กันยายน 2557

 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
27
28
29
30
 
 
เรื่อง เมื่อยายแม่มดพบมหาปื๊ด (๒) โดย ธีระวัฒน์ อนันตวรสกุล
เปรมมิกานึกย้อนไปในวันงานเลี้ยงของบริษัทในปีที่ผ่านมา

วันนั้น มีการนิมนต์พระมาทำบุญตอนเช้า แล้วในบริษัทก็หาคนอาราธนาศีลและกล่าวคำถวายสังฆทานไม่ได้ เปรมมิกากำลังจะออกไปรับหน้าที่ เพราะตัวเองพอทำได้ แต่นายปื๊ดก็เป็นคนอาสาเป็นคนกล่าวนำ

หลังจากพระกลับวัด ก็มีงานเลี้ยงเล็กๆ ในตอนบ่าย ในงานมีการเสิร์ฟไวน์ น้ำผลไม้ใส่เหล้า นายปื๊ดปฏิเสธขอแต่น้ำเปล่าท่าเดียว และบอกว่า

“ผมเป็นคนนำอาราธนาศีล ๕ และ ผมเพิ่งรับศีล ๕ มาหยกๆ เพิ่งรดน้ำพระพุทธรูปตรงประตูเข้างาน จะมาดื่มเมรัยแบบนี้ ผมทำใจไม่ได้ครับ” ทำเอาผู้จัดการฝ่ายบริการหัวหน้าของนายปื๊ดอึ้งไปเลย

ไม่เพียงเท่านั้น ที่ทำเอาเปรมมิกาประทับใจ คือเรื่องการจับฉลากของขวัญ บริษัทนี้นับได้ว่าดีกว่าหลายบริษัท ที่กระเช้าของขวัญปีใหม่ไม่ถูกยักยอกเอามาเป็นของส่วนตัว ใครได้รับต้องเอาเข้าส่วนกลางทั้งหมดไม่มีข้อยกเว้น ในงานนั้นเองมีการนำเอากระเช้าของขวัญ มาแกะแยกของในกระเช้า และทำเป็นรางวัลจับฉลากเพื่อให้ทุกๆ คนได้รางวัลกันอย่างทั่วถึง รางวัลที่มีค่ามากสุดในการจับฉลากครั้งนั้น คือ เหล้าอย่างดียี่ห้อดัง อันเป็นที่หมายปองของสายตาหลายๆ คู่ ในที่สุดปรากฏว่ามหาปื๊ดจับได้เหล้าขวดนั้น ทำให้หลายๆ คนนึกอิจฉา รู้กันว่ามหาปื๊ดไม่ดื่มแน่ๆ จึงมีคนมาขอซื้อต่อ จนเกือบมีการร้องขอให้ประมูล มหาปื๊ดสร้างความประหลาดใจให้กับทุกคน ที่ไม่ยอมขายเหล้าขวดนั้น มหาปื๊ดตอบด้วยสีหน้าที่เรียบเฉยว่า

“เสียใจด้วยครับ การขายเหล้าเป็นหนึ่งในมิจฉาอาชีพ ๕ ที่พระพุทธองค์ไม่ทรงสนับสนุน และการดื่มเหล้าทำให้คนขาดสติ และเป็นหนึ่งในอบายมุข สาเหตุแห่งความวิบัตินานาประการ เมื่อเหล้าขวดนี้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผมโดยชอบ ผมขอเทมันลงทางระบายน้ำเสีย เพราะผมนับถือศาสนาพุทธ เชื่อมั่นในคำสอนของพระพุทธองค์ และยังอาศัยวัดเป็นที่ซุกหัวนอน”

เปรมมิกาแอบอมยิ้มในคำตอบด้วยความชื่นชม ธรรมดานายปื๊ดจะไม่ค่อยพูดกับใครมากนัก ไม่ชอบทำตัวเด่น การพูดครั้งนั้นเลยทำให้หลายๆ คนต้องหยุดฟัง

แล้วมหาปื๊ดก็นำเหล้าราคาแพงขวดนั้นไปเททิ้งใส่ท่อระบายน้ำหน้าบริษัทอย่างหน้าตาเฉย ท่ามกลางสายตาเสียดายของพวกคอทองแดง ล้างขวดจนสะอาดไม่ให้มีหยดเหล้าติดค้างในขวด แล้วส่งขวดให้แม่บ้านเพื่อรวบรวมเอาไปขาย แล้วก็พูดขึ้นว่า

“ของขวัญปีใหม่นี้ สำหรับผมมีค่าแค่ขวดเปล่าที่จะให้แม่บ้านชั่งกิโลขายได้เท่านั้น”

การกระทำของนายปื๊ดในวันนั้นประทับใจเปรมมิกามากๆ เธอชอบคนเก่ง คนดีมีศีลธรรม แต่ก็นึกรังเกียจว่านายปื๊ดจบการศึกษาแค่ชั้นประถม แล้วก็นึกเสียดายในใจที่คนมีความสามารถระดับนี้ กลับมาแอบซ่อนเร้นกายอยู่ในสถานะที่ไม่เหมาะสม ทำไมคนเก่งขนาดนี้ ไม่เรียนหนังสือให้สูงๆ ทำงานดีๆ หรือเป็นเจ้าของกิจการใหญ่โต ถ้านายปื๊ดมีคุณสมบัติที่ขาดหายไปตรงนั้น นายปื๊ดจะเป็นคนที่น่าพิจารณามากเลยสำหรับเธอ

แม้การกระทำของนายปื๊ดจะขัดใจหลายคน แต่ผู้จัดการหัวหน้าของนายปื๊ดไม่กล้าเรียกเขามาตำหนิ เพราะตั้งแต่นายปื๊ดมาทำงาน ก็ประหยัดค่าซ่อมบำรุงรถไปได้บ้าง อุปกรณ์ในสวน อุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ก็ล้วนได้นายปื๊ดช่วยแก้ไขดูแลให้ใช้งานได้ จนเป็นที่รู้กันว่านายปิ๊ดทำงานดีน่าประทับใจ

เปรมมิกาจับฉลากได้เสื้อโปโล ๑ ตัว เป็นของขวัญจากผู้ขายสินค้าให้บริษัทรายหนึ่ง เสื้อนั้นปักยี่ห้อของบริษัทแห่งนั้น เสื้อแบบนี้เปรมมิกาไม่ใส่แน่ๆ เลยเอาใส่ซองให้ลูกน้องไปให้นายปื๊ดเป็นของขวัญ เพราะเห็นนายปื๊ดมีแต่เสื้อเก่าๆ ขาดๆ แต่แล้วหลังปีใหม่ เปรมมิกามาทำงานในวันเสาร์ ก็เห็นแม่บ้านเอามาใส่ สอบถามดูก็พบว่า

“ไอ้ปื๊ด มันให้ป้าค่ะ มันใจดีจริงๆ วันนั้นป้าเจอมันที่วัด เห็นมันกำลังเลี้ยงหมาวัดอยู่ฝูงเบ้อเร่อ มันบอกว่าให้ป้าเป็นของขวัญที่ป้าอุตสาห์เก็บเศษข้าว จากโรงอาหารให้มันไปเลี้ยงหมา มันยังสั่งให้หมาๆ ทั้งฝูง ขอบคุณป้าที่รวมรวมข้าวมาเลี้ยงพวกมัน”

“คนอะไร ใจดี นิสัยก็ดี ลูกเมียก็ไม่มี แถมยังตลกด้วย ถ้าป้ามีลูกสาว แล้วมันสนใจนะ ป้าจะยกให้มันฟรีๆ ไม่เอาค่าสินสอดเลย” ป้าพูดถึงนายปื๊ดด้วยความชื่นชม

ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผู้จัดการเปรมมิกาจะออกเดินทางไประยอง โดยนายปื๊ดเป็นสารถีขับรถไปส่ง และรอรับกลับ ลูกน้องของเปรมมิกาที่จะพาไปด้วยลาป่วยกะทันหัน เปรมมิกาจึงต้องไปกับนายปื๊ดเพียงสองคน นายปื๊ดใช้เวลารอเปรมมิกา ด้วยการดูแลตัดแต่งกอดอกบานชื่น บานไม่รู้โรย ข้างๆ ลานจอดรถที่เขาปลูกดูแลเอง เปรมมิกาชอบคนฉลาด สุภาพ มีศีลธรรม วันนี้ยังเห็นความอ่อนโยนของนายปื๊ด ที่ดูแลดอกไม้อย่างใส่ใจ

-เอ หรือว่า ฉันกำลังชอบนายมหาปื๊ดเข้าให้แล้ว ไม่สิ เขาจบแค่ ป ๖ เป็นแค่พนักงานขับรถเท่านั้น- เปรมมิกานึกในใจ

“พร้อมแล้วเหรอครับ ผมขออนุญาตไปล้างมือสักครู่นะครับ” นายปื๊ดทักทายอย่างสุภาพ

เปรมมิกาเปิดประตูไปนั่งรอที่หลังรถ แอร์รถเย็นสบายอยู่แล้วไม่ทำให้เปรมมิกาหงุดหงิด

เมื่อพร้อมแล้ว เปรมมิกาพร้อมนายปื๊ดจึงออกเดินทาง เปรมมิกาที่นั่งหลังเหลือบไปเห็น ถุงสีเหลืองถุงหนึ่งวางอยู่เบาะหน้าข้างคนขับ

“คุณเปรมมิกาครับ ขากลับผมขอใช้เวลาสัก ๑๕ นาที แวะส่งของหน่อยนะครับ ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไรครับ”

“ได้สิพี่” เปรมมิกาเชื่อว่าคนมีศีลธรรมคงทำแต่เรื่องดีๆ

“จะฟังวิทยุช่องไหนครับคุณเปรมมิกา จะฟังข่าวหรือเพลงดีครับ เดี๋ยวผมเปิดให้”

“ข่าวก็ได้ค่ะ” พลางนึกขำในใจว่านึกว่าจะชวนฟังธรรมมะจากคลื่น AM แล้วทั้งสองก็ฟังข่าวนักการเมืองขี้โกง หาประโยชน์ให้พวกพ้อง เอื้อประโยชน์ให้เครือญาติกันพักใหญ่

“แย่จัง มีแต่คนขี้โกง เมื่อไรบ้านเมืองจะสงบสุขสักที ต่างชาติเขาจะชะลอการลงทุนกันหมดแล้ว เศรษฐกิจไม่ดี ลูกค้าเราก็เลิกกิจการไปหลายบริษัท” เปรมมิกาเอ่ยขึ้น

“คนมันโลภ ไม่รู้จักพอนี่ครับ ผมก็เคยโลภ อยากรวยมากๆ แต่ตอนนี้คิดได้แล้วว่า ตายไปแล้วเอาอะไรไปไม่ได้ เลยไม่รู้จะรวยไปทำไม” คำตอบของนายปื๊ดทำเอาเปรมมิกาชะงักไปเล็กน้อย ด้วยความช่างสังเกตของเปรมมิกา จึงแอบเห็นกระดาษเล็กๆ เขียนคำว่า “รู้ลมหายใจ” แปะอยู่ที่หน้ารถ เลยถามว่า นั่นหมายถึงอะไร

“เป็นการเตือนสติตัวเอง ให้ระลึกถึงลมหายใจครับ เป็นการฝึกสมาธิแบบอาณาปานสติ ผมอ่านวิธีนี้ จากหนังสือคุณดังตฤณนะครับ เคยอ่านไหมเรื่อง วิปัสสนานุบาล” นายปื๊ดตอบพร้อมส่งแววตามองสะท้อนมองเธอจากกระจกมองหลัง

“ถ้าสนใจ จะยืมของผมไปอ่านก็ได้นะ เดี๋ยวผมเอามาให้ยืม”

แล้วโทรศัพท์ของเปรมมิกาก็ดังขึ้น บทสนทนาเลยถูกขัดจังหวะ เปรมมิกาต้องพูดคุยเรื่องงานเป็นเวลานาน จากนั้นก็เอาแบบในกระเป๋ามาดู และไม่ได้พูดอะไรกันอีกจนถึงจุดหมาย

ในขณะที่เปรมมิกาเข้าประชุมเสนอรายละเอียดของงาน นายปื๊ดก็ไปหามุมเงียบใต้ร่มไม้ นั่งบนม้านั่ง ฝึกสมาธิด้วยการตามรู้ลมหายใจไปเรื่อยๆ

การประชุมดำเนินไปในห้องแอร์เย็นสบาย เปรมมิกาตอบคำถามอย่างฉาดฉาน ไขความข้องใจในทุกประเด็นเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่จะสร้างตามความต้องการของลูกค้าเพื่อเสนอขาย ในขณะเดียวกัน ท่ามกลางเปลวแดดที่ร้อนระอุจนแสบผิว ภายใต้ร่มไม้ใหญ่นั้นเอง นายปื๊ดกำลังดื่มด่ำความสุขจากใจอันสงบเย็น

เรียนหนังสือสูงๆไปก็เท่านั้น ร่ำรวยไปก็เท่านั้น หากใจไม่สงบก็ไม่มีความสุข นายปื๊ดคิดในใจ หลายปีที่เขาดิ้นรน ทำงานอย่างลืมเหนื่อย ขวนขวายหาเงินทอง ด้วยความอยากรวย แต่ก็ไม่รู้สึกมีความสุขสักที ช่วงที่ธุรกิจขายเครื่องมือช่างถึงจุดสูงสุด การกินอยู่บริบูรณ์ทุกอย่าง เขาก็ยังไม่รู้สึกมีความสุขมากเท่าชีวิตในขณะนี้ ที่เป็นเพียงคนขับรถไปวันๆ กางมุ้งนอนในมุมเล็กๆ ของห้องเก็บของในวัดอย่างเรียบง่าย นึกดีใจที่ได้พบความร่มเย็นแห่งร่มเงาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันอาจนำไปสู่การระงับความทุกข์โดยสิ้นเชิง เกิดปีติจนน้ำตาแทบไหลออกมา

นึกถึงเปรมมิกา หลายปีกับความโสด เขาก็ไม่เห็นว่าจะเคยประทับใจผู้หญิงคนไหนจนอยากที่จะได้มาเป็นคู่ครอง หากเขาไม่ฝึกจิตให้รู้เท่าทัน ในเวลานี้เขาอาจกำลังกอบโกยความทุกข์เข้าตัวอีกครั้ง เพื่อสร้างฐานะ และพยายามในการได้เธอมาเป็นคู่ครอง แต่บัดนี้เปรมมิกาผู้เลอโฉมก็เป็นเพียงส่วนประกอบรวมกันของธาตุ ๔ อันมีดินน้ำลมไฟด้วยเหตุปัจจัย ภายใต้ผิวพรรณอันผุดผ่อง ดวงหน้าอันงามของเธอ หากพินิจพิจารณาอย่างแยบคาย ก็มีเพียงน้ำเลือด น้ำหนอง กระดูก เส้นเลือด เส้นเอ็น ปฏิกูล อันน่าขยะแขยง สิ่งสกปรกแทรกซึมออกมาจากทวารต่างๆ ทั้งไคลเหงื่อ ขี้หู ขี้ตา ให้ต้องทำความสะอาดอยู่ทุกวี่วัน รูปร่างหน้าตาผิวพรรณ ของเธอ ในที่สุดก็รอวันแห่งการเสื่อมโทรม แตกสลายไปตามกฎแห่งไตรลักษณ์ หากเขาไม่ฝึกควบคุมจิตใจให้รู้เท่าทันกิเลสในใจซึ่งมักจะสร้างเหตุผลให้มนุษย์คล้อยตามสู่อำนาจฝ่ายต่ำด้วยการเจริญอสุภกรรมฐาน เขาเองอาจจะตกเข้าไปอยู่ในวังวนความทุกข์อีกรอบก็เป็นได้ และอาจเป็นวังวนที่ไม่เห็นทางสิ้นสุด โอกาสดีเป็นของเขา เขาพบทางสว่างกว่าเสียก่อน คิดถูกแล้วในวันที่พบเปรมมิกาครั้งแรก เขากลับไปเร่งความเพียรในการฝึกอสุภกรรมฐาน เพื่อให้จิตรู้เท่าทันกิเลสมากขึ้น เพื่อยกระดับจิตใจเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่จิต ให้มีแรงต้านทานกิเลสได้ ไม่พ่ายต่อแรงกิเลสอันเชี่ยวกราดจากเสน่ห์ของสตรีเพศที่มีอยู่อย่างบริบูรณ์ในตัวเปรมมิกา

งานของเปรมมิกาในวันนี้เสร็จด้วยดี เปรมมิกาอารมณ์ดีขึ้น เธอมักจะมีความสุขที่เห็นงานสำเร็จ เปรมมิกาที่ปราศจากความเครียด ดูอ่อนหวานน่ารัก แต่คงสายไปแล้ว ที่จะสามารถดึงดูดความสนใจของมหาปื๊ดได้ ภูมิคุ้มกันกิเลสในใจของมหาปื๊ดมีระดับสูงพอ ที่จะทำให้ความงามของเปรมมิกา มิอาจทำให้ใจของเขาหวั่นไหวสั่นคลอนได้

เมื่อเห็นเปรมมิกาเดินออกมา นายปื๊ดจึงเดินกลับมาที่รถ เตรียมเดินทางกลับ

“ขากลับผมขอแวะส่งของส่วนตัวสักครู่เดียวนะครับ ผมจะแจ้งผู้จัดการผมหักเงินค่าเสื่อมรถ น้ำมัน ตามระยะทางที่ผมวิ่งเข้าไปส่งของ” นายปื๊ดพูดขึ้น เปรมมิกาก็อยากรู้ว่าจะส่งอะไร จึงถามขึ้นมา

“บอกได้ไหมคะว่าอะไร” นายปื๊ดยกถุงเหลืองข้างเบาะให้ดู แล้วตอบว่า

“สังฆทานครับ รู้ว่าจะมาแถวนี้ ผมทราบว่ามีพระสุปฏิปันโน ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบอยู่ เลยไปซื้อของมาจัดใส่ถุงถวาย แล้วก็เลือกของที่พระน้องชายให้มาอีกหน่อยนึงด้วยพวก ร่ม ไฟฉาย ถังเหลือง จากชุดสังฆทานนะครับ”

“ผมอยากมาทำบุญกับพระตามต่างจังหวัด เพราะวัดบางวัดอยู่ในสภาพที่ขาดแคลน อาจจะเสียเวลาเลี้ยวรถเข้าไปสักนิด แล้วผมจะรีบนำไปถวาย ไม่ทำให้คุณเปรมมิกาเสียเวลามาก”

เปรมมิกานึกชื่นชมการเลือกซื้อของเพื่อถวายสังฆทานเองของนายปื๊ด ด้วยรู้ดีว่าของในถังสังฆทานที่จัดขายเป็นชุดๆ บางส่วนเป็นของด้อยคุณภาพหรืออาจถึงขั้นหมดอายุแล้วก็มี เป็นเพราะความเห็นแก่ตัวของพ่อค้าแท้ๆ

“เพิ่งจะบ่าย ๓ โมงครึ่ง พี่ไม่ต้องรีบก็ได้ค่ะ กลับไปคงไม่มีอะไรทำแล้ว งานนี้ตกลงง่ายกว่าที่คิดค่ะ”

“จริงเหรอครับ ผมโชคดีจัง เพราะใจจริงก็อยากมากราบท่านเจ้าเจ้าอาวาสสักครั้ง เมื่อคืนผมอธิษฐานว่าถ้าบุญถึง ขอให้ได้ทำบุญกับพระที่วัดนี้ ผมศึกษาข้อมูลวัดนี้พบว่าท่านเจ้าอาวาสเป็นพระสุปฏิปันโน”

รถวิ่งบนเส้นทางกลับกรุงเทพสักพัก ก็เลี้ยวเข้าถนนในซอย พุ่งตรงผ่านไร่มันสำปะหลังที่มีดาษดื่น เข้าไปจนถึงแนวเขา ก็ถึงวัดบนเชิงเขา นายปื๊ดเกรงใจเปรมมิกา จึงรีบเอาของออกจากรถ และเดินไปเปิดฝากระโปรงท้ายรถหยิบถังเหลือง จำนวนน่าจะมากกว่า ๑๐ ถัง ร่มกันฝน ไฟฉาย นำไปให้พระที่กำลังกวาดลานวัด วัดที่นายปื๊ดอาศัยอยู่มีถังเหลือง และ ของอื่นๆ มากมายเกินกว่าที่จะใช้หมด เพราะเป็นวัดในเมืองหลวง เปรมมิกาตัดสินใจลงจากรถ เพื่อไปสังเกตการณ์ เธอรู้สึกไว้ใจนายปื๊ด ไม่รู้สึกกลัวหรือหวาดระแวงแต่อย่างใด

“เดินเล่นอีกสักพัก ก็ได้ค่ะ พี่” เปรมมิการู้สึกว่าวัดนี้ดูร่มรื่น สงบเย็น มีกระแสความสุขอย่างบรรยายไม่ถูก นึกขอบคุณนายปื๊ดที่ทำให้เธอได้มาอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้ นายปื๊ดเลยมีโอกาสได้อยู่ในวัดนานขึ้น เปรมมิกาแอบเห็นนายปื๊ดแสดงท่าทางยินดี เมื่อทราบจากพระลูกวัดว่าท่านเจ้าอาวาสอยู่ และอนุญาตให้เข้าพบได้ นายปื๊ดจึงแบกของและถังขึ้นไปถวายเจ้าอาวาส ระหว่างทางเดินขึ้นเขานายปื๊ดบอกกับคุณเปรมมิกาว่า

“ผมนับวันรอวันนี้เลยนะครับ อยากเจอท่านเจ้าอาวาสวัดนี้”

“เมื่อคืนผมยังอธิษฐานอีกว่า ถ้าบุญผมถึงขอให้คุณเปรมมิกาอนุญาตเห็นดีเห็นงามให้ผมลงไปทำบุญที่วัด ขอให้ท่านเจ้าอาวาสอยู่ และขอให้ผมได้พบได้สนทนากับท่าน”

เปรมมิกานึกน้อยใจ โธ่! คิดว่าอยากเจอคนสวยๆ แบบเรา นายปื๊ดเป็นคนที่ไม่ออกอาการหวั่นไหวเลยสักนิด ผิดกับคนอื่นๆ ที่มักจะมองเธออย่างชื่นชม ในความสวยงามของรูปร่างหน้าตาผิวพรรณที่เธอภูมิใจ หลายๆ คน ไม่เชื่อว่าเธออายุ ๓๓ แล้ว คิดว่าอย่างมากก็น่าจะแค่ ๓๐ ความงามของเธอยังตรึงใจผู้ชายหลายคน แต่ดูเหมือนนายปื๊ดจะไม่สนใจมันเลย

แม้ว่านายปื๊ดจะดูต่ำไปในด้านคุณวุฒิ และไม่มีทางที่เธอจะไปรักนายปื๊ดได้ แต่เธอก็ยังอยากจะได้ชื่อว่า แม้แต่นายปื๊ดที่ธรรมะธรรมโม ก็ตบะแตกได้เมื่อมาพบพานเธอ ซึ่งจะทำให้เธอรู้สึกภูมิใจในความงามของเธอมากขึ้น ทั้งสองเดินไปที่กุฏิเจ้าอาวาสเล็กๆ ริมเขา บรรยากาศร่มรื่น นายปื๊ดแจ้งความประสงค์กับพระที่กุฏิหลังแรกที่ทางเข้าว่า จะมาหาท่านเจ้าอาวาส พระลูกวัดบอกว่า

“ท่านทราบล่วงหน้าแล้ว ว่าจะมีคนมาหาตอน ๔ โมงเย็น จึงครองจีวรรอ โยมเดินไปสุดทางเลย”

เปรมมิกาไม่อยากจะเชื่อ คิดสงสัยว่าพระลูกวัดที่เจอเป็นคนแรก อาจใช้โทรศัพท์มือถือโทรขึ้นมาบอก เธอเดินไปพบกุฏิหลังเก่าๆ เล็กๆ เจ้าอาวาสครองจีวรเรียบร้อย นั่งรอตรงแคร่ไม้หน้ากุฏิ อกุศลจิตของเปรมมิกาทำให้คิดในใจไปว่า แหม! ช่างสร้างภาพ สร้างศรัทธากันเสียจริง เหมือนการสร้างภาพสร้างศรัทธาของพระที่เคยถูกจับสึกในอดีตเป็นข่าวดัง ข่าวนั้นทำให้เธอรู้สึกกับพระสงฆ์ในทางลบ แล้วเปรมมิกาก็ต้องขนลุก เมื่อพระท่านทักทายเปรมมิกาและนายปื๊ดอย่างเหมือนกับรู้ข้อมูล และรู้ความคิดจับผิดของเปรมมิกาว่า

“เจริญพร โยมผู้จัดการและโยมสารถี ลำบากหน่อยนะโยม ที่นี่ไม่มีไฟฟ้าใช้ โทรศัพท์ก็ไม่มีสักเครื่องให้โทรติดต่อสื่อสาร ดีใจด้วยที่งานของโยมผู้จัดการสำเร็จตามประสงค์”

นายปื๊ดถวายของที่เตรียมมาให้กับท่านเจ้าอาวาส ท่านเจ้าอาวาสกล่าวอนุโมทนา แล้วเปรมมิกาก็ต้องศิโรราบ หมดพยศ อย่างหมดใจ เมื่อท่านเจ้าอาวาส เอ่ยต่อไปว่า

“โยมทั้งสองโชคดี ที่ยังเป็นโสด ไม่มีภาระครอบครัวให้วุ่นวายใจ ในขณะที่คนส่วนใหญ่ กำลังวุ่นวายกับการเลี้ยงลูก ดูแลครอบครัวเป็นห่วงเป็นใยสารพัด หาความทุกข์ใส่ตัว ในโลกที่มีแต่ทุกข์นี้ โยมกลับมีเวลาปรนนิบัติดูแลมารดาที่ยังอยู่ของโยมให้มีความสุขได้มากกว่าคนอื่น ขอให้โยมใช้โอกาสอันมีเหนือคนอื่นนี้ให้ดี” หลวงพ่อหันมามองเปรมมิกาอย่างเมตตา อมยิ้มน้อยๆ เอ่ยขึ้นว่า

“ร่างกายที่ห่อหุ้มของเน่าเหม็น ทั้งน้ำเลือด น้ำหนอง ปฏิกูลนี้ นับวันก็จะเสื่อม รอวันสลาย คนที่มีปัญญาจึงไม่ยึดติดอยู่ ไม่สนใจ มีแต่คนไร้ปัญญา หนาแน่นไปด้วยกิเลสที่สนใจ”

เปรมมิกาก้มหน้าละอายแก่ใจ ความเคลือบแคลงสงสัยสิ้นสูญ รู้สึกผิดกับความรู้สึกจับผิดในตอนแรก เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกเหมือนตนเองเป็นคนไร้ค่า ความเชื่อมั่นในตัวเองหายไปหมดสิ้น นายปื๊ดกราบเรียนท่านว่า

“กระผมโชคดีจริงๆ ครับที่ได้พบหลวงพ่อ ได้ยินกิตติศัพท์ท่าน ผมอยากพบมานานแล้วครับ กระผมมีเรื่องอยากจะรบกวนปรึกษานะครับ”

แต่ยังมิทันจะได้ถาม หลวงพ่อก็ตอบกลับมาดั่งรู้แจ้งในคำถามว่า

“โยมผู้ชาย ถ้าคิดดีแล้ว จะมาอยู่ที่นี่ อาตมาก็ยินดีต้อนรับ ไม่ต้องลังเล หากมีความตั้งใจจริงจัง เวลาในโลกนี้ของเราเหลือน้อยลงเรื่อยๆ แล้ว แม่ของโยมก็มีที่พึ่งอันดีแล้ว ไม่ต้องห่วงท่าน ห่วงตัวเองจะดีกว่า ว่าจะทำอะไรในชาตินี้ก่อนตาย แม้ว่าน้องๆ ของโยมจะไม่ห่วงใยแม่ของโยมเท่าโยม จนทำให้โยมเป็นห่วง แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไร ตัวโยมมากกว่าที่จะต้องห่วงตัวเอง”

“ที่ถูกน้องตัวเองโกงที่ดิน โกงกิจการไป ก็เป็นการใช้หนี้กรรมในอดีต โยมเคยทำเขาทุกข์มาเท่าไร โยมก็ได้ชดใช้ไปแล้วสาสมแก่ที่เคยทำมากับเขา ถือว่าใช้กรรมแล้ว จะได้สบายตัวไม่เป็นหนี้ คืนเขาไปนะดีแล้ว เมื่อถึงเวลาโยมจะได้รู้ถึงกรรมในอดีตชาติของโยม โยมจะรู้เองว่า ทำไมต้องเป็นน้องคนนี้ที่มาโกงโยม”

นายปื๊ดพูดไปว่า “จริงครับ หลวงพ่อ น้องๆ ที่ผมอุตสาห์เสียสละส่งให้เรียน ไม่ค่อยสนใจแม่ ที่ดินที่ผมอุตสาห์ซื้อสะสมไว้ ก็กลับมาถูกน้องชายโกงไปขายหมด ผมเลยหมดตัว หมดกำลังใจอยู่ตั้งนาน เสียดายที่ดิน เสียดายเงิน เสียดายกิจการที่เคยทำมากับมือ ผมเหลือเงินติดตัว อยู่แค่ ๗๐ บาท หลังถูกน้องโกงไป”

หลวงพ่อตอบว่า “สิ่งที่โยมได้กลับมาจากการสูญเสียก็คุ้มค่าไม่ใช่หรือ จะได้ไม่ต้อง ห่วง หวง ในทรัพย์สินอีกต่อไป”

เปรมมิกาเป็นหนอนหนังสือ เคยอ่านพบและทราบว่าทิพยอำนาจ อันเกิดจากการปฏิบัติสมาธิขั้นสูง มีเจโตปริญญาณ อันเป็นญาณหยั่งรู้ใจคนประการหนึ่ง แต่เพิ่งพบกับตัวก็คราวนี้เอง ท่านดูเหมือนจะรู้ว่า ทั้งสองเหลือแต่แม่ และแม่ปื๊ดบวชเป็นชีอยู่

นี่เอง ผู้ชายที่ฉลาดๆ เหนือมนุษย์เช่นนี้ เลยทำตัวจมปลักในสายตาของคนส่วนใหญ่ในโลกที่หนาแน่นไปด้วยกิเลส หมดความทะเยอทะยาน ไม่คิดถีบทะยานตัวเองให้สูงส่งขึ้นตามความสามารถที่ตนมี ด้วยความสามารถทางสติปัญญาระดับนายปื๊ด หากคิดจะสร้างตัวอีกครั้ง ก็น่าจะทำได้ แต่เขาคงเจอหนทางที่ดีกว่าเสียแล้ว แล้วหลวงพ่อเจ้าอาวาส ก็พูดเกี่ยวกับเธอบ้าง

“แล้วโยมผู้จัดการละ แม่ของโยม สบายดี มีความสุขดีไหม”

“ก็สบายดีค่ะ”

“ถ้าแม่บ่น อยากไปวัด อยากไปเที่ยว อยากกินอะไร โยมก็พาท่านไปตามใจท่านเถิด คิดเสียว่า เป็นการทดแทนที่โยมไม่มีลูกให้ส่งไปโรงเรียน พาลูกไปเที่ยว ไม่มีสามีให้ห่วงกังวลอย่างคนอื่นเขา แล้วก็พยายามรักษาจิตใจให้สงบมากขึ้น”

เปรมมิการู้สึกผิด เมื่อเช้านี้เองแม่เพิ่งบ่นว่าอยากไปเที่ยวสวนผลไม้ที่ระยอง อยากไปเที่ยวทะเลระยอง อยากไปวัดเขาชีจันทร์ที่สัตหีบ อยากรับประทานหอยจ๊อที่บางแสน นานแค่ไหนแล้ว ที่เธอพาแม่ไปเที่ยวครั้งสุดท้าย

“ค่ะ หลวงพ่อ หนูจะดูแลท่านอย่างดีมากกว่าที่เคยทำมา ที่ผ่านมาหนูละเลยท่าน มัวแต่คิดถึงเรื่องตัวเอง”

“เวลาของเราทุกคนน้อยลงไปเรื่อยๆ แล้ว อย่าปล่อยเวลาที่มีค่าให้สูญไป อย่าละเลยบุพการี จนสายเกินจะทำ การทำความดีให้ท่านตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ เป็นเรื่องที่ดีกว่าระลึกถึงท่านตอนที่ท่านละโลกนี้ไปแล้ว”

เสียงระฆังกังวานใสจับใจ บอกเวลาที่พระจะต้องทำวัตรเย็น แล้วทั้งสองก็ลากลับ หลังจากเดินมาส่งท่านเจ้าอาวาสที่พระอุโบสถ นายปื๊ดเอ่ยขึ้นว่า

“ผมว่า ผมกับคุณเปรมมิกาโชคดีนะครับ ผมทราบมาว่าท่านเจ้าอาวาสเป็นคนพูดน้อย แต่ท่านพูดกับเราตั้งนาน”

“คำพูดของท่าน อาจจะทำให้ผมตัดสินใจเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต”

“เปรม ก็เหมือนกันค่ะ พี่ปื๊ด”

เสียงโทรศัพท์ของเปรมมิกาดังขึ้น เมื่อได้ยินเสียงก็รู้ทันทีว่าแม่ของเธอนั่นเองโทรมา

“สวัสดีค่ะ วันนี้หนูกลับบ้านค่ำหน่อยนะคะ พอดีมาหาลูกค้าที่ต่างจังหวัด”

เธอสนทนากับแม่อีกหลายประโยคนานกว่าปกติที่เธอเคยคุยกับแม่แค่นาทีสองนาที ก่อนวางสายเธอพูดกับแม่ว่า

“เดี๋ยวค่ะ คุณแม่ เสาร์อาทิตย์นี้ เราไปเที่ยวสวนผลไม้ที่ระยองกันนะคะ เช่ารีสอร์ทนอนค้างที่ทะเลระยองสักคืนนึง”

---------------------------------------------------------



Create Date : 26 กันยายน 2557
Last Update : 3 พฤศจิกายน 2557 15:46:29 น.
Counter : 1026 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

แมวส้มตาหวาน
Location :
พระนครศรีอยุธยา  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]



สนใจเรื่องการพ้นทุกข์ เพ้อๆ ไร้สาระไปวันๆ ติดละครซีรีย์บ้าคู่จิ้นเป็นพักๆ ชอบอ่านนิยาย คำคม ธรรมะ พยายามจะมองโลกในแง่ดี:-)