*** ความสุขเล็ก ๆ ของ ๆ คนหนึ่ง ไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหม ว่ามันจะเป็นเพียงแค่การได้อยู่ ได้มอง ได้เห็น และสัมผัส สิ่งมีชีิวิตเล็ก ๆ ที่เรียกว่าลูก เติบโต ตามวัย คืน และวัน โดยไม่จำเป็นต้องมีสิ่งประกอบใดอีก ***

หัวใจไม่ลงรัก (นิยาย)

เอามาบันทึกไว้ในบล๊อกนะค่ะก็ชีวิตจริงมันเป็นแบบนี้ก็เลยเอามาเขียนนิยายซะ มันก็เลยเป็นแบบนี้ละ เริ่มแรกคือชีวิตจริงค่ะ เริ่มต่อไปก็คือที่แต่งขึ้นมาเองก็เท่านั้น

มาใหม่อีกรอบ ยาวกว่าเดิมเยอะ รบกวนติและแนะนำด้วยนะค่ะ

หัวใจไม่ลงรัก

ยากกว่าที่รักจะลงตัว บางคนพยายามเกือบทั้งชีวิตยังไม่ได้รักที่สมดั่งใจหวัง แต่บางคนก็ยอมที่จะแลกทุกอย่างเพื่อความรัก วุ่นวายสับสนเหลือเกินแฮะ เจ้าความรักนี่
เมื่อหัวใจไม่ลงรัก
บทที่ 1

บทที่ 1
“เรื่องของเรามันจบแล้วใช่ไหม”

น้ำเสียงผ่านสายโทรศัพท์นั้นสั่นเทาหากเจ้าตัวพยายามทำใจให้เข้มแข็งที่สุด

“ใช่”
ผิดกับคู่สนทนาที่ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาไม่มีหัวใจ

“เราจะไม่อยู่ด้วยกันอีกแล้วใช่ไหม”
กับอีกหนึ่งคำถามที่เสียงยังคงสั่น

“ใช่”
“แล้วจะไม่เป็นพ่อของเจ้าปลาตัวน้อยแล้วใช่ไหม”

คำถามสุดท้ายนั้นเคล้าปนมากับน้ำตา จนปลายสายเองก็
สั่นไหวตามไปด้วย มันยากหากเขาจะเอ่ยออกไป

“เอ่อ”
“ว่าไงใช่หรือไม่ใช่”

เด็ดเดี่ยวกว่าที่คิด
“ใช่”

คนหัวใจสลายน้ำตาไหลพรากมาจากต้นสายหากปลายสายก็เงียบไปเช่นเดียวกัน นิ่งเงียบไปนานกว่าที่คำพูดไหนจะหลุดออกมาจากปากของหล่อน

“ไอ้คนแสนเลว”
เสียงด่าผ่านสายโทรศัพท์ทำให้ชายหนุ่มถอนใจเฮือก
“ไอ้คนเลว สารเลว ทำกันได้ยังไงนะ”

“น้องตัวเล็กครับ”
เขาเอ่ยไปด้วยน้ำเสียงเนิบและราบเรียบราวกับคนไม่มีหัวใจไม่มีความรู้สึก

“พี่ทำลายชีวิตน้องทั้งชีวิต ทำลายความหวังและอนาคตของน้องไปจนหมดสิ้นน้องเหลือคำด่าพี่แค่ว่าพี่แสนเลวเองเหรอครับ”
ยังไงเธอก็ยังเป็นคนที่เขาหยอกเย้าได้อย่างสนุกสนานอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นเมื่อไหร่ แรกเริ่ม คบหา ผูกพันธ์ หรือตอนก่อเริ่มอีกหนึ่งชีวิต ที่มีอายุเพียง 7 เดือน นั่นเพราะเขามั่นใจมีลูกแล้วยังไงเขาและหล่อนก็ไม่มีวันตัดขาดกัน

“เออ”
หล่อนกระแทกเสียงก่อนจะวางสาย
นั่นเป็นนิสัยในความเคยชินของหล่อนและเขาก็ชินซะแล้วไม่พอใจอะไรจะต้องวางสายและเชื่อเถอะ อีกไม่นานหรอก หล่อนก็จะโทรกลับมาอีกครั้งและพูดในอีกแบบ

..หนึ่ง..
ชายหนุ่มหลับตาและเริ่มนับ
..สิบ..

ไม่มีสัญญาณสายเรียกเข้าจากอีกฝ่ายทำเอาเขาใจหาย หากใครจะรู้นั่นเป็นการสนทนากันครั้งสุดท้ายและเป็นครั้งสุดท้ายที่คนที่เขาคิดว่าหล่อนจะโทรมาไม่โทรมาอีกแล้ว

“โทรหาใครค่ะพี่นัทธ์”
สาวสวยหุ่นเซ็กซี่บาดใจเขาเดินเข้ามาหาและนั่งลงข้าง ๆ

“เปล่านี่ครับ”
“เหรอค่ะ”

หล่อนหยิบโทรศัพท์ของเขาขึ้นมาแล้วกดดูไม่กี่ครั้งก่อนจะวางสายด้วยรอยยิ้ม

“ไม่โทรไปแต่เขาก็โทรมายังยอมรับความจริงไม่ได้อีกเหรอนี่”

“คงจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วละ รับรองว่าจากนี้เขาจะไม่โทรมาอีกแล้ว”

“ดีจังค่ะ ขอบคุณมากนะค่ะที่ทำเพื่อมุก”
มุกนภายิ้มด้วยความยินดีริมฝีปากที่เยิ้มด้วยลิปสติกแตะลงที่ปลายคางของชายหนุ่มเป็นการเอาใจ ก่อนจะจับจูงมือเขาเข้าห้องนอน

นัทธ์เดินตามหล่อนเข้าไปลืมคิดถึงอีกคนที่วางสายไป ป่านนี้จะเป็นอย่างไรและอยู่อย่างไรหนอ เขาลืมคิดเรื่องนี้ไปจริง ๆ คนที่เขาทิ้งขว้างหากก็ยังมั่นใจว่าหล่อนจะไม่ไปไหน เขากลับไปเมื่อไหร่หล่อนก็จะยังอยู่ที่เดิมเหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา

ปวดหัวใจเกินจะทน มัสยาเดินเข้าไปยังที่นอนหล่อนเปิดมุ้งเล็กที่ครอบเจ้าตัวน้อยอีกตัวเอาไว้ข้างในไม่หรอก ไม่ใช่ตัวน้อยหรอกอ้วนจ้ำม่ำอย่าบอกใครเลย

หลักฐานที่ว่าเขาและหล่อนเคยร่วมชีวิตอยู่ด้วยกัน คือเด็กคนนี้ ใบหน้าที่ถอดแบบพ่อมา มีเพียงดวงตาเท่านั้นที่เหมือนหล่อน ดวงตาเศร้าซึ้งของคนที่อาภัพซึ่งตอนนี้ก็อาภัพบิดาของลูกไปแล้ว เรื่องราวระหว่างหล่อนกับเขาคนนั้นคงจบสิ้นแล้ว เขาทำให้หล่อนกลายเป็นผู้หญิงใจแตกท้องไม่มีพ่อ และหอบลูกกลับบ้านนอก เพียงลำพังนับแต่นี้ต่อไปชีวิตของหล่อนจะมีแต่ลูกคนเดียวเท่านั้น

“แงแง”
เจ้าตัวน้อยร้องไห้จ้า หล่อนหมดเรี่ยวแรงจะอุ้มลูกจริง ๆ ทำได้เพียงจับตัวมาวางไว้บนอกและร้องเพลงกล่อมเบา ๆ สองมือตบก้นอวบ ๆ ของลูกน้อยไปด้วย

"เจ้าปลาตัวน้อย ๆ มันลอยคออยู่ในท้องแม่ เจ้าปลาตัวน้อย ๆ มันคอยเวลาออกมาขี่คอแม่"

หัวใจสั่นไหวไปกับความรู้สึกที่แห้งโหย คนเป็นพ่อไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยหรือไงนะ ถึงได้อยู่กับผู้หญิงคนอื่นอย่างมีความสุขแบบนั้น หล่อนจินตนาการไปว่าสองคนนั้นคงมีความสุขกันอย่างที่สุด

ไม่นานนักเจ้าตัวน้อยก็หลับไปหญิงสาววางลูกลงบนที่นอนอย่างแผ่วเบาเอามือแตะที่หน้าผากกว้างเบา ๆ มีรอยยิ้มปรากฏที่ใบหน้าของเด็กชายอารมณ์ดี ไม่รู้ชะตากรรมเลยว่าเวลานี้ไม่มีพ่ออีกแล้ว และก็ไม่รู้ว่านับแต่นี้ต่อไปแม่จะเข้มแข็งได้สักเท่าไหร่ สูญเสียคนที่ไว้ใจไปสักคนยังไม่เท่าไหร่ แต่สูญเสียพ่อของลูกไปนี่สิ

..ช่างเถอะ ใคร ๆ เขาก็เป็นกัน เราไม่ใช่คนเดียวในโลกเมื่อไหร่กันเล่า..

..พี่จะรับผิดชอบลูกทุกอย่าง..
เสียงของเขายังดังอยู่ในมโนสำนึกของหล่อน ชัดเจนในทุกคำพูดก่อนที่หล่อนจะรับรู้ว่าเขามีอีกคนซุกซ่อนอยู่

..พี่รักลูกมากนะ รักมาก..
นั่นก็อีกคำโกหกหรือเรื่องจริงก็ไม่รู้ แต่คำที่หล่อนจำได้อีกคำหนึ่งก็คือ

“เราสองคนอยู่ด้วยกันถูกต้องตามกฏหมายนะพี่ นานแล้วด้วยพี่นะแหละไปมีลูกกับเขาตอนไหนทำไมหนูไม่รู้เรื่องเลยละ”

น้ำเสียงฉะฉานอย่างคนที่มีความมั่นใจสูงบอกแก่หล่อนเมื่อแสดงฐานะก่อนหน้าว่าหล่อนกับนัทธ์เป็นอะไรกัน

“แล้วน้องคบกับเขามาตั้งแต่เมื่อไหร่”
กลั้นใจถามออกไป

“ก่อนพี่หลายปีละกัน ตั้งแต่ตอนหนู อยู่ม.3 มั้งจนตอนนี้หนูเรียนจบแล้วไง เราก็เลยอยู่ด้วยกันนะ พี่อยากรู้อะไรอีกไหม หนูก็เข้าใจนะว่าผู้ชายต้องหาเศษหาเลยบ้างในเมื่อหนูเป็นคนที่เขาเลือก ในฐานะที่เป็นผู้หญิงด้วยกัน หนูก็เป็นห่วงพี่ไม่เป็นไรใช่ไหม”

น้ำเสียงนั้นเยาะหยันมากกว่าห่วงใยจริง ๆ เป็นน้ำเสียงของผู้ชนะ และสำหรับหล่อนแล้วเป็นผู้แพ้อย่างสิ้นเชิง

“มันก็แปลกนะพี่ พี่มีลูกกับเขาทำไมเขาไม่เลือกพี่”

แล้วนี่ก็เป็นน้ำเสียงแห่งความภาคภูมิใจ หากมุกนภาไม่โทรมาหาหล่อนวันนั้นหล่อนคงไม่รู้เรื่องทั้งหมด ยังคงโง่อยู่ต่อไปว่า สามี ไม่ใช่สิ ผู้ชายคนที่เป็นพ่อของลูกนะเป็นสามีของคนอื่นไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้

หญิงสาวเอามือแตะหน้าผาก แล้วไอ้ผู้ชายที่หล่อนนอนด้วยมา 6-7 ปี มันเรียกว่าอะไรละ แล้วมันไปมีผู้หญิงคนนั้นตอนไหน หล่อนถูกหลอกมาราธอนมานานขนาดนั้นเชียวเหรอ

สุดท้ายแล้วคนที่รักที่คิดว่าเขาเป็นคนดีเขาก็ทำหล่อนได้อย่างสะใจเจ็บแสบที่สุดไม่อยากจำก็ต้องจำ

..ไอ้คนแสนเลว..

หล่อนเหลือเพียงคำนี้จริง ๆ ที่พอจะเรียกเขาได้ แค่นี้ก็ตอกย้ำความเจ็บปวดให้กลับคืนมาอีกครั้งแต่คนแพ้อย่างหล่อนจะเลี้ยงลูกให้ดี และจะไม่ให้ใครพรากลูกน้อยของหล่อนไปจากอกแน่ ๆ

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นหญิงสาวละมือจากลูกน้อยและเดินไปรับสาย

“เป็นไงบ้างตัวเล็ก”
“สบายดีค่ะ”
น้ำเสียงนั้นตอบไปแสนขื่นจนฝ่ายโทรมารู้สึกได้

“พี่ไม่รู้จะช่วยยังไงว่ะเพื่อนพี่มันเลวมันเป็นคนอื่นดีกว่าลูกมันเมียมัน”

จิรายุระเบิดเสียงแห่งความอัดอั้นออกมา
“พี่โจ อย่าพูดอะไรอีกเลยมันจบแล้ว”
“ไม่..มันยังไม่จบมันยังมีตอนต่อไปอีกยาว”

“เชื่อน้องเถอะพี่โจ มันจบแล้ว มันไม่เหลืออะไรระหว่างเราอีกแล้ว”

“แล้วลูกละจะทำยังไง”
จิรายุถามถึงสายเลือดของนัทธ์ด้วยความห่วงใย

“ก็เลี้ยงสิค่ะ ยังไงลูกก็ต้องโตค่ะ โตด้วยมือของน้อง”

“แล้ว ทำไมมันไม่คิดจะเลี้ยงลูกมันเลยว่ะลูกมันยังจำหน้ามันไม่ได้เลยนะอย่าคิดมากนะ พี่เป็นกำลังใจให้เวลาเท่านั้นจะช่วยได้”

“พี่โจ ขอบคุณมากนะค่ะที่ห่วง น้องไม่เป็นไรหรอกค่ะ มีลูกอยู่ทั้งคนก็ถือว่าเป็นโชคดี กอดลูกอุ่นนะค่ะ เพียงแต่ไม่น่าเชื่อเท่านั้นเอง ว่าไอ้ผู้ชายที่นอนกอดเรา นอนลูบท้อง ร้องเพลงให้ลูกฟัง จนลูกคลอดออกมาไอ้ผู้ชายคนนั้นจะไปจดทะเบียนกับผู้หญิงคนนั้นด้วยกลัวว่าจะเสียเขาไปมากกว่าที่จะเสียลูกเหลือเชื่อจริง ๆ”

“เพราะมันคงรู้ไงว่าน้องเลี้ยงลูกได้ดี”

“ไม่ใช่หรอกค่ะ”

หญิงสาวตอกย้ำความรู้สึกในใจที่มีมาตลอด

“เขารักผู้หญิงคนนั้นมากกว่าตัวเขาเอง เขาคิดถึงแต่คนนั้นแต่ไม่คิดถึงตัวเองเลย ช่างมันเถอะค่ะเชื่อว่าวันหนึ่งเขาจะอิจฉาน้องถ้าเกิดว่าเขามีลูกกับคนที่เขารักเขาก็คงจะลืมลูกคนนี้ไปได้เอง ไม่มีอะไรที่เขาควรจะจดจำเพราะเขาเป็นคนเลือกที่จะหันหลังให้พวกเราเอง เขาไม่เลือกเรานี่”

..คนไม่เลือกก็ต้องนอนเจ็บทั้งน้ำตาอีกนาน..

“เด็กคนนั้นอายุแค่ 19”
จิรายุย้ำ

“จะเท่าไหร่เขาก็อ่อนกว่าน้องเยอะ คนอายุ สามสิบจะไปสู้อะไรกับเด็ก 19”

ตอกย้ำตัวเองอีกครั้ง

“แต่มัน..ในกลุ่มเพื่อนไม่มีใครชอบมันสักคน มันถึงไม่ค่อยพามาเข้ากลุ่มไงละ พูดเท่าไหร่มันก็ไม่ฟังไม่มีใครเข้าข้างมันเลยนะแต่มันก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่ไม่รู้จะพูดยังไง”

“เงียบไปเถอะค่ะดีแล้ว”

น้ำเสียงที่บอกชัดเจนว่าหล่อนไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใครสักคน กระนั้นจิรายุก็ยังบอกแก่หล่อนว่า

“มีอะไรให้พี่ช่วยก็บอก”

“คงอีกนานกว่าน้องจะได้เข้าเมืองอีกน้องคงต้องกลับไปเลี้ยงลูกที่ต่างจังหวัดอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด”

“ทำใจให้สบายนะตัวเล็กเมืองหลวงมันไม่ปลอดภัยสำหรับคนดี ๆ อย่างเธอจริง ๆ นะแหละ แต่พี่เชื่อนะ โลกนี้ยังมีที่ยืนให้กับคนอ่อนแอแต่พร้อมที่จะต่อสู้อย่างน้อง มีปัญหาโทรหาพี่นะพี่พร้อมจะช่วย”

“ขอบคุณค่ะ พี่โจ”
คงเพียงคำนี้เท่านั้นที่จะบอกซึ้งถึงความในใจว่าขอบคุณเพื่อน ๆ ของเขาทุกคนที่เป็นกำลังใจให้หล่อนและคงมีเขาเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ไม่เคยโทรมาหาหล่อนอีกเลย

นั่นเพราะเขาได้เลือกแล้วว่าจะไปทางนั้น

มัสยาหันมามองหน้าลูกชายอีกครั้งพร้อมกับรอยยิ้มและเพลงกล่อมลูกใหม่

"เจ้าปลาตัวน้อย ๆ มันลอยคออยู่ในท้องแม่ เจ้าปลาตัวน้อย ๆ มันคอยเวลาออกมาขี่คอแม่"
บทที่ 2
ยี่สิบปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ชายหนุ่มวัยยี่สิบ เอามือปิดปากปิดจมูก เมื่อเปิดประตูเข้าในห้องหนึ่ง ลมจากด้านนอกพัดเข้ามาด้านในทำให้ฝุ่นกระจายคลุ้งไปทั่วบริเวณ บอกให้รู้ว่ามันมากมายมหาศาลขนาดไหน

“ฝุ่นทั้งนั้นเลยแม่”
หันไปบอกผู้เป็นมารดาวัย ห้าสิบปีเต็มที่อยู่ด้านนอกประตู

“ไหวไหมละลูก”

“ก็..พออยู่ได้ครับ”

มัสยะบอกมารดาก่อนจะมองไปรอบ ๆ ตัวและเดินสำรวจด้านในด้านนอก ที่นี่เป็นคอนโดที่เป็นห้องชุด ภายในนั้นมีห้องนอนสองห้อง ห้องรับแขกหนึ่งห้องและมุมสำหรับทำอาหารอีกนิดหน่อย พอได้อยู่กันเป็นครอบครัวเล็ก ๆ ที่มีกันเพียงสองคนอย่างครอบครัวของเขา เฟอร์นิเจอร์ครบทุกชิ้น แต่ไม่ได้ใช้งานมานานแล้วขนาดปิดตายห้องเอาไว้ฝุ่นยังจับซะหนา

“ไม่อยากเชื่อเลยว่าแม่เคยอยู่ที่นี่มาก่อน”

“คนนั้น เขาซื้อไว้ให้ แต่เขาไม่เคยมาอยู่”

หล่อนกล่าวถึงบิดาของลูกชายด้วยความห่างเหินมัสยะเม้มปากแน่นก่อนจะพยักหน้า

“ครับ”

เขารับรู้เพียงว่าที่นี่เป็นที่ที่บิดาเคยสร้างไว้ให้มารดาและเขาเพียงเท่านั้น จะไม่รับรู้ความห่วงใยอะไรมากไปกว่านี้

“ผมว่าเราช่วยกันทำความสะอาดบ้านใหม่ของเราดีกว่าไหมครับ ไม่อย่างนั้นคืนนี้ไม่มีที่นอนแน่ ๆ”

“จ่ะลูก”
มัสยะทำความสะอาดด้วยความขันแข็งเขาแทบจะไม่ให้มารดาได้หยิบจับอะไรเลยมีเพียงนิดเดียวเพราะความห่วงใยในสุขภาพของมารดา

มัสยาตัวเล็กนิดเดียว ยิ่งนับวันยิ่งผอม ยิ่งผอม เขาอยากจะให้มารดามีความสุขมากกว่านี้ไม่อยากจะให้มีเรื่องอะไรมาทำให้กังวลใจเพราะฉะนั้นเขาจะทำให้ทุกอย่างเป็นเรื่องง่ายที่สุด และมารดาของเขาจะได้ไม่ต้องคิดมาก

“เข้าท่าแฮะ”
ทำความสะอาดเสร็จก็ได้เวลาสำรวจสิ่งของภายในบ้านอันไหนใช้การได้และใช้การไม่ได้ เขายืดตัวตรงหันไปมองกระจกส่องแบบเห็นทั้งตัว ที่แปะอยู่ข้างผนัง เผยให้เห็นรูปร่างผอมเพรียวและสูง รูปหน้าของเขากลม มีบางคนว่าเหมือนแตงโมบ้างละ เหรียญบาท พระจันทร์บ้างละ แต่เขาก็รู้ด้วยจินตนาการว่าเขาเหมือนใคร ไม่มีส่วนไหนในใบหน้าของเขาที่เหมือนมารดานอกจากเพียงดวงตาเท่านั้นที่ได้มา

..ดวงตาโศกที่ถอดแม่ออกมาเปะ..
มารดาเขาเป็นคนตัวเล็กเขาก็ไม่ได้โตไปกว่าหล่อนสักเท่าไหร่ เพียงแต่สูงเท่านั้นคงได้ความสูงนั้นมาจากบิดากระมัง ..บิดา..เขาชะงักคำนี้ไว้ในใจ

เหตุผลที่ดึงดันเพื่อจะมาเรียนที่เมืองหลวงหลังจากจบประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง นอกจากจะตามฝันที่อยากจะเป็นวิศวกรแล้วส่วนหนึ่ง เขาก็อยากจะตามหาใครคนนั้นเหมือนกันเพราะมีคำถามที่อยากจะถามเหลือเกิน

..จำเขาได้ไหม..

อยากถามและอยากได้ยินคำตอบเหลือเกินใบหน้าของเขาที่ใคร ๆ ก็ว่าเหมือนผู้เป็นบิดามากที่สุดเขาก็อยากรู้เหมือนกันว่าเหมือนมากขนาดไหน จินตนาการหลับตาและอยากจะเห็นตัวจริงเหลือเกิน
“คิดอะไรอยู่ลูก”

มารดาสะกิดเขาเบา ๆ ชายหนุ่มหันมาพร้อมด้วยดวงตาเป็นประกายซ่อนดวงตาปวดร้าวที่ปรากฏเมื่อสักครู่อย่างมิดชิดมัสยาไม่มีโอกาสได้เห็นและเข้าถึงความรู้สึกในส่วนนี้ของลูกชายได้

“เราจะอยู่ที่นี่กันสองคนนะลูก ใช้ชีวิตเรียบง่ายเหมือนที่เราเคยเป็นนะมัสนะ เรามีชีวิตที่เป็นของเรา เราจะไม่ไปวุ่นวายกับใครที่ไหนนะ ลูกรักของแม่”

“ครับ”
เขารับปากว่าเขาจะไม่ไปวุ่นวายกับใคร แต่ถ้าคนนั้น มาวุ่นวายกับเขาละก็ มันเป็นส่วนที่เขาไม่ได้รับปากมารดาไว้

หลายวันต่อมา

มัสยะกลับบ้านพักอย่างอารมณ์ดี เขาไขกุญแจเข้ามาในบ้านอย่างเงียบที่สุด เพราะไม่ต้องการให้มารดารับรู้การมาถึงของเขา

เขาพาดเสื้อแจ็กเก็ตสีดำไว้บนพนักพิงโซฟาสีน้ำตาลอ่อนก่อนจะมองไปรอบ ๆ บริเวณมีแต่ความเงียบและเสียงของพัดลมเท่านั้นที่ทำงาน

ชายหนุ่มอมยิ้มเมื่อเดินมาถึงประตูห้องเล็กอีกห้องหนึ่ง ร่างบอบบางของหญิงวัยห้าสิบปีพอดี ฟุบหลับอยู่บนโต๊ะคอมพิวเตอร์ที่ยังคงเปิดหน้าจอค้างเอาไว้

เขาสวมกอดจากทางด้านหลังและหอมที่ต้นคอเบา ๆ พอให้เจ้าตัวขนลุกซู่และรู้สึกตัวมือของหญิงวัยกลางคนโอบที่ลำตัวของเขาด้วยความเคยชิน

“กลับมาแล้วเหรอลูก”

“แม่หลับคาคอมฯอีกแล้ว”

เขาบ่นบอกให้มารดารู้ในสีหน้าว่าไม่พอใจ เพราะมารดามักจะเป็นอย่างนี้ประจำและเขาไม่เห็นด้วยที่หล่อนจะต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำในเมื่อเงินก็มีพอใช้สอยอยู่แล้ว

“แม่ต้องทำงานสิไม่ทำงานจะเอาเงินที่ไหนมาให้ลูกกินลูกเรียนละ”

อ้างถึงเหตุผลทำเอาลูกชายส่ายหน้า
“พักบ้างสิแม่”

เขาดึงมารดาออกมาจากห้องและให้นั่งบนโซฟา

“ไม่ซื้ออะไรติดมือมาเลย”

มารดาบ่นเมื่อเห็นบนโต๊ะว่างเปล่า มัสยะน่าจะซื้ออะไรติดมือมาเป็นอาหารเย็นสำหรับสองแม่ลูกบ้าง

“ไม่ซื้อ”
“แล้วสอบได้ไหม”

“ระดับนี้แล้วมีเหรอจะพลาด”

เขาบอกมารดาพร้อมกับรอยยิ้ม ยิ้มกว้างของเขาที่ส่งให้มารดาเป็นประจำไม่มีวันไหนที่เขาจะไม่ยิ้มเพราะมารดาบอกเขาว่าเขาเป็นคนยิ้มเก่งตั้งแต่เกิดไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ยิ้มไว้ก่อน เพราะฉะนั้นรอยยิ้มนั้นจึงติดมาตั้งแต่เด็ก และเขาก็ติดยิ้มนั้นอยู่ตลอดเวลา

“นี่แม่ไม่รู้จริง ๆ เหรอว่ามัสสอบได้”
“ก็แม่ไม่ได้ไปดูผลสอบกับลูกนี่หน่า”

“แต่แม่ดูในเน็ตได้นี่”
เขาเอ่ยอย่างรู้ทัน ส่งยิ้มที่มีเขี้ยวด้านซ้ายให้มารดาพลางกอดนางไว้อย่างแสนรัก

“ถ้ามัสได้เรียนจบเป็นวิศวกร แม่ก็จะได้เป็นแม่วิศวกรนะครับ”

“แม่อยากเป็นแม่ของมัสยะมากกว่า”
เขาหัวเราะอย่างคนอารมณ์ดี

“ให้เวลาแม่สิบนาที ไปล้างหน้าแต่งตัวให้สวยที่สุดในโลกจะพาไปออกงานนะครับแม่”

“งานอะไร”
“เลี้ยงที่สอบได้ไงกับเพื่อน ๆ ที่มาด้วยกันนะ”
“สอบได้กันทุกคนเลยเหรอ”

“ครับแม่ถึงไม่ได้เรียนที่เดียวกันแต่ก็สอบได้กันทุกคนเอาให้สวยที่สุดเลยนะแม่ อย่าให้อายแฟน ๆ พวกมัน”

“แล้วทำไมลูกไม่เอาแฟนไปอวดเพื่อนละลูก”
“มัสมีแม่คนเดียวพอแล้วผู้หญิงที่ไหนไม่ต้องหรอก”

เขาบอกมารดาอย่างเอาใจ
มัสยาหายเข้าห้องส่วนตัวไปชั่วครู่ก่อนจะกลับออกมาในชุดที่สวมใส่สบายแต่ดูดีและสวยที่สุดในสายตาของมัสยะ

“แม่สวยมากครับ นี่ถ้าไม่บอกว่าเป็นแม่แต่บอกว่าเป็นแฟนใคร ๆ ก็เชื่อถ้ามีคนมาแย่งจีบแม่นะผมหัวใจวายตายแน่ ๆ”

“จ้าแม่สวยมาก ไปกันหรือยังละ แม่หิวแล้วนะ ความสวยของแม่ไม่ทำให้อิ่มท้องนะ”

“งั้นไปกันเถอะ”
เขายิ้มขันอารมณ์ดีจูงมือมารดาออกไปนอกห้องและปิดประตูลั่นกุญแจ

วันนี้เขาสอบเข้าเรียนได้แล้ว เขามาถึงแล้วสังคมเมืองหลวงที่ใคร ๆ หลาย ๆ คนบอกเอาไว้ว่าเป็นที่ที่มารดาเจ็บปวดและต้องพาเขากลับบ้านนอก ทั้ง ๆ ที่อายุเพียงเจ็ดเดือน เอาละสิ จากนี้ชีวิตของเขาจะเดินทาง จะตามหาและจะไปให้ถึงคน ๆ นั้นเพื่อจะถามอย่างที่คาใจไว้

..ทำเขากับแม่ลงได้อย่างไร..

คำถามที่เขาอยากรู้มาแสนเนิ่นนาน จนวันนี้เขาพร้อมที่จะถามแล้วหากได้เพียงพบปะ กับใครคนนั้นเท่านั้นและอย่าหวังว่าจะได้รักอะไรจากเขาแม้เพียงรอยยิ้ม เขาก็ไม่มีวันให้


(อารมณ์ดี แต่เก็บกดนะนี่ มีความแค้นด้วยสิ ไม่ได้การแล้วเจ้าปลาตัวน้อย ทำไมแม่ไม่รู้ละว่าลูกเป็นแบบนี้นะ)

จากคุณ : ปันฝัน
เขียนเมื่อ : 18 มี.ค. 53 19:59:37


ร้านอาหารเรือนไม้ที่เข้าไปในซอยข้างถนนไม่ถึงร้อยเมตร เต็มไปด้วยเสียงเฮฮาของกลุ่มวัยรุ่นนับรวมได้9คนพอดี เป็นผู้ชายซะเจ็ด ผู้หญิงสองคนเป็นเพื่อนของมัสยะทั้งหมดที่รวมตัวกันมาสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่นี่บางคนมาเพียงเพื่อหาประการณ์ในการทำงานก็แล้วแต่ว่าต่างคนจะดำเนินชีวิตของตัวเองไปอย่างไร

แต่วันนี้ทุกคนเป็นเพื่อนกันและมาเพื่อเลี้ยงฉลองให้กับความสำเร็จของทุกคน

ไม่มีการเกรงใจโต๊ะข้างเคียงแต่อย่างใดและเสียงยิ่งดังขึ้นเมื่อสองแม่ลูกมาถึง

“ไอ้มัสมาแล้วว่ะ แม่ตัวเล็กก็มาด้วยวันนี้สวยเซียว”
ทุกคนกิ๊วก๊าว ส่งเสียงแซวมัสยากันเต็มทำให้โต๊ะข้าง ๆ ต้องหันมามองบ่อยครั้ง

สารภีเพื่อนสาวหนึ่งในสองรีบเดินมาดทอมไปหาสองแม่ลูกทันทีโดยปกติแล้วมัสยาไม่ค่อยแต่งตัว มักจะอยู่แต่ในบ้านไม่ออกไปไหนหากวันนี้ออกมาและแต่งตัวสวยจนต้องชม

“สาเว้นที่นั่งไว้ให้แม่แล้วหัวโต๊ะพอดี”
“แกจะให้แม่ข้าจ่ายตังค์อะดิ”

มัสยะรีบแย้ง

“อะ..รู้ทัน”

ทุกคนพากันหัวเราะร่า

“เอาเลยลูกเต็มที่ แม่เลี้ยงทุกคนเลยเหมา สองร้อยที่เหลือแชร์กัน”

“โธ่แม่”

ลูก ๆ ทั้งสิบคนโอด หยอกเย้ามารดาเพื่อนเหมือนเป็นรุ่นเดียวกัน ไม่มีใครไม่สนิทกับมัสยา ด้วยความที่เป็นคนใจดี และดีกับทุกคนเป็นที่ปรึกษาให้อย่างดีเยี่ยม จนทุกคนรักนางเหมือนเป็นมารดาตัวเองด้วยอีกคนหนึ่ง

“มันจะไปอิ่มอะไร แค่ไอ้มัสกินข้าวเปล่าก็หมดไปสามโถแล้ว”

มัสยายิ้ม นี่คือความสุขในวัยห้าสิบของหล่อนกับเพื่อนลูกชาย โดยที่หัวใจไม่ตระหวัดคิดไปถึงใครอีกแล้วให้คน ๆ นั้นตายไปกับเวลาเถอะ

หล่อนเพียงพอแล้วเพียงเท่านี้
“เอ้าใครจะกินอะไรสั่ง”

มัสยะตัดบท เขาให้เรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดในชีวิต ทุกคนเฮลั่นก่อนจะแย่งกันสั่งอาหารไม่ได้เกรงใจโต๊ะอื่น ๆ ที่กำลังทานอาหารกันอยู่ แม้ว่าโต๊ะรอบข้างจะมองมาด้วยความไม่พอใจเพราะไปทำลายสมาธิของพวกเขาก็ตาม

“เด็กวัยรุ่นก็แบบนี้ละ”
โต๊ะใกล้วิจารณ์ เป็นชายวัยกลางคนที่กำลังนั่งทานอาหารกันอยู่สองคน

“ดูนั่นสิโต๊ะนั่นมีผู้ใหญ่ด้วยนะทำไมไม่ปรามเด็ก ๆ”
“ไม่รู้ว่ะ”

คู่สนทนาหันไปมองแล้วก็สั่นหน้า หญิงวัยกลางคนคนเดียวในกลุ่มกำลังมองเด็ก ๆ อยู่ด้วยสายตาที่เอื้อเอ็นดูเต็มไปด้วยความห่วงใย เขาสนใจดวงตาคู่นั้นเหลือเกินเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน

..หรือว่ามันนานเกินกว่าที่เขาจะจดจำมันได้อีกแล้ว..
“วันนี้เป็นวันอะไรว่ะ”

มัสยะตั้งคำถามขึ้นระหว่างที่รอคอยอาหารที่สั่งไปแล้วมาเสริฟ
“วันที่พวกเราสอบติดไงละ”

“ใช่ ใคร ๆ ก็รู้กันทั้งนั้นว่าแต่แกถามทำไมว่ะหรือว่ามีอะไรพิเศษ”

“มีสิ”

มัสยะย้ำน้ำเสียงหนักแน่นก่อนจะหันมาทางมารดาที่นั่งมองหน้าเขาอยู่

“มีของขวัญให้แม่ด้วย ยื่นมือมาสิครับ”
“แล้วทำไมต้องให้แม่ต่อหน้าทุกคนละลูก”

“ให้พวกมันอิจฉาเล่นไงละ”
เขายิ้มด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความสุขรอยยิ้มที่ทำให้คนแอบมองจากโต๊ะข้าง ๆ นั้นอึ้งไป

“เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน คุ้น ๆ ”

เขาสรุปอย่างนั้นก่อนจะพิศมองสองแม่ลูก ด้วยความรู้สึกว่าคุ้นเคยเหลือเกิน

“ผ้าเช็ดหน้าครับแม่”
“ใครเขาให้เป็นของขวัญกันละลูก”

“มัสเอาไว้ให้แม่เช็ดปากต่างหากละ”

ลูกชายหัวเราะร่า ทำเอาเพื่อน ๆ ทุกคนปรบมือไปตาม ๆ กัน กับมุขฝืด ๆ ของเขา

“มัสให้นาฬิกาแม่ สวมให้นะครับ แม่ไม่ได้สวมมานานแล้ว ต่อไปแม่จะให้รู้ว่าเวลามันเดินไปถึงไหนแล้ว และเราจะเดินไปข้างหน้าไม่ย้อนกลับไปหาอดีตอีก เวลามันไม่หมุนเข็มย้อนกลับ มัสรู้ว่าที่ตรงนี้เคยมีอดีตของแม่อยู่ แม่อาจจะไม่อยากมาที่นี่ แต่ต้องมาเพื่อมัส และเมื่อมาถึงแล้ว เราก็ต้องอยู่ให้ได้และเดินไปข้างหน้า เราไปด้วยกันนะครับแม่”

“อืมม”

มารดาพยักหน้าช้า ๆ ก่อนจะก้มมองนาฬิกาทื่ข้อมือที่บุตรชายเพิ่งจะสวมให้

“แม่จะเอาไว้ดูเวลาที่ลูกกลับบ้านผิดเวลาด้วยจะได้ตีถูก มัสจะได้ไม่ต้องเถียงแม่ว่ามัสไม่ผิด มัสไม่ผิด”

ทุกคนเฮกันลั่น หากมัสยะทำหน้าเหวอ
..กะว่าจะซึ้งหากมารดาไม่เล่นด้วยแฮะ..

“แม่ดูเวลานับจากนี้ต่อไปนะครับ จะไม่มีใครคนไหนทำให้แม่ต้องแอบร้องไห้อีก ต่อจากนี้ไปคือเวลาความสุขของเราสองคนแม่ลูกอย่างแท้จริง เพราะมัสโตพอที่จะดูแลแม่ได้แล้ว ไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายแม่อีกแล้ว”

มัสยะพูดด้วยน้ำเสียงที่มั่นคง ไม่มีรอยยิ้มในสีหน้าของเขา ทำให้มัสยาพอจะรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ หล่อนเอื้อมมือมาแตะมือของลูกชายเบาๆ

“ที่ผ่านไปแล้วมันต้องผ่านไปลูกเพราะถ้าเราวกกลับไปหามันก็เท่ากับเราถอยหลังเข้าคลอง แล้วเวลาก็ช่วยอะไรไม่ได้ ที่ผ่านมามันก็จะผ่านไปอย่างเปล่าประโยชน์ เชื่อแม่สิ”

แต่มัสยะนิ่งเงียบ ทำเอามัสยาใจเสียหล่อนไปไม่ถึงหัวใจของลูกแล้วสินะ
“แม่ ไอ้มัสอาหารมาแล้วเลิกทำซึ้งแล้วมากินกันเถอะ”

เพื่อน ๆ รีบร้องบอกเมื่อบรรยากาศเริ่มจืดชืดไป มัสยะรีบหันมาสนใจอาหารและตักอาหารให้มารดาทานอย่างเอาใจ มัสยาถอนใจยาว

ลูก..มักจะเลี้ยงได้แต่ตัว หัวใจเป็นเรื่องที่หยั่งลึกที่สุด มันยากเกินกว่าจะเข้าใจ..




 

Create Date : 31 มีนาคม 2553
10 comments
Last Update : 31 มีนาคม 2553 16:43:12 น.
Counter : 597 Pageviews.

 

ขอวางเมนต์เก็บไว้เป็นที่ระลึกด้วยน้า
เป็นลูกชายที่น่ารักดีนะคะ :)

จากคุณ : littlevalvie
เขียนเมื่อ : 18 มี.ค. 53 22:19:39
ถูกใจ : PANPISA

เมื่อหัวใจไม่ลงรัก ( น่าจะปิดทอง ได้มั้ย ? )

มีใครคนนึง ฝากบอก
...แต่วันนี้ ฉันต้องทน อยู่กับความทุกข์ที่ยากเย็น
แต่ในใจ ฉันยังพร้อมจะเดินต่อ
เพราะฉันรู้...สิ่งที่ร้ายที่ผ่านเข้ามา ถึงเวลาที่ต้องไปแล้ว
สิ่งใดในชีวิตคนเรา ผ่านมาแล้วจะผ่านไป
จะดีเลวร้ายเพียงใด ผ่านมาแล้วก็ต้องไป
สิ่งใดในชีวิตคนเรา ผ่านมาแล้วจะผ่านไป
จะมีความทุกข์เพียงใด แต่ฉันนั้นก็มั่นใจ
วันพรุ่งนี้...จะต้องดีกว่าวันวาน

ศิลปิน : เบิร์ด ธงไชย
เพลง : ผ่านมา-ผ่านไป
เนื้อเพลง ผ่านมา-ผ่านไป
คำร้อง เรวัต พุทธินันท์
ทำนอง วิชัย อึ้งอัมพร
อยากส่งเป็นเพลง แต่ทำไม่เป็น หาฟังเองละกัน

จากคุณ : PANPISA
เขียนเมื่อ : 18 มี.ค. 53 23:04:23


 

โดย: ปันฝัน 31 มีนาคม 2553 13:03:57 น.  

 

คุณ littlevalvie ลูกใครก็ไม่รุ๊ แต่มันมีแค่ในนิยายนะค่ะ ชีวิตจริง คงหาไม่ได้ง่ายนักลูกแบบนี้
คุณ พันพิสา เพลงนี้ไม่เคยฟังไม่ดังอะจิ หรือไม่ก็เกิดไม่ทัน

ตามเนื้อเรื่องต่อค่ะ อย่างเร็ว
เมื่อหัวใจไม่ลงรัก

บทที่ 3

แทนทัช วางหนังสือลงบนโต๊ะหินอ่อน ก่อนจะใช้มันขับไล่ความร้อนที่ทำให้เขาเหงื่อแตกแต่เช้า ความไม่คุ้นชินกับสถานที่ทำให้เขารู้สึกอึดอัด มัสยะเดินเข้ามาด้วยความรู้สึกที่ไม่แตกต่างกัน

คนมาจากต่างจังหวัดโดยเฉพาะดินแดนที่มีอากาศดี ๆ จังหวัดทางภาคใต้ติดชายทะเลอย่างพวกเขาไม่เคยชินกับบรรยากาศแบบนี้

“ไม่ดีเลยกรุงเทพฯ ร้อนฝุ่นก็เยอะ”
“บ่นเป็นหมีเชียวแก”

“เรื่องของข้า รึว่าแกไม่ร้อน”
“ร้อน”

ชายหนุ่มบอกเพื่อนพร้อมกับขยับปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตสีขาว หากไม่เกรงใจอาจารย์ที่จะเข้าเรียนละก็คงได้พับแขนเสื้อกันบ้างละ

“ไปดูห้องเรียนกันเถอะว่ะ จะได้ไม่ไปสายด้วย”
มัสยะบอกเพื่อนหลังจากนั่งพักจนคลายร้อนพลางลุกขึ้นคว้าหนังสือเรียนมาถือไว้

“แกจะจองที่นั่งข้างหน้าหรือไง”

แทนทัชเอ่ยถามแต่ความจริงแล้วมันเป็นเรื่องยากที่พวกเขาจะนั่งเรียนแถวหน้าเพราะ ..มันไม่มีทางเป็นไปได้ไงพวกเขานะยังไงก็เด็กหลังห้อง ไม่ว่าจะเรียนระดับไหนก็ตาม..

“ไปเหอะ”

ไม่ต่อปากต่อคำมัสยะก็ก้าวยาว ๆ ออกไปทันที พื้นคอนกรีตที่ทำเป็นถนนระหว่างคณะดูยาวและคดเคี้ยวจนเขาไม่คิดว่าจะมีใครขับรถเข้ามาหาเขาในระยะประชิดแบบนี้

“ไอ้มัส หลบโว้ย”
เสียงแทนทัชตะโกนอยู่เบื้องหลังขณะที่มัสยะยืนอยู่กลางถนน

“หลบอะไรว่ะ”

มัสยะหันกลับมองเพื่อนสายตาขุ่นทำให้ตัวเองหยุดนิ่งอยู่กลางถนนและมอเตอร์ไซค์ที่ขับมาด้วยความเร็วก็ต้องเป็นฝ่ายเบี่ยงหลบซะเอา ชายหนุ่มหันไปมองรถที่ล้มเค้เก้ อย่างฉงนน พอรู้ว่าคนขับเป็นผู้หญิงจากชุดนักศึกษาที่ฟิตเปี๊ยะและกระโปรงผ้าสีดำเลยเข่า ตามสมัยนิยม ไม่ใช่เด็กปีหนึ่งแน่นอนเพราะถ้าเป็นเด็กปีหนึ่งต้องกระโปรงจีบรอบ

หล่อนขยับกายลุกขึ้นจากการหกล้มด้วยความยากลำบากเพราะความฟิตของเสื้อผ้า ส่วนหนังสือเรียนนั้นอยู่ในย่ามผ้าฝ้ายสีชมพูไม่เสียหายแน่นอน แต่ที่น่าเจ็บใจก็คือคนที่ยืนหน้าตาเฉยอยู่กลางถนนนี่ละ

แทนทัชเดินเข้าไปยกรถมอเตอร์ไซค์ที่เสียหายจากการชนฟุตบาต ซึ่งก็เพียงแค่กระจกแตกเท่านั้น ก่อนจะหันมองคู่กรณีที่จ้องหน้ามัสยะอย่างไม่วางตา ไม่ได้ประทับใจในความหล่อหรอกเห็นดวงตาก็รู้แล้ว

“ไอ้มัส แกขอโทษเขาสิ”
แทนทัชเดินเข้ามาใกล้และกระซิบบอกมัสยะเมื่อมองเห็นดวงตาคมกริบจ้องมองมัสยะอย่างเอาเรื่องปากบางได้รูปนั้นเม้มรอจะต่อว่าเขาอยู่อย่างแน่นอน

“ข้ายังไม่ได้ทำผิดอะไรเลย”
ได้ยินแบบนั้นทำเอาสาวเจ้าเลือดขึ้นหน้า หล่อนไม่ได้สำรวจว่าตัวเองบาดเจ็บตรงไหนแต่สำรวจคนหน้าตาเฉยตรงหน้าด้วยการมองตั้งแต่เท้าจรดศีรษะหากคนถูกมองก็ยังเฉย

“นี่ยังไม่ผิดอีกหรือไง ยืนกลางถนนต้องการอะไรฆ่าตัวตาย อยากตายหรือว่าทำเนียนอยากได้ค่าปลอบขวัญ ไม่มีจะให้หรอกนะ พวกแกนะแหละจะต้องจ่ายค่าซ่อมรถและค่าเสียเวลาให้แก่ฉัน”

ตัวเล็กเสียงแหลมและความห้าวไม่น้อยกว่าชายอกสามศอกเท้าสะเอวจ้องหน้าเขาอย่างไม่เกรงว่าเขาจะกระโจนต่อยเข้าให้ แต่ใครจะไปทำลง ใบหน้าหวานภายใต้หมวกกันน๊อกครึ่งรูปนั้นงดงามใช่น้อย

“คือ..”
มัสยะอ้าปากพูดได้เพียงเท่านั้นแล้วก็คิดจะพูดอะไรต่อไปไม่ถูก
“ว่าไงไอ้น้อง”

ชายหนุ่มหันซ้ายหันขวาอีกรอบ เชิงถามว่า เรียกใครกันไอ้น้อง ถึงหล่อนจะหน้าเด็กขนาดไหนเขาก็รู้ว่าหล่อนไม่ใช่ปีหนึ่งและถึงเขาจะไม่ใช่หนุ่มผิวขาวสะอาดแต่กลับคล้ำตามประสาคนต่างจังหวัดก็ไม่ได้หมายความว่าจะหน้าอ่อนจนกระทั่งหล่อนเห็นเป็นน้องแน่นอน

“ฉันพูดกะแกอยู่ว่าไง”
จิกหัวเรียกอย่างกะเพื่อนสนิทแนะหากมัสยะกลับส่งยิ้มเจ้าเสน่ห์ของเขาให้แก่หล่อน แต่มันไม่ได้ไปทำให้หัวใจของคนตรงข้ามหวั่นไหวแม้สักนิด กลับเพิ่มความโกรธเป็นทวีคุณ

..หน่อยเกือบจะตายแล้วยังจะมายิ้มทำหน้าเป็นอีก

“ผมจะรีบไปเรียนครับ (พี่สาว)”

“ฉันก็รีบเหมือนกัน แกเรียนคณะอะไรไอ้น้อง”

..น้องอีกแล้ว..
แทนทัชเกาหัวแรก เขาก็ไม่เชื่อเหมือนกันว่าผู้หญิงตัวเล็กหน้าละอ่อนคนนี้จะอายุมากกว่าเขาและมัสยะ

“ว่าไงถามนะต้องการคำตอบไม่ใช่อ้ำอึ้งแบบนี้”
“วิศวะฯ”

“เพิ่งจะรู้ว่าเด็กวิศวะฯ เง่าขนาดนี้ก็เป็นด้วย บ้านนอกละสิ เพิ่งเข้ากรุงที่บ้านไม่มีถนนใช่ไหม”
น้ำเสียงดูถูกดูแคลนนั้นทำเอามัสยะหน้าร้อน

“ไอ้หน้ากลมจะเอายังไงว่ามา”

“แล้วแต่คุณพี่ก็แล้วกันครับ”

เขาบอกไปน้ำเสียงไม่ได้เจียมตัวเหมือนคำพูดหรอกนะหากมันออกจะกวน ๆ ยอมยกให้หล่อนเป็นพี่ ไม่อยากได้ยินเสียงต่อว่าเขาอีก เจอกันไม่กี่นาทีเรียกเขาได้ตั้งมากมาย

“ พี่ต้องรีบไปเรียนแล้วจะตามไปเคลียร์วันหลัง”

เจ้าหล่อนตัดบทด้วยตนเองเพราะเห็นว่าถึงเวลาต้องเข้าเรียนแล้ว หากมัวโอ้เอ้ต่อปากต่อคำกับเด็กบ้านนอกสองคนไม่รู้จะคุยกันรู้เรื่องหรือเปล่า

และยังไงสองคนนี้ก็ไม่หนีไปไหนแน่นอน ยังไงก็ต้องอยู่ในมหาวิทยาลัยนี้อยู่แล้ว

“แล้วจะตามไปเก็บค่าเสียหายเตรียมไว้ละกัน”
น้ำเสียงนั้นดังฟังชัดก่อนเจ้าตัวจะไปที่รถและขับออกไปอย่างรวดเร็ว

“เพราะขับรถอย่างนี้ไงละถึงได้จะชนเอาหมาข้างถนนตาย”
มัสยะพูดขึ้นเมื่อคู่กรณีลับตาไปแล้ว

“หมาตัวนั้นก็แกไงว่ะ ไอ้หมาข้างถนน”
แทนทัชว่าให้ แม้ตรงหน้าไม่มีใครแล้วหากสายตาของมัสยะยังคงมองตามไปเหมือนจะมองทะลุไปยังอีกคณะที่หล่อนขับรถลับหายไปได้

“ทอมชัวร์”
แทนทัชพูดและเดินมาตบไหล่มัสยะ

“เป็นไงว่ะอึ้งในความสวยใช่ไหม”

“ไม่คิดว่ะไม่คิดจริง ๆ “

เขาสั่นหน้าก่อนจะลากเพื่อนรักไปเรียน

..นี่ถ้าหากไม่สวย เขากับหล่อนคงมีเรื่องกันยาวไม่ใช่เพียงแต่ปล่อยให้หล่อนใส่อยู่ฝ่ายเดียว ส่วนตัวเขาเฉย เหมือนท่อนไม้แบบนั้น ไม่แน่อาจจะอึ้งเพราะคำเรียกของหล่อน

ไอ้น้อง ไอ้บ้านนอก ไอ้หน้ากลม เกิดมานี่ได้ยินใครเรียกเขาแบบนี้บ้างไหม ภายในเวลาไม่ถึงห้านาที
“รถพัง ซวยชะมัด ปู่ต้องด่าเละแน่ ๆ”

เพลงพลอยเดินกลับมาจากห้องแลคเชอร์ มองดูรถมอเตอร์ไซค์คู่กายของหล่อนทว่าเป็นรถคู่ชีพของปู่หล่อน หากวันนี้ไม่ตื่นสายละก็หล่อนไม่มีวันขับมันหนีปู่ออกมาจากบ้านหรอก

ย้ำนะว่าหนี เพราะปู่ผู้หวงหลานสาวไม่มีวันยอมให้หลานสาวผู้แสนรักซิ่งมอเตอร์ไซค์มาเรียนแน่ ๆ ในจะสวมกระโปรงไหนจะเสื้อฟิตที่ถูกตำหนิอยู่ทุกวี่วัน ไม่มีทางหรอก ไม่มีทาง

แต่ก่อนออกจากบ้านหล่อนก็สาธุ เจ้าที่เจ้าทางแล้วนะ ทำไมยังดันมาเกิดอุบัติเหตุได้ก็ไม่รู้ คงเป็นเพราะหมอนั่นนะแหละนำความซวยมาสู่หล่อนแต่เช้า

“เพลง แกห่วงรถมากกว่าตัวเองอีกเหรอ ฉันว่าไปทำแผลก่อนดีกว่าไหม ดูสิแขนถลอกปอกเปิกไม่ดีหรอก”

นิหน่าเพื่อนรักเดินเข้ามาและเอ่ยบอก เพลงพลอยเพิ่งจะรู้ว่าหล่อนก็มีบาดแผลจากอุบัติเหตุเมื่อเช้าเหมือนกันเพียงแต่หล่อนไม่รู้สึกอะไรเท่านั้น

..แต่ตอนนี้เริ่มเจ็บ ๆ แล้วละ..
“เดี๋ยวส่งรถไปให้พวกพี่ยักษ์ซ่อมให้แต่เธอไปทำแผลก่อนนะ”

“ก็ได้”
เพลงพลอยพยักหน้ายอมรับในคำแนะนำของเพื่อน เพราะหล่อนคงไม่กล้าไปเรียนวิชาต่อไปทั้ง ๆ ที่แขนข้างหนึ่งมีรอยถลอกปอกเปิกแบบนี้แน่ ๆ

..เพราะไอ้หน้ากลมแปะยิ้มนั่นคนเดียว..
“ใครทำรถน้องเพลงให้พังขนาดนี้ครับบอกพี่ยักษ์ให้จะไปตึ้บให้ถึงที่เลย”

เด็กช่างฯที่เผชิญเรียนอยู่รั้วติดกันเอ่ยถามเพลงพลอย

“พวกเด็กปีหนึ่งนะเพิ่งเข้าใหม่พี่ยักษ์อย่าไปสนใจเลยว่าแต่ทำให้เหมือนเดิมได้ไหม เพลงกลัวปู่ว่านะปู่ยิ่งหวงรถคันนี้มากด้วย”

“พี่ว่าปู่น้องเพลงนะไม่ได้หวงรถหรอกแต่หวงน้องเพลงมากกว่าดูสิจ่ะ ข้อศอกถลอกปอกเปิกขนาดนี้จะปิดยังไงมิดรถนะพอซ่อมได้แต่ถ้าเป็นร่างกายน้องนี่พี่..”

“พี่ยักษ์”
หญิงสาวเสียงเครียดเมื่อเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามขี้หลีเกินความจำเป็นซะแล้ว

“จะซ่อมให้หรือไม่ซ่อมให้นี่ เดี๋ยวเพลงพาไปที่อู่ก็ได้”
“ซ่อมจ่ะซ่อม”

เสียงอ่อนเสียงหวานก่อนจะรีบไปตรวจดูรถ ความเสียหายมีนิดเดียวตรงกรอบที่มันแตก และหากจะซ่อมให้เหมือนเดิมก็คือต้องเปลี่ยน

“แต่พี่ไม่รู้ว่าจะมีอะไหล่เปลี่ยนหรือเปล่านะต้องไปหาดูตามร้าน”

“วันนี้ได้ไหมค่ะ”
นิหน่าเอ่ยขึ้นบ้าง

“ถ้าเป็นของน้องเพลงละก็เย็นนี้มาได้เลยสภาพเหมือนเดิมชัวร์พี่จะทำให้อย่างดี”

ยักษ์รับปากหญิงสาวทั้งสองและกับเพลงพลอยผู้หญิงที่เขาหลงรักแม้ว่าหล่อนจะไม่มีทีท่าอะไรกับเขาเลยแม้สักนิดก็ตาม ปีนี้เป็นปีสุดท้ายที่ยักษ์จะเรียนจบและเขาก็กะจะไปทำงานในบริษัทผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศรายได้มั่นคง ประชาชนมั่นใจ จนถึงขนาดนั้นเขาก็เชื่อมั่นว่าปู่ของเพลงพลอยจะต้องไม่หวงหลานสาวแน่นอน

ฝันไปไกล นี่ขนาดยังไม่ได้ปรึกษาเพลงพลอยเลยนะนี่
“ไม่ไว้ใจพี่ยักษ์เลยความจริงเอาไปซ่อมที่อู่ก็หมดเรื่อง”

เพลงพลอยบ่น

“ทำไมละพี่ยักษ์ก็ใจดีออก”

“ขี้หลีสุด ๆ”

“ก็เขาชอบเธออยู่เมื่อไหร่จะใจอ่อนสักทีละ”
“มีวันที่ฉันจะใจอ่อนด้วยเหรอ”

หญิงสาวย้อนและมองหน้าเพื่อน
“ฉันไม่ได้ชอบพี่ยักษ์ไม่ชอบและไม่มีวันชอบด้วย ใครจะไปชอบผู้ชายแบบนั้น”

“ถึงจะตัวโตดูเถื่อน ๆ แต่พี่ยักษ์ก็เป็นคนดีนะเพลง”
นิหน่านำเสนอยักษ์ ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกับหล่อนเหตุผลที่นำพาเพลงพลอยไปรู้จักกับยักษ์ก็เพราะเห็นว่ายักษ์ชอบเพลงพลอยมาก อยากจะช่วยทั้งญาติและเพื่อนให้ได้เป็นแฟนกัน

“ฉันไม่เถียงหรอกว่าพี่ยักษ์เขาเป็นคนดี แต่เขาไม่ใช่คนที่จะเป็นแฟนฉัน”

เพลงพลอยเสียงแข็ง

“แล้วคนที่จะเป็นแฟนเธอเป็นยังไงกันละ ทำไมถึงได้หายากนักละ คนโน้นก็ไม่ใช่คนนี้ก็ไม่ใช่”

“เพราะเป็นคนที่ไม่ใช่ใครก็ได้ไงละมันก็เลยหายากหน่อย เพราะคน ๆ นั้นจะต้องมาเป็นคนรักของฉันมันก็เลยต้องพิเศษกว่าใครไม่ใช่คนรายทางและจะมีหรือไม่มีก็ได้ อาจจะยังไม่เกิดอาจจะหายากสักหน่อยแต่ก็ต้องเป็นคนนั้นคนเดียว คนที่จะเกิดมาเป็นของฉัน”

“น้ำเน่าไปเอาความคิดนี้มาจากไหน”
“มันเรื่องของฉัน”

เพลงพลอยมองหน้าเพื่อนชักโกรธที่ว่าความคิดของหล่อนเป็นเรื่องน้ำเน่า นิหน่าอาจจะไม่สนใจกับเรื่องแบบนี้เพราะหล่อนก็เหมือนคนทั่ว ๆ ไปที่เปลี่ยนแฟนบ่อย เลิกคนนี้ก็ไปคบคนโน้นแต่สำหรับหล่อนมันไม่ใช่แบบนั้นหากมีใครสักคนที่จะรักคน ๆ นั้นก็ควรที่จะเป็นถึงเจ้าของชีวิตของหล่อนด้วยเลย

..มันอาจจะหายากสักหน่อยแต่ถ้าเจอแล้วก็จะเป็นคนที่คุ้มค่าในการค้นหา..

จากคุณ : ปันฝัน

บทที่ 4
“แล้วเธอจะบอกปู่ยังไง แขนขนาดนี้ปิดไม่มิดหรอก”
นิหน่าหันมาห่วงใยเพื่อน

“แขนนี้เหรอ”

เพลงพลอยมองแขนตนเองแล้วก็คิดไปถึงคนที่ทำให้หล่อนต้องเจ็บตัวและกำลังระบมอยู่ในเวลานี้ดีไม่ดีอาจจะถูกปู่สุดที่รักดุอีก

ใบหน้ากลม ๆ ของมัสยะลอยวิ้วอยู่ในสมองของหล่อน

“ฉันจะบอกปู่ว่ามีคนวิ่งชนฉันจนล้มและคน ๆ นั้น ฉันจะต้องเรียกร้องค่าเสียหายให้สมกับที่ฉันเสียหาย”

“เธอนี่เป็นเอามาก”

นิหน่าสั่นหน้า
“เธอก็รู้ ว่าฉันไม่ชอบปล่อยให้คนชั่วลอยนวล”
“บางทีเขาอาจจะไม่ใช่คนชั่ว”

นิหน่าไม่เห็นด้วยที่เพื่อนจะสรุปแบบนั้น
“ไม่ชั่วแล้วคนดีที่ไหนจะยืนเฉยให้ฉันบาดเจ็บขนาดนี้ละ จะมาช่วยยกก็ไม่มี ยืนอึ้งเป็นพระอินทร์ทำหน้ากลมเป็นแปะยิ้ม เธอคิดว่าเขาเป็นคนดีเหรอ”

“เอ่อ..ชั่วก็ได้”
นิหน่ายอมสรุปไปด้วยเพราะไม่อยากจะให้เพลงพลอยเสียงดังไปตามแรงอารมณ์มากกว่านี้

มัสยะเดินเข้ามาหามัสยาที่นั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์
“ว่าไงลูกอยากจะได้อะไร”

ถามอย่างรู้ใจ
“ผมอยากได้มอเตอร์ไซค์ไว้ใช้สักคันนะแม่ เวลาไปมหาวิทยาลัยก็เร็วดี เวลากลับมาบ้านก็เร็วดี มันสะดวกดีนะแม่นะ”

“แล้วมันก็ตายเร็วด้วยใช่ไหมลูก”
“โธ่แม่”

เขาทำเสียงโอดครวญ
“บ้านเราไม่มีที่จอดรถนะลูก ลูกว่าจำเป็นแม่ก็เห็นด้วยแค่รอสักพักก่อนดีไหม ใช้รถเมล์ไปก่อนนะลำบากหน่อยช้าหน่อยแต่มันก็ปลอดภัยดี ให้มัสคุ้นเคยกับถนนหนทางของกรุงเทพฯแล้วก็จำนวนรถบนถนนก่อนดีกว่าไหม ลองนั่งรถเมล์และมองไปบนถนนดู รถราที่นี่วิ่งไม่เหมือนบ้านเรานะ มันยากกว่ากันมาก ลองดูไปสักพักก่อนนะ”

“ครับแม่ผมจะลองดู”
เขาพยักหน้าเข้าใจเหตุผลของมารดา เช้าวันต่อมามัสยะนั่งรถเมล์และมองไปบนท้องถนนตามที่มารดาบอก รถราวุ่นวาย แข่งและแย่งเส้นทางกันไป โดยเฉพาะมอเตอร์ไซค์วิ่งซิกแซกผ่านรถคันโน้นคันนี้น่ากลัวจะเกิดอุบัติเหตุ เขาเพิ่งรู้นะนี่ว่ามันน่ากลัวมากแต่ก็สงสัยว่าทำไม ผู้หญิงคนนั้นถึง กล้าขับมอเตอร์ไซค์มาเรียนได้หรือเพราะว่าใช้ชีวิตอยู่ที่นี่จนชิน

“ไอ้น้อง”
เสียงเรียกทันที ที่เขาก้าวลงจากรถเมล์ไปสู่ประตูรั้วมหาวิทยาลัยทำให้ชายหนุ่มต้องหยุดนิ่ง มาเรียนได้แค่สองวัน แค่คนที่เรียกเขาว่าไอ้น้องนะมีคนเดียว

“มาเรียนเช้าเนอะ มารถเมล์เหรอ”
“ครับ”
“ตามประสาคนบ้านนอก”

..ไม่วาย ไม่วายจริง ๆ ..

ชายหนุ่มอดคิดไม่ได้ นี่ถ้าหากไม่ใช่ผู้หญิงเขาคงได้ต่อยหน้าหล่อนไปแล้วละมั้ง

“มารอผมคิดค่าเสียหายเหรอครับ”
“ฉันไม่ได้มารอหรอกนายหน้ากลม นายก็เห็นว่าฉันเพิ่งลงจากรถมาเหมือนกัน”

“เหรอครับ”
พยักหน้าแต่จริงๆ แล้วเขาไม่เห็นหรอก เพราะมัวแต่ดูรถราตามท้องถนนอย่างที่มารดาบอก

“แล้วค่าเสียหายจะเอาเท่าไหร่ครับ”
“นายมีเงินเรอะ แล้วเงินจะเหลือถึงสิ้นเดือนหรือเปล่า”

..ยังดูถูกคนไม่มีเปลี่ยนแปลง แต่เอหรือว่าจะไม่ ในเมื่อเด็กต่างจังหวัดส่วนมากก็จะงบน้อยทั้งนั้น บางทีหล่อนอาจจะเข้าใจคนจนก็ได้..

“ถ้ามันจำเป็นต้องจ่ายผมก็จะอดเอาหรือไม่ก็ หางานพิเศษทำก็ได้ครับ”

“งานมันคงไม่หาง่ายขนาดนั้นหรอก แต่ฉันไม่คิดค่าเสียหายก็ได้ สงสาร”

หล่อนพูดและเดินตัวตรงไปด้านใน หายงงแล้วเขาก็รีบเดินตามไปทันที

“ทำไมไม่คิดละ ผมจ่ายก็ได้นะ”
“นายกลมนายพูดเหมือนมีเงิน”

“ผมก็ยังขอเงินแม่อยู่นะแหละครับ แต่ผมไม่ได้ชื่อกลม ช่วยเรียกผมให้ถูกด้วยได้ไหม ผมชื่อมัสยะครับเรียกว่ามัส”

“ปลามัส”
หล่อนตั้งชื่อเขาเสร็จสรรพ

“จะเรียกแบบนั้นก็ได้ครับ ตามสบายเลย แม่ก็เรียกแบบนี้บ่อย ๆ ว่าแต่คุณพี่ชื่ออะไรครับ”

“เพลงพลอย”
หล่อนตอบเสียงดังฟังชัด

“ถึงจะไม่คิดค่าเสียหายนายแต่ฉันก็อะไรให้นายทำเป็นการชดใช้”

“ทำผิดครั้งเดียวชดใช้ตลอดชีวิต”
ชายหนุ่มสั่นหน้าหญิงสาวหันมาทำตาเขียวใส่
“ขอโทษครับ จะให้ผมทำอะไรครับ”

“ตอนนี้ยังคิดไม่ออกไปเรียนละ”

ว่าแล้วเพลงพลอยก็ก้าวเดินออกไป ชายหนุ่มมองตามไปด้วยความรู้สึกขบขัน หล่อนเป็นคนแปลกกว่าที่เขาเคยเจอละรู้จัก และอยากจะลุ้นต่อไปว่าหล่อนจะให้เขาทำอะไรชดใช้

“ฝันหวานเชียวนะแก”

แทนทัชสะกิด
“เจอสาวทอมเมื่อวานวะ”

“เหรอแล้วทำไมแกยิ้มได้ละ เขาเรียกเอาค่าเสียหายเท่าไหร่”

“วันนี้ไม่คิด กลัวเราไม่มีเงินจ่ายแต่จะให้ทำอย่างอื่นเป็นการชดใช้แทนไม่รู้ว่าจะทำอะไร”

“เดินโพย ปล่อยเงินกู้ หรือว่าค้ายาว่ะ”

“ไอ้แทนทัช แต่ละอย่างที่คิดออกมานะไกลคุกหน่อยได้ไหมว่ะ”

มัสยะหันมาดุเพื่อนแทนทัชหัวเราะก่อนจะกอดคอพากันไปเรียน

วันหยุด ทว่าวันนี้มัสยากลับแต่งตัวสวยกว่าที่เคยเป็นนางเดินเข้ามาหาลูกชายที่นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์

“วันนี้แม่จะพาลูกไปรู้จักกับเจ้านายของแม่ผู้มีพระคุณของเรา”
“จริงเหรอครับแม่”

ชายหนุ่มละสายตาจากเกมส์คอมพิวเตอร์หันมองมารดาที่แต่งตัวเปรี้ยวกว่าทุกวัน เขาไม่เคยเห็นมัสยา สวมกางเกงยีนส์มาก่อนเลยนะนี่พึ่งจะเห็นก็วันนี่เพิ่งจะรู้ว่ามารดาของเขาหุ่นดีเชียวละ

“เหมือนนัดกิ้กเลยอะแม่”
“เขาเป็นเจ้านาย”

“อายุมากกว่าแม่สักกี่ปีเชียว”
“แต่มีหลานสาวสวยมากเลยนะ อายุเอ่อ เขาเกิดก่อนลูกสี่เดือน”

“อยากรู้จักจังแฮะ”
“ไปแต่งตัวสิเจ้าปลาน้อย”

มารดาแซวด้วยชื่อที่ไว้เรียกกันเฉพาะแม่ลูก

“แม่ตัวเล็กก็หาเสื้อให้หน่อยสิครับไม่อย่างนั้นลูกปลาจะรู้เหรอว่า ตัวไหนใส่แล้วหล่อจนสาวมองนะ”

เขาทำเสียงออดอ้อนมารดา
“จ้า”

เขาหันมาสนใจกับเกมส์คอมพิวเตอร์ต่อ
เจ้านายของมารดา คนที่คอยช่วยเหลือกันมาตลอด คนที่ไม่เคยทอดทิ้งกันแม้จะไม่เจอหน้ากัน และเป็นคนที่ให้งานมารดาสม่ำเสมอจนมีเงินเลี้ยงเขาโตจนป่านนี้ หากไม่มีคน ๆ นี้ชีวิตของเขาและมารดาคงจะลำบากมากกว่านี้ผิดกับบิดาบังเกิดเกล้าที่เขาไม่เคยรู้เรื่องราวเลยแม้สักนิด

เขาได้ยินเรื่องราวของเจ้านายมารดาเสมอ รวมไปถึงหลานสาวแสนรักแสนห้าวของเขาด้วย ได้ยินจนอยากจะเห็นหน้าเสียแล้วสิ
ชายสูงวัยคนนั้นนั่งอยู่ข้าง ๆ หญิงสาวหน้าตาคุ้นตาจนเขาต้องกระพริบตาถี่ ๆ หลาย ๆ ครั้ง หากดวงตาเขาก็ไม่เคยพลาดสักครั้ง

..นั่นมันยายเพลงพลอย นี่หว่า..
“นั่นไงลูก เจ้านายของแม่”

ชายวัยเกษียนหันมามองทั้งสองแม่ลูกก่อนจะลุกขึ้นยืนฉุดให้หญิงสาวที่นั่งอยู่ต้องลุกตามและมองตามสายตาของผู้เป็นปู่ไป หล่อนกระพริบตาเช่นเดียวกับที่มัสยะกระพริบมาแล้ว

“ไอ้ปลามัส”
เพลงพลอยพึมพำน้ำเสียงนั้นเล็ดลอดแค่มุมปากจึงไม่มีใครได้ยินเสียงหล่อน รู้สึกยินดีที่ได้เห็นหน้ามัสยะเป็นคนที่บิดาเคยเล่าให้ฟังบ่อย ๆ มากกว่าเป็นคนอื่นที่หล่อนต้องทำความรู้จักเพิ่ม

“เพลงพลอยนะมัสเป็นหลานสาวของลุงเอง เกิดก่อนมัสสี่เดือนเป็นเพื่อนกันได้นะ”

เพลินแนะนำกับมัสยะอย่างเป็นกันเองและเห็นมัสยะเป็นเหมือนหลานชายของตัวเองไปด้วยอีกคนหนึ่งเมื่อเขาได้เห็นว่ามัสยาเลี้ยงลูกชายได้ดีขนาดไหนใบหน้าที่ยิ้มแย้มจริงใจของมัสยะนั้นบอกได้เป็นอย่างดี ว่าเขามีสุขภาพจิตที่ดีและเติบโตมากับสิ่งแวดล้อมที่ดี

“ครับ”
“ไม่ได้หรอกค่ะ ต้องเป็นพี่เป็นน้อง เพลงเป็นพี่มัสเป็นน้องชาย”

เพลงพลอยเสียงแข็ง มัสยะส่ายหน้าท้อ ๆ ขณะที่เพลินหัวเราะกับกริยาของหลานสาวตนเอง

“ทำไมอย่างนั้นละเพลง”
“ผู้ชายคนนี้เป็นรุ่นน้องที่มหาวิทยาลัยของเพลงค่ะเป็นคนที่วิ่งชนเพลงจนข้อศอกเจ็บไปเมื่อวันก่อนไงค่ะปู่ แล้วก็ยังไม่ได้รับผิดชอบอะไรสักนิด”

หญิงสาวถือโอกาสฟ้องปู่

“มัสไปวิ่งชนเพลงตั้งแต่เมื่อไหร่กันลูก แล้วทำไมไม่บอกแม่เลยละ”

“ผมนี่นะวิ่งชนมีแต่..”
เขาหันไปมองตาเขียวดุของเพลงพลอยถึงกับพูดไม่ออกนอกเสียจาก

“ผมลืมไปแล้วครับแม่”
“ลืม นายลืมกับเรื่องที่ทำฉันเจ็บขนาดนี้นี่นะ”

ชายหนุ่มตาเหลือกหันมามองหน้าหล่อนเมื่อได้ยินเสียงโวยวายคาดไม่ถึงจริง ๆ เขามองหน้าหล่อนกลับไปบ้างอยากรู้เหมือนกันว่าจะทำยังไง

..หรือจะให้ผมบอกความจริงว่าคุณขับรถชนผม..
..นายตะหากซุ่มซ่าม..

ขณะที่สองสายตาของหนุ่มสาวกำลังจ้องใส่กันอยู่นั้น ผู้ใหญ่ก็หันมายิ้มให้แก่กันด้วยความเอ็นดู

“มัสจ่ะ แล้วมัสขอโทษเพลงเขาไปหรือยัง ขอโทษเขาซะขอให้หายขาดและก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน เรียนที่เดียวกันเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกันควรจะรักกันไว้มากกว่าเป็นศัตรูกัน”

“ครับผมก็อยากจะเป็นแบบนั้นเหมือนกัน”
เขาพูดและหันไปมองตาหญิงสาว

“นายอยากจะเป็นอะไรกับฉัน”
“เป็นคนรักมากกว่าศัตรู”

“นี่นายจะจีบฉันเหรอ ปู่ค่ะ”

หล่อนหันมาทางปู่หวังว่าปู่คงจะช่วยหล่อนได้หากเพลิน
กลับหัวเราะออกมาด้วยความเอ็นดู

“ปู่ไม่เห็นมัสเขาจะจีบลูกตรงไหนนี่หน่า คนเรารักกันดีกว่าเกลียดกัน”

“แต่เขาว่าจะเป็นคนรัก”
“ก็ดี ไม่มีอะไรเสียหายปู่เต็มใจ”

ปู่เปิดใจกว้างทำเอาเพลงพลอยหน้างอขณะที่มัสยะยิ้มหน้า
บาน จนหญิงสาวนึกอยากจะเอาอะไรสักอย่างมาจิ้มแก้มป่อง ๆ ของคนหน้ากลมให้หุบลงซะบ้าง


ลูกชายโต ๆ ที่อ้อนแม่ขนาดนั้นอาจจะหายากจริงค่ะ แต่ถ้าลูกชายที่รักแม่มากกกกก(แบบมัสยะ)ล่ะก็เชื่อว่ามีเยอะนะ

ส่วนตัวรู้สึกว่าผู้ชายที่รักแม่นี่น่ารักอ่า

จากคุณ : littlevalvie
เขียนเมื่อ : 19 มี.ค. 53 14:21:14


กร๊าก แรกๆ ปากร้ายพอกัน หลังๆ ชักจะยังไงๆ นะครับเนี่ย อิๆ


จากคุณ : คุณพีทคุง (พิธันดร)
เขียนเมื่อ : 19 มี.ค. 53 18:42:24

ทักเพื่อนร่วมมหาลัยได้น่าสะดุ้งมาก

จากคุณ : scottie

คุณ เพลง มีพี่ชื่อ ทัดดาว ไม๊ ?

จากคุณ : PANPISA
เขียนเมื่อ : 20 มี.ค. 53 00:25:26


:)

จากคุณ : xyz (xyzjung)
เขียนเมื่อ : 19 มี.ค. 53 10:

 

โดย: ปันฝัน 31 มีนาคม 2553 13:09:48 น.  

 

เมื่อหัวใจไม่ลงรัก 5-6

ตอบเม้นท์ก่อนนะค่ะ

คุณ xyz (xyzjung) ขอบคุณที่แวะมาอ่านค่ะ

คุณ littlevalvie ผู้ชายส่วนมากไม่ค่อยแสดงออกให้ใครเห็นเนอะ

คุณ พิธันดร ยังไง ยังไง น้า

คุณ scottie เอ..เขาไม่ทักกันแบบนี้เหรอ ค่ะ

คุณพันพิสา ไม่มีนะ แต่นังทัดดาวนี่ละทำให้เมื่อคืนไม่ได้งานไม่ได้การ แหม้ พอใครเขารู้ว่าเป็นผู้หญิงเล่นรู้กันหมดทั่วบ้านทั่วเมืองเลย นี่ละคนเราพอความลับเปิดเฝยแค่คนเดียว รู้ไหหมดทุกคน (อินจัด)


เมื่อหัวใจไม่ลงรัก บทที่ 5

บทที่ 5

“เฮ้ยนัทธ์”

ชายวัยกลางคนเงยหน้าขึ้น เขายังเป็นคนที่สุขภาพดี เพราะดูแลตัวเองอย่างดีแม้อายุจะผ่านขึ้นเลข 5 แล้วก็ตาม ยังไม่มีใครคาดเดาอายุของเขาถูกได้ง่าย ๆ หน้าตาของเขาไม่ได้ร่วงโรยไปตามวัย

เพราะงานที่ทำไม่ได้หนักหนาเหมือนในวัยหนุ่มที่เป็นพนักงานในระดับปฏิบัติการ มาในวันนี้เขาทำงานในระดับหัวหน้า มีคนปกครองให้ใช้สอยและทำงานนั่งโต๊ะอยู่ในห้องแอร์ และความที่เป็นคนไม่ดื่มไม่สูบทำให้ร่างกายของเขายังแข็งแรงอยู่ไม่มีโรคภัยถามหาง่าย ๆ

“ว่าไงว่ะ”

เขาเอ่ยถามเพื่อนร่วมงานที่เดินเข้ามาในสำนักงาน เพื่อนที่เคยเป็นพนักงานในระดับปฏิบัติงานด้วยกันแต่ไม่ได้เจอกันนานแล้วเพราะแยกไปอยู่กันคนละสายงาน
“ไปไหนมาว่ะแล้วนี่มาทำไม”

“มาเบิกเงิน”
คนพูดยิ้มแล้วโชว์เอกสารเงินกู้ให้ดู ทำให้เขายิ้มตอบ
“ต้องการคนค้ำประกันหรือเปล่า”

“ไม่ต้องว่ะ ไอ้จญมามันด้วย”

“เหรอ ดีจังไว้เย็นนี้ไปกินอะไรกันนะไม่ได้เจอกันนานแล้ว ข้าเลี้ยงเองในฐานะเจ้าถิ่น”

นัทธ์ยิ้มกว้าง และรอยยิ้มนั้นคนมองกระพริบตาหลายครั้งก่อนจะร้องบอก

“ข้ารู้แล้วว่ะไอ้นัทธ์ว่าคน ๆ นั้นเหมือนใครเหมือนแกนี่เอง”
“อะไรของแกว่ะวิทย์”

“วันก่อน ข้าเจอเด็กหนุ่มคนหนึ่ง กำลังสงสัยอยู่ว่าเหมือนใครเพราะหน้าคุ้นมากที่ไหนได้ เหมือนแกนะเองเหมือนมากเหมือนเป็นคน ๆ เดียวกันไม่เหมือนกันก็ตรงตานี่ละมีที่เดียว ตาไม่เหมือน”

“อะไรนะ”

ปากกาในมือตกหล่นไปแล้ว นัทธ์เบิกตากว้าง จังหว่ะการเต้นของหัวใจขาดหายไป

“วิทย์แกเจอที่ไหนว่ะ”

เขากระโจนกระชากคอเสื้อวิทยาข้ามโต๊ะจนเจ้าตัวตกใจดีว่าในห้องที่มีฉากกั้นนี้มีนัทธ์ทำงานอยู่คนเดียว

“ในร้านอาหาร”
“แล้วมีไหมผู้หญิง ที่เอ่อ อายุมากกว่าเขา”

“มีสิเป็นแม่ ได้ยินที่เขาคุยกันนะ”

พูดจบวิทยาก็มองหน้านัทธ์ และค่อย ๆ แกะมือออกจากคอเสื้อของเขาดันตัวให้นัทธ์กลับไปนั่งที่เดิมเหมือนหุ่นยนต์ จ้องหน้านัทธ์
อย่างไม่วางตาก่อนจะถามอีกครั้ง

“แกเป็นอะไรว่ะนัทธ์
“เด็กหนุ่มที่เหมือนข้าราวกับคน ๆ เดียวกันได้มันจะเป็นใครละ”

นัทธ์ย้อนเหงื่อท่วมหลังมือของเขา

“เฮ้ย..”

คราวนี้วิทยาร้องลั่นบ้าง

“ว่าแล้วเชียวผู้หญิงคนนั้นก็คุ้นหน้าเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อนแต่ก็คิดไม่ออกน่าจะใช่”

วิทยานั่งลงบนโต๊ะทำงานของนัทธ์อย่างใช้ความคิด เช่นเดียวกับนัทธ์ที่เงียบงัน

“จริง ๆ เหรอว่ะ”
นานกว่านัทธ์จะถามขึ้นมาพร้อมกับผจญที่เปิดประตูเข้ามา

“เป็นอะไรว่ะเครียดกันจัง”

“จญแกบอกไอ้นัทธ์หน่อยสิว่าวันก่อนเราเจอเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ร้านอาหารหน้าตาเหมือนมันมาก”

“คนนั้นนะเหรอ เออ ยังสงสัยเลยว่าเหมือนใคร เหมือนแกนี่เอง สงสัยว่าแกไปแอบซ่อนเมียกับลูกไว้ที่ไหนหรือเปล่า แล้วยายมุกจะไม่วีนหักคอแกเหรอว่ะ”

“พอหยุดพูดเถอะ”

วิทยาเอามือมาปิดปากเพื่อน
“อะไรของแกว่ะ”

ผจญมองหน้าอย่างไม่เข้าใจ
“ร้านอาหารนั่นอยู่ตรงไหนว่ะ”

นัทธ์คว้าเสื้อนอกทำท่าจะก้าวออกไปหากวิทยาดันเขากลับไปนั่งที่เดิมอีกครั้ง

“แกจะบ้าหรือไง ใครจะไปร้านอาหารเดิม ๆ ทุกวัน”
“บางที ที่พักอาจจะอยู่แถวนั้นก็ได้”

“ใจเย็น ๆ ก่อนไว้เย็นนี้เราไปด้วยกันนะ”
“แน่นะโว้ย”

“เออ..”
“มันเรื่องอะไรว่ะ”

ผจญถามอีกครั้ง
“แกจำไม่ได้หรือไง วันนั้นเราบังเอิญเจอใคร ลูกและเมีย
ของไอ้นัทธ์ที่มันทิ้งไปเมื่อยี่สิบปีที่แล้วนะ”

“หะ”

ผจญตาเหลือกหากวิทยาต้องเอามือปิดปากเพราะเขาดันพูดอะไรที่เสียดแทงหัวใจของนัทธ์ไปซะแล้ว

“ข้าขอโทษนะโว้ย”
“ช่างเถอะมันเป็นเรื่องจริงข้าทิ้งพวกเขาจริง ๆ”

น้ำเสียงนั้นแสนเศร้าและหมดอาลัยตายอยากในชีวิตจนน่า
สงสาร
“แต่โลกมันกลมเดี๋ยวก็คงได้เจอกันอีก”

“ถ้ามันกลมจริงๆ มันต้องตั้งยี่สิบปีเชียวเหรอว่ะถึงจะได้
เจอ”

“เอ่อคือ..”

ไม่มีใครตอบคำถามนั้นได้ นอกจากเพียงความเงียบเข้ามาแทนที่

หัวใจของนัทธ์เวลานี้ร้อนรุ่มไม่อาจจะเงียบสงบลงได้อีกแล้ว

..ยี่สิบปี ยี่สิบปีนะ ไม่ใช่วันสองวัน สองคนนั้นจะเปลี่ยนแปลงไปยังไงทุกวันเขาต้องมานั่งจินตนาการว่าลูกของเขาจะหน้าตาเป็นแบบไหนและจะเติบโตขึ้นมายังไง มัสยาจะสั่งสอนลูกให้เป็นแบบไหน เขาอยากรู้ อยากรู้เหลือเกิน..

อยากอุ้มอยากกอดลูก มันทวีหนักขึ้นเมื่อตอนที่มุกนภาท้องและแท้งไปอย่างน่าเสียดาย เมื่อ 18 ปีก่อน และนั่นเป็นสาเหตุที่หล่อนไม่สามารถตั้งท้องได้อีกแล้ว ทำให้เขาอยากพบอยากเจอและพยายามตามหาอยู่ตลอดเวลาโดยที่ไม่มีใครรู้ ชีวิตของเขาหมดความสุขที่แท้จริงไปนานแล้ว

นัทธ์กลับเข้าบ้านพักด้วยใบหน้าที่เครียดจัด จนมุกนภาที่นั่งดูทีวีอยู่หันมองด้วยความสนใจ

“ไปไหนมาพี่นัทธ์”
คำแรกที่มุกนภาร้องถามเขา ทำเอาเขาหยุดนิ่ง

“ทำไมไม่บอกก่อนล่วงหน้าละหรือพามุกไปด้วยมุกรอพี่อยู่นะ”

“แล้วทำไมมุกไม่นอนเสียละ”

“ก็บอกแล้วไงว่ามุกรอพี่”

เสียงนั้นดังขึ้นเรื่อย ๆ หากเสียงของนัทธ์ยังคงเงียบและสะกดอารมณ์อย่างเต็มที่

“คราวหลังก็ไม่ต้องรอ”

“เอะ..พี่นัทธ์พูดแบบนี้กะมุกได้ยังไงพูดได้ยังไง มุกเป็นเมียพี่นะ มุกเป็นเมียพี่”

เสียงหวีดร้องนั่นดังขึ้นอย่างแสบแก้วหู นัทธ์รีบเดินเข้าห้องนอนและปิดประตูลงกลอนอย่างหนาแน่นไม่อยากให้มุกนภาเข้ามาวุ่นวายกับเขาในตอนนี้

..เพียงเท่านี้เขาก็แทบไม่มีหัวใจแล้ว เพียงเท่านี้เขาก็ไร้เรี่ยงแรงจะยืนแล้ว..

เขามองไปยังกระจกมุมห้องที่สะท้อนตัวเขาอยู่เห็นภาพตนเองนั่งอย่างไร้ชีวิตอยู่ที่นั่น..

“แกมันบ้าไปแล้ว”

เสียงจิรายุดังก้องชัดเจนในความทรงจำของเขาแม้ว่ามันจะผ่านมายี่สิบปีแล้วก็ตาม

“แกทำแบบนี้กับน้องเล็ก กับเจ้าลูกปลาได้ยังไงแกมันบ้าไปแล้ว”

“ข้าจำเป็นต้องเลือกนะโว้ย”

“แล้วทำไมไม่เลือกลูกเมีย เลือดในอกของแกไปเลือกคนอื่นทำไม”

“มุกเขาก็เมียข้านะ แล้วถ้าเขามีลูกลูกของเขาก็เป็นลูกของข้าเหมือนกัน”

“แกมันบ้า”

จิรายุผลักไหล่นัทธ์อย่างผิดหวังเหลือคณา หากไม่ใช่เพื่อนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา เขาคงจะต่อยหน้านัทธ์ไปหลายหมัดแล้ว

“แกมันบ้า บ้ามากรู้ไหมไอ้นัทธ์”
จิรายุเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มตนเอง

“แกทำให้เพื่อนอย่างข้าเสียใจที่คบเพื่อนอย่างแก ข้าเห็นแกเหมือนเป็นฆาตกรเลือดเย็น แกฆ่าคนตายทั้งเป็นสองคน สองชีวิต สองคนนั้นไม่มีทางสู้ร้องขอแค่ความสงสารจากแก แกให้เขาไม่ได้”

“หยุดพูดเถอะว่ะมันย้อนมาไม่ได้แล้วไม่ใช่ข้าไม่เสียใจไม่รักเจ้าปลา นะ ข้าก็รักก็ห่วงลูกเหมือนกัน”

“แต่แกรักคนอื่นมากกว่า”
“เลิกพูดเถอะน่า”

“น้องเล็กเขาทำความผิดอะไรว่ะนัทธ์”
เงียบไม่มีคำตอบจากนัทธ์

“แล้วยายมุกมันมีความดีอะไรนักหนา”
เงียบอีกเหมือนกัน

“ไว้ แกตอบคำถามข้าได้เมื่อไหร่เราค่อยเป็นเพื่อนกันก็แล้วกัน”

จิรายุพูดและหันหลังเดินจากไป เขาเองก็ไม่กล้ารั้งเอาไว้ ไม่คิดว่าจิรายุจะโกรธเขามากขนาดนี้ แต่ก็ควรจะเพราะจิรายุรู้จักมัสยามาก่อนหน้าเขา และด้วยจิตใจของมัสยาที่ใสสะอาดทำให้เพื่อน ๆ ของเขาทุกคนไม่แม้แต่จิรายุก็ชอบพอหล่อนทั้งนั้น พร่ำบอกเขาอยู่ทั้งเสมอว่าเขาโชคดีที่มีหล่อน

เพราะชีวิตของเขาจะไม่มีวันลำบากเลย มัสยาเป็นผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่เก่งมากหล่อนไม่เพียงแต่ทำงานบริษัท ยังทำงานพิเศษเขียนต้นฉบับนวนิยายส่งสำนักพิมพ์ด้วย เรื่องเงินสำหรับหล่อนจึงไม่ใช่ปัญหา แต่สำหรับพวกเขาในเวลานั้นที่เพิ่งเริ่มต้นกับหล่อน ยังเป็นแค่ลูกจ้างกินเงินเดือนอย่างเดียว เดือนชนเดือนแทบไม่พอใช้

ชีวิตหักเหก็ตอนที่เขาสามารถสอบเข้าเป็นพนักงานปฏิบัติการรัฐวิสาหกิจ เขาถึงได้มีหน้ามีตา บิดามารดาของมุกนภาจึงไม่รังเกียจเขาเพราะตำแหน่งหน้าที่ของเขาที่นับวันสูงและก้าวหน้าขึ้นเรื่อย ๆ

เมื่อเขาเลือกมุกนภา ชีวิตไม่ได้สวยงามอย่างที่หวัง หล่อนทำงานไม่เป็นหลักแหล่งทำได้ไม่กี่เดือนก็ลาออกทนไม่ได้ซะทุกที่ไป นานเข้าก็ไม่ไปทำงานแต่งตัวอยู่บ้านเฉย ๆ หรือไม่ก็ไปเที่ยวกับเพื่อนวัยเดียวกันกับหล่อน และกลับมาหาเรื่องทะเลาะกับเขาบ่อยครั้ง มุกนภาไม่เคยยอมให้เขาแม้เพียงครั้งเดียว เขาเป็นคนยอมหล่อนตลอด

..เพราะอะไร รักหรือ เขารักหล่อนมากขนาดยอมหล่อนมากขนาดนี้เลยเหรอ..

บทที่ 6
“ไอ้ปลามัส”

เสียงเรียกจากอีกฟากถนนทำให้ชายหนุ่มต้องหันไปมอง หล่อนพยายามเหลือเกินแฮะที่จะเรียกหล่อนแล้วอย่างนี้เขาจะไม่หยุดรอได้ยังไง

เพลงพลอยรีบวิ่งข้ามถนนไม่ทันระวังและรถคันหนึ่งที่แล่นผ่านมาก็เฉี่ยวหล่อนจนล้มกลิ้ง

“ยายโง่เอ้ย”
มัสยะรีบวิ่งไปอุ้มเพลงพลอยมาข้างถนน

“เป็นอะไรมากไหมนี่”
“เจ็บขา”

หล่อนเอามือกุมขาเลือดไหล มัสยะเห็นแล้วใจหาย
“ไปโรงพยาบาลไหม”

นัทธ์ซึ่งเป็นคนขับรถรีบลงจากรถมาเพื่อแสดงความรับผิดชอบ ในสิ่งที่เขากระทำแต่เมื่อเห็นใบหน้าของมัสยะแล้วเขาก็อึ้งไปวินาทีเดียวเขาก็เรียกลูก

“ลูกปลา”
“ผมไม่ได้ชื่อลูกปลาครับผมชื่อมัสยะ”

เขาแนะนำชัดเจน ใบหน้าของชายวัยกลางคนตรงหน้าเหมือนภาพสะท้อนให้เขาเห็นเงาของตัวเอง

“แต่..”
“ขอโทษนะครับผมต้องรีบพาเพลงพลอยไปหาหมอคลินิกอยู่ตรงนั้นเอง”

ฃายหนุ่มพูดและรีบอุ้มเพลงพลอยไป นัทธ์จ้องมองตามไปด้วยความรู้สึกที่อยากจะตามไปแต่เสียงแตรรถคันหลังบีบเรียกทำให้เขาต้องกลับไปที่รถและขับออกไป

“มัสรู้จักผู้ชายคนนั้นด้วยเหรอ”

“ไม่รู้”

“ไม่จริงอะ”
คนดื้อรั้นรีบพูดออกมาตามใจคิด

“จะเชื่อก็ไม่เชื่อก็ช่าง แต่คราวหลังนะข้ามถนนช่วยดูรถหน่อยถนนใหญ่นะครับไม่ใช่ถนนซอยในมหาวิทยาลัยคุณพี่เพลงพลอย”

เขาดุ
“เรียกเพลงเฉย ๆ ก็ได้ไม่ต้องเรียกพี่หรอกอายุห่างแต่สี่เดือนเอง”

“ยอมรับแล้วเหรอเป็นเพื่อนได้ใช่ไหม”
“เออ..แต่มัส”

เพลงพลอยมองหน้ามัสยะแล้วคิดถึงใบหน้าของชายคนที่ขับรถเฉี่ยวหล่อน

“หน้าเหมือนคน ๆ นั้นเหมือนเป็นพ่อกับลูกเลยนะ”
“ไม่ใช่หรอกไม่มีพ่อไม่เคยมีและไม่จำเป็นต้องมี”

“เดี๋ยวก่อนก่อนจะพูดอะไรออกมาหยุดก่อน”
เพลงพลอยดึงไหล่เขาเอาไว้ชายหนุ่มหันมามองตาหล่อน

“หลอกใครก็หลอกได้อย่าหลอกหัวใจตัวเอง ฉันรู้เรื่องของนาย ฉันรู้ว่านายคิดอะไรอยู่โกรธแค้นก็เป็นธรรมดาแต่ไม่มีลูกคนไหนไม่อยากเจอพ่อหรอกครั้งหนึ่งในชีวิต”

“มันคงไม่จำเป็นแล้วอย่ามารู้ใจเราเลย”

น้ำเสียงของเขาเบาลง

“รู้สิก็ฉันเกิดก่อนนายตั้งสี่เดือน”

..เอาอีกแล้วแค่เกิดก่อนก็ต้องข่มกันด้วยหรือไงนะ..
เขาคิดด้วยความหงุดหงิดขณะที่เพลงพลอยยิ้ม อย่างผู้ชนะ ก็ชนะที่
สามารถเกิดก่อนเขาได้นี่ละ

“นายต้องรับผิดชอบพาฉันไปส่งที่ห้องเรียนเข้าใจไหม”

“รู้แล้วน่า”

เขารับคำเสียงขุ่นหัวใจยังมีเรื่องบางเรื่องให้ต้องคิดทำให้เพลงพลอยที่เหมือนรู้ใจพลอยเงียบไปด้วยถ้าให้กลับข้างกันและเป็นหล่อนหล่อนจะทำยังไงนะจะโกรธแค้นคนที่ทิ้งกันตั้งแต่ยังจำความไม่ได้ได้สักแค่ไหนกัน

“อย่าคิดถึงพ่อในเรื่องไม่ดีนะมัส พ่อยังไงก็เป็นพ่อ อย่าคิดให้ตัวเองเป็นทุกข์อย่าทำอะไรที่เป็นบาปเป็นกรรม เข้าใจไหม”
เพลงพลอยเอามือแตะไหล่ชายหนุ่มเมื่อเขามาส่งหล่อนถึงห้องเรียน

“รู้แล้วแต่ธัมมะธัมโมเหลือเกินนะแม่คุณสอนตัวเองก่อนเถอะ”

ชายหนุ่มบอกและเดินออกไปสวนทางกับนิหน่าที่เดินเข้ามา

“ใครนะเพลง”

“คนนี้ไงไอ้หน้ากลมนะ”

“หล่อขนาดนี้เชียว”

“ตรงไหน”

หญิงสาวทำเสียงแข็ง

“ก็ทั้งตัวนะแหละว่าแต่เขามาทำอะไรที่นี่”

“ฉันถูกรถเฉี่ยวเธอเห็นแผลที่ขาไหมนี่เขามาส่ง”

“เหรอ”

นิหน่าเห็นผ้าพันแผลแล้วก็ตกใจ รีบโทรให้ยักษ์มาเยี่ยมเพลงพลอยทันทีแต่มันสร้างความไม่พอใจให้กับเพลงพลอย

“ทำไมเธอต้องบอกพี่ยักษ์ด้วยละ”

“ก็พี่ยักษ์จะได้ดูแลเธอได้ไง”

“แล้วเธอถามฉันบ้างไหมละว่าพอใจหรือไม่พอใจ ต้องการหรือเปล่า”

คำพูดแข็ง ๆ นั้นทำให้นิหน่านิ่งเงียบแต่สักพักก็ยิ้มออกมาตามประสาคน
ที่ไม่คิดอะไรมาก

“ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้วเดี๋ยวเขาก็คงมาเองละ”

เพลงพลอยทำหน้าเบื่อหน่ายไม่อยากเจอยักษ์แต่จะทำยังไงได้ละในเมื่อแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว

จากคุณ : ปันฝัน

..หนีสิ..

คำตอบนี้เตือนอยู่ในใจหล่อน และเมื่อมีโอกาสหลบพ้นจากนิหน่าหญิงสาวก็รีบทำทันที ที่หน้าประตูมหาวิทยาลัยเพลงพลอยมองเห็นนัทธ์ยืนชะง้ออยู่ตรงนั้นจึงเดินเข้าไปหา

“สวัสดีค่ะคุณลุง”

“หนู..หนูเป็นยังไงบ้าง”

เขาถามด้วยความห่วงใยเมื่อเห็นว่าป็นเด็กสาวที่เขาเพิ่งขับรถเฉี่ยวเมื่อตอนเช้า

“ก็เป็นแผลเป็นนิดหน่อยค่ะ คุณลุงมารอถามข่าวหนูเหรอค่ะ”
“ใช่จ่ะแล้วก็อยากจะถามเรื่องเพื่อนของหนูด้วย”

“มัสยะเหรอค่ะ”

“มัสยะ”

นัทธ์ทวนคำนั้นก่อนจะพยักหน้า

“เป็นรุ่นน้องค่ะ เรียนคนละคณะ ตอนนี้ก็คงเรียนอยู่แต่หนูอยากจะกลับบ้านแล้ว”

“เจ็บแผลใช่ไหม ให้ลุงไปส่งไหม”

“ลุงไม่ทำงานเหรอค่ะ”

เพลงพลอยมองคนตรงหน้าอย่างประเมิน หากดูกันชัด ๆ ตรง ๆ รูปหน้าช่างเหมือนกับมัสยะราวกับแกะกันมา ผิดกันก็แค่ตรงกรอบดวงตาเท่านั้น ที่ไม่เหมือน

“ลุงมีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่า”

นัทธ์เอ่ยและมองไปข้างในอีกครั้ง

“งั้นไปส่งเพลงที่บ้านหน่อยนะคะเพลงปวดขา”

“ได้ครับ ยืนรอตรงนี้นะเดี๋ยวลุงเอารถมารับ”

“ค่ะ”

หล่อนยิ้มให้ชายวัยกลางคนที่เพิ่งพบเจอกันวันนี้ แต่หล่อนก็ไว้ใจพอที่จะอนุญาตให้เขาไปส่งถึงที่บ้าน

“หนูชื่อเพลงค่ะลุงชื่ออะไรเหรอ”

“นัทธ์ครับ”

“ออกเสียงเหมือนมัสยะเลยนะหน้าตาลุงก็คล้าย ๆ กับมัสเหมือนเป็น
ญาติกันเลยค่ะ”

“ในสายตาของหนูเพลงเหมือนมากเลยเหรอ”

“ก็..ค่ะ”

หล่อนพยักหน้ายอมรับ เหมือนจนไม่อยากเชื่อว่ามีคนอีกคนที่หน้าตาเหมือนนายแปะยิ้มคนนั้น

“เขาเป็นยังไงบ้าง”

“เรื่องอะไรละค่ะนิสัยความรู้หรือว่าฐานะ”

“ทุกอย่าง”

“โอ้โหลุงอยากรู้เรื่องเขาไปทำไมค่ะ”

นัทธ์เงียบไม่มีคำตอบที่เพลงพลอยรู้ดีอยู่แก่ใจว่าเขาอยากจะรู้ไปเพื่ออะไรหล่อนจึงพูดไปว่า

“แม่ของมัสสวยค่ะ ถึงเขาจะไม่มีพ่อ แต่ความรักที่แม่เขามีให้ทำให้มัสไม่กล้าทำตัวเหลวไหลหรือเสียคนแต่เป็นคนที่ดีมาก ๆ คนหนึ่งค่ะ แม่ของเขาเลี้ยงลูกเขาได้ดี”

เสี้ยวหน้าของนัทธ์มีรอยยิ้มเมื่อเพลงพลอยพูดออกมาอย่างนั้น

นัทธ์เลี้ยวรถเข้าไปจอดในบ้านของเพลงพลอยหล่อนชวนเขาเข้ามาดื่มน้ำในบ้านและพบกับญาติผู้ใหญ่ของหล่อนเพลินมองชายวัยกลางคนที่เดินตามหลานสาวเข้ามาด้วยความงุนงง

“ผมขับรถเฉี่ยวเพลงที่หน้ามหาวิทยาลัยนะครับเลยพามาส่ง”

“เกิดอุบัติเหตุอีกแล้วเหรอเพลง”

“นิดเดียวเองค่ะปู่ ไม่เจ็บอะไรมากมายหรอกเดี๋ยวเพลงไปเอาน้ำมาให้นะค่ะ ลุงนัทธ์”

เพลงพลอยเดินไปข้างหลัง เพลินได้มีโอกาสพิจารณาแขกตรงหน้าเขาอึ้งไปกับรูปหน้าของชายตรงหน้าเพลงพลอยเดินกลับเข้ามาด้วยน้ำเย็นหนึ่งแก้ว

“หนูรู้ไหมว่าสองคนแม่ลูกนั่นพักที่ไหน”
“ลุงอยากเจอเขาเหรอค่ะ”

“ครับ”

“เขาก็อยู่ในที่ที่เขาอยู่นะแหละค่ะแต่เพลงไม่เคยไปสักครั้งหนึ่ง ถ้าเป็นคุณลุงเพลงเชื่อว่าคุณลุงจะต้องรู้ว่าพวกเขาพักที่ไหนแน่นอน”

“เดี่ยวก่อนเพลง”

เพลินรีบร้องท้วงขึ้น

“ผู้ชายคนนี้เป็นใครกัน”

“เป็นคนที่ขับรถเฉี่ยวเพลงไงค่ะปู่”

“แล้วสองแม่ลูกนั่นละ”

“มัสยะกับน้าเล็กไงค่ะปู่ ไม่รู้เป็นยังไงลุงนัทธ์ถึงอยากรู้เรื่อง
ของสองคนนี้มากเหลือเกิน”

“เหรอครับ”

สีหน้าและแววตาของเพลินที่จ้องมองนัทธ์เปลี่ยนไปจนนัทธ์รู้สึกได้เป็นแววตาของความโกรธขึ้งที่เขาไม่ต้องสังเกตุก็เห็นได้ชัดเจน

“ผมกับมัสยารู้จักกันมานานมากแล้วเราทำงานด้วยกันตลอดไม่เคยทอดทิ้งกัน ผมว่าคุณกลับไปได้แล้วละ ขอบคุณมากที่มาส่งลูกสาวผมแค่เราสองคนไม่มีข้อมูลอะไรจะให้คุณอีก”

“ขอบคุณครับ”

เขาลุกขึ้นและก้าวเดินออกไป

“พาเขามาที่นี่ทำไมนะเพลง รู้ไหมว่าทำอะไรลงไป”
เพลินหันมาเล่นงานเพลงพลอย

“มันไม่ใช่เรื่องสนุกนะเพลง”

“ เพลิงก็ไม่สนุกหรอกค่ะปู่ แต่ลุงเขาน่าสงสารเขาไปยืนอยู่หน้าประตูมหาวิทยาลัยนานแล้ว เพลงว่าที่เพลงพาเขามานี่ไม่มากเกินไปหรอกค่ะ สงสารเขา”

“สงสารเหรอ ผู้ชายคนนี้ควรได้รับความสงสารเหรอ สิ่งที่เขาทำเอาไว้มันควรแล้วเรอะ”

“ปู่ค่ะ”

เพลงพลอยจ้องหน้าผู้เป็นปู่

“เพลงไม่รู้หรอกค่ะว่าอดีตของใครจะเป็นยังไงเพลงรู้แต่วันปัจจุบันเท่า
นั้นว่าควรจะทำมันให้ดีที่สุด ดีกว่าจะมานั่งเสียใจทีหลังเหมือนคนที่เราเห็นเมื่อสักครู่นี่ละค่ หรือปู่จะเถียงว่าความคิดของเพลงไม่เข้าท่า”
เด็กสาวเถียงทำเอาปู่ค้านไม่ออกได้แต่เงียบเสียงไปหลัวจากนั้น

เก่งจิงเพลงพลอย

จากคุณ : PANPISA
เขียนเมื่อ : 20 มี.ค. 53 17:15:

ผมว่าคุณนัทธ์ไม่น่าสงสารแฮะ ถ้ามุกไม่แท้ง คงไม่นึกถึง "ลูก" อีกคน
ส่วนเพลงพลอยก็... อืม... เชื่อคนง่ายไปมั้ยครับ

ฉากรถเฉี่ยว คล้ายๆ การ์ตูนนิดหน่อยนะครับ เฉี่ยวจนล้มกลิ้ง แล้วมัสยะแสดงท่าทีแบบนั้น
คุยกันต่อเป็นคุ้งเป็นแควแบบนั้น แล้วคนเฉี่ยวถูกไล่ไปแบบนั้น มันรู้สึกไม่ค่อยสมจริงอะครับ


จากคุณ : คุณพีทคุง (พิธันดร)
เขียนเมื่อ : 20 มี.ค. 53 18:08:55

คิดเหมือนคุณพีท
และเพิ่มเติมว่ายังใช้ คะ/ค่ะ วะ/ว่ะ ไม่ถูกนะคะ

จากคุณ : scottie
เขียนเมื่อ : 20 มี.ค. 53 18:51:36

คิดเหมือนกันค่ะ ถ้ามุกไม่แท้ง คงไม่มีเวลามาคิดถึงลูกคนนี้หรอกมั้งค่ะ ;) อินไปหน่อย แฮะๆ

จากคุณ : xyz (xyzjung)
เขียนเมื่อ : 22 มี.ค. 53 12:53:11


 

โดย: ปันฝัน 31 มีนาคม 2553 13:15:00 น.  

 

คุณพีทคุง (พิธันดร) เดี๋ยวจะการ์ตูนอย่างคาดไม่ถึงอีกค่ะ ขอบคุณคำแนะนำนะค่ะ น้อมรับค่ะ มันง่ายไปจริง ๆ

คุณ scottie แล้วใช้แบบไหนตอนไหนละค่ะ บอกหน่อย ไม่รุ้จริง ๆ บางทีก็คิดไม่ค่อยออกนะ

คุณพันพิสา ก็เป็นนางเอกนี่หน่า มีเก่งกว่านี้อีก

บทที่ 7

..ที่พัก..

คำนี้ก้องอยู่ในสมองของนัทธ์นานแล้ว เขาควรรู้ว่าหากมัสยาจะมาเมืองหลวงที่ที่หล่อนจะมาพักนั่นเป็นที่ใด และวันนี้เขาก็มาหยุดอยู่หน้าประตูห้อง คอนโดแห่งนั้นที่เขาซื้อไว้เพื่อหล่อนและลูกในวันที่รู้ว่าเขากำลังจะเป็นพ่อคน

วันเปลี่ยน เวลาเปลี่ยนอะไรหลาย ๆ อย่างเปลี่ยนแปลงแต่สิ่งหนึ่งในหัวใจของเขาไม่เคยเปลี่ยนแปลง ยังคงห่วงใยลูกและแม่ของลูกมากเหลือเกิน ยิ่งนับวันยิ่งมากขึ้น ทว่าไม่มีโอกาสได้แสดงออกสักครั้ง

หนุ่มใหญ่ยืนอยู่หน้าประตูเขาตัดสินใจไม่ได้ว่าควรจะทำอย่างไรจะแสดงตัวหรือว่ากลับไปเสียทันใดประตูห้องก็ถูกเปิดออก โดยมือของคนเปิดยังคาอยู่ที่ประตูเจ้าตัวยังพูดคุยกับคนในห้องโดยไม่รู้ว่ามีใครยืนอยู่ตรงหน้าประตู

“แม่ไม่ไปเยี่ยมเพลงกับมัสแน่นะครับ”
“มัสไปเถอะแม่ไม่ชอบนังรถเมารถ”

“งั้นมัสไปนะครับ”
ชายหนุ่มหันกลับมา สายตาเขาเหลือบเห็นคนตรงหน้า ชั่ววินาทีเขาก้าวออกมาจากห้องและดึงประตูปิดด้วยน้ำหนักที่มั่นคง เขาจ้องมองชายวัยกลางคนตรงหน้าเหมือนไม่เคยเห็นเขามาก่อน
หัวใจของชายวัยกลางคนสั่นเครือขณะที่หัวใจของคนหนุ่มตรงหน้ากับเยือกเย็น มันเย็นชากว่าเมื่อครั้งที่เขาทิ้งสองแม่ลูกนั้นอย่างแน่นอน ดวงตาสองคู่ที่เหมือนกันจดจำอยู่ในความทรงจำของเขาปรากฏอยู่ตรงหน้าเขา

อา..วันนี้มันช่างโหดร้ายเหลือเกินสำหรับเขา แม้วันที่ล่วงมาเขาไม่เคยมีความสุขแม้เพียงสักครั้งเดียว

หัวใจเขา..ชายชรารู้สึกว่ามันกำลังจะขาดหายเป็นห้วง ๆ เหมือนจะขาดใจตายเสียอย่างนั้น หรือว่าเมื่อครั้งก่อน มัสยาก็เคยพบกับอาการแบบนี้มาก่อน
“มัส”


เขาพูดได้เพียงเท่านั้นใบหน้าที่เครียดขรึมของมัสยะทำให้เขาพูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว สุดท้ายนัทธ์ต้องเป็นฝ่ายที่ก้าวออกไปเพราะไม่อาจสู้สายตาแข็งกร้าวของคนหนุ่มตรงหน้าได้

“โอ้ย”

มัสยะร้องสะดุ้งเมื่อสัมผัสถึงน้ำแข็งเย็นเฉียบสอดเข้าไปในเสื้อมันหนาวไปถึงรูขุมขนเลยละถึงแม้ว่าอากาศภายนอกจะร้อนก็เถอะ มันคงไม่เย็นเท่ากับน้ำแข็ง

“ทำอะไรนะยายเพลง”

เขาโวยวายใส่เพลงพลอยผู้ที่เล่นอะไรพิเรณเหมือนเป็นเด็ก ๆ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองอายุ ยี่สิบปีเต็มแล้ว

“ก็นายมาเยี่ยมฉันไม่ใช่เหรอนายมัสแล้วทำไมต้องทำหน้าดุโหดแบบนั้นละ จะฆ่าใครหรือไง ไหนลองยิ้มแบบแปะยิ้มที่เคยยิ้มดูสิว่าเป็นยังไง”

เพลงพลอยเอื้อมมือทั้งสองข้างไปจับหน้าชายหนุ่ม มัสยะถอนหายใจก่อนจะคว้าสองมือนั้นมากุมเอาไว้บอกหล่อนด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเหมือนเดิม

“เครียดจริง ๆ เชื่อไหม”
“เชื่อ”

หล่อนพยักหน้าจนเขาแปลกใจ

“ปกติไม่เคยเชื่ออะไรง่าย ๆ ไม่ใช่เหรอแล้วทำไมวันนี้ถึงเชื่อง่ายนักละ”

“เพราะฉันเกิดก่อนนายไงละ”
แล้วหล่อนก็ดึงมือของตัวเองออกจากมือของเขากลับมานั่งที่เดิม และต้องดวงตาที่เต็มไปด้วยความเครียดนั้น

“และฉันก็รู้ด้วยว่านายเครียดเรื่องอะไรนายหน้ากลม”
“เธอรู้”

คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน

“วันก่อนฉันเจอผู้ชายคนนั้นที่หน้ามหาวิทยาลัยเขาจด ๆ จ้อง ๆ เหมือนยืนรอใครอยู่ที่นั่นฉันก็เลยเข้าไปทักและเขาก็อาสามาส่งที่บ้านเพราะเขาเป็นคนทำฉันบาดเจ็บ”

เพลงพลอยเล่าไปยิ้มไปผิดกับชายหนุ่มตรงหน้าที่คิ้วผูกโบว์อย่างหนักและมองหล่อนเป็นฝ่ายตรงข้ามไปซะงั้น

“เขาบอกว่าเขาชื่อนัทธ์และเขาถามเรื่องของนาย สนใจทุกอย่างเกี่ยวกับนายและถามถึงแม่ของนายด้วย และก็ถามถึงที่อยู่ของนายด้วย”

“เธอ..”

“เพราะฉันเกิดก่อนนายไงละ ฉันถึงรู้ว่าควรบอกอะไรแค่ไหน”

“เธอบอกอะไรเขาไปละวันนี้เขาถึงไปยืนหน้าบ้านเรานะ”
ชายหนุ่มมองหน้าหล่อนอย่างเอาเรื่องหล่อนถือสิทธิ์ว่าเกิดก่อนใช่ไหมถึงได้ ทำอะไรตามแต่ใจตัวเองแบบนี้แล้วก็ต้องเข้าข้างผู้ชายคนนั้นแน่นอน

“ฉันว่า แม่นายสวยมาก สอนลูกได้ดี ส่วนที่อยู่ เขาเองต่างหากน่าจะเป็นคนที่รู้ว่าพวกนายอยู่กันที่ไหนแล้วเขาก็ไปถูกสมกับที่คาดเดาไว้จริง ๆ”

หญิงสาวดีดนิ้วแต่มือที่โตกว่ากลับเอื้อมมาขยี้หัว
“เฮ้ยขยี้หัวพี่ได้ไงว่ะไอ้น้องชาย”

จากคุณ : ปันฝัน
เขียนเมื่อ : 21 มี.ค. 53 08:57:20










ความคิดเห็นที่ 2

ต่อค่ะ


“มันน่ากระทืบด้วยซ้ำไปทำแบบนั้นทำไม”

เขาไม่ได้จริงจังนักหรอก แต่หมั่นไส้หล่อนมากกว่า

“ก็อยากรู้ไง แล้วก็ในฐานะที่ฉันเกิดก่อน”
หญิงสาวชี้มาที่ตัวเอง

“ฉันเดาเอาว่านายจะต้องเคยอยากพบผู้ชายคนนั้นแน่นอน และฉันก็ส่งเขาไปเจอนายแล้วนายทำอะไรกับเขาถึงได้มานั่งเครียดอยู่แบบนี้ไม่ดีใจหรือไง”

“เป็นเธอ เธอจะดีใจไหม”

เขาย้อนถามหล่อนเพลงพลอยยังคงส่งยิ้มหวานที่ปกติไม่ค่อยยิ้มนักให้กับมัสยะ เขาถอนใจอีกครั้งเมื่อหล่อนไม่ตอบคำถามเขา

“เธอนี่เป็นคนที่เกิดก่อนและรู้อะไรมากจริง ๆ ด้วยสินะ แต่เธอรู้ไหม เราไม่ได้ทำอะไรเลยแค่มองตา เขาก็ไปซะแล้ว คนเราแบบนี้ละทำความผิดไว้มากเลยไม่กล้าสู้หน้า”

“คิดมากไปหรือเปล่าไม่กล้าสู้หน้าแล้วเขาจะมาหานายทำไม”
“ก็มาเพราะ..”

“คิดถึงอยากเจอ”
เพลงพลอยต่อให้ทันที

“ไม่จริงหรอก”

“ไม่มีใครในโลกใบนี้ที่ได้ทุกอย่าง อย่างที่ใจหวังหรอกนะน้องชาย ผู้ใหญ่มีเหตุผลของเขาที่เราไม่อาจรับรู้ มันผ่านไปแล้วมันไม่สำคัญอะไรกับเราอีกส่วนเราก็ต้องมีเหตุผลในส่วนของเราเหมือนกัน เรื่องเก่าให้มันผ่านไปส่วนเรื่องใหม่อย่าให้มันต้องผิดพลาดอีกเข้าใจไหม”

“ไม่เข้าใจ”

“บัวใต้โคลนตม”

หล่อนด่าให้

“จะบอกว่าโง่เหมือนเดิมก็ได้นะรับได้”

“ชินแล้วอะดิ”

เพลินแอบฟังการสนทนาของหนุ่มสาวแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ หลานสาวในวัยยี่สิบปีเต็มดูหลักแหลมและเป็นผู้ใหญ่กว่าที่เคยเป็นเมื่ออยู่ตรงหน้ามัสยะ เขายิ่งภูมิใจมากยิ่งขึ้นเมื่อเพลงพลอยพูดขึ้นว่า

“ฉันรักปู่ของฉันมาก ความจริงฉันจะไปอยู่กับพ่อและแม่เมื่อไหร่ก็ได้ ถึงฉันไปปู่ก็ต้องไปเยี่ยมฉันอยู่ดี แต่ฉันก็ไม่ไปเพราะฉันรู้ในฐานะหลานไง ว่ารักหลานคนนี้มาก อะไรที่ทำให้เขามีความสุข สบายใจไม่เดือดร้อนฉันก็จะทำเพราะฉันรู้ว่าเวลามีค่าที่เราจะอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขนี้อาจจะมีอีกไม่มากนัก ฉันอยากเห็นคนที่ฉันรักที่สุด อยู่ในสายตาของฉัน ในวันที่ป่วยและร้องเรียกหาฉัน ฉันก็จะอยู่ข้าง ๆ เขา นายเข้าใจอะไรไหมมัส”

“อะไร”

“ชีวิตคนไม่แน่นอนเพราะไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะสูญเสียอะไรบ้างและเราก็ไม่รู้ว่า อนาคตเราจะเป็นอย่างไร เราถึงต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด”

“แต่ไม่ใช่กับคนที่ใจร้ายกับเรา”
“ปฏิเสธได้ไหมละว่าไม่รักพ่อนะ”

หญิงสาวย้อนเข้าให้คำพูดที่ตรงที่สุดมัสยะมองหน้าหล่อนเหมือนอยากจะฆ่าแต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากนิ่งเงียบ ไม่นานนักเขาก็เอ่ยขอตัวกลับ

“ฉันอยากให้นายเข้าใจในสิ่งที่ฉันพูดและบอก”

“เข้าใจ แต่วันนี้ยังทำไม่ได้ ขอบใจนะ ไม่ต้องเดินไปส่งหรอก ขายังเจ็บอยู่แล้วเจอกันที่มหาวิทยาลัยนะพี่สาว”
ก่อนกลับมัสยะส่งยิ้มให้เพลงพลอยทำให้หญิงสาวยิ้มแป้นด้วยความยินดีเชื่อมั่นว่า มัสยะคงจะเข้าใจอะไรแล้วและคงไม่ทำในสิ่งที่น่ากลัวอย่างแน่นอน ไม่แน่หล่อนอาจจะได้ยินข่าวดีของมัสยะบ้าง วันนี้หล่อนได้เรียนรู้ว่ารอยยิ้มของมัสยะเป็นรอยยิ้มที่มีค่าแม้ว่าทุกวันเขาจะยิ้มทุกครั้งที่เจอหน้ากันก็ตาม

“กลับมาแล้วครับแม่”

มัสยะร้องทักทายมารดาเขาพบมารดานอนอยู่บนโซฟายาวกลางห้องรับแขก จึงเดินเข้าไปหาและคุกเข่าตรงหน้า มัสยาลืมตาขึ้นมองลูกชายก่อนจะส่งยิ้มให้

“กลับมาแล้วเหรอลูกหนูเพลงเป็นไงบ้าง”

“คนเก่งขนาดนั้นจะเป็นอะไรไปได้ครับไม่เป็นอะไรเลย”

“งั้นก็ดีแล้วละ ไปกินข้าวนอกบ้านไหม แม่ขี้เกียจทำกับข้าวนะ”

“มีแบบนี้ด้วยเหรอแต่ก็ดีเหมือนกันเบื่อกับข้าวฝีมือแม่”

เขายิ้มก่อนจะเดินหายเข้าห้องไปก่อนจะกลับมาอีกครั้งเพราะมีความรู้สึกว่ามารดาผิดปกติเพราะไม่ยิ้มแย้มเหมือนเคยเป็น

“แม่เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”

“แม่..คิดถึงพ่อของลูกนะเมื่อกี้ตอนที่นอนหลับอยู่แม่ฝันเห็นเขามายืนอยู่หน้าห้องเรานี่เองลูก”

“แม่คิดมากอะดิ เลิกคิดถึงคน ๆ นั้นได้แล้วครับแม่ ห้ามคิดถึงเด็ดขาด”
เขาสั่งดวงตาจริงจังจนมารดาต้องเงียบเสียงไป

“มัสรักแม่นะครับ แม่ก็ต้องรักมัสมาก ๆ จนลืมคน ๆ นั้นไปนะครับไม่เจอมาตั้งหลายปี จะมาคิดถึงเขาอีกทำไมกัน”

“แม่กลัวว่าเขาจะลำบากไงลูกเวลาที่เราฝันถึงใครก็เพราะคน ๆ นั้นคิดถึงเรา”

“ช่างเขาเถอะครับแม่เรามีความสุขของเขาแล้ว”

ชายหนุ่มตัดบทไม่อยากจะพูดถึงอีกเขาซ่อนดวงตาวูบไหวไว้ข้างในไม่กล้าบอกมารดาว่าสิ่งที่มารดาฝันนั้นคือความเป็นจริงและผู้ชายคนนั้นคงจะคิดถึงมารดาของเขามาก ๆ แน่นอนเพราะ ความฝันนั้นคือความจริง

“แกมาได้ไงว่ะนี่”

จิรายุมองหน้านัทธ์ที่มาหาเขาถึงบ้าน

“ก็ผ่าน ๆ มาไม่ได้มานานแล้ว”

จิรายุพยักหน้าใช่ละมันนานแล้วและเรื่องเก่า ๆ ก็ควรจะลืม ๆ มันไปได้แล้วอย่าไปคิดฟื้นฝอยหามันอีกเลยอะไรที่มันจบก็จบไปได้แล้ว

“งานแกเป็นไงบ้างว่ะ”

“ได้เป็นหัวหน้าคนแล้ว”
“เออว่ะก้าวหน้าดีเมียแกละ”

“ก็เหมือนเดิม”

เขาตอบเกี่ยวกับมุกนภาแสนสั้นจนจิรายุอดสงสัยไม่ได้เพราะดูนัทธ์จะมีเรื่องบางเรื่องที่อยากจะคุยกับเขามากกว่า

“ครอบครัวแกอบอุ่นดีนะ”

“ก็เรื่อย ๆ อยู่กันตามประสาพ่อแม่ลูกนะแหละ วันนี้วันหยุดสองคนแม่ลูก
เขาไปชอปปิ้งกันเราจะไปด้วยก็ไม่ให้ไปบอกว่าเป็นเรื่องของผู้หญิง นี่ถ้ามีลูกชายบ้างนะแกจะพาลูกเที่ยวบ้างละ ตามประสาผู้ชาย”

จิรายุพูดแล้วก็หัวเราะก่อนจะหยุดอีกเมื่อเห็นว่านัทธ์เงียบไปกว่าเคย

“ขอโทษว่ะ ไม่น่าพูดถึงเรื่องลูกเลย”

“ช่างมันเถอะ แกคิดถึงเจ้าปลาไหมว่ะ อยากรู้ไหมว่าโตขึ้นแล้วเป็นยังไงบ้าง”

“คิดถึงแต่รู้ว่าแม่เขาคงเลี้ยงลูกเขาอย่างดีไม่มีอะไรน่าห่วง ว่าแต่แกเถอะคิดอะไรอยู่”

“ก็คิดถึงลูกนี่ละ”

เพียงเอ่ยถึงหัวใจก็สั่นเพียงคิดถึงสายตาของมัสยะที่จ้องมองเขามันก็สั่นสะเทือนไปถึงก้นบึ้งของหัวใจ จิรายุพยักหน้าอย่างเข้าใจ ความคิดถึงสามารถทำร้ายคนได้แต่ไม่น่าจะทำร้ายคนอย่างนัทธ์ได้ เสียงโทรศัพท์ของนัทธ์ดังขึ้นทำให้ชายหนุ่มรับสายด้วยสีหน้าที่ไม่อยากรับ

“พี่นัทธ์อยู่ไหน”

น้ำเสียงห้วนจัดจากมุกนภา

“อยู่บ้านเพื่อน”

“เพื่อนคนไหนผู้หญิงผู้ชายแล้วมุกรู้จักหรือเปล่ากลับมาบ้านได้แล้วนะออกไปนานแล้ววันหยุดอยู่บ้านบ้างสิพี่นัทธ์”

“มุกจะเอาอะไรหรือเปล่าละพี่จะแวะซื้อให้”

“มุกอยากได้เงินเพื่อน ๆ ชวนไปหัวหิน”

“ไปเที่ยวอีกแล้วเหรอ”

“ก็เป็นความสุขของมุกนี่หน่า มุกอยากไปหรือว่าเงินแค่นี้ให้มุกไม่ได้ ไม่รู้ละ มุกขอหมื่นหนึ่งแค่นี้นะพี่นัทธ์รีบกลับมาบ้านด้วย”

นัทธ์วางสายแล้วจิรายุมองหน้าเพื่อนด้วยสีหน้ายุ่งยาก

“แกรู้อะไรไหมโจ นี่คือกรรมที่ข้ากำลังชดใช้อยู่ มุกเขาทำกับข้า ชนิดที่ว่าอีกสิบน้องเล็กก็ไม่มีวันทำกับข้าแบบนี้ ไม่มีวันพูดจาและออกคำสั่งแบบนี้ ข้าตาบอดไปได้ยังไง”

“เออ..”

จิรายุยิ้มมุมปาก

“แกรู้ว่าน้องเล็กเขาเป็นคนดี ข้าก็ดีใจแล้วว่ะเพื่อนถึงทุกอย่างมันคืนกลับมาไม่ได้ให้ความรู้สึกในใจมันยังเป็นความรู้สึกที่ดีก็พอแล้วละ เราคงทำได้เพียงแค่นั้นแล้ว ถึงเขาไม่รับรู้เรารับรู้อย่างเดียวก็พอแล้ว”

“แกคงไม่รู้ เขาพาลูกมาอยู่ที่ที่เคยอยู่แล้วเขากลับมาอยู่ตรงนั้นแล้ว แล้วข้าก็ไปเจอลูกมาแล้ว ลูกหน้าเหมือนข้ามากไม่เหมือนก็เฉพาะตาเท่านั้นเอง นอกนั้น ถ้าแกเดินผ่าน แกคงเดาได้ไม่ยากว่าเด็กคนนี้ลูกใคร”

นัทธ์เอ่ยบอกจิรายุด้วยดวงตาที่ร้าวลึกมันสะท้อนไปถึงความรู้สึกเจ็บปวดถึงขั้วหัวใจของเขา ไม่มีใครสามารถทดแทนหรือเรียกสิ่งที่เขาสูญเสียไปให้กลับคืนมาได้

จากคุณ : ปันฝัน
เขียนเมื่อ : 21 มี.ค. 53 09:01


บทที่ 8

“พี่นัทธ์ถ้าทำแบบนี้นะออกไปเลยดีกว่าออกไป”

เสื้อผ้าข้าวของของนัทธ์กระเด็นออกจากบ้านเพียงแค่นัทธ์บอกมุกนภาว่าเขาไม่มีเงินให้หล่อนใช้ฟุ้งเฟ้ออีกแล้วถ้าอยากจะได้เงินก็ให้ไปหางานทำเสียทำให้มุกนภาโกรธมาก

“ออกไปจากบ้านเดี๋ยวนี้นะออกไป ออกไป”

เขาเดินออกจากบ้านโดยมีข้าวของอีกหลายอย่างปลิวตามมา ด้วยความรู้สึกสบายใจกว่าที่คิด บางที หากเขาเลิกที่จะอดทน เขาก็จะมองเห็นสิ่งที่ไม่ดีของคนที่อยู่ด้วยกันและนึกสงสัยอยู่ตลอดเวลาว่า เขา อดทนมาจนถึงวันนี้ได้ยังไง..

เสียงเคาะประตูบ้านตอนสี่ทุ่มทำให้มัสยะและมัสยาหันมามองหน้ากัน

“ผมไปเปิดเองครับแม่”
“แม่เองดีกว่า ลูกนั่งอยู่ตรงนี้ละ”

“ปกติแม่ไม่เคยคิดจะเปิดประตูเอง ทำไมวันนี้ถึงอยากเปิด”
ชายหนุ่มเอ่ยถามมารดาด้วยความข้องใจ

“แม่อยากเปิดรับคนที่มาหาเราคืนนี้ไงละ ลูกนั่งอยู่ตรงนั้นละแม่กลัวว่าถ้าลูกเป็นคนเปิดประตูลูกจะไม่ต้อนรับคนที่มาหาเราในคืนนี้”

มัสยะนิ่งเงียบเขานั่งลงสายตาหันไปมองจอทีวี ข่าวหลังละครกำลังบอกเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นของช่วงวัน ทว่าเขาไม่สามารถเข้าถึงเนื้อหาได้เลยเพราะเสียงฝีเท้าของคนที่ก้าวเข้ามาในบ้านของเขาโดยที่ไม่ได้ยินเสียงมารดาเชื้อเชิญสักคำ

..เป็นผู้ชายคนนั้นจริง ๆ ..

เขาและมารดาสังหรณ์ใจถูกต้อง

“มัส ไปหาน้ำมาให้แขกหน่อยสิลูก”

คำเอื้อนเอ่ยของมารดาทำให้เขานั่งนิ่งสายตาจ้องจับชายวัยกลางคนที่ก้าวเข้ามายืนกลางบ้านเป้าหมายสายตาของเขา ชายที่เขาพบเจอมาเมื่อเช้าแล้วเขากลับมาที่นี่อีกทำไมกันนะ ในเมื่อดวงตาของเขาก็ส่งบอกไปแล้วว่าไม่ต้อนรับเด็ดขาด

“มัสไม่ไหว้แขกของแม่หน่อยเหรอลูก”

“คุณเป็นแขกของแม่หรือของใครกันครับ”

เขาย้อนถามข่มน้ำเสียงให้สุภาพที่สุดหากมันก็ยังกระด้างสำหรับคนฟัง นัทธ์นั่งลงข้าง ๆ ลูกชาย ขณะที่มัสยะขยับตัวถอยห่าง และเพราะสายตาของมารดาทำให้เขาไม่กล้าขยับหนีไปไหนอีก มัสยาเดินกลับมาอีกครั้งพร้อมกับแก้วน้ำเย็นวางตรงหน้าเขา

“ผมมาหาพวกคุณ”

“มาทำไม”

“ให้เป็นพ่อได้ไหม เรียกว่าพ่อได้ไหม”

นัทธ์เอ่ยขึ้น มัสยามองเข้าไปถึงความเจ็บปวดของเขาที่วันนี้เขาต้องมานั่งขออนุญาตเป็นพ่อของลูกและร้องขอให้ลูกเรียกเขาว่าพ่อ ให้ลูกยอมรับในตัวเขา

“ขอโทษนะครับ วันนี้ผมยังทำใจไม่ได้ ผมขอตัวก่อนนะครับ”

ชายหนุ่มเดินเข้าห้องปิดประตู นัทธ์หันมองหน้ามัสยา หล่อนส่งยิ้มให้เขาด้วยความเข้าใจไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากปากของหล่อนนอกจากเพียงมือบอบบางที่เอื้อมมาแตะมือเขาอย่างเข้าใจ เสมอมา ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

น้ำตาลูกผู้ชายในวัยกลางคนไหลอาบแก้ม เขาใช้สองมือปิดหน้าและก้มลงกลั้นเสียงสะอื้นไว้กลัวว่า อีกคนที่นอนนิ่งอยู่ภายในห้องจะได้ยินเสียงเขาและพาลนอนไม่หลับ

ถึงอย่างไรเสียมัสยะก็ไม่มีวันนอนหลับ เขาไม่ได้ยินเสียงประตูด้านหน้าเปิด ไม่ได้ยินเสียงสนทนาจากบุพการีทั้งสองคนแม้สักคำ ในขณะเดียวกันคำพูดต่าง ๆ ของเพลงพลอยก็ดังมากระทบใจเขาเป็นระยะเมื่อเขาถามตัวเองว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปดี

..วันนี้ยังทำใจไม่ได้..

เขาบอกตัวเองได้เพียงเท่านั้น

มัสยะเผลอหลับไปและรู้สึกตัวตื่นในตอนเช้ามืดของอีกวัน เขาพบชายกลางคนผู้นั้นนอนอยู่บนโซฟายาวมีผ้าห่มของมารดาของเขาที่คลุมกายเอาไว้ เขาเดินย่องเบาไปหามารดาอีกห้องหนึ่ง

“แม่ครับ”

ชายหนุ่มกระซิบข้างหูมารดา มารดาหันมาและส่งยิ้มให้เขา
“เช้าแล้วเหรอ”

“ครับแม่แต่ว่าเขายังไม่ไป”

“เดี๋ยวเขาก็ไปเองละลูกเขามีบ้านของเขาต้องกลับ”

มัสยาบอกลูกชายอย่างใจเย็นที่สุด

“แม่ขอบใจนะลูกที่ไม่ขับไล่เขา ขอบใจมากที่ไม่พูดอะไรรุนแรงทำร้าย
จิตใจเขา เพราะมันจะเป็นบาปติดตัวลูกไปจนตลอดชีวิต และแม่ไม่อยากให้จิตใจลูกมืดบอด แม่สอนให้ลูกเป็นคนใจกว้างและเข้าใจเหตุผลทุกอย่างลูกไม่ทำให้แม่ผิดหวังนะครับ”

“ผมขอเวลาทำใจหน่อยนะครับแม่ อาจจะทำได้ไม่ดีอย่างที่แม่หวังแต่ผมจะพยายามเต็มที่”

“แม่เข้าใจลูกจ่ะ”
มัสยากอดลูกชายด้วยความรัก

เช้าวันนี้นัทธ์ตื่นขึ้นมาเมื่อสายมากแล้วและพบว่ามัสยะไปเรียนแล้ว

“กลับบ้านเถอะพี่นัทธ์”

มัสยาเอ่ยบอกเขา

“บ้านพี่ร้อนเป็นไฟ”

“จะร้อนหรือจะเย็นนั่นก็คือบ้าน บ้านที่พี่เลือกเองไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นพี่ก็ต้องยอมรับในสิ่งที่พี่เลือก”

มัสยาเน้นคำพูดนัทธ์พยักหน้าอย่างเข้าใจ

“พี่จะมาที่นี่อีกได้ไหม”

“ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันอยู่ที่การตัดสินใจของพี่ไม่ใช่น้องหรือว่าลูก เพราะฉะนั้นอย่ามาถามความเห็นจากน้องเลยตอนนี้กลับไปก่อนเถอะ คนของพี่เขาอาจจะเป็นทุกข์กับการหายไปของพี่อยู่ ส่วนลูกเขายังทำใจไม่ได้ให้เวลาเขาหน่อยนะ”

“ครับ พี่เข้าใจ”

นัทธ์ก้าวเดินออกไป เขารู้สึกสบายใจทุกครั้งที่ได้ใกล้ชิดกับมัสยา อย่างที่เพื่อน ๆ บอกเขาเอาไว้ เขาเป็นผู้ชายตาบอดที่ไม่รู้ค่าของสิ่งที่ดีและทิ้งสิ่งเหล่านั้นไปอย่างคนที่โง่ที่สุดเขาได้เรียนรู้แล้วว่ามันเป็นความจริง

“ไอ้หมาเหงา”

เสียงแหลมบาดใจนั้นดังเข้ามา ชายหนุ่มรู้โดยไม่ต้องหันมองว่าเป็นใคร มีคนเดียวนี่ละที่ไม่ยอมเรียกชื่อเขาสักที คนเป็นพี่สาวเดินเข้ามาเอามือแตะไหล่น้องชายนอกไส้ด้วยความสนิทสนม

“เป็นไงว่ะทำหน้าหมาเหงาแต่เช้า

“เมื่อคืนผู้ชายคนนั้นมาค้างที่บ้าน”

“เหรอแล้วเขาพูดอะไรบ้างว่าไงตกลงอะไรกัน”

น้ำเสียงของเพลงพลอยตื่นเต้นเต็มที่

“เขาบอกว่าให้เป็นพ่อได้ไหม เรียกพ่อได้ไหม”

“แล้วนายว่าไงละเรียกเขาว่าพ่อได้ไหม”

“ไม่ได้”

“โธ่เอ้ย”

หล่อนรำพึงอย่างอ่อนใจก่อนจะหันมามองหน้าคนที่นั่งกลุ้มอยู่

“จะบอกอะไรให้นะ ถ้าทำแล้วนายสบายใจ นายจะไม่มานั่งกลุ่มอยู่แบบนี้หรอก แปะยิ้ม ฉันว่านายกลับบ้านไปแล้วเรียกพ่อเถอะทุกอย่างจะได้เย็นลง มันร้อนรุ่มมานานแล้วมันหาความสุขไม่ได้มันควรจะยุติลงได้แล้ว เวลามันไม่แน่นอนนะมัส นายแน่ใจเหรอว่าวันนี้นายก้าวออกมาจากบ้านแล้วนายจะกลับไปบ้านอย่างสมบูรณ์แบบ”

มัสยะมองหน้าเพลงพลอยก่อนจะทำหน้าเบื่อหน่าย

“แล้วไงเราจะเป็นอะไรแช่งกันเหรอ”

“ไม่ได้แช่งแค่อยากจะบอกว่าเวลามีค่าโอกาสสำหรับคนไม่ได้มีจนมาก
มายก็เท่านั้น พ่อแม่เป็นอรหันต์ของลูก ทำสิ่งที่ดีเถอะ มันไม่ได้ทำร้าย
ใครแต่กลับสร้างบุญกุศลอย่างใหญ่หลวงนายรักแม่นายมากเพราะฉะนั้นนายก็ต้องทำเพื่อแม่ของนายด้วย เข้าใจที่พูดไหม”

“เข้าใจเพราะเธอเกิดก่อนไงเธอถึงเข้าใจอะไรและมาถ่ายทอดได้ถูกต้อง”

“เพราะฉันอยู่กับปู่ไง ปู่สอนสิ่งที่ดีให้กับฉัน”

หญิงสาวยืดอกภูมิใจในปู่ของตนเองพลอยทำให้มัสยะยิ้มอย่างสบายใจไปด้วย ถ้าไม่ได้เจอกับเพลงพลอยไม่แน่หรอกนะบางทีเขาอาจจะหนีไปไหน ๆ หลงทางไปถึงไหนต่อไหนแล้วก็ได้

“ไอ้น้องนี่แกกล้าข้ามรุ่นขนาดนี้เชียวเหรอ”

เสียงของยักษ์ดังขึ้นโมโหเต็มที่ เขาคว้ามีดพกที่พกอยู่ที่เอวตลอดเวลาตรงเข้าไปหามัสยะที่ไม่ทันตั้งตัว

“มีคนบอกแกไว้หรือเปล่าว่าผู้หญิงคนนี้ของพี่ห้ามยุ่ง”
ไม่ทันที่มัสยะจะอ้าปากมีดเล่มนั้นก็แทงเขาซะมิดด้าม

..ดาวเดือนเกลื่อนฟ้า ล่องลอยผ่านหน้าไปมากมาย ..

มัสยะล้มลงกับพื้น ผู้คนรอบข้างเอะอะโวยวายและหนึ่งในเสียงนั้นเขาก็ได้ยินเสียงของเพลงพลอยดังก้องอยู่

“บ้าไปแล้วหรือไงพี่ยักษ์ทำอะไรลงไปนะ มัส มัส"

“เพลง”

เขาร้องเรียกหล่อน หญิงสาวส่งยิ้มให้กับเขา ก่อนจะเอื้อมมือไปจับมือเขา

“เดี๋ยวไปโรงพยาบาลกัน นายห้ามเป็นอะไรห้ามตายด้วยเข้าใจไหม ไอ้หน้ากลมถ้านายตายละก็ฉันจะเอาเรื่องนาย”

เสียงเข้มยังดังก้องหู มัสยะยิ้มก่อนที่ความมืดจะแทรกเข้ามาเขามองไม่เห็นอะไรและไม่ได้ยินเสียงอะไรอีกแล้วทุกอย่างเงียบเชียบและตัวเองลอยคว้างอยู่ท่ามกลางหมู่ดาวเดือน ที่ไร้เรี่ยวแรงจะไขว่คว้ามัน

"พี่ยักษ์พี่ยักษ์ไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้ เพลงไม่ใช่ของพี่ไม่เคยเป็นของพี่ถ้าเป็นนะเป็นมานานแล้วไม่ใช่ให้พี่วุ่นวายอยู่จนทุกวันนี้แค่นับถือว่าเป็นพี่เป็นญาติของเพื่อนเท่านั้น ถ้าถึงขนาดทำกันขนาดนี้ละก็ ต่อไปอย่ามาให้เห็นหน้าอีกแล้วเพลงก็จะแจ้งความจับพี่ข้อหาพยายามฆ่าคนตาย นิหน่าก็เหมือนกันเพลงจะไม่คบเป็นเพื่อนอีกต่อไปแล้ว”

ยักษ์อึ้งขณะที่นิหน่า ร้อนตัว
“เพลงมันไม่เกี่ยวกับฉันนะ”

“เกี่ยวสิเพราะเธอเป็นคนสนับสนุนพี่ยักษ์กับฉันไม่ใช่เหรอ ฉันบอกเธอเป็นพันครั้งร้อยครั้งแล้ว แล้วมัสเขาก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับฉันด้วย เรายังไม่ทันจะคิดอะไรกันด้วยซ้ำก็มาทำกันแบบนี้แล้วมันเกินไป ถ้ามัสเป็นอะไรละก็เรื่องถึงตำรวจแน่ ๆ”

เพลงพลอยชี้หน้าทั้งสองคนด้วยอารมณ์โกรธก่อนจะรีบขึ้นรถพยาบาลไปกับชายหน่มด้วย

ใบหน้าที่ซีดจัดนิ่งสงบของมัสยะทำให้หล่อนใจหายเพราะหล่อนเพียงคนเดียวที่ทำให้เขาต้องเป็นแบบนี้

"นายห้ามตายนะรู้หรือเปล่า"

เพลงพลอยกุมมือที่ซีดเซียวของมัสยะเอาไว้แน่น พยายามส่งยิ้มให้กับร่างที่ปรือตาขึ้นมาอีกกครั้ง

"ได้ยินหรือเปล่า"

มีเพียงรอยยิ้มจากใบหน้าของมัสยะเท่านั้นที่ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง เป็นรอยยิ้มที่เพลงพลอยจะจดจำไปอีกแสนนาน

มัสยาวางโทรศัพท์ด้วยความรู้สึกที่แห้งโหยดวงตาของหล่อนเบิกโพลง สติคล้าย ๆ จะลอยคว้างไปในอากาศจนนัทธ์ที่นั่งอยู่บนโซฟารับแขกต้องเข้ามาประคอง

“เกิดอะไรขึ้นใครเป็นอะไร”

“ลูกถูกแทง ตอนนี้อยู่โรงพยาบาล”

ร่างบางหมดสติไปแล้วนัทธ์รับร่างนั้นไว้อย่างมั่นคง ในฐานะที่เป็นผู้ชาย ในฐานะที่เป็นพ่อและหัวหน้าครอบครัวเขาต้องเข้มแข็งให้มากกว่าหล่อน

เฝ้าอ้อนวอน ครอบครัวของเขายังไม่เป็นครอบครัวแม้วันนี้เขาจะไปอำเภอหย่าขาดกับมุกนภาตามคำท้าทายของมุกนภาแล้วก็ตาม เขากลับมาที่นี่ บอกข่าวดีนี้แก่มัสยา ยังไม่ทันไร สิ่งมีค่าที่สุดในชีวิตกำลังจะสูญเสียไป

สวรรค์ขอได้โปรดอย่าทำอย่างนี้กับเขาเลย อย่าลงโทษเขาด้วยวิธีการแบบนี้เพราะเขารู้ดี หากไม่มีลูกมัสยาคงไม่มีชีวิตอยู่ได้ และหากไม่มีคนทั้งสอง นับจากนี้ไปเขาจะอยู่ได้อย่างไร

เมื่อรู้สึกตัวว่าครอบครัวเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด แต่เวลาที่จะไขว่คว้ามันมากลับยากเหลือเกินพยายามเท่าไหร่ก็ไม่ถึงมันสักที

จบ

จากคุณ : ปันฝัน
เขียนเมื่อ : 21 มี.ค. 53 09:12:09




 

โดย: ปันฝัน 31 มีนาคม 2553 13:24:37 น.  

 

เศร้าหน่อยคอยเอาใจช่วยกันต่อไปนะค่ะ หน้ากระดาษน้อยเกินไปเพราะมันเป็นเรื่องสั้นเล่มเล็ก ๆ นะค่ะ ขอติดตามต่อในภาคต่อนะค่ะ หัวใจลงเอยรักค่ะ เรื่องหน้าแฮบปี้แน่นอนค่ะ

จากคุณ : ปันฝัน
เขียนเมื่อ : 21 มี.ค. 53 09:13:29


รู้สึกว่ายังไม่จบ แหะๆ คงเรียกว่าจบครึ่งแรกหรือเล่มแรกมั้งครับ
เหมือนจบบทมากกว่าจบเรื่อง รออ่านตอนต่อไปนะครับ

ฉากแทงกัน มันเหมือนตอนรถเฉี่ยวไม่มีผิดครับ แทงเสร็จก็คุยกันต่อ - -"
รู้สึกทำอารมณ์ตามไม่ถูก เอ้อ... จะห่วงมัสดี หรือจะโกรธ หรือจะขำ
แต่รวมๆ แล้วแอบขำมากกว่าอะ เพลงพลอยนะ ยังอุตส่าห์มีแก่ใจต่อล้อต่อเถียง
ตายักษ์ก็ตลก อยู่ดีๆ นึกจะแทงก็แทง แทงเสร็จก็ไม่หนี ยืนอึ้งที่โดนสาวด่า เอ๊อ เอาเข้าไป
นิหน่าก็ไม่ตกอกตกใจ ยืนเถียงด้วยอีกคน สรุปว่าทุกคนเถียงกันสนุก เย้
ไม่มีใครเรียกรถพยาบาล ไม่มีใครตกใจ แตกตื่นจนทำอะไรไม่ถูก

แล้วอยู่ๆ รถพยาบาลก็โผล่มา เย้อีก

ไม่ได้อยากทำให้เสียกำลังใจนะครับ แต่ขอแสดงความเห็นจากมุมของคนอ่านคนหนึ่งนะ
ฉากนี้มันไม่สมจริงเอามากๆ จนอ่านแล้วทำใจให้เคลิ้มตามไม่ได้เอาเลยน่ะครับ
บอกไว้เผื่อจะมีประโยชน์ต่อการเอาไปพิจารณานะครับ

ส่วนเรื่อง วะ/ว่ะ คะ/ค่ะ ฯลฯ ที่คุณก๊อตตี้แนะไว้เมื่อกระทู้ที่แล้ว
เป็นความรู้เรื่องการผันวรรณยุกต์พื้นฐานครับ ถึงคิดไม่ออกก็ไม่มีปัญหา
ลองค้นกระทู้ห้องสมุดดูก็ได้ครับ เมื่อเร็วๆ นี้มีเพื่อนใจดีทำเป็นคลิปวิดีโอสอนการสะกดที่ถูกต้อง
เคยขึ้นเป็นกระทู้แนะนำด้วย คงจะช่วยให้เข้าใจและใช้ได้ถูกต้องมากขึ้นนะครับ


จากคุณ : คุณพีทคุง (พิธันดร)
เขียนเมื่อ : 21 มี.ค. 53 17:59:26
ถูกใจ : littlevalvie

รู้สึกว่าสั้นไปนิดค่ะ

อยากให้ต่ออีกหน่อย แบบนี้มันคลุมเครือ อิอิ

จากคุณ : Halimeda Lov

เรื่องฉากแทงนี่เห็นด้วยกับคุณพีทคุงนะคะ ว่ามันดูไม่สมจริงไปหน่อย (ส่วนเรื่องรายละเอียดก็ตามที่คุณพีทคุงว่าไว้เลยนะคะ)

อีกเรื่องที่อยากจะเสริมคือตอนที่นัทธ์มาเจอมัสครั้งแรกอ่ะค่ะ ตอนนั้นนึกแปลกใจว่าทำไมมัสถึงรู้และมั่นใจได้เลยว่านี่ต้องเป็นพ่อแน่ ๆ เพราะมัสไม่ควรจะเคยเห็นหน้าพ่อของตัวเองมาก่อนใช่ไหมคะ ถึงแม้ทุกคนจะบอกว่าพ่อหน้าเหมือนตัวเอง แต่ถ้าวันหนึ่งเจอผู้ชายวัยกลางคนที่ไหนไม่รู้มายืนอยู่หน้าบ้านเรา ตามหลักแล้วเราไม่ควรจะคิดได้ทันทีเลยว่านี่พ่อเรา! พ่อเราแน่นอน!

อีกอย่างตามความเชื่อที่มัสยึดมั่นถือมั่นมาตลอดคือพ่อทอดทิ้งเขาและแม่ไป เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายมาก ๆ ที่อยู่ ๆ พ่อจะมาหาตัวเองถึงที่ ดังนั้นเราจึงคิดว่ามัสไม่น่าจะเห็นนัทธ์ปุ๊บรู้ปั๊บเลยทันที แถมยังมั่นใจมากซะอีกด้วยแน่ะ (เช่นมองหน้าแขกคนนั้นด้วยสายตาเย็นชา) แถมพอนัทธ์เรียกชื่อมัสขึ้นมา ตามปกติแล้วเราควรจะงงว่าเอ๊ะ ลุงคนนี้รู้จักเราได้ไงเนี่ย จากนั้นก็น่าจะถามไถ่ว่าลุงเป็นใครหรืออะไรก็ว่าไป (โอเค ถึงแม้จะเริ่มสังหรณ์ขึ้นมาว่าเฮ้ย พ่อเราเปล่าหว่า แต่คงไม่มีใครรีบด่วนสรุปรวดเร็วขนาดนั้นหรอกกระมัง) เพราะฉะนั้นก็เลยสงสัยว่ามัสเล่นไปจ้องหน้าแขกแบบหาเรื่องซะขนาดนั้น ถ้าเกิดไม่ใช่พ่อขึ้นมา เขาโมโหต่อยเปรี้ยงเข้าให้ทำไงล่ะเนี่ยมัสเอ๋ย

ถ้าอยากจะแก้ไขเราคิดว่าบางทีนัทธ์อาจจะมองหน้ามัสแล้วเรียกว่า "ลูก" ขึ้นมา ถึงตอนนั้นแหละมัสคงจะช็อคไปเลย พอมองหน้ามองตาพิจารณาดี ๆ อีกทีก็ถึงบางอ้อว่าต้องเป็นพ่อตัวแน่ ๆ แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยมองพ่อด้วยสายตาเย็นชาแข็งกร้าวตามแบบเดิมก็ได้ค่ะ แบบนี้คิดว่าน่าจะทำให้เรื่องดูสมจริงมากขึ้น

((แก้ไขข้อความ - เพิ่งนึกได้ว่าตอนที่แล้วมัสก็เคยเจอพ่อตัวเองแล้วนี่นะ แต่ตอนนั้นเรานึกว่ามัสไม่รู้ว่านั่นคือพ่อตัว มาคิดอีกทีคุณปันฝันอาจจะตั้งใจให้มัสรู้ตั้งแต่ตอนนั้นแล้วก็ได้ แต่ถึงอย่างนั้นเราว่ามัสก็รู้ง่ายไปนิดนะคะว่านั่นคือพ่อ ถ้าเป็นคนทั่วไปไม่น่าจะรู้ได้จากการที่เจอกันแวบ ๆ เพียงแค่นั้น อีกอย่างตอนนั้นในหัวมัสน่าจะเป็นห่วงแต่เพลงพลอยจนไม่น่ามีเวลามาคิดว่าคน ๆ นั้นคือใคร ส่วนเพลงพลอยก็น่าจะเจ็บจนไม่ควรจะทันคิด ณ ขณะนั้นว่าคนที่ชนเราหน้าเหมือนมัสจัง

และถึงแม้นัทธ์จะหน้าเหมือนมัสแค่ไหน แต่ชายวัยกลางคนกับเด็กหนุ่มวัยรุ่นก็ต้องมีความต่างกันอยู่มากโขนะคะ ถ้าเจอหน้าพี่น้องฝาแฝดแล้วรู้ปั้บว่าเป็นพี่น้องเรานี่โอเค แต่เจอหน้าพ่อที่ไม่เคยแม้แต่พบหน้ากันแต่กลับรู้ได้เลยมันก็ดูแปลก ๆ อยู่น่ะค่ะ))

ส่วนตัวคิดว่าเรื่องความสมจริงนี้มีความสำคัญมากนะคะ เพราะถึงแม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นนิยายที่ใคร ๆ ต่างก็รู้ว่าไม่ใช่เรื่องจริง แต่ถ้าเป็นนิยายแนวที่อิงกับหลักความเป็นจริง (หมายถึงนิยายที่อิงอยู่ในฐานของโลกแห่งความเป็นจริงที่เรา ๆ สัมผัสได้ ไม่ใช่แนวแฟนตาซีหรือโลกคู่ขนาน ที่ต่อให้คนมีปีกบินขึ้นฟ้าได้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดแต่อย่างใด) เราคิดว่าความสมจริงเป็นองค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้คนอ่านรู้สึกชอบหรือไม่ชอบเรื่องของเราได้น่ะค่ะ เพราะถ้ามีจุดไหนที่คนอ่านอ่านแล้วรู้สึกสะดุดหรือรู้สึกถึงความไม่จริงขึ้นมา ก็อาจจะทำให้คนอ่านเกิดความไม่เชื่อขึ้นได้ และเมื่อเกิดความไม่เชื่อขึ้นแล้ว ความรู้สึกคล้อยตามไปกับเรื่องนั้น ๆ ก็ยากที่จะเกิดขึ้นต่อไป ในทางกลับกัน ยิ่งนิยายมีความสมจริงมากเท่าไร ก็ยิ่งจะทำให้คนอ่านเกิดความเชื่อและเกิดความรู้สึก "อิน" ไปกับตัวเรื่องได้มากขึ้นค่ะ

แต่ทั้งนี้คุณปันฝันก็อย่าเพิ่งรู้สึกท้อหรือหมดกำลังใจเลยนะคะ เราคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่คนแต่งอาจจะมองข้ามรายละเอียดบางอย่างที่อาจจะขัด ๆ กับความเป็นจริงไปบ้างในบางครั้ง แต่มันก็เป็นเรื่องของความผิดพลาดที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนนั่นแหละค่ะ เพราะฉะนั้นคนอ่านถึงได้มีความสำคัญไงล่ะคะ เพราะคนอ่านนี่แหละที่จะเป็นคนคอยชี้ให้เราเห็นถึงจุดเสียนั้น ๆ และสุดท้ายถ้าเราเห็นควรและแก้ไขมัน เรื่องของเราก็จะมีข้อผิดพลาดน้อยลงไปมากเลยล่ะค่ะ ^ ^

ส่วนเรื่อง คะ/ค่ะ วะ/ว่ะ เราเองก็ไม่รู้จะอธิบายเป็นหลักภาษาไทยยังไงอ่ะนะคะ ขออธิบายแบบภาษาชาวบ้าน ๆ แล้วกัน (แฮ่ ๆ รอผู้รู้คนอื่นมาอธิบายอย่างละเอียดอีกที) คือ "คะ" จะให้เสียงสูงน่ะค่ะ ใช้กับคำถาม เช่น "คุณไปไหนมาคะ" แต่ "ค่ะ" เสียงจะต่ำ ใช้กับประโยคบอกเล่าหรือปฏิเสธทั่วไป เช่น "กลับมาแล้วค่ะ"

วะ/ว่ะ ก็เหมือนกัน ถ้า "วะ" จะให้เสียงสูง เช่น "เอ็งเป็นบ้าอะไรวะ" แต่ "ว่ะ" ให้เสียงต่ำ เช่น "ข้าเครียดจังว่ะ" เป็นต้น (ถ้ามีข้อผิดพลาดประการใดขอประทานอภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ)

ป.ล. ครั้งที่แล้วมาไม่ทันเม้น แต่เห็นที่คุณพีทคุงบอกว่านัทธ์ไม่น่าสงสาร อันนี้ก็เห็นด้วยเต็มประตูค่ะ เพราะถ้าเพียงแต่มุกไม่แท้งและไม่ได้เป็นคนนิสัยไม่ดีแบบในเรื่อง เขาก็อาจจะลืมลูกลืมเมียไปสนิทใจเลยก็ได้ (จริง ๆ ไม่อยากให้นัทธ์คิดถึงลูกเมียเพราะสาเหตุนี้เท่าไหร่ เพราะมันไม่ทำให้รู้สึกว่าผู้ชายคนนี้มีการพัฒนาขึ้นเท่าที่ควร เหมือนกับเจอเรื่องแย่ ๆ กับเมียคนปัจจุบันก็เลยรู้สึกเป็นทุกข์ พอรู้สึกเป็นทุกข์ ก็เลยรู้สึกผิดที่ทิ้งลูกเมียที่แสนดีไปเท่านั้นเอง)

ป.ล.2 เพลงพลอยน่ารักดีค่ะ :)

ขอโทษนะคะ เผลอเม้นยาวมากเลย แบบว่าเม้นรวบยอดจากตอนที่แล้วด้วยน่ะค่ะ

แก้ไขเมื่อ 21 มี.ค. 53 20:09:12

แก้ไขเมื่อ 21 มี.ค. 53 20:02:42

แก้ไขเมื่อ 21 มี.ค. 53 20:01:01

จากคุณ : littlevalvie
เขียนเมื่อ : 21 มี.ค. 53 19:46:08
ถูกใจ : พิธันดร, ปิยะรักษ์


มาอ่านตอนจบค่า ดูรวบรัดเนอะ

ง่ายๆ ก็ คะ/วะ ใช้เมื่อเป็นคำถาม
ค่ะ/ว่ะ ใช่ในประโยคบอกเล่า

จากคุณ : scottie

มาช่วยเพิ่งเติมเรื่อง คำรับ คะ ค่ะ ละ ล่ะ นะ น่ะ
เพราะ..............
มันเป็นปัญหาระดับชาติไปเรียบร้อยแล้วววววววววว

เจ้าหน้าที่ที่ทำงานกระผมก็มีปัญหาใหญ่ ทั้งที่จบศิลป์-ภาษาไทย

ร่วมด้วยช่วยกันอีกรอบครับผม ตามนี้...


เรื่อง คะ กับ ค่ะ มีตัวอย่างประโยคใช้เทียบอย่างนี้ครับ

ไปไหนมาคะ

ไปที่นั่นมาค่ะ

ไปมาเมื่อไหร่นะคะ

ไปมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วน่ะค่ะ

คะ อะไรนะคะ ได้ยินไม่ถนัดค่ะ

ค่ะ ได้ยินแล้วค่ะ ตกลงว่าอย่างนี้ใช่ไหมคะ

จะเห็นว่า คะ หากใช้หน้าประโยค จะแสดงการถาม เช่นเดียวกับใช้วางท้ายประโยค ส่วน นะคะ ใช้ท้ายประโยคบอกเล่า คำถาม หรือปฏิเสธ ก็ได้

ส่วนคำ ค่ะ หากวางไว้หน้าประโยคหรือท้ายประโยคก็เป็นคำแสดงการรับทราบ และ น่ะค่ะ ใช้เน้นท้ายประโยคบอกเล่าหรือประโยคตอบรับเท่านั้น เราไม่ใช้ ไปกินข้าวซะน่ะค่ะ แต่ใช้ ไปกินข้าวซะนะคะ เป็นต้น

เล่าสู่กันฟังยืดยาวเล็กน้อยนะครับ เพราะเห็นใช้พลาดตามความเคยชินกันบ่อยๆ คำ คะ กับ ค่ะ มีในพจนานุกรมครับ หากมีข้อสงสัยค้นคว้าเพิ่มเติมได้ตามอัธยาศัยครับ


สำหรับ นะค่ะ ไม่สนับสนุนให้ใช้ครับ จะ นะคะ หรือ น่ะค่ะ ก็ว่าไปตามรูปประโยคหรือเจตนาการส่งสารได้เลย

จากคุณ : SONG982
เขียนเมื่อ : 22 มี.ค. 53 07:38:09
ถูกใจ : Mot_anoy

:)

จากคุณ : xyz (xyzjung)
เขียนเมื่อ : 22 มี.ค. 53 13

คุณพีทคุง ขอบคุณมากเลยนะค่ะที่มาช่วยเมนท์ติ ไม่บอกไม่รู้จริง ๆ นะเพราะมัวแต่คิดจะผูกเรื่องให้สองพ่อลูกนี้มาเจอกัน โดยใช้เพลงพลอยเป็นตัวเชื่อม อะไรง่าย ๆ ที่ผู้อ่านรับไม่ได้จึงปรากฏขึ้นมา
ตอนหน้าจะพยายามใหม่ค่ะ แต่ไม่รู้จะสมจริงอีกหรือเปล่า แต่ถ้าแก้ไขไปเรื่อย ๆ วันหนึ่งต้องดีขึ้น สำหรับคำแนะนำ ต้องเก็บไว้จำด้วยค่ะ ผู้เขียนไม่หมดไฟแน่นอนยิ่งได้คำแนะนำแบบนี้ไฟติดพรึ่บพรั่บ

คุณ Halimeda Lover ครึ่งหลังเขียนจบแล้วค่ะแต่ขอเวลา ปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของทุกท่านก่อนนะคะ รอนิดนึง

คุณ ลิตเติ้ล นี่ก็เหมือนกัน ไม่บอกไม่มีวันรู้เด็ดขาด ซาบซึ้งค่ะ ที่อุตส่าห์นั่งอ่านและอุตส่านั่งพิมพ์แนะนำให้ ในมุมมองที่ผู้เขียนคาดไม่ถึง
ส่วนตัวมัสเขาจะต้องรู้ค่ะว่าเขามาที่นี่และจะต้องเจอพ่อแน่นอน แล้วบ้านนี้เป็นบ้านที่พ่อซื้อให้ไง แต่สรุปแล้วคนเขียนก็คิดมั่วเอง มันไม่สมจริงอย่างที่คุณบอกจริง ๆ นะแหละ
แต่ขอยืนยันว่าพี่นัทธ์เป็นผู้ชายที่น่าสงสารมาก ๆ อุตส่าห์มีโอกาสได้เลี้ยงดูอุ้มชูลูกแต่ ก็ทิ้งโอกาสนั้นไปเสีย มีเมียเด็กสวย ที่น่าจะมีลูกให้เขาได้ ดั้นท้องแล้วแท้งเสียอีก จินตนาการถึงชีวิตคู่ของผู้หญิงกับผู้ชายที่อายุต่างกันเป็นสิบปี มุกนภาอาจจะไม่ใช่คนนิสัยไม่ดีเพียงแต่เอาแต่ใจตัวเองตามประสาเด็กแล้วมันก็เลยเถิดมาจนโตเพราะสามีไม่เคยขัดใจ แล้วที่โทรศัพท์ไปหามัสยาเพราะคิดว่าตัวเองคือผู้ชนะที่ผู้ชายเขาเลือก มุกนภาก็น่าเห็นใจค่ะ
พี่นัทธ์เขาน่าสงสารในความเห็นแก่ตัวของเขานะคะ เมื่อพอใจอีกคนก็ทิ้งลูกเมียไปหน้าตาเฉย และเมื่อเบื่อมุก พอมุกโวยวายขอหย่าก็หย่าให้ในชั่วพริบตาไม่เคยคิดว่ายี่สิบปีที่ผ่านมานี่อยู่กันมาได้อย่างไร เพราะเปรียบเทียบกันแล้วเห็นว่ามัสยาดีกว่า ไปเห็นมาแล้วว่ามัสยาไม่ใครและยังใจดีให้ค้างคืนด้วยในห้องรับแขก ก็คิดฝันว่าจะได้กลับไปอยู่พร้อมหน้ากันพ่อแม่ลูก ไม่ได้สำนึกผิดจริง ๆ สักหน่อย จนวันนี้จะรู้ตัวบ้างหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ แต่ตอนหน้าเชื่อเถอะค่ะ ว่า มัสเอาคืนสะใจแน่นอน
รบกวนตามต่อไปเมนท์ตอนหน้าด้วยนะค่ะเพราะเป็นคำแนะนำที่มี่ค่ามาก มันทำให้อยากเขียนมากขึ้นได้รู้จุดดับของตัวเองด้วย


คุณก๊อตตี้ ขอบคุณที่แนะนำอีกครั้งค่ะ

คุณ SONG982 ข้อมูลที่ให้มานี่ต้องเซฟเก็บไว้อย่างด่วนค่ะ เมื่อก่อนไม่เคยใส่ใจไม่คิดว่ามันสำคัญเพราะเหมือนเป็นคำติดมือผู้เขียนไปซะแล้ว แต่มันก็เป็นปัญหาที่มองข้ามไม่ได้จริง ๆ ส่วนตัวไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลยค่ะ
ขอบคุณ Mot_anoy และxyz (xyzjung) ด้วยนะค่ะที่เข้ามาอ่านค่ะ

ตอนใหม่คงเริ่มอีกสองสามวันนะค่ะขอเวลาแก้ไขหน่อยค่ะ

จากคุณ : ปันฝัน
เขียนเมื่อ : 22 มี.ค. 53 21:06:50










ความคิดเห็นที่ 12

เป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจมาก มีเพื่อนๆหลายคนรอตามอ่าน สำคัญยิ่งได้ความคิดเห็นที่จริงใจจากทุกคน +++++ เพื่องานจะดีมากขึ้น

จากคุณ : PANPISA
เขียนเมื่อ : 22 มี.ค. 53 21:52:58










 

โดย: ปันฝัน 31 มีนาคม 2553 13:27:32 น.  

 

 

โดย: หาแฟนตัวเป็นเกลียว 31 มีนาคม 2553 14:07:56 น.  

 

โดน มากๆ เหมือนกับ ชีวิตจริงๆของเรา เลยนะ

 

โดย: Single Mom IP: 203.146.12.13 1 เมษายน 2553 20:26:56 น.  

 

ขอบคุณมากนะคะ single mom ที่แวะมาอ่านและเม้นท์ให้ ไม่คิดว่าจะโดนนะค่ะนี่ แต่เราก็คนหนึ่งที่ต้องเลี้ยงลูกคนเดียวในขณะที่พ่อเขายังมีความสุขดีไม่เคยทุกร้อนอะไร ทำได้แค่ส่งเงินให้ลูกบ้างไม่ให้บ้างตามแต่ใจเขา ช่างมันเถอะ ลูกเรา ถ้าเราเข้มแข็งได้เท่ากับ ในนิยายและเลี้ยงลูกได้ดีแบบนี้มันก็คงดีสำหรับเรา แต่นั่นมันคงไม่ง่ายนัก คุณก็เหมือนกัน สู้ ๆ นะค่ะ

 

โดย: ปันฝัน 2 เมษายน 2553 12:02:27 น.  

 

ถึงเราจะอยู่กับแฟน แต่เรื่องเกี่ยวกับลูกเนี่ย
แฟนเราก็ช่วยน้อยมาก
หลักๆ จะเป็นเรา แม่เรา พี่สาวเรา เลี้ยงกันเอง
บางครั้งการอยู่เป็นครอบครัวก็ไม่ได้สมบูรณ์
ต้องปล่อยวางเหมือนกัน
คุณปันฝันถึงจะเลี้ยงลูกคนเดียวก็สู้ๆ นะคะ

 

โดย: nu (NongNuDaddy ) 3 เมษายน 2553 13:26:24 น.  

 

นิยายเรื่องนี้ เหมือนชีวิตจริงของเราเลย แต่เราหนักกว่านี้หลายเท่านัก แต่ก็จะอดทนเพื่อลูก

.....ชีวิตฉันเหมือนดอกไม้แห้ง.......
ไม่ต้องมีน้ำมาราดรด แต่ก็ไม่หมดอายุลงได้......

 

โดย: คนเจ็บ IP: 118.173.243.59 19 พฤศจิกายน 2553 15:15:37 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


ปันฝัน
Location :
สุราษฏร์ธานี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




ตัวเล็ก เป็นแม่ของอาเดียวคะเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว เป็นแม่ที่ไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไหร่ แต่มีความตั้งใจ ที่จะเลี้ยงดูลูกชายคนเดียว ที่เกิดจากความรักของคนสองคน แม้ว่าหัวใจคนอีกคนจะสั้นนักก็ตาม

ลูกไม่ใช่ภาระ ลูกคือความสวยงาม เป็นสิ่งที่แสนดี ชีวิตเราในขณะนี้ ลูกคือทุกอย่าง

มาเอาใจช่วยแม่ตัวเล็กพาอาเดียวไปตลอดรอดฝั่งด้่วยนะคะ

เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวไม่ง่ายเลย ใครอย่ามาเลียนแบบนะ บอกเอาไว้ก่อน มันลำบากมากจริง ๆ โดยเฉพาะในวันที่ลูกป่วยและเราตัวคนเดียว


**ลูกโตขึ้นทุกวัน เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ทุกวัน กับโลกว้าง สู้ ๆ เค้านะูลูก

แม่ไม่หวังอะไรปมากกว่าการเห็นลูกเติบโตขึ้นมาเ็ป็นลูกที่น่ารักและเป็นคนดีของสังคม..**
แล็กกราวน์ กล่องเมนท์ กลุ่องเมนท์ กล่องเมนท์ เฟชบุ้ค Mommy's A Deaw

คลิกหาอาเดียวในเฟชบุ๊ค

หน้าอาเดียว

A DEAW

ตามไปกดไลท์ที่เพจของอาเดียวได้ครับ

เพจเอสโอเอส

SOS ANIMALS Thailand

รับปรึกษาและช่วยเหลือสัตว์เลี้ยง/a>
New Comments
Group Blog
 
 
มีนาคม 2553
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
31 มีนาคม 2553
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ปันฝัน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.