Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2560
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
2 มิถุนายน 2560
 
All Blogs
 

ฝนพรางฟ้า (๒๓.อ้อมกอด)




ฝนพรางฟ้า

บทที่ ๒๓ อ้อมกอด

-ณนณ-



ดาบประดาบเสียงดังสนั่นหวั่นไหว หมู่โจรป่าร้องโห่ร้องฮาผิดวิสัย กำเริบเสิบสาน ริอ่านออกปล้นฆ่าชาวบ้านแม้ยามกลางวัน ราวกับจะเย้ยหยันความอ่อนปวกเปียกของขุนน้ำขุนนางบ้านเมือง ที่เอาแต่แก่งแย่งชิงดีจนปล่อยปละละเลยราษฎร

อย่าว่าแต่คนในบ้านเมืองเดียวกันเลย แม้ในกาลภายหลัง ครั้นเมื่อพม่ารามัญยกทัพมา ชาวบ้านก็จะถูกเข่นฆ่า ถูกจับไปเป็นเชลย เพราะสิ้นคนดีจะคอยอารักษ์ ต้องหยิบมีดไสควายออกไปสู้รบเพื่อปกป้องตนเอง!

อินทรยันตีนเข้ากลางหลังอ้ายโจรป่าคนหนึ่งจนมันล้มคว่ำ ก่อนจะตวัดดาบกลับ รับคมมีดที่ฟาดมาทางด้านหลังเสียงดังเคร้ง! แม้เชิงดาบจะไม่จัดจ้านอย่างทหารที่เขาฝึกปรือจนชำนิชำนาญ แต่ก็นับว่าว่องไวคล่องแคล่ว ด้วยฝึกฝนมาตั้งแต่ครั้งเป็นเพียงลูกหาบในขบวนเกวียนสินค้าของคนอื่น ผนวกกับความโกรธเกรี้ยวที่ได้เห็นภาพบัดสีของชายชั่วหญิงชั่ว จึงโถมแรงลงเต็มกำลังจนโจรร้ายลงไปกลิ้งคลุกฝุ่น

ผิดกับหมื่นหาญที่ชั้นเชิงเพลงดาบนั้นอ่อนด้อยลงถนัด อาจเพราะความวิตกกังวลใจและมิได้หมั่นฝึกปรือเป็นประจำ จึงถูกคมมีดแทงเข้าสีข้าง เลือดตกดินจนทหารรับใช้ต้องเข้าช่วยป้องกันผู้เป็นนายซึ่งส่งเสียงครวญครางดัง

น่าไม่อาย!

ไอ้เสนที่ปักหลักคุ้มกันพวกผู้หญิงทางท้ายขบวนเองก็ดูท่าจะลำบากยากเข็ญ เพราะถูกอ้ายโจรกลุ้มรุมเอาถึงห้าหกคน เหงื่อมันตกราวกับถูกจับกดน้ำมา

แวบหนึ่งในความคิด อินทรอยากจะปล่อยให้พวกโจรร้ายทำลายทุกอย่างให้สิ้น ไอ้พวกคนชั่ว จะถูกฆ่าตายบรรลัยวายเสียทีนี่ก็สาสมแล้ว แต่เมื่อนึกถึงคนอื่นๆ ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ด้วย พวกตาดำๆ ที่ร่วมติดตามขบวนสินค้ามา ก็ตัดใจไม่ลง

แล้วเจ้าของดวงตาดำขลับที่มองเขาราวกับจะเว้าวอนนั่นอีกเล่า...

คนร่างสูงใหญ่วิ่งปราดราวกับม้าห้อ สอดดาบเข้ารับคมมีดที่โจรร้ายฟาดหมายชีวิตของไอ้เสน ปัดจนศัตราวุธของมันหลุดมือ แล้วเสือกดาบไปยังทางด้านข้าง แฉลบผ่านแผ่นอกหนาของพวกมันอีกคน กลุ่มโจรที่เหลือยังลังเล กล้าๆ กลัวๆ ที่จะเข้าปะทะตรงๆ

สู้รบปรบมือกับอีกเพียงครู่ เมื่อแน่แล้วว่ากำลังของขบวนเกวียนสินค้าเหนือกว่า พวกโจรก็แตกร่นถอยหาย เสียงเอะอะโกลาหลก็ค่อยจางลง จะเว้นก็แต่เสียงร้องไห้ปริ่มจะขาดใจตายของอีแย้มซึ่งวิ่งตรงมาหาอินทร

“แม่หญิงเจ้าค่ะ ท่านอินทร... พวกมันจับตัวแม่หญิงไปด้วย!”




เสียงกรี๊ดของขวัญข้าวทำเอาผู้เป็นมารดาผวาตื่น ภายในห้องนอนเปิดไฟสว่างโร่แม้บัดนี้จะเป็นช่วงเที่ยงวัน พร้อมเพ็ญโจนจากโซฟายาวที่ลากจากห้องรับแขกมาใช้หลับนอนแทนเตียงของตัวเองที่ให้ลูกสาวได้นอนพัก ตรงดิ่งไปหาบุตรีที่ดิ้นทุรนทุรายจากฝันร้าย

“ขวัญ... แม่อยู่นี่... ขวัญ...”

ผู้มากวัยกว่าพยายามรวบไม้รวบมือของลูก แต่ก็โดนฟาดเข้าหน้าเข้าแขนหลายครั้ง เจ็บระบม จนสุดท้ายต้องดึงร่างบอบบางมากอดไว้แนบอก

ทำไมหนอ... ทำไม โชคร้ายจะต้องเกิดแก่แก้วตาดวงใจของแม่ด้วย



ภาพในวันนั้นยังติดตา พอไฟในตะเกียงมอดดับ ร่างของขวัญข้าวก็ปรากฏ ลอยคว้างกลางอากาศ ก่อนจะร่วงตกพื้นดังอั้ก! พร้อมกันนั้น พวกผีร้ายที่แออัดเข้ามาจากทุกทาง ก็คลานถอยสู่ความมืดมิดที่พวกมันออกมา แม่สาวผิวแทน เพื่อนของลูก ที่มารู้ทีหลังว่าชื่อเปรียว ก็เหมือนจะหมดเรี่ยวแรง ไหล่ลู่ ตาลอย แล้วล้มตึงหน้าคว่ำกับพื้นทั้งอย่างนั้น

ส่วนธรรม์ทัพ

ชายหนุ่มเลือนหายไปต่อหน้าต่อตา!



ขวัญข้าวเอาแต่ร้องไห้เสียใจ ไม่ว่าจะพูดปลอบอย่างไร ก็ไม่สามารถดึงจิตใจของลูกสาวให้แช่มชื่นกลับคืนมาได้ ต้อยเองก็บาดเจ็บเพราะถูกเหวี่ยงข้ามห้องจนหลังยอก ส่วนกุมภ์ก็หายหน้าหายตา ไม่แม้แต่จะแวะมาหาสักครั้ง

เวรกรรม... เวรกรรมอะไรหนอ!

พร้อมเพ็ญน้ำตาไหล เวทนาลูก สมเพชตัวเองเต็มทนที่ต้องเจอะเจอเรื่องบ้าๆ พรรค์นี้ และคงเป็นรอยสะอื้นไหวในอกที่ปลุกให้คนในอ้อมกอดคืนสติ ตื่น

หาก ท่อนแขนเล็ก บาง ไร้เรี่ยวแรง กลับยันคนเป็นแม่ออก

“อย่ามากอด!”

น้ำในดวงตาของพร้อมเพ็ญยังไม่เหือด ผู้อาวุโสกว่า แอบหลบหน้าปาดน้ำตาออก ก่อนจะกลับมาส่งยิ้มให้

“ขวัญหิวไหม แม่จะให้ต้อยเขา...”

“อย่ายุ่งกับขวัญ” น้ำเสียงที่ลั่นออกมากึ่งตวาด

“ทำไมพูดกับแม่อย่างนั้นล่ะ” คนเป็นแม่เอ่ย ใจคอสั่น “แม่เป็นห่วงนะ”

“ไม่ต้องมาห่วง”

“ขวัญข้าว!”

“ออกไปไกลไกล๊!!” คนเป็นลูกสะบัดดิ้นรุนแรงจนผู้เป็นแม่แทบผวาตกเตียง ต้องรีบลุกถอยออกมายืน มองดูสภาพของบุตรี ผมเผ้ายุ่งเหยิง เนื้อตัวแดงช้ำ หน้าตาอิดโรยหม่นหมอง นิ้วเล็กๆ เรียวงาม ชี้ไปทางประตูห้อง ออกคำสั่ง

“ไปให้พ้น ไปเหมือนที่คุณเคยทำเมื่อตอนที่ฉันยังเด็ก ฉันไม่ต้องการให้คุณแยแส! ออกไป!!”

น้ำเสียงหวีดแหลม ถ้อยคำ และท่าทางนั้น เป็นยิ่งกว่ามีดกรีดแทงหัวใจของพร้อมเพ็ญ ผู้อาวุโสหน้าซีดเผือด ทั้งตกใจ เสียใจ โมโห จนทำอะไรไม่ถูก สุดท้ายก็ต้องยอมออกจากห้องแต่โดยดี



ปิดประตูเงียบๆ ก่อนจะยกมือข้างหนึ่งขึ้นปิดหน้าและสะอื้นฮึก หากแล้วก็ต้องรีบหยุดอาการอ่อนแอของตนไว้ เมื่อเห็นแม่บ้านเก่าแก่ยืนใกล้ๆ

ต้อยคงได้ยินทุกอย่างเต็มสองหู

หน้าที่เผือดซีดเมื่อครู่กลับหนาวสลับร้อนและชาขึ้นมาเพราะความอายกึ่งๆ โมโห

“มาทำอะไรตรงนี้” คำถามที่ถามแม้จะเปี่ยมด้วยอำนาจ แต่ก็อ่อนแรงเต็มทน

“มาดูว่าพวกคุณต้องการอะไรบ้างน่ะค่ะ” ป้าต้อยตอบ หากในแววตาอันเป็นประกายวาวด้วยหยาดน้ำนั้น สะท้อนถึงความห่วงใย “คุณเพ็ญอย่าโกรธคุณขวัญเธอเลยนะคะ จริงๆ แล้วคุณขวัญเธอรักและรอคุณเสมอ”

“แน่ใจหรือต้อย เห็นแล้วนี่ ตั้งแต่ฉันกลับมา ยัยขวัญต่อต้านฉันขนาดไหน จนจะเป็นจะตาย ไม่เห็นหัวฉันสักนิด ฉันเป็นแม่นะ ฉันเป็นแม่! จะให้ฉันรู้สึกยังไง”

“ไม่ใช่อย่างที่คุณเข้าใจหรอกค่ะ”

“เสี้ยมสอนกันมาล่ะสิ” พร้อมเพ็ญเริ่มเอาความคับอกคับใจมาโทษคนตรงหน้าดื้อๆ “ดูแลกันประสาอะไร ให้ลูกเกลียดแม่ตัวเอง”

คนถูกต่อว่าถึงขั้นเหวอเพราะไม่คิดว่าจู่ๆ ผู้เป็นนายจะแว้งกัดเอาตรงๆ แต่ด้วยความเป็นผู้ใหญ่ อีกทั้งเห็นอีกฝ่ายว่ามีแต่อารมณ์สับสน ขาดสติ จึงไม่คิดจะถือสา

“คุณเพ็ญไม่รู้จริงหรือคะ ว่าคุณขวัญเธอรู้สึกยังไงในตอนนี้”

“เธอจะบอกว่าฉันเป็นแม่ที่ใช้ไม่ได้รึ ต้อย!”

“ไปกันใหญ่แล้วค่ะคุณเพ็ญ” ป้าต้อยว่า “แต่ถ้าคุณใจเย็นสักนิด คุณน่าจะมองออก คุณขวัญน่ะหรือคะเกลียดคุณ เธอกำลังปกป้องคุณต่างหาก”

พร้อมเพ็ญนิ่งงัน เมื่อคำตอบที่ได้รับเกินความคาดหมาย ป้าต้อยระบายลมหายใจยืดยาว

“ตั้งแต่เล็กมา ที่คุณขวัญเธอเก็บตัว กีดกันคนอื่นๆ ออกจากชีวิต ไม่ใช่เพราะเธอชอบอยู่คนเดียวหรอกค่ะ แต่เธอกลัว... กลัวว่า พอเธอไม่สามารถทำในสิ่งที่คนอื่นๆ คาดหวังได้ พวกเขาจะเสียใจ เธอกลัวว่าถ้าเธออยู่ใกล้ใคร คนนั้นจะเดือดร้อนเพราะเธอเป็นเหตุ คุณเพ็ญรู้อะไรไหมคะ ตั้งแต่เล็กมา คุณขวัญเธอเอาแต่โทษตัวเอง ว่าเรื่องร้ายๆ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับคนอื่นเป็นเพราะเธอทั้งสิ้น เวลาที่เธอคุยกับใครสักคนหนึ่ง แล้วคนๆ นั้นเกิดประสบอุบัติเหตุ คุณขวัญก็จะเอาแต่คิด ว่าเป็นเพราะเขารับความโชคร้ายไปจากเธอ ตอนนั้นฉันก็ไม่เข้าใจนักหรอกค่ะ คุณเพ็ญ ว่าทำไมคุณขวัญถึงเป็นแบบนี้ แต่ตอนนี้เข้าใจแล้ว”

คำพูดยาวเหยียดของแม่บ้านทำให้พร้อมเพ็ญสงบ ถ้อยวาจาหยั่งลึกลงไปถึงหัวใจ ป้าต้อยยังคงว่าต่อ

“ที่คุณขวัญตะคอกใส่คุณ ก็เพราะเธอไม่อยากให้คุณต้องเจอเรื่องร้ายๆ เหมือนคืนนั้นไงคะ”

คนพูด พูดจบ ก็ค้อมศีรษะนิด แล้วหันหลังกลับ มีแต่พร้อมเพ็ญที่ยืนนิ่ง ใคร่ครวญในสิ่งที่คนรับใช้ประจำบ้านบอก

ขวัญข้าวคิดอย่างนั้นจริงหรือ

เป็นไปได้หรือ

ภายใต้ท่าทีก้าวร้าว... ลูกสาว อ่อนโยนได้ถึงเพียงนั้น

แม่ประเภทไหนกัน ถึงไม่เข้าใจลูก จนต้องให้คนนอกมาบอกมาสอน!

พอกันที! ชะตากรรมเลวๆ!

ขวัญข้าวจะต้องแต่งงานกับกุมภ์ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้!!



หมื่นหาญนอนครวญครางอยู่ภายในเกวียน แผลที่สีข้างพอกยาพันผ้าไว้หนาแน่น นางรับใช้ที่คอยดูแลซับเหงื่อก็ต้องคอยระแวดระวัง เพราะหากน้ำหนักมือที่กดลงแรงไปนิด หรือพ่อเจ้าประคุณใจเสีย ก็จะเหวี่ยงมือเหวี่ยงตีนฟาดคนใกล้ ราวกับจะระบายความเจ็บปวดของตนได้กระนั้น

อินทรยืนนอกเกวียน มองเหยียดหยันเข้าไปภายใน ไอ้หมื่นหาญ! แผลเล็กเท่าแมวข่วน ทำใจเสาะ น้องสาวหายไปทั้งคน ยังไม่คิดจะกัดฟันไปตามหา!

หมางลูกนัยน์ตาจนอยากจะชักดาบมาฉะสักฉาด หากต้องระงับโทสะแรงไว้ เค้นเสียงเอ่ย

“มิคิดจะตามหาแม่กาหลงก่อนฤๅ หมื่นหาญ”

“เจ็บเจียนตายปางนี้ ขืนตามไป มิตายกลางทางรึ” คนถูกถามตอบ แล้วกลับไปพิโอดพิโอย

“ตะวันจวนจะชิงพลบ หากค่ำมืดดึกดื่น น้องสาวเจ้าจะมิปลอดภัย พวกมันไม่สนดอก ว่าผู้หญิงน่ะลูกเขาเมียใคร จะฉุดคร่าบำรุงบำเรอกามตัณหาของตัวก็ทำตามสันดานบาปหยาบช้าสิ้นล่ะ ไอ้พวกโจรระยำ

คนฟังมีหรือจะไม่รู้ว่าถูกเหน็บเข้าเต็มๆ แต่เพราะเห็นฝีไม้ลายมือของไอ้หนุ่มเมืองเหนือก็ให้คร้ามเกรง ต่อให้ไม่เจ็บ ก็ยังไม่รู้จะล้มมันได้หรือไม่ มิหนำซ้ำ กลางป่าเขาเยี่ยงนี้ จะหาพรรคพวกที่ไหนมาสนับสนุน

ไอ้ห่า! ไอ้อินทร! ระวังตัวไว้เถอะมึง!!

“นั่นซี ใกล้พลบแล้ว หากติดตามหาแม่กาหลงตอนนี้ เกรงจะพากันหลงในป่า กลับออกมาไม่ได้กันล่ะ เราไม่ใช่คนท้องที่ จะชำนาญพื้นถิ่นนี้หรือก็หาไม่ จะโง่เขลาเอาหัวไปให้พวกโจรมันบั่นคอทำไม รอวันพรุ่งก่อนเถอะ”

“เช่นนั้น ก็สั่งให้คนออกตามหา ทหารที่ติดตามท่านมา คงมีฝีมือบ้างดอกกระมัง”

“ไฮ้! ได้อย่างไร” หมื่นหาญเสียงแข็ง “ไอ้พวกนั้นมันต้องคุ้มกันข้า... เอ่อ... คุ้มกันขบวนเกวียนของท่าน ไหนจะข้าวของ ไหนจะพวกผู้หญิง ไปกันหมดเกิดมันย้อนมา มิตายโหงกันหมดนี่ดอกรึ”

“หมา มันวิ่งหนีหางจุกตูดไปอย่างนั้น มันไม่วกมาซ้ำดอก”

คำนี้ของอินทรก็ตอกหน้าอีกฝ่ายจนเจ็บแปลบ ไอ้ไพร่! มาหลอกด่าว่ากูเป็นหมารึ!

“คนในเกวียนของข้าฝึกปรือเพลงดาบเอาไว้คุ้มกันตัว เข้มแข็งพอดู จะต้องให้เป็นห่วงไปไย ผู้หญิงตัวคนเดียวในป่า น่าห่วงกว่าเป็นไหนๆ”

“ข้าเองก็เห็นจริงตามท่านว่า คนของท่าน เข้มแข็งเสียจนชวนให้นึกว่าซ่องสุมกำลังก่อกบฏ”

“หมื่นหาญ!” อินทรยกดาบชี้หน้าอีกฝ่าย หมื่นหาญผงะถอย ปฏิเสธละล่ำละลัก

“ข้าเพียงแต่พูดเล่นดอก ท่านอินทร”

คนฟังกำด้ามดาบแน่นด้วยฤทธิ์โทสะ กัดฟันกรอด เจ้ากาหลงเอ๋ย ดูเถิด ดูพี่ชายเจ้า น้องจะเป็นตายร้ายดีทั้งคน กลับไม่มีใจห่วงพะวง ไอ้ชาติชั่วนี่ มันจะรักแต่ตัวเองถึงไหน!

“หากท่านมิไป ข้าไปเอง”

อินทรตัดสินใจรวบรัด มีเพียงหมื่นหาญที่ฮึดฮัดในใจ เออ มึงไปตายได้เสียก็ดี

หาก... แล้วก็ได้คิด

ถ้าไอ้อินทรตายเสียในป่า เรื่องที่เขากับแม่พุดซ้อนลักลอบคบชู้กัน คงจะไม่ถูกลือไปจนถึงหูผู้ใหญ่

อะไรๆ ที่ควรจะจัดการได้ ก็จะจัดการได้ง่ายดายอย่างเช่นก่อนเก่า

“เอาไอ้เสนไปด้วยซี” หมื่นหาญแนะ หันไปหาลูกน้องคนสนิทที่ยืนคอยคำสั่งด้านนอก “มึงไปกับท่านอินทร... รู้ใช่ไหม ว่าต้องทำเยี่ยงไรบ้าง”

คนฟังคำสั่งกลืนน้ำลายลงคอ สัญญาณจากผู้เป็นนายเจนชัด

มองหน้าผู้ร่วมเดินทางแล้วกลืนน้ำลายอย่างยากเย็น ราวกับว่าในลำคอนั้นมีแต่ผงทราย

“ขอรับ”

รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏติดที่มุมปากของหมื่นหาญขึ้นแวบหนึ่ง



พุดซ้อนโผเข้ากอดขาของอินทรเอาไว้แน่น หากแต่คนเป็นผัวทั้งดึง ทั้งสลัดออก แต่ท่อนแขนเรียวบางกลับยึดไม่ปล่อย

“พี่อินทร อย่าทิ้งน้องไว้ที่นี่เพียงลำพังนะเจ้าคะ”

“ลำพัง” อินทรเลิกคิ้ว “ทั้งที่ยังมีชู้รักของเจ้าอีกคนน่ะรึ”

“พี่อินทร มิใช่อย่างนั้น น้องกับท่านหมื่นมิได้...”

“เป็นชู้!!” อินทรเค้นเสียงตวาด หากมิให้ดังเกินกว่าจะได้ยินกันลำพัง ด้วยยังต้องการรักษาหน้าของเมียรัก “ผู้หญิงเยี่ยงเจ้า มีผัวเดียวมันคงไม่หายอยาก จะหาสักกี่คนก็ตามใจเถอะ แต่ขอไว้ตรงนี้เถิดนะ อย่าเพ่อกวาดไอ้ทั้งหลายที่ตามติดมากับขบวนไปเป็นผัวจนหมด ข้าอาย! อายจนจะไม่มีหน้ามองใคร!”

“พี่อินทร!” พุดซ้อนแทบจะกรีด น้ำตาไหลพราก “คำท่านร้ายนัก จะให้น้องกลั้นใจตายเสียตรงนี้ให้ได้เลยหรืออย่างไร”

“คนอย่างเจ้า ไม่กล้าตายดอก พุดซ้อน”

สะบัดขาจนหลุด พุดซ้อนกระเด็น หากแต่เพราะนั่งพับเพียบอยู่แล้ว จึงไม่ต้องล้มจนเจ็บตัว

“ทำไมคะพี่อินทร น้องพลั้งพลาดเพียงเล็กน้อย มันไม่ต่างอะไรกับที่พวกผู้ชายมีเมียเล็กๆ เป็นโขยงสักนิด ทีอย่างนั้น ทำไมถึงสรรเสริญนักเล่า ว่าเป็นยอดชาย มีเสน่ห์ สมชาตรีเยี่ยงขุนแผน น้องผิดหรือคะที่เกิดมาเป็นหญิง”

“แล้วผู้ชายพวกนั้นใช่ข้าหรือไม่! เห็นคนอื่นเขาละเลงขี้ เจ้าต้องละเลงขี้กับเขารึ!”

อินทรหน้าแดงแป๊ด โกรธเกรี้ยวที่ถูกทรยศหักหลังว่าหนักหนาแล้ว แต่เมื่อได้ยินคำแก้ตัวของอีกฝ่ายแล้วก็ยิ่งให้รู้สึกเหมือนมีกองไฟมาสุมไหม้บนหัว

“หากเจ้าใคร่จะเป็นยอดหญิง มีเสน่ห์ เยี่ยงนางวันทอง ก็จงไป! ไปเสียให้พ้นหน้า ไปหาชายที่ทัดเทียมเจ้ามาเป็นผัว ข้ามิขอกลั้วเกลือก!”

“พี่อินทร” ดวงหน้าของพุดซ้อนเผือดซีด จนแม้แต่ปากที่มักมีสีระเรื่อแย้มก็ยังหมอง ด้วยเห็นเค้าลางแห่งชะตากรรมของตน “ไม่นะคะพี่อินทร น้องเป็นเมียพี่ หัวใจของน้องมีแต่พี่”

สายตาของคนตัวสูง เย็นเยียบจนราวกับจะสะกดคนถูกมองให้เยือกแข็งไปทั้งร่าง

“ข้าเคยเห็นเจ้าเป็นดั่งฝนในยามแล้ง ประพรมให้คนไกลบ้านเกิดเมืองนอนเยี่ยงข้าได้ชุ่มชื่นหัวใจ ไฉนเลย ละอองฝนที่เคยโปรยปราย กลับกลายเป็นพายุร้าย ที่พัดน้ำป่ามาซัดข้าเสียจนจม! ข้าหมดใจต่อเจ้าแล้ว พุดซ้อนเอ๋ย ถึงเวียงนกคุ้มครานี้ จะหย่าขาดเสียให้เจ้าสมใจ!”




อินทรกระชับดาบมั่น ดวงตาคมเข้มค่อนข้างดุ หัวคิ้วเหมือนจะขมวดชนกันตลอดเวลา บรรยากาศภายในป่าไม่น่าไว้วางใจ แม้จะยังไม่ถึงเพลาผีตากผ้าอ้อมดี แต่ภายใต้เงาไม้ครึ้มก็เริ่มมืดเหมือนกลางคืน

คนติดตามเขามาด้วยคือเสน และพรรคพวกอีกสามคนที่คอยระแวดระวังภัยทางด้านหลังให้ อินทรสืบตามรอยที่พวกโจรป่าผ่านไป เงียบที่สุด เร็วที่สุด ด้วยห่วงใยเต็มกลั้น

ขอให้ปลอดภัยเถิด เจ้ากาหลง

และด้วยความชำนิชำนาญ ทั้งสู้รบและเดินป่า ทั้งที่เป็นเพียงคหบดี มีอาชีพค้าขายแท้ๆ คนตามทั้งหมดจึงนึกสงสัยอยู่ครั่นๆ ว่าบุรุษผู้นี้ตกทอดวิชามาจากผู้ใดหนอ

ไม่มีใครสักคนที่รู้... ทั้งหมด เกิดจากการเพาะบ่มเมื่อครั้งวัยเยาว์ของเขา



เมื่อแม่ตาย น้าพาเขาหนีเข้าป่า หมายจะเดินทางไปยังกรุงศรีอยุธยาเพื่อพบบิดาซึ่งเป็นขุนนางใหญ่ในราชสำนัก

หากไม่ถึงครึ่งทาง ก็เจอะกลุ่มโจรปล้น คนเป็นน้าถูกบั่นหัวขาด สิ่งของประดามีถูกยึดไปเสียหมด เหลือแต่เพียงแหวนทับทิมประจำตัวที่เขาไม่ยอมให้ห่าง

ทั้งที่วัยเพียงไม่กี่ขวบ เขาวิ่งหนีเตลิดเข้าป่าลึก โดดเดี่ยว ทั้งเจ็บ ทั้งหนาว ทั้งหวาดกลัว จนคิดว่าจะตาย กลายเป็นซากให้สัตว์ป่ามาทึ้งแทะ

หากจนแล้วจนรอด เขาก็หอบหิ้วร่างผอมกะหร่องราวกับศพโผเผไปตามทาง จนพบกับกองคาราวาน เจ้าของคาราวานพอมีน้ำใจเมตตา ด้วยสมเพช จึงให้ข้าวให้น้ำ ให้ร่วมขบวนติดตามไปจนถึงกรุงศรี

ความประทับใจในครานั้น ทำให้เขาขัดขืนคำสั่งบิดา ไม่ยอมเป็นทหารตามสายเลือดฟากพ่อ แต่เลือกจะทำการค้าขาย และย้อนกลับมาร่ำเรียนวิชาต่างๆ จากนายคาราวานที่เคยช่วยชีวิต ได้พบพี่รอด พบปะผู้คน และเจอะเจอเรื่องราวพิลึกพิลั่นสารพัดในการเดินทาง ฝึกฝนนานแรมปี กว่าจะออกมาริเริ่มกิจการตนเองจนตั้งเนื้อตั้งตัวได้ และพบกับสาวงามแห่งเวียงนกคุ้ม

สุดท้าย เขาตั้งใจลงหลักปักฐาน

หาก... ใครจะรู้ ว่าเมียเราจะเผาเรือน!



เสียงสวบสาบของฝีเท้าคนแว่วมาแต่ไกล อินทรส่งสัญญาณให้ผู้ที่อยู่ภายหลัง เข้าหาที่เร้นหลบกำบัง ไอ้เสนเลือกที่จะตามชิด กระชับดาบในมือมั่น หมายมาดว่า หากสงบเงียบลงแล้ว อาวุธในมือของเขา จะปาดคออินทรให้ขาด

ชายชาติทหาร... คำสั่งของนายถือเป็นที่สุด!

แม้คำสั่งนั้นจะผิดน่ะหรือ...

เจ้านายไม่เคยผิด!!

ปรากฏเป็นกลุ่มคนสามคนเดินสวบสาบผ่านมา พวกมันโพกผ้า พันกาย แขนขาสักยันต์เต็มไปหมด เหมือนกลุ่มโจรป่าที่โจมตีขบวนเกวียนไม่มีผิด

พวกมันเร่งรุด ท่าทางหวาดหวั่นพรั่นพรึง อะไร สักอย่าง ฝีเท้าที่ย่ำก็เหมือนรีบจ้ำอ้าวให้พ้นๆ ทางไป

ไอ้เสนยอบตัวต่ำลงอีก นิ่งจนแทบจะกลั้นหายใจ นอกจากเสียงแมลงป่าแล้ว ก็ปราศจากเสียงอื่น ดังนั้นพอพวกมันคนหนึ่งเอ่ยขึ้น จึงจับใจความได้ชัด

“คนอะไรไม่รู้ น่ากลัวฉิบหาย!”

“มึงอย่าอึงไป” อีกคนดุ “เขาว่า ไอ้วิชาถอดจิตแปลงรูปนี่ ถ้าฝึกสำเร็จแล้ว จะถอดจิตมาดูมาฟังคนอื่นเขา ง่ายเสียยิ่งกว่าปอกกล้วย”

“เงียบๆ ไปเลยพวกมึง” อีกคนเอ็ดเบา

ไอ้เสนขมวดคิ้วเบา วิชาที่ไอ้โจรทั้งสามพูดนั้นคุ้นหูเหมือนเคยได้ยินจากไหนมาก่อน

จนเมื่อพวกมันก้าวพ้นไปแล้ว ไอ้เสนจึงค่อยโล่งใจ เรื่องที่ค้างคาสงสัยนั้นเก็บไว้ก่อนเถอะ ตอนนี้ เดี๋ยวนี้ ที่ต้องจัดการคือคนข้างตัว

ไอ้เสนตวัดปลายดาบคม หันไปหาเป้าหมาย แต่แล้วก็ต้องพิศวงใจ

อินทรหายไปแล้ว!




ฝนยังคงตกขึ้นฟ้า เปรียววิ่งกระหืดกระหอบหนีมาตามถนนสายมืด วังเวง สองข้างทางเรียงรายด้วยตึกสูงเหยียดฟ้า แต่เก่าโทรม แตกร้าว บางจุดก็ทรุดพังลงมาเห็นแต่โครงเหล็กหักงอระเกะระกะ สีที่ทาเคลือบลอกล่อน และบางจุดก็มีแต่ขี้สนิมเกรอะกรังเกาะติด เขม่าควันดำลอยฟุ้งในอากาศ หายใจเท่าไหร่ก็มีแต่สำลัก หากก็จำเป็นต้องกลั้นไว้ เพื่อไม่ให้พวกมันได้ยินเสียง

พวกคน ที่เดินหัวบิดกลับหลังพวกนั้น!

เคยได้ยินแต่เรื่องผี เขาเล่ากันว่า มีนักศึกษาชายคนหนึ่งเลิกเรียนดึก และเนื่องจากไม่มีรถ จึงต้องเดินทางกลับด้วยรถเมล์เที่ยวสุดท้าย เขาจึงไปนั่งรอที่ป้ายรอรถเพียงคนเดียว บรรยากาศรอบด้านเงียบมากจนน่าขนลุก ท้องฟ้าก็มืดเพราะเป็นคืนเดือนดับ มีก็แต่แสงไฟสลัวลางจากหลอดไฟทางสีส้มที่สาดส่องลงมา ผ่านไปสักครู่หนึ่งก็มีหญิงสาวใส่ชุดนักศึกษาเข้ามานั่งที่ป้ายรอรถ ห่างจากเขาไปจนสุดปลายม้านั่ง เขาเห็นเธอเป็นคนหน้าตาสะสวย จึงคิดจะชวนคุย เลยถามขึ้นว่า เลิกดึกหรือ? เรียนคณะอะไร? จะกลับบ้านทางไหน? แต่ผู้หญิงคนนั้นก็ไม่ตอบกลับมา จนเขารู้สึกว่าเธอหยิ่ง จึงกุเรื่องหลอกให้เธอกลัว โดยเล่าว่า ที่ป้ายรอรถเมล์ตรงนี้ปกติไม่มีใครมานั่งตอนดึกๆ หรอก เพราะจะเจอผี บิดคอกลับหลัง หันมาหลอก

เล่าจบ ก็ได้ผล ผู้หญิงคนนั้นเริ่มห่อตัว แล้วหันหน้ามาทางเขา แต่เธอไม่หยุดแค่นั้น เพราะหัวของเธอบิดหมุนไปอีกรอบหนึ่ง... อีกรอบหนึ่ง... จนคอเป็นเกลียว ก่อนจะจ้องตรงมาทางเขา แสยะยิ้มให้ ว่า “อย่างนี้เหรอ!”

แค่คิดขึ้นมาก็หัวพองฟูแล้ว แต่นี่ ต้องมาเจอวิญญาณพวกนั้นกับตา กว่าจะตั้งสติ หยุดกรีดร้อง แล้วขยับขาวิ่งหนีมาจนถึงนี่ได้ ก็เกือบจะโดนพวกมันรุมลากทึ้ง

นี่ใช่ไหม... สิ่งที่ขวัญข้าวเคยเตือน

พวกมันหมายจะเอาชีวิตเธอ!

ถ้อยคำของเพื่อนดูจะสำคัญขึ้นมาเอาเสียในเวลานั้น เสียวสันหลังจนขนลุก เย็นเยียบจับใจ ทันใดนั้นเอง! ก็มีเสียงกรีดร้องดังมาจากบนฟ้าทางด้านหลัง เปรียวหันขวับ แหงนมอง

ตรงยอดตึก ผีผู้หญิงหัวกลับกำลังแผดเสียงแหลมและชี้นิ้วมายังเธอ! เสียงหวีดสูงทำเอาหน้าของมันสั่นจนเนื้อแก้มสีเทาๆ เต้นกระเพื่อม ก่อนที่หัวจะกระเด็นหลุดร่วงลงมาแตกโผละต่อหน้าต่อตาเธอ!

เปรียวอ้าปากจะกรีดร้อง แต่ถูกมือลึกลับคว้าตะปบ

ร่างระหงถูกลากเข้าไปในซอกตึก!!




อินทร... อินทร...

คนตัวสูงบุกป่าฝ่าดงไปตามร่องรอยที่เห็นบนพื้นโดยไม่ทันได้บอกผู้ติดตามที่มากับเขาด้วย หากจะว่ากันตามตรง เขาไม่ไว้ใจคนของหมื่นหาญ

ถึงหน้าตาไอ้เสนจะซื่อๆ แต่ใจของมันจะซื่ออย่างหน้าหรือเปล่า เขาไม่รู้

ฟ้าก็เริ่มมืด นี่จันทร์คงจะขึ้นแล้วกระมัง

ไต่ลงมาจนถึงเนิ่นลาด เห็นแสงไฟวอมแวมลิบๆ คล้ายแสงวาบๆ จากมวนยาเส้น เขาเดินตามทางนั้นไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายก็พบเจอกับถ้ำสูงใหญ่ ภายในถ้ำมีแสงสว่างวูบไหวเรืองรอง

และข้างกองไฟ... กาหลง!

นาง นั่งชันเข่า ซบหน้าอยู่เพียงลำพัง บางครั้งก็มีแรงสะอื้นสะท้อนผ่านแผ่นหลังแบบบาง จนอินทรสงสารจับใจ

จำได้ ดวงหน้าของน้องน้อยตอนที่เขาตวาด ไม่ใช่แค่หวาดกลัว แต่ราวกับหัวใจแตกสลาย



เจ้าแน่งน้อยเอ๋ย

เจ้าเอยดั่งใบไม้ผิวอ่อนอ่อน

ยามสายลมลูบผ่านเจ้ารอนรอน

จึงร่อนร่อนปลิดขั้วปลิวลิ่วลมมา


เจ้าจึงทุกข์เจ้าจึงเจ็บเจ้าจึงทน

เจ้าจึงหมองเจ้าจึงหม่นจนเหว่ว้า

เพราะขาดขั้วตัวจึงตายวายชีวา

บนผืนหญ้าเป็นใบไม้ใกล้ราโรย ๏



ทว่า ถึงจะอย่างนั้น จะทำฉันใดได้ แม้นกาหลงกับหมื่นหาญจะเป็นคนละคน แต่ทั้งคู่เกิดมาจากท้องพ่อแม่เดียว

เลือด ย่อมข้นกว่าน้ำ

หรือต่อให้เลือดจาง... สองพี่น้องย่อมต้องทะเลาะกันเพราะเขาอยู่นั่นเอง

กาหลงเอ๋ย... เจ้ากาหลง

เจ้าจะลำบากเพราะพี่เสียแล้วกระมัง



ความคิดครุ่นและอารมณ์ที่ประดังประเดเข้ามาหลายทาง ทำคนตัวสูง สง่า องอาจ ได้แต่ยืนนิ่งอยู่ภายนอก จนกระทั่งสตรีตัวเล็กในถ้ำแหงนขึ้นมองมาเห็น

“พี่อินทร”

น้ำเสียงนั้นเปี่ยมล้นด้วยความยินดี หากเพียงวูบเดียว แววตาของนางก็กลับมีน้ำคลอ ออกมา ก้มหน้าหลบ นิ่งไปไม่พูด จะว่าปั้นปึงก็ไม่ใช่ ดูเหมือนจะละอายใจเสียมากกว่า

เป็นฝ่ายอินทรเสียอีกที่ต้องร้อนใจเข้าไปหา

“เหตุไร เจ้าจึงมาอยู่ที่นี่เพียงลำพังเล่า”

“น้อง...” คนพูดพยายามข่มเสียงให้นิ่ง หากรอยเสียงนั้นสั่นไหวเต็มแก่ “น้องหนีมา... พวกมัน หมายจะข่มเหง”

คำนั้นเอง ทำให้อินทรรีบรุดเข้าไปหา มือหนาใหญ่ มั่นคง และอบอุ่น วางแตะบนบ่าของนางอย่างอ่อนโยนและแผ่วเบา

“เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม กาหลง”

“ค่ะ” คนตอบพยักหน้า กลืนน้ำตา “น้องอยากพบพี่”

คำของกาหลงทำเอาอินทรชักมือกลับแทบไม่ทัน ด้วยในใจนั้นครุ่นแค้นอยู่เป็นทุน จึงเข้าใจความหมายนั้นผิด

“พี่ชายเจ้าอยู่ดีดอก เป็นแค่แผลเฉี่ยวผ่านสีข้างหน่อยหนึ่ง แต่เจ้าตัวคนเจ็บเจียนตายกระมัง” อยากจะว่าให้สาสมใจ หากก็ยั้งปากเอาไว้ เมื่อเห็นหน้าอ่อนๆ ม่อยลง

จะเอาความโกรธมาพาลลงที่นาง คงไม่ถูก

คิดได้ จึงเบี่ยงเนื้อหาไปเสีย

“เห็นที จำต้องพักแรมที่นี่เสียคืนหนึ่ง ข้างนอกมืดนัก จะหลงเข้าป่าลึกกว่าเดิม พรุ่งนี้เช้าเมื่อตะวันขึ้น เราค่อยกลับไปยังขบวนที่ยั้งรอ”

“พี่อินทร...” หากคนฟังดูเหมือนจะไม่ใส่ใจคำพูดนั้น นัยน์ตาหวานโศกสบตรงมา จนอินทรรู้สึกประหลาด “พี่เกลียดน้องจริงหรือคะ”

ดวงตาคมเข้มจ้องสบตรง ลึกซึ้ง เหมือนจะหยั่งเข้าไปถึงในหัวใจ หากแล้วก็เป็นเขาเองที่หลบเลี่ยง เสมองไปทางอื่น

“เจ้าอย่าสนใจใดๆ ต่อคำข้า”

“น้องสนใจมิได้หรือคะ” ความรวดร้าวแล่นผ่านมาทางปลายเสียง “แม้สักนิด ก็มิได้หรือคะ”

คนฟังกล้ำกลืนก้อนที่แล่นมาจุกคอกลับคืนไป เสียงจึงแหบพร่า

“พี่ชายเจ้าหยามน้ำใจข้านัก กาหลง ฤๅเห็นข้าเป็นเพียงชาวบ้านร้านตลาด ตัวเป็นขุนน้ำขุนนาง จะข่มขู่ เอารัดเอาเปรียบกันอย่างไรก็ได้”

“พี่หมื่นเขา...”

“ผิดศีล ผิดธรรม ผิดต่อความเป็นคนด้วยกัน หึ มีแต่สัตว์ดอก ที่มันไร้ยางอาย!”

กาหลงสะอึก ถ้อยคำของอินทรรุนแรงและหนักหน่วง

เพราะมันคือความจริงเสียยิ่งกว่าจริง

“ที่พี่ว่ามา น้องคงโต้แย้งมิได้ แต่น้องอยากให้ใจเย็นลงสักนิด น้องมิอยากให้พี่ต้องทุกข์ เพราะกระทำการโดยผลีผลาม”

“คงไม่มีสิ่งใดทุกข์กว่านี้แล้วล่ะ กาหลงเอ๋ย”

“อโหสิกรรมให้พี่หมื่นเสียมิได้หรือคะ ปล่อยพวกเขาไปเสีย อย่าเอาตัวเองไปจมอยู่กับสิ่งไม่ดี”

สีหน้าของอินทรฉายแววน่ากลัวผ่านมาแวบหนึ่ง ยามตวัดสายตาจดจ้องกาหลง จนอีกฝ่ายสั่นสะท้าน

“เจ้าเคยรักใครหรือไม่ กาหลง ใครสักคนที่เจ้าฝากความไว้เนื้อเชื่อใจ หวังไว้จะเป็นคู่ชีวิต สัญญากันมั่นเหมาะ แต่แล้ววันหนึ่ง เขาหักหลังเจ้า ไปร่วมรัก กับคนอีกหนึ่งคน ซึ่งเจ้าเองก็รู้จัก มิใช่คนอื่นไกล... หากเป็นเจ้า เจ้าจะอโหสิกรรมให้คนทั้งสองนี้ได้จริงหรือ กาหลง”

กาหลงแทบจะกลั้นหายใจตอนฟัง กว่าจะรู้สึกตัวก็เผลอสูดลมหายใจเข้าปอดลึก แล้วผ่อนออกมาแบบติดๆ ขัดๆ

นั่นสิ... ความรัก

ยามหวาน รักก็ยิ่งกว่ายาสมานใดในโลกหล้า

ยามขม รักก็ยิ่งกว่าศัสตราที่พร้อมประหัตประหาร

เพียงแค่รักคำเดียว...

“เคยสิคะ” น้ำเสียงตอบเบา แผ่ว แทบเป็นกระซิบ “และยัง คงรักอยู่”

ยิ่งมองคนตรงหน้า ใจยิ่งถวิลหา อยากเข้าไปใกล้ อยากแตะต้องและสัมผัส อยากกอดหัวใจดวงนั้นให้นิ่งสงบจากไฟอันร้อนแรง

กาหลงผุดลุก กระทำในสิ่งที่อินทรต้องผงะจนตาค้าง!

มือเรียวเล็กปลดปมผ้าแถบที่พันกายไว้จนหลุด เช่นเดียวกับโจงกระเบนที่ห่อหุ้มกายก็เลื่อนมากองตรงพื้น อากาศเย็น สายลมพัดผ่าน หากกระนั้น เนื้อกายกลับร้อนวูบวาบราวกับคนจับไข้

อินทรตั้งสติได้ รีบลุก แล้วเดินหนี หากกาหลงกลับโผเข้าหา กอดรั้งเขา สองแขนรวบแน่น กายชิดกาย กดหน้าแนบบ่าจนได้กลิ่นบุรุษของอินทรเต็มฆานประสาท น้ำในตาไหลริน

“อโหสิให้พี่หมื่นกับแม่พุดซ้อนเสียได้ไหมคะ น้องมิอยากให้คนที่น้องรักหมองไหม้ในใจอีกแล้ว!”




>>>โปรดติดตามตอนต่อไป






 

Create Date : 02 มิถุนายน 2560
5 comments
Last Update : 2 มิถุนายน 2560 2:53:27 น.
Counter : 361 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

 

โอ๊ะ มาอัพแล้ว
ตอนนี้ไม่ต้องตามทวง
พักนี้ขยันดีมาก (55+)

 

โดย: ploy666 IP: 171.6.80.134 2 มิถุนายน 2560 8:41:18 น.  

 

^_______^

 

โดย: sakeena IP: 49.228.251.83 2 มิถุนายน 2560 9:03:22 น.  

 

คุณ sakeena
สวัสดีค่ะ อย่าลืมกินข้าวกินปลา
แล้วกลับมานั่งรออ่านนิยายตอนถัดไปเป็นเพื่อนกันในบล็อกด้วยนะคะ
^o^

 

โดย: ploy666 IP: 171.6.80.134 2 มิถุนายน 2560 20:39:47 น.  

 

ยังคงตื่นเต้นเหมือนเดิม ขอบคุณที่อัพค่ะ 😄

 

โดย: Itlikacrazy IP: 115.87.49.130 8 มิถุนายน 2560 15:17:02 น.  

 

คุณ Itlikacrazy

วันนี้ไปตามทวงตอนต่อไปให้แล้วนะคะ
รอด้วยกันค่ะ 555+

 

โดย: ploy666 IP: 27.130.90.13 13 มิถุนายน 2560 13:55:31 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


ploy666
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




หนังสือที่มีวางจำหน่ายเฉพาะในบล็อก
http://ploy666.bloggang.com




ชื่อเรื่อง : เศวตธามัน (บัลลังก์ศศิธรา)
นามปากกา : สิตาปางค์
ประเภท : จินตนิยาย , โรแมนติก
รูปเล่ม : ขนาด 700 หน้า A5
ออกแบบปก : Little thing

ราคา : 850.- บาท
ยังมีสินค้าเหลือเล็กน้อยค่ะ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=ploy666&group=28

สั่งซื้อที่ : vr.molecules@จีเมล.com
** แทนที่ จีเมล ด้วย gmail

หมายเหตุ : งดใส่ลายเซ็นนักเขียนทุกกรณีค่ะ

** ***********************************



ชื่อเรื่อง : เงาบรรณ
นามปากกา : ลายน้ำ
ราคา : 259.- บาท
สั่งซื้อที่ (ยุติการสั่งซื้อ)

สินค้าหมดค่ะ



****************

นิยายที่อัพล่าสุดคือเรื่อง

รอยทรายบนลายรัก
...และ...
กระต่ายในใจจันทร์



***********

เมื่อคุณเริ่มก้าวแรก
ก้าวต่อไปมันก็ไม่ได้ง่ายอยู่ดี

...เพียงแต่...

เราเคยผ่านมันมาแล้ว!

Ploy666.



************

หมายเหตุสักนิดค่ะ...

ถ้าเป็นไปได้ งดการแปะรูปใส่คอมเม้นท์นะคะ
เจ้าของบล็อกเข้าหน้าจอไม่ได้จ้า เน็ตห่วยมากมาย

ขอบคุณคนใจดีทั้งหลายล่วงหน้าค่ะ


**************

เนื้อหาต่างๆที่อัพในบล็อก
สงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย


Friends' blogs
[Add ploy666's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.