำติ่งล่าง กับถ้ำติ่งบน รูปนี้เป็นถ้ำติ่งล่าง



การเที่ยวภาคเช้า ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ นั่งเรือเที่ยวเป็นส่วนใหญ่ อาหารกลางวันวันนี้ ซื้อมาจากตลาดตอนเช้า เป็นเส้นเล็กผัดซี่อิ้ว ห่อละ 1,000 กีบ ห่อเดียวก็อิ่มค่ะ



ตอนบ่าย ไปเที่ยวตาดกวางสี เป็นน้ำตกหินปูน อยู่ห่างจากตัวเมืองหลวงพระบางไปพอสมควร ถนนก็เป็นถนนดินไปตลอดทาง ตอนขากลับมีฝนตก ก็โขยกเขยกมากหน่อย แต่คุ้มมาก ๆ ที่ได้ไป น้ำตกสวยมาก เล่นน้ำสนุกสุดๆ








กลับมาจากน้ำตกเหนื่อยมาก ค่ะ วันนี้กินข้าวเย็นที่ร้านแถวตรอกข้าวเหนียว จำได้ว่าเป็นร้านอาหารร้านแรกของหลวงพระบาง แล้วก็สลบไปเลยค่ะ

วันที่ 5 หลวงพระบาง

เริ่มวันใหม่ ตื่นสายเหมือนเคย ตั้งใจว่าจะไปกินข้าวจี่เจ้าอร่อยหน้าโรงพยาบาลซะหน่อย ปรากฏว่าขายหมดแล้ว ก็เลยมานั่งกินร้านอื่น อันใหญ่มาก ต้องให้น้องช่วยกันถึงหมด เค้าทาแจ่วแทนแยม แล้วก็ใส่ผัก ไข่เจียว แล้วก็หมูยอ วันนี้เลยได้ลองหนังควายในแจ่วเลย เหมือนกินหนังสติก กรุบ ๆดี ซดกาแฟร้อนๆ อีกแก้ว ก็ลุยต่อได้เลย วันนี้เราจะลุยเก็บวัดต่าง ๆ ที่เหลือให้หมดเลยค่ะ






กินข้าวเสร็จแล้วก็มาขึ้นพูสีอีก วันนี้ขึ้นด้านหลัง ทางขึ้นมีบันไดนาคด้วย



รูปนี้เป็นพญานาค(ศิลปะแบบ)ไทยปะทะ พญานาค(ศิลปะแบบ)ลาว



และแล้ว เราก็มาถึงไฮไลท์ของหลวงพระบาง วัดเชียงทอง



ดูด้านหน้าแล้วมาดาด้านหลังกันบ้าง



ขอแปะมุมยอดนิยมหน่อย



กลับมาดูโรงเมี้ยนโกศ สีทองอร่ามข้าง ๆ พระอุโบสถกันค่ะ ที่นี่เป็นที่เก็บราชรถประโกศของเจ้ามหาชีวิตค่ะ ข้างหน้าตรงกลางที่เห็นสีทองนี้ สามารถเปิดออกได้ เพื่อเข็นราชรถออกมา เป็นรูปสลักปิดทองเรื่องรามเกียรติ์



ราชรถประโกศของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์



รูปสลักที่ประตูทางเข้าด้านซ้าย ไม่รู้ว่าเป็นตอนอะไร แต่อีกข้างหนึ่งเป็นตอนสีดาลุยไฟ



แล้วเราก็มาโซโล่วัดกันต่อ วัดนี้คือวัดสีบุญเรือง ในรูปดูเหมือนไม่มีคน แต่จริง ๆ แล้ว นอกกรอบรูปนี้ มีพระลูกวัดมามุงดูกันหลายรูป เพราะนาน ๆ จะมีคนเข้ามาเที่ยวทีนึงมั๊ง ที่เที่ยวตามวัดต่าง ๆ มา 2 วัน รู้สึกว่าไม่ค่อยมีคนเข้าไปเที่ยววัดเลย ไปทีไรก็มีกันอยู่ 2 คน ก็คือพวกเรานั่นเอง จะมีคนเยอะๆ ก็วัดเชียงทอง กับพระธาตุพูสี แล้วก็วังเจ้ามหาชีวิต




วัดสบสิขาราม



วัดแสนสุขาราม รูปปั้นสิง หน้าพระอุโบสถ น่ารักดีค่ะ



วัดป่าไผ่วิไชยาราม



วัดเชียงม่วนวชิรมังคลาราม


วัดจุมค้องสุรินทาราม


รูปนี้ไม่ใช่วัด แต่เป็นเฮือนพักที่อยากอยู่ เลอ กา ลาว ค่ะ อยู่ริมแม่น้ำโขง ค่าที่พักก็แพงอยู่ เลยได้แต่มอง



คาดว่า การเที่ยวครั้งนี้ สามารถเยี่ยมชมวัดได้มากกว่า70% แล้ว คืนสุดท้ายของเราที่หลวงพระบางก็กลับมานอนโรงแรมหรูต่อก่อนกลับ ที่นี้เลย วิลล่าสันติรีสอร์ท เป็นรีสอร์ทอยู่นอกเมืองไปทางน้ำตกกวางสี อยู่ในเครือเดียวกับโรงแรมวิลล่าสันติในเมืองค่ะ เพิ่งเปิดใหม่




เรามาสำรวจภายในโรงแรมกันดีกว่า เข้ามาก็จะเจอกับ lobby ของโรงแรม เก้าอี้น่านอนมาก มีพยูนสัญชาติฝรั่งเกยเก้าอี้อยู่เกือบทุกตัว พอดีตัวนี้ว่างอยู่ เลยถ่ายซะเลย ว่าแล้วเก้าอี้ตัวนี้ก็เสร็จพยูนสัญชาติไทย 2 ตัวซะเลย น่านอนอืดอ่านหนังสือมาก ลมก็โชยมาตลอด มิน่าถึงมีแต่คนจับจองไปหมด




ถ่ายวิวจากในห้อง



มาสำรวจในห้องกันดีกว่า เริ่มจากมุมเก้าอี้นั่ง



โต๊ะวางของ วันนี้เราจะได้ดูทีวีในห้องแล้ว ดีใจจัง


เตียงนอน



ป้ายแขวนหน้าประตู "Do not disturb" รูปแม่หญิงอยากนอน



อาบน้ำล้างเหงื่อเรียบร้อย ก็เข้าไปในเมืองใหม่ ที่นี่มีรถรับส่งระหว่าง 2 โรงแรมทุกชั่วโมง ไปจนถึง 3 ทุ่ม วันนี้กะว่าจะมากินข้าวในตลาดหลังจากที่เล็งไว้หลายรอบ แล้วก็ชอปปิ้งของฝากค่ะ ที่ตลาดมืด เรามาเริ่มกันที่แม่ค้าเมี่ยงกัน เมี่ยงเค้ารสชาดออกหวาน ไส้เหมือนข้าวจ้าวกวนกับน้ำตาล ไม่ค่อยค้นลิ้นเท่าไหร่ แต่ก็หมด



ข้าวจี่แสนอร่อย มีรสปลาร้ากับรสน้ำปลาให้เลือก ก็เลยกินมันทั้ง 2 แบบแลย





บรรยากาศในตลาดยามเย็น ดูแล้วน้ำลายสอไปตลอดทาง



สุดท้ายก็ไม่ได้กินที่ตลาด แต่ซื้อกลับไปกินมื้อดึกต่อที่โรงแรม วันนี้ขอกินหรูอีกวัน ส่งท้าย ก็สั่งสลัดหลวงพระบางเหมือนทุกวันค่ะ ผักสลัดอร่อยมาก เหมือนผักกาดหอมผสมกับผักกาดแก้ว แต่ไม่ขม และไม่กรอบมาก น้ำสลัดก็อร้อย อร่อย เป็นน้ำสลัดข้นที่ออกใส ๆ ใส่ถั่วลิสงตำด้วย



ไคแผ่นทอดกรอบ จิ้มแจ่ว มีหนังควายใส่มาด้วย ก็อร่อยอีกเช่นเคย สรุปว่ามาที่นี่ อร่อยทุกอย่าง อร่อยทุกเจ้า



อิ่มแล้วก็มาเดินชอปปิ้งตลาดมืด ของที่ขายเป็นงานฝีมือราคาถูก แต่รูปแบบเหมือนกันเกือบทุกเจ้า ก็เลือกได้กระเป๋าใส่ของจุกจิกไปฝากที่ทำงาน กะว่าซื้อเจ้าเดียวรวมกัน 2 คน จะได้ต่อได้มากหน่อย พอบอกจำนวนประเป๋าที่จะซื้อไปว่า 20 ใบ คุณป้าคนขายตื่นเต้น เพราะไม่เคยขายได้มากเท่านี้ เราก็เลยได้ของถูกด้วย ใบละประมาณ 25 บาท



ระหว่างที่เดินเจอกับเสนาลิง คุณเต๋าสมชาย เข็มกลัด แล้วก็คุณเพชร กรุณพลด้วย มาถ่ายรายการกัน ที่ตลาดลือกันให้แซ่ด ดาราเดินอยู่หัวตลาด เราเดินอยู่ท้ายตลาด ก็รู้แล้ว แม่หญิงลาวเค้าค่อนข้างขี้อาย เวลามุงดูดาราก็มุงกันอยู่ห่าง ๆ แล้วกระซิบกันเบา ๆ เรียบร้อยดี

ดูดาราเสร็จแล้ว ก็กลับมาขึ้นรถหน้าโรงแรมกลับรีสอร์ทไปกินขนมที่ซื้อตุนไว้ แล้วก็ดูทีวี ไม่ได้ดูมาหลายคืนแล้ว คืนนี้นอนที่ลาวเป็นคืนสุดท้ายแล้ว ไม่อยากกลับเลย



วันที่ 6 หลวงพระบาง - เวียงจันทน์ - หนองคาย - อุดร - กรุงเทพฯ

วันนี้เป็นวันสุดท้ายและเดินทางกลับค่ะ ตอนเข้าก็ตื่นสายเหมือนเคย แฮ่ ๆ

วันนี้มีข้าวกินฟรีค่ะ ABF ของโรงแรม ก็ซัดกันเต็มที่ตุนไว้เพื่อความประหยัด แล้วก็ล่ำลาหลวงพระบางบินสู่เวียงจันทน์ แวะซื้อไวน์ที่เวียงจันทน์ เป็นร้านของคนฝรั่งเศส พอเจ้าของร้านเห็นหน้าเรา ก็ส่งพนักงานคนลาวมาขาย เพราะดูหน้าแล้วคงไม่ซื้อของแพงแน่ๆ เค้าคิดถูกแล้ว เพราะเราซื้อขวดละ 120 บาท ถูกดี sparkling wine 350 บาท เคยกินที่กทม. ตั้ง700 แน่ะ ก็เลยแบกกันกลับมาคนละ 4 ขวด ยังไม่นับเบียร์ลาวที่ซื้อมาอีกคนละ 2 โหล ไม่รู้ว่าจะไปเมาอะไรกันนักหนา ไม่ดีเลยนะคะ น้องๆ ไม่ควรเอาอย่าง แล้วออกจากเวียงจันทน์กลับเข้าหนองคาย ทุลักทุเลมาก เพราะซื้อมาแต่ละอย่างไม่เจียมสังขารแก่ๆ เลย แล้วยังต้องขึ้นรถ 3 ต่อตอนข้ามสะพานมิตรภาพ เกือบตาย

พอถึงหนองคายก็มากินแดงแหนมเนืองกัน แล้วก็คาบกลับไปบ้านอีก 2 ชุด ไม่รู้เหมือนกันว่าวันนั้นกินยาบ้าอะไร บ้าหอบมาก ๆ กินเสร็จฝากของที่ร้านไว้แล้วไปเดินเล่นตลาดอีนโดจีนใกล้ๆ กับร้าน รอเวลาขี้นรถ เพราะเราต้องขึ้นรถจากหนองคายไปอุดรตอน5โมงเย็น แล้วไปรอขี้นน้องหางแดง ตอน 2ทุ่ม เฮ้อ กว่าจะถึงบ้าน


สรุป ทริปนี้ใช้เงินไปประมาณ 8,000 บาท/คนค่ะ ไม่รวมค่าชอปปิ้ง เพราะกระฉูดเกินงบไปแบบกู่่ไม่กลับ กลับมาก็นั่งเพ้อเจ้อไปอีกหลายวัน ลัล ลา





 

Create Date : 17 กันยายน 2548
11 comments
Last Update : 23 พฤศจิกายน 2548 13:00:49 น.
Counter : Pageviews.

 

สนุกดีจังครับ

 

โดย: dont wanna no 21 กันยายน 2548 8:18:09 น.  

 

อะโห...ภาพสวยๆ เพียบ เหมือนได้ไปเที่ยวเองเลยนะเนี่ย

 

โดย: wayo 5 พฤศจิกายน 2548 6:53:54 น.  

 

ปีใหม่ไปเที่ยวไหนหรือเปล่าเอ่ย?
มาเล่าให้กันฟังมั่งสิคะ

 

โดย: wayo IP: 203.156.40.94 4 มกราคม 2549 2:26:35 น.  

 

อยากไป หลวงพระบาง สักครั้ง
ผมอยากไปเดินดูบ้านเมือง วัดเก่า ตลาด ผมชอบรูปแบบวัดที่นี่ครับ สวยงามดี

 

โดย: ตงเหลงฉ่า 14 มกราคม 2549 23:23:26 น.  

 

 

โดย: run IP: 124.121.235.99 13 ธันวาคม 2550 18:44:06 น.  

 

เรื่องเล่าสนุก รูปสวย thank you.

 

โดย: PatPDX IP: 72.201.17.28 14 กรกฎาคม 2551 7:04:54 น.  

 

อ่านเพลิน สนุกดีครับ
ผมก็จะไปเหมือนกัน เลยแวะมาหาผู้มีประสบการณ์

 

โดย: ys IP: 58.10.222.92 17 ตุลาคม 2551 16:55:12 น.  

 

สวยมาก เดี่ยวจะไปเที่ยวหาเวลาว่าง ๆก่อนค่ะ

 

โดย: อัญชรา บริบูรณ์ IP: 113.53.168.244 8 กรกฎาคม 2552 12:44:14 น.  

 

หนูเขียนเก่งมากค่ะ ถ้าคุณป้ายังสาวอยู่ ก็คงได้เที่ยวแบบนี้แหละ ตอนนี้ก็อาจพอไหว ที่เข้ามาอ่านนี่ก็หาข้อมูล หนูเล่าเรื่องสนุก น่าอ่านมาก คุณป้าคิดว่าน่าจะไปเองได้ ทำไม่ได้อย่างหนึ่งคือขี่จักรยาน และถ้าต้องเดินทางลาดชันมากๆก็อาจไม่ไหว นอกนั้นคงพอดัดแปลงไปได้ หวังว่าคงได้ไปเห็นหลวงพระบางบ้างนะคะ

 

โดย: คุณป้า สว.(สูงวัย) IP: 183.89.247.77 23 กรกฎาคม 2553 20:08:27 น.  

 

แวะวังเวียงบ้างนะครับล่องเรือเล่นนํ้าได้สนุกมากๆมีโรงแรมห้องพักร้านอาหารให้เลือกมากๆหนุ่มๆที่นี่หล่อๆใจดีเยอะเชิญนะครับ

 

โดย: ท้าวธงไชย IP: 183.89.51.8 4 กันยายน 2553 8:56:02 น.  

 

กำลังจะไปเดือนมีนาคม 2556(2013) จะขอจีบสาวลาว ไม่รู้จะเว้าเป็นเปล่า

 

โดย: คนเมืองชล IP: 49.48.34.74 2 กุมภาพันธ์ 2556 10:24:29 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

นู๋Poopy
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




http://fastwebcounter.com
Friends' blogs
[Add นู๋Poopy's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.