Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2551
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
242526272829 
 
20 กุมภาพันธ์ 2551
 
All Blogs
 
Six degrees of separation

เกมส์ยอดนิยมอย่างหนึ่งของคอหนังฝรั่ง คือการจับโยงความเกี่ยวพันของตัวละคร นักแสดง หรือสิ่งที่เกี่ยวข้องกันในโลกของภาพยนตร์โดยมีเงื่อนไขง่ายๆว่านังทุกเรื่องบนโลกนี้สามารถโยงใยถึงกันได้ภายใน 6 ขั้นตอน หรือที่เรียกว่า six degrees of separation บังเอิญว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้ตีตั๋วดูหนังถึง 5 เรื่อง เลยมาลองโยงเล่นๆว่าแต่ละเรื่องเกี่ยวพันกันยังไง

######## Update ล่าสุด ########

Vantage Point: มุมมองทั้งแปด update 9 เษายน 2551

wu's Thai Film Awards 2007 update 31 ธันวาคม 2550

สยาม ฤดูร้อนยาวนาน และบ้านปลายฟ้า Update 20 ธันวาคม 2550

#########################

มาพูดถึงหนังที่ได้ดูก่อน

Charlie Wilson’s War
ปกติผมจะไม่ค่อยถูกกับหนังสงคราม และหนังการเมือง และหนังเรื่องนี้ก็ผสมผสานทั้งสองอย่างเข้าด้วยกัน ก่อนเข้าดูเลยสยองๆหน่อยๆว่าจะรู้เรื่องไหม แต่ก็ตัดสินใจดูเพราะชื่อดารา ผู้กำกับมันหอมหวลชวนดูมากๆ สรุปดูแล้วก็รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง แต่ฟิลิป ซีมัวร์ ฮอฟแมน สุดยอดมากๆ

ตัวของหนังเองแล้ว นึกถึงหนังประเภท prequel เช่นสตาร์วอร์ หรืออินเดียน่า โจนส์ หรือ Infernal affair 2 แบบถ้าไม่รู้เรื่องราวต่อไป ก็สนุกระดับหนึ่ง แต่ถ้ารู้ก็สนุกมากยิ่งขึ้น และสำหรับหนังเรื่องนี้ ก็คือสถานการณ์ในอัฟกานิสถาน มูจาฮิดิน บิน ลาเดน และสถานการณ์ปัจจุบันนี้ แต่บังเอิญความรู้เรื่องพวกนี้ผมมีจำกัดซะด้วย เลยกลายเป็นว่าหนังดี แต่ไม่ค่อยมีอารมณ์ร่วม อยู่ระดับเดียวกับ Lions for lamps ซึ่งก็เป็นเรื่องของการเมืองและสงครามคล้ายๆกัน แถมยังเป็นหนังพูดมากเหมือนๆกันด้วย

Sweeney Todd: The Demon Barber of Fleet Street
ปกติก็เป็นแฟนทิม เบอร์ตันอยู่แล้ว และมาเรื่องนี้ พี่แกมืดได้ใจ หลังจากที่เบามือมาหลายเรื่องในช่วงหลังๆ ถึงจะ
หดหู่ ทำลายความหวัง ไปจนถึงเลือดกระฉูด แต่ก็ให้อารมณ์ทิมเบอร์ตันมากๆ ตั้งแต่ฉากเปิดเรื่องที่ลัดเลาะไปตามซอกมุมของเครื่องมือ ตัวละครผิวซีด ขอบตาคล้ำในชุดดำ การพูดถึงความตายแบบธรรมดามากๆ สถาปัตยกรรมรูปทรงแปลกๆ เอียงๆ และเนื้อหาที่พูดถึงคนแปลกแยกจากสังคม โดยเฉพาะ มิสซิสเลิฟเวท ที่เป็นตัวละครในแบบฉบับทิม เบอร์ตันมากๆ และเฮเลน่า บอนแฮม คาร์เตอร์ ก็ไม่ทำให้ผิดหวังอีกแล้ว (เกือบลืมไปแล้วว่าแต่ก่อนเธอเป็นนางเอกหนังกระโปรงสุ่ม) และเข้าคู่กับจอห์นนี่ เดปป์ลงตัวมากๆ หลังจากเคยคู่กันแบบอนิเมชั่นมาแล้ว

จุดที่มีคนพูดถึงมาก คือการเซนเซอร์ ซึ่งถ้ากฏหมายยังเป็นแบบปัจจุบัน (คือยังไม่มีกฏหมายจำกัดอายุคนดู) การเซนเซอร์ฉากปาดคอทั้งหลาย ก็ดูเหมาะสมดี แต่การเซนเซอร์ขวดเหล้า ขอบอกว่างี่เง่า เพราะหนังก็พูดโต้งๆว่ามันคือเหล้า ตัวละครกำลังกินเหล้า และที่รู้สึกหงุดหงิดจริงๆในการเซนเซอร์ คือมันไม่เนียนเลย เห็นชัดว่าตัดเอาฟิล์มออก ไปทำเซนเซอร์ แล้วต่อเข้าใหม่ ซึ่งมันสะดุดทั้งภาพ ทั้งสี (ยิ่งหนังที่เน้นการถ่ายภาพแบบคุมโทนสีอย่างนี้ยิ่งชัด) เลยรู้ตัว พอสีฟิลม์เปลี่ยน เอ้า เตรียมตัวปาดคอได้

Atonement
หนังที่ลงตัวที่สุดเรื่องหนึ่งของปีที่ผ่านมา การเล่าเรื่องแบบมีชั้นเชิง เนื้อหาที่เล่นกับความรู้สึก การแสดงชั้นยอด และเสริมด้วยองค์ประกอบศิลป์ระดับเกรดเอ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพ เสื้อผ้า กำกับศิลป์และที่สำคัญ ดนตรีประกอบ ซึ่งทั้งได้อารมณ์ เป็นตัวเล่าเรื่อง เป็นตัวของตัวเอง และสื่อความหมายในเชิงสัญลักษณ์ได้เป็นอย่างดี

จุดเด่น และศูนย์กลางของเรื่องที่แท้จริงคือตัวละครไบรโอนี่ ซึ่งใช้นักแสดงสามคน สามวัยมารับบทในช่วงอายุที่แตกต่างกัน และแสดงอารมณ์ที่แตกต่างกัน ซึ่งทำได้ถึงมากๆทั้งสามคน จนเสียดายที่แค่ 1 ใน 3 ที่หลุดไปชิงออสการ์สมทบ (ทั้งที่เป็นบทนำแท้ๆ แต่มันต้องแชร์บทกับคนอื่นๆ) และอดเห็นใจ เคียร่า ไนท์ลีย์ กับ เจมส์ แมคอาวอยมากๆ ที่ถึงแม้จะเล่นได้ดีทั้งคู่ ได้ชื่อว่าพระเอกนางเอกของเรื่อง และเป็นผู้ชายและผู้หญิงที่ปรากฏตัวมากที่สุดบนจอ แต่ความสำคัญต่อเรื่อง เป็นแค่บทสมทบเท่านั้น เลยเสียดายแทนว่าถ้าผู้สร้างเสนอให้ทั้งสองถูกพิจารณาในบทสมทบ อาจมีโอกาสเข้าชิงมากกว่านี้

27 Dresses
หนังชิคฟิคน่ารักๆ ตัวละครมีเสน่ห์ ดูแล้วอมยิ้มตลอดเรื่อง เดินเรื่องตามสูตรสำเร็จหนังแนวนี้ทุกประการ เลยไม่มีอะไรใหม่ แม้จะมีความสุขขณะดูก็ตาม

Enchanted
ได้ดูช้ากว่าใครเพื่อน เลยไม่ค่อยมีอารมณ์เรื่องความสดใหม่(เพราะอ่านความเห็นคนอื่นมาเยอะ) แต่ก็ยังรู้สึกดี กับการหาทางออกให้เรื่องราวซ้ำซากของเทพนิยายดีสนีย์ และหนังชิคฟิค โดยผสมผสานกันอย่างลงตัว ได้รสชาติใหม่ที่น่าประทับใจ และเป็นตัวของตัวเอง นักแสดงทุกคนดูท่าทางมีความสุขกับบทบาทที่ได้รับ เนื้อหาที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัย แม้ว่าเหตุผลบางช่วงจะแหม่งๆ แต่พอมาคิดว่ามันเป็นการ์ตูนก็โอเค

เอาหละ มาถึง six degrees ของผมแล้ว

Enchanted มีดารานำหญิงคือ เอมี่ อดัมส์ ซึ่งไปรับบทสมทบใน Charlie Wilson’s War และเจมส์ มาร์เดน พระรองในเรื่อง ก็ไปเป็นพระเอกใน 27 Dresses แถมแพทริก เดมซีย์ พระเอกในเรื่อง ก็อยู่ในซีรีย์ Gray’s anatomy เช่นเดียวกับ แคทธารีน เฮจล์ นางเอก 27 Dresses ด้วย อ้อ ทิโมที สปอลล์ ตัวประกอบหน้าเหมือนตัวการ์ตูนเจ้าเล่ห์เจ้าของบทหางหนอนในแฮรี่ พ็อตเตอร์ ก็มีบททั้งใน Enchanted และ Sweeney Todd

27 dresses เป็นผลงานเขียนบทของผู้เขียนบท The Devil Wears Prada ซึ่งนักแสดงคนหนึ่งที่แจ้งเกิดในเรื่องนี้คือ เอมิลี่ บลันท์ ก็มีบทเล็กๆใน Charlie Wilson’s War ด้วย

Enchanted มีฉาก musical .ในขณะที่ Sweeney Todd เป็น Musical เต็มตัว และยิ่งไปกว่านั้นSweeney Todd ยังใช้เสียงประกอบเป็นส่วนหนึ่งของจังหวะและดนตรีประกอบ ซึ่ง Atonement ก็ใช้เทคนิคคล้ายๆกันนี้ แถมจอห์นนี่ เดปป์บทที่น่าจะทำให้เขาเป็นที่จดจำมากที่สุดคือบทของกับตันแจ็คใน Pirates of Caribbean ซึ่งนางเอกคือเคียล่า ไนท์ลีย์ นางเอก Atonement นี่เอง

มีอะไรโยงหากันได้อีกไหมเนี่ย ใครเจออะไรอีก ก็บอกด้วยแล้วกันครับ



Create Date : 20 กุมภาพันธ์ 2551
Last Update : 9 เมษายน 2551 1:32:28 น. 14 comments
Counter : 514 Pageviews.

 
ไปดูหนังมาสามเรื่องครับ วันนี้ ปรากฏว่าเรื่องแรกผิดหวัง เรื่องที่สองผิดหวัง (ทั้งสองเรื่องทำหน้าหนัง หนังตัวอย่าง พล็อตเรื่องคร่าวๆดีมาก แต่ทำไมออกมาผิดหวังอย่างนี้) เลยเสี่ยงตีตั๋วดูอีกเรื่อง โอเคครับ ค่อยหายผิดหวังหน่อย

กอด
ไอเดียเริ่มต้นเจ๋งครับ คิดได้ยังไง ทั้งเศร้าและโรแมนติก ตัวอย่างหนังยิ่งตอกย้ำความน่าดู แต่พอดูจริงๆไหงเป็นอย่างนี้ การที่หนังเนิบช้า ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร แต่ปรากฏว่าสารที่หนังสื่อกลับดูไม่ชัดเจน และไม่สามารถทำให้อินมากพอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความแปลกแยก การมองและตัดสินคนจากภายนอก หรือแม้แต่รู้ความต้องการของตัวเมื่อสูญเสียของที่คิดว่าไม่สำคัญไป หนังแตะตรงโน้นนิด ตรงนี้หน่อย แต่กลับดูสะเปะสะปะ แม้แต่บทที่เป็นจุดแข็งของคงเดช ก็ดูเข้ารกเข้าพง และใส่สถานการณ์ที่เป็นเงื่อนไขให้หนังเดินหน้า แต่ดูผิดที่ผิดทางไปหมด

และที่สำคัญ หนังไม่ได้ให้ความสำคัญกับ "กอด" หรือ "Handle with care" สักเท่าไร ทั้งที่เป็นชื่อเรื่องแท้ๆ จุดดีของเรื่องคือการใส่แขนที่สามที่เป็นธรรมชาติ แนบเนียน และเหมือนพระเอกมีสามแขนจริงๆ เวลาทำอะไร เพียงแต่มันเห็นในตัวอย่างแทบทุกช็อตแล้วเท่านั้น

Jumper
สัญชาตญาณของผู้กำกับ ดั๊ก ไลแมนใช้ไม่ได้กับหนังเรื่องนี้ ทั้งที่ก่อนนี้เขาคือผู้กำกับที่แม่นกับความรู้สึกตัวเองที่สุดคนหนึ่ง หนังมีเงื่อนไขน่าสนใจ มีฉากที่น่าขายได้มากมาย และตัวอย่างที่ตัดออกมาได้น่าดูสุดๆ แต่หนังจริงกลับไม่มีอะไรแปลกใหม่สักนิด บางช่วงน่าเบื่อด้วยซ้ำ เนื้อเรื่องที่เดาได้ตลอด ดาราดีๆที่ดูไม่มีพลังตามหนังไปตามๆกัน ก่อนดูคาดหวังก็แค่จะเข้าไปดูหนังมันส์ๆแบบไม่ต้องคิดอะไรมาก แต่ก็ยังผิดหวัง

คริตกะจ๋า บ้าสุดๆ
หน้าหนังที่ธรรมดาๆ (โดยเฉพาะชื่อหนังที่สิ้นคิดมาก) โปรดักชั่นก็ไม่ได้โดดเด่น บทที่ขาดๆเกินๆ และน่าจะเกลาให้ดีได้มากกว่านี้ ผู้กำกับก็ไม่รู้จักมาก่อน แต่กลับกลายเป็นหนังสนุกมากๆได้ โดยอาศัยการแสดงของดาราล้วนๆ ยกความดีความชอบให้ชาคริต จ๋า และหลุยส์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจ๋าที่มีอะไรให้เล่นมากมาย และก็เล่นได้บ้าจริงๆ (ชอบฉากเต้นในบาร์ กับฉากดูหลุยส์เต้นมากๆ) แม้บทจะต้องเปลืองเนื้อเปลืองตัวบ้าง ทั้งสามคน เตรียมตัดชุดไปงานประกาศรางวัลต่างๆของปีหน้าได้เลย

ที่น่าเสียดายคงเป็นบทที่น่าจะดี และเนียนกว่านี้ โดยเฉพาะการคืนร่างตอนท้ายที่อารมณ์ของบทมันยังไม่ไปถึงจุดนั้น ซึ่งเพราะการที่โปรดักชั่นเล็กๆ ไม่มีฉากใหญ่โต เอฟเฟคตระการตา ไม่ได้แปลว่าบทจะเอาแบบง่ายๆตามไปด้วย และยิ่งเห็นดาราที่ลงตัว และเล่นได้ขนาดนี้ ยิ่งน่าเสียดายที่บทน่าจะส่งเขาและเธอไปได้ไกลกว่านี้


โดย: wu IP: 125.26.140.88 วันที่: 21 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:23:21:52 น.  

 
แหม เขียนคอมเม้นท์ได้ละเอียด มากๆ เอาละงั้นจะไปดูคริตกะจ๋า แล้วกัน ถามว่า PS I Love U เนื้อหาเหมือน The letter บ้านเราป่าว เออWU จันทร์นี้จะไปขอนแก่นนะ


โดย: Emmet IP: 192.28.2.40 วันที่: 22 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:15:43:03 น.  

 
อย่าลืมไปดู No Country for Old Men กับ There Will Be Blood นะครับ พลาดไม่ได้


โดย: yuttipung วันที่: 22 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:18:36:49 น.  

 
ทำความสะอาดห้องไว้แล้ว Emmet หอบกระเป๋ามานอนได้เลย

อยากดู No country for old man กับ There will be blood เหมือนกันครับ คุณยัติภังค์ (โดยเฉพาะเรื่องหลัง เพราะผม็แฟนตัวยงของพอล โธมัส แอนเดอร์สันเหมือนกัน) แต่กำหนดลงไปกรุงเทพครั้งต่อไปของผมมันปลายเมษาแนะ ถ้าไม่มีอะไรด่วน หนังมันคงไม่รอผมแล้ว และเห็นชื่อหนัง คงยากที่จะเข้าขอนแก่น และถ้าเข้าจริงๆหนังสไตล์นี้ถ้าดูแบบพากย์ไทย เสียอารมณ์แย่เลย


โดย: wu IP: 125.26.141.239 วันที่: 23 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:0:39:11 น.  

 
วันนี้ไปดู The Mist มาครับ และรู้สึกจะได้หนังสตีเน คิงในดวงใจเพิ่มมาอีกเรื่องแล้ว

ความจริงผมไม่ใช่แฟนหนังสือสตีเฟ่น คิงครับ แบบ Misery นี่เป็นนิยายที่อ่านแบบทรมานมาก เมื่อไรจะจบเสียที แต่ถ้าเป็นหนัง มีหลายเรื่องที่สร้างจากงานเขาที่ผมชอบ แต่ปรากฏว่าส่วนใหญ่เป็นงานที่ไม่ค่อยเหมือนงานส่วนใหญ่ของเขานัก หรือไม่ก็ดัดแปลงเรื่องราวไปเยอะ ในขณะที่งานที่เขาว่าซื่อตรงต่อต้นฉบับแบบมินิซีรีย์ It ผมก็ไม่ค่อยชอบเท่าไร เลยสรุปว่าตัวเองคงไม่ตรงกับแนวทางเขาจริงๆ จนมาถึงเรื่อง The Mist นี่แหละที่ใกล้เคียงกับงานส่วนใหญ่ของคิงที่สุด และผมชอบ (แต่จะว่าไปที่ทำให้ความชอบพุ่งปี๊ดขึ้นมา ก็คือฉากจบที่เขาว่ามันแตกต่างจากหนังสือ(ยังไงหว่า)) ส่วนหนังเรื่องอื่นๆของคิงที่ผมชอบคือ Stand by Me, Misery, The Shawshank Redemption, Doroles Claiborne, Apt Pupil และ The Green Mile

The Mist ทำให้ผมนึกถึงหนังอีก 2 เรื่องคือ Cloverfield และ Contact ในขณะเดียวกัน ก็มองเห็นจุดร่วมของเรื่องนี้ กับงานของแฟงค์ ดาราบอนต์ เรื่องอื่นๆที่ดัดแปลงจากงานของคิง

ในส่วนของ Cloverfield คือการจำกัดมุมมองของคนดูให้เท่ากับการรับรู้ของตัวละครในเรื่อง (ถ้า The mist เอากล้องมือถือถ่ายแทนมุมมองตัวละครสักตัวในเรื่อง ก็อาจจะเล่าเรื่องได้ครบถ้วนยังได้เลย) ในขณะที่ลูกเล่น การปิดบัง การเปิดเผยเกี่ยวกับสัตว์ประหลาด ก็ออกมาในลักษณะใกล้เคียงกัน และที่สร้างความพึงพอใจมากๆ คือหนังทั้งสองเรื่องบอกคนดูตรงๆว่าจะขายอะไร แต่ไม่ให้เห็นสิ่งที่จะขายมากเกินไป แต่คนดูก็จะได้เห็นตามที่คาดหวังจริงๆเมื่อเข้าไปดูหนัง และยังมากไปกว่านั้นเมื่อสามารถสอดแทรก มีบทดราม่า และบอกเล่าประเด็นลึกซึ้งอย่างแนบเนียน

กับ Contact แล้ว The Mist คือหนังที่พูดถึงการปะทะกันของความแตกต่างในความเชื่อ ความศรัทธา และพระเจ้าได้อย่างรุนแรงไม่แพ้กัน โดยแอบบแฝงมาในหนังดราม่าวิทยาศาสตร์แบบ Contact หรือดราม่าสัตว์ประหลาดแบบ The Mist ซึ่งหนังที่พูดถึงความขัดแย้ง ความศรัทธา แต่ออกมาดูสนุก และไม่รู้สึกถูกยัดเยียดนี่ ออกมาสุดยอดเสมอครับ

ส่วนงานก่อนๆของแฟงค์ ดาราบอนต์ นอกเหนือจากการเป็นนักเล่าเรืองที่เก่งกาจ (จากพื้นฐานนักเขียนบท) ผู้กำกับที่ดึงศักยภาพของนักแสดงดีมาก โดยเฉพาะในลักษณะการแสดงเป็นกลุ่ม (แต่ก็จะมีนักแสดงบางคนโดดเด่นออกมา สำหรับเรื่องนี้คือมาร์เซีย เกย์ ฮาร์เดน) ดาราบอนต์ยังพูดถึงความเชื่อในงานของเขามาโดยตลอด จะแตกต่างกัน ก็คืองานก่อนๆความเชื่อเขาจุดประกายให้คนดูได้รู้ถึงความหวัง แต่กับ The Mist ความเชื่อนี้ กลับไม่เหลือความหวังใดๆให้คนดู

######สปอยด์ฉากจบ#######

ฉากจบ The Mist เป็นอะไรที่แรง และโดนมากๆในขณะเดียวกันก็ทำลายความหวังคนดูให้สูญสิ้น (ซึ่งต่อเนื่องตลอดตั้งแต่รถค่อยๆเคลื่อนที่ช้าๆฝ่าหมอก และดนตรีที่ดูคล้ายๆเพลงสวด แต่เข้ากับอารมณ์หนังสุดๆ ไล่มาจนจบ) ยังดีที่เขายังยั้งมือ ไม่ให้เห็นศพคนบนรถชัดๆ โดยเฉพาะเด็ก ตอนดูถึงตอนพวกพระเอกขับรถออกไป ผมก็เดาตอนจบเอาไว้ระดับหนึ่ง ว่าสุดท้ายพระเอกจะรอดคนเดียว แต่พออีกนิดเดียว ก็จะถึงตรงที่ไม่มีหมอก ไม่มีสัตว์ประหลาด แม้ว่าจะเดาถูกนิดๆ แต่ดาราบอนต์ก็ใจร้ายกว่านั้นทำเอาเหวอไปเลย แล้วจังหวะการกำกับดีมากๆ ค่อยๆปล่อยภาพช็อคคนดูแบบมีก๊อกสอง ก๊อกสาม และยิ่งเห็นมากขึ้นยิ่งหดหู่ (ทั้งที่เห็นคนรอดตายมาก น่าจะยิ่งรู้สึกดี ซึ่งต้องยกความดีความชอบให้ผู้กำกับ ที่ทำให้เราอยู่ในอารมณ์พระเอกขณะนั้นได้) และจังหวะอีกฉากที่ดีมากๆคือฉากยิงป้ามาร์เซีย แบบถ้านัดเดียวจอด มันก็ไม่ได้อารมณ์ขนาดนี้ ถือว่าเอาคนดูอยู่หมัด ตบมือให้ดังๆครับ


โดย: wu IP: 125.26.138.59 วันที่: 2 มีนาคม 2551 เวลา:2:00:54 น.  

 
วันนี้ไปลงชื่อถอดถอนคนบางคนมา

ตอนเลือกตั้งเขาบอกว่าคนที่ไม่ไปเลือกจะเสียสิทธิบางอย่าง ซึ่งเราก็มองว่ามันไกลตัวมากๆ และคงไม่ได้ใช้สิทธินั้นหรอก ปรากฏว่าได้ใช้จนได้

ใครที่รู้ว่าตัวเองมีสิทธิที่จะถอดถอน และคิดว่าสมควรที่จะทำ ขอเชิญร่วมด้วยช่วยกัน เพื่อสังคมไทยครับ


โดย: wu IP: 125.26.146.40 วันที่: 6 มีนาคม 2551 เวลา:23:15:19 น.  

 
เชยมากๆ เพิ่งได้ดู Prison Break ซีซันแรกจบทั้งที่ซีรีย์เขาออกจะฮ็อตฮิตปานนั้น จุดเด่นของเรื่องจริงๆคือเนื้อเรื่องที่น่าจะเป็นหนังโรง หรือมินิซีรีย์มากกว่าจะสามารถสร้างเป็นซีรีย์ให้ดูต่อเนื่องได้ถึง 22 ตอนในซีซันแรก และยังมีซีซันต่อๆไปอีก โดยผู้สร้างใช้กลยุทธเดินหน้าสองก้าว ถอยหลัง 1 ก้าว ทำให้เรื่องมันยืดยาวออกไปได้เรื่อยๆ ในขณะเดียวกัน ก็มีความคืบหน้าของเรื่องราว แม้ว่าบางครั้งจะขัดใจนิดหน่อยประสาวัยรุ่นใจร้อนที่อยากจะรวบรัดให้มันเห็นดำเห็นแดงไปเลย ว่าจบยังไง แต่จนแล้วจนรอด จบซีซันก็ยังฟันธงไม่ได้อยู่ดี นี่แหละเสน่ห์ซีรีย์

อ้อ แล้วชอบการแสดงของทีมนักแสดงในเรื่องมากๆ ความจริงถ้าอยากดูฝีมือนักแสดงนี่ หาดูจากซีรีย์ได้มากกว่าหนังโรงเสียอีก เพราะมันให้เวลากับการสร้างคาแรกเตอร์ และการเปิดเผยแง่มุมทั้งด้านบวกและลบของตัวละคร ไปจนถึงการแสดงเป็นทีม แบบมักจะออกมาดียกเซต สำหรับ Prison Break คนที่ขโมยซีนจริงๆคือทีแบ็ค แบบเกลียดหน้ามันมาก แต่ถ้าดูการแสดงขอบอกว่าเจ๋งสุดๆ

อ้อ พูดถึงซีรีย์ วันก่อนดูละครนางสาวผ้าขี้ริ้ว อ้าว นี่มัน Ugly Betty เวอร์ชั่นไทยๆนี่หว่า ถึงแม้ว่าจะตลกดี มีมุขขำๆ นักแสดงเล่นดี แต่พอมานึกถึง Ugly Betty จะบอกว่านางสาวผ้าขี้ริ้วดีก็ได้ไม่เต็มปาก แล้วบังเอิญไปเจอกระทู้ในพันทิป บอกว่าคนเขียนบทต้องนึกถึงหน้านุ่นตอนเขียนบทแน่ๆเลย เพราะบทเหมาะเจาะกับตัวนุ่นมาก แล้วมีคนเข้ามาอวยกันมากมาย เลยยอมเสี่ยงตายตอบไปว่าคงนึกถึงหน้าอเมริกา เฟอร์เรร่ามากกว่าตอนเขียนบท แต่ปรากฏว่าไม่ตาย เพราะท่าทางคนตอบกระทู้นั่น ไม่มีใครรู้เลยว่าอเมริกา เฟอร์เรร่าเป็รใคร หุหุ


โดย: wu IP: 125.26.138.233 วันที่: 16 มีนาคม 2551 เวลา:17:29:45 น.  

 
ไปดูหนังมาสองเรื่องครับ ความจริงตั้งใจจะดูปิดเทอมใหญ่หัวใจว้าวุ่นเรื่องเดียว ปรากฏว่ารอบที่ใกล้ที่สุดเต็ม และรอบถัดไป อีกกว่า 2 ชั่วโมงก็เกือบเต็มแล้ว ซึ่งความจริงก็ดีใจที่หนังไทยมีคนดูเยอะขนาดนี้ แต่ก็ต้องตีตั๋วดู Shutter ค่นเวลาไปพลางๆ

Shutter

พอดีเวอร์ชั่นต้นฉบับได้ดูจากดีวีดีครับ เวอร์ชั่นรีเมคนี่เลยกลายเป็นในโรงเวอร์ชั่นแรกของผม แต่มาดูโปรดักชั่นแล้ว ประมาณหนังฝรั่งเกรดบี ซึ่งจะว่าไปแล้ว โปรดักชั่นไทยต้นฉบับยังดูดีกว่าด้วยซ้ำ

ในแง่ของการดัดแปลง หนังฝรั่งดูง่าย ความซับซ้อนน้อยกว่าของไทย แต่ความสยอง หรือเล่นกับความหลอน ของไทยเหนือกว่าเยอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อหนังดัดแปลงให้พระเอกนางเอกเป็นคนดีมากขึ้น ทำให้หนังดูไม่ dark ไม่ดูลึกลับ สับสนเหมือนหนังไทย (ที่ชัดๆ นางเอกตัดสินใจแจ้งตำรวจทันทีหลังรถชน แต่ของไทยการลังเลตรงนี้ ก็หลอกคนดูให้ไขว้เขวไปได้เกือบครึ่งเรื่องไม่ให้เห็นแรงบันดาลใจของผี) และทำให้ชะตากรรมของผีดูไม่หดหู่ หรือรู้สึกสาสมกับผลที่ตัวเอกของเรื่องได้รับเมื่อเทียบกับหนังไทย ส่วนข้อดีของการดัดแปลง คือการลดความโฉ่งฉ่าง และฉากไล่ล่า หลอกหลอนหลายๆฉากได้มากพอควร

ปล. รำคาญูคู่ที่นั่งข้างๆผมมากๆ เริ่มจากฝ่ายชายพยายามโชว์พาวให้ผู้หญิงดู เฮ้ย มันทำเหมือนหนังไทยเลย เนื้อเรื่องคล้ายชัตเตอร์เลย (ถามหน่อยเถอะ ใครยังไม่รู้ว่ามันเรื่องเดียวกัน) น้ำหนักพระเอกจะเกินนะ เดี๋ยวจะเจอรูปผีอยู่บนคอนะ พร้อมกับสรุปเป็นระยะๆ มันลอกหนังไทยแน่เลย ฝ่ายหญิงก็ท่าทางจะไม่รู้อะไรเลย รับฟังเออออได้ตลอด แถมช่วงที่หนังมันพูดญี่ปุ่น ก็ยังหันมาบ่นกับแฟนเธอ ทำไมเขาไม่พากษ์ไทยล่ะ อีกต่างหาก

ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น

ต้องอาศัยความกล้าเป็นอย่างมากที่ต้องแอ๊บแบ๊ว ตีตั๋วเข้าไปนั่งปะปนกับเด็กๆในโรง (และสายตาเด็กที่มองมาแปลกๆ ลุงมาทำอะไรเนี่ย) แล้วก็ต้องมาทนเสียงกรี๊ดอีก ทั้งที่ตัวละครในเรื่องยังไม่ทำอะไร แค่โผล่หน้ามาแค่นั้น

หนังเล่าเรื่องรักในช่วงปิดเทอมของหนุ่มสาวต่างวัย 4 เรื่องราวไปพร้อมๆกัน โดยเกี่ยวพันหลวมๆแค่พวกเขาเคยดูหนังเรื่องเดียวกัน และบางคนชอบไปเที่ยวที่เดียวกันเท่านั้น ปัญหาคือการยำสี่เรื่องยังไม่กลมกล่อมเท่าที่ควร ทุกเรื่องมีฉากดีๆ น่ารักๆ หรือฉากขายมากมาย แต่พอรวมกันเหมือนกับบางเรื่องถูกลืมและละเลยเป็นช่วงๆ แล้วอยู่ๆก็กลับมา และเมื่อถึงจุดสุดท้าย ก็ยังไม่มีเรื่องไหนที่โดนใจจริงๆ

ในด้านการแสดง ส่วนใหญ่นักแสดงก็กลมกลืนกับบทไปเรื่อยๆ ในบทที่ไม่ได้เรียกร้องทักษะการแสดงมากมาย แต่ที่โดดเด่นออกมาเลยคือโฟกัส กับการแสดงที่เป็นธรรมชาติ มีน้ำหนัก มีอารมณ์ มีชีวิต ส่วนคนที่ด้อยที่สุดคือไมเคิลที่ดูไม่เป็นธรรมชาติที่สุด และเมื่อต้องมาคู่กับน้องแน๊ค ขอบอกว่าไม่คู่ควรเลย ทั้งที่สองบทนี้นักแสดงต้องไม่ด้อยกว่ากัน (ความจริงประมาทน้องแน็คไว้เยอะ เพราะจากการสัมภาษณ์ ลักษณะการพูด และหน้าตาที่โทรมลงเร็วเกินคาด เลยคิดว่าบทนี้เป็นจุดอ่อนของหนังแน่ แต่ปรากฏว่าดูลื่นไหล มีเสน่ห์บนจอมากเกินคาด และไม่มีอะไรขัดเลย) ส่วนน้องอ้อย ไม่มีอะไรเสียหาย แต่ความจำเป็นที่บทนี้ต้องเป็นน้องอ้อยเท่านั้น ก็ไม่เท่าไร ส่วนนักแสดงที่ขโมยซีนจริงๆคือโอปอล์ ออกมาแค่ไม่กี่ช็อต ไม่มีบทพูด แต่ขโมยซีนมาได้ทุกวินาทีที่ปรากฏตัว

ในแง่การกำกับที่นอกจากความไม่กลมกล่อม น่าเสียดายที่การถ่ายทอดบรรยากาศยังไม่สม่ำเสมอ ฉากในผับ หรือฉาก Full moon ทำได้ดี แต่ฉากแบบบรรยากาศปิดเทอม รับน้อง สงกรานต์ กลับยังขาดๆไปมาก (เช่นรถไฟช่วงก่อนสงกรานต์มันวุ่นวายขนาดไหน แต่ในหนังไม่มีอะไรเลย)รวมทั้งฉากขายบางฉากที่ดูจงใจ ปรุงแต่งมากๆ (โดยเฉพาะในตอนของโจ้และซี)

อ้อ ถึงเรื่องนี้จะมีเด็กม.ต้นไปดูค่อนข้างเยอะ แต่เนื้อหาไม่ค่อยเหมาะกับเด็กม.ต้นเท่าไรนะครับ ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมตัวละครในเรื่องหลายๆตัว ภาษาที่ใช้บางครั้ง ถ้าผมเป็นคนจัดเรต ผมให้เรต 18 ครับ



โดย: wu IP: 125.26.138.9 วันที่: 20 มีนาคม 2551 เวลา:23:55:28 น.  

 
วันนี้ไปดูหนังมา 2 เรื่องครับ Dreamteam ฮีโร่ฟันน้ำนม กับ Vantage Point

สำหรับ Dreamteam เป็นหนังเรียว กิตติกรที่หน้าหนังดูน่าสนใจน้อยที่สุดเลยครับ (ปกติเขาเป็นคนที่ปั้นหน้าหนังได้น่าดูมาโดยตลอด) แต่เสียงคนพูดถึงในทางบวกมากๆ เลย อ่ะ ไปดูก็ได้ แต่สุดท้ายก็ยังจัดว่าผิดหวัง

ข้อดีของหนังคือเด็กๆน่ารัก และหนังก็ใสๆ ดูได้ทุกเพศทุกวัย (ซึ่งหายากมากในหนังไทยทั้งหลาย) เลยทำให้หนังเรื่องนี้น่าจะหาคนเกลียดได้น้อย แต่โดยตัวหนังเอง เหมือนกับงานคั่นเวลามากกว่า ไม่ว่าจะเป็นบท การถ่ายทำ การตัดต่อ ซึ่งเห็นร่องรอยการเผา การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และความไม่ราบรื่นตลอดเรื่อง หลายๆประเด็นที่ปูไว้ ก็ไม่ตามเก็บ หรืออยู่ๆก็พูดถึงอะไรบางอย่าง โดยไม่มีการปูพื้นมาก่อน แม้แต่การตัดสินใจอะไรสักอย่างของตัวละครในเรื่องก็ไม่สามารถทำให้คนเชื่อถือได้

เอกลักษณ์ของเรียวนอกจากหน้าหนัง คือการเขียนบทที่ใช้ตัวละครมากมายมาเป็นตัวแทนคนกลุ่มต่างๆในสังคม เรื่องนี้ก็ยังมี แต่อีกส่วนหนึ่งคือสไตล์ของหนัง ซึ่งเรื่องนี้ก็เห็นความตั้งใจว่าจะทำออกในแนวกึ่งสารคดี แต่ก็ทำได้แค่บางฉากเท่านั้น ดูไปดูมาเลยรู้สึกสไตล์หนังเรื่องนี้ของเรียวจะน้อยกว่าเรื่องอื่นๆอย่างชัดเจน (ลองเทียบหนังเรื่องนี้ กับหนังเลียนแบบสารคดีอย่าง Best in Show เห็นความแตกต่างไหมครับ)

ส่วน Vantage Point นี่คือหนังตลาดของปีที่สร้างความพึงพอใจให้ผมได้ไม่แพ้ Cloverfield และ The mist แถมทั้งหมด ยังเป็นหนังที่เล่นกับมุมมองจำกัดเหมือนกันด้วย แต่ Vantage Point เล่นกับมุมมองจำกัดเพื่อค่อยๆเปิดเผยเรื่องราวให้คนรับรู้ โดยผ่านการเล่าเรื่องซ้ำๆ จากมุมมองของคนภายนอก เข้าไปเป็นคนที่อยู่ใกล้ชิดเหตุการณ์มากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเป็นมุมมองของคนอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ในท้ายที่สุด เนื้อหาหลักหนังพูดถึงการหลอกลวง ซึ่งเข้ากับสไตล์หนังพอดี ตัวละครในเรื่องล้วนแต่ถูกหลอกเพื่อให้ทำอะไรบางอย่าง ประชาชนในเเร่องก็โดนหลอกให้เชื่อในบางเหตุการณ์ หรือแม้แต่คนดูก็โดนหลอกเป็นพักๆ จากการที่หนังค่อยๆเผยมุมมองมาให้เห็นมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม นอกจากฉากไล่ล่าสุดมันส์ อดเสียดายไม่ได้ที่มุมมองสุดท้าย เป็นมุมมองจากกลุ่มตัวละครหลายๆตัว (ในขณะมุมมองอื่นๆจะมีตัวหลักตัวเดียว) ทั้งๆที่หนังน่าจะเล่นแบบมุมมองเดียวให้สุดๆไปเลย และที่น่าเสียดายอีกนิดคือเรื่อง timing ที่เหตุการณ์ต่างมุมมองกัน แต่เวลาที่ใช้เมื่อเทียบเหตุการณ์กันแล้วยังขาดๆเกินๆอยู่บ้าง อย่างไรก็ตาม เมื่อดูในภาพรวม การตัดต่อ การกำกับ การแสดง บท ฉากแอ็กชั่น การหักมุม หนังเรื่องนี้ให้ครบจริงๆ

ปล. เสียดายอีกนิดนึงที่หมอแจ็คไม่ค่อยมีอะไรให้เล่นเลย ส่วนเดนนิส เควดเป็นการกลับมาที่สุดยอดครับ



โดย: wu IP: 125.26.147.141 วันที่: 6 เมษายน 2551 เวลา:22:03:16 น.  

 
แวะมาทักทายเจ้าค่ะ..

Vantage Point.. นี่ ช่วงก่อน 10 นาทีสุดท้าย หนูจูก็ว่า หนังก็โอเคดีอยู่นะคะ

พอมาตอนท้ายเรื่องนี่สิ.. ที่อีนังหนู้น้อย วิ่งไปหาแม่..

จุดนี้ ดูจงใจ "ให้เกิดเหตุการณ์ขึ้น" มากเกินไป.. จนเราหมดอารมณ์ลุ้นไปกับหนังเลย.. ในทางตรงกันข้าม.. มันให้เกิด ความน่ารำคาญใจอย่างมาก..

ร้ายไปกว่านั้น ไอ้จุดบอดของหนังจุดนี้.. มันยังได้ตัด ความสัมพันธ์ของหนูจูกับเด็กน้อยคนนั้นไปเลย.. จากที่ลุ้นๆอยู่ว่า ขอให้รอดๆ.. กลายมาเป็น ขอให้โดนรถชนตายๆ..

กลายเป็นว่า หนูจู เป็นคนไม่รักเด็ก จิตใจอกุศลไปเลย..

หนูจู เลยเกลียดจุดนี้ของหนังมาก.. ที่ไปเผยด้านมือของหนูจูออกมา

ยังไม่พอ.. แทนที่เพิ่มอะไรหน่อย กลับจบซะตรงนั้นเลย.. ประมาณว่า จบๆไปได้แล้ว ตรู (คนเขียนบท) คิดอะไรไม่ออกแล้ว..

(*SPOILER*

แหกทางโค้ง รถคว่ำ.. ผู้ร้ายตาย.. จบ.. เย้

***END OF SPOILER**)

หนูจูก็เลยแบบ..ว้า.. แค่นี้เองเหยอ..

แต่กระนั้น ก็ต้องยอมรับว่า ช่วงๆแรก ด้วยไอเดียที่น่าสนใจ และการเดินเรื่องที่ฉับไว หนังออกมาน่าสนใจ น่าตามติดสถานการณ์อย่างมาก ฉากไล่ล่า ก็มันส์ได้ระดับหนึ่ง..

แต่หนังจะดี ต้องดีได้รอดตลอดฝั่ง.. ถ้าไอเดียเก๋ๆ ฝีไม้ลายมืออย่างมีกึ๋น จะมาหยุดลงกลางคัน..

หนูจูก็ให้ได้แค่ C+ ค่ะ


โดย: จูริง วันที่: 11 เมษายน 2551 เวลา:20:07:53 น.  

 
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...


โดย: จูริง วันที่: 12 เมษายน 2551 เวลา:10:44:30 น.  

 
กลับมาจากสงกรานต์ มีหนังค้างในสต็อกที่ได้ดูไปทั้งหมด 6 เรื่อง ไม่มีเวลาเขียนเลย เดี๋ยวจะค่อยทยอยเขียน

สวัสดีครับ คุณจูริง ก่อนเข้าบล็อกมา เพิ่งไปตอบกระทู้ประลองหนังซัมเมอร์คุณจูริงอยู่เลย

Vantage Point ตกม้าตายตอนจบไหม ว่าอย่างนั้นก็ได้ครับ แต่ปกติผมเป็นคนสนใจด้านเทคนิคการเล่าเรื่องและนำเสนอมากกว่า story เลยแกล้งๆมองไม่เห็นจุดอ่อนซะ ซึ่งความจริงมีหลายเรื่องมากครับ ที่เทคนิคเล่าเรื่องดี แต่มาตายตอนจบ และผมก็ยังให้อภัย ที่นึกออกคือ Snake Eye ที่แบบเรื่องอ่อนมาก แต่ Who care? ในเมื่อการเล่าเรื่องเจ๋งอย่างนั้น

ปัญหาการจบ และสรุปให้ได้ใจคนดูนี่ ผมว่าเป็นเรื่องที่ยากต้นๆของการทำหนังเลย และมีหนังไม่กี่เรื่องที่จบแบบลงตัวทุกอย่าง (เรื่องล่าสุดคือ Atonement ที่เลือกฉากจบได้ดี) แต่ส่วนใหญ่ก็ออกแนวปาหมอน หรือสรุปง่ายเกินไปซะทุกครั้ง แม้แต่ตัวผมเอง เวลาคิดพล็อตหนังเล่นๆ ก็มาตายตอนจบทุกที กับการพยายามให้ตอนจบมันลงตัว และจบได้ หรือแม้แต่การเขียนบล็อก บางครั้งก็รู้สึกว่าเราคิดรูปแบบการนำเสนอได้ระดับหนึ่ง แต่พอถึงตอนสรุป ก็ไม่รู้จะสรุปยังไงให้โดน ให้ลงตัวเสียที

อย่าง reply นี้ จะจบยังไงดีเนี่ย


โดย: wu IP: 202.12.97.117 วันที่: 17 เมษายน 2551 เวลา:17:42:09 น.  

 
ก่อนสงกรานต์ดูหนังไทยไป 2 เรื่องครับ ลองของ2 และอรหันต์ซัมเมอร์

ลองของ 2

ความตั้งใจแต่แรกนี่คือหนังที่จะบอกผ่านครับ เพราะส่วนตัวไม่ชอบหนังที่ขายแหวะ สะอิดสะเอียน แม้ว่าเสียงวิจารณ์จะดูดีก็ตาม แต่เหมือนฟ้าเป็นใจ อยู่ๆเคเบิลก็เอาลองของภาคแรกมาฉาย ซึ่งถึงแม้จะรู้เรื่องราวคร่าวๆและจุดหักมุมแล้ว (จากการอ่านกระทู้ เพราะคิดว่าไม่ดูแน่ๆ) แต่หนังก็ยังดึงความสนใจได้ตลอดเรื่อง เล่าเรื่องได้ราบลื่น การลำดับเนื้อหา และค่อยๆเผยเรื่องราวในหนังก็ยอดเยี่ยม แถมยังไม่สะอิดสะเอียนเท่าที่คิดอีกต่างหาก เอาน่า วันต่อมาเลยตัดสินใจตีตั๋วดูภาคสองซะเลย

ปรากฏว่า ใครว่า solf กว่าภาคแรก ทั้งเลือด ทั้งเนื้อ ทั้งฉากทรมาน ทั้งการเล่นกับอวัยวะต่างๆ สัคว์เลื้อยคลาน อี๋ (เพิ่งมาตระหนักว่าภาคแรกเราดูในทีวี เลยไม่สะอิดสะเอียนเท่าไร) แต่พอมาดูที่การเล่าเรื่อง ภาคนี้ก็ยังเล่าเรื่องได้ราบลื่นไม่แพ้ภาคแรก การย้อนกลับไปมา ก็ไม่งง และจุดดีมากๆ คือนักแสดงที่เล่นดีแบบยกทีม โดยมีมะหมี่เป็นผู้นำ ซึ่งบทที่ได้หลากหลายมีอะไรให้เล่นมากกว่าภาคแรกเสียอีก ถึงแม้ว่าหนังจะยังไม่สมบรูณ์นัก โดยเฉพาะในส่วนของบท ที่ถึงแม้จะมีกึ๋น ฉลาด และเชื่อมโยงกับภาคแรกได้ดี แต่อารมณ์มันยังไม่ถึงเท่าไร โดยเฉพาะสถานการณ์ในหนังที่แบ่งชัดเจนระหว่างผู้กระทำ และผู้ถูกกระทำ ไม่มีการพลิกผัน หรือแม้แต่ลุ้น เอาใจช่วย แถมบางครั้งยังรู้สึกผู้ถูกกระทำก็สมควรแล้ว

แต่จุดที่ชอบในบทมากๆ คือการพลิกผันชะตากรรมของครูพนอที่พลิกไปจากภาคแรก ทั้งที่ภาคแรกก็พลิกแล้ว กล่าวคือในภาคแรก เริ่มต้นเหมือนเธอเป็นบทสาวร้าย แต่ไปตอนจบ จะรู้ว่าเธอคือเหยื่อ แต่ในภาคสอง เริ่มต้นจากการเป็นเหยื่อ (อารมณ์ต่อเนื่องจากภาคแรก) ไปจนการกลายเป็นตัวร้าย (คาแรกเตอร์ส่งต่อไปภาคแรกได้) และพอมาถึงบทตบส่งท้าย กลายมาเป็นอีกอารมณ์ ไม่รู้จะสงสาร หรือสมน้ำหน้าดี แถมอารมณ์นี้ยังคลุมไปถึงเมื่อนึกถึงเรื่องราวในภาคแรกด้วย

ปล. ขอไว้อาลัยคุณพิเศษ สังข์สุวรรณที่เสียชีวิตก่อนถ่ายทำ เลยต้องเปลี่ยนตัวแสดง ตรงนี้ก็เป็นอะไรที่ขัดๆนิดๆ แต่ก็ไม่เสียหายมาก

อรหันต์ซัมเมอร์

นี่คือหนังไทยที่มีจุดเริ่มต้น จุดสิ้นสุด และเงื่อนไขที่จะพัฒนาจากจุดเริ่มต้นไปยังจุดสิ้นสุดดีที่สุดในบรรดาหนังไทยที่ดูมาในปีนี้เลยครับ ทำให้เสียดายมากๆ ว่าระหว่างทางหนังใส่อะไรมาก็ไม่รู้ ทั้งเลอะเทอะ สะเปะสะปะ และก็ไม่ได้รองรับสาระที่หนังต้องการนำเสนอเลย ทำให้กลายเป็นหนังที่เสียของประจำปีนี้ (ซึ่งตำแหน่งนี้ของปีที่แล้วคือ The One)

หนังเริ่มต้นจากการมาพบกันของสองมิตรเก่า ที่คนนึงอยู่ในเพศฆราวาส และอีกคนเป็นพระสงค์ ซึ่งการได้นั่งคุยกันช่วงสั้นๆ ถึงช่วงเวลาที่เคยบวชเรียนมาด้วยกัน และความพลิกผันของชีวิต ก่อนที่จะแยกจากกัน และทำให้คนๆหนึ่งได้คิดว่าจะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไรดี (โดยหนังทิ้งฉากจบแบบปลายเปิดกำลังดี) โดยหนังมีเงื่อนไขที่ต้องนำเสนอในช่วงย้อนอดีตคือ มิตรภาพ การค้นพบตัวเอง การเสียสละ การเข้าถึงหลักธรรม และการได้ทำอะไรเพื่อผู้อื่น ความประทับใจ รวมไปถึงประสบการณ์การบวชภาคฤดูร้อน และอารมณ์ขัน น่ารักๆ โอ้ แค่นี้หนังมีอะไรดีๆให้เล่นได้เยอะแยะเลย แต่ปรากฏว่าสิ่งที่หนังเลือกมาเล่น มีตั้งแต่ ผี หนังกำลังภายใน การหาคัมภีร์ลับ โจร การไขปริศนาแบบอิ๊กคิวซัง(ซึ่งทุกอย่างออกไปในทางปัญญาอ่อนมากกว่าประทับใจ) พอเห็นหนังนำเสนอประเด็นแต่ละอย่าง แทบร้องไห้ อ้อ ยกเว้นประเด็นไซอิ๋วที่ใส่มาพอดี และนำไปสู่ฉากจบได้ดี อันนี้ ใช้ได้

สิ่งที่ต้องชมสำหรับหนังเรื่องนี้คือการถ่ายภาพ ที่สวย และนุ่มนวลมากๆ การวางมุมกล้อง องค์ประกอบภาพ ก็กำลังพอดี และก็น้องโจรปล้นใจ ที่ขโมยซีนได้เด็ดขาดจริงๆ แม้ว่าบทน้องเขาจะเป็นส่วนเกินของหนัง (เช่นเดียวกับอีกหลายๆส่วนเกิน)ก็ตาม


โดย: wu IP: 125.26.145.91 วันที่: 20 เมษายน 2551 เวลา:23:46:08 น.  

 
มีหนังค้างในสต็อก 6 เรื่องที่ยังไม่เขียนถึง

The Kite Runner
Once
My Blueberry Night
แสงศตวรรษ(ฉบับเซนเซอร์)
Tokyo tower, Okan to Boku to, tokitoki Oton
Horton hears a Who
สี่แพร่ง

ยังไม่มีเวลเขียนถึงเลย จะรีบทะยอยเขียนเร็วๆ


โดย: wu IP: 125.26.142.95 วันที่: 12 พฤษภาคม 2551 เวลา:0:18:20 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

I'm wu
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add I'm wu's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.