Group Blog
 
 
กันยายน 2549
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
7 กันยายน 2549
 
All Blogs
 
Final Fantasy VII : The Maiden who travel the planet (หญิงสาวผู้ท่องไปในดวงดาว) บทที่ 1



Music Theme : Life-Stream

บทที่ 1…

ใช่ ไม่สำคัญว่าเธออยู่ที่ไหน

ร่างของเธอตกลงบนพื้นใต้ทะเลสาบ แต่แอริธยังคงดำดิ่งลึกลงไป

กายเนื้อของเธอจะยังคงอยู่ลึกลงไปใต้น้ำ ปกคลุมไปด้วยพืชน้ำสีขาวราวกับหิมะปกคลุมร่างกาย เป็นเครื่องบ่งบอกว่าขณะนี้แอริธได้ละทิ้งชีวิตอันแสนสั้นด้วยวัย 22 ปี สู่ความเป็นอมตะ และร่างกายของเธอจะสลายกลับสู่โลกอย่างช้าๆ

สัมปชัญญะของแอริธกำลังเดินทางสู่สถานที่เบื้องล่างลงไปอีก

ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อเธอเป่าฝุ่นที่ลอยอยู่รอบๆตัวเธอเบาๆ แอริธเดินทางต่อไปผ่านม่านตะกอนหนาลงไปยังเบื้องล่าง เธอเห็นเพียงแค่ความมืดมิด แต่รู้สึกอบอุ่น โลกไร้แสงที่เธอไม่รู้สึกโดดเดี่ยวอีกต่อไป

เธอตระหนักในไม่ช้าว่าสิ่งที่รู้สึกสัมผัสอยู่ไม่ใช่โคลนหรือตะกอนดิน สัมผัสของเธอรับรู้สิ่งนั้นว่าอยู่รอบกาย สัมผัสทั้ง 5 ทำงานดีขึ้นและทำให้แอริธทราบว่าสิ่งนั้นคืออะไร

โลกที่เธอกำลังมองอยู่นั้นไม่ได้มืดไปทั้งหมด

เธอกำลังอยู่ท่ามกลางแสงสีเขียวเรื่อๆ เธอทราบทันทีว่าเธอกำลังเห็นอะไร สายธารแห่งพลังนับพัน ไม่สิ นับล้าน กำลังไหลเวียนหมุนวนอยู่ทุกซอกมุมของดวงดาว ลำแสงที่ห่อหุ้มเธอเป็นหนึ่งในสายพลังที่แยกออกมา ปริมาณของพลังงานมาโคที่ดวงดาวมีอยู่นั้นมากเกินกว่าที่มนุษย์จะคาดคิด และไม่อาจจะอธิบายได้ด้วยคำพูดใดๆ

แอริธเฝ้าดูชีวิตของดวงดาว เธอเห็นไลฟ์สตรีมทอแสงสว่างหมุนไปมารอบๆ นี่คือแหล่งพลังชีวิตที่ทุกสิ่งจะต้องกลับมาเริ่มต้น

ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยพลังงานจากวิญญาณจำนวนนับไม่ถ้วนที่ถูกรวมไว้ด้วยกัน กลายเป็นแหล่งความรู้และความทรงจำขนาดใหญ่ ในขณะที่ความทรงจำทั้งหมดรวมตัวกัน แต่แอริธยังคงมีรูปร่างเดิมยามที่ยังมีชีวิตอยู่และมีสัมปชัญญะครบถ้วนแหวกว่ายอยู่ในไลฟ์สตรีม

เธอไม่รู้ว่าทำไมถึงเป็นเฉพาะเธอ

ในฐานะเซตร้าคนสุดท้าย แอริธมีหน้าที่ต้องเดินทางเพื่อปกปักษ์รักษาโลก แอริธเคยพูดคุยกับดวงดาว เคยพูดคุยกับสัมปชัญญะที่เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สตรีม เธอทราบว่าความตายไม่ใช่จุดจบของชีวิต คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าความตายจะทำให้พวกเขาจะกลายเป็นความมืดดำ กลายเป็นความว่างเปล่าที่ไม่อาจบรรยายได้ พวกเขาคิดว่าความตายคือการสูญสลายสิ้น นั่นทำให้ผู้คนกลัวความตาย พวกเขาหวาดกลัวว่าจะสูญเสียตัวตนไป แม้ว่าพวกเขาจะรู้ดีว่าเผ่าพันธุ์ของตนมีอายุสั้น แต่ยังมีหลายคนพยายามหลีกหนีความตาย แม้ว่าบางคนจะมีอายุมากและประสบความสำเร็จแล้วก็ตาม

แอริธทราบดีว่าความตายไม่ใช่การสูญสลาย เธอยังรู้จักโลกที่เผ่าเซตร้าจะเดินทางไปถึงเมื่อพวกเขาปฏิบัติภารกิจบนดวงดาวนี้เสร็จสิ้นแล้ว นั่นทำให้แอริธยอมรับความตายอย่างปราศจากความหวาดกลัวเมื่อเธอรู้ว่ามันจะมาถึงเธอในวันใดวันหนึ่ง เธอปฏิบัติภารกิจของเธอโดยปราศจากความกลัว จิตใจของเธอสงบนิ่งเมื่อได้ยินมนุษย์ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยได้ยินเสียงของดวงดาว แต่สูญเสียความสามารถนั้นไปแล้ว กล่าวว่าเธอจะต้องตาย เธอคงเสียใจหากว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ หรือหากเธอล้มเลิกภารกิจของเธอ

ทว่า ตอนนี้เธอกำลังเศร้าโศก หัวใจของเธอกำลังเจ็บปวด

เพราะเพื่อนๆ ที่ผจญภัยร่วมกันมา ผู้คนที่เธอเติบโตด้วยกัน เอลไมรา แม่ที่เลี้ยงและดูเลเธอมาถึงสิบห้าปี ผู้คนที่เธอไม่รู้จัก ผู้คนที่เธออาจจะพบเจอในอนาคต ผู้คนเหล่านี้ที่เธอจะไม่ได้พบเจออีกต่อไป นี่คือความจริงว่าเธอไม่ได้มีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว

แอริธทราบดีว่าผู้คนเบื้องบนก็จะโศกเศร้าเพื่อเธอ พวกเขาไม่รู้ว่าวิญญาณของเธอยังคงอยู่ และคงไม่จำเป็นต้องรู้ แม้ว่าเธอจะอยากให้พวกเขารู้ก็ตาม พวกเขาจะไม่หายโศกเศร้าแม้จะทราบความจริง และความเจ็บปวดของแอริธทวีขึ้นเมื่อเธอคิดว่าคนอื่นๆ โศกเศร้าเพียงไร

แอริธเจ็บปวดมากยิ่งขึ้นเมื่อเธอคิดถึงคลาวด์

เธอรู้สึกดีๆ กับเขามาก ในตอนแรก เธอรู้สึกว่าเขาคล้ายกับคนรักแรกของเธอ แม้ว่ารูปร่าง เสียงและบุคลิกของคลาวด์จะไม่คล้ายเลย เขายังเป็นคนที่มีปริศนาในสายตาแอริธตลอดเวลา แต่ในเวลาต่อมามันก็เปลี่ยนไป เธอรักเขามากกว่าคนรักแรกด้วยซ้ำ คลาวด์กลายเป็นฮีโร่ของเธอและเขาไม่เคยหลีกหนีอันตราย เธอมองเขาด้วยความชื่นชม เท่ห์และมีความรู้สึกราวกับเขาจะหายไปหากเธอละสายตา เธออยากจะอยู่ข้างๆเขาตลอดไปหากทำได้ เธอต้องการอย่างนั้นจริงๆ

เมื่อแอริธออกจากกลุ่มเพื่อเดินทางมายังนครที่ถูกลืมเลือน หัวใจของคลาวด์เหมือนกับลูกนกที่กำลังจะฟักไข่ ไม่ใช่การฟักไข่ธรรมดาที่ลูกนกพร้อมจะออกจากเปลือก แต่เป็นเหมือนไข่แดงที่ซึมออกมาตามรอยร้าวของเปลือก จิตใจของเขาสูญสลาย เธออยากจะดูแลเขา หากเธอไม่ใช่เซตร้าคนสุดท้ายซึ่งจะต้องปฏิบัติงานโดยปราศจากความลังเล

แต่แล้ว

ชายชุดดำผมสีเงินคนนั้น ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งถูกเรียกขานว่าวีรบุรุษ ผู้ซึ่งครอบครองความปรารถนาของเจโนวา และตั้งใจจะก่อให้เกิดหายนะที่ตกลงมาจากท้องฟ้า และมีแผนจะใช้เมทีเรียดำที่บรรจุเวทย์มนต์ทำลายล้าง “เมเทโอ” หลังจากได้ผ่านการทดสอบของเจตจำนงค์ของเผ่าเซตร้า เธอจะต้องขัดขวางเขาเท่านั้นไม่มีทางเลือกอื่นอีกต่อไป ในไม่ช้าเซฟิรอธจะเรียกเมเทโอลงมาใส่ดวงดาวทำให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงแก่ดวงดาวและสิ่งมีชีวิตทั้งหมด โดยไม่มีทางเลือก ดวงดาวจะต้องใช้ไลฟ์สตรีมในการรักษาบาดแผลของตัวเอง เซฟิรอธวางแผนจะนำพลังนั้นทั้งหมดมาเป็นของตัวเอง หลังจากนั้นเขาจะกลายเป็นดวงดาวและมีพลังเทียบเท่าพระเจ้า เขาตั้งใจจะทำลายมนุษย์ที่เขาเกลียด อนาคตของดวงดาวและวัฎจักรของชีวิตจะต้องถึงจุดจบ นั่นคือสิ่งที่แอริธรู้

แอริธได้ยินดวงดาวกระซิบบอกถึงวิธีป้องกันเหตุการณ์นั้น และในฐานะเซตร้าคนสุดท้าย เธอเป็นคนเดียวที่ทำได้ มีเพียงเธอเท่านั้นที่จะเรียนรู้วิธีนั้นจากนครที่ถูกลืมเลือน แต่การไปที่นั่นหมายความว่าเธอจะกลายเป็นอุปสรรคต่อแผนการของเซฟิรอธ

นั่นทำให้แอริธลังเล เมื่อเธอต้องเลือกว่าจะปล่อยให้มนุษยชาติถูกทำลายหรือจะสละชีวิตเพื่อป้องกันภัยพิบัตินี้ เมื่อเธอลังเลที่จะทิ้งให้คลาวด์ตกอยู่ในความเศร้าโศก เธอต้องเลือกระหว่างการช่วยเหลือเพื่อนของเธอหรือผู้คนบนโลก แอริธตัดสินใจไว้แล้ว ไม่มีทางเลือกอื่น เธอต้องไปเพื่อทุกคน และเพื่อคลาวด์เองด้วย

ด้วยตัวคนเดียว แอริธคุกเข่าลงบนแท่นภาวนาในนครที่ถูกลืมเลือนเพื่อค้นหาวิธีการหยุดยั้งเซฟิรอธ ที่จริงคือเรียนรู้วิธีการใช้มรดกตกทอดของเผ่าเซตร้าที่เธอมีอยู่ เมทีเรียสีขาวบริสุทธิ์ซึ่งบรรจุเวทย์มนต์ศักดิ์สิทธิ์ สามารถใช้ป้องกันเมเทโอได้ เมทีเรียขาวที่อิฟาลนา แม่ที่แท้จริงของแอริธมอบให้ก่อนสิ้นใจ แอริธไม่เคยใช้มันมาก่อน ได้แต่ซ่อนมันเอาไว้ในริบบิ้นผูกผม และไม่เคยให้ห่างกาย สิ่งที่เธอต้องทำคือภาวนาต่อเมทีเรีย เธอพูดคุยกับดวงดาวเพื่อเรียกโฮลี่ออกมาทำลายเมเทโอ

ความลังเลเพียงเล็กน้อยอาจทำให้คำภาวนาของเธอส่งไปไม่ถึงดวงดาว แต่เธอก็ทำสำเร็จ องค์ประกอบทุกอย่างสมบูรณ์และเซฟิรอธเข้ามาขัดขวางช้าเกินไป เธอยอมรับความตายโดยดีเมื่อดาบแทงผ่านร่างเธอ แอริธเฝ้ารออยู่อย่างสงบ

แต่เสียงร้องไห้ก็เกิดขึ้น

ไม่ใช่เธอที่กำลังร้องไห้ หากเมื่อเธอรู้สึกว่าเลือดกำลังหลั่งออกมาจากปากและเรี่ยวแรงหายไป มันเป็นเสียงจิตใจที่แตกสลายของคลาวด์ เสียงร้องไห้ของจิตใจเขาที่เกิดจากการตายของเธอไม่มีทางที่จะเยียวยาได้ คลาวด์โทษตัวเองและมุ่งเกลียดชังเซฟิรอธ

เธอแปลกใจที่คลาวด์เสียใจให้กับการตายของเธอมากขนาดนั้น เธอแอบดีใจว่าเขาใส่ใจเธอมากกว่าที่คิด แต่เธอก็รู้สึกเจ็บปวดเพิ่มมากขึ้นหลายเท่า เพราะเธอไม่สามารถทำอะไรเพื่อให้คลาวด์หายโศกเศร้าได้ จิตใจของเธอรู้สึกปวดร้าว

ความเจ็บปวดนั้นยังคงอยู่ แม้ว่าขณะนี้เธออยู่ในไลฟ์สตรีมก็ตาม

ในตอนนี้เธอสูญเสียร่างกายไปแล้ว จึงตระหนักดีว่าความเจ็บปวดนั้นคือจินตนาการที่เธอสร้างขึ้นเองในจิตใจ แอริธก้มหน้าลง มือทั้งสองกุมหน้าอก เธอรู้สึกถึงบางอย่าง

รอบๆตัวแอริธในตอนนี้คือสัมปชัญญะจำนวนนับไม่ถ้วน เสียงและความทรงจำมากมายล่องลอยอยู่ทั่วไป ทุกคนรอบๆตัวเธอมีอะไรบางอย่างที่เธอไม่เข้าใจ วิญญาณเหล่านี้ล้วนแต่เป็นคนที่ตายไปแล้วหวนคืนสู่ดวงดาว

แม้กระนั้น แอริธพบว่าเธอเป็นคนเดียวที่มีรูปร่าง มีเพียงเธอที่ยังคงรูปสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ท่ามกลางพลังงานที่ไหลเวียนอยู่ ท่ามกลางจิตใจจำนวนนับไม่ถ้วน

“ทำไมกัน หรือเพราะว่าฉันเป็นเซตร้า?”

แอริธพึมพำกับตัวเอง ที่นี่ความคิดกับคำพูดคล้ายกัน เมื่อเธอคิดและต้องการจะส่งความคิดนั้นออกไป มันจะขยายตัวออกไปคล้ายคลื่น แน่นอนว่าความคิดทั้งหลายที่อยู่ที่นี่ก็ส่งมาหาเธอได้ด้วยวิธีเดียวกัน เธอได้ยินพวกนั้นส่งเสียงกระซิบว่า เมื่อใดที่เธอลืมเลือนตัวเองไป ตัวตนของเธอจะหายไป กลายเป็นสิ่งเดียวกับพวกนั้น

“ฉันหวังว่าความคิดของฉันจะส่งไปถึงคลาวด์..”

แอริธกุมใบหน้าตัวเองเอาไว้ เธอไม่ได้รับผลกระทบจากความนึกคิดที่สับสนวุ่นวายรอบตัว เพราะว่าเธอนั้นได้ยินเสียงของดวงดาวมาตั้งแต่เล็กๆ ทำให้สามารถทนต่อสิ่งนี้ได้

แต่เธอเข้าใจดีว่าการกลับคืนสู่ดวงดาวนั้นจะเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว ขึ้นอยู่กับว่าเธอจะยังคงสัมปชัญญะได้นานแค่ไหน เหมือนกับหยดน้ำตกลงในแม่น้ำ มันจะรวมเป็นอันหนึ่งเดียวกันแน่นอนไม่สำคัญว่าเธอจะเคยเป็นใครมาก่อน แต่แอริธสงสัยว่าวิญญาณของเธอจะคงรูปอยู่ในไลฟ์สตรีมได้อย่างไร และนานแค่ไหน

“มันจะต้องมีผลกับเซตร้าด้วยเหมือนกัน แม่ของฉันที่ตายไปก็เป็นเซตร้า นั่นมันตั้งแต่สิบห้าปีก่อนแล้ว บางทีฉันก็คงจะต้องหายไปเหมือนกัน”

แอริธคิดมากขึ้น

“ต้องมีที่ไหนซักที่ที่ฉันจะพูดกับคลาวด์? ฉันจะบอกว่าฉันไม่เป็นไร ดูน่าแปลกอยู่ซักหน่อยถ้าจะพูดอย่างนั้น แต่ตอนนี้ฉันไม่เป็นไรจริงๆนี่นา”

บางทีแอริธอาจจะรู้ว่ารู้สึกอย่างไรกับคลาวด์ที่นี่ คงเหมือนกับเป็นครอบครัวหรือคนรัก ตลอดเวลาที่เธออาศัยอยู่ในมิดการ์ เธอรู้สึกว่าวิญญาณหลายๆ ดวงพยายามยอมรับกับตัวเองว่ามีความรัก และความรู้สึกที่แข็งแกร่งนี้เป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขายังคงมีรูปร่าง ไม่หลอมรวมไปกับดวงดาว

“คงไม่ได้หมายความว่าพอฉันเจอคลาวด์แล้วฉันจะหายไปหรอกนะ? สงสัยจริงว่าจะเกิดอะไรขึ้น หรือว่ายังมีอะไรที่ฉันยังต้องทำอยู่นะ..?”

ทันใดนั้น แอริธรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟแล่นปราดผ่านเธอไป เธอกำมือชกฝ่ามือตัวเอง แม้ว่าจะอยู่ในร่างวิญญาณ แต่เธอคิดว่าเธอได้ยินเสียงดัง “ปั๊บ”

“ใช่แล้วล่ะ ถูกต้องทุกอย่างเลย ต้องมีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้ฉันยังไม่รวมกับไลฟ์สตรีมแน่ เพราะว่าฉันเป็นคนเดียวในโลกที่สามารถเรียกโฮลี่ออกมาได้ ต้องมีอะไรบางอย่างที่ฉันยังไม่ได้ทำแน่ๆ”

เมื่อคิดได้ดังนั้น แอริธรู้สึกว่าดวงดาวกำลังตอบรับ มันไม่ได้มาจากความคิดใดความคิดหนึ่ง ภายในไลฟ์สตรีม แต่ดวงดาวทั้งดวงกำลังยืนยันสิ่งที่เธอกำลังคิด

“เอาล่ะ ไหนดูซิว่ายังเหลืออะไรที่ฉันยังไม่ได้ทำ..”

มีเพียงความเงียบเท่านั้นที่ตอบคำถามของเธอ แม้ดวงดาวก็ยังไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร

แอริธยิ้ม สวยงามเหมือนดอกไม้ที่เธอเคยขายในสลัม ในแสงสีขาวนวลนั้น รอยยิ้มของเธอดูเหมือนจะทำให้ทุกคนที่เห็นหลงไหล

“เอาล่ะ! ยังมีเพื่อนที่ฉันยังไม่อยากจากพวกเขาอยู่ ฉันยังไม่กลับสู่ดวงดาวหรอกนะ จนกว่าเวลานั้นจะมาถึง ฉันสงสัยว่าที่นี่จะมีอะไรบ้าง ฉันจะลองสำรวจดูในนี้ ในดวงดาวนี้ ในดินแดนพันธะสัญญาแห่งนี้”

ด้วยความหวังจะส่งความคิดตัวเองออกไป แอริธเงยหน้ามองท้องฟ้า เธอมองผิวโลกที่ลอยอยู่เหนือตัวเธอ บางส่วนของพลังงานมาโคลอยไปมาราวกับเป็นท้องฟ้ายามค่ำคืน

แอริธเงยหน้ามองท้องฟ้า นึกถึงเมื่อครั้งหนึ่งที่เธอเคยมองท้องฟ้าอย่างนี้ ตอนที่นั่งอยู่ข้างๆคลาวด์ รอบกองไฟในคอสโมแคนยอน...




Create Date : 07 กันยายน 2549
Last Update : 8 กันยายน 2549 3:35:50 น. 0 comments
Counter : 341 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

ดุก
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ดุก's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.