Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2550
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
1 พฤศจิกายน 2550
 
All Blogs
 
กับหนัง 4 เรื่องที่ได้ดู

สวัสดีครับ

หลังจากไม่ได้เข้าเน็ตซักช่วงหนึ่งเนื่องจากติดภาระกิจ จนมีหนังค้างสต็อกที่ยังไม่ได้พูดถึงถึง 4 เรื่อง เลยขึ้นหน้าใหม่เลยดีกว่า

จากการเขียนบล็อกมาเกือบปี บางครั้งก็รู้สึกว่าตัวเองเขียนเอง เออเองคนเดียวหรือเปล่านี่ เพราะไม่ค่อยเห็นมีรีพลายเท่าไร นอกจากของตัวเอง แต่ก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยก็เหมือนการบันทึกของตัวเอง ซึ่งบางทีกลับมาอ่านก็ตลกดี (ซึ่งปกติจะขี้เกียจเขียนไดอารี่มากครับ ในบล็อกนี่คือการเขียนต่อกันนานที่สุดเท่าที่เคยเขียนแล้ว) ก็มีเพื่อนๆบางคนหลังไมค์มาแนะนำ เช่นให้อัพบล็อกบ่อยๆเวลาเขียนถึงหนังเรื่องใหม่ หรือให้มีรูป มีสีสันมากขึ้น

เรื่องอัพบล็อก คงไม่ดีกว่าครับ เพราะตั้งใจไว้แต่แรกแล้วว่าจะอัพเฉพาะมีเรื่องเยอะๆ หรือเวลาที่อยากเรียบเรียงอะไรบางอย่าง แล้วถ้าอัพแล้วมันแค่เล็กๆน้อยๆ ก็เกรงใจคนที่อุตส่าห์เข้ามาดู และพบว่าไม่เห็นมีอะไรเลย ส่วนเรื่องรูปรับไว้พิจารณาแล้วกัน แต่ปัญหาคือความขี้เกียจ แล้วส่วนตัวก็ไม่ค่อยเก็บรูป เซฟรูปอะไรเท่าไร และจริงๆคนที่เข้ามาอ่านบล็อกนี้ก็คงรู้ว่าผมจะชอบเน้นตัวหนังสือ(เยอะๆ) มากกว่าเน้นเทคนิค หรือความตื่นตาตื่นใจ

######## Update ล่าสุด ########

wu's Thai Film Awards 2007 update 31 ธันวาคม 2550

สยาม ฤดูร้อนยาวนาน และบ้านปลายฟ้า Update 20 ธันวาคม 2550

Lust, Caution: เร้นรัก-ราคะร้อนupdate 2 พฤษจิกายน 2550


#########################

หนังที่ได้ดูในช่วงที่ผ่านมา

The Kingdom
หนังท่าดี และทีเกือบเหลว เปิดตัวด้วยความตื่นตาตื่นใจ และกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของคนดูได้อย่างรวดเร็วสไตล์ 24 ก่อนจะไปสู่การดำเนินเรื่องแนว CSI แถมด้วยการเสียดสี ความแตกต่างทางวัฒนธรรม และปิดท้ายด้วยฉากบู๊ระห่ำ ระเบิดภูเขา เผากระท่อม (แค่เปรียบเปรย เพราะทั้งเรื่องไม่มีทั้งภูเขาและกระท่อม) และบทส่งท้ายที่แทบจะไม่เหลือความหวังใดๆให้คนดู

หนังแนวแอ็กชั่นการเมือง และบรรยากาศการก่อวินาศกรรมที่ครุกรุ่นอย่างนี้ ดูจะเป็นแนวหนังแนวใหม่ที่เห็นมากขึ้นเรื่อยๆทั้งนิยาย (เช่นนิยายของทอม แคลนซี่) ซีรีย์ (เช่น 24 ) และภาพยนตร์ (โดยหลายๆเรื่อง และมีมาก่อนเหตุการณ์ 911 เสียอีก โดยเรื่องที่อยากแนะนำมากคือ The peacemaker) โดยจุดร่วม คือฉากการก่อการร้ายที่อาจลุกลามให้เลวร้ายกว่าที่เป็นอยู่ ฝ่ายพระเอกที่มักเป็นอเมริกัน ฝ่ายผู้ร้ายซึ่งมักเป็นประเทศมุสลิม และมุมกล้องที่สั่นไหว ไร้ทิศทาง เพื่อสร้างบรรยากาศความสมจริง ซึ่ง The Kingdom มีครบถ้วน สิ่งที่น่าเสียดายคือจากประเด็นใหญ่โตที่หนังปูทางไว้ อุปสรรค์ที่มากีดขวาง ความสัมพันธ์ของตัวละครที่พัฒนาอย่างหนักแน่น แต่พอไปถึงช่วงคลี่คลาย หนังกลับไม่สามารถทำให้คนดูรู้สึก กระทบใจกับประเด็นที่หนังต้องการสื่อ หรือพึงพอใจกับบทสรุปเท่าที่ควร หนังจึงเป็นได้แค่หนังแอ็กชั่นที่ดูสนุกเท่านั้น (ปัญหาใกล้เคียงกับ The DaVinci Code ฉบับภาพยนตร์)

Pleasure Factory
ส่วนตัวไม่เข้าใจ และเข้าไม่ถึงกับประเด็นที่หนังต้องการนำเสนอ รวมไปถึงสไตล์ของหนังที่รวมหลากหลายสไตล์ไว้ด้วยกัน (สารคดี แนวสมจริง suspense จนถึงดราม่า) ถ้าจะว่าหนังต้องการถ่ายทอดวิถีชีวิตอันหลากหลายของคนย่านนี้ในคืนหนึ่ง จุดที่เลือกมาก็ไม่ชัดเจน รวมถึงไม่อาจเป็นตัวแทนของย่านนี้ได้ชัดเจน ส่วนของเนื้อเรื่องที่จับต้องได้ มีเพียงเรื่องของนักเรียนทหารถูกเพื่อนพามาขึ้นครู ในขณะที่เรื่องอื่นๆยังค่อนข้างคลุมเคลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของอนันดา ที่ใช้ดารามีชื่อเสียงมากที่สุด หนังให้เวลาและเน้นความสำคัญที่สุด แต่ผลลัพท์ที่ได้ กลับน้อยที่สุดไปด้วย

ผู้กำกับเอกชัยกำลังอยู่ในช่วงหาตัวตนกับการสร้างหนัง แต่อาจหายังไม่เจอ (รวมไปถึงหนังเรื่องแรก Beautiful Boxer ซึ่งยังมองไม่เห็นลายเซนต์ หรือจุดร่วม จุดเด่นของผู้กำกับเลย) และจากการที่เขามาจากสายละครเวที การทำหนังที่ออกแนวสมจริง ไม่เน้นการแสดง ดูเหมือนจะเป็นการฉีกสไตล์ของตัวเองพอควร แต่เอกชัยยังไม่แม่นมากพอที่จะปล่อยให้หนังลื่นไหลไปอย่างสมจริง และถ่ายทอดแนวคิด การนำเสนอของผู้กำกับให้คนดูจับต้องได้ (เทียบกับงานของอภิชาติพงษ์ ซึ่งแม่นมากกว่า) ส่วนตัวยังคิดว่าเอกชัยมีฝีมือพอควร (บางฉากใน Beautiful Boxer ที่ออกแนวละครเวทีออกมาดีมากๆ) เพียงแต่หนังเรื่องนี้ ไม่น่าจะใช่แนวทางของเขา

จุดที่ผมชอบในหนังเรื่องนี้มีเพียงแค่รู้สึกว่าหนังโป๊จัง แต่พอกลับมาคิดดู เราแทบไม่ได้เห็นอะไรที่โจ่งแจ้งเลย ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ที่ทำให้คนดูรู้สึกได้อย่างนี้

The Witnesses
หนังฝรั่งเศสเรื่องนี้มีตัวละครที่เป็นชายรักชาย มีฉากเลิฟซีนของทั้งชายหญิง และชายชาย มีการพูดถึงโรคเอดส์ แต่ความรู้สึกขณะดู ไม่มีความรู้สึกว่ากำลังดูหนังเกย์สักนิด แต่เป็นการดูหนังดราม่าขายการแสดง ที่บังเอิญมีตัวละครเป็นเกย์มีบทบาทสำคัญเท่านั้น

ที่รู้สึกอย่างนี้ อย่างแรกเพราะตัวละครที่ยืนอยู่ฝั่งเดียวกับคนดู และเป็นคนชักนำอารมณ์คนดู ตัวละครที่เราได้เห็นแง่มุมต่างๆทั้งด้านมืดและสว่าง ตัวละครที่มีพัฒนาการและได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ตามเนื้อเรื่อง คือตัวละครผู้หญิง และความสัมพันธ์ที่เธอมีต่อตัวละครเกย์ หรือไบ ทั้ง 3 คนในเรื่อง (เอมมาดูเอล บาสซ์ให้การแสดงที่อินมากๆในหนังฝรั่งเศสที่เธอแสดงทุกเรื่อง ซึ่งเธอทำไม่ได้ในหนังฮอลลีวู๊ด พูดภาษาอังกฤษ เช่น Mission Impossible ภาคแรก) แม้ว่าตัวละครอื่นๆหนังก็ให้น้ำหนักมากไม่น้อยหน้าเธอก็ตาม แต่ความลึกของตัวละครตัวนี้ ทำให้ตามนามธรรมเธอกลายเป็นตัวละครศูนย์กลางของเรื่อง (แม้ว่าถ้าดูทางรูปธรรม ตัวละครอื่นๆที่เหลือเหมือนกับจะก้าวมาเป็นศูนย์กลางของเรื่องได้ทุกตัวด้วยซ้ำ)

จุดที่ผมชอบในหนังเรื่องนี้คือการแสดงของตัวละครทุกตัว (แม้แต่ตัวประกอบ) ที่ดูกลมกลืน ลึกซึ้ง รับส่งกันอย่างเป็นธรรมชาติ และการเล่าเรื่องที่จงใจข้ามเหตุการณ์บางอย่าง จนมีความรู้สึกเหมือนเป็นภาพของความทรงจำที่ไม่ปะติดปะต่อ และการใช้ฉากหลังเพื่อแสดงภาพสังคม เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น และไม่เน้นจนสาระของเรื่องถูกเบี่ยงเบน แต่ก็ไม่น้อยจนสงสัยว่าจะใส่มาทำไม ขอยกนิ้วให้ผู้กำกับที่คุมออกมาได้ดีมาก

Lust, Caution
ขอพูดถึงหนังเรื่องนี้แค่คร่าวๆ เพราะกะจะเขียนยาวๆอีกครั้งหนึ่ง

ความรู้สึกของหนังเรื่องนี้ เหมือนกับจับเอา Black book มาผสม The Joy Luck Club มาผสม The Lovers มาผสม Brokeback Mountain นี่คือความสำเร็จที่ตามหลัง Brokeback Mountain ของอั้งลี่อย่างสวยงาม การเดินเรื่องที่ละเมียดละไมเนิบช้า การแสดงของสองดารานำที่ทั้งทุ่มเท และถ่ายทอดออกมาอย่างลึกซึ้ง ภาพและดนตรีประกอบที่ลงตัว ความสะเทือนใจกับชะตากรรมของตัวละคร และการมีอะไรตกค้างให้ได้คิดว่าใครคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนที่ lust หรือ caution และ love มันหายไปจากชื่อเรื่องหรือเปล่า

คำถามจากคนที่รู้ว่าผมได้ดูหนังเรื่องนี้แล้ว คงเดาได้ โป๊ไหม เห็นมากแค่ไหน สมจริงแค่ไหน ขอบอกว่าโอกาสที่จะได้ดูหนังเรื่องนี้เต็มๆในบ้านเราตามโรงหนังรอบปกติ เกือบเป็นศูนย์ด้วยซ้ำ ฉากเลิฟซีนโจ่งแจ้ง สมจริง และแรงแทบทุกฉาก แต่ไม่ได้มีมากมายดังคำเล่าลือ เพราะกว่าจะถึงเลิฟซีนฉากแรกหนังก็เกินครึ่งเรื่องแล้ว แต่จากนั้นก็ต่อเนื่องตลอด ความแรงก็ค่อยๆเพิ่มขึ้น และบางฉากอาจทำให้ตกใจได้ด้วยซ้ำ โดยคนที่มาโชว์เรือนร่างและลีลาในที่นี้ ได้แก่เฮียเหลียงและนางเอกใหม่แค่สองคน ซึ่งก็เต็มที่ทั้งสองคน และที่ชอบมากๆ คือฉากเลิฟซีนมันไม่ได้ขายแค่ sex แต่การแสดงของทั้งสองคนมันมีทั้งอารมณ์หวาดระแวง การระแวดระวัง ไม่ไว้วางใจ เล่มเกมส์ ตัณหา ความรัก ความใคร่ การเอาชนะ การปิดบัง ซึ่งขอแสดงความเสียใจล่วงหน้ากับคนที่หวังจะเห็นฉากเหล่านี้และอารมณ์เหล่านี้บนจอเมืองไทย คงแทบไม่เหลืออะไรแน่ๆ



Create Date : 01 พฤศจิกายน 2550
Last Update : 31 ธันวาคม 2550 1:33:08 น. 21 comments
Counter : 304 Pageviews.

 

ช่วงนี้ไม่ได้ดูหนังเลยครับ

แวะมาชวนไปชิม Children Set สวยๆ อร่อยๆ ด้วยกันครับ
อยากชิม เชิญคลิกที่รูปได้เลยครับ


Enjoy Eating @ Fuji on Halloween Day



โดย: มิสเตอร์ฮอง วันที่: 1 พฤศจิกายน 2550 เวลา:1:46:39 น.  

 
อ้าว Lust, Caution ไปหาดูจากไหนกันล่ะครับ ส่วนเวอร์ชั่นที่ฉายไทยยังไม่ทราบเลยครับ แม้แต่ที่ House เขาก็ยังไม่กล้ายืนยัน


โดย: yuttipung IP: 58.9.26.211 วันที่: 10 พฤศจิกายน 2550 เวลา:6:41:19 น.  

 
พอดีช่วงที่หายไปคือไปธุระต่างประเทศครับ เห็นโปรแกรมหนัง Lust, caution พอดี รีบดูเลย เพราะรู้ว่าโอกาสได้ดูเต็มๆในบ้านเราคงน้อยมากๆ

สัปดาห์ที่ผ่านมาลงไปกรุงเทพเพื่อดูละคร Cats แต่จะดูอย่างเดียวก็กระไร เลยต้องหาหนังเรื่องอื่นๆดูด้วย แต่ปรากฏว่าสัปดาห์นี้หนังน้อยมากๆ และกว่าครึ่งเป็นหนังสยอง ซึ่งส่วนตัวไม่อยากดูเท่าไร เลยหาหนังดูได้แค่ 3 เรื่อง (เอง) เดี๋ยวคืนนี้จะมาอัพเดทว่าดูอะไรไปบ้าง


โดย: wu IP: 202.28.117.237 วันที่: 12 พฤศจิกายน 2550 เวลา:9:08:14 น.  

 
มาคุยกันถึงหนังและละครที่ได้ดูในสัปดาห์นี้ครับ

Lions for Lamps
หนังสำหรับคนเขียนบท โดยเอาดาราดังมาบังหน้า ความจริงดาราก็เล่นดีทุกคน และบทก็มีอะไรให้เล่น เพียงแต่ว่ามันไม่ค่อยมีหลากหลายแง่มุมมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับคนเขียนบท ที่เวลาเขียนต้องสมมุติตัวเองเป็นตัวละครสถานะต่างๆ มีทัศนะและมุมมองต่างๆ และต้องมาตอบโต้ ขัดแย้ง ยอกย้อนกัน ถ้าใครเป็นคนเขียนบท เห็นพล็อตอย่างนี้ส่งมาให้ คงเป่าปากวิ๊ว เพราะน่าสนุกและท้าทายมาก แม้ว่าหนังอาจไม่ถูกตลาดเท่าไร แต่เครดิตคนเขียนบทคงไม่มีใครมองข้าม

หนังเล่าเรื่อง 3 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสั้นๆในช่วงเวลาเดียวกัน โดยมีแฟลชแบ็คเพียงเล็กน้อย และตัวละคร 3 ชุดก็เกี่ยวพันกันบางๆเท่านั้น แต่การกระทำของแต่ละกลุ่มส่งผลกระทบซึ่งกันและกันทั้งทางรูปธรรม และนามธรรม โดยโครงเรื่องหนังน่าสนใจมาก แต่ก็เรียกร้องสมาธิจากคนดูพอควร และคนดูต้องมีวุฒิภาวะ คิดตามหนังพอสมควร ส่วนตัวก็ตามหนังได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็มีหลายจุดที่ยังไม่เคลียร์เท่าไร แต่ถ้าเทียบกับความคาดหวัง กึ่งๆผิดหวัง(ทั้งที่หนังก็ไม่ได้แย่) เพราะหวังกับหนังเรื่องนี้ไว้เยอะมาก

Secret
หนังสำหรับเจย์ โชว์ เพราะเปิดโอกาสให้เขาได้โชว์จริงๆ ฉากดีๆในหนังเรื่องนี้ คือฉากการเล่นดนตรีทุกๆฉาก ในขณะที่เนื้อเรื่องบางเบา เล่าไปเรื่อยๆ คาดเดาจุดหักเหได้ง่าย และพอหนังเฉลยมาจริงๆ ก็ยังไม่น่าพึงพอใจเท่าไร เพราะเป็นการเฉลยแบบเอาใจคนดูมากกว่าการอธิบายที่มาที่ไป และคลี่คลายจุดที่ยังค้างคาเอาไว้ สำหรับเจย์ โชว์ งานเพลงเปิดโอกาสให้เขาได้แสดงความเป็นอัจฉริยะได้มากมายกว่างานหนังครับ

Surf's Up
เพนกวินมาอีกแล้ว ถ้าเป็นคนแสดง คงเป็นนักแสดงที่หน้าช้ำไปหมดแน่ๆ จุดเด่นของหนังเรื่องนี้ คือการเล่าเรื่องในสไตล์สารคดี (แถมยังใช้มุมกล้องมือถือ สั่นๆ หลุดโฟกัส อย่างที่กำลังฮิตอีกต่างหาก) การสลับกับฟุตเตตเก่าๆ ข่าว รูปภาพ การสัมภาษณ์ และ reality ถือว่าเป็นความแปลกใหม่ได้ ในขณะแนวคิด และสาระที่หนังต้องการสื่อ กลับไม่ค่อยมีอะไรใหม่ หรือโดนใจเท่าที่ควร งานด้านภาพก็อยู่แค่ในมาตรฐาน (ในขณะที่คู่แข่งอย่าง Ratatouille พัฒนาไปได้ไกลกว่ามาก)

Cats
ส่วนตัวชอบเพลง Memories มาแต่ไหนแต่ไร เลยไม่ยอมพลาดละครเรื่องนี้ แต่พอได้ดูแล้ว ยังรู้สึกไม่เต็มอิ่มเท่าไร เพราะจากโครงเรื่องที่เหมือนการโชว์เป็นฉากๆ เพลงๆ มากกว่าการผูกเรื่องให้ต่อเนื่อง ซึ่งโชว์ที่หลากหลายของเหล่าแมวๆ มีทั้งความสนุกสนาน ความเศร้าสร้อย การโหยหาอดีต ความสะเทือนใจ ความน่าหมั่นไส้ ส่วนใหญ่ก็น่าดู และตื่นตาตื่นใจ แต่บางส่วน ก็งงๆอยู่เหมือนกัน

จุดเด่นคือทีมนักแสดงที่เล่นกันเต็มที่และลงตัวมากๆ ซึ่งเห็นความสำคัญของคำว่า The Cast เลย เพราะทุกคนต้องเล่นช่วยกัน รับส่งกัน ผลัดกันเป็นตัวเอก และผลัดกันเป็นตัวประกอบไปตลอดเรื่อง เสียดายนิดนึง ที่ผมนั่งไกลไปหน่อย เลยไม่ได้เห็นรายละเอียด ลีลา ท่าทางอะไรชัดเจนนัก แม้แต่แมวหลายๆตัวก็ยังงงงงว่าใครเป็นใคร เพราะเห็นรายละเอียดไม่ชัด และที่น่าเสียดายคือดนตรีที่ไม่ได้บรรเลงสด แม้ว่าการร้องจะทำกันสดๆก็ตาม อ้อ มีเซอร์ไพรซ์นิดหน่อย ที่เขามีการแปลงเนื้อเพลง memories ช่วงหนึ่งเป็นภาษาไทยด้วย ซึ่งต้องขอชมว่าออกเสียงภาษาไทยได้ชัดมากๆ


โดย: wu IP: 125.26.143.68 วันที่: 13 พฤศจิกายน 2550 เวลา:0:08:34 น.  

 
มายืนยันให้ว่าที่ house ขอยืนยันว่าคุณจะไม่ผิดหวังเฉพาะที่ house เท่านั้น


โดย: house pr IP: 58.8.94.96 วันที่: 20 พฤศจิกายน 2550 เวลา:13:45:02 น.  

 
สดๆร้อนๆกับเพื่อน กรู เอ้ย รักแห่งสยาม

ตอนนี้คงหมดเสียงกังขากันไปแล้วว่าหนังเรื่องนี้ Y หรือไม่ Y เพราะหลายๆกระทู้ที่ตั้งๆกันก็เฉลยไปตั้งแต่หัวข้อกระทู้แล้ว โชคดีที่ประเด็น Y ไม่ใช่จุดหักเหของหนังเรื่องนี้ และหนังเรื่องนี้ก็แยกความแตกต่างของ Y กับเกย์ได้กำลังพอดีๆ และที่สำคัญ ปรากฏว่าหนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังเกย์ แต่เป็นหนังในกลุ่ม coming of age ต่างหาก

เนื้อเรื่องของหนังแบ่งเป็นสองไลน์ โดยมีส่วนที่แยกกัน และซ้อนทับกัน แม้ว่าบางครั้งจะดูไม่กลมกลืนนัก (เหมือนกับว่าหนังกำลังลืมอีกไลน์หนึ่งไปบ้างบางขณะ) แต่โดยรวมแล้ว ออกมาใช้ได้เลย และพูดได้อย่างเต็มปากว่านี่เป็นหนังตลาดแบบไทยๆที่มีคุณภาพมากพอที่คอหนังที่เรียกร้องคุณภาพไม่ยี้ และคอหนังตลาด ก็ไม่ต้องบ่นว่าต้องปีนบันไดดู

จุดเด่นของหนังคือการแจกแจงคาแรกเตอร์ ปูนหน้าปูมหลัง การให้คนดูมีโอกาสใกล้ชิด และเห็นแง่มุมต่างๆของตัวละครแต่ละตัว บวกกับการแสดงที่ไม่มีใครโดดออกมา ทำให้คนดูผูกพันกับตัวละคร และที่น่าอัศจรรย์คือคนดูแต่ละคน ก็ผูกพันกับตัวละคร หรือเข้าใจกับตัวละครได้ไม่ซ้ำกัน ขึ้นกับแนวคิดและประสบการณ์ของคนดูแต่ละคน ซึ่งต้องยกความดีความชอบเต็มๆให้ผู้กำกับ (คนดูบางคนอาจคิดว่าตัวเองคล้าย หรือเข้าใจโต้ง บางคนก็อาจคล้ายมิว บางคนก็หญิง บางคนก็สุนีย์ กร จูน จะมีก็แต่โดนัทที่ยังแบนๆกว่าทุกคน)

ด้านการแสดง รุ่นใหญ่อย่างสินจัย กบ พลอย รับมือกับบทบาทที่ได้รับอย่างสบาย โดยเฉพาะสินจัยที่ได้แสดงอารมณ์หนักๆ หลายฉาก แม้ว่าบทบาทหลักๆจะตกกับนักแสดงใหม่ๆ ซึ่งก็แสดงได้ลื่นไหลทุกคน น้องมาริโอเล่นเป็นธรรมชาติ และสื่อสายตาได้ดีมากๆ น้องพิชอาจดูเกร็งๆกับฉากธรรมดาๆ แต่ฉากร้องเพลงก็ส่งประกายปิ้งปั้งทุกฉาก และเวลาร่วมฉากกับมาริโอ ก็ส่งอารมณ์ได้มากมาย น้องกัญญาก็เล่นได้น่ารัก น่าเอาใจช่วย และแทบไม่อยากเชื่อเลยว่านี่คือคนเดียวกับนางพยาบาลสาวเซ็กซี่บ้าแบนด์เนมจากสวยลากไส้ สรุป เกรดสำหรับการแสดงเรื่องนี้ ได้ A แทบจะล้วนๆ อ้อ เกือบลืมน้องเก้า และน้องที่เล่นเป็นมิวตอนเด็ก ก็เล่นได้ดีทั้งคู่ และน่ารักมากๆ

ข้อเสียของหนัง อยู่ที่การไม่กลมกลืนในบางช่วงอย่างที่พูดไปแล้ว และการที่หนังออกจะยืดยาวไปสักหน่อย (แต่ก็เต็มอิ่มสำหรับคนที่อยากละเมียดไปกับหนัง) และบางคนอาจบ่นกับการคลี่คลายที่ไม่อธิบายทุกอย่างให้แจ่มแจ้งแดงแจ๋ (ซึ่งบางคนก็อาจชอบที่หนังปล่อยพื้นที่ให้คนดูเติมเต็มเองบ้าง) แต่โดยรวมแล้ว นี่เป็นหนังไทยที่น่าพึงพอใจระดับต้นๆของปี ขอตบมือให้ดังๆครับ


โดย: wu IP: 125.26.139.191 วันที่: 23 พฤศจิกายน 2550 เวลา:0:32:51 น.  

 
ตอนเขียนความเห็นก่อนหน้านี้ไป ยังไม่ได้อ่านกระทู้พันทิปเลย นอกจากลากผ่านคร่าวๆ แต่พอกลับไปอ่าน เป็นประเด็นเหมือนกันนะเนี่ย กับเรื่องเกย์ หรือประเด็นการหลอกคนดู ซึ่งเกินความคาดหมายมากๆ และกระทู้ก็เยอะมากๆ(และตั้งซ้ำมากๆ) จนไม่รู้จะแสดงความเห็นในกระทู้ไหนดี เลยมาเขียนในบล็อกดีกว่า

ยืนยันอีกครั้งว่าหนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังเกย์ แม้ว่าจะเกี่ยวข้องกับตัวละครที่มีความรู้สึกกับเพศเดียวกัน แต่หนังไม่ได้สื่อประเด็นนั้นนอกเหนือจากการที่ตัวละครได้เรียนรู้ เติบโต และเลือกทางเดินให้ชีวิตของตัวเอง และฉากคู่ชายชายทั้งหลาย ก็อยู่แค่ระดับ Y เท่านั้น ไม่ถึงกับเป็นฉากที่คนทั่วไปรับไม่ได้ (นอกเหนือจากคนที่ดัดส่วนที่เรียว่าจริตของตัวเองให้ไม่รับ) ดังนั้นการที่หนังเรื่องนี้จะไม่โปรโมทตัวเองว่าเป็นหนังเกย์ ไม่มีอะไรผิดเลยครับ

อย่างไรก็ตาม เจ้าของหนังไม่จำเป็นต้องปกปิด หรือทำให้คนดูไขว้เขวว่านี่คือหนังรักใสๆชายหญิงทั่วไป เพราะการเปิดเผยว่าตัวละครในเรื่องชอบผู้ชายด้วยกันไม่ใช่จุดหักเห หรือจุดเซอร์ไพรซ์แต่อย่างใด การที่จะให้เห็นภาพโปรโมทที่เน้นผู้ชายทั้ง 2 คน (อย่างน้อยก็ให้เด่นกว่าฝ่ายหญิงอีก 2 คน ที่เป็นบทสมทบชัดเจน) ก็จะช่วยให้คนดูบางส่วนสามารถเลือกได้ว่าอยากดูหรือไม่ ตอนนี้เห็นวัตถุประสงค์อย่างเดียวที่การโปรโมทพยายามเลี่ยงเรื่อง Y เพราะจะดึงคนดูที่ยังรับเรื่อง Y ไม่ได้ให้เข้าดู (เพราะคนที่ชอบ หรือคนที่รับเรื่องนี้ได้ จะโปรโมทยังไง เขาก็ดูอยู่แล้ว แต่คนที่ยังรับไม่ได้ ถ้าโปรโมทว่ามีฉาก Y เขาไม่ตีตั๋วแน่นอน) ซึ่งจากเนื้อหนัง ผมว่าเรื่องนี้โปรโมทแบบตรงไปตรงมาไม่ต้องอ้อมค้อมก็ขายได้ และน่าจะได้ใจคนดูอีกเยอะครับ

และอีกหลายกระทู้ที่พยายามตีความต่างๆในหนัง โดยเฉพาะฉากจับนม และคำพูดสุดท้ายของโต้ง ก็ตีกันไปครับ ตลกดี ทั้งที่มันเป็นประโยคที่ดี และชัดเจนขนาดนั้นว่าโต้งจะเลือกอะไร และมีน้ำหนักที่ทำให้คนดูคล้อยตามได้มากพอ บวกกับอารมณ์ในหนังที่กำลังพีคพอดี ถือว่าผู้กำกับเก่งครับ ทำให้คนพูดถึงได้ขนาดนี้

อ้อ ไปอ่านบล็อกคุณผมอยู่ข้างหลังคุณเขียนถึงหนังเรื่องนี้ เป็นบทวิจารณ์+ วิเคราะห์หนังเรื่องนี้ที่ดีที่สุดที่เคยอ่าน(ณ.ปัจจุบัน)เลยครับ และจะว่าไปเทียบกับในงานวิจารณ์ของคุณผมอยู่ฯ กันเองแล้ว ก็เป็นงานเขียนที่อยู่อันดับต้นๆของเขาเหมือนกัน ชวนให้เข้าไปอ่านครับ



โดย: wu IP: 125.26.139.191 วันที่: 23 พฤศจิกายน 2550 เวลา:1:55:40 น.  

 
ห้ามไปดูหนังตอนร่างกายไม่พร้อม ผมจะจำติดตัวเลยครับ หลังจากต้องตื่นเช้า เหนื่อยๆจากการทำงานและง่วงนอนทั้งวัน และไปดูหนังในสัปดาห์นี้ถึง 3 เรื่องภายใน 24 ชั่วโมง เพราะถือว่าได้ลงไปกรุงเทพ แถมหนังที่ดูยังเรียกร้องสมาธิจากการดูมากเป็นพิเศษอีก เลยดูไปหลับไป ผลสุดท้ายไม่รู้เรื่องราวอะไรกับเขาเลย

ดึกแล้วคุณขา (ลิโด้19.00 น. 24 พย 50)

เรื่องนี้ยังไม่หลับครับ แต่ก็จับจุดโฟกัสอะไรของหนังไม่ได้เลย และตัวหนังเองที่ใช้การวกไปวนมา ย้ำคิดย้ำทำอยู่หลายๆครั้ง และภาพแนวแอบถ่าย เลยไม่ค่อยมีสมาธิเท่าไร ข้อดีของหนังคือดาราแสดงเป็นธรรมชาติดี และบทูดบางตอนซื่อๆแต่ดูน่ารักจริงใจ เป็นการเริ่มต้นการดูหนังประจำวันหยุดไม่ค่อยดีเท่าไร

Beowulf (SF world 22.00 24 พย. 50)

ตั้งใจเพื่อดูภาพอย่างเดียวเลย และก็ได้ดูแค่ภาพสามมิติ เพราะเนื้อเรื่องจับอะไรไม่ได้เลย แถมหลับเป็นช่วงๆ กับเทคนิค Motion capture ที่ทำให้สมจริง ข้อดีคือหนังมันเหมาะกับสามมิติมากกว่าหนังจากภาพจริงๆ และการทำให้รูปร่างหน้าตาตัวละครเปลี่ยนแปลงอย่างสมจริง (เช่นตัวละครวัยหนุ่ม วัยแก่ ก็ดูอายุมากขึ้น และเป็นคนเดิมจริงๆ ไม่ใช่การเมคอัพ หรือเปลี่ยนคนแสดง) แต่ก็เหมือนกับการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำเหมือนกัน (โดยเฉพาะบทแองเจริน่า โจลี่ หน้าเหมือนตัวจริงขนาดน้น เอาตัวจริงมาเล่นง่ายกว่าเยอะ) และส่วนตัว ถ้าเป็นตัวละครหน้าเหมือนคนทั่วๆไป ผมยังชอบแบบคนแสดงมากกว่า

ส่วนสามมิติของ SF ข้อดีคือแว่นเบา และซับชัด แต่ส่วนตัวยังชอบความตื่นตาตื่นใจตอนดู Polar express ใน Imax มากกว่า และอะไรจะภาคภูมิใจกับระบบตัวเองขนาดนั้น จนต้องฉายตัวอย่างให้ดูตั้ง 2 รอบ (ง่วงเฟ้ย)

Michale Clayton (EGV ปิ่นเกล้า 15.20 25 พย 50)

มีคนเตือนแล้วว่าหนังเรียกร้องสมาธิ แต่พอเจอโรง Gold Class ตัวเองก็หลับไหลตั้งแต่หนังตัวอย่าง ตื่นมายืนตอนเพลงสรรเสริญ จากนั้นก็ครึ่งหลับครึ่งตื่นไปตลอดเรื่อง ดูหนังจบให้เพื่อนเล่าให้ฟัง อ๊าก ทำไมดูไม่รู้เรื่องอะไรเลย ที่จำได้ก็แค่ลีลาการแสดง การพูด การถ่ายภาพหนังเรื่องนี้มันดูหนักแน่นดี แต่จับรายละเอียดต่างๆไม่ได้เลย

สรุป สัปดาห์นี้ถึงดูหนังไป 3 เรื่อง แต่เสียดายสุดๆ และไม่โทษตัวหนังเลยนอกจากตัวเอง (และโรงหนังที่สบายเหลือเกิน อิจฉาคนกรุงเทพ) ต่อไปจะดูหนังเฉพาะตอนพร้อม แม้จะอยากดูแค่ไหนก็ตาม บอกตัวเองไว้


โดย: wu IP: 125.26.139.77 วันที่: 25 พฤศจิกายน 2550 เวลา:23:27:50 น.  

 
โรงหนังคนกรุงเทพฯ นี่มันสบายจริงๆ ครับ บางโรงทำเบาะยังกับให้นอน ทำใจนะครับ โดยส่วนตัวแรกๆ ผมก็วูบเหมือนกัน แต่ก็ชินแล้ว

ส่วน รักแห่งสยาม หนังยาวแต่ทำได้น่าติดตาม ไม่ถือว่ายืดเลยครับ นึกถึงเวลาดู The Godfather หรือ The Right Stuff ยังไงยังงั้นเลย


โดย: yuttipung วันที่: 26 พฤศจิกายน 2550 เวลา:11:11:28 น.  

 
ใช่แล้วให้ดูหนังเมื่อพร้อม สลับกันหลับไปมา แต่ก็ยังทำหน้าที่มาอัพบล็อก อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

อยากไปดูรักแห่งสยาม มีแต่เสียงเรียกร้องว่าต้องไปดู
จะรีบหาเวลาไป ไม่กล้าอ่านคอมเม้นท์กลัวโดน spoil

เมื่อคืนกลับไปจัดหนังสือที่คอนโดอีก ง่วงเลยนอนที่นั่นเลย กลัวเหมือนกันนอนคนเดียว ฮา ฮา... :)


โดย: คนที่ฝันถึง Emmet IP: 203.146.239.195 วันที่: 26 พฤศจิกายน 2550 เวลา:13:20:57 น.  

 
ปกติเป็นคนชอบหนังแบบสั้นๆน่ะครับคุณยัตติภังค์ ยิ่งสั้นแล้วสื่อความหมายได้ครบถ้วนยิ่งชอบ (นั่นทำให้ส่วนตัวไม่ค่อยชอบดูหนัง Director's cut เลย เพราะมักยืดเยื้อเกินจำเป็น อ้อ ยกเว้น Amadeus ที่รู้สึกเต็มอิ่มกับการดูแบบยาวๆ) พอเจอหนังยาวกว่า 2 ชั่วโมง ต้องตั้งคำถามทุกทีว่าทำไมถึงต้องยาวกว่า 2 ชั่วโมง ซึ่งจากเรื่องรักแห่งสยาม คำตอบคือการให้คนดูได้มีโอกาสละเมียดกับอารมณ์หนัง แต่จากเนื้อหา หนังเรื่องนี้น่าจะลงตัวใน 2 ชั่วโมงได้ (ซึ่งคนตอบกระทู้บางคนเรียกร้องอยากดูเวอร์ชั่น 4 ชั่วโมง ผมว่าตลกว่ะ)

ส่วนความสบายของโรงหนัง ก็โอเคสำหรับบางคน แต่ส่วนตัวไม่ค่อยมีผลกับตัวผมเท่าไร ทั้งเรื่องการตบแต่งโรงสไตล์ต่างๆ รสชาติป๊อบคอร์น หรือเก้าอี้เอนนอนได้ ส่วนตัวขอแค่ภาพชัด เสียงชัด ที่นั่งไม่แคบไป ไม่บังกัน และไม่อึดอัดเท่านั้นก็พอใจแล้ว และความจริงชอบเก้าอี้แข็งๆมากกว่าด้วยซ้ำ รู้สึกมันช่วยให้เรามีสมาธิกับหนังดีกว่า แต่บังเอิญตอนไปดู Michale Clayton มันฉายเฉพาะโรงนี้ และเฉพาะรอบนี้ที่มีเวลาดูได้ เลยจำใจดู (ความจริงที่อยากบ่นมากกว่าคือมันแพง ทั้งที่เราไม่ได้ need อะไรพิเศษที่มันเพิ่มขึ้นมาสักนิด)

แฟนEmmet ขอบคุณที่ไปดูหนังด้วยกัน และช่วยสรุปเรื่องราวของ Michale Clayton ให้ฟัง(ฮา) กลับมาถึงขอนแก่นกะจะนอนพักสักหน่อย ก็ยังไม่ง่วง (ได้นอนในโรงหนังแล้ว) เลยมาอัพบล็อกนิดนึงดีกว่า ส่วนรักแห่งสยาม กับ Lust, Caution รีบไปดูซะ จะได้มาเม้าท์กัน


โดย: wu IP: 202.28.117.231 วันที่: 27 พฤศจิกายน 2550 เวลา:10:32:32 น.  

 
โดยส่วนตัวหนังที่ยาวเกิน 2 ชั่วโมง เป็นมาตรฐานที่คนทำหนังอเมริกาสร้างไว้ซะในยุคหลังครับ คนทำหนังยุโรป(โกดาร์ด) เคยบ่นถึงเรื่องนี้ไว้เหมือนกัน

แต่ก่อนผมก็แหยงๆ หนังที่ยาวๆ ครับ แต่พอได้ดูหนังหลายเรื่องที่เวลาดูจบเวลาผ่านไปเร็วเหลือเกิน ผมถือว่าเป็นการทำหนังประเภทนี้เป็นศิลปะอย่างหนึ่งไปเลย

อย่างไรก็ตามของอย่างนี้นานาจิตตังนะครับ แค่มาเล่าสู่กันฟัง


โดย: yuttipung IP: 202.44.8.100 วันที่: 29 พฤศจิกายน 2550 เวลา:19:20:12 น.  

 
โอ้ย ทำไมช่วงนี้ไม่มีหนังดีๆมาให้ดูบ้างเลย

ว่าแล้วก็เปลี่ยนเรื่องไปเชิญชวนคนที่เข้ามาในบล็อกนี้ อย่าลืมไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 23 ธันวาคมนี้นะครับ แถมไม่เชิญชวนเปล่าๆ เพราะจะมีลำเอียงด้วย(อ้าว)

บางทีเวลาพูดถึงการเมือง การแสดงออกว่าตัวเองเชียร์ทางไหน อยู่ทางไหน บางทีก็อันตรายเหมือนกัน เพราะไม่รู้ว่าจะมีใครอ่านบ้าง แล้วแต่ละคนจะคิดอย่างไร แต่สถานการณ์บ้านเมืองตอนนี้ การแสดงจุดยืนที่ชัดเจน อาจดีกว่าการกระมิดกระเมี้ยน อมภูมิไม่ยอมเปิดเผยว่าจะเลือกใครดี หรือไม่ยอมตัดสินใจ ถึงจะไม่ได้ไปโน้มน้าวให้เลือกหรือไม่เลือกใคร แต่อย่างน้อยการแสดงเหตุผลก็น่าจะทำให้คนที่อ่านู้ว่าเราคิดอะไรอยู่

การเลือกข้างของผม ไม่มีอะไรซับซ้อน แค่ถูกชะตากับใคร ก็เชียร์คนนั้น และบังเอิญนักการเมืองที่ผมถูกชะตา 2 คนเขาเลิกเล่นการเมืองไปแล้ว ที่เหลือเลยมีแต่พวกที่เฉยๆ กับพวกไม่ถูกชะตาอย่างแรง ซึ่งปกติผมมักจะกาไม่ออกเสียง แต่ตอนนี้รู้สึกไม่ได้แล้ว ต้องยอมกาพวกที่รู้สึกเฉยๆ ดีกว่าปล่อยให้พวกไม่ถูกชะตาได้เข้ามาง่ายๆโดยไม่ได้ทำอะไรเลย

พวกที่ผมไม่ถูกชะตา เหตุผลหลักๆเลยคือความบกพร่องเรื่องของความซื่อสัตย์ สุจริต ยะโส โอหัง เหลิงอำนาจ แม้จะมีคนบอกว่าอย่างน้อยเขาก็ทำงานเก่ง แต่ตัวเองก็ยังรับไม่ได้ กับการวางหมากหาผลประโยชน์เข้าตัว แล้วโยนเศษเนื้อเล็กๆน้อยๆให้ประชาชนหลงคิดว่าตัวเองได้ผลประโยชน์เหมือนกัน ปากก็พูดว่าต้องการสมานฉันท์ แต่พฤติกรรมปลุกปั่นยุยง ปากว่าตาขยิบ แถมตอนนี้ลงมาเล่นเองไม่ได้ ก็มีตัวแทนที่แค่เห็นหน้าก็นึกถึงคำว่ามูมมามไปซะทุกครั้ง และพฤติกรรมที่ไม่ได้ดีไปกว่ากันสักเท่าไหร่ แถมวิสัยทัศน์ยังคับแคบ แค่เอาคำพูดแรงๆมากลบเกลื่อน ขอลาคนกลุ่มนี้อย่างเด็ดขาด อย่าได้เจอะได้เจอกันเลย

ส่วนอีกกลุ่มที่ผลจะกาให้ อาจดูเหมือนไม่เป็นตัวของตัวเองเท่าไร และระแวดระวังไปซะทุกย่างก้าว ดูเหมือนพวกขี้ประจบประแจง แถมสมาชิกบางคนยังเป็นกลุ่มนักการเมืองโบราณๆอยู่ แต่ข้อเสียเหล่านี้เทียบไม่ได้เลยกับกลุ่มคู่แข่ง และข้อดีเขาก็ยังมี เมื่อเทียบกับอีกกลุ่มที่ผมมองไม่เห็นข้อดีจริงๆ ปกติก็คงไม่กาให้มั้ง แต่ตอนนี้อารมณ์ชิงชังอีกกลุ่มพุ่งสูงปี๊ดมากกว่า เลยจะกาให้กลุ่มนี้แหละ และเชียร์ด้วย เผื่อการเมืองไทยจะได้มีโอกาสเปลี่ยนทิศทางบ้าง

หุหุ รู้สึกเขียนวันนี้จะใส่อารมณ์ไปหน่อย แต่ไม่แก้อะไรหรอก คนที่เข้ามาอ่านถ้ายังไม่ตัดสินใจ ขอให้คิดให้รอบคอบก่อนเลือก บ้านเมืองอยู่ในมือคุณทุกคนแล้ว

ปล. มีใครรู้บ้างว่านักการเมืองในดวงใจผม 2 คนเป็นใคร ใบ้ให้ว่าคนนึงเป็นนักการเมืองจำเป็นที่จับผลัดจับพลูจนได้ดำรงตำแหน่งการเมืองสูงสุดในประเทศ และวางตัวน่านับถือมาตลอด ส่วนอีกคนเสียชีวิตไปแล้ว เป็นนักการเมืองอารมณ์ดี และวิสัยทัศน์กว้างไกลมากๆ และเป็นนักอนุรักษ์ ถ้ายังอยู่ ท่านอาจเป็นอัล กอร์เมืองไทยก็ได้


โดย: wu IP: 125.26.138.36 วันที่: 12 ธันวาคม 2550 เวลา:1:07:32 น.  

 
เดาว่า

อานันท์ ป. กัน อากร ฮุน. ใช่ป่าว

เห็นด้วยกับข้อความข้างบนอย่างแรง เสาร์นี้จะได้ออกเสียงก่อนล่วงหน้าแล้ว สาธุบ้านเมืองขอให้สงบ อย่าวุ่นวายหลังเลือกตั้งเลย


โดย: Emmet IP: 203.146.239.195 วันที่: 13 ธันวาคม 2550 เวลา:16:42:36 น.  

 
ขอสงบนิ่ง 3 นาที

ฮือๆ อุตส่าห์เอาใจช่วยเต็มที่ ในที่สุดปชป ก็ไม่สามารถฝ่าด่านในเขตเลือกตั้งผมได้สำเร็จ ความจริงไม่ใช่เฉพาะปชป แต่ทั้ง 3 ตำแหน่งที่มี พปช กวาดเรียบ ทั้งที่เราก็พยายามช่วยทั้งกายและใจ แต่คงไม่มีผลอะไรเท่าไร เพราะไปเชียร์ ปชป กับใคร เขาก็ว่าตั้งใจเลือกอยู่แล้ว ซึ่งก็ตะหงิดๆ เพราะตามโพล พปช มา แต่พอไปคุยกัยใคร ส่วนใหญ่เขาก็เอา ปชป มากกว่า เลยไม่ได้ไปโน้มน้าวใจใคร สงสัยเราจะคบแค่คนกลุ่มแคบๆ คิดเหมือนๆกันมากไปหน่อย แต่มันก็อดเสียใจไม่ได้

เลือกตั้งครั้งนี้ ผมเลือกแบบไม่เคยทำอย่างงี้มาก่อน คือแต่ก่อน ก็เลือกพรรค ส่วนคนก็เลือกตามพรรค หรือไม่เลือก แต่ไม่เคยแตกแถว หรือเลือกคนที่ไม่ชอบเลย(แม้จะเป็นพรรคที่ชอบ) แต่ครั้งนี้เลือก 3 เบอร์ 3 พรรค (แถม 2 ใน 3 ก็เกลี้ยดเกลียด) ตามความแรงเพราะตั้งใจแค่ว่าอย่าให้ พปช เข้า ปรากฏว่าได้ที่ 4-5-6 เซ็งไปเลย

ตอนนี้ก็พยายามยอมรับและทำใจ (ฮือๆ นายกหน้าตาโสโครกอย่างนี้ ทำใจยากจริงๆ) ที่อยากให้เป็นตอนนี้แค่พรรคที่เข้าร่วมรัฐบาล อยากให้เกิดจากนโยบายที่ต้องกัน ทำงานร่วมกันได้ และเข้าเพื่อต่อรองไม่ให้ พปช ทำอะไรตามใจนัก (โดยเฉพาะเรื่องส่วนตัว) ไม่ใช่แค่อยากเป็นรัฐบาลเท่านั้น ส่วนพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ขอบอกว่าไม่มีความคาดหวังใดๆให้สักนิด

ส่วน ปชป ขอให้กำลังใจ และขอบอกว่าทำดีที่สุดแล้ว ขอแค่อย่าดิ้นอยากเป็นรัฐบาลมากจนเสียหลักการไป (พี่มาร์คไม่ค่อยห่วง แต่พี่เทพนี่ซิ) ถึงเป็นฝ่ายค้าน แต่ก็ทำงานได้ ยิ่งน้ำหน้าฝ่ายรัฐบาลที่คาดว่าจะเป็น ฝ่ายค้านได้ทำงานสนุกแน่ๆ ส่วนพี่มาร์ค ก่อนหน้านี้เราเฉยๆ แต่มาสองสามวันนี้ชอบมากขึ้นทุกที โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระหว่างรอลุ้นผล ก็อ่านหนังสือ Question Mark ของพี่โหน่ง วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์ ไปพลางๆ (ลำเอียงจริงๆ) เลือกตั้งอีกกี่ครั้ง ผมก็จะเลือกพี่เท่านั้นครั้งครับ


โดย: wu IP: 125.26.144.64 วันที่: 24 ธันวาคม 2550 เวลา:19:48:35 น.  

 
Wu ว่าไปเราก็อยากอ่านหนังสือ Question Mark เหมือนกัน


โดย: Emmet IP: 203.146.239.195 วันที่: 26 ธันวาคม 2550 เวลา:13:05:21 น.  

 
ประเดิมหนังเรื่องแรกของปี หลังจากไม่ได้เข้าโรงหนังประมาณเดือนครึ่ง และก็ไม่ผิดหวังเลยกับ Cloverfield ครับความจริงหนังทำได้ไม่ได้เกินคาดหวังอะไรเลย สิ่งไหนหวังก็ได้เห็นครบ และก็คิดว่าน่าจะเห็นประมาณนี้แหละ แต่ความคาดหวังต่อหนังเรื่องนี้ของผมก็สูงลิบลิ่ว ดังนั้น แค่หนังทำได้เท่าที่คาดหวัง ก็ถือว่าหนังเรื่องนี้สุดยอดแล้ว

จุดที่ทำให้คาดหวังและอยากดูหนังเรื่องนี้คือชื่อผู้อำนวยการสร้าง เจเจ อับราฮ์ม ซึ่งเป็นชื่องหนึ่งที่ผมปวารณาตัวไว้แล้วว่าจะติดตามผลงานเขาตลอดไป ตั้งแต่ได้ดู Alias และมาตอกย้ำใน Lost โดยจุดเด่นคือผลงานที่ดูสนุก แม่น มีโครงสร้างชัดเจน และตัวละครที่มีเลือดเนื้อ พร้อมกับไอเดียเจ๋งๆ ไปจนถึงการใช้สื่อต่างๆเพื่อเกื้อหนุนและให้ข้อมูลที่นอกเหนือจากเรื่องที่นำเสนอ จนทำให้ถ้าดูผลงานเฉยๆก็ดีมากอยู่แล้ว ยิ่งมารู้เบื้องลึกเบื้องหลังและข้อมูลประกอบก็ยิ่งชอบมากขึ้น (แฟน lost ทุกคนรู้ดี) และ Cloverfield ก็จับจุดเด่นๆในงานของเจเจมารวมไว้อย่างครบถ้วน

ต่อไปสปอยส์นะครับ

ความเจ๋งประการแรกของหนังคือการตั้งเงื่อนไขว่ามาจากกล้องตัวเดียว ฟิล์มม้วนเดียว ไม่มีการตัดต่อ (ยกเว้นถ่ายแล้วหยุดๆถ่ายๆเป็นพักๆ อ้อ หนังยังไปไกลกว่า Bliar Witch ในจุดนี้ เพราะ Bliar Witch เป็นภาพจากกล้อง 3 ตัวมาตัดต่อเข้ากัน) ซึ่งจากเงื่อนไขนี้ อาจได้ในแง่อารมณ์ร่วม สมจริง แต่ก็มีข้อจำกัดมากมายแค่เล่าเรื่องยังแทบจะทำไม่ได้ แล้วทำยังไงคนจะมาผูกพันกับตัวละครอีก แต่ Cloverfield ก็ทำลายข้อจำกัดตรงนี้ลงได้สิ้นเชิง ด้วยเทคนิคอันแสนฉลาด 2 ประการ

1. การเล่าเรื่องผ่านฟิลม์ม้วนเดียว ที่มีฟุตเตตเก่าๆ(ที่โดนถ่ายทับ) แทรกเป็นระยะ การปล่อยเวลาในช่วงแรกที่ยาวจนอาจน่าอึดอัด โดยไม่มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น ซึ่งตรงนี้มันทำให้เรารู้จักตัวละคร เข้าใจความสัมพันธ์ เข้าใจนิสัย ความคิดตัวละครแต่ละตัว ซึ่งพอถึงบทตื่นเต้นก็ไม่ต้องย้ำอะไรอีกแล้ว คนดูทั้งได้ตื่นเต้นและมีอารมณ์ร่วมกับภาพในหนัง ไปพร้อมๆกับเอาใจช่วยตัวละครทุกตัว ย้ำ ทุกตัวจริงๆ ไม่ใช่ตัวละครน่ารำคาญ หรือเข้ามาเป็นอุปสรรค์ หรือเงื่อนไขที่ดูโง่ๆเหมือนหนังแนวนี้ทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทของฮัทที่เป็นคนถ่ายภาพซึ่งเห็นหน้าน้อยมาก แม้จะมีบทมากที่สุดในเรื่อง ซึ่งเป็นตัวละครที่เรารู้ปูมหลังและความสัมพันธ์กับตัวละครอื่นๆน้อยที่สุดก็ยังรู้สึกผูกพัน และการจับภาพที่ได้ใจจริงๆ และที่สำคัญคือการให้ตัวละครนี้อยากรู้อยากเห็นและช่างพูด จึงเก็บภาพไปหมดทั้งข่าว ทั้งเหตุการณ์ต่างๆ แล้วก็มาวิจารณ์ คาดเดา แสดงความเห็น จนคนดูตามเรื่องได้ทัน แม้ว่าที่สุดจะไม่มีบทสรุปชัดเจน แต่มันก็มีทางเป็นไปได้ตั้งหลายทางแย้มให้เห็นตลอดเรื่อง

2 .การถ่ายภาพและงานสร้างที่ยอดเยี่ยมมากๆ การกำกับภาพที่ทั้งต้องเป็นตากล้องทั้งนักแสดงไปด้วยพร้อมๆกันในตัว (อย่างน้อยต้องหลอกคนดูให้คิดว่านี่คืองานมือสมัครเล่น) ไปจนถึงจังหวะการเหวี่ยงกล้อง และการหยุดนิ่งพักในบางช่วง(ก่อนคนดูจะอ๊วก) ที่จังหวะลงตัว และออกมากำลังพอดีมากๆ การงานสร้างที่เหมือนกับไม่มีอะไร ใครทำก็ได้ง่ายๆ ทั้งที่ความจริงเป็นงานยากมากๆ เพราะมันคืองานเทคนิคพิเศษบนภาพที่ไม่นิ่งและไม่มีแพทเทิร์นใดๆโดยสิ้นเชิง (ซึ่งความจริงมันต้องมี แต่ต้องไม่ให้คนดูจับได้) บวกกับจังหวะการปล่อยของที่ลงตัวมากๆ และโดนแทบทุกตอนรวมไปถึงสัตว์ประหลาดที่เผยตัวทีละน้อยจนเต็มตัวในที่สุด ซึ่งหน้าตาไม่ได้พิสดารมากมาย แต่ให้ผลในแง่สมจริง มีชีวิตมีเลือดเนื้อ ทั้งที่ความจริงมันคือซีจี ซึ่งงานสร้างยอดเยี่ยมเหล่านี้ ทำให้หนังเรื่องนี้สมควรดูในโรงเท่านั้น (ซึ่งเสียงกระหึ่มคือปัจจัยหนึ่งที่เพิ่มความสมจริงและมีอารมณ์ร่วมอย่างมาก อย่างไรก็ตาม นี่กลับเป็นจุดอ่อนที่สุดของหนัง ที่กล้องวิดีโอตัวหนึ่งจะบันทึกเสียงได้ด็อบบี้เซอร์ราวน์ขนาดนี้)

แม้ว่างานนี้จะแลกกับความมึนออกจากโรง หลังจากโดนอัดด้วยภาพส่ายเหวี่ยงทั้งเรื่อง แต่งานนี้คุ้มครับ


โดย: wu IP: 125.26.139.199 วันที่: 18 มกราคม 2551 เวลา:0:34:17 น.  

 
เมื่อวานไปดู American Gangster มาครับ

ก่อนอื่น ขอบ่นและระบายความน้อยเนื้อต่ำใจของคนต่างจังหวัดต่อการดหนังหน่อย นอกจากไม่มีทางเลือกมากนัก ไม่มีหนังซาวน์แทรกให้ดู แถมหนังบางเรื่องยังไม่ยอมเข้าอีก แม้จะเป็นหนังที่น่าจะทำเงินได้ระดับหนึ่งก็ตาม อาทิตย์ที่แล้วมุ่งมั่นว่าจดู Enchanted มากปรากฏว่าไม่เข้า อาทิตย์นี้ตั้งใจจะดู Sweeney Todd ปรากฏว่าไม่เข้าอีก แต่ยังดีที่ยังมี American Gangster มาเป็นช้อยส์สำรองให้ ไม่เหมือนอาทิตย์ที่แล้วที่ไม่มีหนังเรื่องอะไรเลย (หนังเรื่องอื่นๆที่ฉายเมื่อวานนี้มีรักสยามเท่าฟ้า สียามา และหนังกบสุวนันท์ที่จำชื่อเรื่องไม่ได้ เสือ สิงห์อะไรสักอย่าง) ทั้งๆที่หนัง 2 เรื่องที่ผมอยากดู ก็น่าจะขายได้ระดับหนึ่ง แล้วยิ่งช่วงนี้ไม่ได้ลงไปกรุงเทพ เลยแทบไม่มีอะไรดูเลย

กลับมาที่ American Gangster หนังสไตล์ผู้ใหญ่ บทแน่นๆ การแสดงเข้มๆแบบฮอลลีวู๊ดสมัยก่อน คนที่ชอบดูหนังแบบ conservative หน่อยๆคงสมใจ ในขณะที่เด็ก MTV อาจหงุดหงิดว่าทำไมไม่เดินเรื่องเร็วๆ ตัดต่อมันส์ๆ มุมกล้องแปลกๆบ้างเลย โดยส่วนตัว ผมก็ชอบระดับหนึ่ง เพราะไม่ค่อยได้ดูหนังสไตล์เล่าเรื่องอย่างนี้นานแล้ว เรื่องสุดท้ายแนวนี้ที่จำได้ว่าได้ดู น่าจะเป็นไชยา แต่ตัวหนังเองชวนให้นึกถึงหนังมาร์ติน สกอร์เซซีย์ มากกว่าริดลีย์ สก็อตด้วยซ้ำ

สำหรับริดลีย์ สก็อต หนังของเขามีจุดเด่นตรงงานสร้างและการถ่ายภาพ ที่โดดเด่นเสมอ ตั้งแต่ยุคก่อนๆที่เน้นหมอก เงา แสงไฟนีออน จนถึงปัจจุบันที่ดูปรุงแต่งน้อยลง แต่ก็ยังอยู่ระดับเกรดเอ ในขณะที่ส่วนของเนื้อหา จัดอยู่ในกลุ่มผีเข้าผีออก มีทั้งงานชั้นยอด อย่าง Thelma and Louise, Blade Runner จนถึงงานกลางๆอย่าง Matchstick Men, Hannibal และแม้แต่งานที่ได้รับการยกย่องของเขาแบบ Gladiator, Black Hawk Down โดยส่วนตัวผมรู้สึกเฉยๆ แม้งานสร้างจะเยี่ยมก็ตาม

ใน American Gangster ริดลีย์แบ่งการเล่าเรื่องเป็น 2 ส่วน ที่แทบจะไม่เกี่ยวกัน ก่อนจะค่อยมาบรรจบกันในตอนท้าย โดยทั้ง 2 เรื่อง เป็นเหมือนด้านตรงข้ามของกันและกัน แต่ก็มีส่วนที่เกื้อหนุนกัน คือการเล่าเรื่องของคนสองคนที่อยู่คนละขั้วของกฏหมาย ทั้งในส่วนการงาน และชีวิตส่วนตัว ในขณะเดียวกันก็ตีแผ่วงการการค้ายาเสพติด (ซึ่งคนไทยดูแล้วภูมิใจจริงๆ) และขบวนการคอรับชั่น ทุจริต จนบางครั้ง ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าตำรวจหรือโจรใครเลวกว่ากัน ในขณะเดียวกัน ก็สะท้อนอเมริกันดรีมในอีกแง่มุมหนึ่ง

จุดที่ด้อย คือแม้ริดลีย์จะตีแผ่ด้านมืดของสังคม ตัวละครเอกอาจไม่ใช่คนดีพร้อมทุกอย่างทั้งสองคน แต่ถึงที่สุดเขาก็ไม่กล้าทำร้ายตัวละคร ยังพยายามมองหาแง่ดีของตัวละครเพื่อเชิดชูการเป็นอเมริกันฮีโร่ ซึ่งในแง่ของหนัง อาจสร้างความพึงพอใจให้ผู้ชมที่อยากเห็นอะไรที่ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว แต่กับผมยังอยากเห็นการปะทะของทั้งสองฝ่ายที่เข้มข้น มืดหม่น รวมทั้งทำลายความหวังคนดูมากกว่านี้ (โหดไปไหมเนี่ย แต่หนังมันปูให้เหมือนกับว่าน่าจะแรงได้มากกว่านี้)

อีกจุดที่อยากพูดถึง ไม่ได้เกี่ยวกับตัวหนัง แต่เป็นการเซนเซอร์ จากหนังเรื่องนี้ ตอนนี้เลยรู้ว่ากองเซนเซอร์เขาให้ความสำคัญกับเรื่องอะไรมากกว่าเรื่องอะไร กล่าวคือฉากเปลือยได้ (ถ้าไม่ได้สื่อเรื่องเซ็กซ์) ความรุนแรงได้ แต่ยาเสพติดไม่ได้ ซึ่งโอเค เห็นด้วยกับลำดับความสำคัญ และหนังอย่างนี้ มันก็น่าจะเป็น 18+ ถึงจะดูได้ แต่สังเกตคนดูในโรง(ซึ่งมีไม่กี่คน) ก็น่าจะเป็นผู้ใหญ่ทั้งหมด จนอดคิดไม่ได้ว่าพวกเราโตๆกันแล้ว ทำไมยังต้องถูกบังคับว่าไม่ให้เห็นอะไรอีก และเมื่อไรการกำหนดอายุคนดู(และเลิกเซนเซอร์) จะมีผลในทางปฏิบัติเสียที ชาตินี้จะมีหวังไหมเนี่ย


โดย: wu IP: 125.26.147.54 วันที่: 3 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:12:08:02 น.  

 
เซ็งๆจากงานวันนี้ แว๊บไปดูน้องจีจ้า กับช็อกโกแลตดีกว่า

ส่วนตัวผมชอบองค์บากมาก เนื้อเรื่องที่เบาบางอาจไม่ใช่จุดเด่น การการร้อยเรียงฉากแอ็กชั่นที่ค่อยๆเพิ่มดีกรีความเข้มข้น รุนแรง จริงจังมากขึ้น จากฉากแอ็กชั่นทีเล่นทีจริงในช่วงต้น และลีลาของจา พนม และดนตรีประกอบเสียงปี่มวยไทยทำให้เป็นหนังแอ็กชั่นที่สะใจมาก (และส่วนตัวได้มีโอกาสดูที่ญี่ปุ่น แล้วสังเกตอารมณ์ร่วมจากคนต่างชาติในโรง ยิ่งภูมิใจ) จนมาถึงต้มยำกุ้ง ที่เนื้อเรื่องเบาบางเหมือนเดิม แต่มาพร้อมกับการขายของมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจา พนม ช้าง ออสเตรเลีย ศิลปะวัฒนธรรมไทย เรือนร่างตั๊กบงกช คู่ต่อสู้ต่างชาติและโฆษณาแฝง เลยทำให้หนังออกมาเหมือนจับจ่าย และที่แย่คืออารมณ์ฉากแอกชั่นที่ราบเรียบเสมอกันแทบทุกฉาก แม้ว่าการดีไซด์ต่างๆจะโอเค แต่ไม่ลุ้น และอีกอย่างคือการแสดงของจา ที่เหมือนกับแสดงได้แค่ฉากแอ็กชั่นเท่านั้น และผู้สร้างก็รู้ดี เลยทำให้บทมันไม่ต้องแสดงอะไรเสียเลย

มาถึงช็อกโกแลต จีจ้าดูดีและลงตัวกับการเป็นนักแสดงมากกว่าจามากๆ และมีแววว่าฝีมือการแสดงยังพัฒนาต่อได้อีกต่างหาก แต่ในส่วนของฉากแอ็กชั่นแล้ว ก็ยอมรับว่าเก่ง ท่าสวย คล่องแคล่ว ทุ่มเท แต่ก็ยังมองไม่เห็นจุดเด่นอื่นใดเป็นพิเศษในฉากแอ็กชั่น

ช็อกโกแลตแก้ไขจุดอ่อนเรื่องการยัดเยียดที่สะเปะสะปะในต้มยำกุ้งออกไป เหลือแต่การยัดเยียดญี่ปุ่น (ก็แหงล่ะ ทั้งองค์บาก(หรือ Mach ของญี่ปุ่น) และต้มยำกุ้งก็สร้างชื่อให้ปรัชญาได้ไม่น้อยในญี่ปุ่น) แต่ในส่วนเนื้อเรื่องยังจัดว่าเบาบาง แม้ว่าตอนเปิดเรื่องทำท่าจะดูดีและแตกต่าง แต่พอเข้าสู่ช่วงสตันท์โชว์ ก็กลับสู่แนวทางเดิม คือการเปิดโอกาสให้แสดงสตันท์เป็นฉากๆ องก์ๆไป (โดยแต่ละฉากก็มีฉากหลัง คู่ต่อสู้ที่แตกต่างวนเวียนไปเรื่อยๆ นึกภาพต้มยำกุ้งก็จะเข้าใจ) และระดับของฉากแอ็กชั่นในเรื่องนี้ ก็จัดในระดับต้มยำกุ้ง (ซึ่งราบเรียบเสมอกันทุกฉาก มาเร่งตอนท้ายนิดหน่อย แต่ก็ยังจัดเป็นกลุ่มสตันท์โชว์ ในขณะที่องค์บาก ฉากหลังๆพัฒนาไปจนเหมือนกับไม่มีรูปแบบอะไร ซัดกันเอาจริงเอาจัง) และบางทีอาจแย่กว่าต้มยำกุ้งด้วยซ้ำ เพราะ 1. จา พนมสุดยอดในฉากแอ็กชั่น 2. ฉากแอ็กชั่นในช็อกโกแลตมันดูแบบมีจังหวะจะโคน มีคิว มีบล็อกกิ้ง มีพร็อพ อะไรที่มันดูปรุงแต่งมากๆ

ในด้านการแสดง หนังส่งจีจ้าอย่างมาก และเธอก็ไม่ทำให้ผิดหวังทั้งฉากแอ็กชั่น และการเลียนแบบท่าทางเด็กออติสติก แต่คนที่ขโมยความเด่นไปมากๆคือส้ม อมรา กับฮิโตชิ อาเบะ ที่ให้น้ำหนักการแสดงได้ดี เป็นธรรมชาติ และสื่ออารมณ์ แม้ว่าจะยังงงงงว่าอาเบะจะมาโชว์ก้นทำไม ถ้าบอกว่าฉากนี้พจน์ อานนท์มาขอกำกับ ก็เชื่อนะเนี่ย

อ้อ แล้วชื่อหนังช็อกโกแลตมันไม่ได้สื่ออะไรเลย (เหมือนกับต้มยำกุ้งอีกแล้ว) แบบนางเอกชอบกิน แล้วมันทำไมเหรอ


โดย: wu IP: 125.26.145.68 วันที่: 7 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:23:06:52 น.  

 
ฟังผู้กำกับ ปรัชญา ที่เวทีงาน artlane มา เขาบอกว่า
ตั้งว่าchocolate ไว้ก่อน เหมือนเป็นชื่อเรียกตอนถ่ายทำ
เสี่ยเจียงเจ้าของทุนบอกว่าจะให้ชื่อ ยอดหญิง มวยไทย อีกต่างหาก
สุดท้ายก็เลยไม่หาชื่อใหม่ ใช้ชื่อนี้เลยครับ


โดย: zit IP: 203.144.140.250 วันที่: 10 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:16:45:50 น.  

 


โดย: นิ้ง IP: 124.120.63.164 วันที่: 27 เมษายน 2551 เวลา:11:19:29 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

I'm wu
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add I'm wu's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.