กันยายน 2557

 
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
23
24
25
27
28
29
30
 
 
All Blog
EU Trip 7-20 Sep 14 : Chapter 1 BKK > Stockholm > Venice(ภาคต้น)
  สวัสดีค่ะทุกคนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน

ในที่สุดก็ได้ทำรีวิวทริปท่องเที่ยวต่อนะคะ คราวนี้ทริปยาวกว่าที่ผ่านมา แต่สั้นกว่าที่วางแผนไว้ตอนแรก

ที่บอกว่าสั้นไว้กว่าตอนแรก เพราะตอนแรกที่วางแผนไว้ เรากะว่าจะเดินทางสัก 29 สิงหา ถึง 18 กันยา

แต่ด้วยความโชคร้าย ดวงไม่ดียังไงไม่ทราบ ทำให้เกิดเหตุกับการขอวีซ่าขึ้นมา ทุกอย่างเลยต้องเลื่อนออกไปหมด (อันนี้เขียนลงบล็อกไปก่อนหน้านี้แล้วลองไปตามอ่านได้ถ้าอยากรู้)

ท้ายที่สุดก็ต้องเลื่อนเดินทางไปเป็นวันที่ 7 นั่นเองค่ะ


เดี๋ยวนี้ไฟลทบินตรง กรุงเทพ-สต็อกโฮม ไม่ได้มีแค่การบินไทยแล้ว Norwegian Air เป็นตัวเลือกที่ดี ราคาย่อมเยาที่คนไทยเลือกบินกันเยอะ รวมค่าโหลดกระเป๋า ค่าเลือกที่นั่ง ค่าอาหารบนเครื่อง เลือกวันบินดีๆ ก็ไม่ถึง 30k ค่ะ

ด้วยความที่เราอยู่ต่างจังหวัด แถมมีไฟลทบินเช้า ทุกคนในบ้านเลยคุยกันว่า เราควรไปนอนโรงแรมแถวสนามบินดีกว่า ไม่งั้นต้องตื่นตีสามตีสี่เพื่อไปส่งให้ทันหกโมงเช้า ไม่ไหวแน่นอน

เราเลยเลือกไปนอนที่ Vismaya Hotel Suvarnnabhumi ซึ่งมีรถรับ-ส่งไปสนามบินด้วย (ค่ารถคนละ 80 บาท แยกต่างหากจากค่าห้องพัก)

อันนี้ไม่ได้ถ่ายรูปมา เพราะความหลอนส่วนตัว คืนนั้นฝนตกทั้งคืน อากาศขมุกขมัว แถมเราไปถึงก็หัวค่ำแล้ว กลัวว่าถ่ายรูปในห้องแล้วเกิดติดอะไรกลับมา อิฉันคงไปไม่ถึงสต็อกโฮมแน่ เลยรีวิวปากเปล่าแล้วกันค่ะ

ห้องที่เรานอน เป็นห้องชั้น 1 (ชั้นล่างสุด) ตรงหน้าสระว่ายน้ำ ห้องเตียงใหญ่สำหรับ 2 คน เนื้อที่ห้องกว้างมาก เหมาะสำหรับผู้ที่ช้อปปิ้งของเยอะๆ หรือสัมภาระเยอะมากๆ เอามากางแผ่ได้

ห้องน้ำ มีทั้งอ่างอาบน้ำและตู้ชาวเวอร์ มีสบู่/แชมพู สบู่ก้อน โลชั่น คอตตอนบัด หมวกอาบน้ำเตรียมไว้ให้แล้ว ห้องน้ำเป็นกระจกใส ต้องเอาม่านปิดเอานะคะ - -"

ทีวี เป็นเคเบิ้ลของ CTH ส่วนตัวคิดว่าไม่ค่อยชัดเป็นบางช่อง แถมโปรแกรมกับช่องยังไม่ค่อยตรงกันเท่าไหร่ ตู้เย็นมีน้ำเปล่าให้สองขวด มีกาต้มน้ำร้อน ชา-กาแฟ-ครีมเทียม-น้ำตาล เตรียมให้ในห้อง

อันนี้บอกไว้คร่าวๆ นะคะ ลองดูรีวิวอื่นๆ ในเว็บพวก booking หรือ agoda อีกทีก็ได้ ส่วนตัวคิดว่าพอไหวค่ะ เลือกที่นี่เพราะเห็นรีวิวค่อนข้างดี แต่เราแค่มานอนพักแป๊บเดียวแล้วก็บิน เลยไม่ได้เห็นอะไรมากนัก

เรานัดทางโรงแรมให้ไปส่งที่สนามบินตอนหกโมงเช้า นั่งรถราวๆ 15 นาทีก็ถึงค่ะ (เช้านั้นเห็นคนขับว่ามีขบวนเสด็จด้วย ได้ยินไม่ถนัด)

ถึงสนามบินก็วิ่งไปเช็คอินก่อนเลย คิวยาวพอควรเพราะไฟลทนี้ก็เกือบเรียกว่า Full load นะ ว่างแค่ 2-3 ที่เอง เช็คอินไปก็ตื่นเต้นไป ฉันจะได้บินมั้ยเน้ออออ 55555

เช็คอินเสร็จ หมดภาระ เดินไปหาอะไรกินแล้วค่อยเข้า ตม.ค่ะ คือเราไม่มีอะไรจะดูใน duty free หรอก เลยเดินไป King Power Lounge ที่ Concourse A (ในขณะที่เราบินเกท G ไม่ว่างทำไม่ได้นะ)

ทานไรเสร็จก็เดินไปหาซื้อแม่กุญแจ เผื่อไว้ล็อกกระเป๋าใบใดใบหนึ่งขากลับถ้าต้องโหลดใต้ท้องเครื่อง (พับกระเป๋าผ้าไว้ใบนึงเผื่อช้อปปิ้ง) บอกให้พนักงานแกะให้เลยแล้วล็อกกระเป๋าเป้ตัวเองเวลาขึ้นเครื่อง กลัวเงินหาย 55555

อันนี้เป็นโรคหวาดระแวงค่ะ ถึงจะบอกว่าเอาไว้ใส่ไว้ในเป้ แต่ก็มีกระเป๋าห้อยคออีกใบไว้ใส่พาสปอร์ตกับเงินอีกจำนวนนึง บัตรเครดิต แล้วก็ปากกา โดยไอ้เจ้าใบนี้เราจะติดตัวไว้ตลอดเวลาแทนกระเป๋าสะพายใบที่ใช้ปกติค่ะ

ส่วนเงินจะหยิบมาใส่กระเป๋ากางเกงยีนส์ติดไว้เผื่อซื้อข้าว ซื้อบัตรเข้าชมสถานที่ ซื้อตั๋วรถ-เรือ จำนวนไม่มาก เอาแค่พอใช้พอค่ะ ใช้วิธีนี้มาตลอดทริป แคล้วคลาดปลอดภัยค่ะ :)



เกทของเรา G4 



วันนี้เราบินด้วยเจ้า B787 Dreamliner ค่ะ 

ที่นั่งข้างในจะเป็นแบบ 3-3-3 ทั้งลำ 

เรานั่งรออยู่ในเกทนานพอสมควรค่ะ คนไทยเยอะกว่าที่คิด (คงเพราะบินตรง แถมเป็น low fare) 



Boarding แล้วก็ขอถ่ายรูปริมหน้าต่างหน่อยเน้อ เรานั่ง B ไม่ได้ริมหน้าต่างนะคะ พอดีคนนั่ง A ยังไม่มาเลยขอถ่ายรูปก่อน

ตัว IFE ค่อนข้างดีค่ะ หนังใหม่-เก่าปนกัน เพลงเก่าเยอะกว่าใหม่ มีเกม แล้วก็ส่วนของเด็กให้ดูด้วย หน้าจอเป็น Touch screen ค่ะ



แน่นอนว่า เป็นสายการบิน Low fare ดังนั้นจึงไม่มีหมอน ผ้าห่ม หูฟังให้ เราต้องเตรียมไปเองค่ะ ไม่งั้นคือมีขายบนเครื่อง หูฟัง $3 ผ้าห่ม $5 

หูฟังใช้ของ iphone ได้ และมีช่อง USB ให้เสียบชาร์จได้ค่ะ นอกจากนี้ยังมีปลั๊กสามตาให้ใต้ที่นั่งทุกที่นั่งด้วยจ้า



อันนี้ก้มลงไปเองไม่ได้ เลยใช้มือถือส่องแทนค่ะ มีปลั๊กจริงๆ ด้วยนะ 



เห็นช่องเสียบหูฟัง กับ USB ชัดๆ เลยจ้า ส่วนช่องยาวๆ ที่อยู่ใต้จอ เป็นช่องรูดบัตรเครดิต/เดบิตค่ะ รูดบัตรเครดิตบนนี้ไม่เสียค่าธรรมเนียมนะคะ เอาไว้รูดซื้อ snack/drink บนเครื่องได้

น้ำเปล่า น้ำอัดลม เบียร์ เหล้า ราคาเริ่มต้นที่ $4 ขึ้นไป (ไม่แน่ใจราคาน้ำเปล่านะคะ)

ส่วนของว่าง มีแซนวิช Tacos และอื่นๆ ราคา $10 ขึ้นไป

ใครที่ตั้งหลักจะซื้อเครื่องสำอางหรือบุหรี่บนเครื่อง ของ Norwegian ไม่มีค่ะ มีแต่เครื่องกระป๋องกับช็อกโกแลตไรงี้ แล้วก็มีน้อยมากๆ เลย

สำหรับ Long Haul ไม่มีฟรี wifi ค่ะ





สำหรับคนที่ซื้ออาหารไว้บนเครื่อง จะมี meal 1 และ box อีก 1 ก่อน landing ค่ะ

มื้อหลักจะเสิร์ฟราวๆ 1.5-2 ชม.หลัง take off และมักจะมีให้เลือกประมาณ ไก่ หรือ เนื้อ ไรงี้ค่ะ



ที่เราเลือกเป็นข้าวเขียวหวานไก่ค่ะ ข้างบนเป็นสลัดอะไรไม่รู้กับเค้ก 1 ก้อน

ข้าวอร่อยแน่นอน อันนี้เชื่อมือครัวการบินไทย ส่วนสลัดนี่ไม่ชอบเลย เค้กโอเค

Long haul ไม่ต้องกลัวอดน้ำค่ะ พนักงานต้อนรับคนไทยทั้งลำ เสิร์ฟ/ขอน้ำได้ตลอด แม้คุณจะไม่ได้ซื้ออาหารกับเค้าค่ะ


ช่วงที่อยู่บนเครื่อง เรานั่งกับสาวไทยทั้งสองข้างค่ะ ที่นั่งริมทางเดินเป็นแอร์ของ Norwegian นั่นแหล่ะค่ะ คงนั่งเป็น extra กลับไป สองสาวหลับสนิทดีมาก หลับยาวววววววดีจริงๆ

ในขณะที่เรานอนไม่หลับเลย ปวดหลัง เมื่อยคอ สารพัด หลับได้ชม.เดียวก็ตื่น หลับๆ ตื่นๆ ตลอดทาง จนเครื่องลง Arlanda เลยค่ะ

ก่อนเครื่องลง น้ำแอร์หยดใส่แม่สาวที่นั่ง A ด้วย คุณแอร์ C เลยต้องวิ่งไปหาทิชชู่มาช่วยซับให้ - -"

เครื่องลงแล้ว เราเดินไปตามทาง สนามบิน Arlanda เล็กกว่าที่เราคิดไว้เยอะเลย ตรง Passport Control มีแค่ 2-3 ช่องเอง EU passport 2 ช่อง (แบ่งให้ลูกเรือช่องนึง) กับ All Passport 2 ช่อง (ช่องนึงให้คนที่ transfer flight)

เราออกไปก็รอรับกระเป๋าแล้วติดต่อหาพี่สาวที่มารับค่ะ รอเกือบชม. สรุปได้ว่า เราควรนั่งรถบัสเข้าเมือง แล้วต่อแท็กซี่เข้าบ้านอีกที (บ้านอยู่บนเนินสูง ถ้าลากกระเป๋าคงขาลาก)

เราใช้บริการรถบัสของ Flygbussarna Airport Coaches ซื้อตั๋วได้ที่ตู้ Kiosk หรือที่เค้าเตอร์ info หรือที่เว็บไซต์ได้เลยค่ะ ก่อนขึ้นรถจะใช้บาร์โค้ดใน e-ticket สแกนแล้วค่อยขึ้นรถค่ะ

ราคา 105 SEK (เอิ่มมมมม)

รถบัสของบริษัทนี้ เดินออกจากอาคารผู้โดยสารขาออกก็เจอเลยค่ะ หาไม่ยาก

เอ้อ ตู้ Kiosk ที่นี่มักจะรับบัตรเครดิตที่ต้องใช้ pin code นะคะ ถ้าไม่มี pin code ซื้อไม่ได้ค่ะ (บางคนใช้รหัสกด atm ก็ผ่าน แต่ไม่เคยใช้กดตู้เลยไม่ได้จำ)

แท็กซี่ที่นี่ก็รับบัตรเครดิตนะคะ แต่ไม่แน่ใจว่าเซ็นชื่อแทนได้รึเปล่า ที่แน่ๆ คือ แท็กซี่จากสนามบินเข้าตัวเมืองจะมีราคาติดไว้ที่ข้างรถค่ะ ต่อให้โทรเรียกก็จะราคานี้ ไม่มีชาร์จเพิ่ม ไม่มีค่ากระเป๋าเดินทางด้วย ซึ่งเรียกว่าดีมากกกกกกกกกกกกก

ทุกคันจะมี car seat เอาไว้ให้เด็กเล็กนั่งโดยเฉพาะด้วยค่ะ :) และควรคาดเข็มขัดทุกคนเพราะถ้าตำรวจโบกเจอ โดนปรับจ้า


ตัดมาที่บ้าน มาถึงก็หัวค่ำแล้ว นอนพักผ่อนไปค่ะ 

ข้อดีของการนอนไม่หลับตลอดไฟลทคือ เราไม่มีอาการ jet lag เลยยยยยยยยยย เรียกว่านอนตามพระอาทิตย์ พอกลางคืนถึงจะหลับได้ เราก็ไปหลับเอาคืนนั้นที่ Stockholm เลยค่ะ

วันถัดมา เรามานั่งคิดว่าเราจะไปเที่ยวที่ไหนดี ตอนแรกพี่สาววางแผนให้ว่าเราจะเที่ยวใน Stockholm ก่อน แต่กิ๋ม (แม่ของพี่) ไม่ยอม แกปิดร้านอาหารของแกที่ Ostersund เพื่อมาเที่ยว แกไม่อยากอยู่ในสวีเดนนานๆ ของมันแพง

หาไปหามา เราได้ไฟลทไป Venice แทน ในราคา 599 SEK (แหม ราคาดี)

พอไปกินข้าวเที่ยงแป๊บนึงเท่านั้นแหล่ะ กลับมาอีกที ราคาเป็น 799 SEK เลย -*-

(ราคายังไม่รวมค่าโหลดกระเป๋ากับค่าเลือกที่นั่งนะคะ แต่ซื้อก่อนบินภายใน 24 ชม.เลือกที่ไม่ได้ละ เอาเงินฉันคืนมา!!)

**ใช้บัตรเครดิตกับ Norwegian Air มีค่าธรรมเนียมการรูด 4 เหรียญกว่าๆ ยูโรนะคะ ถ้าไม่อยากเสียตรงนี้แนะนำให้ใช้บัตรเดบิตแทน**

สรุปว่า ไปเวนิสกันจ้า บินพรุ่งนี้เช้าเลย!!! จองโรงแรมด้วยอะไรด้วย หมดเวลาไปแล้วทั้งวัน

ตอนเย็นเลยเดินเข้าเมืองไปทานอาหารร้านชบา (Tjabbathai) ค่ะ ใครมาไม่ควรพลาดนะ เจ้าของเป็นคนไทย เด็กเสิร์ฟ(ส่วนมาก)เป็นคนไทย อาหารอร่อย ราคากำลังดี รสชาติแบบไทยๆ ค่ะ



ไอติมกะทิของที่ร้าน เสิร์ฟในกะลามะพร้าว และที่สำคัญ ในไอติมมีเนื้อมะพร้าวกะทิขูดอยู่ในนั้นด้วย!! เรียกว่าไม่เคยเจอที่ไหนมาก่อนเลยค่ะ


เช้าวันที่ 9 กันยายน

เรานัดแท็กซี่เจ้าประจำไว้ตอนตี 5 เพื่อไปส่งเราที่สนามบิน Arlanda ให้ทันไฟลท 7.10 น.

ที่ ARN จะมีตู้ Kiosk สำหรับเช็คอิน/ซื้อตั๋วเครื่องบินได้หลายๆ สายนะคะ ส่วนเราเช็คอินกันตลอด ขอแค่มีบาร์โค้ดจาก e-ticket (สแกนจากมือถือได้) ก็พอแล้ว ซื้อ booking เดียวกัน สแกนครั้งเดียวค่ะ

เราสามารถเลือกที่นั่งบนเครื่องได้จากเจ้าตู้นี้ด้วยนะ จิ้มเลือกจำนวนกระเป๋า (ไป 3 คน มี 3 ใบ) เครื่องนี้จะพริ้นท์แท็กกระเป๋าให้เราด้วยค่ะ สามารถคล้องติดกระเป๋าได้เลย

จากนั้นให้เราลากๆๆๆๆ กระเป๋าของเราไปที่ Self-loading สำหรับโหลดกระเป๋า ที่เค้าเตอร์จะไม่มีพนักงานคอยช่วย เราต้องช่วยตัวเองค่ะ ที่เค้าเตอร์จะมีที่สแกนบาร์โค้ดอยู่ ให้เรายกกระเป๋าชั่งน้ำหนักที่สายพาน เอาเครื่องสแกนมาสแกนที่บาร์โค้ดที่แท็กของเรา ชื่อเราจะขึ้นมา เป็นอันเสร็จพิธีค่ะ

ง่ายมั้ยคะ :D

(ใครงง มีวิดีโอสาธิตการใช้งานอยู่ตรงเค้าเตอร์ค่ะ ไม่ต้องกลัวพลาด)



 Boarding pass หน้าตาแบบนี้ค่ะ มาจากเครื่อง Kiosk ตู้นั้นเลยจ้า 


สำหรับคนที่ต้องการแลกเงินที่สนามบิน ARN นะคะ แนะนำที่ SEB ให้เรทค่อนข้างดีกว่าเจ้าอื่น พอๆ กับ Forex ด้วยค่ะ

แลกเงินเสร็จ เราเข้าด่านสแกนกระเป๋าไปรอขึ้นเครื่อง ก่อนหน้านั้นก็หาอะไรกินกันก่อนเนาะ บินตั้ง 2 ชม. ไม่มีอะไรกินแน่ๆ



ไอ้นี่คืออะไรไม่รู้ - -" ซื้อตามพี่สาว หน้าตาเหมือนโยเกิร์ต แต่เนื้อเป็นเม็ดข้าวหนึบๆ กินกับซอสสตรอเบอรี่ค่ะ ก็อร่อยดีแบบแปลกๆ


FYI : บินภายในยุโรป เขต EU ที่ต้องใช้เชงเก้นวีซ่า ไม่ต้องผ่านตม.ค่ะ บินได้เหมือน Domestic flight บ้านเราเลย แต่ต้องมีพาสปอร์ตนะ

บินในยุโรป สำหรับ single entry แบบเรา แนะนำให้ใช้บริการสายการบินของยุโรปเท่านั้นค่ะ แกจะไปจอดที่ Terminal สำหรับ EU ไม่ต้องผ่าน ตม. แต่ถ้าเราบินสายการบินนอกยุโรป เราต้องผ่านตม.ค่ะ single entry เข้าไม่ได้ เพราะวีซ่าผ่านการแสตมป์ไปก่อนแล้ว




บิน DY อีกครั้ง เดินขึ้นเครื่องเองโดยมีเชือกล้อมให้เดินค่ะ สงสัยกลัวหลงไปเครื่องอื่น อิอิ



หางเครื่องบินของ Norwegian Air จะมีรูปบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์หลายๆ คนแปะอยู่ค่ะ ส่วนใหญ่ก็ในแถบสแกนดิเนเวีย สามารถดูรายชื่อทั้งหมดได้ในนิตยสารบนเครื่องบินค่ะ



ไปแล้ววววววววววว 

ลืมบอกไป บิน Norwegian Air ระยะสั้น จะมี Free wifi on board ด้วยนะคะ (อย่าลืมเปิด flight mode บนเครื่องนะ)



บนเครื่องก็เหมือน Low Fare ทั่วไปค่ะ ที่นั่ง 3-3 สั่งอาหารเครื่องดื่มได้ จ่ายด้วยบัตรเครดิต ไม่มีเสิร์ฟเครื่องดื่มฟรีบนเครื่องค่ะ



ใกล้ถึงแล้วจ้า



ถึงแล้ว สนามบิน Venice Marco Polo (VCE)


ก่อนหน้านี้เราได้คุยกับทางโรงแรมถึงวิธีเดินทางนะ เราก็ยังงงๆ ว่ายังไงดี เพราะแกให้ตัวเลือกมาแบบ water taxi, water bus แล้วก็อะไรอีกอย่าง บอกให้จองได้ หรือไม่ต้องจอง คือคุยแล้วงงน่ะค่ะ

ด้วยความที่เราไม่ได้หาข้อมูลการเดินทางในเวนิสมาก่อนเลยไม่กล้านั่ง water bus เลยตัดสินใจนั่ง water taxi เอาซะเลย ตอนแรกได้ข้อมูลว่าสามคนเสีย 120 ยูโร พอไปหน้างานเหลือ 110 ยูโร 

(คนขายตั๋วจะถามว่าโรงแรมเราอยู่ไหน บน mainland หรือ island เราอยู่บน island ค่ะ นางจะชี้ให้ดูว่าโรงแรมเราอยู่ไหนบนแผนที่ เพราะมีการแบ่งเป็นโซนไว้ให้แล้ว)

เอาก็เอาวะ!!

ออกจากสนามบิน เดินไปทางซ้ายมือจะเป็นท่าเรือเล็ก สำหรับลงเรือทุกประเภทค่ะ ทั้ง water bus และ water taxi เลย ระยะทางราวๆ 1 กม.



จ่ายเงินที่เค้าเตอร์ information เราจะได้ตั๋วสีชมพูมา 1 ใบ ให้เราถือไปให้คนขับเรือนะคะ

ในนั้นจะมีรายละเอียดเช่น pier ที่เท่าไหร่ เรือหมายเลขอะไร เราจะไปลงที่ไหน ฯลฯ

อย่างของเรา ต้องไปที่ Pier 11 เรือหมายเลข xxx (ลืม) จะไปลงที่ท่าเรือที่ใกล้โรงแรมมากที่สุด ซึ่งก็คือ Ca' Rezzonico 



ผู้ชายที่ดูแลท่า ดูแลเราดีมาก ช่วยยกกระเป๋า ช่วยนั่นนี่จนแบบว่า เออ คนที่นี่ friendly ดีเนอะ

เรือลำที่เรานั่งคือลำที่มีลุงเสื้อขาวอยู่หลังเสานั่นแหล่ะค่ะ



ลุงคนขับเรือค่ะ



เป็นเรือหรูๆ ลำนึงเลย เท่มากกกกกกกกกกกกกกกก ลำนึงนั่งได้เป็นสิบคนเลยค่ะ



เป็นช่วงเวลาที่ดีมากนับตั้งแต่เราก้าวถึงเมืองเวนิส 

ฟ้าใส อากาศดี สดชื่น น้ำทะเลล้อมรอบ แฮปปี้มากกกกกกกกกกกก รู้สึกว่าคิดถูกจริงๆ ที่เลือกมาที่นี่

พอเข้าตัวเมือง การจราจรทางน้ำก็เริ่มคับคั่ง เริ่มเห็นเรือเล็กใหญ่ รวมถึงเรือกอนโดล่าในฝันของใครหลายคน

เรือไปส่งถึงท่า Ca'Rezzonico เราก็เดินๆ ดูตามบ้านเลขที่แถวนั้นไปจนเจอโรงแรมค่ะ

(ถามว่า โรงแรมส่งแผนที่ไปให้ไป ส่งให้ค่ะ แต่ไม่ได้เปิดดู 5555555555)



อันนี้แผนที่ที่ทางโรงแรมส่งมาให้ค่ะ ไปง่ายเนอะ 

ตอนเราเดินหา อาศัยแค่บ้านเลขที่แล้วเดินตามจนเจอค่ะ ดีนะที่เดินไปง่ายๆ ไม่ซับซ้อน (ชีวิตชอบทำอะไรยากๆ 5555)



ถึงโรงแรมแล้วค่ะ 

Pausania Hotel ได้รับเรตจากเว็บ Agoda ค่อนข้างดีค่ะ อยู่ใจกลางเมือง เดินไปไหนก็ได้ ไม่ใกล้ไม่ไกล แล้วก็ใกล้กับซุปเปอร์ด้วยค่ะ แถวนั้นร้านอาหารเยอะพอสมควร แต่รสชาติยังไงต้องเสี่ยงดวงกันเอง

ซุปเปอร์ต้องเดินข้ามสะพานทางขวาของจากหน้าโรงแรมแล้วเดินตรงไปอีก มีซุปเปอร์อยู่ค่ะ



ฟร้อนท์ ข้างในโรงแรมค่ะ 

พนักงานผู้หญิงคนเดียวของที่นี่ เธอเก่งมากค่ะ อยากถามอะไรเกี่ยวกับเวนิส รถ-เรือจองยังไง ถามนางได้ นางเก่งมากจริงๆ ขนาดพนักงานชายที่มาแทนเธอตอนกะบ่าย/กลางคืนยังบอกให้ถามนาง นางเก่ง และนาง friendly มากจริงๆ

นางบอกว่า นางชอบประเทศไทย ไปเที่ยวไทยช่วง winter ด้วยนะคะ :)

ห้องของเรา 3 คน เป็นห้องเบอร์....



คุณพนักงานสาว เธอแนะนำเราดีค่ะ แจกแผนที่แล้ววงก่อนเลยว่า โรงแรมเราอยู่ที่นี่นะจ้ะ ท่าเรือเราคือ Ca' Rezzonico อยากไปไหนไปได้เลย 

รีวิวห้องแบบคร่าวๆ แล้วกันค่ะ 



ห้องสวยมากกกกกกกกกกกก แต่พีคสุดคือเพดานค่ะ




Epic มากกกกกกกกก มีภาพวาดบนเพดาน(ไม่รู้วาดจริงหรือพิมพ์นะ) มีโคมไฟแก้ว ชอบมากกกกกกกกกกก

มาดูห้องน้ำ เล็กแต่เริ่ด





อ่างอาบน้ำมาแค่นี้?? คิดดีๆ มันเอาไว้แช่เท้าค่ะ เหมือนเค้าคิดมาแล้วว่า เรามาเวนิส เราต้องเดินจนเมื่อยเท้าแน่ๆ เลย ฉันเลยทำอ่างไว้ให้เธอแช่เท้าไงงงงงง (ฮา) แต่มันเวิร์คมากนะคะคุณ 555



นี่ชอบ มีครบทุกสิ่ง ยกเว้นหมวกอาบน้ำ มี slipper ใส่ในห้องด้วยค่ะ เราก็เก็บไปใช้ที่โรงแรมอื่นๆ ต่อไป :D



ด้วยความที่เราก็งมโข่งกันมาตั้งแต่สนามบินยันโรงแรมอ่ะเนอะ พักสักแป๊บก็ตัดสินใจว่าจะออกไปหาอะไรกินข้างนอกค่ะ แต่เดินไปนะ ถือแผนที่ไปเลยจ้าาาาาาา



แถวโรงแรมค่ะ ตึกสีสันสวยมาก เดินออกมาแล้วสดชื่นจริงๆ

สะพานที่เห็นตรงข้างหน้า ถ้าเดินข้ามไปจะเจอร้านอาหารแล้วก็ซุปเปอร์ค่ะ ที่ตีนสะพานก็มีร้านแผงขายผลไม้ด้วยนะคะ



เดินออกมาทางขวามือของโรงแรมจะเจอลานกว้าง และที่นี่ค่ะ ที่จัดงานแสดงของ Leonardo Davinci แน่นอนว่าเสียเงินค่าเข้าชมด้วย ไม่ได้กินพี่หรอก :P



จุด Start ของเราเริ่มที่ร้านนี้ค่ะ ร้าน Tabacchi เป็นร้านขายของชำ ไม่ได้ขายแค่บุหรี่แน่นอน

ร้านแนวนี้มีกระจายอยู่ทั่วอิตาลี เป็นที่รู้กันว่า แกขายตั๋วโดยสารหลายอย่าง เช่น รถบัส เรือเมล ฯลฯ สังเกตคำว่า Biglietti (Ticket) ดูค่ะ บางร้านขายหวยขูดด้วย 555

อยากส่งโปสการ์ดก็ซื้อแสตมป์กับยายแกได้นะคะ แกพูดอังกฤษไม่ได้เลย ดังนั้นเราสื่อสารกันได้ด้วยใจค่ะ :D (แกถามว่าส่งไปไหน America Europe Asia เราส่งกลับบ้าน 2 euro ล่ะ)

ดูป้ายเหลืองๆ ในรูปนะคะ ป้ายเหลืองๆ บอกสถานที่สำคัญที่เป็นที่ท่องเที่ยว ในป้ายบอกว่าไป Accademia กับ S. Marco (San Marco)

ป้ายประเภทนี้จะมีบอกไว้ตลอดทาง ส่วนทางที่ใช้เดินก็เป็นตรอกซอกซอยตามบ้านเรือนในเวนิสค่ะ ถ้าคุณกลัวหลง ให้เดินตามผู้คนไปเรื่อยๆ ค่ะ ไม่หลงแน่นอน เพราะมีทางเดียวที่นักท่องเที่ยวจะเดินกัน

แต่ถ้าคิดว่าหลงแล้วแน่ๆ ให้ยึดป้ายสีเหลือง หรือชื่อของมันเอาไว้แล้วเดินตามลูกศรไปเรื่อยๆ คุณจะเดินถึงสถานที่นั้นๆ เองค่ะ (เพราะเราทำมาแล้ว)

ป้ายสีขาว มักจะเป็นป้ายชื่อถนน เราเอาไว้เป็นหลักยึดเวลาหลงทางแล้วต้องกางแผนที่ค่ะ ดังนั้นแนะนำให้หาแผนที่ที่ค่อนข้างละเอียดที่บอกชื่อถนนด้วย (เอาแบบที่เราอ่านออกนะ) เราได้จากโรงแรมค่ะ ก็ยึดแผนที่อันนั้นมาตลอด

วันนี้ เราอยากจะเดิน survey สถานที่ก่อนว่าเราควรไปไหนบ้าง San Marco คืออะไร อยู่ที่ไหน เค้าว่ามันคือ shopping spot จริงเหรอ ลองไปดูกันค่ะ

ระหว่างทางก็ต้องเดินผ่านนั่นนี่ จะแปะรูปให้ชมนะคะ เมืองอะไรไม่รู้สวยงามน่าเดินไปหมด ผู้คนก็นั่งชิลกันตลอดทาง :)



ที่นี่คือ Gallerie dell'Accademia เป็นแกลลอรี่จัดแสดงภาพและผลงานศิลปะยุคต้นศตวรรษที่ 19 ค่ะ อยู่ในเขต Dorsoduro เกาะเวนิส

หรือจะขึ้น water bus มาลงที่ป้าย Accademia ก็ทำได้ค่ะ มีท่าเรืออยู่หน้าแกลลอรี่พอดี



ลานกว้างหน้า Accademia มีท่าเรือด้วย



สะพานตรงหน้า Accademia ค่ะ เป็นสะพานใหญ่ที่ใครๆ ก็ต้องมาเดินข้ามฝั่ง สะพานทำด้วยไม้ทั้งหมดเลย




มองจากสะพานฝั่งซ้าย-ขวา



ฝั่งตรงข้ามมีจัดแสดงศิลปะร่วมสมัยอยู่ด้วยค่ะ รู้สึกว่าจะเป็นสถาบันศิลปะอะไรสักอย่างของที่นี่แหล่ะ

ที่เห็นอยู่เป็นจักรยานนะคะ เอามาต่อๆ เรียงๆ กัน ทำได้ไงเนี่ย



เดินต่อไป เจอคุณคนนี้อยู่กลางลานกว้าง

เดินอีกกกกกกกกกกก ระหว่างทางเราก็แวะพักนิดหน่อยนะคะ มีร้านขายของกินและร้านขายของที่ระลึกตลอดทาง ด้วยความที่เรายังไม่ได้ทานข้าวกลางวัน เราเลยซื้อน้ำเปล่า พิซซ่า แซนวิช ไอศกรีม แล้วพักขาไปในตัว ทานเสร็จก็ลุกเดินต่อค่า



เดินไปเรื่อยๆ ใกล้ถึง San Marco แล้วล่ะ ถนนนี้ก็ถือเป็นถนนช้อปปิ้งเหมือนกันนะคะ แต่ร้านรวงจะน้อยกว่า



โบสถ์ San Moise เริ่มแรกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 8 เพื่ออุทิศให้โมเสส ซึ่งชาวเวเนเชียนนับถือในพันธสัญญาเก่าเหมือนชาวไบแซนไทน์ ต่อมาได้ตั้งชื่อเป็น San Moise เพื่อให้เกียรติแก่ Moise Venier ผู้ที่บริจาคเงินสร้างโบสถ์แห่งนี้ขึ้นมาใหม่ในศตวรรษที่ 9

(ผิดถูกประการใดขออภัยค่ะ แปลมาอีกที)

เดินผ่านโบสถ์นี้ไป ก็จะเจอถนนช้อปปิ้งในแถบ San Marco แล้วล่ะค่ะ มีทุกแบรนด์ที่อยากช้อป แถมได้ tax refund ของ Global Blue ด้วยนะ

เมื่อเดินไปเรื่อยๆ จะเจอกับ.....



Piazza San Marco (St. Mark's Square) ตรงส่วนที่กำลังซ่อมแซมคือ St. Mark's Basilica หรือโบสถ์ St. Mark น่ะเอง

ส่วนยอดสูงๆ คือหอระฆัง (Campanile) ค่ะ เราสามารถขึ้นไปชมวิวที่ยอดหอได้ด้วยนะ แต่เราไม่ได้ขึ้นไปค่ะ

อย่างที่บอก เราแค่มา survey เฉยๆ ดังนั้นวันนี้เราจึงไม่ได้เข้าไปในตัวโบสถ์ค่ะ ได้แค่เดินรอบๆ จตุรัสเฉยๆ และที่สำคัญ แถวเข้าโบสถ์ยาวมาก!! 



อันนี้เป็นศิลปะที่อยู่หน้าโบสถ์ สวยมากกกกกก ทองระยิบระยับ




ทางขวาของโบสถ์ นี่คือ Palazzo Ducale (Doge's Palace) ทางเข้าอยู่ด้านที่หันออกทะเล และสะพานถอนใจ (The Bridge of Sighs) ก็อยู่ด้านหลังของวังแห่งนี้นั่นเองค่ะ 

เอาจริงๆ นะ ตอนแรกเราก็หวังจะมาดูสะพานถอนใจนี่แหล่ะค่ะ แต่ด้วยความที่ไม่หาข้อมูลมาก่อนเลยจำสลับกับ Rialto Bridge ที่เป็นสะพานค้าขายกึ่งๆ ตลาด และไม่รู้ด้วยว่าอยู่หลัง Doge's Palace เพราะเดินไปไม่ถึงท่าเรือและไม่รู้ด้วยว่าที่เดินมาถึงนี่มันคืออะไรบ้าง 55555

เราทำได้แค่ถ่ายรูปๆๆๆ แล้วเดินกลับ หาทางไป Rialto Bridge ต่อ แบบ survey กันยาวๆ



หอนาฬิกา อยู่ทางซ้ายมือของโบสถ์ St. Mark

เราจะเดินไปสะพาน Rialto ผ่านทางนี้แหล่ะค่ะ :)

หลังจากอดทนเดินไปเรื่อยๆ ตามป้าย ก็ถึงแล้ว สะพาน Rialto !! แต่ว่าเราอยู่บนสะพานนะคะ เลยมองไม่ค่อยเห็นอะไรเท่าไหร่



Ponte de Rialto หรือ Rialto Bridge หนึ่งในสี่สะพานที่พาดผ่าน Grand Canal ในเวนิส แต่สะพานนี้เป็นสะพานที่เก่าแก่ที่สุดค่ะ เชื่อมระหว่างเขต San Marco และ San Polo 

เรียกว่าเป็นตลาดบนสะพานค่ะ มีร้านรวงตั้งบนสะพาน Rialto มากมาย เรียกความสนใจจากนักท่องเที่ยวได้อยู่โขเลยล่ะค่ะ

สำหรับเรา ร้านไม่สำคัญ สำคัญตรงที่ว่าเรามาถึงสะพานนี้แล้วต่างหาก 555



วิวจากสะพาน Rialto ค่ะ

เดินมานานเหนื่อยมาก เราเลยนั่งคุยกันตรงตีนสะพานนั่นแหล่ะว่าจะนั่งเรือกลับหรือจะเดินกลับดี สุดท้ายเราก็ยอมเดินกลับแหล่ะค่ะ คือเดินเป็นวงกลมเลย วันเดียวรอบเวนิส - -"

นั่นเป็นครั้งแรกที่เราต้องเปิดแผนที่เวนิส เพราะเขต San Polo ไม่ค่อยมีสถานที่เที่ยว ดังนั้นป้ายเหลืองจะน้อยกว่าป้ายขาว เราจะเดินกันตามฝูงชนอีกไม่ได้แล้ว 

วิธีการแรกของเราคือ เดินตามโบสถ์ไปเรื่อยๆ ค่ะ ถ้าหลงจากโบสถ์ค่อยดูชื่อถนนประกอบกับดูแผนที่อีกที แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังหลงอยู่ดี 5555







San Toma ค่ะ



Campo Frari 

อันนี้เป็นทั้งโบสถ์และที่จัดแสดงปฏิมากรรมและศิลปะของโบสถ์ด้วยค่ะ และแน่นอนว่าต้องเสียเงินเข้าไป จำไม่ได้ว่าเท่าไหร่

ข้างหน้าและด้านข้างโบสถ์เป็นลานกว้าง ข้างๆ ตอนบ่ายๆ เลยมีตลาดนัดแบกะดินมาขายค่ะ แต่ตอนเราเดินไปสี่โมงเค้าก็เก็บกันแล้ว น่าจะเป็นพวกของมือสองมากกว่านะคะ



รูปนี้แสดงให้เห็นว่าเราหลงทางแล้วล่ะ - -" แบบว่าหลงไปไกลเลยทีเดียว หาไม่เจอในแผนที่ด้วยนะ

แต่สุดท้ายก็กางแผนที่ คอยเทียบดูชื่อถนน สภาพแวดล้อมอื่นๆ สุดท้ายก็ตบกลับเข้าทางเดิม แล้วก็กลับโรงแรมได้ในที่สุดค่ะ เฮ้...

มาดูเส้นทางที่เราเดินในวันนี้ดีกว่า (ไม่นับรวมที่หลงทางนะ)



เส้นสีเขียวเข้มคือเส้นที่เราเดินกันโดยประมาณนะคะ แหม ทำไปได้!!!

เดินกันขาขวิดอ่ะบอกแค่นี้ - -"


กลับมาโรงแรม พบว่า.... The Bridge of Sighs อยู่หลัง San Marco ที่เราเพิ่งเดินไปเมื่อกลางวัน กรี๊ดดดดดดดดดดดดด


สรุปคือ วันพรุ่งนี้ เราต้องไปเดินย้ำที่ San Marco จ้าาาาาาาาาาา เอวัง...

ตอนหน้า จะพาเที่ยวแบบจริงจังแล้วค่ะ รวมถึงการขึ้นเรือด้วย มีน้ำมีเนื้อแน่นอน 55555

สวัสดีค่า



Create Date : 26 กันยายน 2557
Last Update : 28 กันยายน 2557 10:33:31 น.
Counter : 1153 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

อัลปาก้าจัง
Location :
ราชบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]



สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับเข้าสู่บล็อกของ Piyoko-chan !!


เจ้าของบล็อกชื่อ เป้ ค่ะ

แต่งหน้าก็พอไหว แต่งตัวไม่ได้เรื่อง(ในบางที)

ตอนนี้มีหมวดท่องเที่ยวแล้ว ความฝันอีกอย่างคือได้เที่ยวทั่วโลกค่ะ จะพยายามรีวิวให้ได้มากที่สุด รวมไปถึงทริคและเรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับการท่องเที่ยวต่างประเทศให้ได้ชมกันค่ะ


เอาเป็นว่า นั่งอ่านขำๆ ไปแล้วกันนะคะ ^^

ถูกใจบล็อก donate สมทบทุนค่าเดินทางในทริปต่อๆ ไปได้ที่นี่เลย..
https://www.paypal.me/yanisapae

ขอบคุณล่วงหน้าค่า