Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2550
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
31 กรกฏาคม 2550
 
All Blogs
 
My own private film festival

สวัสดีครับ

ได้ฤกษ์ขึ้นหน้าใหม่เสียที หลังจากที่หน้าที่แล้ว เป็นการคุยกับตัวเอง และเป็นเหมือนไดอารี่ส่วนตัวเสียส่วนใหญ่ คิดว่าการขึ้นหน้าใหม่ อาจมีคนหลงเข้ามาอ่านมากขึ้น(สักนิด)

สำหรับคนที่เพิ่งเข้ามาครั้งแรก ยินดีที่ได้รู้จักครับ ผม wu เจ้าของบล็อกนี้ บล็อกผมจะมี 2 หน้า หน้าแรกคือหน้านี้ My life with people ซึ่งจะไม่ค่อยเป็นทางการเท่าไร พูดไปเรื่อยๆ ไม่มีการเรียบเรียงมากมาย และจะเรียงความเห็นไปเรื่อยๆ บอกเล่าความรู้สึกของผมเกี่ยวกับหนังทุกเรื่องที่ได้ตีตั๋วเข้าชม ชอบ ไม่ชอบ ไปจนถึงเหตุการณ์อื่นๆ ที่อยากบันทึกไว้ และการพูดคุยกับผู้ที่เข้ามาเยี่ยมบล็อก อัพเดททุกๆครั้งที่ผมได้มีโอกาสดูหนัง ส่วนอีกหน้าหนึ่งคือ My life with movie จะเป็นงานเขียนที่เรียบเรียงดีกว่าหน่อย มีการตีความ การวิจารณ์ หรือการพรรณนา ซึ่งจะเขียนหัวข้อใหม่ เมื่อมีอะไรที่อยากเขียนถึงจริงๆ และจะลิงค์อัพเดทล่าสุด 3 เรื่อง ไว้ที่ตอนต้นของบล็อกนี้ ซึ่งใครสนใจ ก็ลองคลิ๊กดู และร่วมพูดคุยได้

######## Update ล่าสุด ########

มิเชลล์ ไฟฟ์เฟอร์ ดาราในดวงใจUpdate วันที่ 9 ตุลาคม 2550

บทวิจารณ์ซีรีย์ Heroes update วันที่ 20 กันยายน 2550

บทวิจารณ์ พลอย Update วันที่ 10 มิ.ย. 2550

#########################

สัปดาห์ที่แล้ว ไปกรุงเทพมาครับ ส่งท้าย Bangkok film festival และได้ดูหนังในเทศกาลไปตั้ง 1 เรื่อง เมื่อรวมกับเรื่องอื่นๆที่ผมได้ดูในช่วงนี้ ก็จัดเป็น film festival ส่วนตัวของผมได้เลย

หนังที่ได้ดู เรียงตามลำดับที่ดู

ตั๊ดสู้ฟุต

หนึ่งในหนังของบรรดาตลกกำกับหนัง ซึ่งจาตุรงค์มีภาษีดีกว่าคนอื่นๆ กับการได้มีโอกาสกำกับหนังในค่ายที่มีระบบพอควร และไม่ปล่อยอะไรให้ผ่านไปง่ายๆ งานของเขาจึงดูมีเนื้อหนังมากกว่าตลกคนอื่นๆ (แม้แต่กลุ่ม 3 ช่า ที่กำกับกับค่ายสหฯ จะเป็นค่ายที่ใหญ่พอกัน แต่การไฟเขียวให้หนังแต่ละเรื่อง ดูง่ายกว่าค่าย GTH เยอะ ขนาดหนังที่ไม่ใช่ตลกกำกับ หลายๆเรื่องยังงงว่าไฟเขียวมาได้อย่างไร) แม้ว่ากลุ่มเป้าหมายของหนังจาตุรงค์ จะเป็นคนละกลุ่มกับเป้าหมายปกติของ GTH ก็ตาม

โกยเถอะโยม เป็นหนังที่จับเอามุขมาชนมุข โดนบ้าง แป๊กบ้าง แต่ก็เห็นความพยายามที่จะร้อยเรียงเนื้อหนังให้ต่อเนื่องกัน และฉากจบที่มีเนื้อหนังพอจับต้องได้ (หลังจากกว่า 80% แรกคือการย่ำอยู่กับที่) บวกกับโปรดักชั่นที่อยู่ในมาตรฐานทำให้หนังจาตุรงค์ดูมีภาษีดีกว่าตลกคนอื่นๆ แต่ในเรื่องของการสร้างสรรค์ ลายเซ็น หรือทักษะในการกำกับหนังของเขา ก็ยังไม่มีอะไรโดดเด่นมากกว่า คนที่พอเล่าเรื่องเป็นแค่นั้น

มาถึงตั๊ดสู้ฟุต หนังพัฒนาขึ้นโดยมีเนื้อหนังให้จับต้องได้มากขึ้น เน้นการแสดงมากขึ้น(จากเดิมที่ขายลักษณะเฉพาะตัวของตลกต่างๆ) และสเกลงานสร้างที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นเรื่องดี แต่การกำกับ และจังหวะต่างๆของหนัง ยังไม่ได้บอกว่าจาตุรงค์พัฒนาจากเดิมไปมากมายเท่าไร โดยเฉพาะกับฉากแอ็กชั่น และจังหวะของการปล่อยมุข ที่น่าจะแม่นได้มากกว่านี้ แต่ก็เริ่มมองเห็นลักษณะเด่นในงานเขา คือเรื่องของการแสดงและตลกท่าทาง ซึ่งตัวละครส่วนใหญ่ทำได้ดี ไม่ว่าจะเป็น บอย นางเอก และตัวประกอบโดยรวม
สิ่งที่ชอบ คือการทำบรรยากาศหนังจีนในไทยให้เสียงพากย์โดยพันธมิตร (แม้ว่าจะไม่ได้มีมุขเด็ดๆแบบด้นสด ตามปกติของทีมนี้) สิ่งที่คิดว่าน่าจะทำให้ดีกว่านี้ คือการสร้างสถานการณ์ต่างๆ (ซึ่งจากตัวละครหลายหลายอย่างนี้ ถ้าเขียนบทเก่งๆ น่าจะเล่นได้ระดับน้องๆ Lock, Stock and 2 smoking barrels หรืออย่างน้อยๆก็เรื่องตลก 69) รวมไปถึงมุขต่างๆที่มีอะไรให้เล่นมากมายกว่าการพูดหยาบ และการให้ตัวละครแก้ผ้า

Shortbus

หนังเทศกาลจริงๆ และน่าจะเป็นหนังฮ็อทที่สุดในเทศกาลแล้ว และเป็นครั้งแรกของผม ที่มีโอกาสได้ดูหนังที่โจ่งแจ้งทั้งภาพและปริมาณอย่างนี้บนจอใหญ่ๆ

งานของผู้กำกับจอห์น คาเมรอน มิชเชลล์ที่เคยดูก่อนหน้านี้ คือ Hedwig and the angry inch มีจุดเด่นที่เห็นได้ชัด แม้แต่ผลงานชิ้นแรก คือการเล่าเรื่องอารมณ์เหงาๆ ผ่านดนตรีร้อนแรง และเนื้อหารักร่วมเพศ มาถึง Shortbus เนื้อหาของหนังดู soft ลง หลุดโลกน้อยลง แต่โจ่งแจ้งมากขึ้น แต่ผู้กำกับทำสำเร็จ ที่ฉากฮาร์ทคอร์ทั้งหลายในเรื่อง ไม่ได้กระตุ้นความรู้สึกทางเพศเลย นอกจาก เขินๆอายๆในตอนแรก ไปสู่การมองเป็นเรื่องธรรมดาๆ เมื่อหนังเริ่มดำเนินเรื่องไป และเริ่มเห็นใจ เอาใจช่วยตัวละครในเรื่องเมื่อหนังเข้าสู่องค์ท้ายๆ

เนื้อหาหนังว่าด้วยการ breakthrough ของความรู้สึก (ที่เป็นอะไรจับต้องยากมาก) และการเล่าเรื่องความสัมพันธ์ ผ่านตัวละครเก็บกด 4-5 ตัวที่โยงใยกันในเรื่อง ด้วยบรรยากาศเหงาๆ คลอกับเสียงเพลงเศร้าๆ เซอร์เรียลนิดๆ และอนิเมชั่นแบบสุดยอด อ้อ และฉากเซ็กซ์โจ่งแจ้งของตัวละคร ที่มีทั้งแบบเดี่ยว แบบคู่ แบบหมู่ ทั้งหญิง ทั้งชาย ทั้งคนที่น่าดู และคนที่ไม่น่าดูสักนิด บวกกับการแสดงของนักแสดงโนเนมที่เล่นได้สุดยอด (และกล้ามาก) ทุกๆบท ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำครั้งหนึ่งของผม

Little Children

ผมอาจเป็นคนส่วนน้อยมาก ที่ไม่ได้รู้สึกอิน หรือซาบซึ้งอะไรมากมายกับหนังเรื่องนี้ (เช่นเดียวกับ In the bedroom หนังเรื่องก่อนของผู้กำกับ) แม้หนังจะมีการแสดงที่ดี นักแสดงที่ชอบ ขายการแสดง และการคุมบรรยากาศ จังหวะของหนังให้ค่อยๆซึมลึก เป็นที่ถูกอกถูกใจของคอดราม่า แต่ดูไม่ต้องรสนิยมตัวเองเท่าไร (นึกถึง The bridge of Madison County อีกเรื่อง ที่คนชอบกันมากมาย แต่ผมเฉยๆ) สงสัยตัวเองหยาบกระด้างไปแล้วมั้งนี่

Hors de prix หรือ Priceless

หนังโรแมนติกคอมเมดี้เบาๆ จากฝรั่งเศสที่ดูได้เพลินๆ เรื่อยๆ แม้ว่าเนื้อหาหนังจะขัดหูขัดตาชอบกล เมื่อนางเอกไม่ได้เป็นสาวน้อย แสนดี สถานการณ์บังคับ แต่จัดเป็นประเภทกระล่อน 18มงกุฏ เห็นแก่ได้ วัตถุนิยม ส่วนพระเอกถึงจะทำไปเพราะรักนางเอก ก็ดูค่อนข้างฉาบฉวย อ่อนแอ ซึ่งถัดจากฉากจบของหนัง คิดว่าไม่นานก็คงต้องเลิกกัน (ระเบียบรัตน์มากเลย ผม) ดังนั้น ความท้าทายของผู้สร้างหนังเรื่องนี้ คือจะทำอย่างไรให้เราเอาใจช่วยตัวละครที่ไม่น่ารักสองคนนี้ได้ตลอดรอดฝั่ง ซึ่งสิ่งแรกที่ผู้สร้างทำคือการเลือกพระเอกนางเอกที่มีเสน่ห์มากๆ และการเขียนบทให้บรรดาพ่อยก แม่ยกทั้งหลาย เป็นตัวละครที่ขาดเสน่ห์โดยสิ้นเชิง ไปจนถึงบทกุ๊กกิ๊กเล็กๆน้อยๆรายทาง ทำให้พอยอมรับบทตัวละครนี้ได้ หนังโดยรวมอยู่ระดับพอแหลกล่ายโดยที่ชอบมากๆ คือการที่หนังไม่ใช้เวลาช่วงที่นางเอกยังไม่รู้ตัวตนจริงๆพระเอกนานจนเกินไป (ซึ่งถ้าเป็นละครไทย กว่านางเอกจะรู้ว่าพระเอกไม่ใช่เศรษฐีก็โน่น เกือบจบแล้ว ที่เหลือค่อยรวบรัดเอา)

The best of time

หนังไต้หวันที่ครึ่งเรื่องแรกไม่บอกอะไรเราเลย นอกจากเหมือนกับการไปแอบดูครอบครัวคนจีนครอบครัวใหญ่ ก่อนจะเริ่มเร่งเร้าบ้างในครึ่งหลัง และจบลงแบบเซอร์ๆกึ่งฝันกึ่งจริง โดยรวมหนังออกมาไม่เหมือนกับที่คาดไว้ และจับต้องอะไรไม่ค่อยได้ นอกจากการถ่ายทอดภาพชีวิตของคนครอบครัวหนึ่ง ซึ่งหนังสไตล์นี้ อภิชาตพงษ์บ้านเราทำได้ถึงกว่าเยอะ

Paris, je t’aime

หนังคอนเซป ไอเดียเบื้องต้นชนะเลิศ แม้ว่าโดยส่วนตัวผมจะไม่ชอบพวกหนังสั้น 5 นาทีเท่าไร แต่กับที่อยู่ในเรื่องนี้ มีทั้งกลุ่มที่ชอบ ไม่ชอบ และไม่รู้เรื่อง

My top 5
1. Faubourg Saint-Denis หนุ่มตาบอดกับนาตาลี พอร์ตแมน หนังขายสไตล์ เล่าเรื่องดี หักมุมเล็กๆ และใช้เวลา 5 นาทีคุ้มมาก
2. Bastille การเล่าเรื่องเชิงเทพนิยาย เขาตกหลุมรักเธออีกครั้ง เมื่อเขาพยายามทำตัวให้ตกหลุมรักเธอ มีเนื้อหนัง
3. Quais de Seine ใสปิ้งกับรักที่เริ่มต้นของหนุ่มน้อย กับสาวมุสลิม
4. 14th arrondissement เข้าถึงหักอกคนเปล่าเปลี่ยวมากๆ ทั้งเศร้า ทั้งตลก และบอกมุมมองของคนนอกต่อปารีสได้ดี
5. Parc Monceau กับ Longtake ที่แค่คุยกันเฉยๆ เล่าเรื่องต่างๆได้สมบรูณ์ตามที่หนังเรื่องหนึ่งควรมี

นอกจากนี้เรื่องอื่นที่ควรบันทึกไว้ คือหนังขายสไตล์อย่างครอบครัวตัวตลก แรกพบสบตาในสถานีใต้ดิน และเซลล์แมนตะลุยไชน่าทาวน์ หนังขายการแสดงอย่างคนเลี้ยงเด็ก แม่ที่เสียลูก และคนใกล้ตายชวนดื่มกาแฟ คู่รัก-คู่กัด และหนังเกย์จีบผู้ชายแบบใสๆ

ส่วนที่เหลือก็เป็นประเภทอะไรว้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแวมไพร์ ผีออสการ์ ไวลด์ รถติดและผู้หญิงเป็นลมที่มองมาร์ต ดาราฮอลลีวู๊ดกับนักค้ายา และเรื่องที่แดนนี่ เดอวีโต้เล่น (เนื้อหาเกี่ยวกับอะไร ผมยังลืมไปแล้วเลย)

Hula girls

บางคนบอกว่าหนังจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับ Water boys, Swing girls, Sumo do, Sumo don’t, Billy Eliot, Full Monty แต่เรื่องที่ผมคิดว่าให้ความรู้สึกใกล้เคียงมากที่สุด คือ A League of their own (ซึ่งเป็นหนังที่วนกลับมาฉายทางทีวีในญี่ปุ่นบ่อยมาก) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องช้างเท้าหลังที่ต้องออกมารับผิดชอบครับครัว ความผูกพันของเพื่อน ครูที่ดูเหมือนล้มเหลว และหมดอาลัยตายอยากในชีวิต การออกทัวร์ที่มีเด็กเล็กตามไปด้วย (แถมมีการแจ้งข่าวการสูญเสียกับคนในทีม) ขาดแต่ฉากจบที่ถ้ามีการเปลี่ยนเป็นปัจจุบัน แล้วตัวละครกลับมาเจอกัน ก็ใช่เลย

เนื้อหาหนังจัดอยู่ในสูตรสำเร็จ โดยไม่ได้มีอะไรหลุด หรือโดดเด่นออกมา (พูดง่ายๆเป็นหนังเพลย์เซฟ) แต่มีงานโปรดักชั่นที่ดี และพูดถึงค่านิยมของคนญี่ปุ่นชัดเจน มีฉากเร้าอารมณ์ในปริมาณกำลังดี สรุปโดยรวมดีทุกอย่าง แต่ส่วนตัวผมไม่ตื่นเต้นอะไร

Ratatouille

หนัง Pixar มาแล้ว และครั้งนี้ก็ยังคงโดดเด่นเช่นเคย ทั้งเนื้อหา ความสนุกสนาน และภาพสวยๆ จุดเด่นของงานชิ้นนี้คือการถ่ายทอดบรรยากาศของสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความนุ่มนวล ชวนฝัน อาร์ตๆหน่อยของปารีส บรรยากาศวุ่นวายแบบเป็นการเป็นงานของห้องครัวที่แทบจะได้กลิ่นอาหารที่กำลังปรุง บรรยากาศห้องอาหารที่ดูหรู เคร่งขรึม มีระดับ ไปจนถึงบรรยากาศตามท่อระบายน้ำที่ดูสกปรก ไม่น่าไว้ใจ ไปจนถึงบรรยากาศที่บรรยายรสชาติอาหารแต่ละอย่าง ดังกับว่าได้กินเอง โดยการเคลื่อนกล้องอย่างมีประสิทธิภาพ ลัดเลาะไปกับเจ้าหนูตัวเล็ก ทำให้ได้มุมมองแปลกๆ ไม่ซ้ำใคร

ที่น่าทึ่ง คืออนิเมชั่นเรื่องนี้ เลือกที่จะถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆด้วยความสมจริง ไม่ว่าจะเป็นฉากหลัง อุปกรณ์ข้าวของเครื่องใช้ อาการ ยกเว้นก็แต่ตัวละครมนุษย์และหนู โดยแม้แต่หนู ก็ไม่ได้ถ่ายทอดให้เป็นตัวการ์ตูนหนูน่ารัก น่าหยิก แต่ดูน่าเกลียดหน่อยๆด้วยซ้ำ ซึ่งก็เหมาะสมกับเนื้อหาเหมือนกับหนังทั่วๆไป ไม่ใช่เจาะกลุ่มเด็กเล็กเหมือนการ์ตูนส่วนใหญ่ ซึ่งงานนี้ต้องถือว่าเป็นก้าวที่ไปข้างหน้าอีกก้าวของ Pixar

หมดแล้วครับ หนังที่ได้ดูในสัปดาห์นี้ (เหนื่อยจัง) หนังเรื่องต่อไปที่อยากดูมากคือ Hairspray แต่ไม่รู้จะมาขอนแก่นหรือเปล่า เพราะคงไม่ได้ลงไปกรุงเทพอีกนานเลย




Create Date : 31 กรกฎาคม 2550
Last Update : 9 ตุลาคม 2550 2:03:17 น. 20 comments
Counter : 447 Pageviews.

 
ขอบคุณคะ


โดย: Jan IP: 124.120.71.129 วันที่: 31 กรกฎาคม 2550 เวลา:23:28:10 น.  

 
ค้น bloggang ด้วยคำว่า shortbus เพราะตั้งใจหา link ไปประกอบอีกบล็อกไม่ใช่ที่ bloggang
เนื่องจากฉันดูแล้ว เข้าไม่ถึงแก่นของเรื่อง แต่ชอบเพลงประกอบมากๆ ก็เลยเขียนแนะนำแต่ Soundtrack

The Awesome “Shortbus” Soundtrack

ขอทำ link แนะนำมายัง blog นี้นะคะ

อ่อ ที่เขียนตอบ อยากบอกอีกเรื่องว่าใน 18 ตอนของ Paris I love you ฉันก็ชอบตอนที่คุณชอบที่สุดเหมือนกันค่ะ ,Faubourg Saint-Denis เขียนถึงเพลงประกอบเช่นกัน รวมถึง Ratatouille

อยากดู Hairspray เช่นกัน แต่ไม่รู้ว่าจะได้ไปดูไหมนะ


โดย: cottonbook วันที่: 9 สิงหาคม 2550 เวลา:22:44:29 น.  

 
สวัสดีครับคุณ Jan คุณ cottonbook ยินดีต้อนรับครับ

Soundtrack Shortbus สุดยอดจริงๆครับ และอารมณ์ร่วมในหนังแทบจะทั้งหมด ก็มีเพลงประกอบเหล่านี้แหละที่โน้มน้าวอารมณ์ ความจริงหนังจอห์น คาเมรอล มิชเชลล์นี่เพลงประกอบสุดยอดทั้ง 2 เรื่องเลย อย่างใน Hedwig เพลง Origin of Love (ชื่อเพลงนี้หรือเปล่า ชักจะเลือนๆ) ก็เป็นเพลงที่เพราะ และเข้ากับตัวหนังมากๆ

สัปดาห์ที่ผ่านมาดูดีวีดี 24 day6, Dreamgirls และเมื่อวานดู Bourne Ultimatum ไปครับ

สำหรับ 24 เหนื่อยอีกแล้วครับ ทั้งตัวละครในเรื่อง ทั้งคนดู เพราะต้องดูให้ต่อเนื่องกัน สำหรับภาคนี้ เรื่องออกจะเฉื่อยๆ ไม่ค่อยมีอะไรใหม่ แต่ก็ยังดูสนุกต่อเนื่องได้เหมือนเดิม ไม่รู้เพราะเราเริ่มชิน หรือผู้สร้างหมดมุข แผนการต่างๆ การซ้อนแผน รวมทั้งการหักมุม ภาคนี้ดูธรรมดาที่สุดเลยครับ ตัวละครเยอะ ใหม่ๆก็หลายตัว แต่ไม่ค่อยมีเสน่ห์ดึงดูดเหมือนกับพวก โทนี่ มิเชลล์ นีน่า เชอรี่ เคยทำไว้ แม้จะคุ้นๆว่าตัวละครที่ใส่มา เขาจะทำให้เรานึกถึง หรือ refer ไปยังตัวละครใดก่อนหน้านี้ ตัวที่เด่นจริงๆคือบิล กับ คาเรน ซึ่งภาคก่อนๆก็เป็นแค่ตัวประกอบ ที่ยังไม่เด่นเท่าไร ต่างจากตัวละครกลุ่มที่เปิดตัวมาก็โดดเด่นเลย ส่วนตัวละครใหม่ ก็ไม่มีใครโดดเด้งออกมา งานนี้เลยถือว่าแค่มาตรฐาน แต่ไม่โดดเด่นครับ

Dreamgirls ปัญหาคือผู้สร้างยังสับสนว่าจะทำหนังที่มีเพลงประกอบ (เช่นเรื่อง Walk the line) หรือจะทำมิวสิคัล (เช่น Chicago) หนังเลยมีทั้งสองอย่างซึ่งมันผสมกันไม่ลงตัว อีกทั้งเหตุการณ์ดราม่า จุดขัดแย้ง การเปลี่ยนแปลงเติบโตของตัวละครก็ดูง่าย ดูลงตัวมากเกินไป จุดเด่นอยู่ที่การร้องเพลงของเจน ฮัตสัน โดยเฉพาะเพลง And I'm telling you I'm not going ที่อยากตบมือให้ดังๆ แต่ถ้าพูดในแง่การแสดง ไม่ใช่การร้องเพลง ยังคิดว่าเธอแค่ธรรมดาเท่านั้น

Bourne Ultimatum ก่อนอื่นสารภาพว่าลืมภาค 2 ไปซะเยอะก่อนดู เนื้อเรื่องเลยไม่ค่อยปะติดปะต่อเท่าไร แต่ความจริงก็ไม่ใช่ปัญหาหลัก เพราะหนังเรื่องนี้เขาเน้นที่การไล่ล่าแบบต่อเนื่องมากกว่าการเล่าเรื่อง (แม้แต่บทพูดยังมีน้อยมาก) ถึงหนังจะเป็นการสรุปเรื่องราวจาก 3 ภาค แต่ส่วนตัวยังคิดว่าการเล่าเรื่อง เนื้อหา ยังไม่โดนเท่าไร

และถ้าพูดถึงจุดเด่นคือการไล่ล่า หนังเรื่องนี้ทำได้สุดขั้วมากๆในการไล่ล่าทุกฉาก การใช้ภาพสั่นไหว เหวี่ยงไปมาทำให้หนังดูมีพลัง (แม้แต่ฉากธรรมดา กล้องก็ยังสั่นขนาดนั้น ฉากไล่ล่าจะเหลือเหรอ) เสียงประกอบ ดนตรีประกอบ Sound effect ที่ใส่กันเต็มที่ (แต่สารภาพว่าหูแทบแตก หนังเสียงดังมาก ทั้งดนตรี เสียงรถวิ่ง รถชน รถเบรค เสียงปืน เสียงกระจกแตก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เสียงมอเตอร์ไซด์ แล้วมารวมกับดนตรีจังหวะแรงๆอีก) มาบวกเข้ากับการตัดต่อและการกำกับ ที่คุมฉากไล่ล่าทั้งหมดได้อยู่หมัด จนน่าจะเอามาเป็นกรณีศึกษาของนักเรียนหนัง ในบทฉากไล่ล่าได้เลย (สังเกตทิศทางของตัวละครครับ ชัดเจนมาก ทำให้คนดูตามได้ ไม่สับสน แม้ว่ามันจะทำให้ตัวละครในเรื่องสับสนบ้าง)

ที่หนังทำเก๋คือการเปิดเรื่องที่ย้อนกลับไปก่อนจะจบภาค 2 แต่เป็นอีกมุมหนึ่ง จนฉากจบภาค 2 มาบรรจบกับหนังภาค 3 กลางๆเรื่อง แล้วเดินเรื่องสู่จุดจบภาค 3 (แต่ก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองเข้าใจผิดหรือเปล่า อย่างที่บอกแล้ว ว่าลืมภาค 2 ไปซะเยอะ) และตัวละครของจูเลีย สไตลส์ ที่ยังคงความบทน้อย แต่ลึกลับไว้ได้ตลอดทั้ง 3 ภาค (ตกลงเธอเป็นนางเอกใช่ไหม)


โดย: wu IP: 202.12.97.115 วันที่: 10 สิงหาคม 2550 เวลา:9:37:28 น.  

 
ช่วงนี้ไม่ได้ดูหนังเลย เพราะต้องสะสางกับซีรีย์ที่กำลังจะท่วมหัว ที่ดูจบไปแล้วมี Babel, Transamerica, Little Miss Sunshine, Me, You and everyone we know, Bad education และ Desperate housewives S3 จบไปแล้วครับ และตอนนี้กำลังดู Lost S3 อยู่ แต่ขอโผล่เข้ามาเขียนอะไรนิดหน่อย คนเข้ามาอ่านจะได้รู้ว่ายังมีชีวิตอยู่

ในบล็อกนี่เขาพูดเรื่องการเมืองได้ใช่ไหม

ผ่านไปแล้วกับการลงประชามติรับไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนตัวเอง ไม่ได้ไปลงครับ ไม่ใช่ไม่ใส่ใจ แต่เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับวิธีการที่คมช.พยายามสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเอง โดยใช้ประชาชนตาดำๆเป็นเครื่องมือ ในขณะเดียวกัน ถ้าจะลงว่าไม่รับ ก็ไม่ใช่ เพราะมาถึงจุดนี้แล้ว คงไม่มีใครอยากจะย้อนหลังไปเก้าเดือน แล้วก็มาเริ่มต้นกันใหม่อีกครั้ง (นอกจากพวกคนเสียผลประโยชน์) สุดท้ายก็เลยเลือกที่จะไม่ไปลงเสียดีกว่า แต่ก็ล้นให้คนรับมากกว่าไม่รับด้วย

แต่พอผลออกมา อายครับ โดยเฉพาะตัวเองเป็นหนึ่งในคนอีสานแล้วคะแนนเป็นอย่างนี้ (ปกติจะไม่ค่อยใช้คำพูดพวกนี้นะ) เพราะจากการเป็นคนอีสานมาเกือบทั้งชีวิต รู้ว่าชาวอีสานคิดอย่างไร และเป็นเครื่องมือให้เขาจูงจมูกได้ง่ายขนาดไหน (ซึ่งสะท้อนออกมาในลักษณะของ สส อีสาน ที่มีทั้งพวกโดนใช้ และหลอกใช้คนอื่นๆ แต่คนทำงานเก่ง และเห็นประโยชน์ส่วนรวมน้อยมาก) แต่ครั้งนี้ คิดว่าน่าจะดีขึ้น ประชาชนรู้อะไรเป็นอะไร และแยกแยะได้ดีขึ้น แต่ผลกลับยิ่งแย่ไปกว่าปกติอีก เศร้าครับ

จากที่คุยๆกับชาวบ้านกลุ่มที่ไม่รับร่าง เหตุผลคือ

1. ยังชอบทักษิณมากกว่าคมช. โอเค อันนี้มีได้
2. โดนเป่าหูว่าถ้ารับ โครงการต่างๆสมัยทักษิณจะหายไป อันนี้ตกเป็นเครื่องมือของบางกลุ่มแล้ว จุดอ่อนของชาวอีสาน ที่หลายๆคนเคยชินกับการรับ และฝ่ายทักษิณก็จับจุดตรงนี้ถูกตั้งแต่เป็นรัฐบาลแล้ว
3. เพราะรัฐธรรมนูญไม่ให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ อันนี้ตลกมากครับ พอแย้งไปว่าไม่เห็นเกี่ยวกับการเมืองเลย แต่ชาวบ้านเขากลับไม่คิดอย่างนั้น โดยเฉพาะชาวบ้านที่ผูกพันกับวัดมากๆ วัดเป็นศูนย์กลางทุกอย่าง เขารู้สึกเหมือนโดนหักหน้ามาก ที่ไม่บรรจุเรื่องศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อผลทั้งหมดออกมาแล้ว ถึงจะไม่เด็ดขาด แต่ตามกติกาก็ต้องยอมรับ แต่ขณะนี้ก็จึงมีนักการเมืองบางคนพยายามดิ้น โดยเอาเสียงภาคอีสานมาเป็นตัวสนับสนุน (เห็นไหม ตกเป็นเครื่องมือเขาอีกแล้ว) โดยนักการเมืองที่พอสัมภาษณ์แล้วขอบอกว่าน่าเกลียดมากๆ คือสุวัจน์ และชวลิต กับคำสัมภาษณ์ที่พยายามแถ เข้าข้างตัวเอง มองด้านเดียว ปลุกปั่น เหยียดหยาม ซึ่งสายตาคนดูขอบอกว่าอนาถ และถ้ารับรัฐธรรมนูญใหม่ไม่ได้ขนาดนั้น อยากแนะนำว่าให้อำลาการเมืองถาวรไปเลย ไม่ต้องโผล่หัวมาให้เห็นอีกต่อไป จะรู้สึกเป็นบุญคุณกับประเทศไทยมากๆ


โดย: wu IP: 202.12.97.115 วันที่: 21 สิงหาคม 2550 เวลา:9:14:20 น.  

 
มาเยี่ยมครับ ต่อไปคงมาเยี่ยมบ่อยๆ แต่ก่อนผมก็เรียนอยู่ขอนแก่น ไม่ได้ไปเท่าไหร่ ครอบครัวแฟนผมที่อยู่ขอนแก่นก็เลือกไม่รับแน่ๆ เลยครับ เพราะเขาชอบทักกี้ ก็ไม่อยากไปเถียงอะไรมากครับ ไม่งั้นอดเป็นลูกเขยได้ง่ายๆ


โดย: yuttipung วันที่: 21 สิงหาคม 2550 เวลา:14:04:20 น.  

 
สวัสดีครับ คุณยัติภังค์

เหมือนกับเคยอ่านเจอที่ไหนสักที่เหมือนกัน ว่าคุณยัติภังค์เรียนขอนแก่น ดีใจครับ เจอคนเรียนที่เดียวกัน (ใช่ มข.หรือเปล่าครับ) ดีไม่ดีเราอาจเคยเดินสวนกัน หรือเคยดูหนังรอบเดียวกันก็ได้เนาะ ยิ่งสมัยเป็นนักศึกษา จำได้ว่ากิจกรรมยอดฮิตตอนนั้นคือการจัดหนังหาเงิน แล้วก็เอาบัตรไปแลกกับเพื่อนต่างคณะ และก็ได้ดูทุกโปรแกรมเลย ซึ่งเวลาคณะผมจัด ก็มักอาสาเป็นคนหาหนัง ติดต่อโรงหนัง โดยมีเบื้องหลังคือเลือกหนังเก่าๆที่เราอยากดูในโรง (คณะอื่นๆเขาชอบจัดหนังใหม่ มีคณะผมชอบจัดหนังเก่าอยู่เจ้าเดียว) หนังที่ผมเป็นคนลงมือเลือก เช่น The color purple, The witches of Eastwick, Mermaids ซึ่งล้วนแต่เป็นหนังที่ตัวเองอยากดูแต่พลาดทั้งสิ้น แถมยังเคยหน้าแตกสุดๆตอนจัดเรื่อง Mermaids เพราะฟิลม์มันมาจากกรุงเทพไม่ครบ โดนด่าตรึม

ปัจจุบันผมก็ยังอยู่ในมอครับ เปลี่ยนสถานะนิดหน่อย แต่เดี๋ยวนี้ไม่เห็นมีใครจัดฉายหนังแล้ว อยากได้เงินทำอะไรที ก็ได้แต่ขอบริจาค หรือเก็บเงินเพื่อนๆ คิดถึงบรรยากาศเก่าๆเหมือนกัน

พูดถึงมอขอ สุดสัปดาห์นี้มีหนังที่เกี่ยวกับชีวิตเด็กมข. และชุมนุมค่ายอาสา The One ลิขิตรักขัดใจแม่ ดูจากกระแสในพันทิป ค่อนข้างไปในทางบวกทีเดียว แต่ส่วนตัว ไม่วางใจเลย ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพหนัง หรือการทำเงิน จุดขายหนังก็มีที่อ็อฟ AF2 ซึ่งคงมีแฟนคลับเยอะพอควร และพวกศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน มข. แต่จากการดูเบื้องหลัง และตัวอย่าง มันแตะแค่เผินๆ และไม่ใช่ มข.อย่างที่เราคุ้นเคยสักเท่าไร และยิ่งมองจากเครดิตผู้สร้าง ก็ยังวางใจไม่ได้ แต่เวลาเห็นคนตอบกระทู้นี้ทีไร จะต้องมีคนพูดถึงมอไว้ซะสวยงามอุดมคติ เลยยิ่งกลัวมันออกมาไม่เป็นอย่างนั้นแล้วคนอื่นๆเขาจะหมั่นไส้เอา แต่ส่วนตัวก็คงไปดูนั่นแหละ ไหนๆเขาจะทำขายเราโดยตรงแล้วนี่ อีกอย่างมีลูกศิษย์ตัวเองเล่นด้วย อยากรู้ว่าจะเล่นเป็นยังไงบ้าง

ปล.1 ที่กลัวอย่างหนึ่ง คือกลัวบรรยากาศคล้ายกับบรรดาละครเวทีที่นักศึกษาขยันจัดกันเหลือเกิน ซึ่งคุณภาพค่อนข้างต่ำ และคนจัดไม่ได้เข้าอกเข้าใจละครเวที มากไปกว่าการอยากแสดง อยากเฮฮา และแต่ละเรื่องก็เหมือนกับเล่นให้พวกตัวเองดู มุขที่เข้าใจกันแค่ในกลุ่ม ดูไปก็ปลงไป

ปล.2 ไหนๆจะทำหนังเอาเด็กมข.เล่นแล้ว น่าจะเอาเวียร์เป็นพระเอกเลย จะได้ มข.ยกทีม


โดย: wu IP: 202.12.97.115 วันที่: 21 สิงหาคม 2550 เวลา:18:44:09 น.  

 
มาตอบนะครับ ผมเรียน ม.ขอนแก่น ครับ และดูจากชื่อหนังที่จัดฉาย ผมคงเป็นรุ่นน้องอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะสมัยผมเรียน ส่วนใหญ่ก็จะจัดหนังที่ฉายในช่วงนั้นเป็นหลัก ผมเองก็ไม่ได้ยุ่งกับกิจกรรมในคณะมากนัก เคยสอบถามคนไปติดต่อ เขาบอกว่าทางโรงหนังจะมีหนังให้เลือกเลย(ง่ายดี ว่างั้น) ชีวิตผมสมัยอยู่ ม.ขอนแก่น เลยกลายเป็นดูหนังโฮมเธียเตอร์หลัง ม. ซึ่งหาดูได้ยากหลายเรื่อง เท่าที่ทราบ สมัยนี้ก็ไม่มีแล้ว

ส่วนเรื่องการขอบริจาค สมัยผมไม่กล้าขอหรอกครับ แย่เลยก็คือเรี่ยไรเงินกันในคณะเอง และขอบริจาคสิ่งของในการออกค่าย ไม่ทราบ มข.ติดมาจากเด็กในกรุงเทพฯหรือเปล่า เห็นขอบริจาค ร้องเพลงตามสะพานลอยทุกวันจนชินตา หลังๆ มาไปกันใหญ่ เห็นเด็กมัธยมฯ มาขอเงินค่ากีฬาสี(บ้าไปแล้ว) ซึ่งตอนที่ทำอย่างนั้น อาจารย์ยังออกมาติว่าให้ลองหาเงินสนับสนุนจากบริษัทข้างนอกดีกว่าเลยด้วยซ้ำ

เรื่อง The One สิ่งเดียวที่ผมคิดว่าน่าจะวางใจได้คือ คุณมารุต สาโรวาท ครับ เขาอาจจะเคยทำละครโทรทัศน์น้ำเน่าทางไอทีวีที่แสนเชย แต่ก็ดูมีชั้นเชิงกว่าละครโทรทัศน์ปัจจุบันเยอะ ซึ่งผมก็อยากดูนะครับพอรู้ว่าเรื่องเกี่ยวกับ มข. และไม่มีคำหยาบเลย(เขาว่ากันมา) เพราะเคยพลาดหนังวัยรุ่นน่ารักอย่าง "แค่เพื่อนค่ะพ่อ" ในโรงมาแล้ว(ไม่ทราบเคยดูยังครับ เป็นหนังทุนต่ำ ใช้ทีมงานต่างจังหวัดไม่กี่คนทำ ไม่ใช่หนังดีมากครับ แต่มีหลายอย่างในหนังที่ซื่อสัตย์ต่อตัวเองมากๆ กว่าหนังไทยในระบบหลายเรื่อง)

ตอบ ปล.1 : สมัยผมเรียนคณะมนุษยฯ อ.จักรกฤษณ์ แกก็บอกอย่างนี้เหมือนกัน คณะเดียวที่ อาจารย์ชมว่าอย่างน้อยยังพอจะมีความเป็นละครเวทีอยู่บ้าง ในฉาก หรือบท คือละครถาปัด (ซึ่งผมก็ไม่มีโอกาสดูในช่วงเรียนไปอย่างน่าเสียดาย)

ตอบ ปล.2 : ผมเองก็เพิ่งรู้ว่าพระเอกคนนี้เป็นเด็ก มข. ตอนที่แฟนเขาบอกนี่แหละ แฮ่ สนับสนุนสินค้า โอท็อป กันเป็นดีแท้


โดย: yuttipung IP: 58.9.30.194 วันที่: 22 สิงหาคม 2550 เวลา:2:20:57 น.  

 
สมัยผมเรียนโฮมเธียร์เตอร์ยังเพิ่งตั้งไข่เองครับ (รู้สึกว่าตัวเองแก่จัง) แต่เวลาอ่านความเห็นคุณยัติภังค์นี่ ผมคิดมาตลอดว่าน่าจะรุ่นใกล้ๆกันนะเนี่ย (หุหุ)

สมัยเรียนเป็นแฟนละครอ.จักรกฤษณ์เหมือนกันครับ ช่วงนั้นแกกำลังเป็นลูกศิษย์คึกฤทธิ์ เลยมีละครคึกฤทธิ์มาให้ดูบ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นราโชมอน สี่แผ่นดิน ลูกคุณหลวง แล้วส่วนตัวก็เคยไปเล่นละครเป็นตัวประกอบให้อ.สุนันทนีเรื่องนึง ได้เรียนอะไรมากมาย ทั้งที่ตัวเองก็ไม่ใช่เด็กสายศิลป์สักหน่อย

มารุต สาโรวาทผมชอบตอนเขากำกับละครเวทีให้แดสครับ ตอนนั้นได้ดูหลายเรื่องเหมือนกัน และรู้สึกถ้าพูดถึงละครเวทีดีๆ ต้องคุณต้อกำกับ อ.แดงดัดแปลงบท แต่ตอนหลังผมห่างหายจากการดูละครเวทีนานมาก เลยไม่ค่อยรู้ว่าเดี๋ยวนี้ไปถึงไหนแล้ว (ของExact ยังไม่เคยดูสักเรื่อง และความเป็น musical นี่ ยังไม่เห็นของไทยเจ้าไหนทำถึงเลย) อ้อ ที่มข.เห็นป้ายประกาศรับ Audition musical "Grease" ฝีมือนักศึกษา อยากไปดูเหมือนกันว่าจะเป็นยังไง


โดย: wu IP: 202.12.97.115 วันที่: 22 สิงหาคม 2550 เวลา:8:20:42 น.  

 
สมัยผมก็คิดว่าโฮมเธียเตอร์เจริญรุ่งเรืองมากครับ แต่ก็เพิ่งเปิดตอนเรียนปีหนึ่ง(ถ้าจำไม่ผิด) แต่เป็นสมัยที่ อ.จักรกฤษณ์ ไม่ได้ทำละครเวทีแล้ว (เรื่องที่คุณ wu ว่ามาเป็นแบบเรียนตอนที่ผมเรียนวิชา วรรณกรรม มรว.คึกฤทธิ์ แล้ว)

ส่วนละครเวทีบ้านเรา คิดว่าก็คงยังไม่ไปถึงไหนล่ะครับ ข่าวคราวน้อยกว่าเดิมเยอะ และขาดคนสนับสนุน ละครเวทีของ Exact ไปเรียนกับ อ.แดง อาจารย์ก็ยังบอกเลยว่ามันไม่ใช่ละครเวที แต่เป็น Entertainment มากกว่า เพราะอลังการ วูบวาบ น่าตื่นตาตื่นใจเหลือเกิน คล้ายๆ กับบรอดเวย์สมัยนี้ที่ต้องมีฉากอลังการเรียกคนดู


โดย: yuttipung (yuttipung ) วันที่: 22 สิงหาคม 2550 เวลา:12:49:42 น.  

 
ไปดู The one มาแล้วครับ คนน้อยเกินคาด ทั้งๆที่อยู่ในขอนแก่นแท้ๆ ที่อื่นๆ ท่าทางคนจะยิ่งน้อยไปใหญ่ ซึ่งตรงข้ามกับกระทู้ห้องรวมเฉลิมไทยจริงๆ ที่พูดถึงหนังเรื่องนี้ทีไร มีคนตอบกระทู้แนวบวกท้วมท้น แม้แต่กระทู้ที่ถามว่าอยากดูหนังเรื่องอะไรที่สุด The One ยังแซง Harry Potter หรือหนังดังๆเรื่องอื่นๆไปได้ งานนี้ต้องบอกว่าแฟนคลับอ๊อฟในเน็ทเข้มแข็งสุดๆ เสียดายที่อยู่แค่ในเน็ทเท่านั้น

พูดถึงหนังโดยรวม เสียของครับ โดยโครงสร้างของหนังแล้ว พื้นฐานเนื้อเรื่อง ความขัดแย้ง สัญลักษณ์ต่างๆมีมากมาย ไปจนถึงเอกลักษณ์ของหนังที่ถ้าอยู่ในมือผู้สร้างดีๆ หนังน่าจะออกมาได้ดีกว่านี้มากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อสาระที่หนังสื่อเอาไว้ โดดเด้งออกมาจากหนังเรื่องอื่นๆในท้องตลาดอย่างชัดเจน ไปจนถึงบรรยากาศที่เอื้อให้ทำอะไรได้มากกว่านี้ การเสียดสีที่น่าจะชัดเจนมากกว่านี้ การดำเนินเรื่องที่น่าจะมีชั้นเชิงได้มากกว่านี้ แต่หนังกลับทำไม่ถึงสักด้าน ทำให้อะไรๆที่น่าจะดีๆถูกกลืนหายไปจนหมด

จุดอ่อนมากๆของหนังอยู่ที่การเขียนบท และการตัดต่อ ที่ไม่สามารถทำให้คนดูเชื่อในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ ตัวละครไร้พัฒนาการ ความขัดแย้ง การคลี่คลายที่ขาดน้ำหนัก และการตัดต่อเล่าเรื่อง ที่เหมือนจะขยักอะไรนิดหน่อย แล้วค่อยเฉลยแต่ก็ไม่ลงตัว บทที่เหมือนโครงสร้างหลักของหนัง พอไม่แข็งแรงแล้วยากครับที่จะประคองหนังทั้งเรื่องให้รอดได้

ในด้านโครงเรื่อง สิ่งที่คนเขียนบทยกมาเล่นคือการพูดว่าเหรียญมีสองด้าน และความขัดแย้งระหว่างกลุ่มค่ายอาสา และรายการ The one ที่มีหนุ่มอ๊อฟของเราเป็นศูนย์กลางของทั้ง 2 เหตุการณ์ ทำให้หนังต้องประคองทั้ง 2 เรื่องไปด้วยกัน จนเกิดความไม่น่าเชื่อถือ (ทำไม reality show ถ่ายทอดสดแค่สัปดาห์เดียว ไม่มีการคัดออก มีคนสนใจล้นหลาม ทำไมอ๊อฟดูเหมือนจะมีความสำคัญกับค่ายขนาดนั้น ทำไมโคกอีเกิ้งที่ทุรกันดารมีเคเบิ้ลดูรายการ The one ได้ (รายการประเภทนี้ มันน่าจะถ่ายทอดสดทางเคเบิ้ลใช่ไหม) ทำไมอยู่ๆอ๊อฟก็สมัครร่วมรายการได้ ทำไมแม่อ๊อฟต้องอยากให้ลูกเข้าแข่ง ทำไมนางเอกต้องงอน กลัวว่าไปแล้วอ๊อฟจะไม่กลับมา ทำไม ทำไม ทำไม)

ในด้านตัวละคร วาดดาว นางเอกคือบทที่มีปัญหาที่สุด คนดูไม่มีโอกาสเข้าใจว่าทำไมเธอเกลียดอ๊อฟ หรือหันมามีใจให้อ๊อฟ หรือกลับไปเกลียดอ๊อฟอีก ซึ่งหนังก็พยายามจะอธิบายบ้าง แต่ก็ยังไม่พอที่จะทำให้คนดูเข้าใจนางเอก ไปจนถึงนางร้าย ระริน ที่บทในมหาวิทยาลัย (ร้ายแบบแรดๆนิดๆ ไม่ค่อยมีเล่ห์เหลี่ยมเท่าไร เล่นหูเล่นตา) กับบ้าน The one (ร้ายลึก หน้าอย่างหลังอย่าง สร้างภาพ ทะเยอทะยาน) ราวกับเป็นตัวละครคนละตัวกัน (ซึ่งความจริงเอาเป็นตัวละครใหม่เลยก็น่าจะได้) และบางอย่างก็ยังงงงง เช่นเธอได้อ่านจดหมายที่ทีมงานแอบส่งให้แล้วพึมพัม ต้องทำขนาดนี้เชียวหรือ ก็นึกว่าจะมีอะไร แต่สุดท้ายก็ไม่ได้มีอะไร และแม้กระทั่งตัวละครหลักอย่างพระเอก ต้นกล้า คนดูก็ไม่ได้เห็นโอกาสเติบโต เป็นผู้ใหญ่ พัฒนาการ ได้ประสบการณ์ จนกระทั่งเด็กธรรมดาๆคนหนึ่ง ได้เป็น The one นอกจากคำพูดดูเท่ๆ และเสียงบรรยายเท่านั้น (ถ้าหนังเปิดมาด้วยต้นกล้าเป็นเด็กไม่เอาไหน สุรุ่ยสุร่าย ไร้จุดหมาย เลื่อนลอย อยากมาเรียนไกลๆเพราะรำคาญแม่ เข้าชุมนุมอาสาเพราะไม่มีอะไรทำ ก่อนจะค่อยๆเรียนรู้มากขึ้น จะช่วยทั้งตัวละครต้นกล้า และวาดดาว ให้การกระทำมีเหตุผลมากขึ้นตั้ง 2 ตัว )

การถ่ายทำก็เป็นอะไรที่น่าเสียดาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเก็บบรรยากาศของมข. ซึ่งในหนังคือแค่การได้เห็นสถานที่คุ้นตา สวยงาม แต่ไม่ได้บรรยากาศที่แท้จริง และหลายๆฉากคือการเซ็ตขึ้น ซึ่งไม่ผิด ถ้ามันได้ได้ออกมาดูหลอกๆเหมือนในหนัง (ถ้าอยากขาย มข. ทีมงานควรทำงานหนักกว่านี้อีกหน่อย เช่นการตามเก็บภาพมหาวิทยาลัย เชียร์ รับน้อง บายศรี ไหว้เจ้าพ่อมอ สระพลาสติก สีฐาน บรรยากาศรถมอเตอร์ไซด์วิ่งขวักไขว่ รถสองแถว สนามกีฬา ห้องเรียน บรรยากาศการลงทะเบียน วงส้มตำไก่ย่าง ไม่ต้องเอามาเล่าเรื่อง แค่ตัดมาแทรกๆเล็กน้อย จะช่วยบรรยากาศหนังได้มากขึ้นแยะ) หลายๆฉากเห็นความปราณีตในการถ่ายทำ จัดแสง ถ่ายภาพ แต่อีกหลายฉากก็ดูลวกๆ ผ่านๆ การตัดต่อที่ไม่มีอะไรเด่นเลย ทั้งที่มีอะไรให้เล่นได้เยอะ แถมทำให้การเล่าเรื่องดูขาดๆเกินๆ (ชัดเจนที่สุด คือฉากพี่สาวนางเอก ผมโทษการตัดต่อมากๆ) อ้อ การถ่ายทำขอรวมถึงเสื้อผ้า หน้าผม ปกติผมไม่ค่อยติเรื่องพวกนี้มากนัก เพราะแค่ปลีกย่อย แต่ The one มันต่ำกว่ามาตรฐานหนังไทยทั่วไปจริงๆ

การแสดง อันนี้ถือว่ากลมกลืน คือแข็งกลมกลืนกันทั้งชุด ที่โดดออกมาคือสืบสาย ที่เล่นได้เป็นธรรมชาติมากที่สุด และไม่มากจนเกินงาม อย่างไรก็ตามตัวละครส่วนใหญ่ไม่ได้มีพัฒนาการหรือความขัดแย้งมากไป เลยดูผ่านๆไปได้ ยกเว้น 2 สาวของเรื่อง วาดดาวและระริน ที่บทพอมีอะไรที่ต้องใช้ความสามารถในการแสดงบ้าง ก็ทำได้แค่ระดับมือสมัครเล่น ยังไม่อินไปกับบทเท่าที่ควร (โดยเฉพาะระริน ถ้าเล่นดีๆให้คนเกลียดได้เลย แต่นี่ได้แค่หมั่นไส้เล็กๆ อ้อ ลูกศิษย์ผมเองครับ คนนี้ลูกศิษย์ผม)

ที่เสียดายมากๆอีกอย่างคือ moment ที่น่าจะเป็นจุดขายของหนังได้เลย คือฉากเพลงทานตะวัน (ลองคิดดู ถ้าฉากนี้เริ่มต้นด้วยอ๊อฟพูดเกริ่นนิดนึง แล้วเริ่มเล่นกีต้าร์ ร้องเพลง ตัดไปเพื่อนๆที่ค่ายเริ่มร้องคลอตาม แล้วตัดไปเป็นภาพชาวค่ายกำลังทำงาน เสียงเพลงกลายเป็นเพลงหมู่ ทุกคนร้องประสานกันกระหึ่ม เต็มเพลง จนถึงท่อนสุดท้าย กลับมาในบ้าน The one เหลือเสียงอ็อฟคนเดียว และจบลงอย่างสวยงาม คิดดูซิ ฉากนี้จะน่าจดจำขนาดไหน) รวมถึงการตัดสลับในบ้าน The one กับค่าย ที่น่าจะสะท้อนได้ดีกว่านี้ รวมถึงควรมีฉากลุ้น ฉากให้เอาใจช่วยตัวละครมากกว่านี้ด้วย

งานนี้ คุณมารุต สาโรวาท ยังไม่ได้แสดงความสามารถในการเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ให้เป็นที่ประจักษ์ครับ งานยังไม่มีจุดเด่นอะไร มีจุดบกพร่องค่อนข้างเยอะ การคุมจังหวะหนัง การเล่าเรื่องก็ยังไม่ลงตัว แม้แต่การแสดง ที่น่าจะเป็นจุดแข็งของผู้กำกับที่คร่ำหวอดในงานละครเวทีและโทรทัศน์ ก็ยังไม่เด่นจริง ความจริงหนังเรื่องนี้ส่วนตัวมีใจให้ตั้งแต่แรกแล้ว เพราะความเป็นคนมอขอ แต่บล็อกนี้ก็ขอมีมาตรฐานตัวเองไว้ระดับนึง เลยให้แค่เป็นงานที่ไม่มีพิษมีภัย ดูได้เพลินๆ แต่ไม่ได้เป็นที่น่าจดจำ หรือยกย่องว่าเป็นหนังดีอะไร งานนี้เลยให้แค่คาบเส้นครับ


โดย: wu IP: 202.12.97.115 วันที่: 25 สิงหาคม 2550 เวลา:15:50:14 น.  

 
wu ใช่อย่างที่เขียน........เสียของ


โดย: คนที่ฝันถึง Emmet IP: 58.136.48.164 วันที่: 25 สิงหาคม 2550 เวลา:17:05:43 น.  

 
สุดสัปดาห์ที่แล้ว มีเรื่องให้น่าบันทึก 2 เรื่อง อย่างแรกคือ AF4 และอย่างที่สองคือ Lost S3

AF4 สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมถือว่าเป็นไฮไลท์ของซีซันเลยทีเดียว และขอชมคนเขียนสคริปต์มากๆ ที่วางโครงเอาไว้สำหรับการหักมุม และการค่อยๆบีบให้ตัวละคร(นักล่าฝันและแฟนคลับ) เล่นไปตามบทที่เตรียมไว้ โดยที่ทั้งนักล่าฝันอาจยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ว่าเขาได้เล่นตามบทที่กำหนดไว้นั้นโดยไม่ใช่การตัดสินใจของตัวเองด้วยซ้ำ ในแง่คุณธรรม มนุษยธรรม ความจริงใจ ซื่อสัตย์นี่ ผมก็ไม่เชื่อในตัวทรูเท่าไร แต่ถ้าพูดถึงการวางสคริปนี่สุดยอดจริงๆ

ดอกแรกคือการให้นักล่าฝันชายออกมายืนข้างหน้าทั้ง 3 คน (อ๊าก อาทิตย์นี้ผู้ชายออกแน่เลย) ดอกสองให้มิวสิคก้าวกลับไป (อ๊าก นัทหรือต้อนออกแน่เลย) ดอกสาม ให้ต้อนกลับเข้าไป (อ๊าก นัทคนดีออกเสียแล้ว) ดอกสี่ บอกว่านัทคะแนนสูงสุด (อ้าว ตกลงอะไรกันนี้) ดอกห้าให้ Immunity (แม้จะดูไม่สร้างสรรค์ ลอกแบบรายการอื่น แต่ก็อ่ะนะ) ดอกหกให้เลือกเพื่อนอีกคนหนึ่ง (อุ้ย ทั้งตื่นเต้น ทั้งลุ้น ทั้งกดดัน) ดอกเจ็ดให้สิทธิ์คืน immunity เพื่อแลกกับการได้เพื่อนกลับมาสองคน (โอ้ เริ่มมีบทการตัดสินใจ การเสียสละ ให้กับพระเอกแล้ว) ดอกแปด กดดันต่อไปทั้งจากพิธีกรและแฟนคลับ (ดราม่าสุดๆ) ดอกเก้า นัทเลือกคนที่ออกตอนแรก 2 คนกลับมา (โอ พระเอกสุดๆ) (ในวงเล็บคืออาการคนดู)

ส่วนตัว ยังไม่เชื่อว่านัทจะได้คะแนนโหวตสูงสุดจริง แต่การที่นัทเป็นตัวเอกตอนนี้ จะสร้างดราม่าและความขัดแย้งได้มากกว่าคนอื่นๆ รวมถึงจะสามารถคอนโทรลให้เหตุการณ์เป็นไปตามแผนได้ (ถ้าพะแพงหรือมิวสิคเป็นคนเลือก คงเลือกตี๋ และอีกมือหนึ่งกำ immunity ไว้) ที่จะผิดแผนไปบ้างคือตัวเลือก 2 คนสุดท้ายของนัท ที่อาจไม่ได้ทำให้ทรูพอใจนัก (เพราะท่าทางจะได้เงินโหวตน้อยกว่าถ้านัทจะเลือกคนอื่น) แต่การตัดสินใจของนัท ถือว่าฉลาดมากๆทั้งในแง่เกมส์ ความเหมาะสม และการทำให้คนดูมองนัทในแง่ดี (เลือกยังไงก็เสีย แต่ที่นัทเลือก เสียน้อยที่สุด แถมเมื่อบวกลบคูณหารแล้ว ได้มากกว่าเสียอีก) ขอยกนิ้วให้นัท ว่านายแน่มาก (จะว่าไป นัทฉลาดกว่าทรูด้วยซ้ำ)

ปล.1 แล้วคนที่เสียเงินโหวตไปในอาทิตย์ที่ผ่านมา ได้อะไร ทรูเป็นเสือนอนกินเฉยๆใช่ไหม (บางคนอาจแย้งว่า คนโหวตก็เพื่อให้คนที่ตนเชียร์อยู่ในบ้านต่อ ตอนนี้ทุกคนก็อยู่ต่อ ไม่เห็นต้องว่าอะไร แต่จริงๆมันไม่ใช่ เพราะหลายคนโหวตเพราะโดนปั่นหูว่าคนที่ตัวเองเชียร์ต้องออก เลยทุ่มโหวต ซึ่งมันมากกว่าที่อยากให้อยู่ในบ้านต่อ และถ้าจะเอาคะแนนอาทิตย์ที่แล้ว มารวมกับอาทิตย์นี้ ก็ขอบอกว่าไม่ยุติธรรมกับ 2 สาวที่มาใหม่ที่ต้องเริ่มจากศูนย์)

ปล.2 นัททำถูกต้องทุกอย่างในคอนเสริต์ที่ผ่านมา ยกเว้นอย่างเดียว คือการเลือกเพลงคาราโอเกะ ถ้านัทเลือกเพลงอย่าง ปู แล้วแสดงให้เห็นอีกมุมหนึ่ง จะขอบอกว่านัทเพอเฟคมากๆในคอนนี้

Lost S 3

จบ 3 ซีซันแล้วก็ยังเฉลยไม่หมด แถมยังมีปมใหม่ๆเพิ่มมาอีก ซึ่งก็ไม่เกินความคาดหมายว่าจะประมาณนี้แหละ แต่เริ่มปวดหัวแทนคนเขียนบท เพราะนอกจากตัวละครเยอะ ปมเยอะ ตอนนี้กำลังผูกความสัมพันธ์ให้กับตัวละครต่างๆ ว่าก่อนเครื่องบินตก เขาโยงใยกันอย่างไรบ้าง โอ เป็นการโครงเรื่องที่สลับซับซ้อนมากๆ ต่อไปคือสิ่งที่ผมจะจดจำ กับ Lost ซีซันนี้

1. Episode "Expose" ตอนของเปาโล และนิกกี้ เหมือนกับเรื่องสั้นจบในตอน ไม่ค่อยเกี่ยวกับโครงเรื่องหลัก แต่คงความเป็น Lost ไว้ได้ตั้งแต่เปิดฉากจนจบ แถมยังมีแฟลชแบคเอาตัวละครไปอยู่ในเหตุการณ์ต่างๆที่เคยเห็นแล้ว ซึ่งตัวเองชอบฉากแบบนี้มากๆ (เช่น Pulp Fictions, Back to the future2, Harry Potter3) และรายละเอียดต่างๆของตอนนี้ดีมากๆ

2.เรื่องของล็อก กับซอร์เยอร์คลี่คลายอย่างน่าพอใจ แถมยังเกี่ยวพันกันอย่างคาดไม่ถึงอีกด้วย และลงเอยด้วยจุดจบของตัวละครที่น่ารังเกียจที่สุดในเรื่อง สะใจ

3.ชาลี เป็นตัวละครที่ผมเบื่อมาตลอด แต่เขาเป็นเจ้าของ Episode ดีๆ ซึ้งๆมา 2 episodes แล้ว อันหนึ่งคือ The moth ในซีซันแรก และ The Greatest Hits ในซีซันนี้ ที่เขาได้ข่าวว่าวงดนตรีเขาได้ออกอัลบัม Tribute เขาเลยรวบรวม Moment พิเศษในชีวิตเขาห้าอันดับแรก ซึ่งเราจะเห็นแฟลชแบคในแต่ละโมเม้นท์ ซึ่งทั้งเศร้า ทั้งสัมพันธ์กับเหตุการณ์ใน episode นี้ เป็นตอนที่ผมอินที่สุดของซีซัน

4. ซันมีอะไรมากกว่าที่เราเห็น โดยเฉพาะความเลือดเย็น และการมี affair ซึ่งคาดไม่ถึงว่าจะพบในตัวละครอ่อนหวาน เปราะบาง จิตใจดี อย่างซัน

5. แฟลชแบคใน episode สุดท้ายที่อึ้งมากๆ และโดนหลอกเสียสนิทเมื่อมาถึงฉากสุดท้ายจริงๆ ตอนแรกยังงงงงว่าทำไมเขาเลือกเอาเรื่องนี้มาทำเป็นแฟลชแบคของ season finale เพราะมันไม่เด่น ไม่เกี่ยวข้อง ไม่น่าสนใจเลย จนมาหักมุมตอนท้ายจนต้องยกนิ้วให้คนคิดจริงๆ ว่าทำไปได้ไง ที่ให้แฟลชแบคกลายเป็น .... และทำให้อยากรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับซีซันต่อไป มากกว่า finale ของ 2 ซีซันที่ผ่านมาเสียอีก


โดย: wu IP: 202.12.97.115 วันที่: 28 สิงหาคม 2550 เวลา:10:05:33 น.  

 
เป็นแฟนคลับอ๊อฟ แต่เห็นด้วยกับที่คุณwuวิจารณ์The One ตรงใจเกือบทุกประเด็น


โดย: aof IP: 58.8.166.120 วันที่: 29 สิงหาคม 2550 เวลา:0:08:27 น.  

 
เห็นด้วยกัลคุณWU เกือบทุกเรื่องเช่นกัน


โดย: สน IP: 158.108.70.42 วันที่: 29 สิงหาคม 2550 เวลา:14:49:29 น.  

 
สวัสดีครับคุณ aof กับคุณสน ขอบคุณครับที่เข้ามาเยี่ยม โดยเฉพาะคุณ aof ที่บอกว่าเป็นแฟนคลับอ๊อฟและเข้าใจว่าผมกำลังพูดถึงตัวหนัง เพราะการทำอะไรกับพวกแฟนคลับนี้ บางครั้งผมก็ทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน อย่างเคยไปตอบกระทู้ประมาณว่าชอบนักล่าฝันคนไหน ผมก็ตอบไป และบอกว่าชอบตรงไหน ไม่ชอบตรงไหน ปรากฏว่าโดนแฟนคลับของคนนั้น เอาตรงที่ผมบอกว่าไม่ชอบมาหาเรื่องผมอีก ทั้งที่ส่วนที่บอกว่าชอบมีมากกว่าตั้งเยอะ เลยไม่ค่อยอยากตอบกระทู้เกี่ยวกับพวกที่มีแฟนคลับเยอะๆเท่าไร เอามาพูดในบล็อกก็พอ

เมื่อวานไปดูไชยามาครับ ทั้งที่หน้าหนังไม่มีอะไรดึงดูดเลย นอกจากเสียงวิจารณ์ในพันทิปที่เป็นกระแสบวกมากๆ ดูแล้วก็ดีครับ แต่ก็ไม่ถึงกับเลิศเลอขนาดนั้น

จุดเด่นของไชยาคือการมีเนื้อเรื่องให้จับต้องได้ โครงสร้างของเรื่องที่ดี เข้มข้น ไม่ใช่ลอยไปลอยมาเหมือนหนังไทยส่วนใหญ่ แต่มีปัญหาที่การเล่าเรื่องบางช่วงที่รวบรัด ปล่อยผ่าน คลี่คลายแบบง่ายๆ หรือใช้คำพูดแค่ไม่กี่ประโยคอธิบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงกลางเรื่อง ทำให้หนังดูไม่กลมกลืนนัก

ไชยาเปิดหัวเรื่องได้ดี ดึงความสนใจของคนดูได้ ปูพื้นฐานเรื่องตัวละครไว้แน่น และถือว่าเป็นช่วงที่ดีที่สุดของหนังเลยทีเดียว (แม้เสียงบรรยายจะดูโดดๆ และฉากตัวละครเด็กๆดำน้ำโผล่ขึ้นมาด้วยภาพสโลว์เป็นผู้ใหญ่ จะให้อารมณ์ดีสนีย์ หรือก้านกล้วยไปหน่อย) จนถึงช่วงพระเอกเริ่มเข้าสู่โลกมืด ซึ่งเป็นช่วงที่หนังรวบรัดจนไม่กลมกลืนกับส่วนต้น (ในแง่การตามหนัง ตามได้หมด แต่เหมือนหนังยังขาดชั้นเชิง) จนเมื่อหนังเริ่มเข้าสู่จุดสรุป พร้อมกับการดึงอารมณ์ เป็นช่วงที่หนังกลับมาเกือบๆท็อปฟอร์มอีกครั้ง เพียงแค่ว่าหนังหนักมือกับการเร้าอารมณ์ และความรุนแรงมากไปหน่อยเท่านั้น

ไชยาคือบทพิสูจน์อีกครั้งว่าคุณก้องเกียรติเป็นมือเขียนบทที่ดีมาก ในการวางโครงหลักของหนังทั้งเรื่อง แต่ในแง่การกำกับ ทำได้ดีระดับหนึ่ง แต่ยังไม่เยี่ยมเท่ากับการเขียนบท (เทียบกับเป็นชู้กับผี ซึ่งเป็นหนังที่บทแน่นเหมือนกัน แต่ไปอยู่ในมือผู้กำกับที่คุมหนังได้แม่นกว่า) อารมณ์ของหนังบางช่วง ทำให้นึกถึงมาร์ติน สกอร์เซซีย์ด้วยซ้ำ แต่ความเฉียบยังน้อยกว่า โดยเฉพาะในฉากรุนแรง ที่ของสกอร์เซซีย์ทำน้อย แต่แรง แต่ของก้องเกียรติ แรง แต่ทำมากไปนิด (โดยเฉพาะฉากจบของบทเปี๊ยก ที่ดูเหมือนนักฆ่าโรคจิตบ้าเลือด มากกว่าแรงขับจากเหตุการณ์ในเรื่อง)

จุดเด่นอีกอย่างคือการแสดง โดยเฉพาะกอล์ฟ อัคราที่คุมหนังไว้ได้ และกล้าแสดงเป็นตัวละครแอนตี้ฮีโร่ ภาพลักษณ์อย่างนี้ แม้ว่าจะหงุดหงิดทรงผมเกือบทั้งเรื่อง (กอล์ฟเป็นนักแสดงที่มีโอกาสเล่นบทดีๆมากมายตั้งแต่วิถีคนกล้าแล้ว และเขาจะเป็นพระเอก ที่ได้ชื่อว่านักแสดงจริงๆของเมืองไทย) และสน the star ที่ดูกลมกลืนกับบทมากๆ (แต่สนเสียตรงเสียงบรรยายเรื่อง ที่ดูโดดมากๆ) และตัวแสดงอื่นๆที่ไม่เด่นจนต้องยกย่อง แต่ก็ไม่ได้ด้อยอะไร ฉากชกมวยส่วนใหญ่ออกมาดี เช่นเดียวกับการถ่ายภาพและกำกับศิลป์ ที่ไม่โชว์พาวมากเกินไป แต่มีมาตรฐาน (ซึ่งถือว่าเป็นการทำงานที่ดี ดีกว่าหนังประเภทภาพสวยหยด แต่ไม่รองรับการดำเนินเรื่อง)

เทียบกับหนังไทยตั้งแต่ต้นปี ไชยาอยู่ลำดับต้นๆครับ แต่ก็ยังไม่ถึงกับอยู่ในขั้นยอดเยี่ยม น่าจดจำอะไรขนาดนั้น


โดย: wu IP: 202.12.97.115 วันที่: 4 กันยายน 2550 เวลา:10:26:25 น.  

 
เมื่อวานอยากดูหนังไทยสักเรื่อง กำลังคิดว่าจะดูอะไรดีระหว่างคนหิ้วหัว สายลับจับบ้านเล็ก บ้านผีสิง และเพื่อน กรูรักเมิงว่ะ ไม่รู้คิดถูกหรือคิดผิด ที่ตัดสินใจดูเรื่องสุดท้าย

ความรู้สึกหลังดูหนังเรื่องนี้ คือเหมือนไปกินบุฟเฟ่ต์ คือมีของมากมายหลายอย่างให้กิน แล้วก็เสริฟจนอิ่ม ของที่มีก็ทั้งของดีๆ และของแย่ๆ (แต่เจ้านี้เขาบังคับว่าต้องกินทุกอย่าง ห้ามเลือกกินเฉพาะของที่อยากกิน) แล้วพอกินเสร็จแล้วก็อึดอัดแน่นท้อง และจำความรู้สึกอร่อยตอนกินไม่ค่อยได้ พอคิดทวนกลับไปกลับจำได้ถึงไอ้ที่มันไม่อร่อยมากกว่า

ส่วนตัวไม่ได้มีอคติกับหนังของพจน์ อานนท์เหมือนคนอื่นๆทั่วๆไป แต่ก็ไม่ได้ชื่นชมอะไร ทำให้ก่อนหน้านี้เคยดูหนังเขาแค่ประมาณ 3 เรื่อง คือสติแตกสุดขั้วโลก โกซิกซ์ และปล้นนะยะ ซึ่งทุกเรื่อง ปัญหาเหมือนกัน คือเริ่มจากไอเดียเริ่มต้นดี แต่พอพัฒนาไปเรื่อยๆเริ่มเละ (โดยเฉพาะการพยายามใส่อะไรมากเกินไป จนผู้กำกับคุมหนังไม่อยู่ และการคลี่คลายแบบไร้เหตุผล โดยไปทำลายสิ่งที่หนังปูเรื่องไว้อย่างสิ้นเชิง) แต่ในขณะเดียวกันก็มีจุดเด่นที่การถ่ายภาพ (หนังพจน์ภาพสวยทุกเรื่อง และดึงบรรยากาศ ดึงเสน่ห์นักแสดงได้ดีมาตลอด) และการแสดง ที่แม้จะไม่โดดเด่น แต่ภาพรวมก็ดูกลมกลืนกันตลอด และการที่ระหว่างดู ก็อดคิดถึงหนังเรื่องนี้นิด เรื่องโน้นหน่อยไม่ได้ และเพื่อน กรูรักเมิงว่ะ ก็สามารถเอาลักษณะของหนังพจน์ มาจับ มาอธิบายได้ตลอด

สิ่งที่พอมองเห็นการพัฒนาคือพจน์ปราณีตกับการทำงานมากขึ้น แต่การเลือกองค์ประกอบต่างๆให้กับหนัง ยังเหมือนเดิม และอาจจะหนักข้อกว่าหนังที่ผ่านมาของเขาเสียอีก ทั้งบทพูด เนื้อเรื่อง การถ่ายภาพ ดนตรี ที่ดูจะให้ความสำคัญไปซะทุกจุด จนดูแน่น อึดอัด และเร้าอารมณ์ จนคนดูขาดโอกาสปล่อยให้อารมณ์ได้ทำงาน เนื้อเรื่องที่ดูมีเรื่องราว แต่กระจัดกระจาย ไม่นำไปสู่จุดหมายเดียวกัน บทพูดที่จงใจยัดมาให้คนดูซาบซึ้ง นักแสดงที่ขายรูปร่างหน้าตาอย่างไม่อ้อมค้อม (พี่เอยังพอว่า แต่กับน้องต๊อป พี่พจน์เสนอ น้องต๊อปสนองเต็มที่) ดนตรีที่บอกคนดูตลอดว่าให้รู้สึกยังไงกับฉากนี้ และการถ่ายภาพที่ดูดี แต่แน่นไปซะทุกช็อต โดยเฉพาะเมื่อมารวมกันกับองค์ประกอบทุกๆอย่าง ที่แน่นจนเลี่ยนไปหมด

การทำหนังของพจน์ เห็นได้ค่อนข้างชัดว่าเป็นการตอบสนองความต้องการและอารมณ์แฟนตาซีของตัวเอง (อีกคนที่เป็นลักษณะนี้คือไก่ วรายุทธ กับละครช่อง 3) ซึ่งมันจะดูดีเป็นฉากๆ ช็อตๆ แต่พอมารวมกันแล้ว มันดูเกินๆไปหน่อย ซึ่งปกติผู้กำกับที่เป็นอย่างนี้ก็ไม่ใช่เรื่องผิด ถ้าเขามีรสนิยมดีพอ ควบคุมหนังทั้งเรื่องไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง และมีแนวหนังที่ทำ ตอบสนองกับสิ่งที่เขาคิด ซึ่งพจน์ยังมือไม่ถึง หนังที่ดีที่สุดของพจน์อานนท์ในสายตาผมคือ ปล้นนะยะ (พูดจริงๆ ไม่ได้ประชด) ที่เหมือนกับเขารู้ตัว และแม่นพอที่จะมองเห็นว่าหนังจะออกมายังไง และไม่ทะเยอทะยานมากไป (บวกกับการแสดงของโก๊ะตี๋ ธงธง และจาตุรงค์) แม้การเล่าเรื่อง โดยเฉพาะช่วงหลังจะยังทะแมร่งๆ ก็ตาม

ปล. ทำไมผู้กำกับหนังไทยอยากเป็นหว่องกาไวกันจัง


โดย: wu (I'm wu ) วันที่: 20 กันยายน 2550 เวลา:8:39:02 น.  

 
ไปดู บอดี้ ศพ#19 มาแล้วครับ

พูดถึงสิ่งที่ตัวเองพอใจก่อน

ความรู้สึกแรกเลย คือภาพสวยมาก เนียนตา ราบลื่น กลมกลืน บวกกับการเคลื่อนกล้องผสมซีจีทำให้เกิดมุมกล้องที่เป็นไปไม่ได้หลายฉาก แถมยังมาในระบบจอกว้างอีกต่างหาก เลยยกให้เป็นหนังไทยที่มีงานด้านภาพดีที่สุดเท่าที่เคยดูทีเดียวครับ (นึกถึงงานของเดวิช ฟิชเชอร์หน่อยๆ แม้จะไม่หวือหวาเท่า แต่เริ่มต้นได้ขนาดนี้ก็เจ๋งแล้วครับ)

ต่อมาคือเรื่องบท ที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูงพอควร มีลูกเล่น ลูกหลอก ลูกล่อ ลูกชน ลูกเฉลย ดูแล้วรู้สึกพอใจ แม้ว่ายังรู้สึกขาดๆเกินๆกับบางจุด เช่นเดียวกับการแสดง ซึ่งเดี๋ยวจะพูดถึงย่อหน้านี้อีกครั้ง ตอนท้ายความเห็น

ส่วนที่ตัวเองยังรู้สึกว่าไม่ใช่

ฉากผีและฉากสยองทั้งหลายครับ คือมันน่ากลัวแค่ก่อนผีจะโผล่ออกมา แต่พอโผล่มาแล้วมันเฉยๆ อย่างแรกคือมันชัดเจนว่าเป็นซีจี และหลอกตา หรือปรุงแต่งมากเกินไป จนไม่รู้สึกกลัว อีกอย่างคือจังหวะการใส่ฉากสยอง ที่ไม่แม่นเท่าไร

ต่อไปจะเริ่มสปอยด์แล้วนะครับ

###### Spoiler alert#########

1. เนื้อเรื่องโอเคเลยครับ เดาได้ แต่ก็มีอะไรที่เหนือความคาดหมายใส่มาพอควร แต่ที่ด้อยจริงๆคือฉากจบ ความจริงถ้าจบแค่เห็นหน้าศพ แล้วตัดกลับไปเป็นหมอยืนอยู่ และตัดแฟลชแบคเฉลยอย่างรวดเร็ว และหาฉากจบแรงๆกระแทกอีกที หนังจะลงตัวมาก ที่สำคัญคือจะทำให้หนังจะดูเป็นหนังผีก็ได้ หนังไซโคธรรมดาก็ได้ และพวกหนังที่จบแบบคลุมเคลือแบบนี้แหละครับ ที่เป็นเสน่ห์ให้หนังกลุ่มนี้ มากกว่าหนังที่เฉลยทุกอย่างชัดเจน เหมือนที่เรื่องนี้กำลังทำ

2. ฉากจบเห็นอิทธิพลของ Psycho มากๆ เริ่มจากการพยายามอธิบายแง่มุมทางจิตวิทยา และปิดท้ายด้วยภาพ หรือเหตุการณ์ที่เหนือไปกว่าคำอธิบายนั้น แต่บอดี้ อธิบายมากเกินไป และไม่ convince ผู้ชมมากพอ (ในเรื่องการสะกดจิต) เลยรู้สึกเป็นส่วนเกินมากๆ (ซึ่ง Psycho ตอนแรกเขาจะให้คนดูรู้สึกว่ามันเป็นส่วนเกิน แต่พอเห็นห้วงความคิดพระเอก คนดูจะรู้ว่าที่คิดว่าเกินนั้นยังน้อยไปด้วยซ้ำ)

3. บทบางช่วงเป็นส่วนเกินมากๆ โดยเฉพาะแฟลชแบคคนไข้เด็กรายแรกของหมออุษา และนักศึกษาที่เถียงกับดาราราย โอเค ว่ามันช่วยอธิบายลักษณะจิตวิทยาของหมอตอนจบได้ แต่การนำเสนอ และน้ำหนักที่ให้มันทื่อๆ และดูเป็นส่วนเกินมากไปหน่อย

4. การแสดงโดยรวมโอเคมากครับ ไม่มีอะไรขัดตา ยกเว้นการพูด และน้ำเสียงของเข็ม คือดูแค่ท่าทาง การแสดงดูดี แต่พอได้ยินเสียงมันไม่ใช่ยังไงไม่รู้ คนที่ผมว่าแสดงดีที่สุดคือหมอสุธีร์ ทั้งช่วงแสดงเป็นตัวเอง และช่วงแสดงซ้อนทับกับบทชลสิทธิ์ในตอนท้าย เล่นดีครับ และรูปร่างหน้าตาให้มาก

5. การกำกับ เน้นภาพ กับมุมมอง ซึ่งทำคะแนนได้สูงมากครับ แต่ในด้านอารมณ์ ยังอยู่ระดับธรรมดาๆ คือดูสนุก แต่ไม่ได้ติดตาตรึงใจอะไร รวมไปถึงความผูกพัน การเอาใจช่วยตัวละคร ที่แทบจะไม่ปรากฏ หรือให้สัมผัสได้



โดย: wu IP: 125.26.140.192 วันที่: 4 ตุลาคม 2550 เวลา:23:31:11 น.  

 
ว่าจะไปดู Stardust ตั้งแต่วันศุกร์ที่แล้ว แต่บังเอิญมีเรื่องราวที่ผมได้พบประสบการณ์แปลกประหลาด อกสั่นขวัญแขวน และอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นการเผชิญหน้ากับโลกอีกโลกหนึ่งอย่างใกล้ชิดที่สุด (นั่นคือโลกของความตาย หวาดเสียว) และรู้สึกตัวประหนึ่งเด็กน้อยจากหนัง Sixth Sense ทำให้ไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะดูหนัง หรือทำอะไรทั้งสิ้น จนต้องผัดผ่อนมาเรื่อยๆ จนวันนี้ถึงมีโอกาสได้ชมภาพยนต์ที่ตั้งตารอมากที่สุดเรื่องหนึ่งของปีสักที

คนที่รู้จักผม ไม่ว่าจะตัวจริง กระทู้ บล็อก คงรู้ว่าทำไมผมถึงตั้งตารอดูหนังเรื่องนี้นัก ใช่ครับ หลังจากที่ไม่เห็นเธอบนจอร่วมๆเจ็ดปี เธอกลับมาแล้ว แถมปีนี้เราจะได้เจอเธอถึงสามบทบาท หลังจากพลาดไม่ได้ชมบทแรกใน Hairspray ไป ผมไม่ยอมพลาดบทต่อมากับ Stardust ใช่ครับ ผมพูดถึงมิเชลล์ ไฟฟ์เฟอร์

การกลับมาขึ้นจอของเธอในครั้งนี้ บอกได้คำเดียว "แก่" ทั้งส่วนที่เมคอัพ และริ้วรอยจริงๆ แต่ฝีมือการแสดงของเธอยังจัดจ้านเหมือนเดิม โดยเฉพาะไม่บ่อยครั้งนัก ที่เราจะได้เห็นเธอแสดงแบบมีสีสัน อารมณ์ชัดเจน และถ่ายถอดผ่านท่าทาง คาแรกเตอร์ ซึ่งเธอก็ทำได้ดีไม่น้อยกว่าบทที่อาศัยความลึกทางอารมณ์แบบที่เธอถนัดเลย

ว่าด้วยเรื่องตัวหนัง อดเปรียบเทียบไม่ได้กับหนังแฟนตาซีอย่างแฮรี่ พ็อตเตอร์ ในฐานะสร้างจากหนังสือเหมือนกัน ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าหนังชุดแฮรี่ไปไม่ถึงไหน เพราะความดังของหนังสือที่ทำให้ผู้สร้างไม่กล้าแตะ หรือเปลี่ยนแปลงอะไรมาก จนทำให้ความเป็นหนังขาดๆเกินๆ แต่กับ Stardust การที่ไม่มีแรงกดดันจากตรงนี้ ทำให้หนังที่มีการเล่าเรื่องที่ลื่นไหล มีความเป็นหนังครบถ้วน และมีฉากแฟนตาซีน่าตื่นตาตื่นใจ ในระดับเต็มอิ่มพอดี

นอกจากนี้ หนังยังทำให้นึกถึงหนังอย่าง Lock, Stock and two smoking barrels และ Snatch ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะแมททิว วอนซ์ ผู้กำกับ Stardust ก็คือผู้อำนวยการสร้าง 2 เรื่องนั้น บางคนอาจบอกว่าผมบ้าเปล่า ลองนึกดูวิครับ หนังที่มีตัวละครมากมายหลายกลุ่ม มาพัวพันกันด้วยวัตถุประสงค์ที่เหมือน และต่างกัน และนำไปสู่บทสรุปเดียวกัน นี่มัน กาย ริชชี่ชัดๆ ขาดก็แต่การผิดฝาผิดตัว และเกินที่ความเป็นแฟนตาซีเท่านั้นเอง

ในแง่ความบันเทิง Stardust ให้ครบถ้วน แถมยังมีการแสดง และนักแสดงดีๆมาให้เห็นอีกมากมาย แต่ที่เซอร์ไพรซ์ที่สุดคือเซียนน่า มิลเลอร์ในบทวิคตอเรีย ซึ่งไม่รู้อะไรดลใจให้เธอยอมมาเล่นบทนี้ได้ ส่วนมิเชลล์ โรเบิร์ต เดอนีโร ปีเตอร์ โอทูล ถึงจะต้องกระจายๆบทกัน แต่บทมันมีอะไรให้เล่นอยู่แล้วทุกบท ที่เสียดายก็ไม่ได้เห็นมิเชลล์กับโรเบิร์ตปะทะฝีมือกันจะจะเลย

แต่อย่างไร นี่ก็เป็นหนังที่ภูมิใจเสนอ ขอแนะนำมากๆ โดยเฉพาะแฟนมิเชลล์ ไฟฟ์เฟอร์ที่ดูแล้วอิ่มจริงๆ (แม้เธอจะแก่จริงๆก็ตาม) ว่าแล้ว ก็ตั้งหน้าตั้งตาคอยดีวีดี Hairsray และคอยลุ้นให้ I could never be your woman เข้าเมืองไทย (และขอนแก่น) ตามกำหนดดีกว่า จะได้ไปพิสูจน์ว่ามิเชลล์แก่จริงๆ หรือแค่เมคอัพตามบทกันแน่


โดย: wu IP: 125.26.140.148 วันที่: 8 ตุลาคม 2550 เวลา:22:58:08 น.  

 
แว่ว ๆ ว่สมีใครหายใจถึง ใน blog นี้ และบางคนยังไปหายใจถึงใน web อื่นด้วย ก้เลยตามมาอ่าน
อยากรู้จิง ๆ ใครคือ wu ใครเป็น yuttipung


โดย: ครูเองครับ IP: 202.28.117.232 วันที่: 11 มกราคม 2551 เวลา:9:10:32 น.  

 
ข้างบนอาจารย์จักรกฤษณ์หรือเปล่าครับ

สวัสดีครับ อาจารย์ อาจารย์ไม่รู้จักผมหรอกครับ แต่สมัยเรียนผมตามดูละครของอาจารย์ประจำ เลยรู้จักชื่ออาจารย์ แล้วก็ตามอ่านงานของอาจารย์บ้าง ยังอยากเห็นอาจารย์ทำละครต่อนะครับ


โดย: wu IP: 125.26.147.54 วันที่: 3 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:12:15:02 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

I'm wu
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add I'm wu's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.