*** ความสุขเล็ก ๆ ของ ๆ คนหนึ่ง ไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหม ว่ามันจะเป็นเพียงแค่การได้อยู่ ได้มอง ได้เห็น และสัมผัส สิ่งมีชีิวิตเล็ก ๆ ที่เรียกว่าลูก เติบโต ตามวัย คืน และวัน โดยไม่จำเป็นต้องมีสิ่งประกอบใดอีก ***

หัวใจลงเอยรัก (ภาคต่อจากหัวใจไม่ลงรักค่ะ)

หัวใจลงเอยรัก

ภาคต่อของหัวใจไม่ลงรัก ค่ะ เรื่องครอบครัวเป็นเรื่องที่ต้องลุ้นเรื่องหัวใจยิ่งสำคัญกว่า ลุ้นกันค่ะว่าความรักของทั้งเขาและเธอจะลงเอยกันอย่างไร
บทที่ 1

“ไม่เป็นอะไรมากหรอกน่าเชื่อผมสิเด็กคนนั้นไม่เป็นอะไรง่าย ๆ หรอก”

เพลินเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นสายตาของนัทธ์ที่จ้องจับไปอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน ด้วยใจจดจ่ออยากจะไปเยี่ยมลูกชายแม้หมอจะบอกว่ารอดพ้นขีดอันตรายแล้วก็ตามแต่ก็ยังไม่ยอมให้เข้าเยี่ยม

“ผมภาวนาอย่างนั้น”

นัทธ์เอ่ยน้ำเสียงเบาหวิว

“ไม่ต้องกังวลมากนักหรอกน่า”

เพลินเอ่ยอย่างใจเย็น ประสบการณ์ชีวิตที่โชกโชนผ่านเรื่องราวต่าง ๆ มามากมายทำให้เขาเย็นสงบลงได้ ในขณะที่หัวใจของคนอื่นยังร้อนรุ่ม

“ขอบคุณครับ”

นัทธ์หันไปมองมัสยาที่นั่งนิ่งอยู่หน้าห้องฉุกเฉินกับเพลงพลอยที่ดูจะเป็นกำลังใจที่ดีสำหรับหล่อน หัวใจของเขาเต้นไม่เป็นจังหว่ะ ตั้งแต่ตอนที่รู้ว่ามัสยะถูกแทงและตอนนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้นและเชื่อว่ามัสยาคงจะรู้สึกมากกว่าเขา แต่หล่อนในเวลานี้กลับนิ่งเฉยและรอคอยด้วยความอดทน ไม่พูดพล่ามหรือเดินไปเดินมา ไม่มีใครรับรู้ว่าในใจของมัสยากำลังคิดอะไรอยู่

เมื่อหมอบอกว่าลูกปลอดภัยแล้วมัสยาก็รอคอยที่จะได้เข้าเยี่ยมลูกชายต่อไป

เพลิน หรี่ตามองนัทธ์ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เขา ที่ที่พวกเขานั่งห่างจากหน้าห้องฉุกเฉินพอสมควรแต่ก็ยังอยู่ในระยะสายตาที่มองเห็นทุกภาพที่ปรากฏตรงหน้าห้องฉุกเฉิน

เขาได้ยินชื่อนัทธ์มานานแล้วและเพิ่งจะมีโอกาสได้พบเมื่อวันก่อน กับวันนี้ มัสยาไม่เคยเล่าอะไรที่เกี่ยวกับพ่อของลูกให้เขาฟังมากนัก นอกจากเป็นคนที่อยู่ด้วยกัน ผูกพันธ์ จนมีลูกแล้วก็เขาเลือกคนอื่นก็เท่านั้น
ดูด้วยสายตาเขาไม่อยากเชื่อเลยว่านัทธ์ คือคนแสนเลวคนนั้นที่สามารถทิ้งลูกวัยแบเบาะไปอยู่กับผู้หญิงคนอื่นได้อย่างไม่มีเยื่อใย ก่อนนั้นเขาก็เคยรู้สึกโกรธและอยากเจอผู้ชายคนนี้เหมือนกัน อยากจะถามว่าทำได้ยังไง แต่มันคงไม่ใช่เรื่องของเขา เพราะเขาเป็นคนนอกครอบครัว เป็นเพียงที่ปรึกษาและให้ความช่วยเหลือเมื่อมัสยาร้องขอเท่านั้น

“คุณรู้จักกับน้องมานานแล้วเหรอ”

นัทธ์เอ่ยถามหลังจากที่เงียบไปนาน

“ก่อนคุณจะมาอยู่กับน้องเล็กก็แล้วกัน ผมเป็นบก.ที่น้องเล็กส่งหนังสือให้อยู่”

“อ้อ…ใช่สินะ”

เขาพยักหน้ารับรู้ มัสยามีงานพิเศษคือพิมพ์หนังสือขาย มีบก.ที่หล่อนให้ความเคารพและสนิทสนมด้วยมากคนหนึ่ง ในบางครั้งเขาได้ยินมัสยาสนทนาทางโทรศัพท์กับบก.ของหล่อนบ่อย ๆ ในเรื่องรอบ ๆ ตัว ข่าวสารบ้านเมือง และให้กำลังใจในวันที่ต่างประสบปัญหาต่าง ๆ นา ๆ จนเขารู้สึกหึงหวง มัสยาบอกเสมอว่าไม่มีอะไร เพราะหล่อนนับถือเพลินมาก ไม่น่าเชื่อว่าจนกระทั่งวันนี้ ทั้งคู่จะยังรักษาระดับความสัมพันธ์เอาไว้เท่านั้น

“ผมได้ยินเรื่องของคุณเสมอไม่คิดว่าวันนี้จะได้มานั่งคุยกัน”

เพลินเอ่ยขึ้น

“ถ้าวันนี้ไม่เกิดเรื่องนี้ขึ้นคุณกับผมคงไม่ได้มานั่งคุยกันนานขนาดนี้”

“ผมไม่รู้ต้องทำยังไงดี คุณแนะนำผมได้ไหม”

เพลินสั่นหน้าก่อนจะบอก

“ผมแนะทางออกไม่ได้หรอก แต่ผมรู้ว่ามัสเป็นลูกคุณและคุณเป็นพ่อของเขา”

“ผมยังมีสิทธิ์นั้นอยู่เหรอ”

นัทธ์เอ่ยถามเพลินขมวดคิ้วก่อนจะมองหน้านัทธ์

“มันอยู่ที่คุณ คุณนัทธ์ ทุกอย่างมันอยู่ที่คุณคนเดียว ไม่มีใครกำหนดชีวิตของคุณได้ มันเป็นชีวิตของคุณ คุณจะทำอะไรกับชีวิตคุณก็เรื่องของคุณ จะมาถามผมได้ยังไง ถ้าทุกเรื่องมันง่ายอย่างที่คุณคิดผมเชื่อว่าคุณคงไม่มานั่งกลุ้มใจแบบนี้หรอก”

“นั่นสินะ”

นัทธ์ก้มหน้าลงยอมรับในคำพูดของเพลินในสถานการณ์อย่างนี้จะหาคนเห็นใจเขาคงยากเพราะเขาเป็นคนผิด

“ผมไม่เคยอยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นหรอกนะ บางทีผมก็ฝันร้าย อยากพบลูก อยากเห็นลูก อยากเห็นวันเวลาที่เขาเติบโต รอยยิ้มและเสียงหัวเราะผมไม่เคยได้รับรู้หรือสัมผัสมันเลย”

“ผมรู้ว่าคุณรักลูกมาก เท่าที่พ่อคนหนึ่งจะรักลูกได้”

เพลินเอ่ยขึ้น เขาเก็บกดบางคำพูดเอาไว้ในใจ คำพูดที่คงไม่สามารถพูดออกไปได้

..แต่คุณรักตัวเองมากกว่าลูก เห็นความสุขของตัวเองสำคัญกว่าลูก..

“ปู่คะ คุณลุงคะ”

เพลงพลอยเดินแกมวิ่งเข้ามาหาปู่ของหล่อน

“มีอะไรเหรอเพลง”

“หมอบอกว่ามัสรู้สึกตัวแล้ว ย้ายไปห้องพิเศษได้แล้วค่ะ”

นัทธ์ลุกขึ้นแทบจะทันที เขาก้าวไปยืนข้างมัสยาที่ลุกขึ้นยืนรอคอยลูก ร่างของมัสยะบนเตียงพยาบาลถูกเข็นออกมาใบหน้าซีดราวกับกระดาษมีเลือดและสายน้ำเกลือที่โยงระยางอยู่รอบกายเขา

ชายหนุ่มส่งยิ้มซีดเซียวให้กับมารดาของเขา จนกระทั่งเจ้าหน้าที่เข็นเตียงผ่านไปโดยมีนัทธ์กับมัสยาตามไปติด ๆ

“เพลงรู้สึกแย่ยังไงก็ไม่รู้ค่ะปู่ที่ทำให้เขาบาดเจ็บเพราะเพลง”

เพลงพลอยบอกผู้เป็นปู่ขณะมองตามมัสยะไป

“ก็ไม่น่าเชื่อนะว่าจะมีผู้ชายคนหนึ่งเกือบตายเพื่อแย่งหลานสาวของปู่”

“ใช่ที่ไหนละปู่ก็ พี่ยักษ์นะบ้าหรอก ส่วนมัสนะเขายังไม่รู้เรื่องอะไรเลยแค่มาปรึกษาเรื่องครอบครัวเขาเท่านั้นเอง”

เพลงพลอยหันมาอธิบายให้ปู่ฟัง ทำเอาเพลินขมวดคิ้ว

“เขาปรึกษาเพลงเรื่องครอบครัวเหรอ”

“ใช่จ่ะปู่”

“ทำไมต้องเป็นเพลงละ”

“ก็เพลงเกิดก่อนไงและเพลงก็รู้เรื่องครอบครัวเขามาตั้งแต่ต้น เพลงก็เลยเป็นที่ปรึกษาที่ดี”

หล่อนยืดอกยกตัวขึ้นมาหน่อยเมื่อคิดว่ามัสยะเห็นความสำคัญของตัวเอง

“บางทีอาจจะมีเหตุผลอื่นด้วยนะ”

“มันจะมีอะไรอีกละค่ะปู่”

“เขาอยากให้เพลงเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเขามั้งก็เลยต้องปรึกษา”

เพลินพูดพลางหัวเราะขณะที่เพลงพลอยแก้มแดง ไม่ปฏิเสธใด ๆ ออกมาก้าวตามปู่ของหล่อนไปอย่างช้า ๆ เพราะหล่อนเติบโตและเรียนรู้มากับปู่ที่สอนให้รู้สัจธรรมในชีวิตและเพราะเหตุนี้หล่อนจึงตั้งรับกับความตกใจสุดขีดในวันนี้ได้อย่างยอดเยี่ยม

จากคุณ : ปันฝัน
เขียนเมื่อ : 24 มี.ค. 53 20:34:57










ความคิดเห็นที่ 2

ต่อค่ะ

“เรื่องคดีความพี่จะดูให้นะน้อง”

เพลินบอกแก่มัสยาเมื่อเดินตามเข้ามาในห้องพิเศษนั้นปรากฏว่ามัสยะหลับไปแล้วคงเพราะฤทธิ์ของยาที่หมอให้ไว้เพื่อให้เขาได้หลับไม่รู้สึกเจ็บที่บาดแผล

“ขอบคุณมากคะพี่เพลิน”

มัสยาเอ่ยด้วยความซาบซึ้ง หลังเกิดเหตุได้ลงบันทึกประจำวันกับตำรวจและตำรวจก็สอบปากคำเพลงพลอยที่อยู่ในเหตุการณ์และจับตัวยักษ์ไปแล้ว เพราะยักษ์ไม่ได้หนีไปไหน บิดามารดาทางโน้นกำลังยื่นประกันตัวอยู่ จะเป็นอย่างไรนั้นหล่อนไมได้สนใจเพราะสนใจเพียงอาการบาดเจ็บของบุตรชายเท่านั้น

“ ต่อไปพี่ยักษ์จะได้ไม่ทำตัวเกเรแบบนี้อีกจะได้เข็ดหลาบถ้ารู้ว่าทางนี้เอาเรื่องเขา”

เพลงพลอยสนับสนุนด้วยอีกคนหนึ่งแม้ว่าหล่อนจะต้องเป็นพยานสำคัญที่อยู่ในที่เกิดเหตุก็ตาม

“มัสยังไม่ตื่นตอนนี้พี่ว่าน้องไปเก็บเสื้อผ้าของใช้จำเป็นมาเฝ้าลูกไหม คงต้องนอนโรงพยาบาลอีกหลายวัน”

เพลินเสนอ

“นั่นสิน่ะ ฝากมัสซักครู่นะค่ะ น้องจะรีบไปรีบมา”

“ไปรถผมนะน้อง”

นัทธ์เอ่ยขึ้น เพียงเท่านั้นที่ให้รู้ว่าเขายังอยู่ในห้องนี้ มัสยาพยักหน้าไม่คัดค้านอะไรแต่ก้าวเดินออกไป แม้จะมีนัทธ์อยู่แต่เขาก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย เขานิ่งเฉยเกินกว่าที่หล่อนจะรับรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ บางทีเวลาที่ห่างเหิน มันก็ห่างเกินกว่าจะกลับมาใกล้ชิดได้เหมือนเดิมอีกแล้ว

เพลินเสียอีก ที่ดูจะสำคัญกับหล่อนมากกว่าเขา

“น้องยังไหวไหม”

นัทธ์เอ่ยถามเมื่อเขาขับรถพามัสยาออกจากโรงพยาบาล รู้สึกห่วงใยมัสยามากถึงหล่อนจะดูเข้มแข็งมากขนาดไหนเขาก็รู้ว่าหล่อนอ่อนล้าเต็มที่

“ต้องไหวสิ”

หล่อนบอกเขาน้ำเสียงเข้มแข็ง ผู้หญิงที่เลี้ยงลูกมาคนเดียวต้องผ่านอะไรมาเยอะแยะที่นัทธ์ไม่มีวันได้รู้และสัมผัสถึงร่างกายของหล่อนจะอ่อนแอ แต่หล่อนก็ผ่านเรื่องทุกอย่างมาได้ด้วยกำลังใจที่ดีจากลูก

หล่อนรีบเข้าห้องเก็บเสื้อผ้าของใช้จำเป็นใส่กระเป๋าก่อนจะรีบเดินตามนัทธ์ไปที่รถเพื่อไปยังโรงพยาบาล

“แบบนี้นี่เองมิน่าละถึงยอมหย่าง่าย ๆ เพราะแบบนี้เองใช่ไหมคะพี่นัทธ์”

ที่รถของนัทธ์มุกนภารออยู่ที่นั่น เพราะหล่อนมาหาเพื่อนที่พักที่นี่เหมือนกันไม่คิดว่าจะบังเอิญได้เห็นนัทธ์มากับมัสยา ถึงต้องเดินเขามาดูให้ถนัด หล่อนส่งคำพูดและแววตาแสนดูถูกให้กับนัทธ์เลยมาถึงมัสยาจ้องมองอย่างเหยียดหยามและชิงชัง

“เมียเก่า กลับมานี่เอง เห็นมันดีกว่ามุกมากหรือไงพี่นัทธ์”

น้ำเสียงนั้นหาเรื่องนัทธ์เต็มที่

“ในเมื่อเธอขอหย่าพี่ก็หย่าให้แล้วแล้วเธอยังจะเอาอะไรอีก ทรัพย์สินเงินทองอะไรพี่ก็ให้เธอไปหมดแล้วยังจะต้องการอะไรเพิ่มเติมอีก”

นัทธ์บอกมุกนภาเสียงเรียบ

“สิ่งที่พี่ให้มันคุ้มกับที่มุกอยู่กับพี่มายี่สิบปีหรือเปล่าละ เงินเดือนพนักงานรัฐวิสาหกิจอย่างพี่มีเหลือพอจะใช้จ่ายในครอบครัวหรือเปล่าทุกอย่างมันเป็นความผิดของใคร คิดว่ามุกผิดคนเดียว และมุกอยู่อย่างมีความสุขมากหรือไง”

มุกนภาย้อนถาม พร้อมกับกลืนก้อนสะอื้นให้หายไปอย่างรวดเร็วมุกนภาไม่มีวันอ่อนแอให้ใครเห็นเด็ดขาด

“เคยคิดบ้างไหมผู้หญิงที่ถูกข้อหาพรากพ่อลูกจากกันนะโดนประนามแค่ไหนเคยรับรู้ถึงหัวอกบ้างไหมล่ะ พี่นัทธ์เคยคิดบ้างหรือเปล่า เอาไปเลยนะผัวเฮงซวยแบบนี้ พี่ได้แค่ตัวเขาเท่านั้นล่ะ เอาไปเลยมันไม่มีค่าอะไรกับฉันแล้ว ฉันหมดความอดทนกับมันแล้ว คน ๆ นี้คิดถึงแต่ตัวเองไม่เคยคิดถึงใคร เห็นแก่ตัว”

มุกนภาส่งเสียงดังไม่อับอายผู้คน มัสยาค่อย ๆ เดินไปโบกรถแท็กซี่ไปโรงพยาบาล ขณะที่มุกนภามองนัทธ์ด้วยสายตาดูถูกและหัวเราะออกมาอย่างสะใจเต็มที่

“เมียเก่าพี่ก็ไม่อยากจะได้คนที่มีแต่ตัวแบบพี่หรอก ทำเขาไว้เยอะนี่ทิ้งเขาตั้งแต่ลูกยังเดินไม่ได้ เขาคงเอาพี่หรอก ลูกพี่ก็เหมือนกัน ยังกล้าไปหาพวกเขาอีกทิ้งเองแท้ ๆ เขาต้อนรับแบบไหนละ มุกไม่ยอมอดทนอีกแล้วอดมานานแล้ว ”

นัทธ์นิ่งอึ้ง เขาคาดไม่ถึงจริง ๆ ว่ามุกนภาเองก็เจ็บปวดกับเรื่องที่เกิดขึ้นหากเพียงแต่หล่อนไม่แสดงออก

“ขอให้มีความสุขกันให้สาสมนะ พ่อแม่ลูก”

มุกนภามองหน้านัทธ์เยาะเย้ยใส่หน้าแล้วเดินหนีไป นัทธ์ได้แต่มองตามแล้วนิ่งเงียบ เขายอมรับสิ่งที่เขาทำกับมัสยาและลูกนั้นมันมากเกินไปไม่มีใครจะอภัยให้กับคนที่ทำได้ขนาดนั้นหรอกและกับมุกนภาก็เช่นเดียวกัน หากแต่มุกนภาไม่ใช่คนยอมแบบมัสยา

เพราะมัสยายังเป็นคนเดิมที่ยังถนอมน้ำใจเขาและไม่เคยว่ากล่าวให้เขาเสียใจและเจ็บใจแม้สักครั้ง คนโง่อย่างเขา มีชีวิตที่ไร้ค่าเหลือเกิน

..บางทีตลอด ยี่สิบปี ที่ผ่านมา คนที่เจ็บปวดอาจจะไม่ได้มีเพียงหล่อนกับมัสยะ แต่ยังมีผู้หญิงคนนั้นที่หล่อนไม่เคยรับรู้ด้วยอีกคนหนึ่ง..

มัสยานิ่งคิดและทำความเข้าใจกับความรู้สึกของมุกนภา หากไม่รักนัทธ์มาก ก็คงไม่ยอมอยู่กับนัทธ์เป็นเวลานานขนาดนี้

มัสยะลืมตาขึ้นอีกครั้งเขามองเพลงพลอยและเพลินที่อยู่ภายในห้องนั้นแต่ไร้เงาร่างของมารดา

“แล้วแม่ละ แม่เป็นอะไรหรือเปล่า”

เขาถามหามารดาด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง รู้สึกผิดปกติและเป็นห่วงมารดาเหลือเกิน

“แม่มัสไม่เป็นไรหรอก กำลังมาหามัสไปเก็บของมาเฝ้ามัส”

เพลินบอกเอามือแตะมือเขาเป็นกำลังใจให้

“ขอโทษนะฉันไม่น่าเข้าใกล้เลยพานายเดือดร้อนไปด้วย”

เพลงพลอยเอ่ยอย่างสำนึกผิด

“แต่ก็ไม่เป็นไรเนอะพูดได้แล้วไม่ตายแล้ว”

“ใครจะตายกันละ”

มัสยะแย้งถึงเจ็บบาดแผลแต่เขาก็ยังอยากคุยกับเพลงพลอยอยู่

“แล้วทำไมตอนนั้นต้องทำเหมือนตายแล้วยังยิ้มอีก”

หล่อนท้วงคิดถึงตอนที่เขาหมดสติบนรถพยาบาล

“ก็อยากหลับนี่หน่า”

เขาตอบพร้อมกับส่งรอยยิ้มมาให้หล่อนอีกหน รอยยิ้มนั้นทำเอาเพลงพลอยใจสั่นแม้หล่อนจะยอมรับว่าเป็นรอยยิ้มที่บริสุทธิ์ใจ ที่เขาส่งยิ้มมาเพียงเพื่อปลอบใจหล่อน และย้ำว่าเขาไม่เป็นอะไรแล้วก็ตาม

จากคุณ : ปันฝัน
เขียนเมื่อ : 24 มี.ค. 53 20:37:52










ความคิดเห็นที่ 3

ไม่คิดว่า แค่คำไม่กี่คำนี่มันยากเหลือเกิน แล้วก็รู้ตัวว่าที่มั่วมานี่ไม่ถูกเลย รบกวนขอคำแนะนำด้วยนะค่ะ แก้ไขหลายรอบแล้ว แต่ในส่วนตัวก็คิดว่า ยังไม่ดี เท่าไหร่ ยังไม่ถูกต้องสักเท่าไหร่

จากคุณ : ปันฝัน
เขียนเมื่อ : 24 มี.ค. 53 20:39:33









 

Create Date : 31 มีนาคม 2553
7 comments
Last Update : 31 มีนาคม 2553 16:13:08 น.
Counter : 648 Pageviews.

 

หัวใจลงเอยรัก
บทที่ 2
มัสยาก้าวเข้ามาหาลูกชายในห้องด้วยความร้อนรุ่มใจ

“มัสเป็นไงบ้างลูก”

ทันทีที่เห็นหน้าลูกมัสยาก็ร้องถามลูกชาย

“มัส..ไม่เจ็บหรอกฮะ”

เขาชูสองนิ้วพร้อมเข็มน้ำเกลือยิ้มบอกมารดาว่าสู้ตาย ทำเอาทุกคนในห้องยิ้ม

“แม่.. มัสหิวน้ำจัง”

มัสยาเงยหน้ามองป้ายงดน้ำและอาหารก่อนจะสั่นหน้า

“รอสักพักได้ไหมลูกรอหมออนุญาตก่อน เจ็บตรงไหนบ้างบอกแม่หน่อยแม่จะเป่าให้น่ะลูกน่ะ”

“ผมหายเจ็บตั้งแต่เห็นหน้าแม่แล้ว”

เขายิ้มหวานประจบมารดาไม่กล้าดื้อรั้นกลัวว่ามารดาจะเป็นทุกข์ใจเพราะเขา บีบมือมารดาไว้แม้ว่ามันจะเย็นจนน่าใจหายก็ตาม เขานิ่งมองมารดาที่มองเขาอย่างห่วงใยจนเผลอหลับไปอีกครั้ง

“หลับง้ายง่ายดูสิ”
เพลงพลอยอดแซวไม่ได้

“ขอบใจเพลงมากน่ะลูกที่อยู่เป็นเพื่อนมัส”
มัสยาส่งยิ้มให้กับเพลงพลอยแม้หล่อนจะใจเสียที่เห็นลูกเจ็บขนาดนี้ก็ตามแต่เพลงพลอยก็ยังเป็นเด็กดีในสายตาหล่อน

“มัสเจ็บขนาดนี้ก็เพราะเพลงนะคะ ถ้ามัสไม่เข้าใกล้เพลงคงไม่มีใครเอามีดมาจิ้มพุงมัสแน่ ๆ เพลงเป็นตัวซวยชัด ๆ”

“คิดมากลูก มัสไม่เป็นไรและเพลงก็ไม่ใช่ตัวซวยถือว่าฟาดเคราะห์ เคราะห์หนักไปนิดต้องโดนทั้งให้เลือดให้น้ำเกลือแบบนี้ แต่ก็โชคดีไม่หนักกว่านี้”

มัสยาบอกเพลงพลอยทำให้เพลงพลอยยิ้มอย่างโล่งอก

“ขอบคุณมากค่ะพี่เพลินที่ช่วยเหลือมัสกับลูกอีกแล้ว”

มัสยาหันมาขอบคุณเพลินที่คอยช่วยเหลือหล่อนตลอดเวลา

“ไม่เป็นไรช่วยได้ก็ช่วยกันไป น้องเล็กก็เหมือนน้องสาวอีกคนของพี่”

คำพูดของเพลินแสนอบอุ่นมัสยารู้สึกซาบซึ้งมากเพราะถ้าไม่มีเพลิน ที่เป็นที่ปรึกษา เป็นคนให้กำลังใจและให้งานทำ
หล่อนคงมีวันนี้ไม่ได้แน่ ๆ

“พี่กลับก่อนน่ะน้องเล็ก อยู่ได้ใช่ไหม”
“ค่ะ” มัสยาพยักหน้า

“ไปเถอะเพลงดึกแล้ว น้าเขาต้องพักผ่อนเหมือนกัน”

“งั้นเพลงไปก่อนน่ะค่ะ ว่าแต่พรุ่งนี้จะมาแต่เช้าจะกินอะไรหรือเปล่า จะซื้อมาฝากไอ้ปลามัสชอบกินอะไรคะป้าเล็ก ”

มัสยายิ้มกับคำพูดฉะฉานของเพลงพลอย
“มัสไม่เลือกกินจ่ะกินได้ทุกอย่างที่ขวางหน้าแต่ หมอห้ามอาหารจ่ะ”

เพลงพลอยหันไปมองป้ายก่อนจะพยักหน้าเข้าใจ
“เข้าใจแล้วคะ ไม่รู้จะทานได้ตอนไหน พรุ่งนี้เพลงจะมาใหม่น่ะค่ะ”

เพลงพลอยก้าวเดินออกไปปู่ออกไปทิ้งให้สองแม่ลูกอยู่กันตามลำพังมัสยายังกุมมือของมัสยาไม่ยอมปล่อยมาส่ายหน้า

ที่หน้าห้อง เพลินและ เพลงพลอยพบนัทธ์นั่งหน้าเครียดอยู่จึงเดินเข้าไปหา

“คุณลุงมัสตื่นแล้วค่ะ เข้าไปเยี่ยมได้แล้ว”
“เขาเป็นไงบ้าง”

“ก็สดชื่นดีค่ะ ไม่น่าจะมีอันตรายอะไรเข้าไปหาเขาสิคะเขาจะได้ดีใจ”

“มัสคงไม่ดีใจหรอกที่ได้เห็นหน้าลุง ให้เขาพักผ่อนเถอะ”
“แล้วคุณจะนั่งที่นี่จนถึงเช้าเลยเหรอ”

เพลินเอ่ยขึ้นบ้าง

“คือ..”
“เข้าไปเถอะค่ะคนครอบครัวเดียวกัน มัสเขาไม่ได้รังเกียจอะไรลุงเขาก็แค่กำลังพยายามทำใจอยู่ไม่มีลูกที่ไหนเกลียดพ่อหรอก
ค่ะ เขาอยากเจอพ่อเขามาก ตอนนี้ที่มีปัญหาก็แค่ทำใจยอมรับไม่ได้เท่านั้นเอง มานี่เพลงจัดการเอง”

เพลงพลอยถือวิสาสะดึงข้อมือนัทธ์เข้าไปในห้องนั้น เพราะคิดว่าหากจะให้นัทธ์ก้าวไปเองคงกล้าเข้าไปแน่ ๆ

“ ป้าเล็กห้องพิเศษเขาให้เฝ้าไข้ได้สองคนฝากลุงคนนี้ด้วยนะคะเพราะถ้าไม่ให้นอนข้างในเขาก็จะนอนอยู่หน้าห้องค่ะ เพลงกลับก่อนนะคะ”

พูดจบเพลงพลอยก็หันหลังกลับออกไปทันที
“เพลงคงไม่ได้เจ้ากี้เจ้าการมากเกินไปใช่ไหมปู่”

หญิงสาวหันไปถามเพลินรู้สึกเหมือนกับว่าเพลินจะมองหล่อนด้วยสายตาตำหนิ

“มากเลยละรู้ตัวหรือเปล่า”
“แต่เพลงอยากให้มัสเขาใกล้ชิดและรับรู้ความห่วงใยจากพ่อน่ะค่ะปู่”

“แล้วเพลงละอยากได้ความอบอุ่นจากพ่อบ้างหรือเปล่า”

เพลินเอ่ยถามหลานสาว เขาเลี้ยงเพลงพลอยมาตั้งแต่ตอนที่เพลงพลอยได้สามเดือนเพราะบิดามารดาแยกทางกันและบิดาก็เป็นคนเสเพลไม่มีความรับผิดชอบอะไรบิดาของเพลงพลอยในตอนนั้นอายุ เพียง 17 ปีเท่านั้น

“เพลงมีปู่คนเดียวก็พอแล้วนี่ค่ะไม่เห็นต้องมีใครเลย”
หล่อนอ้อนปู่

“บางทีมัสเขาอาจะต้องการแบบนั้นก็ได้ เขาอยู่กับแม่สองคนมายี่สิบปีแล้วนะเพลง เข้าใจเขาบ้างสิคงไม่ทำใจรับคนที่ทอดทิ้งเขาไปง่าย ๆ หรอก และบางทีความหวังดีของเพลงอาจจะสร้างความเจ็บปวดให้พวกเขาเพิ่มขึ้นก็ได้”

ปู่สอนจนหญิงสาวต้องพยักหน้าตามไม่อาจคัดค้านในคำสอนของปู่ได้

“มัสไม่เป็นอะไรมากใช่ไหม”
สายตาแห่งความห่วงใยส่งผ่านมาถึงมัสยะ ที่หลับสนิทอยู่บนเตียงนอนคงเพราะฤทธิ์ยาแก้ปวดที่หมอฉีดให้เขา

“ไม่เป็นไรแล้ว เพิ่งจะหลับไปเมื่อสักครู่”
“พี่อยู่เป็นเพื่อนไหมท่าทางน้องไม่ค่อยไหว”

นัทธ์เอ่ยเพราะสีหน้าของมัสยายังไม่ดีขึ้นเท่าที่ควร
“พรุ่งนี้ต้องทำงานไม่ใช่เหรอ”

“ใช่ แต่ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าตอนเช้าก็ได้ ตอนนี้พี่ย้ายไปอยู่บ้านพักพนักงานแล้ว บ้านหลังนั้นพี่ยกให้มุกนภาเขาไปแล้ว คงกลับไปไม่ได้แล้ว”

“ทำไมไม่คุยกันดี ๆ ละคะ มุกเขาคงรักพี่มากเหมือนกันไม่อย่างนั้นคงไม่ทนมาถึงวันนี้”

มัสยาเอ่ยตามที่ได้ยินมาวันนี้หล่อนเชื่อว่ามุกนภารักนัทธ์มาก

“ใช่พี่เป็นหนี้เขา แต่เขาไม่กลับมาแล้วละพี่รู้จักเขาดี ความอดทนของเขาสิ้นสุดลงแล้ว ปล่อยเขาไปมีชีวิตที่ดีเถอะ อย่าให้พี่ต้องรั้งเขาไว้อีกเลยนะ ให้พี่อยู่ดูแลลูกกับมัสที่นี่เถอะ ขอโอกาสให้พี่เถอะนะ”

มัสยามองหน้านัทธ์นิ่ง ชายหนุ่มพยักหน้าช้า ๆ ก่อนจะหันไปมองมัสยะที่หลับสนิท

..เขากลับมาเพื่อขอโอกาสแล้วลูกละ จะให้โอกาสนั้นกับพ่อหรือเปล่า..

มัสยาไม่สามารถตอบคำถามนี้แทนลูกชายได้เลย

ดึกมากแล้ว มัสยะพลิกกายกลับมาเขาเห็นมารดานอนนิ่งอยู่บนเตียงเฝ้าไข้ที่โรงพยาบาลจัดให้ ส่วนนัทธ์นอนอยู่บนโซฟาอีกตัวหนึ่ง

..คนที่หน้าเหมือนเขาที่เขาอยากจะเห็นตั้งแต่เกิดมาอยู่ตรงหน้าแล้วเขากลับไม่รู้สึกอะไรเลยไม่ว่าจะเป็นดีใจหรือเสียใจหรือว่าหัวใจของเขาด้านชาเกินกว่าจะรู้สึกอย่างนี้กับคนที่ได้ชื่อว่าพ่อแล้ว..

มัสยะรู้สึกตัวอีกครั้งในตอนดึกเพราะความเจ็บแผลจนทนเกือบไม่ไหวต้องร้องเรียกให้มารดาช่วย สายที่ให้เลือดถูกถอดออกไปเมื่อเลือดหมดขวดยังเหลือเพียงสายน้ำเกลือที่ห้องระโยงอยู่

“แม่ แม่ครับ ผมปวดแผล แม่ ช่วยผมด้วย”
“มัส”

ทั้งนัทธ์และมัสยาปราดเข้ามาหาลูกชายพร้อม ๆ กัน สองมือกุมมือเขาคนละข้าง หากแต่มัสยะไม่ได้สนใจนัทธ์แม้แต่น้อย

“มัสปวดแผลครับแม่ปวดมาก”

“พ่อจะเรียกพยาบาลมาดูลูกอดทนหน่อยน่ะ”

นัทธ์หันไปกดออดไม่นานนักพยาบาลก็เดินเข้ามา เพื่อดูอาการของมัสยะและฉีดยาบรรเทาอาการปวดให้โดยที่มัสยะไม่หันมองนัทธ์เลยแม้สักนิด

..เวลายี่สิบปีที่ทอดทิ้งไปถ้าลูกวิ่งเข้ามากอดเขาสิมันน่าแปลก..
นัทธ์ให้กำลังใจตัวเองอย่างนั้น

เพลงพลอยมาเยี่ยมมัสยะอีกครั้งในตอนบ่ายหลังจากเรียนวิชาสุดท้ายของวันนี้เสร็จแล้วหล่อนตั้งใจจะมาเช้าแต่เพราะนอนดึกมากเลยตื่นสายต้องรีบไปเรียนมาไม่ได้

หล่อนเห็นสารภีกำลังป้อนข้าวต้มให้กับมัสยะอยู่รู้สึกจิตใจไม่ดีที่เห็นแบบนั้น

“แม่บอกว่าเธอสัญญาว่าจะมาเช้า”

มัสยะทวง

“ก็ตื่นสาย”

“สาคนนี้ไงที่ทำให้หมอนั่นเอามีดมาจิ้มพุงเรา”

หันมาบอกสารภี สารภียิ้มให้เพลงพลอยก่อนจะดุมัสยะ

“จะคุยจะโม้อะไรก็กินข้าวให้หมดก่อนจะได้ทานยา”

“กินได้แล้วเหรอไหนว่าหมอห้าม”

เพลงพลอยอดไม่ได้ที่จะถามหล่อนไม่ได้ถืออะไรติดมือมาเพราะเรียนเสร็จก็รีบมาเลย

“นี่มื้อแรกหมอให้ทานอาหารอ่อน ๆ ”

สารภีบอก เพลงพลอยพยักหน้ารับรู้ก่อนจะเลี่ยงไปนั่งบนโซฟามองสารภีที่ป้อนข้าวป้อนยาให้กับมัสยะอย่างสนิทสนมเป็นกันเอง มีการหยอกล้อและแซวกันตลอดเวลา เหมือนหล่อนกลายเป็นคนอื่นไป

เพื่อน ๆ ของมัสยะเข้ามาในห้องกลุ่มใหญ่ สารภีทักทายสนิทสนมแต่เพลงพลอยไม่รู้จักใครเลย หล่อนออกไปจากห้องนั้นเมื่อเห็นว่าตัวเองเป็นส่วนเกินและไม่สามารถเข้าไปถึงเตียงของมัสยะได้

..ฉันเป็นคนที่ทำให้เขาบาดเจ็บ ส่วนผู้หญิงคนนั้นเป็นคนรักษาบาดแผล..

เพลงพลอยบอกกับตนเอง รู้สึกว่าตัวเองด้อยค่าที่สุดในเวลานั้น

“อ้าวทำไมกลับเร็วนักล่ะ”
ปู่ร้องถามเมื่อเห็นหล่อนหน้าหงอยเดินเข้ามาในบ้าน

“เวลาปกตินี่ค่ะเรียนเสร็จแล้ว”

“ไหนว่าไปดูมัสไง”

“เขามีเพื่อนเยอะแยะ เพลงไม่รู้จักเขาสักคน”

เพลงพลอยบอกและทำหน้าเมื่อย
“แล้วทำไมต้องทำหน้าเซ็งด้วย”

“ก็..”
“ตัวเองไม่สำคัญใช่ไหม”

“ไม่ใช่น่ะค่ะปู่”
หล่อนรีบค้านแต่เมื่อเห็นปู่สั่นหน้าไม่เชื่อหล่อน จึงเลิกที่จะเถียง

“เขากับเพลงเพิ่งรู้จักกันในสังคมของเขา เพลงจะรู้จักทั้งหมดได้ยังไงกัน ในขณะเดียวกัน ในสังคมของเพลงเขาก็คงไม่รู้จักเหมือนกัน ให้เวลาเขาและเราหน่อยน่ะเพลง”

“เราสองคนไม่..”
“คนจะรักกันต้องใช้เวลาเรียนรู้ใจกัน”

ปู่ย้ำหญิงสาวถอนใจเฮือก ขนาดปู่ยังพูดแบบนี้แล้วหล่อนจะไปค้านอะไร

..ขี้เกียจเถียงไปนอนดีกว่าพูดไปก็คนละเรื่อง..
เพื่อน ๆ กลับกันหมดแล้ว มัสยะมองไปรอบ ๆ ห้อง เอ..เขาเห็นเหมือนเพลงพลอยมานี่หน่าแล้วหายไปตอนไหนนะ..

“แม่ครับเห็นเพลงไหม”
“เพลง”

มารดาหันซ้ายหันขวาก่อนจะสั่นหน้า หล่อนเข้ามาทีหลังได้ทักทายเพื่อน ๆ ของมัสยะส่วนเพลงพลอยไม่เห็นเลย

“เพลงมาเหรอลูก”
“ครับแม่ แต่เขามาช่วงที่เพื่อน ๆ ผมอยู่ในห้องไง ตอนที่แม่กลับไปบ้าน”

“อ๋อ แม่เข้ามาไม่เห็นมีเพลงแล้วจ่ะ มื้อเย็นจะกินอะไรแม่จะไปซื้อให้”

มัสยะอมยิ้มกับความห่วงใยของมารดาแต่เขาก็ยังกังวลเรื่องเพลงพลอย หล่อนจะโกรธจะงอนเขาไหมนะ มาเยี่ยมไม่ได้พูดคุยด้วย คงไม่หรอก คงไม่คิดมากขนาดนั้นก็เขาป่วย

“พรุ่งนี้หมอบอกกลับบ้านได้แล้วน้า นอนหลายคืนแม่ก็จะแย่แล้ว”

“ครับแม่ แต่ผมเจ็บแผลจัง”
“มันก็เป็นอย่างนี้ละตอนแม่ผ่าตัดลูกเจ็บกว่านี้เสียอีก”

“พอแล้วแม่อย่าพูดถึงเรื่องผ่าตัดเอาหัวผมออกมาอีกได้ไหมถึงผมจะหัวโตกินเก่งตั้งแต่อยู่ในท้องผมก็ไม่อ้วนเท่าไหร่นะ ครับ แค่..หน้ากว้างไปนิดเท่านั้นเอง”

“ยายเพลงถึงได้เรียกแปะยิ้ม”
มารดาพูดแล้วก็ยิ้มเมื่อคิดถึงเพลงพลอย

“ไม่รู้สิ เพิ่งเจอกันแท้ ๆ แม่ว่ามัสกับเขาสนิทกันเร็วมาก”
“ก็ปู่เขาสนิทกับแม่นี่ครับแล้วผมก็ได้ยินเรื่องของเขาบ่อย เขาก็ได้ยินเรื่องของผมบ่อย”

“นั่นสิ..”

มัสยายิ้มอีกครั้ง หล่อนกับเพลินพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องลูกหลานกันเสมอเพราะลูกหลานอยู่ในวัยเดียวกัน มัสยะและเพลงพลอยก็พลอยซึมซับเรื่องราวของกันและกันไปด้วย

จากคุณ : ปันฝัน
เขียนเมื่อ : 25 มี.ค. 53 20:19:19










ความคิดเห็นที่ 2

เอ้อ ดูเหมือนคุณปันฝันอาจจะงง ๆ กับคำลงท้าย หรือ สร้อยคำอยู่จริง ๆ น่ะค่ะ
ตอนแรกนึกว่าพิมพ์ผิด แต่อ่านมาสองตอนแล้วถึงแน่ใจเรื่องนี้

คำตอบรับว่า 'จ่ะ' ในบทสนทนา ที่ถูกต้อง คือ คำว่า 'จ้ะ' (สะกดไม้โท)

อีกเรื่องหนึ่งก็คือคำว่า 'นะ' กับ 'น่ะ' ที่อาจจะใช้สับกันอยู่บ้าง เช่น
แม่จะเป่าให้น่ะลูกน่ะ --> จริง ๆ ต้องเป็น "แม่จะเป่าให้นะลูกนะ"
งั้นเพลงไปก่อนน่ะค่ะ --> ที่ถูกต้องคือ "งั้นเพลงไปก่อนนะคะ"

วิธีการใช้คำว่า 'นะ' กับ 'น่ะ' มีหลักอยู่นิดหน่อยค่ะ คือ

นะ
- ใช้เพื่อย้ำประโยค เช่น รอเดี๋ยวนะครับ
- ใช้เพื่อแนะนำหรือชักชวน เช่น ไปเที่ยวกันนะ
- ใช้ในประโยคบอกเล่าเป็นเชิงขอความเห็น เช่น ภูเก็ตสวยดีนะ
- ใช้ประกอบกับคำว่า 'คะ' เพื่อชักชวน แนะนำ ขอความเห็น เช่น ไปดูกันนะคะ

น่ะ
- ใช้บอกเพื่ออธิบายเหตุผล เช่น เย็นแล้วน่ะ เดี๋ยวแม่ีรอ
- ใช้แสดงความสงสัย เช่น เขาไปไหนน่ะ
- ใช้ร่วมกับคำว่า 'ค่ะ' เช่น เขาคงจะไปซื้อของน่ะค่ะ

นี่หน่า - อาจจะเป็นคำพูดติดปาก แต่ส่วนมากจะใช้คำว่า 'นี่นา' ค่ะ


อาจจะดูเป็นเรื่องจุกจิกแต่ใช้ให้ถูกย่อมดีกว่า พยายามเข้านะคะ ^ ^

จากคุณ : ปิยะรักษ์
เขียนเมื่อ : 26 มี.ค. 53 00:56:07










ความคิดเห็นที่ 3

อืม สงสัยว่าตายักษ์(ใช่ชื่อนี้เปล่านะ)ที่แทงมัสน่ะ จะโดนอะไรบ้างรึเปล่า ไม่ใช่ว่าจิ้มพุงเสร็จแล้วลอยนวลต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นนา อย่างน้อย ๆ ก็ต้องมีแจ้งความ+ออกข่าวอะไรก็ว่ากันไปเนาะ

เห็นด้วยกับปู่นะว่าเรื่องของครอบครัวให้เขาจัดการกันเองเถอะ เราแค่เอาใจช่วยและให้กำลังใจอยู่ห่าง ๆ ก็พอ ถ้าเข้าไปยุ่งเกินไปจะสร้างความอึดอัดลำบากใจให้มัสเปล่า ๆ

ป.ล. ใช่แล้วเพลงพลอย อย่างอนมัสเพราะเรื่องแค่นี้เลย เธอออกจะเป็นคนมีเหตุมีผลมาตลอดนี่นา :)

แก้ไขเมื่อ 26 มี.ค. 53 16:37:25

จากคุณ : littlevalvie
เขียนเมื่อ : 26 มี.ค. 53 16:36:20





 

โดย: ปันฝัน 31 มีนาคม 2553 16:19:30 น.  

 

คุณปิยะรักษ์
ขอบคุณมากนะค่ะ ที่เข้ามาอ่านและแสกนให้อย่างละเอียด เริ่มลงและสับสนแล้วค่ะ
ตั้งใจแก้ไขจนรู้สึกว่าตัวเองมั่วเองซะแล้วไม่รู้จะรอดหรือเปล่า

คุณ littlevalvie
พี่ยักษ์ไม่ค่อยสำนึกหรอกค่ะ รู้สึกว่าตอนนี้จะมีเบ่งด้วยว่า พ่อรวย
ปู่เขาโตแล้วนี่ค่ะ ผ่านอะไรมาเยอะก็ต้องสอนหลานได้ ส่วนหลาน แฮ่ ยังรุ่น ๆ อยู่เลย อารมณ์ก็ยังเป็นอารมณ์อยู่ดี
ขอบคุณนะคะ ที่ยังตามอ่านอยู่ คำแนะนำก็เอามาแก้ไขปรับใช้ แต่ยังไม่ถูกซักที

จากคุณ : ปันฝัน
เขียนเมื่อ : 26 มี.ค. 53 20:43:03




--------------------------------------------------------------------------------

bookmark เก็บเข้าคลังกระทู้ ส่งต่อกระทู้ พิมพ์ หน้าหลัก กระทู้ก่อนหน้า กระทู้ถัดไป








--------------------------------------------------------------------------------

ความคิดเห็นที่ 1

หัวใจลงเอยรัก

บทที่ 3

“ทานข้าวต้มปลาแล้วกันนะมัส มันย่อยง่าย”

“ครับแม่”

มัสยาเดินออกไปด้านนอกเมื่อสรุปกันเรื่องรายการอาหารในตอนเย็นของเขาแล้ว หลังจากนั้นอีกสิบนาที มัสยะก็เห็นนัทธ์เดินเข้ามาในห้องพร้อมด้วยถุงของกินอีกมากมาย

“แม่ไปไหนละมัส”
..เงียบ..

“เอ้อ พ่อซื้อของกินมาด้วยนะ ข้าวต้มปลาของมัส กินปลาน่ะลูกมันย่อยง่าย แล้วก็ส่วนของแม่ พ่อซื้อสลัดผักมาให้แม่เขาเคยชอบ แล้วก็มี..”

“คุณมีสิทธิ์เรียกตัวเองว่าพ่อด้วยเหรอครับ ใครเป็นลูกคุณไม่ทราบ”

“มัส”

พูดคำนั้นออกไปแล้วมัสยะก็รู้สึกสะใจ เพราะนัทธ์จ้องมองเขาด้วยความตกใจ คงคิดไม่ถึงว่าเขาจะพูดอะไรที่รุนแรงขนาดนั้น

“กลับไปได้ไหมครับ ผมอยากอยู่กับแม่สองคน ผมไม่เคยมีคนอื่นเข้ามาในชีวิตเรามีกันแค่สองคนแม่ลูกเท่านั้น คุณอย่ามาวุ่นวายกับชีวิตของเราแม่ลูกได้ไหมครับ”

เขาพูดในสิ่งที่อยากพูดดวงตาแข็งกร้าวจ้องมองชายวัยกลางคนตรงหน้าไม่สนใจสีหน้าแสดงความผิดหวังของเขา 20 ปี มันไม่น้อยเกินไปหรอกที่เขาจะโกรธผู้ชายคนตรงหน้านี้

“เราสองคนอยู่ด้วยกันแบบนี้ดีแล้วครับ ตอนนี้ผมดูแลแม่ได้แม่ไม่ได้ลำบากอะไร ไม่จำเป็นต้องมีใครเข้ามาในชีวิตอีก โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยคิดจะมีเราตั้งแต่ต้น”

คำพูดเหล่านั้นไปกระแทกใจของนัทธ์จนพูดแทบไม่ออก
“แต่..”

“ผมคงไม่ต้องพูดอะไรมากอีก”

มัสยะหลับตาลงไม่รับรู้อะไรอีกเมื่อเขาได้พูดในสิ่งที่อยากพูดไปหมดแล้ว ชายวัยกลางคนตรงหน้า วางของลงบนโต๊ะอย่างหมดสิ้นเรี่ยวแรง

“ทานข้าวต้มนะลูกนะพ่อซื้อมาฝากยังไงก็ทานเสียเพื่อสุขภาพของตัวเอง”

นัทธ์พูดเป็นคำสุดท้ายก่อนจะก้าวออกไป เสียงปิดประตูห้องดังตามหลังทำให้มัสยะลืมตาขึ้นอีกครั้งดวงตาที่แข็งกร้าวเมื่อสักครู่เปลี่ยนเป็นอ่อนลง เขามองไปยังข้าวของที่บิดาซื้อมาวางไว้ ก่อนจะถอนใจยาว

“ใครเอาของมาฝากนะลูก เยอะเชียว”
มัสยากลับเข้ามาหลังจากนั้นและมองของที่อยู่บนโต๊ะด้วยความสนใจ

“หรือว่าหนูเพลงจะกลับมา แล้วเจ้านายแม่มาด้วยหรือเปล่า”

“เขาไม่ได้มาหรอกครับแม่”
“แล้วใครกัน”

มัสยาทำหน้าสงสัยหากมัสยะหน้ายุ่ง

“แม่อย่าถามเลย”

“พ่อเหรอลูก”

เห็นสีหน้าบึ้ง ๆ งอน ๆ ของลูกมัสยาก็พอเข้าใจแม้มัสยะไม่ยอมตอบก็เถอะ หล่อนจึงเดินไปดูว่ามีอะไรบ้าง

“ข้าวต้มปลา พ่อนี่รู้ใจลูกจริง ๆ แม่ไปหาซื้อแต่ไม่มีใครเขาขายไม่รู้พ่อไปซื้อมาจากที่ไหนน่ะ”

“ผมไม่ทาน”
“มัส”

คราวนี้มัสยาเดินเข้ามาหาลูกดวงตาเย็นเฉียบจนมัสยะร้อนตัว

“แล้วทำไมเขาถึงไม่อยู่รอแม่”
“แม่อยากให้เขามาก็โทรไปหาเขาสิ”

“แม่ไม่มีเบอร์เขา”
หล่อนสั่นหน้าช้า ๆ จ้องตาลูกชายไม่วางตา

“มัสไล่ได้เขาไปใช่ไหม”
มัสยะเงียบหากแต่รู้สึกอึดอัดจนต้องขยับกายหลายครั้ง
เพราะสายตาของมารดาที่จ้องมองมานั้นมากมายกว่าคำถามที่ถามออกมา

“มัสคงดีใจ ที่ไล่เขาไปสำเร็จ ถ้าต่อไปเขาไม่มาอีกมัสก็คงจะยิ่งดีใจมาก ใช่ไหมลูก”

มัสยะไม่ตอบหากแต่ถามกลับ
“แม่ดีใจที่เขากลับมาหาแม่ มาทำดีแค่แป้บ ๆ เหรอครับ แม่
อยากจะต้อนรับคนที่ทำให้แม่เจ็บและอายเหรอครับ ผมถามแม่หน่อยจนวันนี้แม่ยังรักผู้ชายคนหนึ่งที่ทิ้งแม่ไปมีความสุขกับผู้หญิงคนอื่นได้ยังไงกันเขาเคยรับรู้ความทุกข์ของแม่บ้างไหมครับ บอกมัสมาสิครับระหว่างผู้ชายคนนั้นกับมัสยะคนนี้ แม่รักใครมากกว่ากัน ใครที่สำคัญกับแม่มากที่สุด”

เสียงมัสยะสั่นแต่มัสยานิ่งเงียบหล่อนกลับไปที่โต๊ะ แกะถุงใส่ข้าวต้มเงียบ ๆ และนำกลับมาให้ลูกชายทาน

“มัสไม่ทาน”
“อายุเท่าไหร่แล้วลูก ยี่สิบหรือว่าสองขวบ”

มัสยาถามลูกชายดวงตาเครียดจัด

“ถ้ารักแม่ก็ทานซะถ้าไม่รักแม่ก็ไม่ต้องทาน”

“แม่บอกก่อนสิใครสำคัญกับแม่มากกว่า”

มัสยะเสียงอ่อนลงเพราะมารดาไม่ยอมอ่อนให้เขา
“ทานก่อนแล้วแม่จะบอก แต่ถ้ามีไม้ แม่จะตีลูก จะฟาดให้
หลังลายเลยถ้าลูกไม่เจ็บอยู่แบบนี้”
“ผมไม่ได้ทำผิดอะไร”

ชายหนุ่มรั้น
“เขาเป็นผู้ให้กำเหนิดลูกไปทำแบบนั้นบาป และหนักด้วย เกิดเป็นคนต้องรู้จักการให้อภัย ถึงอภัยไม่ได้ก็ไม่ควรแสดงออกหัดเก็บความรู้สึกบ้าง ไม่จำเป็นต้องแสดงออกมาทั้งหมด ไม่ต้องตาต่อตาฟันต่อฟัน ”

มัสยะเงียบและทานข้าวต้มไปเรื่อย ๆ จนหมดชาม ต่อด้วยยาแล้วเขาก็ร้องหาคำตอบจากมารดา

“แม่รักมัสเพราะมัสเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดที่ผู้ชายคนนั้นให้แม่มา ส่วนผู้ชายคนนั้นเขาเป็นพ่อของมัส ในเวลาหนึ่งเราสองคนช่วยกันสร้างมัสมาด้วยความรัก เขาเคยช่วยแม่เลี้ยงมัส ในเวลาหนึ่งถึงไม่นานมากเขาก็ได้ทำหน้าที่ของเขา ส่วนที่ผ่านมาทั้งหมดเป็นกรรมของเขาเอง แม่คงบังคับให้มัสให้อภัยเขาไม่ได้ แต่มัสโตพอที่จะคิดได้ ควรรู้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ คนที่ยอมไม่ใช่คนอ่อนแอหรือคนแพ้ เสมอไปน่ะลูกเพียงแค่เป็นคนที่รู้จักประนีประนอมเพื่อให้ชีวิตมันน่าอยู่ขึ้น”

“มัสคงเป็นอย่างที่แม่ต้องการไม่ได้”

“แม่ก็ไม่ได้ต้องการให้มัสเป็นอะไรตามใจแม่ แต่คำสอนของแม่ไม่มีความหมายแล้วใช่ไหมถึงไม่ฟังกัน แม่ไม่มีความสามารถที่จะอบรมสั่งสอนลูกให้คิดในสิ่ง ดี ดีแล้วใช่ไหมละ”

นางมองลูกชายด้วยความผิดหวังและสายตาแห่งความผิดหวังนั้นทำให้มัสยะรู้สึกทนไม่ได้ เขาไม่ต้องการให้มารดาผิดหวังเพราะเขา

“แม่ครับ มัสรักแม่นะครับ”
เขาโอบกอดมารดาแม้ว่าตัวเองอยู่บนเตียง

“ลูกสอนได้แต่ตัวแม่เข้าใจ”

มัสยาเอ่ยขึ้นนางพยายามส่งยิ้มให้กับลูกชายมัสยะคว้ามือ
มารดามากุมเอาไว้ไม่ยอมปล่อย นอกห้อง นัทธ์ยืนอยู่ตรงนั้นเขาได้ยินเรื่องราวที่สองแม่ลูกสนทนากันมาตั้งแต่ต้น

..ความเจ็บปวดมันรุนแรงขนาดนี้เชียวเหรอนี่..
เขาก้าวเดินออกไปจากหน้าห้องนั้นด้วยสภาพอ่อนแอทางด้านจิตใจ คงต้องหาใครสักคนในเวลานั้นที่เข้าใจและปลอบใจเขาได้ เขาต้องการกำลังในใจการต่อสู้กับวันรุ่งขึ้น

“เป็นไรมาวะนี่”
จิรายุเปิดประตูบ้านต้อนรับนัทธ์ที่มาหาเขาดึกขนาดนี้

“เปล่า”

“ดูหน้าก็รู้แล้วจะมาโกหกทำไม เกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอ”

จิรายุส่งแก้วน้ำให้กับนัทธ์หากเขาปฏิเสธน้ำเย็นเฉียบแก้ว
นั้นจึงถูกวางลงบนโต๊ะอย่างไร้คนสนใจ

“ข้าพบลูกแล้ว”
“เหรอ แล้วเป็นยังไงกันบ้าง”

จิรายุกระตือรือร้นอยากรับรู้เรื่องราวไปด้วยหากนัทธ์กลับนิ่งเงียบอาการแบบนี้จิรายุเดาได้ไม่ยากว่าจะต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่ ๆ ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกคงไม่ดีนัก

“แล้วมุกละ แกมาดึกขนาดนี้มุกไม่ว่าเอาเหรอปกติไม่ปล่อยแกเลยนี่”
“เราหย่ากันแล้ว”

“อะไรนะ ทำไมมันเร็วนักละ”

“เขาท้าไง เขาคิดว่าข้าไม่กล้าเหมือนทุกครั้งที่ผานมา ข้าก็เลยไปอำเภอกับเขาก็เท่านั้น จบ แต่ทุกอย่างเป็นของมุก” “คือ..แกเลิกกับมุกง่าย ๆ แบบนี้นี่นะ เหมือนที่เลิกกับน้องเล็กเลยใช่ไหมถึงเขาจะมีลูกอีกคนลูกของ แกก็ไม่สนใจ แกนี่เป็นคนที่เห็นแก่ตัวมากเลยรู้ตัวบ้างหรือเปล่า ขนาดข้าเป็นเพื่อนแกยังคิดไม่ถึงเลยว่าแกจะทำแบบนี้ได้”

จิรายุพูดแทงใจดำนัทธ์ เขาอยากจะพูดแบบนี้มานานแล้วและรู้ว่าวันนี้นัทธ์ไม่โกรธเขาแน่ ๆ นัทธ์มองหน้าเพื่อนนิ่งไปกับคำพูดที่ออกมาในแนวซ้ำเติมมากกว่าเห็นใจ

“โจแกเห็นอะไรตรงหน้าแกบ้างวะ”
จิรายุทำสีหน้าไม่ถูกเมื่อนัทธ์ถามแบบนี้

“คนโง่ ผู้ชายที่แสนเลว คนเห็นแก่ตัว หรือว่าพ่อที่ชั่วช้า”
นัทธ์ย้ำอีกรอบ

“แกเป็นเพื่อนที่ดีของข้า”
จิรายุเอามือแตะไหล่เพื่อนที่นั่งก้มหน้าไหล่ตก

“อย่าคิดมาก อดีตมันผ่านไปแล้วมันย้อนกลับมาไม่ได้แล้ว ทำใจเถอะว่ะ ถ้าแกรู้ว่าวันนี้มันจะเป็นแบบนี้ แกคงไม่ทำแบบนั้นแต่ไม่มีใครรู้อนาคตนี่หน่า”

จิรายุปลอบก็แค่คำปลอบที่คิดว่าดูดีที่สุดไม่อยากซ้ำเติมเพื่อนอีก

“ตอนนี้ข้ากลายเป็นคนทำลายความรักความผูกพันธ์ของสองแม่ลูกนั่น เขาทะเลาะกันเพราะเรื่องของข้า ถ้าข้าไม่เข้าใจเขาจะไม่ทะเลาะกัน”

“คนทะเลาะกันก็แค่วามคิดเห็นไม่ตรงกัน ไม่ใช่เกลียดกันสักหน่อย อย่าคิดมากสิ”
“ไม่รู้สิ”

นัทธ์ยังคงนั่งก้มหน้าอยู่เช่นนั้นหัวใจสับสนเจ็บปวด จิรายุได้แต่ถอนใจ หนักใจแทนเพื่อนและไม่รู้จะช่วยได้ยังไง

“อย่าคิดมากสิ เรื่องมันมาถึงขนาดนี้แล้ว ถ้าแกจะเดินกลับเข้าไปในชีวิตลูกและเมียแกอีกครั้งแกก็จะต้องยอมรับทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นเพราะที่ผ่านมาแกก็รู้ใช่ไหมว่าแกทำอะไรลงไปเลวร้ายขนาดไหน ส่วนเขาจะให้อภัยหรือไม่ให้อภัย มันก็สุดแต่เขา แต่ข้าเชื่อว่าน้องเล็กเขาคงไม่ต่อว่าทำร้ายจิตใจใช่ไหม”

“ใช่ไม่ว่าวันนี้หรือว่าวันไหนไม่เคย มันทำให้ข้ามองหน้าเขาไม่เต็มตา ยิ่งวันนี้มุกไปต่อว่าเขาอีก แล้วมาได้ยินสองคนแม่ลูกเขาคุยกันอีก ข้าเลยรู้สึกว่าข้าเลวมาก”
“ไม่เท่าไหร่หรอก”

อีกครั้งที่จิรายุเอามือแตะบ่าเพื่อน

“ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเห็นแก่ตัวเพื่อให้ตัวเองมีความสุข จนบางครั้งลืมคิดถึงเรื่องที่มันสำคัญกว่าไป มันย้อนมาไม่ได้แล้วนี่หว่าถ้ารู้ว่าอนาคตเกิดอะไรขึ้น ก็คงไม่มีใครทำผิดสิ เอาน่า ถ้าแกจะกลับไปแกก็ต้องอดทน มันคงไม่ใช้เวลาแค่วันสองวันหรอก”

“ขอบใจนะ ข้าเลวขนาดนี้ยังปลอบใจกันอีก”

“เรามันโต ๆ กันแล้ว”
นัทธ์ยิ้มขอบคุณเพื่อน เขารู้ว่าอดีตที่ผ่านมา เขาพลาดผิดในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นมัสยาหรือว่ามุกนภา เขาทิ้งมัสยาและลูกเพียงเพื่อจะมามีความสุขกับมุกนภา แต่ด้วยวัยที่ห่างกัน กับความรู้สึกผิดที่ติดตัวทำให้เขาไม่มีความสุขในชีวิต ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะผลกรรมที่เขาทำไว้กับมัสยาและลูกก็ได้

“เพลงไปโรงพยาบาลด้วยกันเร็วเข้า”

เพลินเรียกหลานสาวแต่เพลงพลอยกลับไม่สนใจทำเป็นดูโทรทัศน์ต่อจนเพลินต้องเดินไปปิดและหันมาออกคำสั่งกับหลานสาวคนโปรดของเขา

“ไปโรงพยาบาลกับปู่”
“ไม่ค่ะเพลงไม่อยากไปปู่ไปเถอะ”

“เพลงต้องไปกับปู่ ไปรับมัสกลับบ้าน ป้าเล็กเขาไม่มีใครนะเราต้องไปช่วยเขา”

เพลินอธิบายให้ฟัง แต่เพลงพลอยเบ้ปาก
“แล้วพ่อเขาละปู่ แล้วเพื่อนเขาละ ทำไมถึงว่าเขาไม่มีใคร”

เพลินสั่นหน้าก่อนจะลากข้อมือหลานสาวไปด้วยกัน เพลงพลอยอยากจะขัดขืนแต่เมื่อเห็นดวงตาเอาจริงของปู่แล้วหล่อนจึงนิ่งเงียบก้าวตามไปอย่างช้า ๆ

“อย่าทำหน้าแบบนั้นแล้วก็อย่าคิดถึงเรื่องไร้สาระนั้นด้วย มัสเขามีเพื่อนมีสังคมของเขาไม่ได้หรือไงเพลงถึงต้องไม่อยากเจอหน้าเขาอีกนะ”

เพลินเอ่ยตามที่เขาสังเกตุเห็น

“แล้วแฟนเขาละปู่ผู้หญิงที่ป้อนข้าวเขานะ”
“ผู้หญิงที่ป้อนข้าว”

เพลินหันมามองหน้าเพลงพลอยแล้วก็อมยิ้ม ไอ้หน้างอ ๆ นี่มาจากคน ๆ เดียวนี่เอง
“เขาบอกแล้วเหรอว่าเป็นแฟน”

“ไม่บอกแต่ก็น่าจะใช่”

“แล้วเราไปเป็นอะไรกับเขาหรือไงถึงต้องไม่พอใจที่เขามี
แฟนหรือมีผู้หญิงป้อนข้าว”

เพลงพลอยนิ่งเงียบกับคำพูดของปู่เพียงเพราะอารมณ์ชั่ว
วูบสิน่ะที่ทำให้หล่อนกลายเป็นคนไร้เหตุผลไปได้ขนาดนี้ หรือว่าหัวใจของหล่อน มันเพิ่มเติมเขาเข้ามา

..ไม่เอาไม่จริง หล่อนจะไปชอบหน้าแปะยิ้มแบบนั้นได้ยังไง ขนาดตอนจะตายมันยังยิ้มอยู่เลย..

ภาพรอยยิ้มของมัสยะยังอยู่ในความทรงจำของหล่อน และตอนนี้เมื่อก้าวมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา มัสยะก็ส่งยิ้มแบบเดียวกันให้หล่อนและเพลิน





 

โดย: ปันฝัน 31 มีนาคม 2553 16:21:09 น.  

 

หัวใจลงเอยรัก

บทที่ 4

“สวัสดีครับปู่”
มัสยะพนมมือไหว้เพลินเมื่อทั้งสองปู่หลานเดินเข้ามาในห้อง

“อืมม..ดีใจละสิจะได้กลับบ้านวันนี้”
“ครับ”

เขายิ้มแป้นมองหน้าเพลงพลอยหากหล่อนหันไปช่วยมัสยาเก็บข้าวของพอดีกับที่พยาบาลโทรมาบอกให้ไปเคลียร์เรื่องค่าใช้จ่าย มัสยาจึงขอตัวออกไป

“เดี๋ยวปู่ไปด้วยดีกว่า เพลงช่วยมัสแต่งตัวหน่อยนะ”

“ทำไมต้องเป็นเพลงด้วยละปู่ เพลงเป็นผู้หญิงนะจะช่วยผู้ชายแต่งตัวได้ยังไง”

“ก็มีเพลงคนเดียวนี่ละไม่เห็นเหรอทั้งห้องมีเพลงนี่แหละ แล้วคนป่วยไม่มีใครเขาถือกันหรอก”

เพลินว่าและก้าวตามมัสยาออกไป ใช่ละทีนี้ทั้งห้องก็เหลือเพียงหล่อนกับมัสยะที่นั่งยิ้มอยู่บนเตียง

“ลงมาสิจะได้เปลี่ยนเสื้อผ้า”
“ประคองหน่อย”

หญิงสาวเบ้ปากก่อนจะเข้ามาช่วยประคองด้วยความจำใจมัสยะพยายามยืดตัวตรงตามที่หมอบอกเขาพยายามที่จะก้าวไปห้องน้ำให้ตัวตรงที่สุดหากมันก็งอในสายตาของเพลงพลอย

ส่งเขาเข้าห้องน้ำแล้วหล่อนก็ส่งเสื้อผ้าชุดใหม่ที่มัสยาเตรียมไว้ให้เขา

“โกรธเราเรื่องอะไรเหรอ”

มัสยะที่อยู่ในห้องน้ำเอ่ยถามเพลงพลอยที่ยืนพิงกำแพงข้างห้องน้ำอยู่

“ใครโกรธนาย”
“เธอนะแหละไม่อย่างนั้นเมื่อวันก่อนคงไม่กลับไปไม่
บอกกล่าว แล้วเมื่อวานก็ไม่ยอมมาเยี่ยม จนวันนี้ถ้าปู่ไม่มาเธอก็คงไม่มา”

มัสยะพูดตามความเป็นจริงที่รู้สึกได้

“ฉันเห็นเพื่อนนายเยอะก็เลยกลับไปก็เท่านั้นละ เพื่อนเยอะดีนะมาจากต่างจังหวัดหมดเลยเหรอดูท่าทางรักกันดีนะ แล้วก็เล่นกันเป็นเด็ก ๆ ”

นั่นทำให้หล่อนย้อนคิดถึงนิหน่าเพื่อนสนิทของหล่อนที่ตอนนี้หายไปเลยตั้งแต่วันที่มัสยะโดนแทง นิหน่าไม่กล้าสู้หน้าหล่อนอีก

“ใช่ ประมาณ สิบคนเป็นลูกแม่ทุกคนเลย”
“มีผู้หญิงด้วยเหรอ”

“มีสิ สองคน คนเมื่อวันก่อนชื่อสารภี เธอสนใจสารภีทำไม”

“ก็..”
เพลงพลอยหยุดนิ่งไม่พูดอะไรอีก หล่อนไม่เห็นว่ามัสยะเดินออกมาจากห้องน้ำและจ้องมองหล่อนด้วยความแปลกใจ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเมื่อเห็นสีหน้าที่เรียบเฉยของเพลงพลอย

“สารภีเป็นเพื่อนที่เรียนมาตั้งแต่ ม.1 ก็เลยสนิทกัน”
เพลงพลอยหันขวับมาจ้องหน้ามัสยะทันที เห็นเขายิ้มให้
เหมือนเช่นทุกครั้ง
“ไม่ต้องคิดมากหรอก เรายังไม่มีแฟน”

“ฉันไม่ได้คิดอะไรกับนาย”

หล่อนโวย

“ไม่คิดก็ไม่คิดสิ ไม่เห็นจะต้องโวยวายเลยแล้วหน้าแดงทำไมกัน ช่วยประคองกลับเตียงด้วย”

“เดินเองเถอะย่ะ”
สุดท้ายเพลงพลอยก็ต้องประคองมัสยะกลับเตียงเพราะสมเพชท่าเดินกุมท้องของเขานี่ละ

“ไม่คิดแฮะมีบาดแผลที่ท้องจะเจ็บขนาดนี้ หัวเราะก็ไม่ได้ ไอก็ไม่ได้ พูดมากก็ไม่ได้”

เขาบ่นและนั่งรอมารดาเริ่มเป็นกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายเพราะ
เขาและมารดาเพิ่งย้ายมาอยู่เมืองหลวงเสียค่าใช้จ่ายไปพอสมควรไหนจะค่าเล่าเรียนของเขาอีกละ

“แม่จะมีเงินจ่ายไหมนะ”

“ปู่ไปช่วยแล้วไง ว่าแต่พ่อนายหายไปไหน”

มัสยะสั่นหน้าแทนคำตอบ เพลงพลอยรู้สึกผิดหวังไปด้วย เพราะหล่อนคิดว่านัทธ์น่าจะอยู่เคียงข้างลูกชายมากกว่าหายไปแบบนี้ น่าจะอยู่คอยช่วยเหลือในบางสิ่งที่อาจช่วยได้ มัสยะก็คงรู้สึกเช่นเดียวกัน

“คนเป็นพ่อต้องอยู่เคียงข้างลูกเวลาที่ลำบากและเดือดร้อน ทุกเวลา ส่วนปู่และเธอตั้งแต่ที่เราไม่เจอหน้ากันแล้วนะเพลง คอยช่วยเหลือกันมาตลอดเดือดร้อนอะไรความช่วยเหลือจากปู่ของเธอจะมาถึงก่อนคนอื่น ทั้ง ๆ ที่เราสองคนแม่ลูกก็เป็นคนอื่น เธอกับปู่มีความสำคัญกับเรามากกว่าผู้ชายคนนั้นเสียอีก”

“คนทุกคนมีเหตุผลนะมัส”
พยายามปลอบใจ

“เหตุผลของคนที่ทิ้งลูกทิ้งเมีย ไปอยู่กับผู้หญิงคนอื่นคืออะไรเหรอ ”

คำนั้นทำให้เพลงพลอยพูดไม่ออกสีหน้าของมัสยะมีรอย
ยิ้มเยาะหยันเมื่อคิดถึงนัทธ์ แค่เขาไล่ก็ไปอย่างง่ายดายแบบนั้นไม่เคยคิดจะหันหลังกลับมาดูว่าพวกเขาสองคนจะเป็นยังไงบ้าง

มัสยาเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับส่งยิ้มให้ลูกชายและเพลงพลอย

“เสื้อใหม่หล่อมากเลยลูก”
“แม่ซื้อมาใหม่เหรอครับ”

“เปล่าแม่ไม่ได้เป็นคนซื้อหรอกกลับบ้านเรากันเถอะลูก”

มัสยาเลี่ยงที่จะพูดว่าใครกันเป็นเจ้าของเสื้อผ้าชุดนั้น

“ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่คะคุณป้า เพลงจะไปเอาเรื่องจากไอ้พี่ยักษ์นั่นให้”

“มัสเขามีประกันชีวิตที่พ่อเขาทำไว้ให้ตอนแรกเกิดจ้ะ แค่เอาบัตรไปยื่นเท่านั้นเอง ไม่ต้องจ่ายอะไร กลับบ้านกันเถอะไม่คิดถึงบ้านหรือไง”

“ครับ”
..ประกันชีวิตที่พ่อทำไว้ให้ตั้งแต่แรกเกิด คลอบคลุมถึงค่าเล่าเรียนของเขาด้วย เขาลืมมันไปได้ยังไงนะ..

มัสยะอดคิดไม่ได้ เอ..หรือบางทีพ่อก็ยังมีความรับผิดชอบในส่วนนั้นอยู่ไม่เคยลืม..

“มัสบางทีคนใจร้ายก็มีในส่วนที่ดีบ้างเหมือนกันเนอะ”
เพลงพลอยกระซิบบอกเขา ทุกคนช่วยขนข้าวของออกไป
มัสยะเหลือบมองไปถุงสีสันสดใสถุงหนึ่ง มันมาตอนไหนไม่รู้ ไม่ได้พบกับคนเอามาให้และมารดาไม่ยอมพูดหรือบอกอะไร หากเขาเดาก็คงจะเป็นของ จากคน ๆ นั้นเพียงแต่เขาไม่รู้ว่าภายในนั้นคืออะไร

เมื่อไหร่ละที่เขาจะสามารถเรียกผู้ชายคนนั้นว่า..พ่อ..ได้อย่างสนิทใจ ทำไมมันยากเหลือเกิน

ที่มหาวิทยาลัย นิหน่าเดินก้มหน้าเข้าไปหาเพลงพลอยที่นั่งอ่านหนังสืออยู่

“เขาเป็นไงบ้างละ”
“ยังไม่ตาย วันนี้ก็มาเรียนได้แล้ว”

“ฉันขอโทษนะ ฉันไม่คิดว่าพี่ยักษ์เขาจะเป็นคนใจร้อนขนาดนั้น”

เพลงพลอยวางหนังสือลงและจ้องหน้านิหน่า

“ไม่รู้สิ ฉันไม่รู้ว่าเธอรู้หรือไม่รู้แต่พี่ยักษ์เขาเป็นญาติเธอ รู้จักกันมาตั้งแต่เด็กนิสัยส่วนตัวเป็นยังไง แล้วเธอยังจะสนับสนุนฉันให้เขาอีก เธอเป็นเพื่อนที่น่าคบจริง ๆ ”

คำพูดของเพลงพลอยบาดลึกเข้าไปในใจของนิหน่า
“ฉันขอโทษ”

“เธอเห็นฉันเป็นเพื่อนบ้างหรือเปล่าละ เธอไปพูดอะไรกับพี่ยักษ์บ้างเขาถึงหึงหวงฉันขนาด เกือบจะฆ่าคนตายไปแบบนั้น แล้วฉันกับนายมัสนะเป็นอะไรกันแล้วเหรอ แค่นั่งคุยกันก็เอามีดไปเสียบกันแล้วอย่างนี้จะมีใครกล้าเข้าใกล้ฉันอีกไหม เพื่อนเขาเป็นกันแบบนี้ใช่ไหม นิหน่า”

“ยกโทษให้ฉันได้ไหม ฉันจะไม่ทำแบบนั้นอีกแล้ว”
เพลงพลอยพยักหน้านิหน่ายิ้มด้วยความยินดี แต่เพลงพลอยถอยห่างเว้นระยะความเป็นเพื่อนไว้ไม่สนิทใจเหมือนอย่างเดิมทำเอานิหน่าใจเสีย แต่มันก็ยังดีกว่าที่เพลงพลอยจะตัดขาดความเป็นเพื่อนจากหล่อน

“มัส แกซวยขนาดนี้แล้วแกยังกล้าเข้าใกล้พี่เพลงอยู่อีกเหรอวะ”

แทนทัชเอ่ยถามมัสยะขณะวางจานอาหารกลางวันและนมเย็นแก้วสีชมพูตรงหน้ามัสยะ
“ยายเพลงเฉย ๆ โว้ยแกอย่าบ้าจี้เรียกเขาว่าพี่สิ”

“ก็เขาเป็นพี่แก ตั้งสี่เดือน”
แทนทัชหัวเราะและย้ำคำที่เพลงพลอยชอบพูดบ่อย ๆ

“ถามหน่อยเถอะ ทำไมแกกับเขาถึงสนิทกันวะ ตอนแรกก็เหมือนจะต่อยกันทำไมสนิทกันง่ายนัก จนทำให้แฟนเขามาเสียบท้องแกแบบนี้นะ หึงร้ายกาจนะนี่”

มัสยะก้มมองแผลตนเองก่อนจะถอนหายใจ คิดถึงคำว่าแฟนของเพลงพลอยแล้วใจหายพิกล หากเขาเลือกตอบในสิ่งที่เขาตอบได้

“รู้จักกันตั้งแต่เกิดแล้ว แม่เราทำงานให้ปู่เขาก็เลยเล่าเรื่องของกันและกันผ่านโทรศัพท์บ้างอินเตอร์เน็ตบ้างข้าก็เลยได้รู้ได้เห็นซึมซับมาด้วยไงละ เพิ่งจะมาเห็นตัวจริงนี่ละร้ายชะมัด”

“แฟนก็ดุเนอะ”
มัสยะมองหน้าเพื่อนตาเขียวไม่อยากได้ยินว่าเพลงพลอยมีแฟนแล้ว

จานข้าวอีกหนึ่งจานวางลงข้าง ๆ พร้อมกับใครอีกคนนั่งตามติดกับมัสยะ ชายหนุ่มหันไปมองก่อนจะรู้สึกเย็นวาบถึงหัวใจ เสียวแผลจนต้องเอามือกุมท้อง

“ไอ้น้องพี่ไม่ทำอะไรหรอกน่า”
ยักษ์บอกและยิ้มหวานหากทั้งสองคนก็ยังรู้สึกว่ามันสยองกว่าจริงใจ

“แค่จะมาขอโทษเข้าใจผิดนิดหนึ่ง ยกโทษให้พี่ด้วยนะ”
“โหพี่ นี่เข้าใจผิดนิดเดียว ไอ้มัสไปนอนโรงพยาบาลสองคืนเชียว”

ยักษ์หันมามองตาแทนทัชในทำนองว่า
..หรือแกอยากเห็นมันตาย..หรือไม่ก็

..ลองเป็นแกไปนอนแทนมันดูไหม..
“เป็นอะไรมากหรือเปล่าพี่ก็ห่วงนะถ้าน้องตายไปพี่คงติดคุกยาวเลยนี่เจ็บมากไหม”

น้ำเสียงนั้นเหมือนจะห่วงใยแต่ฟังดูจากเจตนาแล้วห่วงตัวเองมากกว่า
“พี่ลองเอามีดจิ้มพุงตัวเองดูสิครับ”

แทนทัชย้อน เจอตาข้นใส่เขา จนต้องเงียบกริบ
“เรื่องมันถึงตำรวจแบบนี่พี่ก็ลำบาก พ่อแม่ก็พากันด่าพี่ยกใหญ่ เราน่าจะคุยกันได้นะน้อง ไม่อยากให้เรื่องมันใหญ่โตพี่ไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ ”

มัสยะมองหน้ายักษ์แล้วก็พยักหน้าเขาเองก็ไม่อยากเป็นเรื่องราวกับใครเหมือนกัน เขาไม่ได้โกรธแค้นอะไรกับยักษ์สักหน่อย มันเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิดถ้ามันจบได้ บางทีเขาอาจจะได้มิตรภาพจากยักษ์บ้างอย่างน้อยเขาก็เป็นเด็กที่มาจากต่างจังหวัดมีควรจะสร้างศัตรู

“มัสมันไม่ชอบมีเรื่องกับใครหรอกครับพี่แต่คดีอาญา ถอนแจ้งความไม่ได้พี่ต้องเข้าใจนะครับ”
แทนทัชพูดขึ้นบ้าง

“เออ..พี่รู้ว่าพี่ผิดแต่ถ้าเราตกลงยอม ๆ กันได้ มันก็ดีกว่าไม่ใช่เหรอแล้วค่อยให้ทนายเขาคุยกันส่วนเรื่องค่าเสียหายและค่าทำขวัญนะรับรองได้เลยพ่อพี่รวย”

แทนทัชกับมัสยะมองหน้ายักษ์แล้วก็ลอบถอนหายใจ
..ไอ้ที่พูดออกมาแบบนี้นะไม่รู้ว่าสำนึกผิดบ้างหรือยัง แต่ยักษ์ก็ยังเป็นคนที่น่ากลัวอยู่ดี ..

“น้องเพลงโกรธพี่มากเลย”

เขาวกกลับมาสู่เรื่องเพลงพลอย ที่จนป่านนี้ก็ยังไม่กล้าเข้าไปหาเพราะเชื่อว่าจะต้องโดนด่าแน่ ๆ

“ น้องช่วยพี่หน่อยได้ไหม บอกเขาหน่อยว่าพี่ไม่ได้ตั้งใจพี่เข้าใจผิด พี่ผิดไปแล้ว พี่ใจร้อนไปหน่อย หน่อยเดียวเท่านั้นเอง”
ยักษ์พูดเหมือนกับว่าสิ่งที่เขาทำไม่ใช่ความผิดร้ายแรง

“ผมว่าพี่บอกเขาเองดีกว่า คนเป็นแฟนกันน่าจะเข้าใจกันนะ
ครับ ถ้าคุยกัน”

มัสยะรีบบอกเขาอยากจะถอนตัวไปให้ไกล ๆ ยักษ์เสียทีไม่ค่อยรู้สึกปลอดภัยสักเท่าไหร่

“ก็..น้องเพลงไม่ยอมเป็นแฟนพี่สักทีนี่หน่า”

..โล่งใจกระทันหัน..ความรู้สึกของมัสยะบอกอย่างนั้น

“ช่วยพี่หน่อยไม่ได้เหรอ พี่จีบเขามาปีกว่าแล้วนะ”

“พี่ยักษ์ครับ ผมว่าพี่หาผู้หญิงใหม่ไม่ง่ายกว่าเหรอครับ”

มัสยะแนะนำ

“ไปสนใจทำไมกับคนที่เขาไม่สนใจพี่ เขาไม่รักพี่แถมยังด่าพี่อีก พี่ลองหันไปมองเด็กปีหนึ่งที่เข้าใหม่สิครับ น่ารัก สวยสด ตั้งเยอะแยะ จะสนใจทำไมกับคนที่เขาไม่เห็นค่าพี่”

“ไอ้น้องพูดแบบนี้ได้ยังไงวะ”

ยักษ์เผลอเอามือตบไหล่มัสยะดังผลั๊วะ

“โอ้ย”

“สะเทือนแผลเหรอพี่ขอโทษ”

“พี่ลองดูนั่นสิครับ”

แทนทัชช่วยเพื่อน ชี้ออกไปนอกร้านอาหาร มีนักศึกษาเดินผ่านไปมาขวักไขว่แล้วก็สร้างจินตนาการให้กับยักษ์

“กระโปรงสั้น ขายาว ๆ หุ่นเล็ก ๆ ไม่ถูกใจพี่บ้างหรือไง”

“อืมมม..”

ยักษ์ยิ้มออกมาได้บ้าง

“ไม่ใช่ว่าพี่ยักษ์จะเป็นคนหลายใจนะครับแต่ ก็คนเขาไม่รักพี่เอง มันช่วยไม่ได้พี่จะมั่นคงอะไร หาใหม่เถอะครับมันไม่ใช่ความผิดของพี่ไปหารักแท้กับคนอื่นเถอะครับ”

“ถูกต้อง ขอบใจมากไอ้น้อง”

ยักษ์หัวเราะถูกใจ ไม่ใช่ว่าเชื่อคนง่ายหรอกแต่เขาเห็นในสิ่งที่มัสยะบอก ใกล้ชิดเพลงพลอยที่ไม่มีทีท่าอะไรกับเขาสักนิดแถมวันนั้นยังด่าเขาอีก กับหาคนใหม่หาคนใหม่ง่ายกว่า

ยักษ์ไปแล้วสองหนุ่มถอนใจด้วยความโล่งอก เหมือนยกภูเขาลูกยักษ์ออกจากอก ไม่ว่ายักษ์จะมาเพื่อข่มขู่หรือว่าปรองดองเขาก็ยังน่ากลัวอยู่ดี

จากคุณ : ปันฝัน
เขียนเมื่อ : 26 มี.ค. 53 20:52:52















 

โดย: ปันฝัน 31 มีนาคม 2553 16:26:11 น.  

 

หัวใจลงเอยรัก

บทที่ 5

“โอ้โหแผลกว้างขนาดนี้เชียวเหรอนี่”

เพลงพลอยร้องอุทานออกมาเมื่อพยายามดูแผลที่ท้องของมัสยะแม้เขาจะปัดป้องก็ทำไม่สำเร็จเพราะว่า ชายหนุ่มกำลังนอนให้มารดาล้างแผลให้อยู่

“นี่ไม่ต้องมาวิจารณ์เลย”
มัสยะรีบดึงเสื้อปิดแผลทันทีเพราะรู้สึกอายทำให้มารดาอมยิ้ม

“น่ากลัวเหมือนกันนะนี่ยังเจ็บอยู่หรือเปล่า”
เพลงพลอยพูดมองหน้าเขาแสดงความห่วงใยชัดเจน

“ยังทนได้อยู่”

เขาบอกหล่อนพร้อมกับยิ้มที่เข้มแข็ง

“มัสเป็นลูกผู้ชายจ้ะเพลง แค่นี้ทนได้สบายมาก ใช่ไหมลูก”

มัสยาบอก เพลงพลอยยิ้มหวานให้กับมัสยาขณะที่มัสยะอ้อนมารดาต่อหน้าเพลงพลอย

“มัสก็ยังเจ็บอยู่นะครับแม่ แต่แม่มือเบาก็เลยทนได้หรอก ถ้าเป็นยายเพลงละก็ไม่ไหวแน่ ๆ มัสไม่มีวันยอมให้เพลงทำแผลให้หรอก”

“วันไหนต้องการอย่ามาง้อละกัน”
เพลงพลอยว่า ทำให้มัสยาอมยิ้มไปด้วย

“ไต้องหลงเลย รู้ป่ะวันนี้พี่ยักษ์มาหาเราด้วย”

เพลงพลอยตื่นเต้นรีบปราดเข้ามาหาทันที ทำเอามัสยะสะดุ้งกลัวโดนแผลรีบเอามือกุมท้องตามสัญชาติญาณความกลัว

“เหรอ แล้วเขาทำอะไรนายหรือเปล่า”
“ไม่ได้ทำแค่ขู่นิด ๆ จะเรียกมาว่ามาคุย อย่าให้เราเอาเรื่องเขาก็ไม่ได้อยากจะเอาเรื่องใครนักหรอก แต่เรื่องมันถึงตำรวจแล้ว จะทำยังไงต่อก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทนายความไป”

“ปู่จัดการให้อยู่แล้วปู่น่ะ เก่งเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาลนะจะบอกให้”

เพลงพลอยคุยอวด เพราะเพลินทำธุรกิจเกี่ยวกับหนังสือมีการฟ้องร้องเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์อยู่บ่อย ๆ

มัสยาเก็บของและปล่อยให้สองหนุ่มสาวสนทนากันตามลำพัง รู้สึกเอ็นดูเพลงพลอยมากเป็นพิเศษและแทบไม่น่าเชื่อว่าทั้งสองคนจะสนิทสนมได้อย่างรวดเร็ว

“แต่พี่ยักษ์เขาไปจีบเด็กปีหนึ่งแล้วนะท่าทางจะลงเอยกันด้วยดีด้วยซ้ำ ฉันละดีใจชะมัดเลย ข่าวล่าสุดนายยังไม่รู้ใช่ไหม”

“ไม่รู้หรอกแต่เรื่องจีบเด็กปีหนึ่งนี่ฝีมือเราเอง”
ว่าแล้วก็อดเล่าที่เขาบอกกับยักษ์ไม่ได้ แต่ไม่น่าเชื่อว่าเพลงพลอยจะโกรธเอามือตีแผลเขาจนสะเทือนไปทั้งตัว

“นี่แนะ..มาว่าฉันเป็นของเก่าเหรอ ไอ้ปลามัสบ้า”

“โอ้ย เจ็บนะเบา ๆ หน่อยสิจำไม่ได้หรือว่าแผลนี้เกิดจากใครกัน”

“อย่าเพิ่งทะเลาะกันสิลูก มัสให้เกียรติเพลงที่เป็นผู้หญิงหน่อยสิ”

มัสยาต้องเข้ามาห้ามทัพด้วยการเอาขนมในตู้เย็นมาวางตรงหน้าเพลงพลอย

“ลิ้นจี่ลอยแก้วจ่ะ ป้าทำเองอร่อยมาก”
“ขอบคุณค่ะ มีแม่ก็ดีแบบนี้นี่เอง”

เพลงพลอยเอ่ยขึ้น ตัวหล่อนไม่มีโอกาสได้สัมผัสใกล้ชิดกับมารดาแบบนี้แม้สักครั้งและมารดาของหล่อนก็ไม่เคยใส่ใจที่จะมาใกล้หล่อนด้วย สองแม่ลูกพากันมองหน้าแล้วก็เงียบ
เสียงเคาะประตูทุกอย่างภายในบ้านหยุดความเคลื่อนไหวมัสยาเดินไปเปิดประตูก่อนจะเชิญแขกเข้ามาในบ้าน

“สวัสดีค่ะคุณลุง”
เพลงพลอยพนมมือไหว้นัทธ์ขณะที่มัสยะเฉย

“มัสไม่ไหว้พ่อหรือไง”
“ต้องไหว้ด้วยเหรอไม่เคยมี ไม่จำเป็นต้องไหว้มั้ง”

เขาพูดออกไปแล้วก็ต้องสะดุ้งกับสายตาของมารดาที่มองมาอย่างตำหนิ

“ไม่เป็นไรลูก หายดีแล้วใช่ไหม”
นัทธ์พยายามส่งยิ้มให้กับลูกชายที่ไม่ยอมหันมองหน้าเขา

“ครับ”
เขาตอบคำถามนั้นแสนสั้น เพลงพลอยขอตัวกลับ เพราะ
เห็นว่ามันควรจะเป็นเวลาของครอบครัวมากกว่า และหล่อนอยากจะให้มัสยะได้มีเวลาทำความเข้าใจกับนัทธ์ อยากจะเห็นครอบครัวที่อบอุ่นที่หล่อนไม่เคยได้มี แต่เหมือนมัสยะจะไม่เข้าใจในความคิดของหล่อนเลยแม้แต่น้อย

“แม่ครับนัทธ์เหนื่อยขอตัวไปนอนก่อนนะครับแม่”
ชายหนุ่มลุกขึ้นตัวงอเอามือกุมท้อง
“เดี๋ยวก่อนสิลูก”

มารดารั้งไว้ขณะที่นัทธ์มองตามตาละห้อย มัสยะต้องทรุดนั่งลงอีกครั้งสีหน้าบ่งบอกถึงความไม่พอใจชัดเจน

“พ่อไม่ได้มาหามัสหลายวันแล้วแต่พ่อก็ห่วงมัสนะ ดีใจที่เห็นหน้ามัสสดชื่นขึ้น”

“ผมหายจนไปเรียนได้แล้วครับถึงจะปวดแผลอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ต้องเป็นภาระให้ใครต้องห่วง และถ้าหวังดีกับผมมากจริง ๆ ก็ช่วยทำอย่างที่ผมเคยขอร้องไว้นะครับ จะขอบคุณมาก”

คราวนี้มัสยะค่อย ๆ พยุงกายลุกขึ้นอีกครั้ง
“มัส พ่อขอโอกาสให้ลูกอภัยให้พ่อสักครั้งได้ไหม พ่ออยากจะเป็นพ่อที่ได้มีโอกาสดูแลลูกบ้าง”

มัสยะยืนเฉย นัทธ์หันมาทางมัสยา
“น้องเล็กช่วยพูดกับลูกให้พี่หน่อยได้ไหม พี่ขอโอกาส พี่
อยากจะดูแลเขานะ พี่รักและห่วงเขาจริง ๆ ”

“คุณไม่คิดว่ามันจะสายไปเหรอครับ ไม่ทราบว่าเมื่อก่อน ตอนที่ผมยังเด็กและต้องการพ่อ คุณไปไหนเสียละครับ ตอนที่ผมช่วยตัวเองไม่ได้ ทำไมคุณไม่ยื่นมือไปอุ้มผมบ้าง แล้วตอนที่มีคนถามว่าพ่อผมอยู่ที่ไหน คุณทำไมไม่ไปฟังคำถามและตอบคำถามเหล่านั้นบ้างละครับ”

มัสยะเน้นคำพูด ความหลังหลายอย่างยังฝังใจอยู่ นับแต่เขาจำความได้ มีกี่ครั้งกันที่มีคนถามว่า พ่อเขาอยู่ที่ไหนทำงานอะไร อยากจะให้นัทธ์รู้สึกถึงความรู้สึกแบบนั้นบ้าง

“ใครเป็นคนปิดโอกาสไม่ให้คุณทำแบบนั้นเหรอครับถ้าไม่ใช่ตัวคุณเอง”

นัทธ์ก้มหน้าลงคอตกส่วนมัสยะเดินเข้าห้องตัวเองและปิดประตูไม่ยอมให้ใครรั้งเขาไว้ได้อีกและมัสยาก็ไม่คิดจะรั้งลูกชายไว้ เพราะถ้าหากยังใจร้อนเป็นไฟอยู่แบบนี้ ให้อยู่สงบนิ่งย่อมดีกว่าการเผชิญหน้ากัน

“น้องเล็กพี่ขอโทษ”

นัทธ์เอื้อมมือมากุมมือของมัสยา หากหล่อนกลับดึงมือกลับอย่างสุภาพ ทำเอาเขาใจหาย

“ถ้าอยากจะทำความเข้าใจกับลูกให้เวลาลูกหน่อยนะค่ะ อย่าไปบีบคั้นหรืออย่าทำให้เขารู้สึกว่าถูกบังคับ ต้องเข้าใจลูกด้วยเวลายี่สิบปีไม่ใช่สองสามวัน”

“ครับพี่เข้าใจ”

“ถัดจากวันนี้การกระทำของพี่นัทธ์เท่านั้นละที่จะช่วยได้ มันอยู่ที่ว่าพี่นัทธ์จะจริงใจกับลูกมากแต่ไหน มันไม่ได้อยู่ที่ลูกแต่อยู่ที่พี่นัทธ์ จะทำยังไงแค่ไหน แล้วถามตัวเองหรือยัง แน่ใจแล้วแค่ไหนที่อยากจะมาดูแลลูกอีกครั้ง”

“พี่อยากจะทำอย่างนั้นจริงๆ นะน้องเล็กเชื่อพี่เถอะพี่รักลูก”

มัสยานั่งนิ่ง นัทธ์ขยับกายเข้าหาหล่อน หากหญิงสาวขยับกายและเว้นระยะห่างเอาไว้

“แล้วน้องเล็กละอภัยให้พี่ได้ไหม เรื่องของเราเป็นเหมือนเดิมได้ไหม เราจะอยู่ช่วยกันเลี้ยงลูกได้ไหม”

“คงไม่มีเรื่องของน้องกับพี่นัทธ์อีกแล้วละค่ะ ถ้าจะมีตอนนี้ก็คือเรื่องลูกเรื่องเดียวเท่านั้น”

มัสยาตอบและส่งยิ้มให้กับนัทธ์ การตัดสินใจของหล่อนเด็ดขาดไม่มีลังเลทั้งในคำพูดและหัวใจ นัทธ์นิ่งอึ้ง เขาไม่คิดว่ามัสยาจะตัดรอนเขาได้ถึงขนาดนี้เพราะดูหล่อนเงียบและเข้าใจเขามากที่สุด

“ถ้ารักลูก อยากมาหาลูก มาได้ทุกเวลาค่ะ ที่นี่เปิดประตูต้อนรับเสมอ เพราะยังไงพี่ก็คือพ่อของมัส ตัดกันไม่ขาด เชื่อว่าถ้าพี่นัทธ์จริงใจกับลูกสม่ำเสมอในการกระทำเชื่อว่ามัสจะต้องใจอ่อนสักวันแต่น้องคงตอบไม่ได้ว่าเมื่อไหร่และยาวนานแค่ไหน น้องคงมองพี่นัทธ์ได้เท่านี้”

“ครับ ขอบคุณมาก”

นัทธ์เดินคอตกกลับไปเขาเหมือนคนไร้ค่า ที่ไม่มีใครต้องการ ในความรู้สึก เป็นคนไร้ประโยชน์ คนเดียวในโลกที่สร้างความเจ็บปวดให้คนอื่น จนไม่มีใครสามารถให้อภัยเขาได้อีกแล้ว

“มัสรักแม่ที่สุดในโลกเลย”
มัสยะเปิดประตูออกมาและกอดมารดาอย่างรักใคร่

“ปล่อยได้แล้วแม่อึดอัดน่ะแล้วไม่เจ็บแผลหรือไง”

“ก็เจ็บครับแต่สะใจ”

“แม่ไม่อยากให้มัสรู้สึกแบบนั้นนะ ความคิดที่ไม่ดีจะเป็นบาปติดตัวลูกไปตลอด เขาเป็นผู้ให้กำเหนิดเป็นคนสำคัญที่สุดในชีวิตของมัสคนหนึ่ง มัสไม่ควรทำกับเขาแบบนี้”

“ขอเวลามัสหน่อยน่ะครับ”
ชายหนุ่มต่อรอง

“มัสอยากรู้ว่าผู้ชายคนนี้เป็นคนยังไง จริงใจมากมายแค่ไหน แล้วหัวใจของเขาทำด้วยอะไรเขาถึงได้ ทิ้งลูกของเขาได้ลงคอ มัสอยากรู้ครับว่าเขาทำได้ยังไง อย่าโกรธมัสเลยนะครับแม่”

“แม่ไม่โกรธแต่อยากให้มัสปล่อยวาง”

“เรียนจบแล้วมัสจะบวชให้แม่ครับ ถ้าถึงเวลานั้นแล้วเขายังอยากจะเป็นพ่อของมัสอยู่มัสจะให้เขาปลงผมให้มัสครับ มัสจะอโหสิกรรมทุกอย่างให้เขา และกว่าจะถึงวันนั้น มัสจะไม่ทำอะไรให้แม่ไม่สบายใจครับถึงไม่ชอบใจเขามัสก็จะเก็บความรู้สึกเอาไว้ แม่จะได้สบายใจดีไหมครับ”

มัสยะให้คำมั่น
“ขอบใจมากลูก”

“เพราะผมเข้าใจแม่ต่างหากละ แม่เองก็คงไม่อยากจะเห็น
หน้าคนที่เคยทำร้ายแม่นัก แม่คงไม่อยากจะพูดคุยติดต่อกับเขาแล้ว จะ
ยังรักหรือไม่รักก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ที่แม่ยังพยายามอดทนทุกวันนี้ก็เพราะเขาเป็นพ่อของผมใช่ไหมครับ”
มัสยายิ้มโอบกอดลูกชายอย่างแสนรักดีใจที่ลูกเข้าใจ

เรื่องราวระหว่างหล่อนและนัทธ์จบไปแล้วและไม่มีวันจะหวนกลับมาอีก ชีวิตของหล่อนทุกวินาทีที่ผ่านมาทำเพื่อลูกเท่านั้นและวินาทีต่อไปก็จะยังทำเพื่อลูกเช่นกัน เพราะลูกเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตของหล่อน

 

โดย: ปันฝัน 31 มีนาคม 2553 16:27:05 น.  

 

บทที่ 6
“ทำไมการทำใจของนายมันถึงยากนักละ”

เพลงพลอยเอ่ยถามมัสยะในวันที่เขายังบอกว่าเขายังทำใจรับบิดาไม่ได้ แม้ว่านัทธ์จะใส่ใจพวกเขา มาทานอาหารเย็นด้วยบ่อยครั้งและหาเวลามาทำความสนิทสนมบ้าง แต่เขาก็ยังเฉย ๆ

“ยี่สิบปีนะเพลง”
มัสยะย้ำอีกครั้ง

“จะยี่สิบหรือยี่สิบวันก็มีค่าเท่ากัน”
เพลงพลอยแย้ง

“งั้นถามหน่อยสิถ้าเราไม่มาที่นี่ เราสองคนแม่ลูกอยู่ที่อื่น เราและเขาจะได้มีโอกาสเจอกันไหม แล้วทำไมเขาไม่คิดจะตามหาพวกเราเลยล่ะ ถึงพวกเราจะย้ายที่อยู่แต่ถ้าเขาตั้งใจที่จะตามหามันจะเจอไหม“

“คือ..”

เพลงพลอยตอบคำถามนั้นไม่ได้ยอมรับว่าสิ่งที่มัสยะพูดนั้นถูกต้อง ถึงตอนนี้นัทธ์จะจริงใจขนาดไหนแต่เวลาที่ผ่านมามันก็เกินจะทำใจได้ ให้อภัยคงได้เหมือนที่มารดาของมัสยะให้อภัยแต่ถ้าให้กลับเป็นเหมือนเดิม คงไม่มีทาง

ย้อนกลับมาดูตัวหล่อนเอง ถ้าบิดามารดามายืนตรงหน้าและขอโทษหล่อน หล่อนก็คงมีความรู้สึกเดียวกัน การทำความเข้าใจกับความรู้สึกเป็นเรื่องที่ยากเหลือเกิน

“เธอช่วยเป็นกำลังใจให้เราด้วยน่ะ”
มัสยะเอื้อมมือมากุมมือเพลงพลอย หล่อนไม่ดึงมือกลับแต่กลับจ้องหน้าเขา

“ถ้าเธอต้องการกำลังใจเราก็จะอยู่ข้าง ๆ เธอเหมือนกันนะ แลกเปลี่ยนกัน”

“ได้สิ”
เพลงพลอยตอบง่าย ๆ ทำให้มัสยะยิ้มออกมาด้วยความยินดี

“หุบยิ้มได้แล้วไอ้หน้าแปะยิ้ม”
“นี่เมื่อไหร่จะเลิกเรียกแบบนี้เสียที”

อารมณ์วาบหวามในหัวใจหายเกลี้ยงเมื่อได้ยินเพลงพลอยเรียกเขาแบบนั้น
“ทำไมละ ก็ถ้าอยากจะให้ฉันอยู่ใกล้ ๆ นายก็ต้องรับได้


ทุกอย่าง จะรับได้หรือไม่ได้”

“ได้ก็ได้ครับ”

มัสยะแกล้งทำสีหน้าไม่เต็มใจทำให้มัสยาหัวเราะด้วยความร่าเริง

อดีตผ่านอะไรมาไม่สำคัญ อนาคตจะเป็นยังไงก็ต้องติดตามกันต่อไปหล่อนเชื่อนะว่ามันมีแต่สิ่งที่สวยงามที่รอให้พวกเขาไปกอบเก็บมันแม้ว่าจะมีอุปสรรคนา ๆ ก็ตาม

สี่ปีผ่านไป
เพลงพลอยทำงานเป็นนักข่าวสายการเมืองในสำนักข่าว
ภายในประเทศแห่งหนึ่ง อนาคตในการทำงานของหล่อนก้าวหน้าไป
เรื่อย ๆ หลังจากที่เริ่มต้นงานนี้มาปีกว่า เริ่มรู้ตัวว่าเป็นงานที่ชอบและหล่อนก็ทุ่มเทกับมันมากหญิงสาวมีอุดมการณ์เป็นของตัวเองและไม่ยอมให้ใครชี้นำได้ง่าย ๆ ซึ่งเพลินเป็นคนสอนให้หล่อนเรียนรู้การนำเสนอข่าวที่เที่ยงตรงและไม่ทำความเดือดร้อนให้กับใคร

วันนี้เป็นวันที่มัสยะรับปริญญาและหล่อนสัญญากับเขาว่าจะ
ต้องไปให้ได้แต่ตอนนี้ตัวเองยังรอสัมภาษณ์รัฐมนตรีอยู่หน้ากระทรวงแม้ว่ามัสยะจะโทรมาเร่งว่าใกล้เวลาที่เขาจะต้องเข้าหอประชุมแล้วก็ตาม

“ตกลงบอกมาเลยดีกว่าว่าไม่มาจะได้ไม่ต้องรอ”
การโทรมาของมัสยะครั้งสุดท้ายเคร่งเครียดมาก

“ก็มันไปไม่ได้นี่หน่ามัส ถ้าไป เพลงก็ไม่ได้งานนะ ท่านยังไม่ออกมาเลยเพลงมีประเด็นเด็ดหลายอย่างจะถามท่านด้วย มัสต้องเข้าใจเพลงน่ะ”

หล่อนตอบกลับไปเสียงอ่อน

“ไม่เข้าใจ รู้แต่ว่าสัญญาต้องเป็นสัญญา ถ้าไม่มาก็คือทำตามสัญญาไม่ได้”

“แล้วมันสำคัญอะไรนักหนาเหรอ แค่ไปยืนยิ้มถ่ายรูปเท่านั้น จะถ่ายเมื่อไหร่ก็ได้ ชุดนั่นก็ตัดเองไม่ใช่เหรอไม่ได้เช่าใครเขามา เอามาถ่ายที่บ้านก็ได้เหมือนกันนะแหละ”

หล่อนระเบิดอารมณ์ไปด้วยความหงุดหงิดเพราะมัสยะไม่ยอมเข้าใจงานของหล่อนมันเข้าออกตอกบัตรเสียเมื่อไหร่กันละ

“แต่วันรับปริญญาของเพลง เราไปนะ เพลงไม่คิดบ้างเหรอว่าวันนี้เป็นวันสำคัญของเรา และเราอยากจะให้เธอซึ่งเป็นคนสำคัญของเรา..”

“แค่นี้ก่อนนะท่านออกมาแล้ว”

หล่อนตัดฉับการสนทนารวดเร็ว มัสยะที่อยู่ปลายสายแทบจะปาโทรศัพท์ทิ้งเมื่อได้ยินแบบนั้น เพลงพลอยไม่ยอมฟังเขาเลย

“เพลงมาไม่ได้แล้วครับแม่ทำงานสำคัญอยู่”
เขาบอกมารดาเสียงเรียบก่อนจะส่งโทรศัพท์ให้มารดาเสียงเรียกบัณฑิตเข้าหอประชุมดังขึ้นแล้ว

“มาตอนนี้ไม่ได้เดี๋ยวเพลงก็มาเองละลูก ไปเถอะยังไงออกมาจากหอประชุมก็ต้องได้เจอเพลง”

นัทธ์ปลอบใจมัสยะ เขาเดินเข้าหอประชุมไปหลังจากนั้นมีบิดามารดามองตามไปด้วยความชื่นชมในความสำเร็จของลูกชาย

เมื่อมัสยะเข้าหอประชุมไปแล้วเพื่อน ๆ ที่มาร่วมแสดงความยินดีต่างขอตัวแยกย้ายกันกลับเพราะอีกนานกว่าที่มัสยะจะกลับออกจากหอประชุม จึงเหลือเพียงมัสยาและนัทธ์เท่านั้น

“ขอบคุณมากนะน้องที่อนุญาตให้พี่มีส่วนร่วมในความสำเร็จของลูกในวันนี้”

นัทธ์เอ่ยขอบคุณมัสยาด้วยใจจริง เขามีส่วนร่วมในการสร้างมัสยะขึ้นมาแต่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการเลี้ยงดูและสั่งสอนให้มัสยะประสบความสำเร็จในวันนี้ทุกอย่างเป็นเพราะมัสยาเพียงคนเดียว

“ที่ลูกประสบความสำเร็จในวันนี้ก็เพราะลูกรักน้องมากและไม่อยากจะทำให้น้องเสียใจ เหมือนที่พี่เคยทำเพราะน้องเลี้ยงลูกด้วยความรักลูกถึงได้ดีอย่างวันนี้”

“พี่นัทธ์ก็มีส่วนเหมือนกันไม่มีพี่นัทธ์ ลูกก็ไม่ได้เกิดมา”
นั่นเป็นความดีอย่างเดียวของเขาสินะ

“น้องก็ต้องขอบคุณเหมือนกันที่วันนี้วันประสบความสำเร็จของลูก ลูกได้เห็นเราสองคนพร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้ง ถึงไม่พูดไม่แสดงออก แต่ลูกก็ดีใจ”

ทางออกของชีวิตไม่ได้มีสวยงามนักแต่โอกาสที่จะได้มาชื่นชมความสำเร็จของลูกนั้นไม่ง่ายนัก นัทธ์ยินดีที่เขาได้มีในโอกาสนี้ ดีใจที่ทุกคนเปิดทางให้เขา ความผิดพลาดเป็นเรื่องของความผิดพลาด ชีวิตต้องก้าวต่อไปข้างหน้าอย่างไม่มีวันหยุด เขาได้รู้ซึ้งและเข้าใจแล้ว และนับจากวันนี้เขาก็จะยังอยู่ข้าง ๆ ลูกแม้จะได้เป็นแค่กำลังใจและที่ปรึกษาเขาก็เชื่อว่ามันสำคัญมาก แต่กระทั่งวันนี้มัสยะก็ยังไม่ยอมเรียกเขาว่าพ่อ ทั้ง ๆ ที่เขาพยายามมาตลอด

จากคุณ : ปันฝัน
เขียนเมื่อ : 29 มี.ค. 53 11:13:09










ความคิดเห็นที่ 3

ต่อนะค่ะ


เพลงพลอยวางกระเป๋าสะพายลงบนโต๊ะรับแขกก่อนจะเดินไปเปิดตู้เย็น รินน้ำมาสั่งดื่ม ชายวัยชราเดินเข้ามาหาด้วยใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้ม


“เป็นไงละ มัสใส่ชุดบัณฑิตแล้วหล่อไหม”

“ไม่รู้สิค่ะปู่”

หล่อนตอบและวางแก้วน้ำลงปู่เดินเข้ามาใกล้หล่อนจึงสวมกอดปู่ไว้แน่น

“ทะเลาะกันมาหรือไง”

“ถ้าเพลงโทรไปหาก็คงทะเลาะกันค่ะ แต่ถ้าเพลงเงียบไม่โทรไปเขาก็คงไม่โทรมาเพราะโกรธเพลงมากที่เพลงไม่ไปวันสำคัญของเขา ก็เพลงติดงานไปไม่ได้นี่ค่ะเขาก็น่าจะเข้าใจเพลงบ้างแค่ถ่ายรูปคู่กันนะถ่ายเมื่อไหร่ก็ได้”

“งั้นเหรอลูก”

ปู่ขยับกายถอยห่างหลานสาวก่อนจะเดินไปหยิบอัลบั๊มรูปวันรับปริญญาของเพลงพลอยมายื่นให้เพลงพลอย

“เพลงคิดว่าแค่ไปถ่ายรูปกันแค่นั้นเองเหรอ”

“ก็..”

หล่อนพลิกภาพถ่ายไปที่ละภาพ บางภาพเป็นภาพครอบครัว บางภาพเป็นภาพของหล่อนและเพื่อน ๆ มีมัสยะบ้าง แต่ไม่มากนักเพราะเขาเลือกที่จะเป็นช่างภาพ แต่ภายในภาพทุกภาพนั้นทุกคนเต็มไปด้วยรอยยิ้มแม้กระทั่งบิดามารดาของหล่อนที่อยู่กันคนละที่ยังมาร่วมแสดงความยินดีกับหล่อน

“ความรู้สึกของมัสวันนี้ก็เหมือนกับเพลงวันนั้นละแต่เพราะเพลงผ่านวันนี้มาแล้ว ไปทำงานทำหน้าที่ที่สำคัญมากกว่า เพลงจึงลืมคิดถึงความจริงข้อนี้ใช่ไหมลูก เพลงมีความรู้สึกว่ามันเป็นแค่เรื่องธรรมดา คนเรียนจบก็ต้องรับปริญญา”

เพลินสอนหลาน
“แต่มัสก็น่าจะเข้าใจเพลงบ้างนะคะเพลงทำงานนะค่ะไม่ได้ไปเที่ยวเล่น”

“เพลงสัญญาแล้วไม่ใช่เหรอ”
“ก็..”

เพลงพลอยเงียบเถียงไม่ออก เมื่อที่กำลังพลิกเปิดภาพถ่ายหยุดลงเมื่อถึงภาพหนึ่ง ภาพคู่ที่หล่อนยืนถ่ายคู่กับเขา แต่เป็นภาพที่เขาและหล่อนเอียงแก้มแนบกันมือข้างหนึ่งของเขาโอบกอดหล่อนอยู่ อดคิดถึงภาพความหลังนี้ไม่ได้

กว่าจะได้ถ่ายภาพคู่กัน เพื่อน ๆ ก็แซวกันว่าเป็นคู่บ่าวสาวเพลงพลอยอยากจะทำให้เพื่อนสมใจก็เลยเอียงแก้มให้ชายหนุ่มซะเลย เขาก็รีบทำตามอย่างว่าง่าย ภาพนี้จึงถูกบันทึกขึ้นมาแต่มือที่โอบกอดนั้นหล่อนเพิ่งหันมาเห็นทีหลัง

“มันยังไม่สายนะถ้าเพลงจะไปขอโทษเขา”
“ถ้าไม่ไปเพลงจะดูแย่ไหมค่ะปู่”

“ก็เอาการอยู่ แต่ที่แย่น่าจะเป็นความรู้สึกของเพลงมากกว่า”

“ค่ะเพลงเข้าใจแล้ว”

หญิงสาวหันมองนาฬิกาเก็บภาพถ่าย หล่อนคงไปที่หอประชุมไม่ทันแล้ว ถ้าจะเป็นที่บ้านก็น่าจะทันอยู่หญิงสาวรีบคว้ากระเป๋าสะพายวิ่งออกไปทันที

ห้องเงียบไม่มีใครกลับมาสักคน หญิงสาวโทรศัพท์หามัสยาเพราะอยากรู้ว่าไปฉลองต่อกันที่ไหน นั่นละหล่อนจึงตามไปแต่ไม่อยากไปมือเปล่าแวะซื้อดอกไม้ไปไห้มัสยะซักช่อน่าจะดีกว่าและไม่เห็นดอกไม้ใดจะสวยเท่ากับดอกกุหลาบสีแดง ถึงแม้ว่าราคามันจะแพงมากก็ตาม

ในร้านอาหารทุกคนฉลองความยินดีกันด้วยเสียงหัวเราะ เพื่อน ๆ ของมัสยะมากันครบหลายคนที่รับปริญญาพร้อมกับเขาและหลายคนที่รับไปก่อนหน้ารวมถึงบางคนที่เรียนไม่จบแต่ทำงานเสียก่อนก็มาร่วมแสดงความยินดีด้วย

“มัสแกเป็นไรว่ะหน้าเหมือนคนอกหัก”
เพื่อน ๆ แซวเมื่อเห็นหน้าบูดของมัสยะ

“เปล่า”

“คนสำคัญของมันยังไม่มาโว้ย”
แทนทัชที่รู้ดีเอ่ยขึ้น

“ว่าแต่ที่นั่งข้างแกเผื่อใครหรือเปล่าว่ะ มัส”

“ไม่ได้เผื่อใครแต่ไม่มีใครกล้านั่งไอ้สามานั่งข้าง ๆ ข้าหน่อยสิ”

เขาเคาะเก้าอี้เรียกสารภีมานั่งด้วย รำคาญที่เพื่อน ๆ แซว แต่ตรงนี้ไม่มีใครมานั่งจริงๆ เหมือนจะจงใจเว้นที่ไว้ให้คนที่ไม่มาวันนี้

“ไม่ล่ะ”
สารภีสั่นหน้า

“กลัวตัวจริงเขามาและกลัวตัวจริงของฉันจะมาเห็นเสียใจด้วยนะมัส สา มีเจ้าของแล้ว”

ทุกคนเฮกันลั่น มัสยะหน้าหงิก แต่แปลกที่หลังจากนั้นทุกคนก็เงียบกริบไม่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจ แต่เขาได้กลิ่นกุหลาบหอมอ่อน ๆ แตะจมูกเขาเบา ๆ จึงต้องหันหาที่มาของกลิ่นนั้น

“รับไปเสียสิ เมื่อยนะโว้ยจะเอาหรือไม่เอา”
เพลงพลอยพูดขึ้นเมื่อยื่นไปตรงหน้าแล้วมัสยะยังไม่ยอมรับกุหลาบช่อนั้นหล่อนจึง โยนไว้ในตักเขา เขาจะรับหรือไม่รับก็เรื่อง
เขา

“สวัสดีค่ะลุงนัทธ์ป้าเล็ก ขอโทษด้วยน่ะค่ะที่ไปที่หอประชุมไม่ได้ มัสมีงานด่วนจริง ๆ ค่ะ”

มัสยาและนัทธ์พยักหน้าเข้าใจ

เสร็จแล้วหล่อนก็นั่งลงตรงที่ว่างนั้น

“อาหารน่ากินจังเลย กินเลยนะทุกคน เอาเลยไม่ต้องรอใครแล้ว”

เพลงพลอยพยักหน้าบอกทุกคน หล่อนสนิทกับเพื่อน ๆ ของมัสยะทุกคนแล้วเช่นเดียวกับมัสยะที่สนิทกับเพื่อน ๆ ของหล่อน แต่เวลานี้ทุกคนหนีหายเพราะได้งานทำที่ต่างกันออกไป

“เป็นเจ้าของงาน เป็นเจ้าของโต๊ะหรือไงมาถึงได้สิทธิ์ก่อนใคร”

มัสยะเอ่ยขึ้น เขาอารมณ์ดีและยิ่งกว้างกว่าที่เคยเป็นตั้งแต่แรกที่ได้กลิ่นกุหลาบแล้วละ

“หรือว่าฉันไม่สำคัญ”

“ไม่”
“แล้วใครกันที่พูดตอนโทรไปครั้งสุดท้าย”

“ได้ยินด้วยเหรอ”
“ได้ยินสิ”

“แล้ววางสายทำไม”
“รีบทำข่าวไงละวันนี้ได้สัมภาษณ์รัฐมนตรีเชียวนะ เดี๋ยวคืน
นี้ดูข่าวได้เลย”

เพลงพลอยบอกตักอาหารเข้าปากและตักอาหารใส่จานให้มัสยะด้วย หล่อนไม่ได้หันมองหน้าเขา แต่ชายหนุ่มยิ้มออกมาได้ สีหน้าที่บึ้งตึงเพราะน้อยใจที่หล่อนไม่เห็นความสำคัญของเขาหายไป หมดแล้ว

“หิวมากหรือไง”

เขากระซิบถาม ดูเหมือนเพื่อน ๆ ทุกคนจะไม่สนใจและหันไปทางอื่นแต่เชื่อว่าทุกคนจะเงี่ยหูฟังเขาสนทนากับเพลงพลอยแม้กระทั้งบิดามารดาของเขาด้วย

“ตักต้มยำให้หน่อยสิมัส เอาปลาหมึก”

หล่อนสั่งและส่งถ้วยให้ ชายหนุ่มทำตามก่อนจะนั่งมองหล่อน

“ไม่กินหรือไง”

“เธอผอมไปนะทำงานจนไม่มีเวลาพักผ่อนเลยหรือไง”
เขาเอ่ยหลังจากมีเวลาพิจารณาหล่อน พักหลังไม่ค่อยได้เจอกันนอกจากโทรศัพท์หากันทุกวัน

“งานมันสนุกนี่หน่า”
“ดูแลตัวเองบ้างสิ”

“ห่วงฉันเหรอ”

หล่อนหยุดกินหันมาจ้องหน้าเขา ชายหนุ่มยิ้มกว้างก่อนจะบอกหล่อน

“ก็เธอมันคนสำคัญนี่หน่า”

เพลงพลอยแก้มแดงรู้สึกเขิน ๆ ไม่รู้ว่าเพื่อน ๆ จะได้ยินหรือเปล่าแค่ทุกคนก็อมยิ้ม

“ไอ้หน้าด้านเวลาจะบอกอะไรนะช่วยบอกกันสองคนได้ไหม คนเยอะมันเขินนา”

“อืมมม”

มัสยะคว้ามือข้างที่ถือช้อนซ้อมของเพลงพลอยเขาดึงซ้อมให้ออกจากมือหล่อนก่อนจะดึงมือหล่อนลงใต้โต๊ะ เพลงพลอยมองหน้าเขาด้วยความงุนงงไม่รู้ว่าเขาจะทำอะไร มัสยะส่งยิ้มให้หล่อนก่อนจะสอดแหวนลงไปในนิ้วกลางของหล่อน เพลงพลอยดึงมือขึ้นมาด้วยความรวดเร็ว

“เฮ้ย นี่มันแหวนรุ่นนะมัสไม่ใช่แหวนเพชรซะหน่อย”
เสียงนั้นไม่เบาเลย ทำเอาทุกคนหันมามอง มัสยะรีบแก้ตัว

“นั่นมันนิ้วกลางไม่ใช่นิ้วนางสวมเอาไว้ก่อน จองไว้ก่อนยังไม่มีตังค์ซื้อแหวนเพชร รอทำงานหาเงินก่อน ถ้าไม่เอาจะทิ้งก็ได้นะ”

เสียงเขาดังฟังชัด ทำเอาเพลงพลอยแก้มแดง
“ไม่ทิ้งหรอก”

เพลงพลอยบอกด้วยรอยยิ้มทุกคนที่อยู่รายรอบพากันส่งเสียงกิ๊วก๊าวแซว มัสยะและเพลงพลอยก้มลงหน้าแดงกล่ำ ถึงจะ
สนิทกันแค่ไหนก็ยังเขินอายสายตาของเพื่อน ๆ อยู่ดี

นัทธ์และมัสยากันมาส่งยิ้มให้แก่กันด้วยความยินดี

จากคุณ : ปันฝัน
เขียนเมื่อ : 29 มี.ค. 53 11:15:01





 

โดย: ปันฝัน 31 มีนาคม 2553 16:29:29 น.  

 

หัวใจลงเอยรัก

บทที่ 7

“ตกลงกันแล้วเหรอว่าจะเป็นคนรักกันแบบไหนถึงได้รับแหวนเขามาแบบนี้นะเพลง”

เสียงเพลินดังขึ้น สีหน้าไม่สบายใจนักทำเอาเพลงพลอยแปลกใจ ในสิ่งที่เพลินเอ่ยขึ้น

“นี่แหวนรุ่นนะค่ะปู่ไม่ใช่แหวนหมั้น”

“แหวน ไหน ๆ ก็เหมือนกันนะแหละเพราะเขาให้เราก็หมายถึงเขาฝากใจไว้ที่เราปู่อยากจะให้เราสองคนคุยกันให้ดีตก
ลงว่าจะรักกันแบบไหน ผู้ใหญ่ไม่เคยว่าหรือห้ามถ้าหากว่าทั้งสองคนจะรักหรือแต่งงานกัน แต่ชีวิตปู่เคยพลาด พ่อแม่ของเพลงก็พลาด ครอบครัวของมัสก็เช่นเดียวกันปู่ไม่อยากเห็นเพลงกับมัสพลาดด้วยอีกคู่

เพลินอธิบาย

“เพลงถามมัสหรือยังว่าตอนนี้คบกันแบบไหนเปลี่ยนจากเพื่อนไปเป็นคนรักหรือยัง แล้วเพลงละรู้ใจตัวเองแค่ไหนว่าคิดยังไงกับมัสไม่ใช่แค่สนิทสนมกันมานานคนอื่นทึกทักว่าเป็นแฟนกัน ก็เลยเป็นก็ได้ ของแบบนี้ คุยกันก่อนดีไหม เอาให้ชัดเจน

“ขอบคุณค่ะปู่ ถ้าปู่ไม่พูดไม่บอกเพลงก็ไม่มีวันรู้หรอกค่ะ”
หญิงสาวกอดปู่อย่างแสนรักหากไม่มีท่านไม่รู้ว่าชีวิตของหล่อนจะเป็นยังไงบ้างหล่อนโชคดีเหลือเกินที่มีท่าน แต่ถ้าเกิดวันหนึ่งชีวิตเกิดปัญหาต้องพบเจอแบบมัสยาเคยเจอ หล่อนจะเข้มแข็งและสามารถเลี้ยงลูกได้หรือไม่ มันเป็นเรื่องที่น่ากลัวเหลือเกิน

“มัสเพลงมีเรื่องอยากจะคุยกับมัสนะตอนนี้มัสทำอะไรอยู่เหรอ”

เพลงพลอยตัดสินใจโทรศัพท์หามัสยะในสายของวันต่อมา
“ว่างพูดมาสิ”

“อยากคุยกันต่อหน้ามากกว่าไม่เห็นหน้าพูดไม่ออก”
“ขอแต่งงานหรือเปล่านี่”

มัสยะพูดมาแล้วก็หัวเราะ
“มันตลกมากหรือมัสเรื่องแบบนี้นะ”

น้ำเสียงเครียดของเพลงพลอยทำให้มัสยะรู้ว่าเพลงพลอยกำลังเครียด

“เพลงมัสยังไม่พร้อมนะมัสยังต้องหางานทำและบวชให้แม่ก่อน”

“ฉันยังไม่คิดจะแต่งงานกับนายแค่คิดถึงว่าตอนนี้เรารักกันแล้วหรือไง นายถึงเอาแหวนมาใส่นิ้วฉันนะ เราตกลงเป็นแฟนกันแล้วหรือไง นายเคยบอกว่ารักฉันหรือเปล่า”

หล่อนพูดไปอย่างใจคิด
“ถ้ายังไม่พร้อมไม่เคยคิดละก็ก็ไม่เป็นไร แค่นี่ก่อนนะจะไปทำงานแล้ว”

“งั้นเย็นนี้มัสไปรอเพลงที่บ้านละกัน เรามีเรื่องมากมายต้องคุยกันวันนี้มัสจะไปสมัครงาน ”

มัสยะสรุป

..เรารักกันแล้วเหรอ..

สำหรับเขาเขารู้ใจตัวเองมานานแล้ว แต่ไม่เคยบอกเพลงพลอยตรง ๆ เสียที เห็นทีเย็นนี้เขาต้องบอกเพลงพลอยแล้วละ

วันนี้มัสยะมีที่ที่จะต้องไปสมัครงานหลายที่เขาไปกับแทนทัชที่เรียนจบพร้อมกันและตั้งใจหางานทำด้วยกันแต่ทุกที่ ให้เขาเขียนใบสมัครทิ้งเอาไว้ทั้งนั้น

“จะเหมือนที่ลุงนัทธ์บอกหรือเปล่าว่ะมัส”
“บอกอะไร”

“ตำแหน่งนี้มันสำคัญ เขาไม่ค่อยรับสมัครนักศึกษาจบใหม่ที่ไม่มีความรู้และประสบการณ์หรอก ท่าทางจะจริงไม่มีใครเรียกเราสัมภาษณ์ซักที่ ข้าคิดว่าจะกลับบ้านว่ะเบื่อกรุงเทพฯแล้ว”

แทนทัชเอ่ยถึงบ้านเขาเริ่มเบื่อความวุ่นวายของเมืองหลวงแล้ว

“ข้าก็อยากกลับเหมือนกันนะแม่คงดีใจถ้าได้ไปอยู่ในที่ที่อากาศดีๆ “

“แกจะกลับได้ยังไงเพลงเขาคงไปอยู่กับแกด้วยหรอก เขากำลังรุ่งกับงานของเขา แกคิดว่าเขาจะออกจากงานที่รักและตามแกไปจมปลักอยู่บ้านนอกไหมละ”

ข้อเท็จจริงของแทนทัชสะเทือนหัวใจของมัสยะเหลือเกิน
“ถ้าแกพาเขาไปก็เท่ากับว่าแกตัดอนาคตที่รุ่งโรจน์ของเขานะ”

“ข้ารู้แล้วละขอบใจนะที่ช่วยคิดแต่มันคงไม่เป็นอย่างนั้นมั้ง”

มัสยะยิ้มบอกเพื่อน ทว่าภายในใจของเขากลับคิดวุ่นวายถึงความแตกต่างของตัวเองกับเพลงพลอย หล่อนกำลังทำงานมีอนาคต แต่เขากลับเป็นบัณฑิตตกงาน

“มัสไหนว่าจะไปหาเพลงที่บ้านไงละลูกแล้วทำไมถึงกลับบ้านได้ละ”

มัสยาเอ่ยถามเมื่อเห็นลูกชายเดินหน้าเครียดเข้ามา

“ผมเหนื่อยจังเลยครับแม่ ไว้วันหลังดีกว่า”

“แล้วมัสโทรบอกเพลงเขาหรือยังละ”

“ถ้าเขาไม่เห็นผมก็คงรู้เองละครับว่า ผมไม่ไป”

“ทะเลาะกันอีกหรือเปล่าลูก”

มัสยาดึงมือลูกชายไว้ไม่ยอมให้เข้าห้องส่วนตัว
“เปล่าหรอกครับเรายังไม่ได้คุยอะไรกันเลย”

“ต้องคุยนะมัสไม่ว่าจะเมื่อไหร่ตอนไหนต้องบอกเขา ที่ผ่านมาแม่เอาแต่เงียบมาตลอด ชีวิตถึงได้เป็นแบบนี้ ส่วนหนึ่งก็มาจากความผิดของแม่ด้วย แม่ไม่อยากให้ลูกต้องเจอเรื่องราวแบบแม่หรือพ่อ”

“ผมไม่มีวันเป็นแบบผู้ชายคนนั้นหรอกครับแม่”

ชายหนุ่มอมยิ้มบอกแก่มารดา

“แต่..มัสไม่เคยให้อภัยเขาทุกวันนี้ที่ดีกับเขาก็เพราะแม่ใช่ไหม ถ้าไม่เกรงใจแม่ กับเขามัสก็ไม่อยากจะมองหน้าด้วยซ้ำ”

“โธ่แม่ครับ มัสเป็นลูกนะครับ มัสไม่ใจร้ายกับใครเหมือนที่ใครใจร้ายกับมัสหรอกครับแม่ แม่เคยบอกไว้ไม่ใช่เหรอมันเป็นบาปแล้วมัสจะหาบาปใส่ตัวทำไมกันละครับ”

เขายิ้มให้กับมารดาก่อนจะตัดสินใจเปลี่ยนทางไม่ยอมเข้าห้อง

“มัสไปหาเพลงดีกว่า ไม่ว่าอะไรจะเป็นอะไรต้องคุยกัน”
เขาบอกมารดาด้วยความแน่วแน่ก่อนจะก้าวออกไป

จากคุณ : ปันฝัน
เขียนเมื่อ : 28 มี.ค. 53 19:40:15










ความคิดเห็นที่ 2

ต่อค่ะ

บ้านของเพลงพลอยที่อาศัยอยู่กับเพลิน เป็นบ้านเดี่ยวสองชั้นอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งบ้านกว้างแต่อยู่กันแต่สองคนปู่หลานเท่านั้น เพลินใช้เวลาอยู่กับบ้านตลอด เขาเกษียนตัวเองจากการเป็นบก.หนังสือมอบหมายให้คนอื่นทำงานต่อไป ส่วนตัวเองก็ใช้เวลาไปกับการเขียนคอลัมน์เล็ก ๆ ลงหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์และอ่านเรื่องราวท่องอินเตอร์เน็ตไปเรื่อย ๆ ตามประสา

“ปู่ครับผมมัสครับ”

มัสยะเดินเข้ามาในบ้านเขาแปลกใจที่วันนี้บ้านที่เปิดประตูกว้างอยู่ไม่มีเงาร่างของเพลินนั่งอยู่ตรงโต๊ะคอมพิวเตอร์ประจำที่เคยนั่ง จึงเดินหาเพลินไปทั่ว

“ปู่ครับปู่อยู่ไหนครับนี่ เอะ..”
เขาสะดุดตากับร่างของเพลินที่นอนฟุบหมดสติอยู่ในมุมหนึ่งของบ้านชายหนุ่มรีบเข้าไปพลิกร่างของเพลินหงายขึ้นเอามืออังจมูกของเพลินพบว่า เพลินยังหายใจอยู่ แต่รวยรินเต็มที่ เขารีบโทรเรียกรถพยาบาลให้มารับตัวเพลินไปอย่างรวดเร็วและปฐมพยาบาลด้วยการทำให้เพลินหายใจสะดวกขึ้น และ อากาศถ่ายเทมากขึ้น

“เพลงตอนนี้เพลงอยู่ที่ไหนนะ”
เขาโทรศัพท์หาเพลงพลอยหลังจากที่ส่งเพลินถึงมือหมอแล้ว

“เพลงกำลังยุ่งนะมัสแค่นี้ก่อนได้ไหมทำงานอยู่”

น้ำเสียงของเพลงพลอยบอกได้ว่าหล่อนไม่เต็มใจจะรับสายเพราะมีเรื่องยุ่งรออยู่ตรงหน้า

“ไม่ได้เพลงต้องมาเดี๋ยวนี้เลย”
“อะไรกันนะมัสทำไมต้องออกคำสั่งด้วยเพลงไม่ว่าง”

“เพลงต้องมาที่โรงพยาบาล”
“ทำไมต้องเป็นโรงพยาบาล”

หัวใจของเพลงพลอยไหววูบ ความรู้สึกต่อต้านหายไปทันที

“ปู่เป็นลม ตอนนี้หมอกำลังรักษาปู่อยู่ เพลงจะมาหรือไม่มาก็เรื่องของเพลงแล้ว งานกับปู่อะไรที่เพลงคิดว่าสำคัญก็เรื่องของเพลง”

เพลงพลอยไม่พูดอะไรอีกเงียบไปสักพักมัสยะก็พูดขึ้น

“มัสขอโทษที่พูดแรงไป ถ้าเพลงยุ่งมัสจะดูปู่ให้ทำงานเถอะ ยังไงปู่ก็อยู่กับหมอ ไม่เป็นอะไรหรอก”

“เดี๋ยวก่อนสิมัสเพลงจะรีบไป”

เพลงพลอยวางสายก่อนจะเก็บของใส่กระเป๋าอย่างรวดเร็วไม่สนใจบุคคลในข่าวที่ออกมายืนให้นักข่าวห้อมล้อมสัมภาษณ์

“จะไปไหนนะเพลง”

คู่หูเอ่ยถามเมื่อเห็นเพลงพลอยเก็บของแทนที่จะพุ่งไปสัมภาษณ์เหมือนอย่างเคย

“แฟนโทรมาตามต้องรีบกลับเลยเหรอ”
“ปู่เข้าโรงพยาบาลนะ ต้องรีบไปดู”

หญิงสาววิ่งออกไปหันหลังให้ทิ้งงานไว้เบื้องหลังอย่างไม่ใยดีแม้ว่าหากหล่อนไม่ได้ข่าวนี้ไปสำนักข่าวจะเสียหายและหล่อนอาจจะโดนลงโทษก็ตาม แต่ปู่ของหล่อนก็สำคัญกับชีวิตของหล่อนมากกว่า

เพลงพลอยมองปู่ที่นอนสงบนิ่งพร้อมเครื่องช่วยหายใจในห้องพิเศษที่หมอเพิ่งย้ายเข้ามาปู่ยังไม่รู้สึกตัว หล่อนหันมาทางมัสยาที่ยืนอยู่ข้าง ๆ

“มัส มัสช่วยเพลงด้วยสิ”
เพลงพลอยหันมากอดมัสยะแน่น

“เพลงไม่เคยเห็นปู่เป็นแบบนี้เลยอะ เพลงกลัว มัสได้ยินหรือเปล่าว่าเพลงกลัว”

“ได้ยินแล้ว ”

เขาเอามือลูบศีรษะเพลงพลอยดึงใบหน้าของหล่อนมาซบอกเขาให้หล่อนร้องไห้จนพอใจ

“จะไปกลัวอะไรละมัสยืนอยู่ตรงหน้าเพลงแล้ว ปู่ก็นอนอยู่ตรงนั้น ปู่แค่หายใจไม่ออกเท่านั้นเดี๋ยวพอหมอรักษาให้ปู่หายใจได้เมื่อไหร่ปู่ก็ตื่นเองละ”

“แล้วถ้าไม่มีวันนั้นละ มันเป็นเพราะเพลงคนเดียวเลยนะถ้าเพลงอยู่บ้านถ้าเพลงดูแลปู่ไม่บ้าทำแต่งานปู่คงไม่เจ็บหนักแบบนี้ไม่รู้ว่าปู่ล้มไปนานหรือยังแล้ว..”

“เพลงอย่าโทษตัวเองสิ ปู่อายุแค่ 70 เองนะ คนบางคนอยู่ได้ตั้ง 90 ปี ปู่แข็งแรงจะตายไป”

“ได้บ้ามัสเอ้ย”

เพลงพลอยเอาศีรษะกระแทกหน้าอกของมัสยะก่อนจะถอยออกมามองหน้าเขาหยุดร้องไห้กระทันหัน

“ปลอบใจให้มันดี ๆ หน่อยได้ไหม คนใจไม่ดีอยู่”
“ไม่เอาน่า”

มัสยะส่งยิ้มให้เพลงพลอยเขาเชื่อว่ารอยยิ้มของเขามากมายและอบอวลไปด้วยความห่วงใยจากเขาและเชื่อว่าหล่อนจะรับรู้ด้วย

มัสยะจับเพลงพลอยมานั่งข้าง ๆ ปู่ เพลงพลอยจับมือปู่มากุมเอาไว้

..หล่อนไม่เคยเจออะไรที่ร้ายแรงขนาดนี้มาก่อน ไม่คิดว่าจะได้เจอจะได้เห็นภาพนี้ อดที่จะใจหายไม่ได้หากไม่มีปู่หล่อนจะอยู่ยังไง..

คำถามนี้เกิดขึ้นในใจพร้อมกับความกลัวที่ซ่อนลึกอยู่ในใจมานานแล้ว ผู้หญิงคนเดียวที่บิดามารดาแท้ ๆ ไม่เหลียวแล มีเพียงชายชราคนเดียวที่อุ้มชู หากไม่มีท่านหล่อนจะเป็นอย่างไรแม้ว่าวันนี้หล่อนโตแล้วแต่ความว้าเหว่ในใจก็ไม่เคยจางหายไปไหน ภายออกอาจจะดูเป็นคนร่าเริงแจ่มใน และ เข้มแข็ง ทว่าความอ่อนแอกลับซุกซ่อนอยู่ภายใน

“มัสห้ามทิ้งเพลงไปไหนนะ”
หล่อนหันมาออกคำสั่งกับชายหนุ่ม มัสยะพยักหน้าตอบรับ

เขาโทรศัพท์ไปบอกมัสยาไม่ต้องห่วงเขาเพราะเขาจะนอนเป็นเพื่อนเพลงพลอยที่โรงพยาบาล

“แล้วปู่เขาเป็นไงบ้างละมัส”
“ปู่ยังไม่รู้สึกตัวครับแต่หมอบอกว่าปลอดภัยแล้วครับแม่ พรุ่งนี้แม่ค่อยมาเยี่ยมนะครับ มาตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ผมกับเพลงจะช่วยกันเฝ้าครับ”

“จ๊ะลูก ฝากด้วยนะมัส มัสอย่าละสายตาจากเขานะลูกแม่ห่วงเขา”

“ผมทราบครับแม่ ปู่เขามีพระคุณกับพวกเรามากและจนถึงเวลานี้เขาเสมอต้นเสมอปลายไม่เคยทอดทิ้งเราเลยผมจะดูแลปู่และเพลงอย่างดีครับ”

มัสยะให้คำมั่น มัสยาจึงวางสายอย่างพอใจ ลูกชายของหล่อนโตขึ้นมากมีเหตุผล และเชื่อว่าจะเป็นคนดีในสังคมได้เพียงเท่านี้หล่อนก็พอใจแล้ว

มัสยาเลือกภาพถ่ายของมัสยะในวันรับปริญญาที่มีหล่อนและนัทธ์ถ่ายรวมอยู่ด้วยวางไว้ในกรอบอย่างสวยงาม มันคือความฝันและความตั้งใจของหล่อนได้เห็นพ่อแม่ลูกพร้อมหน้ากัน แต่ไม่ได้หมายความว่าหล่อนและนัทธ์จะต้องกลับคืนมาเป็นเหมือนเดิม

ใครไม่เคยเจ็บปวดคงไม่รู้ ถึงไม่เคยบอกใครหล่อนก็บอกตัวเองเอาไว้ เจ็บแล้วต้องจำ จำแต่ไม่ใช่การอาฆาตหรือแก้แค้น หล่อนอยู่แบบที่อยู่ และเชื่อว่าสิ่งดี ๆ จะต้องเกิดขึ้นในชีวิตแน่นอน ไม่มีวันที่หล่อนจะหวนกลับไปหาเขาอีก แม้ว่านัทธ์จะเอ่ยเรื่องนี้บ่อยในระยะหลังก็ตาม

“ภาพนี้สวยจังน่ะ”
นัทธ์เดินเข้ามาเห็นภาพนั้นเขายิ้มด้วยความยินดี ดีใจที่มัสยาเลือกภาพที่มีเขาใส่กรอบ

“เราน่าจะกลับมาเป็นพ่อแม่ลูกได้นะน้อง สี่ปีที่ผ่านมาพี่ก็แสดงได้เห็นแล้วว่าพี่ไม่มีใครและก็ไม่เคยทอดทิ้งพวกเธอสองคนไปอีกอภัยให้พี่เถอะ”

เขาอ้อนวอนมัสยาอีกครั้งหนึ่ง

“น้องอภัยให้พี่นัทธ์นานแล้ว แต่ก็อย่างที่เข้าใจ ทุกวันนี้เราก็เป็นพ่อแม่ลูกเหมือนที่ใคร ๆ เห็น”

“แต่น้องไม่เคยใจอ่อนกับพี่”

“มันจะเป็นเรื่องสุดท้ายในชีวิตที่น้องจะคิดถึงคะ ขอโทษด้วยนะคะ ที่ทำตามที่ต้องการไม่ได้ แต่อยากให้เข้าใจอย่าพูดเรื่องนี้อีกเลยนะ พี่นัทธ์ทำให้ลูกเห็นค่าเถอะแต่อย่ามาพยายามกับน้องเพราะเรื่องเรามันจบนานแล้ว”

นัทธ์นิ่งมองมัสยาที่หันไปทางอื่น ถึงหล่อนไม่เคยพูดไม่เคยแสดงออกใด ๆ ว่ารังเกียจเขา ยังคงให้ความสนิทในระดับหนึ่งแต่หล่อนก็รักษาระดับนั้นเอาไว้ไม่ให้เขาก้าวเลยผ่าน และไม่มีวันจะหันกลับมาหาเขาอีกแล้ว

จากคุณ : ปันฝัน
เขียนเมื่อ : 28 มี.ค. 53 19:43:02





 

โดย: ปันฝัน 31 มีนาคม 2553 16:31:05 น.  

 

บทที่ 8

เพลินขยับกายเมื่อรู้สึกตัว ดวงตาของเขามองสิ่งรอบกายชัดเจนขึ้นและสิ่งที่เขาเห็นก็คือมัสยาที่นั่งกุมมือและส่งยิ้มให้เขาด้วยความยินดี

“น้องเล็ก”
เพลินเรียกชื่อมัสยาก่อนจะหันมองรอบกายภายในห้องนี้ไม่มีใครเลย

“เพลงไปทำงานค่ะส่วนมัสออกไปหางานทำเหมือนเคย อยากได้อะไรบอกน้องน่ะค่ะน้องยินดีเต็มใจหาให้”

“ขอบใจนะ”
เพลินมองใบหน้าของมัสยายามที่ยิ้มให้เขา ยังคงอ่อนโยนและประทับใจอย่างที่เคยเป็นมัสยาค่อย ๆ ดึงมือของหล่อนออกมาจากมือของเพลินและดึงมาห่มขึ้นคลุมในระดับอก

อาการของเพลินดีขึ้นและสามารถถอดเครื่องช่วยหายใจในเวลาเพียงไม่กี่วัน เพลงพลอยดีใจอย่างที่สุดกหล่อนกุมมือปู่ของหล่อนไว้ตลอดเวลา

“ถ้าปู่ไม่อยู่เพลงจะอยู่กับใคร บอกปู่ได้ไหมลูก”

เพลินเอ่ยถามหลานสาว เขารู้ดีว่าจุดอ่อนของหลานสาวอยู่ที่ไหนและเขาก็ห่วงหล่อนในเรื่องนี้

“ปู่จะไปไหนล่ะค่ะ”
“ถึงเวลาปู่ก็ต้องไป

“แต่ตอนนี้ยังไม่ถึง”
“ก็ต้อง..พูดเผื่อ ๆ เอาไว้”

“อยู่กับผมก็ได้ครับ”
มัสยะเอ่ยขึ้นเดินเข้ามาใกล้ปู่และจ้องตาเพลงพลอย

“ผมรักเพลงพลอยแบบที่ผู้ชายคนหนึ่งรักผู้หญิงไม่เคยคิดจะให้เป็นเพื่อน แต่ให้เป็นคนรู้ใจเป็นที่ปรึกษาเป็นคนในครอบครัว ผมอยากจะบอกเพลงมานานแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาส ผมขออนุญาตปู่บอกเขานะ ช่วยถามเขาหน่อยว่าเป็นคนรักให้ผมได้ไหม แต่สำหรับผมคงต้องรอเวลาสร้างตัวนานหน่อย ที่สำคัญกว่านั้นผมอยากจะให้เพลงเป็นแม่ของลูกของผมครับ ถ้าเป็นเพลงผมมั่นใจว่าเพลงจะเป็นแม่ที่ไม่ทิ้งลูกไปไหน และผมก็จะไม่ทิ้งลูกผมไปไหนเหมือนกันประสบการณ์สอนผมน่ะครับ แต่ผมไม่รู้ว่าเพลงจะคิดอย่างที่ผมคิดหรือเปล่า”

“เพลงเต็มใจไหมละลูก”

“ค่ะปู่ ถ้ามัสยืนยันเพลงก็พร้อมจะรอ เพลงรู้เขาจะเป็นพ่อที่ดีของลูกเพลงได้ ”

เพลงพลอยตอบด้วยรอยยิ้มเพียงแก้มแดงเพราะเขินอายมัสยะก็ยิ้มกว้างด้วยความยินดีเช่นเดียวกัน เป็นการเปิดใจที่ตรงไปตรงมาชัดเจน ดีกว่าการต้องมานั่งเรียนรู้ เพลินที่สบายใจมากขึ้นเพราะมัสยะเลือกที่จะพูดต่อหน้าเขาไม่ใช่ลับหลัง

อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนแต่มัสยะจะร่วมสร้างอนาคตไปกับเพลงพลอยแม้ว่าในชีวิตของพวกเขาจะมีสิ่งที่แตกต่างกันมากก็ตาม

“มัสโทรศัพท์ดังแนะ”

เพลงพลอยบอกเมื่อเห็นมัสยะยังยิ้มค้างอยู่ มัสยะจึงเดินเลี่ยงไปรับสาย

“เพลงไม่มั่นใจในตัวเขาน่ะค่ะปู่แต่เพลงเชื่อเขา เพลงรักเขาค่ะเพลงแน่ใจมานานแล้วว่ามันคือความรัก ปู่ไม่ว่าเพลงนะค่ะ”

“ปู่ไม่มีสิทธิ์ที่จะว่าเพลงถ้าเพลงเชื่อมั่นก็ขอให้จงเชื่อมั่นเพราะว่าเวลาไม่น้อยเลยนะที่รู้จักกัน ต่างก็รู้ข้อดีข้อเสียของกันและพร้อมจะอยู่ด้วยกันปู่ก็ยินดี”

จิรายุวางสายจากมัสยะแล้วก้มมองเอกสารสมัครงานนั้นอีกครั้ง มันถูกส่งผ่านมายังเขาและเมื่อได้ยินชื่อนามสกุล เขาก็รีบที่จะโทรศัพท์ไปเรียกมัสยะมาสัมภาษณ์ อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นการให้โอกาสมัสยะ ส่วนโอกาสที่จะได้ร่วมงานกันนั้นอยู่ที่ความสามารถของมัสยะเพราะกรรมการในการคัดเลือกไม่ได้มีเพียงเขาเพียงคนเดียว

..คงช่วยได้เพียงเท่านี้ละนะ..

“สัมภาษณ์งานเหรอ”
เพลงพลอยเอ่ยขึ้นเมื่อมัสยะก้าวกลับมาบอก

“ใช่ บริษัทผลิตอาหารส่งออกนะ ตำแหน่งผู้ช่วยวิศวกรในโรงงาน คงอีกนานกว่าจะได้เป็นวิศวกรจริง ๆ คงอีกนานกว่าจะได้ใบกระกอบวิชาชีพเหมือนเพลง”

“ก้าวไปทีละขั้นก็ดีนะมัส ไปช้า ๆ ไม่ต้องรีบร้อน การอยู่ในระดับตำแหน่งต่ำสุดไปสูงสุดนะเป็นสิ่งที่ดี เพราะเราจะได้เข้าใจประสบการณ์ชีวิตไงละ คนที่เป็นหัวหน้าในปัจจุบันจะได้เข้าใจพนักงานปลายแถวว่ามีความรู้สึกยังไง”

เพลินสอน

“ครับ ขอเพียงได้มีโอกาสเข้าไปทำงานที่นั่นเถอะ ผมจะพยายามทำงานจนผ่านโปรเลยละ”

“แล้วนายจะเอาอะไรไปให้เขาสัมภาษณ์ความสามารถพิเศษอะไรก็ไม่มี ไม่ได้เด่นเหนือใคร ๆ เลย”

เพลงพลอยพูดในสิ่งที่เป็นความจริง
“เรื่องนั้นไม่รู้หรอก ว่าแต่ เธอรักเราเพราะอะไรนะเพลง”

เพลงพลอยจ้องหน้ามัสยะอย่างโกรธ ๆ เพราะมัสยะเล่นถามแบบนี้ต่อหน้าปู่

“แล้วนาย ชอบฉันเพราะอะไร”
“เพราะเธอเป็นเธอ”

“นั่นละเหมือนกัน”
มัสยะได้ฟังคำตอบแล้วยิ้มแป้น

“เราก็จะเอาความเป็นตัวเองนี่ละไปสู้ ในเมื่อความสามารถก็เท่า ๆ กัน ก็ต้องแบบนี้ มันอยู่ที่ดวงด้วยถ้าดวงอยากจะให้ทำงานที่นั่นก็คงได้ทำ แต่ก็ต้องทำใจหน่อยนะเพราะเราไม่มีเส้นสาย”

พูดถึงเส้นสายแล้วใจเขาก็ห่อเหี่ยวคนต่างจังหวัดอย่างเขา จะเอาอะไรไปสู้ได้นะ ในเมื่อญาติพี่น้องไม่ใช่คนแถวนี้ แต่เอาเถอะได้ไม่ได้อีกเรื่องหนึ่ง

“ถือเป็นประสบการณ์ก็แล้วกัน ถ้าไม่ได้ก็มาเป็นผู้ช่วยฉัน ขับรถ ไปส่งฉันทำงานก็แล้วกัน ได้เงินเดือนด้วยนะ”

“จริง..งั้นไม่ไปสัมภาษณ์งานดีกว่า”
เขาหันมายิ้มทำตาเจ้าเล่ห์ ทั้ง ๆ ที่เพลงพลอยเพียงต้องการจะให้กำลังใจเขาเท่านั้น

“ไอ้บ้ามัส”

อดไม่ได้ที่จะด่าให้ มัสยะยิ้มก่อนจะหันไปทางปู่

“มะรืนครับปู่ผมจะเอาข่าวดีมาฝาก”

เพลินพยักหน้าเขาพร้อมจะรอคอย วันมะรืน หมอให้เขาออกจากโรงพยาบาลไปพักผ่อนแล้วมัสยะก็เป็นเหมือนลูกหลานของเขา และตอนนี้ก็เป็นคนสำคัญของหลานสาวเขาแล้วด้วย เขาเชื่อมั่นว่าถ้าหากทั้งคู่มั่นคงในความรักไม่เปลี่ยนแปลงก็คงจะถึงปลายทางอย่างสมบูรณ์แบบ

แก้ไขเมื่อ 28 มี.ค. 53 19:53:58

จากคุณ : ปันฝัน
เขียนเมื่อ : 28 มี.ค. 53 19:45:17










ความคิดเห็นที่ 4

ต่อค่ะ

“บริษัทอะไรนะลูก”

มัสยาเอ่ยถามมัสยะย้ำอีกครั้งเมื่อลูกชายเอ่ยบอก

“มีอะไรเหรอครับแม่”

“เป็นบริษัทที่เพื่อนพ่อเขาทำงานอยู่ อยู่ในระดับผู้จัดการแล้วละ”

“แล้วไงครับ”

มัสยะเกิดความรู้สึกหงุดหงิดไม่อยากจะไปสัมภาษณ์งานที่นั่นทันที เพราะไม่อยากเกี่ยวข้องกับผู้เป็นบิดา ความรู้สึกในใจของเขายังต่อต้านอยู่แม้ภายนอกจะเฉย ๆ ก็ตาม

“ถ้าเกิดมัสได้งานทำที่นั่นแม่จะฝากให้ลุงดูแลมัส นะลูกนะ”

“ผมไม่ไปสัมภาษณ์งานได้ไหมครับถ้าเกิดผมจะได้งานเพราะมีคนรู้จักของเขาอยู่ที่นั่นผมว่าผมไปขับรถเป็นผู้ช่วยยายเพลงดีกว่า ถึงจะได้เงินน้อยก็ภูมิใจ”

“มัส ลุงเขาคงไม่ช่วยถึงขนาดให้มัสได้งานทำหรอกมั้งถ้าเกิดมัสทำอะไรไม่เป็นไม่มีความสามารถพอ หรือถึงลุงเขาจะช่วยมัสให้ได้งานทำ ถ้ามันไม่เก่งจริง ก็ไม่ผ่านทดลองงานอยู่ดี เขาไม่ได้รู้จักมัสถึงขั้นจะเอาชื่อเสียงหรือตำแหน่งของเขามารับรองว่ามัสจะทำงานได้ดี เชื่อแม่เถอะ ทุกอย่างอยู่ที่ตัวมัสทั้งนั้นแต่ถ้าโอกาสมาถึงแล้วมัสไม่คว้าเอาไว้แม่จะเสียใจมาก”

มัสยะมองหน้ามารดาก่อนจะพยักหน้าเขายอมรับในคำสอนของมารดา และหากมีโอกาสได้เข้าไปทำงานจริง ๆ เขาก็จะทำงานให้ได้อย่างที่เขาทำได้ เขาพร้อมจะพิสูจน์ตัวเอง

เมื่อถึงเวลานัดหมายสัมภาษณ์งานมัสยะไปสัมภาษณ์ตามเวลา มีบัณฑิตจบใหม่ไปสัมภาษณ์งานด้วยหลายคนเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวหากเขาก็ ให้สัมภาษณ์เท่าที่จะทำได้

“คุณพร้อมจะเริ่มงานได้เมื่อไหร่ละ”

เสียงของผู้สัมภาษณ์คนหนึ่งเอ่ยถามเมื่อการสัมภาษณ์ใกล้สิ้นสุดลง

“เมี่อบริษัทพร้อมจะเรียกตัวผมครับ”

“พรุ่งนี้เลยได้ไหม เรามีเครื่องจักรหลายตัวต้องการคนดูแลด่วนเพราะทางเราผลิตอาหารตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง”

“ครับ”

มัสยะรับคำสีหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มสมหวัง

..เพียงหยิบยื่นโอกาสมาให้เขาเท่านั้นเขาพร้อมจะคว้ามันเท่าที่แรงกำลังจะมี..

เย็นวันนั้น มัสยาและมัสยะชื้อของกินหลายอย่างไปที่บ้านของเพลินเพื่อฉลองเล็ก ๆ ที่มัสยะได้งานทำ แม้ว่าจะยังอยู่ในช่วงทดลองงานก็ตาม

“ไม่ชวนคุณลุงมาด้วยละมัส”

เพลงพลอยเอ่ยถามมัสยะด้วยความสงสัยเพราะมัสยะแทบจะไม่เอ่ยถึงนัทธ์เลย และตั้งแต่วันที่เพลินป่วยเพลงพลอยรู้จักการแบ่งเวลากลับมาอยู่บ้าน ให้เวลากับครอบครัวมากขึ้นเพราะหล่อนต้องการทำวันเวลาให้มีค่ามากที่สุด

“เขาก็อยู่ที่บ้านเขา”

“เมื่อไหร่จะดีกับเขาละมัส ได้มีพ่ออยู่ใกล้ๆ ถือว่าเป็นโชคดีนะ เพลงยังอิจฉามัสเลย ที่ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้พ่อมัสพยายามทำดีกับมัสแต่พ่อเพลงเขาไม่เคยเลยนะเห็นไหม เขามีลูกใหม่มีเมียใหม่ แล้วเขาก็ลืมลูกคนนี้”

เพลงพลอยเอ่ยจากส่วนที่อยู่ลึกที่สุดของหัวใจ

“ขอบใจนะเพลง เราเลิกโกรธเขานานแล้วละถึงบางครั้งจะยังทำใจไม่ได้ก็เถอะ คิดถึงวันคืนก่อน ๆ แล้วก็แค้นนะ แต่มันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเก็บไปคิดถึงมันให้ทรมานอีกแล้วนะครับแม่”

“จ๊ะ แม่ดีใจที่มัสคิดอย่างนี้”

“แม่จำสัญญาที่ผมเคยบอกแม่ได้ไหมครับ เรื่องงานลงตัวเมื่อไหร่ผมจะบวชนะครับแม่ บวชให้แม่และบวชให้พ่อด้วย ปู่ด้วยนะครับ”

“เออดี ที่เผื่อมาถึงปู่ด้วย ว่าแต่แล้วจะแต่งเลยหรือเปล่า”

มัสยะยิ้ม และส่งยิ้มนั้นไปถึงเพลงพลอยด้วยเพลงพลอยอมยิ้มให้แก่มัสยะ มัสยะเอื้อมมือที่ใต้โต๊ะไปกุมมือเพลงพลอยทำให้หล่อนหน้าแดง

“ไอ้มัสแกทำอะไรใต้โต๊ะว่ะ หลานสาวฉันนะ”

เพลินโวยวายมัสยะหน้าเสียรีบปล่อยมือขณะที่คนอื่นพากันหัวเราะ

มัสยามองความสุขของทุกคนด้วยรอยยิ้ม

หล่อนดีใจที่ลูกวางแผนและเลือกแนวทางชีวิตที่ดีน่าเสียดายที่วันนี้ที่ตรงนี้ไม่มีนัทธ์ แต่หล่อนเชื่อว่าวันต่อไปเขาคงจะมีส่วน
ร่วมได้มากกว่านี้

“นายอยากจะแต่งงานกับฉันเพราะอะไรนะมัสถึงต้องวางแผนไว้ตั้งแต่วันนี้ไม่คิดจะมองใครคนอื่นบ้างเลยเหรอ”

เพลงพลอยเอ่ยถามด้วยความสนใจ ระหว่างที่หนุ่มสาวเก็บจานชามล้างอยู่หลังบ้านให้ผู้ใหญ่สนทนากันอยู่ด้านหน้า

“ก็เพราะเธอเกิดก่อนเราไง เราให้เธอเป็นผู้นำครอบครัว”
“ไอ้บ้ามัส”

“เพราะเรารักเธอ และอยากสร้างครอบครัวร่วมกับเธอถ้าเป็นเธอเรามั่นใจว่าเราสองคนจะไม่ผิดพลาด และลูกของเราจะต้องมีทั้งพ่อทั้งแม่แล้วเธอละมั่นใจแบบนี้บ้างไหม”

เพลงพลอยยิ้ม หล่อนคงไม่มีคำพูดไหนไปสนับสนุนคำพูดของเขาแต่หัวใจของหล่อนเปิดยินดีต้อนรับเขาเต็มที่ เพราะหล่อนเองก็มั่นใจว่าความรักของหล่อนและเขาจะลงเอ่ยอย่างสวยงามไม่ล่มกลางทางเหมือนชีวิตคู่ของใครต่อไป
จบ

จากคุณ : ปันฝัน
เขียนเมื่อ : 28 มี.ค. 53 19:48:07










ความคิดเห็นที่ 5

จบแล้วค่ะ แบบเรียบ ๆ ง่าย ๆ ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น แต่เชื่อไหมค่ะสำหรับผู้เขียนมันยากมากเลย ขอกำลังใจด้วยนะค่ะอาจจะเห็นว่าลงเร็วไปหน่อยและเนื้อหาสั้นไป ทำไมจบเร็วขนาดนี้ เล่มแรกน่ะค่ะ และจะพัฒนาให้ดีขึ้นกว่านี้แน่นอน ขนาดแค่นี้ยังมีตำหนิเยอะแยะเลยนะนี่ รู้ตอนนี้เองว่า การเขียนนี่ยากกว่าการอ่านมากเลย

จากคุณ : ปันฝัน
เขียนเมื่อ : 28 มี.ค. 53 19:57:00










ความคิดเห็นที่ 6

:) ขอบคุณค่ะ

จากคุณ : xyz (xyzjung)
เขียนเมื่อ : 28 มี.ค. 53 20:16:22










ความคิดเห็นที่ 7

ไม่ได้เข้ามาไม่กี่วัน คุณปันฝันลงเรื่องจนถึงตอนจบแล้วเหรอเนี่ย ขอโทษด้วยนะคะที่ไม่ได้มาเม้นตั้งหลายตอน

จบแฮปปี้ดีค่ะ เพลงพลอยกับมัสรีบแต่งงานกันจัง ยังเด็กอยู่มากเลยนะนั่น

จากคุณ : littlevalvie
เขียนเมื่อ : 29 มี.ค. 53 05:58:21










ความคิดเห็นที่ 8

บทที่ 6 หายรึเปล่าึคะ อ่านแล้วเหมือนขาดตอนยังไงไม่รู้

ส่วนตัว คิดว่า เรื่องนี้ให้ข้อคิดดีๆหลายอย่างค่ะ ชอบตรงจุดนี้มาก
โดยเฉพาะเหมือนเอามาเตือนสติกันโดยแท้ ถูกเวลามากๆ อิอิ
แต่ยังเพิ่มรายละเอียดในแต่ละตอน เพิ่มคำบรรยาทความสัมพันธ์ของแต่ละบุคคลให้มากขึ้น
แล้วก็เพิ่มความสมจริงในแต่ละบทแต่ละตอนมากๆ ชนิดที่ว่า ตัวละครไหนถึงบทที่จะออกมา
ก็ต้องคิดกันว่า ถ้ามีคนอย่างนี้ในชีวิตจริงเขาจะมีลักษณะ ท่าทางอย่างไร

สู้ๆนะคะ

จากคุณ : ทะเลหวาน
เขียนเมื่อ : 29 มี.ค. 53 06:57:51










ความคิดเห็นที่ 9

จริงอย่างคุณทะเลหวานว่า บทที่ 6 หายไปจริง ๆ ด้วยค่ะ (ถึงว่ามันแปลก ๆ)

จากคุณ : littlevalvie
เขียนเมื่อ : 29 มี.ค. 53 07:53:42










ความคิดเห็นที่ 10

เติมบทที่ 6 ให้แล้วนะค่ะ ถ้าขาดบทนี้ชีวิตนี้จะขาดความหวานไปเลยอะ ตามกลับไปอ่านด้วยนะค่ะ

คุณ xyz (xyzjung) ขอบคุณนะคะ

คุณ ทะเลหวาน ขอบคุณสำหรับกำลังใจค่ะ ยังดีค่ะ ที่มันยังมีสาระอยู่บ้างถึงจะไม่สมจริงก็เถอะ

คุณ littlevalvie ขอบคุณที่ตามอ่านนิยานที่ยังไม่ค่อยสมบูรณ์และตามเมนท์ให้นะค่ะ อยากจะขอคำแนะนำมากกว่าเพราะคราวก่อนดีมากเลย แต่มันก็ยังไม่สมจริง ๆ เรื่องหน้าเอาใหม่ค่ะ

แก้ไขเมื่อ 30 มี.ค. 53 09:12:47

จากคุณ : ปันฝัน
เขียนเมื่อ : 29 มี.ค. 53 11:21:09





 

โดย: ปันฝัน 31 มีนาคม 2553 16:32:29 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


ปันฝัน
Location :
สุราษฏร์ธานี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




ตัวเล็ก เป็นแม่ของอาเดียวคะเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว เป็นแม่ที่ไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไหร่ แต่มีความตั้งใจ ที่จะเลี้ยงดูลูกชายคนเดียว ที่เกิดจากความรักของคนสองคน แม้ว่าหัวใจคนอีกคนจะสั้นนักก็ตาม

ลูกไม่ใช่ภาระ ลูกคือความสวยงาม เป็นสิ่งที่แสนดี ชีวิตเราในขณะนี้ ลูกคือทุกอย่าง

มาเอาใจช่วยแม่ตัวเล็กพาอาเดียวไปตลอดรอดฝั่งด้่วยนะคะ

เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวไม่ง่ายเลย ใครอย่ามาเลียนแบบนะ บอกเอาไว้ก่อน มันลำบากมากจริง ๆ โดยเฉพาะในวันที่ลูกป่วยและเราตัวคนเดียว


**ลูกโตขึ้นทุกวัน เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ทุกวัน กับโลกว้าง สู้ ๆ เค้านะูลูก

แม่ไม่หวังอะไรปมากกว่าการเห็นลูกเติบโตขึ้นมาเ็ป็นลูกที่น่ารักและเป็นคนดีของสังคม..**
แล็กกราวน์ กล่องเมนท์ กลุ่องเมนท์ กล่องเมนท์ เฟชบุ้ค Mommy's A Deaw

คลิกหาอาเดียวในเฟชบุ๊ค

หน้าอาเดียว

A DEAW

ตามไปกดไลท์ที่เพจของอาเดียวได้ครับ

เพจเอสโอเอส

SOS ANIMALS Thailand

รับปรึกษาและช่วยเหลือสัตว์เลี้ยง/a>
New Comments
Group Blog
 
 
มีนาคม 2553
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
31 มีนาคม 2553
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ปันฝัน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.