ตุลาคม 2557

 
 
 
1
2
4
6
7
8
9
10
11
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
26
27
29
30
31
 
 
All Blog
EU Trip 7-20 Sep 14 : Chapter 5 Paris, here I am! (ภาคต้น)
  สวัสดีค่ะทุกคน กลับมารีวิวกันต่อนะ หายไปหลายวันเพราะติดภารกิจ+บ้าอ่านหนังสือจากงานหนังสืออยู่ค่ะ

เด็กต่างจังหวัดจะนั่งรถเข้าบางกอกมันต้องใช้เงินเยอะอยู่นะ ดังนั้นฝากเพื่อนในบางกอกหิ้วแล้วส่งไปรฯ มาให้แทน น่าจะประหยัดกว่าค่ะ (คิดเอาเอง) แถมไม่เหนื่อยด้วย ฮา

ผ่านมาหลายตอน อ่านแล้วเป็นยังไงบ้างบอกกันได้นะ จะได้เอาไปปรับปรุงรีวิวทริปหน้าค่ะ รูปบางรูปมันเอียง มันเบลอ มันเพี้ยน มันช่วยไม่ได้แล้ว :P

อย่างที่เคยบอกไป ทริปนี้มันเป็นทริปแบบงงๆ ไม่มีแผนการ ไม่มีข้อมูลในมือ ไม่มีอะไรเลย ไม่รู้อะไรเลยยยยยยย มันบ้า มันเพี้ยน อ่านไปแบบเพลินๆ เอาฮาแล้วกันนะคะ 55555


Paris, Here I am! ชื่อตอนแบบนี้ ทำไมไม่ใช้ we เพราะพี่ๆ เคยไปไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง สำหรับเราเป็นครั้งแรก เป็นเมืองที่คิดว่าต้องไปให้ได้ อย่างน้อยๆ ก็ต้องไปถ่ายรูปกับหอไอเฟลแล้วก็ลูร์ฟแหล่ะน่า



วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน 

เราตื่นสายกันสุดขีด แม้เวลาเช็คเอ้าท์คือ 11 โมงครึ่ง แต่เราก็นั่งใจเย็น กินขนมปัง กับแฮมและนูเทลล่าที่หอบหิ้วกันมาจากโรมแบบชิลๆ (ค่ะ หิ้วมาจากโรมจริงๆ เพราะที่นั่นมีครัว เราเลยโหมซื้อของกินกันอย่างบ้าคลั่ง สุดท้ายกินไม่หมดเลยแบกมากินกันต่อ แล้วหิ้วไปกินถึงบาร์เซโลน่าด้วยนะเออ 5555)

ฟร้อนท์โรงแรมเป็นที่พึ่งที่ดีเวลาเราไม่มีแผนการอะไรในมือนะ ขอแผนที่ได้ ถามทางได้ เราขอให้นางช่วยเรียกแท็กซี่ให้ไปส่งจุดที่ใกล้ที่สุดกับบ้านพักของเรา เพราะบางจุดรถก็เข้าไปไม่ได้ (มีเสากั้น) เราก็ต้องเดินต่อกันไปเอง และแท็กซี่ขอทิปค่ากระเป๋าเดินทางด้วยนะคะ เหอๆ - -"

วันนี้เราต้องนัดเจอกับพี่ๆ และครอบครัวของพี่เขยที่มาจากกระบี่ โดยนัดกันที่บ้านพักที่เราจองไว้นั่นแหล่ะ นับรวมกันได้ 10 ชีวิต จองห้องในโรงแรมมันคงแพงเกินไป แถมเดือนกันยายนเป็นช่วงพีคของปารีสซะด้วย (ซัมเมอร์ใครก็อยากไปเที่ยวเนาะ) ห้องพักส่วนใหญ่ราคาพุ่งจนเราทำใจรับได้ยากค่ะ

ตอนแรกเรากะว่าจะแยกกันเที่ยว แต่เพราะราคาที่พักนั่นแหล่ะ เราเลยยอมแพ้ นอนบ้านพักแบบ guesthouse ก็ดีเหมือนกัน

ปารีส ได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงที่คนทั่วโลกอยากไปเที่ยวกัน แต่คนที่เคยไปแล้วจะกลับมาบอกว่า "ฝรั่งเศสเหม็นฉี่จะตาย" เออ เราก็ว่าจริง เพราะคนที่นั่นนึกจะฉี่ตรงไหนก็ฉี่เลย มุมตึก ข้างเสา อะไรก็ว่าไป พาหมามาฉี่ทับอีกต่างหาก - -" แต่เช้ามาก็จะมีการปล่อยน้ำมาล้างถนนด้วยนะคะ แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรนักหรอก แถวบ้านพักเราก็เหม็นฉี่สุดๆ เหมือนกัน

บ้านพักของเราอยู่แถวๆ Montmorency ค่ะ บ้านเลขที่ 19 เจ้าของบ้านชื่อ Patrice โดยเจ้าตัวให้รายละเอียดว่า ให้แกเข้าไปทำอาหารเช้าได้ เข้าออกเวลาไหนก็ได้ไม่มีเคอร์ฟิว มี wifi ให้เต็มที่ ประตูใหญ่กดรหัสเข้าเองนะ กุญแจบ้านมีให้ 2 ดอก 

ตอนที่เราเข้าบ้านไป ลุง Patrice ยังทำความสะอาดบ้านยังไม่เสร็จเลยค่ะ คือไปถึงก็สิบเอ็ดโมงกว่าแล้วนะ แกเห็นเราเดินเข้าประตูใหญ่เข้าไปเลยเดินออกมาต้อนรับ จัดน้ำอะไรมาให้ดื่มกันก่อน ตัวแกก็ทำความสะอาดนั่นนี่ไป โดยส่วนที่แกอยู่ก็ติดกันกับที่เราเช่านั่นแหล่ะค่ะ แต่แกจะล็อกประตูส่วนนั้นเอาไว้ ไม่ยุ่งเกี่ยวกัน 

บ้านพักที่นี่ค่อนข้างกว้าง มีครัว ห้องอาบน้ำ 2 ห้องส้วม 1 (ในห้องน้ำอีก 1) เครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้า ผงซักฟอกกับน้ำยาปรับผ้านุ่มก็มีแบบเป็นแผ่นค่ะ (เราไม่เคยใช้กัน วิ่งไปหาซื้อแบบน้ำกันอีก เหอะ..)

ส่วนห้องนอน 4 ห้อง นอนได้มากสุดห้องละ 3-4 คนเลยล่ะค่ะ ก็ตกราวๆ 12-14 คน maximum







ในครัวมีอุปกรณ์ครบค่ะ พวกซอสปรุงรสหรือชาซองก็มี ส่วนใหญ่เป็นของที่พวกแขกกลุ่มก่อนๆ ทิ้งเอาไว้ให้แหล่ะ (เดาว่างั้น) แต่ที่เราดีใจคือ แกมีซอสถั่วเหลืองของเอเชียด้วย เย้ๆๆๆ ไว้กินกับไข่ดาวได้





ห้องนอนมี 2 เตียงค่ะ เป็น double bed กับเตียงเดี่ยวริมหน้าต่างแบบนี้




อันนี้เป็นหนึ่งในห้องน้ำที่มีในบ้านค่ะ ตู้ใสอยู่กลางบ้าน แถมอยู่ชั้นสองด้วย มีม่านสีขาวปิดรอบๆ อยู่ คนข้างล่างยืนยันว่าไม่เห็นแต่เราก็เสียวๆ อยู่ดี ดังนั้นเวลาอาบน้ำจะรู้กันว่าเราจะไม่เดินออกนอกห้องค่ะ - -"



ความไม่สะดวกคือส้วมอยู่อีกฝั่ง ต้องเดินไปขึ้นบันไดอีกด้านซึ่งลำบากน่าดูเหมือนกัน 


เที่ยงนั้นเราไม่ได้ทานข้าวกลางวันหรอกค่ะ รอพี่รอง พี่ใหญ่กับพี่เขยและครอบครัว นับรวมได้ 10 ชีวิตพอดิบพอดี ในนั้นมีหลานสาววัย 2 ขวบกว่าอยู่อีกด้วย ก็เรียกว่า อายุเฉลี่ยกรุ๊ปนี้ได้ราวๆ 40+ ได้ 55555 พวกพี่ใหญ่หิ้วของฝากจากเมืองไทยไปกินด้วย ทั้งผลไม้ ทั้งหมูหวาน รองท้องดีกว่าไม่มีอะไรเลย

ด้วยความที่กรุ๊ปทัวร์นี้เดินทางเป็นคณะใหญ่ แถมมีทั้งเด็กเล็ก และผู้สูงวัย การจะไปไหนก็ต้องใช้เวลานิดนึงค่ะ 

แท็กซี่ในปารีสค่อนข้าง tricky ค่ะ แม้จะโทรไปศูนย์แท็กซี่แล้ว ตกลงราคาเรียบร้อย แต่พอขึ้นจริง หน้างานจะกลายเป็นอีกราคานึงเพราะคนขับกวนตีน - - นักท่องเที่ยวยิ่งมีกระเป๋าเดินทาง พวกนี้จะขอชาร์จเพิ่มทันที บอกเป็นค่ากระเป๋า เผลอๆ มีค่าเรียกแท็กซี่อีกต่างหาก (ตอนเรานั่งจากสนามบิน Orly เราไม่มีกระเป๋าเดินทาง มีแต่กระเป๋าเป้สะพายหลังเพราะงั้นแท็กซี่เลยชาร์จอะไรไม่ได้ค่ะ 5555) บางทีทำเนียนไม่ทอนเศษด้วย ทำตัวเหมือนแท็กซี่แถวนี้เลย 

นั่นแหล่ะค่ะ หลานตัวน้อยเรายังต้องใช้รถเข็นเด็ก แถมมีผู้สูงวัย ครั้นจะนั่งรถบัสหรือเมโทรจากสนามบินพร้อมกระเป๋าเดินทางหลายใบมันคงไม่ใช่ ก็ต้องยอมๆ ไปอ่ะค่ะงานนี้

หลังจากทักทาย พักผ่อนกันตามอรรถยาศัย เราก็คุยกันว่าเราควรจะไปเที่ยวสักที่นะ เราสาวๆ อยากไปช้อปปิ้งมาก แต่การไปถึงปารีสวันอาทิตย์เป็นเรื่องที่เลวร้ายสุดขีดและ WTF ที่สุดเพราะวันอาทิตย์ร้านรวงปิดหมด เปิดอย่างมากก็แค่ครึ่งวันเช้า คือไปไหนไม่ได้เลยว่างั้น -*-

พี่เขยเลยบอกว่า งั้นเราไปดูหอไอเฟลกัน เดินไปลงเมโทรที่ใกล้ที่สุดแล้วเดินไปถ่ายรูปใกล้ๆ กัน

สำหรับสถานีที่ใกล้บ้านเราที่สุดจะเป็น Rambuteau ค่ะ 



ตั๋วแบบ single มีอายุ 1 ชม. ขึ้น tram หรือ bus ก็ได้นะคะ




สิ่งนึงที่เราชอบมากใน metro ของปารีสคือ ตู้ vending machine นี่แหล่ะค่ะ ขายน้ำ ขนม แซนวิช เยอะแยะไปหมด

ด้วยความที่ขายเยอะแหล่ะ แกเลยใช้ระบบกดเลขเอา สมมติว่าเราจะซื้อน้ำแร่ 1 ขวด ราคา 1.70 ยูโร รหัส 50

เราต้องหยอดเหรียญแล้วดันขึ้น จากนั้นกดรหัส 50 น้ำจะหล่นลงมาพร้อมเงินทอนค่ะ

ปล. ห้ามซื้อโค้กหรือน้ำอัดลมจากตู้บ้านี่เด็ดขาด เพราะเปิดปุ๊บ พุ่งปั๊บ -*- ตอนหล่นมันกระแทกแรงค่ะ

อันนี้เราแอบบื้อเหมือนกันตอนแรกเพราะทำไม่ถูก พอดีกิ๋มหิวน้ำเลยจะหยอดให้ ปรากฎว่ากดไม่เป็น ทำเราเกือบตกรถไฟ แล้วประตูที่นี่ก็แข็งด้วยนะ ง้างยากมาก ถ้าไม่ผอมนี่จบเลย orz

ถามว่าจะตกเพราะอะไร หวงเงินทอน 30 เซนต์ค่ะ (อิบ้า - -") วิ่งกลับไปเอาเลยเกือบตกรถ

รถไฟ metro ที่นี่ เวลาเปิด-ปิดประตูรถจะน้อยมาก เปิดแป๊บๆ เดี๋ยวมีเสียงปิ๊บๆๆๆ แล้ว ไม่รู้จะรีบไปไหน คนยังออกไม่หมดเลย -*-


กลับเข้าเรื่องกันต่อ ลงสถานีไหนจำไม่ได้ แต่เราก็มาถึงแล้วล่ะ



เป็นครั้งแรกที่คิดในใจว่า "Finally!!! I made it"

การมาที่ Eiffel tower เป็นหนึ่งใน bucket list ของเรานะคะ ถึงจะไม่มีโอกาสได้ขึ้นไปอยู่บนนั้น แต่แค่นี้ก็ฟินพอควรแล้ว :)

ด้วยความที่ Eiffel เป็นหนึ่งใน Landmark ระดับโลก ก็ไม่แคล้วจะเจอคู่แต่งงานกันอีก





1 คู่



2 คู่ (อาจจะ 3 แต่ถ่ายไม่ทัน)

เอ้อ แล้วมีพวกที่มาถ่ายพรีเวดดิ้งแบบชุดธรรมดาด้วยนะคะ สังเกตได้จากตากล้องนี่ อุปกรณ์จัดเต็มมาก น่าจะเป็นสาวจีนหรือเกาหลีนี่แหล่ะ นับถือนางจริงๆ

ด้วยความที่เรายังไม่ได้ทานข้าวเที่ยงกันจริงจัง ร้านขายขนม ไอศกรีม จึงขายดีมาก (อากาศราวๆ 25 องศา) เครปนูเทลล่ากับกล้วย อันละ 6-7 ยูโร อันบิ๊กบึ้ม กินกัน 4-5 คนพี่น้องรวมถึงหลานด้วย ยังไม่พอ มีไอศกรีมอีก โหย อร่อยมากมาย ผลัดกันชิมครบทุกคน

สรุป ติดหวัดไอ้ตัวเล็กยกทีมค่ะ 555555


กลุ่มพี่เขยที่ต้องเดินทางจากสต๊อกโฮล์มกันแต่เช้ามืดเหนื่อยและเพลียกัน ส่วนหนึ่งเพราะ jet-lag เราเลยตัดสินใจกลับบ้านค่ะ ไปหาร้านอาหารจีนแถวๆ บ้านกินกัน ซึ่งพี่แกจะเปิดตอน 6 โมงเย็น (ไม่ยอมเปิดก่อนด้วยนะ ทำไมมมมม)

ทานเสร็จ กลับบ้าน ให้พวกผู้ใหญ่พักผ่อนกัน ตกค่ำๆ เรากะว่าจะไปเดินเล่นกันอีกค่ะ เพราะเราอยู่ไม่ไกลจาก Notre-Dame เลย เดินไปเรื่อยๆ อากาศกำลังสบาย

ระหว่างทางเราเจอกับ...





เดินผ่านไปจะเจอสะพานข้ามแม่น้ำค่ะ งดงาม






แถวนี้ homeless เยอะนะคะ แต่ไม่ทำอะไรเราหรอก บางทีก็เล่นดนตรีเปิดหมวกอะไรไป 

แต่เราไปเจอพี่คนนึง แกขี่จักรยาน เหมือนสามล้อถีบบ้านเราแหล่ะ แต่ข้าวของเต็มไปหมด คือคิดว่าอาจจะหาเงินเที่ยวไปเรื่อยๆ ด้วยการเล่นดนตรีน่ะค่ะ 

เดินไปอีกบล็อกเราจะเจอกับ.... Notre-Dame!!





Notre-Dame Cathedral เป็นที่รู้จักกันว่าเป็น สถาปัตยกรรมแบบโกธิคฝรั่งเศสที่ปราณีตที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แล้วก็เป็นโบสถ์ที่กว้างใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดด้วยค่ะ

น่าเสียดายที่เราไม่มีโอกาสเข้าไปในโบสถ์แห่งนี้ เราเดินผ่านที่นี่ทุกวันที่อยู่ปารีสเลยก็ว่าได้ แต่ไม่เคยเข้าไปเลย





นี่คือ Point Zero Routes de France หรือกิโลเมตรที่ 0 อยู่ที่หน้าโบสถ์ Notre-Dame นี่เอง ใช้เป็นจุดวัดระยะของถนนทั่วเมืองปารีสค่ะ 

(ข้อมูลผิดพลาดประการใด ขออภัยนะคะ)


ลานหน้าโบสถ์ Notre-Dame มักมีการแสดงเปิดหมวกให้เราได้ชมกันทุกคืน หมุนเวียนไปไม่ซ้ำค่ะ ต่อให้ดึกดื่นแค่ไหนก็ยังมีคนมาเดินเล่น ทำนั่นนี่กันอยู่ตลอด

สำหรับคืนแรกที่เราไป มีการแสดงควงคบเพลิง ซึ่งเก่งมากกกกกกก ส่วนบ้านเราเห็นจนชินแล้วเนอะ คนมุงกันเพียบ = =

คืนนี้ดึกแล้ว เราเดินกลับบ้านกัน พบตรอกซอกซอยแถวๆ ระแวกบ้านเป็นผับบาร์กันจ้า ปิด 6 โมงเช้า หนุกหนานๆ 55555



วันจันทร์ที่ 15 กันยายน

พี่เขยเราบอกมาว่า พระราชวังแวร์ซายปิดวันจันทร์ และพิพิธภัณฑ์ลูร์ฟปิดวันอังคาร ดังนั้น วันนี้เราควรไปลูร์ฟกันนะจ้ะ

คณะพี่เขย รวมถึงพี่ใหญ่(พร้อมหลาน) คุณแม่พี่เขย พี่ชายและพี่สะใภ้(บ้านพี่เขย) และกิ๋ม ออกเดินทางไปก่อนค่ะ ไปลูร์ฟกัน

ส่วนเรา พี่รอง พี่สาม จัดการเอาเสื้อผ้าใส่เครื่องปั่นและอบแห้ง กว่าจะได้อาบน้ำแต่งตัวก็สายมากประมาณเที่ยงได้ - -"

เราก็เดินไปตามทางที่เราไปเมื่อคืนแหล่ะค่ะ พี่รองเราออกไอเดียว่า เราควรลองขี่จักรยานเที่ยวปารีสมั้ย?? มีให้เช่าทุกที่เลย น่าสนใจนะ ที่เราเจอใกล้สุดก็หน้าโบสถ์ Notre-Dame นี่แหล่ะ

Velib คือจักรยานเช่าของปารีสค่ะ วิธีการเช่าค่อนข้างซับซ้อน จำขั้นตอนอย่างละเอียดไม่ได้ แต่จะบอกคร่าวๆ แล้วกันค่ะ

1. เลือกภาษาที่เราเข้าใจ (อังกฤษแน่ล่ะ) แล้วเลือกว่าเราจะเช่าจักรยานแบบไหน 24 ชม.รึเปล่า?? ตามแต่จะชอบค่ะ ได้มากสุด 7 วัน
2. ให้เราตั้งพาสเวิร์ดของตัวเอง 4 หลัก เพื่อเอาไว้ใช้ยืนยันตั๋ว (เวลาคืนจักรยาน) ให้เราจำให้แม่น
3. บัตรเครดิตหรือเดบิตก็ได้ การเช่าจักรยานจะมีการล็อกวงเงินบัตรคันละ 150 ยูโร และต้องเป็นบัตรที่กดรหัสได้ด้วยนะคะ (บัตรบ้านเราไม่มีรหัสจะลำบากมาก) ส่วนเงิน 150 ยูโร เราจะไม่ได้คืนทันทีที่คืนจักรยานนะ เราต้องทวงกับธนาคารของบัตรเราเอง (งี่เง่าที่สุด!!)
4. หลังจากจบขั้นตอน ให้เราเลือกจักรยานที่ชอบได้เลยค่ะ โดยดูจากรางจอดจักรยาน คันไหนว่างก็จิ้มเลือกได้เลย (แนะนำให้ดูสภาพจักรยานก่อนเลือกนะคะ)

ถ้าเราคืนจักรยานภายใน 30 นาทีแรก เราจะไม่เสียเงินค่ะ แต่ถ้าเกิน 30 นาทีจะคิดเงิน 1.50 ยูโร ซึ่งมีลำดับการใช้เป็นรายชม.ด้วย แต่เราจำไม่ได้แล้วค่ะ

ถ้าสนใจ ดูรายละเอียดได้ที่เว็บนี้นะคะ http://en.velib.paris.fr/How-it-works/Bikes



การขี่จักรยานในปารีส ทำให้เราพบว่า มันลำบากพอสมควร ปารีสมีเลนจักรยานบนถนนนะคะ แต่มักจะโดนรถบัสหรือรถอื่นๆ เบียดบังเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งค่อนข้างอันตรายสำหรับเรา และบางทีก็ต้องใช้ทางร่วมกับทางเท้าด้วย ซึ่งยิ่งแย่เข้าไปใหญ่

สุดท้ายเราตัดสินใจคืนจักรยานค่ะ เอาตรงที่ใกล้ลูร์ฟมากที่สุด แล้วค่อยว่ากัน แต่เราไม่สนุกกับการขี่จักรยานในเมืองใหญ่แบบนี้แฮะ

เราเดินไปที่ลูร์ฟแทนเพื่อความรวดเร็ว ซึ่งลูร์ฟ เป็นหนึ่งใน bucket list ที่ต้องมาให้ได้ก่อนตาย 5555 โดยบอกกับตัวเองว่า ฉันจะขลุกและฝังตัวอยู่ที่นี่ทั้งวัน ใครอย่ามาห้ามซะให้ยาก!





ตรงนี้เป็นด้านหลังนะคะ ทางเข้าอยู่อีกด้าน มีจุดเข้าคิวด้วย ใครซื้อตั๋วล่วงหน้าก็เข้าช่อง fast-track ไปได้เลย ส่วนสามัญชนมามือเปล่าต้องต่อคิวค่ะ ต่อคิวอะไร?? ต่อคิวสแกนกระเป๋าและลงบันไดเลื่อนค่ะ

ที่นี่มีบริการสำหรับรถเข็นเด็กและคนพิการด้วยนะคะ ลิฟท์เท่มากเลย



บู้ทซื้อตั๋วมีรายรอบค่ะ ต่อคิวซื้อที่ไหนก็ได้ หรือจะซื้อกับตู้ ticket machine ก็ได้ ตามแต่สะดวกค่ะ

Louvre แรกเริ่มเดิมทีเป็นพระราชวังนะคะ สร้างตั้งแต่ยุคกลาง ศตวรรษที่ 12 ส่วนที่เป็นยุคกลาง แบบอิฐ หิน ปูน ทราย ยังมีให้เห็นบ้างเหมือนกันค่ะ

ส่วนของดีของที่นี่ที่ต้องไปดูก็จะมี Monalisa, Aphrodite หรือ Venus de Milo, แล้วก็ The Nike of Samothrace และอื่นๆ อีกมากมายที่เราไม่รู้จัก หาดูได้ที่นี่ค่ะ http://www.louvre.fr/en/routes/masterpieces-0

เริ่มแรก เราพุ่งความสนใจไปที่ส่วนของ Egyptian ก่อนเลยว่าจะมีอะไรน่าสนใจเหมือน The Met ที่ New York รึเปล่า





แล้วอิฉันก็ค้นพบความน่าเจ็บใจของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ค่ะ... ป้ายคำอธิบายของทุกชิ้นเป็นภาษาฝรั่งเศสหมดเลย!!! T T

แล้วจะรู้เรื่องมะ ถามจริง??









สิ่งที่ทาง museum แห่งนี้ทำไว้น่าสนใจมากค่ะ ข้างบนเป็นศิลาของจริง ส่วนรูปล่างเป็นคำแปล พร้อมแบบร่างคร่าวๆ ซึ่งมันดีมากจริงๆ



เป็นอีกที่ที่ยกสถานที่สำคัญทางโบราณคดีอิยิปต์มาไว้ใน museum นะคะ แต่ย่อมกว่าของที่ The Met มาก

ภาพในวัด (เรียกวัดละกัน ง่ายดี) มีการแปลความหมายพร้อมภาพร่างแบบข้างบนด้วยนะคะ จะเทียบทีละส่วนเลยละกัน















อันนี้น่าจะเป็นกำแพงตรงปากประตูนะคะ แต่มันแคบมาก ถ่ายอะไรมาไม่ได้เลย

ปล. มาถึงจุดนี้แล้ว ขอบอกว่า ทาง museum มีแผ่นแปลภาษาวางไว้ให้ตามจุดต่างๆ ด้วยค่ะ มีหลายภาษามาก อังกฤษ ญี่ปุ่น จีน เยอรมัน อิตาลี ฯลฯ แต่ไม่มีไทยแน่นอน และแผ่นที่เป็นภาษาอังกฤษมักจะหาไม่ค่อยได้ค่ะ - -" มันหายหมด คือมันจะมีคำแปลเป็นส่วนๆ ภายในห้องค่ะ ไอ้เจ้าแท่นวางแผ่นแปลภาษาเนี่ย จะหาได้เกือบทุกห้อง ส่วนจะมีภาษาอังกฤษให้เราอ่านมั้ยก็อีกเรื่องนึงค่ะ












สร้อยคอ เครื่องประดับพวกนี้ดูใหม่มากนะคะ ใหม่จนเราแปลกใจว่านี่ของปลอมหรือยังไง เอามาร้อยใหม่พอเข้าใจได้ แต่สีสดใสมากขนาดนี้เลยเหรอ (ใครรู้มาบอกกันบ้างนะคะ)





นี่น่าจะเป็นคันฉ่อง (กระจก) โบราณ หวี แล้วก็ปิ่นปักผมเนอะ 







นี่ลิงบาบูนรึเปล่า??




เข้าสู่โซนใหม่ค่ะ ยิ่งเดิน สิ่งของ ปฏิมากรรมยิ่งสำคัญ ยิ่งเดินยิ่งเยอะ 



หนึ่งใน Masterpiece เช่นกัน Colossal of Ramesses II



ยกมายังไง อยากรู้จริงๆ 



ภาพยังคมชัดด้วยนะคะ 



มัมมี่ร่างนี้ สมบูรณ์ที่สุดแล้วล่ะค่ะ เพิ่งเคยเห็นมัมมี่แบบที่ยังไม่แก้ผ้าพันร่างมาก่อน amazing จริงๆ คาดว่าในมือคงเคยมีข้าวของอยู่มาก่อน แต่คงแกะออกไปรักษาที่อื่นแทน

ด้านล่างของมัมมี่ เป็นโลงศพนะคะ 



อยากจะบอกว่า ที่ Louvre นี่ โลงมัมมี่ใหญ่ๆ มีเยอะมาก ข้างในมีภาพวาด ภาพสลักอยู่เต็มไปหมด สมบูรณ์บ้าง แตกหักบ้างตามกาลเวลา โลงส่วนมากเป็นหินค่ะ แบกกันยังไง อยากรู้จริงๆ (ถ้าใครเคยมาจะรู้ว่าที่นี่กว้างเป็นบ้า!! กว่าจะแบกมาถึงที่จัดแสดง คงมีคนเจ็บตัวกันบ้างแหล่ะ)






เดินมาตอนกลางคืนมีวิ่งนะคะ 5555



ฝาโลงหินค่ะ 



อันนี้เป็นภายในโลง มีภาพสลักด้วย สวยงามมาก



สาวๆ สมัยนั้นคงทำผมทรงนี้จริงๆ เนอะ สุดยอด นึกถึงวิกผมประดับทองที่ The Met เลย


พอมาตรงนี้ เราเดินแยกกับพวกพี่รองและพี่สามค่ะ โดยเดินดุ่มๆ คนเดียวยาวๆ เพราะเดินกลับไปไม่ได้ ระเบียงยาวมาก เดินไม่จบสักที ทำไมๆๆๆๆ สรุปหลงทางโดยสมบูรณ์ แต่เราก็ยังคงเดินดูต่อไปด้วยใจฮึดสู้ ฉันต้องเดินดูให้ครบให้ได้!!



ปลื้มปริ่มค่ะ สวยงามและสมบูรณ์มากจริงๆ สีครบ คมชัด สุดยอดเลย



ด้วยความที่ Louvre เป็นพระราชวังมาก่อน งานตกแต่งสถานที่ต้องไม่ธรรมดาอยู่แล้ว ห้องโถง ระเบียง บนเพดาน มีภาพวาดประดับด้วยค่ะ แถมมีอธิบายด้วยนะว่าเกี่ยวกับอะไรบ้าง รูปนี้เราไม่ได้อ่านมาค่ะ :P



ชิ้นนี้อยู่ในห้องเก็บสมบัติค่ะ ดูเลอค่ามากมาย



เริ่มเข้าโซนกรีก-โรมัน แต่เนื่องจากไม่มีความรู้เรื่องนี้เลยเดินผ่านอย่างเร็วๆ พอดีไปเจอป้ายบอกทางไปโมนาลิซ่าเลยรีบเดินผ่านไปไวๆ ค่ะ 5555555 หารู้ไม่ แกพลาดเจอ Aphrodite ซะงั้น!



จากนี้ไปจะเป็นโซนภาพวาดเต็มไปหมด ยาวเหยียด เราไม่ค่อยมีหัวศิลป์หรือเสพงานศิลป์ไม่เป็น เลยขอข้ามไปนะคะ เราไปไฮไลท์เลยดีกว่า



หนึ่งในไฮไลท์ หรือที่เรียกว่า masterpiece 

นี่คือ Winged Victory of Samothrace หรือ The Nike of Samothrace ค่ะ

(จริงๆ ตอนไปคือไม่รู้ว่าดัง เห็นคนถ่ายรูปเยอะเราเลยถ่ายบ้าง ฮา)



Monalisa คนแน่นขนัดตลอดเวลา นี่ยื่นมือเข้าไปถ่ายนะคะ ตัวเข้าไปไม่ถึง - -"

เดินเสร็จ หันหลังกลับมา...



ทัวร์ลงค่ะ อย่างแน่น





เดินลงมาผ่านกรีก-โรมัน เช่นเคย เห็นคนจีนมุงถ่ายรูปกัน เราเลยถ่ายด้วย

นี่คือ... Phyche Revived by Cupid's Kiss ของ Antonio Canova 

รู้จักตำนานของไซคีกับคิวปิดมั้ยคะ :)

ลองอ่านที่นี่ดูค่ะ http://hilight.kapook.com/view/7215

รูปปั้นนี้คงเป็นตอนที่คิวปิดช่วยจุมพิตไซคีที่หลับใหลจากการเปิดผอบของเพอร์เซโฟนีน่ะเอง



หมดแล้วค่ะ หมดแรง = = เดินเหนื่อยมาก แค่สองปีก อิฉันก็ลิ้นห้อย ข้าวเที่ยงก็ยังไม่ได้กิน เดินก็ไกล ปวดขา ตาลาย หลงกับคนอื่นอีกต่างหาก โว๊ะ!! (กว้างแค่ไหนโปรดดูเอาเอง http://www.louvre.fr/en/plan)

โหลดแผนที่ได้ที่นี่นะคะ http://www.louvre.fr/sites/default/files/medias/medias_fichiers/fichiers/pdf/louvre-plan-information-english.pdf

ปล. หวังแผนที่ภาษาอังกฤษที่ museum ไม่ได้นะคะ เพราะมันหมดเร็วมาก มีแต่ภาษาอื่นๆ (มีแม้กระทั่งจีน ญี่ปุ่น เกาหลี โว๊ะ ไทยก็มานะเหวย)

เราเข้าทาง Sully ออกมาทาง Denon เดินดูเฉพาะที่ตัวเองสนใจเลยข้ามอะไรไปเยอะ เสียดายค่ะ แต่ ณ ตอนนั้นคือไม่ไหวแล้ว หมดแรง พยายามโทรหาพี่สามแต่ก็ไม่ติด เลยนั่งอยู่เฉยๆ กับที่ 

ได้ผลค่ะ กิ๋มเดินมาจากไหนไม่รู้ เดินมาทัก พร้อมกับพี่ใหญ่แล้วก็หลานสาว แล้วก็พากันไปหาอะไรทานกันค่ะ ขนม น้ำดื่ม รอดตายไป = = 

ปรากฎว่าพี่รองกับพี่สามออกไปข้างนอก museum แล้วค่ะ พี่ใหญ่เลยโทรเรียกให้กลับมาเจอกันข้างใน (ตั๋วจะแสตมป์เฉพาะตอนเราเข้าตัว museum นะคะ ตรง lobby โซนขายตั๋วนี่ไม่เป็นไร) ก็รอกันจนกลับมาครบนี่แหล่ะค่ะ แล้วพวกพี่เขยก็ตามมาสมทบอีกที 

ตรงส่วนนี้เป็น shopping mall ของ Louvre นะคะ อยู่ติดกันเลย ใครที่ดู Da Vinci Code คงจำได้ชิมิ?? อิอิ แต่มันเป็นคนละส่วนกับยอดปิรามิดทางขึ้นนะคะ แล้วฐานล่างก็เขยิบได้จริงๆ ด้วย ไม่ได้ฝังพื้นเหมือนในหนัง :)






จะบอกว่า ห้องน้ำส่วนของ mall เก๋มากนะคะ บรรยายไม่ถูกเพราะเสียเงินเข้าไป น่าจะ 2 ยูโรมั้ง ห้องน้ำสะอาดมาก แนวมาก แต่งโมเดิร์นสุดขีด ตกแต่งด้วยกระดาษทิชชู่สีฉูดฉาดเต็มไปหมด

เราเจอพนักงานทำความสะอาดห้องน้ำทักค่ะ "หนีฮ่าว" (ส่ายหน้า) "คอนนิจิวะ" (ส่ายหน้า) "โอเค ไอยอมแพ้" 5555555 แกไม่รู้หรอกเฟ้ย บอกไทยแลนด์ไป แกก็โอเค สวัสดีครับ แหม อารมณ์ดีนะ พนักงานที่นี่

ที่นี่ห้องน้ำสะอาดตลอดเวลาเพราะทันทีที่เราออกจากห้องน้ำ พนักงานจะเข้าไปทำความสะอาดต่อเลยดังนั้นเรื่องกลิ่นหรือความสกปรกจะไม่มีให้เห็นเลยค่ะ แลดูคุ้มค่าเงิน 2 ยูโรนะ (ในขณะที่ห้องน้ำบางที่เสีย 1.5 ยูโร แต่สกปรกสุดติ่ง ส่วนใหญ่เจอที่โรม)



ลาก่อน Louvre museum ไว้จะมาอีกนะ (ถ้าทำได้)

คณะทัวร์ที่นำโดยพี่เขย นำเราสู่สถานที่เที่ยวสุดฮิตถัดไปค่ะ นั่นคือ สะพาน Pont des Art สถานที่ที่ขึ้นชื่อเรื่องกุญแจคู่รักที่แรกของโลกเลยมั้ง ปัจจุบันมีแม่กุญแจเยอะมากจนราวสะพานใกล้จะพังแล้วค่ะเพราะน้ำหนักมีมากเกินไป (บางส่วนก็เอาไม้กระดานมาปิดแล้ว เห็นมิ)





สะพาน Pont des Arts เป็นสะพานที่เชื่อมระหว่าง The institut de France กับ The central square of the Palais de Louvre

เห็นอย่างนี้นะคะ ก็ยังมีคนเอาแม่กุญแจมาขายบนสะพานอยู่นะแม้จะมีประกาศรณรงค์ให้หยุดคล้องกุญแจ แต่คนก็ยังอยากมาคล้องกันอยู่ดี สำหรับเรา ถ่ายรูปก็พอค่ะ ฮี่ฮี่









จากนั้น เราลง metro ไปที่ Champs-Elysee ถนนที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และเป็นต้นแบบของถนนราชดำเนินในกรุงเทพของเราด้วย

คหสต. มีหลายอย่างที่ถนน Champs-Elysee กับ ถนนราชดำเนินของเราเหมือนกันนะคะ

1. รถติดตลอดเวลา เหม็นควันรถสุดๆ แม้จะมีต้นไม้เยอะก็ตาม
2. บ้านเรามีตุ๊กตุ๊ก บ้านเค้ามีสามล้อถีบรับจ้างค่ะ แต่โมเดิร์นกว่าบ้านเราเยอะ


ชอบต้นไม้ที่นี่ค่ะ ตัดเป็นสี่เหลี่ยมสวยงาม ตั้งใจดูแลกันดี


ร้าน Paris Saint-Germain FC ใครอยากมา ก็ที่นี่แหล่ะค่ะ ขายของที่ระลึก



เรามุ่งเน้นหาร้าน Sephora เป็นหลักค่ะ สำหรับเราร้าน Sephora มันเหมือนเดินเข้าเซเว่นทั่วไทย เข้าไปแล้วอุ่นใจค่ะ 55555 เพราะตกแต่งเหมือนกันทั่วโลก


Arc de Triomphe ก่อนตะวันตกดิน

พี่เขยจะพาไปกินร้านอาหารจีนร้านนึงค่ะ เดินไปไกลพอสมควร เป็นบุฟเฟต์อาหารไทย จีน อะไรเทือกๆ นั้น รสชาติพอถูไถ ดีกว่าไม่กินอะไรเลย เพราะร้านอาหารปกติปิดเร็วมากค่ะ ทุ่มกว่าพี่ก็ปิดแล้ว สองทุ่มเมืองเงียบซะ - -"

แล้วเราก็เดินกลับทางเดิม ผ่าน Notre-Dame เช่นเคย คืนนี้มีการแสดงดนตรี มาร้องเพลง เต้นรำกันที่จตุรัสหน้า Notre-Dame นี่แหล่ะค่ะ มีไม่ซ้ำเลยสักคืน :)




ขอจบตอนนี้เอาไว้เท่านี้นะคะ ขออภัยที่ดองเอาไว้นานไปหน่อย ตอนหน้าจะจบปารีสแล้วค่ะ ไปพระราชวังแวร์ซายกันต่อจ้า :D

สวัสดีค่ะ



Create Date : 28 ตุลาคม 2557
Last Update : 8 พฤศจิกายน 2557 23:56:54 น.
Counter : 686 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

อัลปาก้าจัง
Location :
ราชบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]



สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับเข้าสู่บล็อกของ Piyoko-chan !!


เจ้าของบล็อกชื่อ เป้ ค่ะ

แต่งหน้าก็พอไหว แต่งตัวไม่ได้เรื่อง(ในบางที)

ตอนนี้มีหมวดท่องเที่ยวแล้ว ความฝันอีกอย่างคือได้เที่ยวทั่วโลกค่ะ จะพยายามรีวิวให้ได้มากที่สุด รวมไปถึงทริคและเรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับการท่องเที่ยวต่างประเทศให้ได้ชมกันค่ะ


เอาเป็นว่า นั่งอ่านขำๆ ไปแล้วกันนะคะ ^^

ถูกใจบล็อก donate สมทบทุนค่าเดินทางในทริปต่อๆ ไปได้ที่นี่เลย..
https://www.paypal.me/yanisapae

ขอบคุณล่วงหน้าค่า