กุมภาพันธ์ 2560

 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
 
 
All Blog
Dec 4-11, 2016: Tokyo first time อะไรๆ ก็ครั้งแรก


สวัสดีค่ะ กลับมาแล้วจ้าพร้อมรีวิวทริปใหม่

เชื่อว่าหลายคนไปกันมาหมดแล้วล่ะ ไปทะลุทะลวงยิ่งกว่าเราด้วยซ้ำ 5555

คือทริปนี้เราไม่ได้เป็นคนวางแผนนะ ให้พี่ๆ ทั้งสองคนเป็นคนนำทางตลอด แต่พอรู้ว่าอะไรที่ไหนบ้าง

หลักๆ เราเป็นคนจองหาที่พัก หาที่คิดว่าดีที่สุดแล้วดรอปกระเป๋า ไปเที่ยวต่อ

นอกนั้นคือ...เที่ยวและถ่ายรูปกลับมาส่งขาย แฮ่...

รูทท่องเที่ยวหลักๆ เลยจะมีแค่ โตเกียว (ย่านต่างๆ) - นิกโก้ - คาวากุจิโกะ - โตเกียว (ย่านไม่ซ้ำกัน)

มีเวลา 6 วันกว่าๆ แต่ตื่นเช้ามืด-เช้ามาก กลับตอนฟ้ามืดทุกวัน เอาน่ะ...

ดังนั้นกติกาของบล็อกเราจึงเหมือนเดิมจ้ะ

กติกามารยาทของบล็อก

หลายรูปส่งขายไปแล้ว ใครใคร่อยากใช้งาน กรุณาซื้อได้ที่เว็บเอเจนซี่ทั้งหลายเหล่านี้นะคะ

ส่วนรูปอื่นๆ นั้น กรุณามาขออนุญาตกับเราก่อนค่อยนำไปใช้ (ที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์) นะจ๊ะ

*For foreigners who happened to click into this blog and be impressive with my photos, please be informed that some of them are sold in these agencies (the links below) or else ask me before taken it out. Commercial use is not allowed even with credit in photos. Thank you.


=================================================

Dec 4, 2016 : ออกเดินทาง

เนื่องจากเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ต้องไปงานแต่งงานรุ่นพี่ที่มหาลัยตั้งแต่เช้า เราเลยเก็บกระเป๋าเสื้อผ้าเผื่อค้างที่คอนโดด้วย ส่วนไฟลทบินนั้นเป็นคืนวันที่ 4 จึงลั่นล๊ากับคุณแฟนได้เต็มที่ก่อนบิน

อย่างที่จั่วหัวบล็อกเอาไว้ว่า first time มันก็มีหลายอย่างที่ first time ค่ะ

อย่างแรกคือ เราแลกแต้มบัตรเครดิตพ่อ ใช้ชื่อเราเป็น nominee เพื่อตั๋ว business class 

ดังนั้นนี่คือการขึ้น business class ครั้งแรกของเราด้วย 555

ร่ำลาคุณแฟนเรียบร้อยก็ช้อปปิ้งใน KPW แล้วก็เข้า lounge ไปจ้ะ เพื่อไม่ให้เสียโอกาส

lounge การบินไทยมีแทบจะทุก concourse ในสุวรรณภูมิ โดยเราเดินไป concourse D



เนื่องจากติดช่วงหยุดยาว เล้าจ์คนเยอะมาก เต็มแน่น เราเดินเกือบสุดเล้าจ์กว่าจะได้ที่นั่ง หอบแฮ่กเลย...



ด้านหลังลุงฝรั่งนั่นเป็นทางเดินค่ะ เอาไว้ให้รถกอล์ฟพาผู้โดยสาร first class วิ่งไปส่งที่เล้าจ์ของ FC อีกที (มีแบ่งแยกชัดเจน ถ้าเดินเองก็เหนื่อยเลย)

มาดูของกินกันบ้าง



รีบถ่ายมาก ขออภัยถ้ารูปไม่ชัดนะฮะ คนเยอะเกรงใจ





รอบแรกได้เท่านี้ก่อน เพิ่งกินข้าวก่อนเข้ามา

ต่อมา..อาหารหนักกันบ้าง




น้ำอัดลม เบียร์ จัดเต็มจ้ะ



ขนมทานเล่น ไม่ได้ชิมเลย 

ของขึ้นชื่อของเล้าจ์การบินไทยคือเกี๊ยวน้ำ มีโอกาสได้เข้าไปห้ามพลาดนะ อร่อยมากจริงงงงงงง

ออกมาจากเล้าจ์ค่อยพบว่า....

Concourse C ก็มีเล้าจ์นะ จะเดินไป D ทำไม เหนื่อยยยยยยยยยย (ขึ้นเครื่องเกท C)

สำหรับชนชาว BC และ FC นั้น ได้ขึ้นเครื่องก่อน เป็น first priority เช่นเดียวกับครอบครัวที่มีเด็กเล็กและผู้พิการค่ะ เราจะได้เดินขึ้นเครื่องแบบสวยๆ ไม่ต้องแย่งชิงช่องเก็บของกับใครเค้า ฮุฮุ



คราวนี้เดินเข้าช่องซ้าย ป้าย BC/FC จ้ะ ฮุฮุ



แม่เอ้ยยยยยยยยยยยยยยย เดินเข้าไปแล้วตะลึงตัวเอง ทำไมมันดีงามเช่นนี้!!!!

มาเป็นคอกส่วนตัวของใครของมัน ไม่ต้องมานั่งเบียดแขน ดมกลิ่นเต่า กลิ่นขี้ฟันใคร ดีงามมากกกกกกกกกกกกก

นี่คือ Boeing 777-300ER รุ่นใหม่ที่ทำมาเรียบร้อยแล้ว นอนราบได้ 180 องศา รักมากกกกกกก

ออกตัวก่อนว่า ก่อนเดินทางประมาณเดือนนึง เราเกิดเส้นที่คอยึดขึ้นมา ทำให้ขยับคอไม่ได้ แล้วเป็นสลับซ้ายขวากัน (ข้างนึงหาย ข้างนึงเป็นต่อ) นักกายภาพเจ้าที่เราหาประจำก็เดี๋ยวเปิด เดี๋ยวปิด นางหยุดร้านไม่ค่อยบอกใคร เราขับรถเก้อไปหลายรอบก็มี งวดนี้ยอมหิ้วหมอนรองคอประจำตัวมาด้วยเพื่อป้องกันเหตุเส้นยึดไม่คาดฝันอีก แถมได้ที่นอนแบบนี้ มันดีต่อคนเส้นยึดจริงๆ T^T



ความกว้างของที่วางขา แน่นอนว่านั่นคือ slippers และ amenity kit ที่เราได้ทุกที่นั่ง



โต๊ะกางลงมาได้ (ปกติเก็บเรียบไปกับผนัง)



แผงควบคุมเก้าอี้และรีโมต



seatbelt แบบนี้แอบคาดไม่เป็นล่ะ แถมเจ็บไหล่ด้วย เลยเอาตรงไหล่ออก



amenity kit ของ Thann ของบ้านเราใช่มั้ย?



welcome drink รอบแรกกับผ้าร้อน (อย่าว่าเดี๊ยนโง่ ทำไมไม่เอาแชมเปญนะ พอดีท้องอืดง่ายเลยไม่อยากเติมแก๊สลงกระเพาะอีก)



หลังจากเครื่อง take off ก็ได้ drink กับถั่วทานเล่นมาอีกชุด

ถั่วที่เป็นชิ้นใหญ่ๆ นั่นมันเรียกว่าอะไรอ่ะคะ อร่อยดี

หลังจากนั้นไม่นาน แอร์ฯ จะมารับออเดอร์ dinner ค่ะ มีอาหาร 3 ชุด เป็นอาหารไทย ฝรั่ง และญี่ปุ่น (ถ้าจำไม่ผิด) โดยเราเลือกเป็นออมเลตไปเพราะไม่หนักมาก ทานก่อนนอนจะได้ไม่เลี่ยน

ผ่านไปสักพักขุ่นพี่จัดการกางโต๊ะ ปูผ้า จัดโต๊ะทันที



นี่ก็เป็นคนไม่กินผลไม้ไง T_T ไอ้ที่กินได้ก็คือสับปะรด แต่ก็โดนหมอห้ามอีกเพราะทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร จบข่าว กินได้แค่นี้ค่ะ

หันไปกินโยเกิร์ตแทน...

แยมกระปุกนั้นเป็นแยมอัญชันมะนาว exclusively for TG จากดอยคำค่ะ คือมันอร่อยมวากกกกกก ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ประทับใจจนหยิบเอาติดกระเป๋ามาด้วยเพราะเราไม่ค่อยกินแยม กินแต่ขนมปังกับเนย

(อย่าหาว่าบ้านนอก แต่เก๊าอยากได้ T_T)



ออมเลต มันนึ่งพร้อมผักต่างๆ อร่อยดีค่ะ

จากนั้นก็แปรงฟันนอน หลับบ้าง ไม่หลับบ้าง สุดท้ายก็ผลอยหลับไปจริงๆ แป๊บนึง ไม่นานในห้องโดยสารก็เปิดไฟปลุกมารับอาหารเช้าค่ะ

จำไม่ได้ว่าเสิร์ฟอะไร ลืมถ่ายรูปมา แฮะๆ

ไฟลทนี้ บินห้าทุ่มบ้านเรา ไปถึงนาริตะหกโมงกว่า เราเป็นคนแรกๆ ที่ได้ลงจากเครื่องเลยค่ะ เป็นคนแรกๆ ที่ได้กระเป๋าจากสายพานด้วยแท็ก priority ดีงามมาก

ด้วยคำแนะนำจากพี่ทั้งสอง ให้เราลงมาชั้นใต้ดินจะเจอบูทที่ขายตั๋วรถไฟสาย Keisei สีฟ้าๆ แต่เปิด 7 โมงเช้า!!! คือรีบลงมาก็ไม่ทำให้เราเร็วกว่าเดิมเท่าไหร่ T T

พอ 7 โมงเป๊ะ รีบเดินเข้าไปซื้อตั๋วเลยจ้ะ โดยให้ซื้อตั๋ว keisei line แบบไป-กลับ รอบเช้าสุดไปลง Ueno (ของเราขึ้นจาก Narita terminal 1) และซื้อคู่กับตั๋ว metro แบบ 72 ชม. ค่ะ 



เก็บตั๋ว metro และตั๋ว keisei ขากลับเอาไว้ให้ดีนะ อย่าทำหายเชียว

สำหรับรถ keisei line เป็นรถไฟด่วนที่เข้าสนามบินโดยเฉพาะคล้ายๆ airport link บ้านเรา ใช้เวลาเดินทางประมาณชม.นึง



เช้านี้ อากาศดี๊ดี



จาก Ueno เราเดินไปต่อ metro เพื่อไปลง Asakusa ออกทางออกตรงตีนสะพาน sumida ค่ะ



ที่พักที่เราเลือกไว้วันนี้ โดยมีพี่ทั้งสองไปพักล่วงหน้าแล้วคืนนึง (แล้วเราบินตามไป) คือที่นี่จ้า

Oakhostel Fuji 

มันคือ Hostel แบบวัยรุ่นจ๋า พนักงาน friendly แบบสุดๆ คนไทยไปพักกันเยอะ ฝรั่งก็เยอะ ห้องนั่งเล่นกับห้องครัวคือห้องเดียวกัน มีตู้ขายน้ำอัตโนมัติ (ขายเบียร์ด้วย) มีเครื่องซักผ้า ห้องน้ำรวม มีลิฟท์ ห้องพักแบบ private และ dorm 



ในห้องน้ำ มีห้องแบบ shower ทั้งหมด 6 ห้อง มีสบู่และแชมพูในห้องน้ำให้ และมีไดร์เป่าผมให้ด้วยค่ะ ส่วนห้องแบบ dorm นั้นจะมีห้องสุขาในห้อง 2 ห้องและอ่างล้างหน้า ไดร์เป่าผมอย่างละ 2 ให้ด้วย แต่ห้องอาบน้ำจะมีเฉพาะชั้นล่างเท่านั้นค่ะ (ตรง lobby)

Free wifi สำหรับทุกคน ส่วนห้องพักและประตูจะมีกดโค้ดของแต่ละห้อง กดไม่ยากค่ะ



ด้วยความที่เราบินมาทั้งคืน พอถึงโฮสเทลก็อาบน้ำเปลี่ยนชุดก่อนค่ะ 

กระเป๋ายังเก็บไม่ได้ รอคนเช็คเอ้าท์ก่อน คืนนี้ย้ายห้อง ย้ายเตียงกันหมด ต้องฝากไว้ที่เค้าเตอร์ข้างล่างก่อนค่ะ

ระหว่างนี้เราก็ไปเที่ยวกันเลยยยยย





ก่อนถึงสถานี asakusa ค่ะ เห็น landmark เต็มๆ แบบนี้ เจ๋งมะ สะพานแดง sumida ด้วยนะ

ไม่ไกลจากสะพานแดง เราเดินข้ามถนนมานิดหน่อยก็เจอวัดโซเซนจิ หรือวัดโคมแดงชื่อดังแล้ว







ข้างในเหมือนงานเทศกาลก็มิปาน ของกิน ร้านรวง ของที่ระลึกเยอะแยะเต็มไปหมด

หลายคนบอกว่า อย่าเพิ่งซื้อนะ ไปซื้อที่อาเมะโยโกะดีกว่า อืมมมม แล้วแต่ค่ะ ไม่ต้องแบกไปจนถึงวันสุดท้ายก็ดีเหมือนกัน



เช้ามา นอกเหนือจากอาหารบนเครื่องบินที่กินตั้งแต่ตีห้า (เครื่องลงหกโมงเช้า) ก็ไม่ได้กินอะไรอีกเลย 

ดังนั้นการมาที่นี่จึงมาเพื่อหาของกินแน่นอนนนนนน



เหมือนโมจิย่างคลุกผงถั่วเหลืองหวานๆ (แบบที่โรยมิซึโมจิ) กับชาเย็น



เซมเบ้ย่างไฟร้อนๆ (กินขำๆ นะคะ อย่าคิดไรมาก)



ไปกันต่อจ้า

ต่อไปค่ะ...



ร้านอาเกะมันจู หรือมันจูทอดสอดไส้ต่างๆ



คนละ 1-2 ชิ้นเลย โลภมาก ได้ยินว่าอร่อย



ส่วนตัวคิดว่าเฉยๆ ค่อนไปทางไม่อร่อยค่ะ แห้งๆ อมน้ำมัน เฉยๆ ไม่กินก็ไม่เสียดาย





จุดนี้ให้ล้างมือ ล้างปาก ล้างด้ามขัน

วิธีการนะคะ ให้รองน้ำจากปากมังกร (ไม่ตักน้ำนะ) ขึ้นมาพอประมาณด้วยมือขวา 

ตักล้างมือซ้าย แล้วสลับข้าง ล้างมือขวา

ใช้มือซ้ายรองน้ำเพื่อล้างปาก (หรือจะบ้วนปากก็แล้วแต่คน) 

จากนั้นยกขันตั้งขึ้นมาเพื่อให้น้ำที่เหลือชะล้างที่ด้ามขันค่ะ

จบพิธี อย่าลืมคว่ำขันวางไว้ที่เดิมให้คนอื่นมาใช้ต่อด้วยนะคะ




สามารถซื้อธูปกำละ 100 เยน มาจุดไหว้พระได้นะคะ มีกระถางจุดไฟให้ด้วย





จากตรงนี้มองเห็น Tokyo skytree ด้วยนะ

ที่วัดโซเซนจิ มีเซียมซีด้วยนะคะ แต่ตัวเลขเป็นอักษรจีน (คันจิ) ใครอ่านไม่ออกคงลำบากนิดนึง แต่มีภาษาอังกฤษในเซียมซีค่ะ

เดินออกมาหิวๆ ขอกินข้าวนิดนึง



ร้านข้างๆ ทางเข้าวัดโซเซนจิเลยจ้า เป็นร้านที่ดังในเรื่องเทมปุระ



มีแต่ข้าวกับโซบะ ไม่มีราเมนนะ อร่อยดีค่ะ เทมปุระอร่อยมาก ราคาก็พอได้อยู่

จากนั้นเดินมาฝั่งตรงข้าม ตึก Tourist info เป็นตึกที่ให้เราขึ้นไปชมวิววัดโซเซนจิได้ฟรีค่ะ แต่มีกระจกกั้นนะ มุมที่สวยกว่า เห็นชัดกว่าจะอยู่ในส่วนของร้านกาแฟค่ะ 





เห็นอีกด้านของ tokyo skytree ด้วยนะ

จากนั้นเราจะไปกันต่อที่ royal imperial ค่ะ ลงเดินทางใต้ดินก่อน




มาโผล่อีกทีที่นี่ ศาลากลางโตเกียว

ใบไม้ยังเหลืองอยู่ ถือว่าเรายังโชคดี

จากนั้นเดินเข้าเขตวัง เดินตามมาเรื่อยๆ นะคะ



บรรยากาศดี๊ดี เราชอบรูปนี้มากเลยค่ะ





เดินไกลมากกกกกกกกก สวนใหญ่และกว้างมาก สวนสนล้วนๆ พื้นทางเดินก็มีแต่หินกรวดโรยพื้น ร่มเงาไม่มีเลย



มุมมหาชนมาก ทุกคนต้องมาถ่ายรูปตรงนี้

เดินขึ้นเนินข้างหลังไปอีก



หันขวา เจอวิวนี้...



มุมมหาชนอีกแล้ว

ถ่ายรูปแช๊ะๆ จบ กลับละ



เป็นเขตพระราชวังที่ล้อมไปด้วยตึกสูงสมัยใหม่จริงๆ นะ ดูแปลกตาไปเลย

จากนั้นเราก็ไป tokyo station ที่เป็นตึกวินเทจค่ะ เดินๆ ไปเรื่อยๆ เป้าหมายคือตึก Kitte ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าที่อยู่ตรงข้ามกับ Tokyo Station นั่นเอง





แต่ที่สวยสุดๆ คือต้นคริสมาสสีขาวข้างในห้างนี่แหล่ะค่ะ สวยมากกกกกกกก

เป้าหมายหลักคือ observation desk ของที่นี่ขึ้นฟรี แล้วจะเห็น Tokyo station จากด้านบนด้วย



เหมือนสวนสาธารณะย่อมๆ เลยว่ามะ

แต่พอมองไปด้านข้างแล้วจะเป็นแบบนี้



หลังจากที่เสพวิวจนอิ่มแล้ว เราก็ไปกันต่อโดยเดินเข้า tokyo station นี่แหล่ะ เพื่อจะไปขึ้นรถไฟไปโอไดบะ เมืองแห่งอนาคต



รถไฟสายพิเศษ มุ่งไปสู่เมืองแห่งอนาคตโดยเฉพาะ

เราได้นั่งต้นสาย รถเลยว่าง ได้เสพวิวจากหัวขบวนอีกต่างหาก


มายืนดูสะพานสายรุ้งคู่กับเทพีเสรีภาพญี่ปุ่น



ข้างหลังเป็นห้าง

ยืนรอจนฟ้ามืดค่ะ หน้าหนาวกว่าจะมืดก็รอไม่นานหรอก แต่อากาศเย็นๆ แบบนี้ก็เมื่อยได้นะ



ฟ้ามืด ได้รัวภาพสะพานสายรุ้งสะใจ ส่วนเทพีเสรีภาพหน้าดำ สงสัยลืมทากันแดด :P

จากนั้น เราก็หาทางเดินไปตึก Divercity เพื่อไปหากันดั้ม

ห้างอุ่นๆ มันดี๊ดีนะ แถมมีร้านให้ช้อปปิ้งเยอะแยะเลย อิอิอิ ตบะแตกไปหลายรอบ



เลือกสตรอเบอรี่ไปกินอันนึง

จากนั้นเราก็ไปหาอะไรกินเป็นมื้อเย็น พวกพี่ๆ อยากกินซูชิสายพาน เราก็ตามกันไปจ้า



ร้านนี้เป็นซูชิสายพานที่มีสาขาทั่วญี่ปุ่น กดสั่งเมนูทางหน้าจอ มีรถด่วนวิ่งมาตามราง

แต่ซูชิไม่สด ถ้าเลือกได้อย่าไปกินเลย ห้าง divercity มีร้านอาหารเยอะแยะ ไม่จำเป็นต้องตายรังที่นี่ค่ะ

หมดจากนี้ เราตกลงกันว่า ระหว่างรอกันดั้มมีการแสดง เราจะแยกกันเดิน สองทุ่มค่อยเจอกันที่กันดั้ม

เราเลยเดินช้อปปิ้งเข้าร้านนั้น ออกร้านนี้ ตายรังที่ starbucks เมนูใหม่ :D

Hot baked apple อร่อยมากกกกกกกก เปรี้ยวหวานอุ่นๆ




หมดแย้ววววว



ระหว่างดูโชว์ เจอกลุ่มคนไทยที่มาถ่ายวิดีโอโชว์กันดั้มด้วย โดยจะมีเวลาบอกไว้ในแต่ละรอบ 

ส่วนพวกเราพลาดช่วงทุ่มนึงไป เป็นโชว์ชุดใหญ่ เราไปทุ่มครึ่ง สองทุ่มแล้ว เจอแต่โชว์สั้นๆ 

อดเลยยยยยย






จบตรงนี้แต่ชาวเรายังไม่หมดไฟ ยังไม่หมดแรง

ขอเดินต่อไปดู light up แล้วกัน 

เราเดินๆ จนไปถามหนุ่มญี่ปุ่นคนนึง เป็นหนุ่มวัยทำงานแล้วล่ะ เค้าแนะนำให้เรามาที่นี่



สวยมากกกกกกกกกกกกกก

ที่นี่คือตึก Caretta Shiodome ค่ะ (คาเร็ตต้า ชิโอโดเมะ)





ช่วงที่เรายืนนั้น มีโชว์ด้วยนะคะ

ตรงต้นคริสมาสสีขาว มีซุ้มระฆังผูกไว้ สามารถอธิษฐานขอเรื่องความรักได้ แต่เหมือนจะมีจำกัดคน เพราะโชว์ใกล้จะเริ่มแล้ว

โชว์ยาวเกือบสิบห้านาทีได้ เป็นโชว์ชุดใหญ่เลยค่ะ



จบจากตรงนี้ เราเดินไปข้างๆ กัน มีต้นคริสมาสต้นใหญ่ยักษ์ที่สามารถถ่ายรูปด้วยได้

คิดว่าคงเป็นแคมเปญโฆษณาของบริษัทนึง ให้เราทำท่า Q ด้วย



แล้วเราก็เดินทางกลับที่พักกันจ้า

ลาไปด้วยรูปนี้นะ 



จบทริปนอนน้อยวันที่ 1

สิริรวมเวลานอน 5 ชม. จาก 36 ชม.

โปรดติดตามตอนต่อไป....



Create Date : 10 กุมภาพันธ์ 2560
Last Update : 3 มีนาคม 2560 0:15:22 น.
Counter : 356 Pageviews.

2 comments
(โหวต blog นี้) 
  
น่าไปเที่ยว สถานที่สวย....

กลัวอย่างเดียว กลับมา ตัวแตก 555 ของน่ากินทั้งนั้นเลย
โดย: ไวน์กับสายน้ำ วันที่: 3 มีนาคม 2560 เวลา:9:58:06 น.
  
คุณไวน์กับสายน้ำ

มันเป็นแบบนั้นแหล่ะค่ะ 555 มีแต่หาของกินตลอดเวลา
เดินเยอะก็ต้องใช้พลังงานเยอะเป็นธรรมด๊าาาา
โดย: อัลปาก้าจัง วันที่: 5 มีนาคม 2560 เวลา:11:13:36 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

อัลปาก้าจัง
Location :
ราชบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]



สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับเข้าสู่บล็อกของ Piyoko-chan !!


เจ้าของบล็อกชื่อ เป้ ค่ะ

แต่งหน้าก็พอไหว แต่งตัวไม่ได้เรื่อง(ในบางที)

ตอนนี้มีหมวดท่องเที่ยวแล้ว ความฝันอีกอย่างคือได้เที่ยวทั่วโลกค่ะ จะพยายามรีวิวให้ได้มากที่สุด รวมไปถึงทริคและเรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับการท่องเที่ยวต่างประเทศให้ได้ชมกันค่ะ


เอาเป็นว่า นั่งอ่านขำๆ ไปแล้วกันนะคะ ^^

ถูกใจบล็อก donate สมทบทุนค่าเดินทางในทริปต่อๆ ไปได้ที่นี่เลย..
https://www.paypal.me/yanisapae

ขอบคุณล่วงหน้าค่า