<
Group Blog
 
 
ตุลาคม 2549
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
18 ตุลาคม 2549
 
All Blogs
 
ครอบครัว

ครั้งสุดท้ายที่ฉันได้กินข้าวพร้อมกัน พ่อ แม่ ลูก เกิดขึ้นเมื่อไหร่ ฉันจำไม่ได้แล้ว อาจจะเป็นวันที่ฉันได้รับปริญญาซึ่งนั่นมันก้ผ่านมาเกือบ 5 ปีแล้ว

พ่อมีครอบครัวใหม่ แม่เองก็เช่นกัน แต่พ่อกับแม่คะ ยังไง พ่อกับแม่ก้ยังเป็นครอบครัวของหญิงเสมอ หลายครั้งที่ฉันอยากพูดกับพวกเขาแบบนี้

พ่อมีความสุขดีไหม สุขมากกว่าที่ได้อยู่กับครอบครัวของเราหรือเปล่า พ่อคงมีความสุขมากกว่า ไม่ใช่นั้นพ่อกับแม่คงไม่เลิกกัน ในช่วงที่ฉันกำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยพอดี

แม่คะ ฉันรู้ว่าแม่ไม่ค่อยมีความสุขกับครอบครัวใหม่ของแม่เท่าไหร่นัก แต่ฉันก็ทำอะไรไม่ได้นอกจาก อยู่เงียบๆและเฝ้ามองแม่เพียงห่างๆเท่านั้น แม่ตัดสินใจเลือกเขาแล้วก็ต้องรักษาครอบครัวใหม่ต่อไป

เรื่องสั้น หลายเรื่องที่ฉันเขียน มักแผงความรู้สึกของการได้ใช้ชีวิตกับครอบครัวเอาไว้ ฉันเสียดายนะ เพราะฉันได้ใช้คำนั้นน้อยมาก ครอบครัวของฉัน หลายครั้งที่ฉันเห็นใครอยู่ด้วยกันพร้อมหน้า พ่อ แม่ ลูก ฉันต้องน้ำตาซึม และเดินออกมาร้องไห้เงียบ ด้วยคิดถึงครอบครัวของฉันเอง

คุณเคยอ่านเรื่องสั้นของฉันไหม จากเรื่อง ประตูหัวใจและจดหมายจากไปรษรีย์ ลองมาอ่านดูนะ เพียงแค่ส่วนหนึ่งของความรู้สึกของฉันเท่านั้นเอง

วันนี้เป็นวันเกิดของฉัน…วันเกิดที่มีแต่ความเงียบเชียบ…เหมือนกับทุกๆวันที่เคยเงียบ เหลือบสายตามองกล่องขนมเค้กที่ถืออยู่ในมือ…งานฉลองเดียวดาย

ฉันเดินกลับมาถึงหน้าบ้าน ด้วยความรู้สึกหดหู่ เหมือนคนอยากจะร้องไห้แต่น้ำตาไม่มีจะไหล

ทุกวันนี้ ฉันเองก็รู้สึกว่าตัวเองมีชีวิตเหมือนกับหุ่นยนต์ ฉันอยู่อย่างความรู้สึกที่เย็นชาต่อความรักยิ่งฉันเป็นนักวางแผนงานแต่งงาน ต้องพบเจอกับคู่รักที่จะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมามากมาย หลายครั้งที่ฉันเพ่งมองไปที่แววตายามมีรักของพวกเขา เขาจะแน่ใจได้อย่างไรว่าความรักมีอยู่จริง

ฉันเป็นคนไม่ศรัทธาในชีวิตแต่งงาน เป็นคนไม่ศรัทธาในรักแท้ ฉันไม่เชื่อว่ารักแท้มีอยู่จริงนั่นเป็นเพราะว่าชีวิตคู่ต้นแบบที่ฉันเห็นนั้นไม่สมหวัง

พ่อกับแม่ฉันเลิกกันตอนฉันเริ่มเรียนรู้การมีรัก ซึ่งฉันก็เห็นว่าดีกว่าการที่จะทนอยู่ด้วยกัน เมื่อต่างไม่รักกันแล้ว

พ่อฉันแต่งงานใหม่กับผู้หญิงที่ฉันไม่รู้จักและไม่เคยเห็นหน้า พ่อพยายามปกปิดบ่ายเบี่ยงทุกครั้งที่ฉันถามถึง

ฉันเองอยากจะบอกกับพ่อว่า ฉันดีใจที่พ่อได้เจอคนที่พ่อรัก ฉันไม่โกรธพ่อหรอกที่พ่อจะมีชีวิตคู่ใหม่ที่สมบูรณ์

ส่วนแม่ฉันก็แต่งงานใหม่กับคนอเมริกันที่แม่บอกว่าแม่เจอเขาที่ร้านอาหารของเพื่อนแม่

ประตูรั้วไม้สีเขียวตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า สิ่งแรกที่ฉันทำทุกครั้งเมื่อมาถึงหน้าประตูรั้วมิใช่การเปิดประตู… แต่กลับจ้องมองดูกล่องจดหมายสีแดงเข้ม ซึ่งแขวนไว้หน้าประตูไม้สีเขียวนี้

ฉันเปิดตู้จดหมายสีแดงเข้มจะมีใครบ้างไหมที่นึกถึงฉัน…บางทีอาจจะไม่มีใครจำได้ว่าวันนี้ เดือนนี้ เป็นวันคล้ายวันเกิดของฉัน

ในความเป็นจริงฉันเองก็ไม่ได้ให้ความสำคัญอะไรมากมายนักกับวันนี้

ตรงกันข้ามเมื่อวันนี้มาบรรจบครบรอบหนึ่งปี ฉันกลับรู้สึกท้อแท้และสิ้นหวัง…

น่าแปลกที่วันนี้ตู้จดหมายไม่ว่างเปล่า มีจดหมายส่งมาให้ฉันสี่ฉบับ…แค่เพียงเห็นลายมือปราดเดียวก็รู้ได้ทันทีว่ามีใครนึกถึงฉันบ้าง…

ฉันเป็นพวกไม่นิยมการเขียนจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การส่งจดหมายถึงกันผ่านอีเมลล์นั้นมันเร็วจริงแต่มันขาดสีสัน ขาดชีวิตและรสชาติ เหมือนการเดินไปกินข้าวตามร้านขายอาหารตามสั่ง ไวแต่ไม่อร่อย…

ฉันวางจดหมายกับกล่องขนมเค้กไว้บนโต๊ะเอนกประสงค์ประจำบ้าน

ปล่อยให้ความคิดถึงจากแดนไกลลอยละล่องอยู่ในห้องซะก่อน แล้วจึงเปิดประตูเดินเข้าไปในห้องนอน

เปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมตัวอาบน้ำ… ข่าวจากคนไกลไกล

หลังจากอาบน้ำเสร็จ จึงเดินกลับไปหาซองจดหมายที่วางนิ่งสนิทอยู่บนโต๊ะอีกครั้ง เมื่อหยิบซองจดหมายขึ้นมาดู …คิดถึงเจ้าของจดหมายเหลือเกิน

จดหมายสี่ฉบับมาจากต่างสถานที่ ต่างคน ต่างเวลา และแต่ละที่ ห่างไกลจากฉันเหลือเกิน

ฉันเลือกฉีกซองจดหมายฉบับหนึ่งที่บินมาไกลจากอเมริกา ภายในซองมีโปสการ์ดสีสวย รูปผืนหญ้าสีเขียวสดทอดไปไกลจนตัดกับริมขอบฟ้าสีฟ้าใสประปรายด้วนก้อนเมฆสีขาว เบากระจ่างตาคนที่รู้ว่าฉันชอบท้องฟ้า ไม่มีใครอีกแล้วนอกจากแม่…

ฉันเหลือบสายตามองรูปภาพที่แขวนไว้ข้างฝา
เด็กสาวผมยาวประบ่า คาดคะเนจากรูปร่างหน้าตาแล้วอายุของเธอนั้นไม่น่าจะเกินสิบเจ็ดปี
มองดูเผินๆเหมือนพี่สาวอุ้มเด็กทารกทั่วไป


เด็กสาวอุ้มเด็กผู้หญิงตัวน้อยไว้แนบอก ทะนุถนอมประหนึ่งเป็นของล้ำค่าที่สุดในชีวิต และเด็กผู้หญิงตัวน้อยนั้นก็กอดคอเธอ สายตาที่เด็กน้อยมองเธอนั้น เหมือนสายตาของลูกหมาที่ไม่ประสาต่อชีวิต
ผิดกับแววตาของเด็กสาวซึ่งมีแววตาผิดจากเด็กวัยเดียวกัน แววตาเธอกร้านชีวิต…

ฉันคิดถึงแม่

แม่จากฉันไปนาน จากไปตั้งแต่ฉันอายุสิบเจ็ด จากไปเพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ ครอบครัวใหม่ แรกเริ่มเดิมทีฉันโกรธแม่มากที่ทิ้งฉันกับพ่อ แล้วไปแสวงหาอนาคตที่ดีกว่า แม่วิ่งหนีอดีตของตัวเอง

ฉันแข็งข้อกับแม่ ต่อต้านในสิ่งที่แม่ทำ ในที่สุดฉันรู้สึกว่าเราต่างเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน

จนกระทั่งหนึ่งวันก่อนที่แม่จะเดินทาง

แม่เปิดประตูเข้ามาในห้องนอนฉัน แม่ดูเหมือนคนป่วยไร้เรี่ยวแรง แววตาอ่อนล้า ไม่เหมือนแววตาทุกครั้งที่ฉันเคยเห็น

แม่ทำให้ฉันรู้สึกผิด ผิดที่ทำให้ผู้หญิงที่ฉันรักมากที่สุดดูย่ำแย่เหมือนคนป่วยที่ไร้หมอมาดูแล รักษาเอาใจใส่

"แม่ขอโทษนะทราย" แม่กุมมือฉันไว้ มือแม่เย็นเฉียบ ฉันรู้สึกว่าปลายนิ้วของแม่นั้นสั่นไหวระริก

"แม่ไม่ต้องขอโทษทรายหรอกค่ะ แม่ไม่ได้ทำอะไรผิด" จริงๆแล้วฉันอยากจะพูดอะไรที่ดีกว่านี้ ถ้าไม่มีก้อนน้ำตามาจุกอยู่ที่ลำคอ

"…แม่ไม่ไปได้ไหมคะ" และแล้วฉันก็ถามคำถามที่มันแน่นอยู่ในอก เมื่อถามออกไปมันก็เหมือนกับเจ้าก้อนน้ำตาได้กระเด็นออกมาด้วย…

ฉันถามแม่ไปอย่างนั้นเอง รู้ดีถึงคำตอบที่ควรจะได้รับ…มันก็เหมือนกับคำถามที่ยื้อเวลาให้แม่ได้คิด…ก่อนตัดสินใจ

"ทรายรู้อะไรไหม…พ่อกับแม่เราไม่เคยรักกัน ที่เราต้องแต่งงานกันเพราะแม่ท้อง…มันเป็นความพลั้งเผลอของเด็กวัยรุ่น

แม่กับพ่อเป็นเพื่อนกัน เรียนด้วยกันมา เพราะความผูกพันเราจึงคิดว่านั่นคือความรัก เราริลองด้วยความอยากรู้อยากเห็น ตอนที่แม่มีหนูแม่ยังเด็กมาก
เด็กกว่าทรายตอนนี้อีกนะลูก…แม่ต้องเลิกเรียนกลางคัน ดีที่ว่า พ่อของทรายเป็นคนดี เขารับผิดชอบต่อชีวิตของแม่กับทราย

เราตกลงกันว่า…เราจะอยู่ด้วยกันอย่างเพื่อนประคับประคองชีวิตคู่จนลูกโตแล้วตอนนี้ทรายก็โตพอที่จะรู้ได้ว่าการใช้ชีวิตคู่อยู่ร่วมกันนั้น ปัจจัยแรกคือต้องมีความรักและความพร้อม แต่แม่ไม่มีทั้งสองอย่าง…และพ่อเองก็รู้ว่าแม่ไม่ได้รักพ่ออย่างคนรัก…แต่…ที่เราใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกันมาได้นั้นเพราะเราต่างรักลูก"

แม่หัวเราะด้วยน้ำเสียงเศร้าและขมขื่น เสียงหัวเราะเศร้าๆของแม่ทำให้ฉันรู้สึกเจ็บแปล๊บในอก

"แม่ขอไปตามทางที่แม่อยากไปนะลูก แม่ไม่ได้ทิ้งทราย แม่รักทรายเสมอ แม่อยากให้ทรายไปอยู่กับแม่ แต่พ่อขอร้องให้ทรายเรียนจบก่อน เพราะแม่ไปอยู่ที่โน่นมันยังไม่มีอะไรแน่นอน ถ้าแม่พร้อมเมื่อไหร่แม่อยากให้ทรายไปอยู่กับแม่"

ประโยคสุดท้ายเสียงของแม่เหมือนจะขาดหายไปในลำคอ แม่ร้องไห้สะอึกสะอื้นเหมือนเด็กที่โดนแย่งของรัก

ฉันปล่อยแม่ไป…

ไปตามทางที่แม่ต้องการแสวงหา ไม่โกรธไม่โทษแม่…มีเพียงความรู้สึกน้อยใจเล็กๆเท่านั้น

ฉันรู้ดีว่าแค่แม่ให้ชีวิตฉันเกิดมา เลี้ยงดูไม่ทิ้งขว้างฉัน มันก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่แม่ให้ฉันแล้ว แต่บางทีฉันก็คิดว่า มันจะดีกว่าไหมถ้าฉันไม่ได้เกิดมา

แม่จะได้ไม่ต้องแบกภาระ หน้าที่และความรับผิดชอบมาจนถึงวันที่แม่จากไป

ถึงวันนี้แม่แต่งงานใหม่กับชาวต่างชาติที่แม่รัก แม่โทรมาเล่าเรื่องราวความรักของแม่ให้ฉันฟัง ฉันเองก็ฟังด้วยหัวใจที่เป็นสุข ดีแล้วต่อไปนี้แม่จะได้มีความสุขกับความรักเสียที


ชีวิตรักของแม่ เริ่มต้นจากแม่ไปเป็นแม่ครัวในร้านอาหารของเพื่อนคนไทยคนหนึ่ง แล้วมีนักธุรกิจหนุ่มใหญ่ชาวอเมริกันเข้ามารับประทานอาหาร

เขาสั่งต้มยำกุ้ง ขอรสชาติแบบดั้งเดิมของคนไทย แล้วแม่ก็ปรุงได้ถูกใจเขามาก

แม่เล่าให้ฉันฟังว่าเขาถึงกับร้องไห้ด้วยความเผ็ด และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของความประทับใจ



ฉันพลิกด้านหลังโปสการ์ดขึ้นมาดู…ลายมือเล็กๆหวัดๆของแม่ยังคงคุ้นตาฉันเสมอ

"สุขสันต์วันเกิดนะลูก…แม่ดีใจที่แม่มีทราย…รักลูกเสมอ…"

ฉันยิ้มด้วยหัวใจที่มีสุข…แม่ยังคงเขียนอะไรสั้นๆเสมอ แม่บ่นว่าไม่ชอบเขียนอะไรยาวๆ ถ้าจะเขียนอะไรยาวๆโทรคุยกันง่ายกว่า

ฉันเดาว่าค่ำคืนนี้แม่คงโทรมาหาฉัน

ฉันหยิบซองจดหมายอีกฉบับขึ้นมา ฉีกซอง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นจดหมายของพ่อที่เดินทางไปทำงานที่เชียงใหม่

คิดถึงพ่อเหลือเกิน ครั้งสุดท้ายที่เจอกันคือวันที่เดินทางไปเยี่ยมเจ้าตัวเล็ก

ลูกชายคนใหม่ของพ่อ พ่อแต่งงานใหม่กับผู้หญิงพื้นเมือง เธอดูน่ารักอ่อนหวาน เอาใจเก่ง

ฉันดีใจที่พ่อได้แต่งงานใหม่กับคนที่รักพ่อ

จดหมายของพ่อเล่าถึง เรื่องราวของผู้คนและสิ่งที่พ่อพบเห็น

พ่อชอบเล่าเรื่องราวต่างๆนานาให้ฉันฟัง พ่อเป็นคนรักการอ่าน ชอบหาความรู้ใส่ตัว ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ฉันชอบอ่านหนังสือเหมือนกับพ่อ เวลาที่ฉันเดินทางไปที่ไหนก็ตามจะต้องมีหนังสือติดตัวไปด้วยเสมอ

เหมือนกับว่ามันเป็นอวัยวะพิเศษอีกอย่างที่เพิ่มขึ้นมาติดตัว

พ่อส่งรูปครอบครัวของพ่อมาให้ฉันดู เจ้าน้องชายตัวเล็ก หน้าเหมือนพ่อไม่มีผิด

เด็กตัวน้อยยิ้มร่าในอ้อมกอดของแม่ โดยที่มีพ่อยืนอยู่ข้างๆ

ฉันมองดูรูปถ่ายที่แขวนเรียงต่อมาจากรูปใบแรก ภาพเด็กวัยรุ่นหนุ่มใส่เสื้อยืดสีขาวกางเกงยีนส์สีน้ำเงินเข้มกำลังป้อนข้าวเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ทำหน้าเบ้ปากเหมือนจะร้องไห้ แม่เป็นคนถ่ายรูปใบนี้ รูปที่แม่ถ่ายเป็นรูปที่ฉันเห็นว่าสวยเสมอ

แม่ชอบถ่ายรูปให้ฉันกับพ่อ รูปถ่ายส่วนใหญ่ในบ้านจึงมีแต่รูปฉันกับพ่อ แม่เคยบอกกับฉันว่า รูปถ่ายจะสะท้อนตัวตนของคนๆนั้น

แม่จึงไม่ชอบโดนถ่ายรูป…จริงแล้วถ้าจะพูดให้ถูกต้องแล้วนั้น ฉันไม่เคยเห็นรูปถ่ายที่มีพร้อมทั้งพ่อ แม่ และฉัน


ท้ายจดหมายของพ่อ เขียนถึงฉันว่า

"ทรายรู้ไหมลูก…วันที่ทรายเกิดมาเป็นวันที่พ่อมีความสุขมากที่สุด แม้ว่าตอนนั้นพ่อยังเด็กมาก แต่พ่อก็รู้ทันทีที่เห็นหน้าลูกว่า พ่อจะต้องเป็นผู้ใหญ่ เป็นต้นแบบที่ดีให้กับลูกสาวของพ่อให้ได้ พ่อขอบคุณทราย ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตพ่อ พ่อจะเป็นพ่อที่ดีไม่ได้ถ้าไม่เคยได้เป็นพ่อของทรายมาก่อน…พ่อรักลูกสาวตัวน้อยของพ่อเสมอ"


ฉันอ่านจดหมายของพ่อ แล้วรู้สึกไหวร้อนในอก คิดถึงพ่อจับใจ

ฉันพับจดหมายกับรูปถ่ายของพ่อเก็บเข้าซอง… แล้วหยิบจดหมายฉบับที่สามขึ้นมา



จดหมายฉบับนี้เป็นจดหมายจากเพื่อนรักที่ไปค้นหาความหมายของชีวิตจากแดนไกล
เมื่อยามนึกถึงหวาน…จะต้องมีความทรงจำในวันวานที่เราได้เจอกันครั้งแรกพ่วงท้ายมาด้วย…

เราเป็นเพื่อนรักกัน เพื่อนที่ต่างกันสุดขั้ว…หวานเป็นคนมองโลกในแง่ดีต่างกับฉันที่มักมองอะไรในแง่ลบเสมอ จึงไม่น่าแปลกเลยที่เพื่อนหลายคนในคณะต่างสงสัยว่าทำไมเราถึงเป็นเพื่อนรักกันได้…ฉันก็ไม่รู้ว่าทำไมหวานถึงได้ทนคบเพื่อนที่นิสัยย่ำแย่อย่างฉัน



เราสองคนเจอกันครั้งแรกในวันที่ไปรับน้องของคณะ

ตอนที่ฉันกำลังเดินข้ามสะพานไม้ที่ใหญ่กว่าฝ่ามือนิดเดียว หวานเดินตามหลังฉันมาติดๆจนฉันรู้สึกว่าเธอเดินเร่งให้ฉันรีบเดิน…ฉันจึงรีบเดิน รีบเดิน และด้วยความที่รีบรนจึงโซซัดโซเซจวนเจนจะตกลงไปนอนเอ้งเม้งในกองเลน ดีที่ว่าหวานเอื้อมมือมาคว้าแขนฉันไว้ทัน

"ระวังค่ะ"

"เอ่อ…ขอบคุณค่ะ"ฉันงงงันตกใจและรีบเดินไปจนพ้นสะพานไม้นั้น

"ขอบคุณอีกทีนะคะ ถ้าเธอไม่ช่วยเราไว้ เราคงลงไปนอนคลุกขี้โคลนแน่เลย"



หวานยิ้มตอบกลับมาอย่างสดใส…ฉันรู้สึกได้ทันทีว่าผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าเป็นคนที่มีรอยยิ้มที่สวยมากคนหนึ่ง ผู้หญิงที่ยิ้มได้ทั้งดวงตา ก็คงยิ้มได้ทั้งดวงใจ ฉันชอบเวลาที่หวานยิ้มนั่นอาจเป็นเพราะฉันไม่สามารถยิ้มได้อย่างมีความสุขอย่างหวาน…เ

ราต่างแยกย้ายกันไปที่ห้องพัก หวานเดินกลับเข้าไปในกลุ่มเพื่อน ส่วนฉันไม่มีกลุ่ม ฉันเป็นคนไม่มีเพื่อน…

จนกระทั่งเวลาย่ำค่ำ เมื่อพวกเราได้อาบน้ำชำระร่างกายกันเรียบร้อยแล้ว รุ่นพี่จึงประกาศให้รุ่นน้องมารวมตัวกันที่สนามหญ้าเพื่อทำพิธีบายศรีรับน้อง

ฉันนั่งอยู่อย่างโดดเดี่ยวเหม่อลอยด้วยหัวใจหมองเศร้า

ฉันกำลังคิดถึงแม่…แม่โทรมาจากอเมริกาก่อนที่ฉันจะเดินทางมารับน้อง แม่บอกกับฉันว่าแม่มาทำงานเป็นแม่ครัวที่ร้านอาหารไทยของเพื่อน

แม่บอกอย่างติดตลกว่า อย่างน้อยก็คงไม่อดตาย…แล้วห้วงความคิดถึงก็พลันสะดุดกึกเมื่อได้ยินเสียงหายใจฟื้ดฟาดเหมือนคนกำลังคัดจมูกอยู่ด้านหลัง ฉันจึงหันหลังไปดู

"อ้าว…เธอเองเหรอ" หวานยิ้มให้ฉัน

"รำคาญหรือเปล่า…เราเป็นหวัดน่ะ สงสัยจะแพ้อากาศอีกแล้ว"

"เรามียาแก้แพ้อากาศติดมาด้วย เราก็เป็นพวกขี้แพ้เหมือนกัน… เดี๋ยวเราเอามาให้ไหม"


เธอพยักหน้าแทนการตอบรับและยิ้มให้ฉันอีกครั้งอย่างยินดี จากนั้นจุดเริ่มต้นของมิตรภาพเล็กๆก็เริ่มขึ้น

เราคุยกันเรื่อยเปื่อย บางทีเรื่องที่เราใครพูดคุยกันนั้น หากใครมาได้ฟังเข้าอาจจะคิดว่านี่เป็นเรื่องไร้สาระ แต่ฉันกับหวานคิดว่าเรื่องนี้มีอยู่จริง

"ทรายเชื่อเรื่องพญานาคไหม…" หวานถามฉันนัยน์ตาพราว

"เชื่อสิ…เชื่อเสียยิ่งกว่าเชื่อเสียอีก…แต่เรายังไม่มีโอกาสได้ไปดูบั้งไฟพญานาคที่หนองคายเลย"

"หวานก็อยากไปนะ ไว้เราไปด้วยกันนะทราย"

"ได้เลยจ๊ะ"

วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ตลอดแนวตลิ่งริมฝั่งแม่น้ำโขง คลาคล่ำด้วยฝูงชน

ฉันกับหวานก็เป็นชนคู่หนึ่งที่ต้องการมาเห็นปรากฏการณ์ บั้งไฟพญานาค เมื่อท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีเทา ลูกไฟลูกแรกจึงพวยพุ่งออกมาจากแม่น้ำโขง ลูกไฟสีแดงอมชมพูคล้ายสีโอรส คาดคะเนด้วยสายตาน่าจะมีขนาดประมาณไข่ไก่ ลูกไฟลอยอยู่กลางอากาศประมาณ เจ็ดวินาที แล้วก็หายวับไปกลางอากาศ

"สวยมากเลยนะทราย" หวานพูดทั้งที่สายตายังคงจับจ้องไปยังลำน้ำเบื้องหน้า

ฉันเองก็ได้แต่พยักหน้าไม่มีคำพูดใดๆ เพราะฉันรู้สึก…เวียนหัว ตาลาย แน่นหน้าอก เหมือนกับหายใจไม่ออกและแล้วประสบการณ์ครั้งแรกของฉันก็วูบหายไป ได้ยินเสียงสุดท้ายที่หวานร้องลั่นด้วยอาการตื่นตระหนกความรู้สึกสุดท้ายติดอยู่ที่ปลายลิ้น…ขอโทษนะหวาน

หวานหยิบยื่นเมล็ดมิตรภาพให้ฉันอย่างช้าๆ เราต่างช่วยกันดูแลรักษาจนเมล็ดมิตรภาพค่อยๆเติบโตจนมีดอกมิตรภาพส่งกลิ่นหอมชื่นใจเมื่อยามคิดถึง และเมื่อเราจากกัน หวานก็ไม่ลืมที่จะคอยรดน้ำเติมปุ๋ยให้เจ้าต้นมิตรภาพ เพื่อไม่ให้มันเฉาแห้งเหี่ยวและต้องตายไปในที่สุด

จดหมายของหวาน ไม่เคยเปลี่ยนแปลง หวานเป็นคนชอบเขียน เวลาหวานคิดถึงฉันหวานก็เขียน เวลาเศร้าหวานก็เขียน หวานเป็นคนเขียนหนังสือได้น่าอ่าน และฉันก็เป็นคนชอบอ่าน…ตอนหนึ่งของจดหมายที่แสนจะยืดยาวของหวานมีใจความที่ฉันอ่านแล้วต้องอมยิ้มกับความช่างคิดของหวาน

"อยู่ที่นี่เหงาจังเยย…(จริงแล้วเหงาจังเลย+เยอะจึงเป็นจังเยย ) เหงาจนอยากจะร้องไห้ คิดถึงทราย คิดถึงบ้าน…แต่มันก็ไม่ใช่ว่าจะเหงาตลอด24ชั่วโมงหรอกนะ


หวานเลือกที่จะมาเรียนที่นี่เองนี่หน่า หวานก็ควรจะยอมรับสภาพทั้งสิ่งและไม่ดีจริงไหม หวานเรียกความรู้สึกนี้ว่า เหงางาม เพราะเมื่อเราเหงาเราจะได้สำรวจหัวใจตนเองว่า ใครคือคนแรกที่เราคิดถึง คนแรกที่เราคิดถึง คือคนที่เรารักจริงไหม และบ่อยครั้งคนแรกที่หวานคิดถึงคือทราย

อีกไม่กี่สัปดาห์ หวานก็คงเหงาน้อยลงกว่านี้ โรงเรียนใกล้เปิดแล้วจ๊ะ…แล้วทรายล่ะเป็นยังไงบ้าง เขียนจดหมายมาเล่าให้หวานฟังเยอะๆหน่อยสิ เขียนมาบางทีแค่ครึ่งหน้าจบ อ่านไม่หายคิดถึงเลย

เอาล่ะนะ ตั้งใจหลับตา หวานจะสมมุติตัวเองเป็นนางฟ้าแสนสวยแล้วหุหุหุ วันคล้ายวันเกิดของทรายปีนี้ ครบรอบ26ปีแล้วสินะจ๊ะอิอิอิ นางฟ้าขอให้นางสาวทรายแก้ว สมบูรณ์จินดา มีความสุขม๊าก มาก จะคิดทำอะไรขอให้สมหวัง นางฟ้าเชื่อว่า นางสาวทรายแก้ว ตั้งใจทำอะไรจะต้องสำเร็จ (โอมเพี้ยง)

งานของทรายเป็นไงบ้างจ๊ะ หวานอยากให้ทรายจัดงานแต่งงานให้หวานจัง งานแต่งงานของหวานขอจัดที่ริมแม่น้ำโขงนะดีไหม แต่พูดอย่างโง้นอย่างงี้ ยังหาเจ้าบ่าวไม่ได้เลย หนุ่มญี่ปุ่นชาตินิยมแรงไม่ค่อยชอบของต่างชาติฮือๆๆๆ

วันเกิดของทรายปีนี้ หวานได้แต่จุดเทียนหนึ่งเล่มอธิฐานให้ทรายพบเจอแต่สิ่งดีๆ (และขอให้เราได้เห็นท่านพญานาค…อธิฐานแบบนี้มาหลายปีแล้วยังไม่มีบุญได้เห็นเลย T T )

ป.ล. นึกถึงเรื่องราวที่เราได้ผ่านด้วยกันมา…หวานฝากความคิดถึงใส่ซองติดแสตมป์ส่งมาด้วย หวังว่าทรายคงได้รับแล้ว

ฉันมองดูรูปหวานที่วางไว้ตรงชั้นหนังสือมุมห้อง รูปภาพอยู่ไกลเกินกว่าสายตาจะมองเห็น แต่ฉันจำได้ดี ภาพในรูปนั้นฉันเป็นคนถ่ายให้หวานเอง หวานอยู่ในชุดครุย หวานไม่ยิ้มให้กับกล้อง หวานไม่ยิ้มให้กับฉัน…

แววตาของหวานดูเศร้าสร้อยไม่เหมือนแววตาที่ฉันคุ้นเคย ใบหน้าที่ฉาบไว้ด้วยสีสันอย่างดี เลอะคราบน้ำตาเป็นทางยาว ก่อนถ่ายรูปนี้หวานร้องไห้…ไม่ใช่น้ำตาแห่งความดีใจที่สำเร็จการศึกษา เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าเราเรียนจบ แต่เป็นน้ำตาแห่งการลาจาก อีกไม่เกินหนึ่งสัปดาห์หลังจากวันที่รับปริญญา หวานจะไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น…

ผู้หญิงที่ฉันรักกำลังจะเดินทางจากฉันไปอีกคน…



ฉันหยิบจดหมายฉบับสุดท้ายขึ้นมา …แค่เห็นซองจดหมายฉันก็รู้แล้วว่าต้องเป็นเขา…เขาไม่เคยลืมวันเกิดฉัน ฉันรู้ดีว่าเขาคงส่งการ์ดอวยพรมาให้ฉันเหมือนทุกปี

หมอตุ้ย คือเจ้าของจดหมายฉบับนี้…ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ ผิวค่อนข้างเข้มดูเหมือนเจ้าชายอาหรับมากกว่าที่จะเป็นหมอ เขามีดวงตาสีสวย ฉันเรียกสีนัยน์ตาเขาว่า นัยน์ตาสีถ่าน ฉันคิดว่าดวงตาของเขาดูสวยเหมาะสมรับกับจมูกโด่งคมสัน และฉันรู้ดีว่าเวลาที่เรียวปากสีธรรมชาติเยื้อนยิ้มนั้นน่ามองจับตา จับใจเพียงใด

เจ้าชายของฉันมีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะอาสาเป็นหมอชนบท โดยเจาะจงอำเภอทุรกันดารด้วยความเต็มใจ

ฉันรู้จักกับหมอตุ้ย เมื่อคราวที่เดินทางไปดูบั้งไฟพญานาคที่ริมแม่น้ำโขง…

จำได้ว่ายืนดูบั้งไฟพญานาคอยู่ดี ๆก็รู้สึกหน้ามืด จากนั้นหวานก็เล่าให้ฟังว่า พอฉันล้มตัวหมดสติลงคนที่ยืนเนืองแน่นอยู่บริเวณนั้น ก็พากันแตกฮือเป็นวงกว้างเหมือนเวลาที่แมลงวันมันตอมอะไรหึ่งๆอยู่แล้วมีคนเดินเข้าไปมันก็แตกตัวออกไปเป็นวงกว้าง

แล้วก็ค่อยๆบินกลับมาลุมใหม่ เมื่อคนได้สติว่าฉันเป็นลม

พวกเขาก็จัดแจงช่วยกันพาฉันไปหน่วยรักษาพยาบาลที่ใกล้ที่สุด…และเขาก็เป็นหมอฝึกหัดอาสาอยู่ในหน่วยที่ฉันเข้าไปโดยที่ฉันไม่รู้ตัว…


เขาดูแลจนฉันได้สติ…เขาทำให้ฉันนึกถึงเรื่องเจ้าหญิงนิทราที่ตื่นขึ้นมาแล้วเห็นเจ้าชายโน้มตัวอยู่ตรงหน้า

"คุณเป็นใครคะ" ฉันถามเขาด้วยอาการมึนงง รู้สึกเวียนหัวแต่ไม่มากนัก

"ทำไมเวียนหัวจัง" ฉันบ่นพึมพำกับตัวเองหันมองไปรอบๆ ไม่เห็นแม้แต่เงาของเพื่อนรัก

"ผมเป็นหมอครับ…แล้วคุณก็เป็นลม เพื่อนคุณเลยพามานอนพักที่นี่ก่อนส่วนเพื่อนคุณคงยืนรออยู่ด้านนอก ที่หน่วยดูแลคนไข้พื้นที่มันเล็กมาก เพื่อนคุณกลัวว่าจะหมอจะดูแลคนไข้ไม่สะดวก"

"ขอบคุณค่ะ แต่ว่าฉันหายดีแล้ว" ฉันยันกายลุกขึ้นจากเตียงคนไข้ ที่คิดว่าน่าจะเป็นแคร่และเอาพวกผ้านวมมาคลุมทับไว้ แต่ยังไม่ทันลุกขึ้นได้ตรง ก็เป็นอันโซเซล้มลง ฉันคงกลายเป็นผู้หญิงหัวดื้อในสายตาของเขา

ฉันเห็นแววตำหนิส่งออกมาจากนัยน์ตาคู่นั้น…เหมือนกับแววตาของพ่อที่ตำหนิลูกสาว ฉันจำแววตาแบบนั้นได้ดี เมื่อลูกสาวหัวดื้อคนนี้ดันทุรังที่จะดำรงชีวิตอยู่กรุงเทพฯเพียงลำพัง แทนที่การย้ายไปอยู่กับพ่อ ฉันรู้ว่าพ่อเสียใจ จำได้ว่าวันนั้นฉันกอดพ่อแล้วร้องไห้เหมือนเด็กสาวตัวน้อยทั้งที่อาการแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับฉันมานานแล้ว

"พ่อจ๋า ทรายรักพ่อนะ พ่ออาจจะเป็นห่วงลูกสาวคนเดียวคนนี้ ทรายเองก็เป็นห่วงพ่อเหมือนกัน ทรายไม่บอกให้พ่อไม่ต้องห่วงทรายหรอกนะ เพราะมันเป็นไปไม่ได้ แต่ทรายจะดูแลลูกสาวของคนนี้ของพ่ออย่างดี จะไม่ทำให้พ่อผิดหวัง พ่อเชื่อใจทรายนะ แล้วอีกอย่างทรายอยากอยู่บ้านหลังนี้ อย่างน้อยมันก็เป็นความทรงจำที่ดีของคำว่าครอบครัว"

ฉันพยายามจะไม่ร้องไห้ต่อหน้าพ่อแล้วนะ แต่มันก็ทำไม่ได้ ยังไงฉันก็เป็นลูกสาวตัวน้อยของพ่ออยู่ดี

พ่อกอดฉันไว้ ความรู้สึกอบอุ่นไหลริ้วจนเอ่อล้นท่วมดวงตา คงอีกนานกว่าที่ฉันจะได้ไปกอดอ้อมกอดนี้


"คุณควรจะนอนพักก่อน ผมตรวจร่างกายคุณเบื้องต้น ความดันโลหิตต่ำเป็นข้อบ่งชี้ได้ดีว่าคุณพักผ่อนน้อย" เขาพูดขึ้นมาในขณะที่นัยน์ตาฉันเหม่อลอยไปไกล



ฉันไม่อยากบอกหรอกนะว่าหน้าตาเวลาที่เขาพูดนั้นดูเคร่งเครียดมากจนฉันอดที่จะขำไม่ได้

"ฉันตื่นเต้นค่ะ นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้มาเห็นปรากฏการณ์นี้ด้วยสายตาของฉันเอง….คุณหมอคิดว่าสิ่งที่เราต่างเห็นนั้นเกิดจากฝีมือของธรรมชาติหรือพญานาคคะ"ฉันเสพูดหลบเลี่ยงจากสิ่งที่ฉันคิดอยู่


"ในความรู้สึกที่เป็นหมอ ผมมองว่าเกิดจากการกระทำของธรรมชาติ ส่วนถ้าจะมีใครเชื่อว่าเกิดจากอิทธิพลของพญานาคก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิด เพราะตามพุทธประวัติมีตำนานหลายเรื่องที่พญานาคเข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นพิธีการบวชนาค…

คุณจะคิดว่าผมตลกหรือกลายเป็นหมอที่ดูเพ้อเจ้อไหมถ้าผมจะบอกว่า ผมเชื่อว่าพญานาคมีอยู่จริง แต่ท่านอยู่อีกมิติหนึ่ง คนที่ไม่ได้ฝึกฝนจิตก็จะมองไม่เห็น สัมผัสไม่ได้"


ประโยคสุดท้ายที่คุณหมอพูดนั้น ฉันรู้สึกว่าเขาพูดเสียงเบามากจนเหมือนกับว่าวาจาที่เปล่งมานั้นเกือบจะกลายเป็นเสียงกระซิบ…ฉันมองหน้าเขาหมอคนนี้ตลกแต่ก็น่ารักดี…ฉันกำลังรู้สึกว่าเขาน่ารักทั้งที่ฉันไม่ได้รู้สึกแบบนี้กับผู้ชายคนไหนมาก่อน แล้วฉันก็รู้สึกว่าภายในร่างกายของฉันนั้นมันร้อนวูบวูบไหวไหว

รู้สึกใบหน้าร้อนผ่าว

"เอ๊ะ…คุณหน้าแดงนะครับ หรือว่าไข้จะขึ้น"เขาดูเหมือนจะตกใจมากกว่าฉันเสียอีก

"ถ้าฉันไปเจอคุณข้างนอก ฉันคงไม่เชื่อว่าคุณเป็นหมอ คุณจบมานานแล้วหรือคะ"

"ตอนนี้ผมยังเป็นแค่นักศึกษาแพทย์ฝึกงานครับ"เขายิ้มสวย นัยน์ตาสีถ่านเป็นประกาย



หลังจากที่ฉันเดินทางกลับมาที่กรุงเทพฯ ฉันได้พบเจอกับว่าที่หมอตุ้ยที่มหาวิทยาลัย

เขาเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกับฉันตอนที่เขาเดินมาทักฉันเพียงแต่รู้สึกคุ้นหน้าแต่ไม่แน่ใจว่าเป็นเขา แทนที่เขาจะโกรธเขาหรือน้อยใจว่าฉันทำเหมือนจำเขาไม่ได้เขาแต่เขากลับอมยิ้มแล้วกล่าวขอโทษฉันพร้อมแนะนำตัวเองว่าเขาเป็นหมอฝึกหัด…คนที่ฉันเจอที่ริมแม่น้ำโขง


เขาเป็นรุ่นพี่ในชมรมค่ายอาสาพัฒนาชนบทที่ฉันอยู่…ฉันเองก็เพิ่งจะรู้เพราะตั้งแต่เข้าชมรมนี้มาฉันไม่เคยเห็นหน้าเห็นตาเขา ทั้งที่รูปถ่ายของเขาก็ถ่ายติดไว้ที่บอร์ดของชมรม ฉันไม่รู้ว่าจะเรียกเหตุการณ์นี้ว่าความบังเอิญได้หรือเปล่า



หลังจากวันนั้นฉันก็แอบสนใจเขานิดหน่อย เพราะฉันรู้สึกว่าเขาเป็นผู้ชายขี้อายดูแล้วน่ารักดี เขาไม่ค่อยได้สุงสิงกับพวกผู้หญิงนักเพราะชมรมของฉันมีแต่พวกผู้ชายและที่ฉันเข้าชมรมนี้เพราะหวานต้องการประสบการณ์แปลกใหม่เพื่อจะได้เป็นวัตถุดิบในการเขียนหนังสือ



ฉันเริ่มสนิทกับพี่ตุ้ยมากขึ้น เพราะช่วงหลังที่ชมรมมีการออกค่ายอาสาฯที่ต่างจังหวัด คุณหมอตุ้ยก็ต้องติดสอยห้อยตามไปด้วยจนรุ่นพี่คนอื่นๆต่างแซวกันว่าร้อยวันพันปีไม่เห็นมา และพอเขาถูกแซวมากๆ ผิวหน้าคล้ำๆก็กลายสีเป็นสีดำเข้มลามไปถึงใบหู พอนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาก็อดที่จะยิ้มไม่ได้



ฉันกลายเป็นผู้หญิงคนแรกที่สามารถคุยกับพี่ตุ้ยได้ครั้งละนานๆ

พี่ตุ้ยได้บอกเล่าถึงเรื่องราวในชีวิตทีละน้อย แม่ของพี่ตุ้ยเสียชีวิตตั้งแต่พี่ตุ้ยยังเล็กๆ และนั่นก็เป็นสิ่งที่ทำให้พี่ตุ้ยอยากจะเป็นหมอ

"พ่อของพี่เลี้ยงพี่เพียงลำพังและไม่คิดที่จะแต่งงานใหม่ พ่อบอกพี่ว่า พ่อรักแม่พี่มาก จนไม่สามารถมีใครใหม่เพื่อมาทดแทนความรักที่มีให้แม่ได้" เขาเล่าให้ฉันฟัง ฉันมองแววตาของเขา ที่ฉายแววทั้งความสุขและความเศร้า



ฉันยังจำวันนั้นได้ดีหวานกับพี่เล็กพี่คนหนึ่งในชมรม คนที่หวานชอบ ทั้งสองคนนั่งคุยกันอย่างสนิทสนม…

อีกแล้วที่ฉันมีความรู้สึกสงสัยในความรักของคนทั้งสองว่ามันแน่นอนแค่ไหน

ในส่วนลึกของจิตใจฉันเองก็รู้สึกดีที่เห็นหวานมีความสุขเมื่อมีรัก



และฉันก็ไม่เคยลืมวันที่หวานยืนร้องไห้อยู่ที่หน้าบ้านฉัน…ความสุขของหวานหายไปไว…

ฉันไม่อยากคิดว่านั่นเป็นตัวแปรที่สำคัญที่ทำให้หวานไปค้นหาความหมายของชีวิตที่แท้จริงจากแดนไกล



จะให้ฉันมองความรักในแง่มุมที่ดีได้อย่างไร ในเมื่อภาพตัวอย่างของความรักที่ฉันเห็นสุดท้ายก็ทิ้งความเศร้าและความผิดหวังไว้เป็นความทรงจำ…

ฉันไม่แน่ใจนักว่าพี่ตุ้ยจำครั้งสุดท้ายที่เราได้เดินทางไปออกค่ายอาสาฯได้หรือไม่

วันนั้นสายฝนโปรยเม็ดลงมา ในขณะที่เราสองคนเดินกันไปตามถนนของหมู่บ้านเพื่อที่จะไปตรวจสุขภาพของชาวบ้านที่นี่

พี่ตุ้ยพาฉันวิ่งไปหลบสายฝนที่ใต้ถุนบ้านไม้ซึ่งพี่ตุ้ยร้องเรียกหาเจ้าของบ้าน แต่ไม่มีใครอยู่เลย

"แย่จังนะบ้านหลังนี้ ไม่มีใครอยู่ จะวิ่งไปหลบฝนบ้านหลังอื่นก็ไม่ไหวฝนตกหนักเหลือเกิน"

"เราหลบฝนกันที่นี่ก่อนก็ได้ค่ะ"

"หนาวไหมทราย"เขาถามฉันด้วยน้ำเสียงห่วงใย

"นิดหน่อยค่ะ" ฉันยืนกอดอก ปากสั่น

"เดี๋ยวไปถึงบ้านพักต้องรีบอาบน้ำ ทานยาแล้วนอนพักเลยนะ ไม่อย่างนั้นเป็นไข้แน่ๆเลย"

"เจ้าค่ะคุณหมอ เตือนแต่เค้า ตัวเองก็ต้องทำด้วยนะ"

"พบกลับจากค่ายอาสาที่นี่…ประมาณต้นเดือนหน้าพี่ต้องเตรียมตัวไปเป็นหมอที่ต่างจังหวัดอย่างเต็มตัวแล้ว…แล้วทรายล่ะเรียนจบแล้วตั้งใจจะทำงานอะไร"

"ทรายอยากเป็นนักวางแผนงานแต่งงานค่ะ…ทรายจะดีใจมากถ้าได้จัดงานแต่งงานให้กับคนที่ทรายรักอย่างหวาน…ถ้าพี่ตุ้ยจะแต่งงานต้องให้ทรายออกแบบให้นะคะ"ฉันพูดจบพี่ตุ้ยก็ยืนทำหน้าปั้นยากหรือว่าเขากำลังอกหัก ฉันเนี่ยพูดทีไรได้เรื่องทุกทีเลย

"แล้วทรายล่ะ คิดจะจัดงานแต่งงานแบบไหน"เขาพูดเสียงอ้อมแอ้มไม่เต็มลำคอ

"อือ…ทรายคงไม่จัดงานแต่งงานมั้ง" ฉันหัวเราะกลบเกลื่อน

"ถ้าชอบก็คงอยู่ด้วยกันเลย…ไม่รู้จะจัดทำไม แล้วคนที่จะมาอยู่ด้วยก็ยังไม่มีเลย … ก็เลยไม่เคยคิดค่ะ"

"ผู้หญิงอย่างทรายเนี่ยนะ ไม่มีคนมาจีบ"

"ไอ้ที่มีมันก็มีนะคะ แต่ว่า…พี่ตุ้ยเห็นประตูนั่นไหม" ฉันชี้ไปที่ประตูรั้วไม้

"ถ้าเราไม่เปิดประตูต้อนรับ ถึงแม้ว่าจะมีคนเดินผ่านไปมา แล้วเขาอยากจะเข้ามาแค่ไหน เขาก็เข้ามาไม่ได้ …

ความรักมันต้องเปิดใจรับกันทั้งสองฝ่าย ถ้ามีฝ่ายหนึ่งปิดประตู มันก็เป็นได้แค่การมองดูอยู่ห่างๆเท่านั้น ทรายเป็นคนเลือกมาก กว่าที่จะรับใครเข้ามาในบ้าน จะต้องดูอย่างละเอียดว่าเขาจะไม่ทิ้งเราไป…

ทรายอยากให้ความรักของทรายจบแบบเหมือนที่พ่อพี่ตุ้ยรักแม่พี่ตุ้ย…แต่ความรักที่ทรายห็นของพ่อกับแม่ทรายมันไม่สมหวัง เพราะเขาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันแต่ปิดประตูเข้าหากัน

พี่ตุ้ยรู้อะไรไหมคะทรายได้แต่ยืนร้องไห้ดูพ่อกับแม่อยู่สองฝั่งประตูนั่น โดยที่ทรายไม่สามารถเรียกร้องให้เขาเปิดประตูได้เลย"


ฉันร้องไห้ต่อหน้าเขา…นานมาแล้วที่ฉันไม่ร้องไห้…แต่ฉันกลับมานั่งร้องได้ต่อหน้าผู้ชายที่เขาแทบจะไม่รู้เรื่องของฉันด้วยซ้ำไป

"อย่าร้องไห้เลยคนดี…พี่เชื่อว่าทรายทำหน้าที่ของทรายดีที่สุดแล้ว" เขายิ้มและกุมมือฉันไว้ เหมือนหยดน้ำหยดหนึ่งเข้ามาชะโลมหัวใจที่แห้งผากให้ชุ่มชื่นขึ้นมาได้บ้าง

"ขอมือหน่อยนะ…. เดี๋ยวพี่จะดูดวงให้" เขาขอมือฉันขณะที่กุมมือฉันไว้

"นอกจากเป็นหมอรักษาคนแล้วยังเป็นหมอดูด้วยเหรอคะ"

"ทรายเป็นคนฉลาดนะ…ดูเส้นสมองนี่สิย้าวยาว……แล้วเรื่องการเงินนะ มันเป็นปมๆแสดงว่าเก็บเงินเก่งไม่ยอมให้กระเด็นหายเลยใช่มั้ย"

"แหมจะหาว่าทรายงกใช่มะ "เขาอมยิ้มแล้วก็หลุดขำออกมา

"ดูเรื่องความรักให้ด้วยสิ…อยากรู้จะว่าอยู่ขึ้นคานนานแค่ไหน"

"ความรักเหรอ…" เขามองหน้าฉันแล้วตัดสินใจพูดออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า

"มีคนแอบชอบทรายอยู่ แต่เขาไม่กล้าบอก ทรายเองก็คงไม่รู้สินะ เพราะไม่เคยลองเปิดใจดูใคร เชื่อพ่อหมอตุ้ยนะ เปิดใจ เปิดตาให้กว้างแล้วจะรู้ว่าความรักเป็นสิ่งสวยงาม"

ฉันนั่งนิ่งไปนาน เขาเองก็คงนึกว่าฉันโกรธที่เขามาพูดแทงใจดำ ฉันเหม่อมองออกไปด้านนอกที่ยังมีเม็ดฝนตกลงมาไม่ขาดเม็ด ก่อนจะตอบช้าๆ ด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

"ทรายกลัวความรักค่ะ กลัวการสูญเสียรู้สึกว่าไม่อยากเอาหัวใจไปผูกมัดกับใคร"

มันน่าแปลกใจไหม ฉันอยากเป็นนักวางแผนงานแต่งงานแต่กลับ กลัวความรัก ฉันหลบสายตาเอื้ออาทรที่พี่ตุ้ยมีต่อฉัน

เขายิ้มแล้วบอกกับฉันว่า "ความรักเป็นสิ่งสวยงาม พี่เชื่ออย่างนั้น การให้ความรักกับคนที่เรารักนั้นไม่ใช่สิ่งที่ผิดเลย"

"สำหรับทรายมันคงยากที่จะทำใจได้ง่ายมั้งคะ พี่ตุ้ยเคยรักใครแล้วผิดหวังไหม" ฉันถามเขา

"ทำไมจะไม่เคย แต่ถ้าไม่ลองไปรักดู ก็ไม่รู้ใช่ไหมว่าจะสมหวังหรือ ผิดหวัง อกหักไม่ตายหรอกทราย"

ฉันเงียบไป…แล้วตอบเขาว่า "ขอบคุณนะคะ แล้วทรายจะลองเปิดหัวใจดู" ฉันมองหน้าเขา พี่ตุ้ยจะรู้ไหมว่าได้เกี่ยวหัวใจเศร้าๆของฉันไปแล้ว

หลังจากวันนั้นฉันไม่ค่อยได้เจอกับพี่ตุ้ย เพราะเขาต้องยื่นใบสมัครสอบขอใบประกาศแพทย์ฉันยอมรับว่าบางทีฉันก็รู้สึกเหงาๆ เวลาที่ฉันไม่ได้เจอเขา

ฉันเองก็ยังไม่แน่ใจตนเองนักว่ารู้สึกยังไงกับพี่ตุ้ย บอกตรงๆว่าฉันกลัวความผิดหวัง แต่สิ่งที่ฉันต้องยอมรับคือ ฉันเป็นห่วงเขา และอยากให้เขามีความสุข เมื่อรู้สึกเช่นนั้นฉันก็บอกกับตัวเองว่าคงเป็นความรู้สึกของน้องพึงมีให้กับพี่ชาย แต่ถ้าหากพี่ตุ้ยเป็นแค่พี่ชาย ทำไมฉันต้องรู้สึกหงุดหงิดทุกครั้งที่พี่ตุ้ยโทรมาเล่าหรือปรึกษาถึงเรื่องผู้หญิงคนอื่นให้ฉันฟัง



ฉันพยายามตีค่าความสนิทสนมที่เรามีต่อกันในความสัมพันธ์ของพี่ชายกับน้องสาว ฉันคิดเสมอว่าเขาคือพี่ชายที่พร้อมที่จะอยู่เคียงข้างฉันเสมอเวลาฉันอ่อนแอ และร่วมดีใจกับฉันทุกครั้งที่ฉันหัวเราะ จนกระทั่ง เย็นวันหนึ่งขณะที่ฉันนั่งทานก๋วยเตี๋ยวอยู่กับหวานในโรงอาหาร หวานก็เริ่มเปรยๆถึงเรื่องของฉันกับพี่ตุ้ย

"เอ่อ…ทรายเราถามจริงๆเหอะ คิดยังไงกับพี่ตุ้ย"

"คิดยังไง…ก็คิดว่าเขาเป็นพี่ชายคนหนึ่ง"

"แค่นั้นจริงเหรอ…แต่เราว่า พี่ตุ้ยไม่ได้มองทรายเป็นแค่น้องสาวหรอกนะ พี่เล็กเขาถามพี่ตุ้ยแล้วนะว่าคิดยังไงกับทราย" หวานพูดยิ้มๆแล้วทำทีเป็นดูเชิงฉัน

"เขาจะคิดยังไงก็นั่นก็คือเรื่องของเขา แต่สำหรับเรา เขาก็เป็นแค่พี่ชาย" ฉันปฏิเสธเสียงแข็งทั้งที่ใจก็รู้สึกวูบๆไหวขึ้นมา



ฉันเริ่มอึดอัดกับความรู้สึกตัวเอง ไม่แน่ใจว่าควรจะยอมรับความรู้สึกนี้ดีไหม บอกตรงๆฉันกลัวความผิดหวัง ที่สำคัญฉันเองก็ยังไม่แน่ใจในความรู้สึกของพี่ตุ้ยมากนัก

เขาอาจจะไม่ได้คิดอะไรเกินเลยก็ได้ ฉันจึงตัดสินใจจะดูท่าทีของพี่ตุ้ยก่อน แต่พี่ตุ้ยกลับทำตัวผิดปกติไป เวลาที่เราเดินสวนทางกันเขาจะยิ้มให้ฉันน้อยๆแล้วเดินผ่านฉันไป เขาคุยกับฉันน้อยลง และทุกครั้งที่เราต้องคุยกันเขาจะเบือนหน้าหนีเหมือนกับว่าฉันไม่ได้อยู่ตรงนั้น





ฉันเองก็ทำตัวไม่ถูกเหมือนกับกับท่าทีเย็นชาที่พี่ตุ้ยปฏิบัติมา ฉันเห็นความผิดหวังที่ฉันเกลียดมายิ้มเยาะอยู่ตรงหน้า แม้ยามหลับตาก็ยังได้ยินเสียงขบขันของเพื่อนๆในห้อง และเห็นแววตาเย็นชาที่พี่ตุ้ยมองมา เหมือนกับแววตาที่แม่มองพ่อไม่มีผิด ฉันมองเห็นความอึดอัด ความเสียใจ น้อยใจ ประเดประดังเข้ามาทำร้ายฉัน ฉันพาลโกรธพี่ตุ้ย เพราะไม่เข้าใจในสิ่งที่เขากระทำ เขาทำเหมือนว่าเขาเกลียดฉันอย่างนั้น



หนึ่งสัปดาห์ก่อนเขาจะเดินทางไปต่างจังหวัด ฉันเห็นพี่ตุ้ยสนิทสนมกับผู้หญิงคนหนึ่ง

เธอเป็นเพื่อนคณะเดียวกับพี่ตุ้ย…พี่ตุ้ยเข้ามาทำตัวสนิทกับฉันเหมือนเคยแต่ต่างตรงที่เขาได้พาเพื่อนผู้หญิงมาด้วยมันจะเป็นการแก้แค้นหรือเปล่าฉันไม่รู้

หรือเขาอาจจะลงโทษที่ฉันมองไม่เห็นคุณค่าในตัวเขา ฉันไม่เคยยอมรับว่าฉันรักเขาจนกระทั่งเขาเดินทางจากไปทั้งตัวและหัวใจ



วันที่เขาเดินทางเขาบอกกับฉันว่าเขาจะเป็นพี่ชายของฉันตลอดไป …พี่ชายที่คุยกันไม่ได้ทุกเรื่อง พี่ชายที่ไม่สามารถโทรหาได้เวลามีเรื่องไม่สบายใจ พี่ชายที่ฉันไม่สามารถโทรไปร้องไห้ด้วยได้…ในที่สุดเราก็กลายเป็นแค่คนรู้จักกัน



ฉันหยิบจดหมายเขาขึ้นมาด้วยความรู้สึกหดหู่ เหมือนคนอยากจะร้องไห้แต่น้ำตาไม่มีจะไหล …

ฉันวิ่งหนีหัวใจตนเองมาเนิ่นนานเหลือเกิน ทุกวันนี้ ฉันเองก็รู้สึกว่าตัวเองมีชีวิตเหมือนกับหุ่นยนต์ ฉันอยู่อย่างความรู้สึกที่เย็นชาต่อความรัก ยิ่งฉันเป็นนักวางแผนงานแต่งงาน ต้องพบเจอกับคู่รักที่จะใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมามากมาย หลายครั้งที่ฉันเพ่งมองไปที่แววตายามมีรักของพวกเขา เขาจะแน่ใจได้อย่างไรว่าความรักมีอยู่จริง แล้วภาพความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องราวในอดีตก็ค่อยๆผุดพรายขึ้นมาทีละน้อยเหมือนเรื่องราวเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง…


ฉันมองดูนาฬิกา ห้าทุ่มกว่าแล้ว สายฝนเม็ดเล็กๆ โปรยปรายลงมา ใจพลันคิดถึงเรื่องราวในวันวานที่เคยวิ่งหลบฝนคู่ไปกับใครคนนั้น…และเสียงโทรศัพท์ทำให้ความคิดถึงชะงักลง

"สวัสดีค่ะ"ฉันกรอกเสียงลงไป เสียงที่ตอบกลับมาเป็นเสียงของผู้หญิงที่ฉันรักมากที่สุด

"เป็นยังไงบ้างลูก"

"แม่คะ…ทรายคิดถึงแม่จังเลยค่ะ" ทันทีทันใดที่ได้ยินเสียงแม่ ฉันก็กลายเป็นเด็กติดแม่ไปซะแล้ว

"แม่ก็คิดถึงทราย…เมื่อไหร่ทรายจะมาอยู่กับแม่ซะทีล่ะลูก เรียนจบมาก็หลายปีแล้ว"

"ทรายยังไม่ทราบเลยค่ะ"

"ถ้าทรายไม่อยากมาอยู่ ก็มาเที่ยวที่นี่บ้างก็ได้นะลูก แม่อยากเจอทราย"

"ค่ะแม่…แม่สบายดีนะคะ"

"แม่สบายดีจ๊ะ…แต่ช่วงนี้แม่ต้องไปโรงพยาบาลบ่อย"

"แม่เป็นไรคะ"

"ทราย…ทรายกำลังจะมีน้องน่ะลูก"

"จริงเหรอคะแม่ …ทรายดีใจจัง…ไว้ถ้าแม่คลอดน้องแล้วทรายสัญญาค่ะว่าทรายจะไปเยี่ยมแม่กับน้อง…แม่ดูแลตัวเองด้วยนะคะ…ทรายเป็นห่วง"

"ทรายก็ต้องดูแลตัวเองด้วยนะลูก…แม่ต้องวางแล้วล่ะ…ลูกเดี๋ยวแม่ต้องไปโรงพยาบาล"

"ค่ะแม่ แค่แม่โทรมาทรายก็มีความสุขแล้ว"

"สุขสันต์วันเกิดนะทราย…แม่รักทราย"

"ทรายก็รักแม่ค่ะ"


ฉันวางโทรศัพท์ด้วยหัวใจอิ่มเอม…ถึงแม้ว่าปลายหัวใจจะมีอาการเจ็บชา


ฉันมองดูซองจดหมายที่ถือค้างไว้ในมือ…ตัวแทนจากเขา

ซองจดหมายสีแดงแป๊ด มีรูปดอกกุหลาบสีเหลืองชูช่ออยู่ด้านซ้ายของซอง…ฉันบรรจงฉีกซองจดหมายอย่างตั้งใจเขาส่งภาพถ่ายทุ่งนากว้างสีเขียวขจีมาให้…ด้านหลังรูปถ่ายมีข้อความถึงฉัน…


"สวัสดีครับทราย…พี่คิดว่าแค่ทรายเห็นซองจดหมายก็คงรู้แล้วว่าเป็นพี่…ทรายรู้ไหมหมู่บ้านที่พี่อยู่นี่นะซองจดหมายสีนี้เขาฮิตกันมาก…


พี่ขอให้ทรายมีความสุข…เป็นห่วงทรายเสมอ…"


ฉันเก็บภาพถ่ายใส่ซอง…ถ้าความคิดถึงถูกเก็บเข้าไปอยู่ในซองได้ด้วยก็คงดีฉันจะได้ไม่ต้องรู้สึกทรมานจิตใจอย่างนี้


ดึกมากแล้ว อีกไม่กี่นาทีก็จะเที่ยงคืน…วันคล้ายวันเกิดกำลังจะผ่านไป ฉันเปิดกล่องขนมเค้ก ปักเทียน จุดไฟ ร้องเพลง และหลับตาอธิษฐาน…



ฉันหลับตาอธิษฐานทั้งที่ไม่รู้ว่าจะต้องร้องขอต่อสิ่งใด…

ฉันเลิกอธิษฐานร้องขออะไรจากสิ่งที่ฉันมองไม่เห็นมานานแล้ว…เพราะฉันเชื่อว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน…แต่ ณ เวลานี้ ฉันขออธิษฐาน…อธิษฐานขอในสิ่งที่ฉันอยากได้

สิ่งเดียวที่ฉันไม่กล้าทำให้สำเร็จด้วยตัวของฉันเอง…ฉันกลัวความผิดหวัง…

ฉันอธิษฐานร้องขอเพียงสิ่งเดียวที่อยากได้…รักแท้จากคนที่ฉันรัก…ขอให้เขารักฉัน"


ฉันลืมตากำลังจะเป่าเทียน…แต่ต้องชะงักเมื่อเสียงกริ่งที่ประตูรั้วดังขึ้น ดึกป่านนี้แล้วใครมานะ

ฉันเปิดประตูบ้านชะโงกหน้ามองไปยังรั้วสีเขียว แล้วก็กระพริบตาถี่ๆยืนอึ้งพูดอะไรไม่ออก…เจ้าของจดหมายสีแดงยืนเด่นอยู่ที่นั่น

ฉันดินไปเปิดประตูรั้วให้เขาเข้ามาในบ้าน…

"สุขสันต์วันเกิดครับ" เขาเอ่ยขึ้นในขณะที่เขาเดินตามหลังฉันมา

"ทรายยอมรับพี่เข้าบ้านแล้วใช่ไหมคะ" พี่ตุ้ยทอดเสียงอ่อนหวานเหมือนแกล้งยั่วเย้า

"อะไรนะคะ" ฉันยืนอึ้ง หัวใจเบาโหวง

"อย่าบอกว่าลืมไปแล้วว่าเคยพูดอะไรไว้กับพี่นะ" คนตัวใหญ่ทำเสียงละห้อย ทำให้ฉันรู้สึกขำไม่ได้ ฉันไม่เคยลืมคำพูดเรื่องประตูหัวใจ แต่ฉันแปลกใจที่เขาจำได้

"พี่ก็มีบ้านของพี่แล้ว…จะยังอยากเปิดประตูบ้านของทรายทำไมอีก"

"นั่นสินะ ประตูบ้านที่ปิดตายไม่เคยสนใจว่าจะมีใครมาชะเง้อคอมอง รอให้เจ้าของบ้านมาเห็นใจ สำหรับทรายพี่ก็เป็นได้แค่พี่ชายข้างบ้าน พี่เป็นได้แค่พี่ชายใช่ไหม"

"พี่ตุ้ย…พี่ตุ้ยโกรธทรายเรื่องนั้นเหรอคะ"

"พี่มีสิทธิ์อะไรจะไปโกรธทราย แต่ทรายรู้ใช่ไหมว่า พี่ไม่ได้คิดกับทรายอย่างน้องสาว…พี่พยายามแล้วนะ พยายามจะไม่คิดถึงทรายแต่มันทำไม่ได้ วันนี้มีเลยมาถามทรายให้แน่ใจ พี่จะได้เลิกคิด เลิกรัก" พี่ตุ้ยพูดจาตัดพ้อ ส่วนฉันได้แต่เงียบจมอยู่ในความคิด ทั้งที่รู้สึกดีใจที่ได้รับความรู้สึกดีๆแต่ทำไมฉันกลับกลัว พี่ตุ้ยจับมือฉันไว้อย่างทนุถนอม ฉันรับรู้ได้ถึงความอบอุ่นและอ่อนโยนมั่นคง ไม่เปลี่ยนแปลง แววตาเขาบอกฉันอย่างนั้น

ฉันพยักหน้าแทนการตอบรับ…เขายิ้มให้ฉันอย่างอ่อนหวานด้วยสายตาที่อบอุ่น…ฉันจะลองเปิดประตูหัวใจให้กว้าง เพื่อยอมรับและเรียนรู้ความรักอย่างช้าๆ และถ้าหากจะต้องผิดหวังในรักครั้งนี้ ฉันก็จะยอมรับอย่างเข้าใจ…


Create Date : 18 ตุลาคม 2549
Last Update : 18 ตุลาคม 2549 12:27:03 น. 5 comments
Counter : 208 Pageviews.

 
เป็นเรื่องสั้น ณ ห้วงเวลาสั้นๆ บอกเล่าเรื่องราวที่หล่อหลอมและคลี่คลาย ความรู้สึกได้น่ารักดีครับ


โดย: Narintr007 วันที่: 18 ตุลาคม 2549 เวลา:23:42:11 น.  

 
ตอนแรกดูว่าค่อนข้างยาวแต่อ่านๆไปก็ได้ความรู้สึกที่ลื่นไหลดีครับ
.......หวังว่าทรายจะได้พบกับประสบการณ์ความรักที่งดงามด้วยตนเอง............


โดย: Narintr007 วันที่: 18 ตุลาคม 2549 เวลา:23:44:59 น.  

 
เข้ามาอ่านอีกแล้วครับ..... อ่านแล้วเพลินครับ


โดย: kengCAD วันที่: 19 ตุลาคม 2549 เวลา:10:54:05 น.  

 
อดีตในชีวิต อยู่ที่เราจะเปลี่ยนเป็นยาพิษหรือยาชูกำลังใจ

ไม่ว่าเมื่อวาน วันนี้หรือวันไหนจะมีอะไรเกิดขึ้น พรุ่งนี้ก็ยังต้องก้าวกันต่อไป...ไม่เปลี่ยนแปลง



โดย: เสี่ยวเหลียงจือ IP: 124.121.184.22 วันที่: 12 พฤศจิกายน 2549 เวลา:10:00:18 น.  

 
ผมเป็นคนนึงที่ชอบอ่านเรื่องสั้นวรรณกรรมต่างๆเขียนได้ดีนะ


โดย: เจ็ก อามี่มูหยอก IP: 59.9.5.16 วันที่: 14 มีนาคม 2550 เวลา:19:08:28 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

พลอยชนา
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




สวัสดีค่ะ เป็นคนไทย เกิดที่ไทย โตที่ไทย พูด อ่านเขียน ภาษาไทย เรียนจบจาก ม.หอการค้าไทย และรักภาษาไทยมากๆค่ะ
Friends' blogs
[Add พลอยชนา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.