อัตตาอยู่ที่ใด
คนที่มีความเชื่อว่า มีสิ่งที่เป็นตัวเราที่แท้จริงอยู่
เช่น สิ่งนั้นอาจจะเป็นร่างกายตัวตนที่เดินนั่งยืนนอนอยู่ทุกๆ วัน
หรือสิ่งนั้นอาจจะเป็นปฏิกิริยาไฟฟ้าเคมี ที่สั่งการข้อมูลความจำในสมอง บอกว่าเราเป็นตัวเรา
หรือสิ่งนั้นอาจจะเป็นดวงจิตอันเป็นทิพย์ ซึ่งครอบครองอาศัยร่างกายเสมือนบ้าน พอบ้านผุพังก็ย้ายไปอาศัยอยู่บ้านใหม่


คนที่มีความเชื่ออย่างนี้ เมื่อคิดถึงการตายของตัวเองและบุคคลอื่นๆ ก็จะมีแนวคิดไม่กี่แบบ คือ
1.คนเราตายแล้วต้องเกิดใหม่
2.คนเราตายแล้วไม่มีการเกิดใหม่
3.บางคนตายแล้วต้องเกิดใหม่ก็มี  ไม่ต้องเกิดใหม่ก็มี
4.คนเราตายแล้วต้องเกิดใหม่ก็ไม่ใช่  ไม่เกิดใหม่ก็ไม่ใช่

ทั้งสี่ข้อที่ว่านั้น ศาสนาพุทธบอกว่าผิดหมด




เมื่อจะแก้ความเห็นผิดดังกล่าว ท่านมักจะใช้วิธีถามให้ทบทวน

ก่อนอื่น สิ่งที่ประกอบกันเป็นเรา ก็คือร่างกายและความคิดจิตใจ ศาสนาพุทธจำแนกว่าคือขันธ์ห้า
ได้แก่ ร่างกาย ความรู้สึก ความจำ ความคิด และการรับรู้สิ่งต่างๆ ทั้งภายนอก และภายในความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง
(รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ตามลำดับ)


วิธีถามของท่าน คือไล่เรียงไปเรื่อยๆ ดังนี้

1. อันดับแรก ท่านจะถามให้ทบทวนว่า สิ่งที่เราๆ ยึดว่าเป็นของเราหรือตัวเรา มันมีอะไรน่ายึดมั่ง

เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน

รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง?  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอ ที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา?


เวทนาเที่ยงหรือไม่เที่ยง?  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอ ที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา?

สัญญาเที่ยงหรือไม่เที่ยง?  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอ ที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา?

สังขารเที่ยงหรือไม่เที่ยง?  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอ ที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา?

วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง?  ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือหนอ ที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา?



2. จากนั้น ท่านก็จะถามว่า เราเห็นว่า อะไรคืออัตตาหรือตัวเรา

เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน

เธอย่อมเห็นรูปว่าเป็นสัตว์บุคคลหรือ?
เธอย่อมเห็นเวทนาว่าเป็นสัตว์บุคคลหรือ?
เธอย่อมเห็นสัญญาว่าเป็นสัตว์บุคคลหรือ?
เธอย่อมเห็นสังขารว่าเป็นสัตว์บุคคลหรือ?
เธอย่อมเห็นวิญญาณว่าเป็นสัตว์บุคคลหรือ?



3. เมื่อขันธ์ห้าไม่ใช่ตัวเราแล้ว มีตัวเราซ่อนอยู่ตรงไหนสักแห่งในหรือนอกขันธ์ห้าหรือไม่?

เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน

เธอย่อมเห็นว่าสัตว์บุคคลในรูปหรือ?
เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลอื่นจากรูปหรือ?

เธอย่อมเห็นว่าสัตว์บุคคลในเวทนาหรือ?
เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลอื่นจากเวทนาหรือ?

เธอย่อมเห็นว่าสัตว์บุคคลในสัญญาหรือ?
เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลอื่นจากสัญญาหรือ?

เธอย่อมเห็นว่าสัตว์บุคคลในสังขารหรือ?
เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลอื่นจากสังขารหรือ?

เธอย่อมเห็นว่าสัตว์บุคคลในวิญญาณหรือ?
เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลอื่นจากวิญญาณหรือ?


4. ถ้าในอัตตาไม่ได้ซ่อนอยู่ในขันธ์ห้า  และไม่ได้อยู่นอกขันธ์ห้าแล้ว  หรือว่าขันธ์ห้าจะอยู่ในอัตตา

เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน

เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลมีรูป มีเวทนา มีสัญญา มีสังขาร มีวิญญาณ อย่างนั้นหรือ?



5. หรืออัตตาจะไม่เกี่ยวอะไรกับขันธ์ห้า

เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน
เธอย่อมเห็นว่า สัตว์บุคคลนี้ไม่มีรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อย่างนั้นหรือ ?

เมื่อพิจารณาตามทุกคำถาม และได้แต่ตอบว่า ไม่ควรเห็นอย่างนั้น หรือไม่ใช่อย่างนั้น
ท่านก็สรุปให้ว่า

ก็โดยที่จริง โดยที่แท้ เธอค้นหาสัตว์บุคคลในขันธ์ ๕ เหล่านี้ในปัจจุบันไม่ได้เลย

ควรแลหรือที่เธอจะพยากรณ์ว่า พระตถาคตเป็นอุดมบุรุษ เป็นยอดบุรุษ ถึงความบรรลุชั้นเยี่ยม
เมื่อจะบัญญัติ ย่อมบัญญัติเว้นจากฐานะ ๔ เหล่านี้ คือ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว
ย่อมเกิดอีก ๑ ย่อมไม่เกิดอีก ๑ ย่อมเกิดอีกก็มี ย่อมไม่เกิดอีกก็มี ๑ ย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้ ๑?


หรือ



ก็โดยที่จริง  โดยที่แท้ ท่านจะค้นหาสัตว์บุคคลในขันธ์ ๕ เหล่านี้ในปัจจุบันไม่ได้เลย

ควรแลหรือที่ท่านจะยืนยันว่า  เรารู้ทั่วถึงธรรม ตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้วว่า
พระขีณาสพเมื่อตายไปแล้ว ย่อมขาดสูญ ย่อมพินาศ  ย่อมไม่เกิดอีก





ชาวพุทธที่ชอบแนวคิด ตัวเราที่แท้จริงจะเป็นอมตะในนิพพาน
น่าจะลองตอบคำถามชุดนี้ดูบ้าง โดยการชำแหละลอกสิ่งที่คิดว่าเป็นเราออกมาทีละอย่าง
ว่าสิ่งที่คิดว่าเป็นเรานั้น  คืออะไร อยู่ที่ไหนกัน หรือมีอยู่จริงหรือไม่





หมายเหตุ 
1.ข้อความสีส้ม (มั้ง)  คัดลอกจาก อนุราธสูตร และ ยมกสูตร

(ศึกษาอรรถกถาได้ที่ (1) และ (2) ตามลำดับ)

2.ข้อความสีขาว เป็นความเข้าใจของข้าพเจ้าเอง อาจผิดเพี้ยนได้ โปรดใช้วิจารณญาณ


3.อันนี้ขอบ่น ไม่รู้ทำอะไรผิดพลาด ข้อความที่ก้อปมาถึงเป็นบรรทัดเดียวยาวเฟื้อย ไม่สามารถเคาะ enter แบ่งบรรทัดได้
ลองกี่ทีๆ ก็ไม่ได้ผล  สุดท้ายต้องพิมพ์ใหม่เองในส่วนที่เป็นปัญหา -  -"



Create Date : 25 กันยายน 2555
Last Update : 26 กันยายน 2555 1:43:11 น.
Counter : 717 Pageviews.

0 comments

ปล่อย
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



Group Blog
กันยายน 2555

 
 
 
 
 
 
1
2
4
5
6
7
8
9
11
12
13
14
15
16
18
19
20
21
22
23
24
26
27
28
29
30
 
 
25 กันยายน 2555
All Blog