ดูแลสุขภาพหน่อย..
โรคไต กินไม่เลือก ตายสถานเดียว

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 19 กุมภาพันธ์ 2548 13:19 น.


โรคไต เป็นอีกโรคหนึ่งที่นอกจากจะสร้างความทุกข์ทรมานให้กับผู้ป่วยแล้ว ยังเป็นโรคที่ต้องบอกว่า ใช้ “ทุนทรัพย์” ในการรักษาที่เอาการทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่ร่างกายเข้าสู่จุดที่ต้องทำการฟอกไต





ดังนั้น ถ้าสามารถหลีกเลี่ยงโรคนี้ได้ก็ควรจะทำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากสามารถป้องกันได้ด้วยการระมัดระวังในการบริโภค

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างการฟอกเลือดด้วยเครื่องล้างไตเทียมไปเรียบร้อยแล้ว ก็มีความจำเป็นที่จะต้องดูแลสุขภาพของตนเองไปพร้อมๆ กันด้วย กล่าวคือต้องเลือกรับประทานอาหารที่ให้ประโยชน์และหลีกเลี่ยงอาหารที่จะให้โทษ เพราะนอกจากจะไปทำอันตรายต่อไตมากขึ้นแล้ว ยังจะทำให้เกิดภาวะอาการเจ็บป่วยต่างๆ ตามมา โดยเฉพาะหัวใจวาย ซึ่งเป็นปัจจัยที่สามารถทำให้เสียชีวิตได้ในที่สุด

พ.ท.น.พ.อุปถัมภ์ ศุภสินธุ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคไต โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า อาหารที่ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงคือ อาหารที่มีรสเค็ม เพราะจะส่งผลต่อความดันโลหิตสูง หัวใจโตและน้ำท่วมปอด นอกจากนี้ ก็รวมไปถึงอาหารที่ฟอสเฟสมากเพราะจะทำให้กระดูกบาง ผุและหักง่าย ต่อมไทรอยด์จะโต ส่วนอาหารที่มีโปแตสเซียมก็ต้องเลี่ยงเช่นกัน เนื่องจากทำให้หัวใจเต้นเร็วและอาจเกิดภาวะหัวใจวายตามมา





ด้าน รศ.วลัย อินพรัมพรรย์ ที่ปรึกษาโภชนบำบัด โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ให้ความรู้เพิ่มเติมว่า ผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างการฟอกเลือดด้วยเครื่องล้างไตเทียม ล้างไตผ่านทางช่องท้อง จะสูญเสียสารอาหารมากมาย อาทิ โปรตีน เกลือแร่ ดังนั้น จำต้องรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่คือโปรตีน(เนื้อสัตว์) คาร์โบไฮเดรต(แป้ง) ไขมัน เกลือแร่(ผักและผลไม้) และวิตามิน

อย่างไรก็ตาม ในการรับประทานเนื้อสัตว์จะต้องเลือกชนิดที่ไม่ติดมันและติดหนัง ไข่ควรรับประทานแต่ไข่ขาว เพราะไข่แดงจะมีโคเลสเตอรอล โปแตสเซียม ฟอสฟอรัส ส่วนนมและเนยแข็ง รวมทั้งอาหารจำพวกถั่วต่างๆ เช่น ถั่วลิสง ถั่วแดง เม็ดมะม่วงหิมพานต์ รวมทั้งขนมเปี๊ยะ กระยาสารทก็ต้องละเว้น เนื่องจากมีฟอสฟอรัสและโปแตสเซียมสูง ซึ่งผู้ป่วยที่ฟอกเลือดจะมีปัญหาเรื่องการขับถ่ายฟอสฟอรัส

ทั้งนี้ ผู้ป่วยควรรับประทานข้าวรวมถึงอาหารจำพวกก๋วยเตี๋ยว วุ้นเส้น เพราะนอกจากจะมีคาร์โบไฮเดรตแล้ว ยังมีโปรตีนที่เหมาะสมกับร่างกาย กระนั้นก็ดีข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้องก็ไม่เหมาะกับผู้ป่วยเนื่องจากมีฟอสฟอรัสมาก

“ขนมประเภททองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง สังขยา ไอศกรีม พวกนี้ทำจากไข่แดง มีสารฟอสเฟสมาก ควรระมัดระวังในการรับประทาน ขนมหวานที่ผู้ป่วยรับประทานได้จะต้องไม่หวานมากนัก เช่น ขนมน้ำดอกไม้ ขนมมัน ขนมถ้วยฟู สาคูเปียก เพราะจะช่วยให้เกิดพลังงาน สำหรับผู้ป่วยที่ล้างไตผ่านทางช่องท้อง ควรเลี่ยงพวกขนมหวานจัด เพราะยาล้างไตทางช่องท้องจะมีกลูโคสสูง จะทำให้น้ำตาลในเลือดสูงและพบปัญหาเรื่องหลอดเลือดหัวใจ”

“ผักที่มีสีเขียวเข้ม สีเหลืองเข้ม เช่น หน่อไม้ฝรั่ง บล็อคเคอรี่ ดอกกะหล่ำ ใบคะน้า คึ่นฉ่าย มะเขือเทศ แครอท จะมีโปแตสสูง ควรหลีกเลี่ยง กลุ่มที่รับประทานได้ เช่น แตงกวา น้ำเต้า บวบ ฟักเขียว มะเขือยาว ถั่วฝักยาว ผักกาด ส่วนผักที่ไม่ควรรับประทานก็เช่น ทุเรียน มะม่วงสุก ลูกพรุน ลูกพลับ ขนุน ผลไม้แห้ง มะขามหวาน รวมทั้งควรหลีกเลี่ยงชา กาแฟ ช็อกโกแลต โคล่า ซึ่งมีทั้งโปแตสเซียมและฟอสฟอรัส”

“อาหารแปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม หมูยอ หมูหยอง หมูแผ่น นอกจากจะมีโคเลสเตอรอลแล้ว ยังมีโปแตสเซียมและโซเดียมสูง ควรยกเว้น อาหารสำเร็จรูปทุกประเภท บะหมี่ โจ๊ก มีโซเดียมสูง มีรสเค็มจัดไม่ควรรับประทานอย่างยิ่ง เพราะนอกจากร่างกายจะบวมแล้ว ยังส่งผลถึงความดันสูงอีกด้วย”รศ.วลัยแนะนำ

และปิดท้ายกันที่ ดร.ชนิดา ปโชติกาล แห่งภาควิชาคหกรรมศษสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ที่แนะนำว่า การที่ผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างการฟอกเลือดด้วยเครื่องล้างไตเทียมหรือล้างไตผ่านทางช่องท้องจะต้องรับการตรวจเลือดก่อนว่า มีสารประเภทใดในเลือดที่สูงมาก เมื่อทราบแล้วก็ไปปรึกษานักกำหนดอาหาร ซึ่งจะเป็นผู้ที่ให้ความรู้และคำปรึกษาเกี่ยวกับโภชนาการให้เป็นไปตามที่แพทย์กำหนด เมื่อผู้ป่วยได้บริโภคอาหารถูกต้องเหมาะสมกับภาวะที่ร่างกายอยู่ระหว่างการฟอกเลือด ก็จะช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง ที่สำคัญช่วยยึดอายุให้ยืนยาวมากขึ้น...




ข่าวอื่นๆ ในหมวด

200 ปีโรคพาร์กินสัน (ตอนจบ)
เตือน "คอชา" อย่าเชื่อโฆษณาดื่มชาเขียวป้องกันโรค
เผยรังนก 10 กระปุก ประโยชน์เท่าไข่ต้มใบเดียว!!!
ปัจจัยเสี่ยงสำหรับโรคหลอดเลือดหัวใจ (ตอนที่ 1)
มหิดลเชิญ “ซัคแมนน์” ศ.รางวัลโนเบลบรรยายพิเศษ 2 ก.ค.นี้




จำนวนคนอ่าน 14542 คน จำนวนคนโหวต 39 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้

ควรปรับปรุง ดีมาก
1 2 3 4 5






1 2 3 4 5







เครื่องมือจัดการเว็บ


ส่งบทความนี้ต่อ


พิมพ์หน้านี้


ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด


แสดงความคิดเห็นผ่านเว็บบอร์ด
















ความคิดเห็นที่ 45

อาการของโรคไตมีอะไรบ้าง





ความคิดเห็นที่ 44

มีอาหารชีวจิตดีจริงทดลองมาแล้ว ดีขึ้นจนเกือบปกติ และคิดว่าถ้าคุณอยากหายจริง ๆคุณคงติดต่อกลับมาเพื่อตัวตัวคุณเอง และนกก็อยากช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
อาหารราคาสมเหตุสมผล ถ้าคุณคิดว่ารักษาหมอมาเยอะแล้วยังไม่ดีขึ้นสักที ก็สอบถามกลับมาได้ค่ะ คุณนก 05-8171282
nok_bbbb@hotmail.com




ความคิดเห็นที่ 43

ฟอกไตเกือบทุกอาทิตย์แต่ตอนนี้ดีขึ้นแล้วเกียบหายเป็นปกติแล้วสอบถามได้ค่ะ05-8171282 คุณนก
nok_bbbb@hotmail.com




ความคิดเห็นที่ 42

น่าจะเจาะจงมาเลยว่า อะไรบ้างที่กินได้
ปปปปปปปปป




ความคิดเห็นที่ 41

ข้อมูลมีประโยชน์แต่อยากได้ข้อมูลละเอียดกว่านี้ ควรบอกแหล่งให้ค้นหาเพิ่มเติมสำหรับผู้ต้องการจริง ๆ
somanasnil@hotmail.com




ความคิดเห็นที่ 40

หนูอยากได้ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ยาโรคไตค่ะเพราะต้องส่งอาจารย์เร็วๆนี้ท่านใดมีข้อมูลกรุณาส่งมาที่e-mailของหนูด้วยนะคะ
ning-kiku@thaimail.com




ความคิดเห็นที่ 39

เป็นเว็บที่ให้ความรู้ดีมากควรมีมากๆ
wrapontik




ความคิดเห็นที่ 38

เป็นมาหลายปีแล้วตั้งแต่40-48 ก็ยังปกติอยู่ พยายามห้ามใจตนเองเรื่องการกินจะช่วยยืดเวลาออกไปได้มาก
niwat_ppp@hotmail.com




ความคิดเห็นที่ 37

เพื่อนหนูพึงปว่ย และเสียไปเพราะโรคไตค่ะ ดูแล้วน่าเสียใจมาก เพื่อนคนนี้มีกำลังใจดีมากค่ะ เขาไม่เคยแสดงอาการป่วยให้พวกเราเห็น หรือเป็นห่วงเลบ แต่เค้าก็จากไปโดนที่พวกเราไม่ทันที่จะทำอะไรให้เขาเลย หนูเสียใจมากๆๆ ค่ะ ทุกคนดูแลสุขภาพตัวเองดีๆๆนะค่ะ
+_++_+




ความคิดเห็นที่ 36

เราก็เป็นมาได้2ปีกว่าแล้ว บอกตรงๆว่ามันทรมาณ ไหนจะร่างกาย แถมยังจิดใจอีกด้วย ต้องโดนเข็มแทงแขนอาทิตย์ละ2ครั้ง เคยท้อเหมือนกัน ไม่รู้จะสู้ต่อดีหรือจะตายดี เวลาไปสมัครงานเค้าก็ปฏิเสธ กำลังจะสู้ต่อมันเหลือน้อยลงทุกที
belive1234@hotmail.com




ความคิดเห็นที่ 34

หนูเคยโดนกับตัวเองแล้วทรมานมากเลยค่ะน่าบวมจนอายแต่ว่าหนูเป็นคนที่กินไม่เลือกนี่ซิค่ะ
อีกคนที่ป่วยโรคไต




ความคิดเห็นที่ 33

เข้าครัว ทำอาหารทานเองดีกว่า อร่อย และปลอดภัยจากสารพิษ รู้ไหมว่าอาหารที่ทำเสร็จแล้วตามร้านอาหาร ส่วนใหญ่จะใส่ผงชูรสทั้งนั้นและใส่ในปริมาณมากด้วย ผักและผลไม้ล้างหรือเปล่าก็ไม่รู้
คุณรักสุขภาพ




ความคิดเห็นที่ 32

คิดว่าไม่รู้จะกินอะไรดี พอเห็นอย่างนี้แล้ว เฮ้อเซ็งจัง หิวด้วย
mook_99@thaimail.com




ความคิดเห็นที่ 31

How can people do the right way to eat? So many opinions say about "do not and do" in the same things. For example, carrot some say good some say bad. How can people do the right way to eat?
Sincerely




ความคิดเห็นที่ 30

พี่ของหนูไตวายอายุแค่ 19 ปี สงสารพี่มากตัวหนูเองก็เป็นโรคไตแต่ยังไม่วายไม่มีทางออกเลยสงสารพ่อแม่อยากตายมากแต่ถ้าตายก็ไม่รู้ใครจะช่วยเหลือครอบครัว
the_singger.com




ความคิดเห็นที่ 29

จุน
ของไม่สะอาด




ความคิดเห็นที่ 28

อยากให้กระทรวงสาธารสุข กวดขันเข้มงวดมากกว่าทุกวันนี้ ช่วยตรวจตราอาหารการกินของคนไทยด้วยค่ะดีกว่าไปสนใจเรื่องไม่เป็นเรื่อง..
ิิิิทท




ความคิดเห็นที่ 26

เราควรกินเยอะ
ผึ้งเล็ก
ชฎาพร




ความคิดเห็นที่ 25

คนเราต้องกินท่ีมีประโยนช์
ีEเลว




ความคิดเห็นที่ 24

ึคนไทยไม่ต้องกินอะไรเลย
เรื่องของกู




ความคิดเห็นที่ 23

เรื่องอาหารของคนเป็นโรคไต กินอะไรได้หรือไม่พิสูจน์ได้ด้วยตัวคุณเอง ถ้าคุณเป็นโรคไต สำหรับคนทีไม่เป็นโรคไต จะทานอะไร ยึดหลัก ทานแต่น้อย อยากทานอะไรก็ทานอย่าให้มาก ไม่ต้องกังวลหรอก
สำหรับคนเป็นไตเสื่อม ยังไม่ฟอกเลือดอาหารที่มีความเสียงแต่ไม่สามารถช่วยให้ไตเสื่อมช้าลงได้ แต่ทำให้ ของเสียสะสมในร่างกายไม่มากพอที่จะทำคันผิว สมคัญที่อารมณ์ ความรู้สึก สัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดเมื่อคุณทุกข์
mammoth @ hotmail.th




ความคิดเห็นที่ 19

อยากให้แสดงผลเป็นตารางให้ชัดเจนว่าควรทานอะไร ไม่ควรทานอะไร และควรปฏิบัตรตนอย่างไรเมื่อเป็นโรคไต
bunmak_24




ความคิดเห็นที่ 17

รักกินมากกว่ารักชีวิต ไม่ให้กิน ขอตายดีกว่า
g




ความคิดเห็นที่ 16

น่าจะบอกว่าอาหารแต่ละหมวดหมู่ จะกินอะไรได้บ้าง โดยเป็นอาหารหรือพืชผักในประเทศไทยเรา ที่คนธรรมดาจะสามารถหาซื้อมากินได้ไม่ยากนัก
wuthican@hotmail.com




ความคิดเห็นที่ 15

มีประสพการณ์ในการล้างไต มา ๕ ปี สิ่งทีต้อง
ระวัง คือถั่วทุกประเภท ผลไม้ เช่นส้ม กล้วย ห้าม
เด็ดขาดคือ แตงโม เนื้อสัตว์แทบไม่มีข้อห้าม
เพราะร่างกาย ต้องการโปรทีน หากหักห้ามใจไม่ได้
ก็ศูนย์เงินเปล่าที่จะไปฟอกไต เพราะบางคนคิดว่า
กินเข้าไปแล้ว เดี๋ยวก็ไปเอาออกได้ นั่นเป็นการทำให้
ไต ซี่งทำงานผิดปรกติอยู่แล้ว ทำงานหนักมากขี้น
ไม่ช้าก็มีคนเผากระดาษ รูปอาหาร ส่งไปให้คุณกิน
ณทีแห่งหนี่ง ซี่งไม่มีตัวตนในโลก
จริง แบบไม่ต้องการพิสูจน์




ความคิดเห็นที่ 14

ส่วนผักที่ไม่ควรรับประทานก็เช่น ทุเรียน มะม่วงสุก ลูกพรุน ลูกพลับ ขนุน ผลไม้แห้ง มะขามหวาน รวมทั้งควรหลีกเลี่ยงชา กาแฟ ช็อกโกแลต โคล่า ซึ่งมีทั้งโปแตสเซียมและฟอสฟอรัส

อย่าหาว่าจับผิดเลยครับ แต่อ่านแล้วมันตะหงิดๆจริงๆ
เหอๆ




ความคิดเห็นที่ 13

คนเป็นโรคไตน่าเห็นใจมาก เพราะเนื่องจากจะต้องเจ็บตัวในการฟอกไตแต่ละครั้ง ค่าใช้จ่ายยังมากโขแม้แต่โรงพยาบาลรัฐบาล บัตร 30 บาทรักษาทุกโรคก็รักษาได้ไม่จริง เพราะ support ไม่ได้กับการรักษาไต แถมการรับทานอาหารหรือดื่มน้ำ จำกัดมาก ไม่เช่นนั้นไตจะทำงานหนักแล้วทำให้ตัวบวมได้(น่ากลัวมาก) เพราะฉะนั้นดูแลตัวเองให้ปลอดจากอโรคาดีที่สุด อย่างน้อย ๆ ถึงจนไม่มีเงินแต่ชีวิตสดใส ดีกว่ามีเงินล้นแต่ต้องจ่ายค่ารักษาตัวเป็นนิจสิน
กบนอกกะลา




ความคิดเห็นที่ 12

กินก็ตาย..........ไม่กินก็ตาย

ทำตามระเบียบ อย่างดี พรุ่งนี้เดินออกไปได้รับอุบัติเหตุ

ไม่รู้ .ใครส่งมา........
ยายเม้า..........




ความคิดเห็นที่ 11

ห้ามเยอะจัง

ตายเป็นตายครับ... เอ้อ ไตเป็นตายดีกว่านะ
bigBird




ความคิดเห็นที่ 10

ต่ายห่ะ แล้วตูจะแด็กซ์อะไรล่ะเนี่ย สงสัยต้องกินแต่น้ำเปล่า
แมงดึก




ความคิดเห็นที่ 9

support life, health and mind by http://www.dmc.tv.
life




ความคิดเห็นที่ 8

ปัจจุบันนี้ทานอะไรก็ไม่ค่อยจาปลอดภัยเนื่องจากสารปนเปื้อนเยอะ ขอแนะนำว่าทานอาหารแต่พออิ่มแล้วเน้นรับประทานอาหารเสริมที่จำเป็นต่อร่างร่างเอาดีกว่านะคะ เช่น โปรตีน เกลือแร่ วิตามิน อ่ะค่ะ แต่เลือกแบรนที่น่าเชื่อถือกันด้วยนะคะ
handsome_less@hotmail.com




ความคิดเห็นที่ 7

รับประทานมังสวิรัติมาสิบห้าปีแล้วกินผักทุกชนิดไม่กินไข่แต่กินนม ไม่ได้เกี่ยวกับการนับถือลัทธิแต่เกี่ยวกับโรคกระเพาะอาหาร เห็นรายการพืชผักที่ห้ามแล้วตกใจเหมือนกัน ตอนนี้กำลังลดการกินน้ำเต้าหู้ถั่วทุกชนิด เกรงว่าจะเป็นโรคไต ใช้ซีอิ้วขาวที่ทำจากข้าวบาร์เลย์และเกลือแทน พยายามรับประทานให้ครบห้าหมู่และออกกำลังกายนิดหน่อย ตอนนี้ 65 ปีแล้ว
นักมัง




ความคิดเห็นที่ 6

เท่าที่ห้ามมานี่ก็ไม่รู้จะกินอะไรแล้วนะ....
เฮ้อ...จะกินไรว่ะตู




ความคิดเห็นที่ 5

มีคนพูดให้ฟังว่า
ตราบใดที่คนเราไม่สามารถผลิตอาหารมาบริโภคเองได้
ตราบนั้น คนเราไร้เสรีภาพที่แท้จริง ในการดำรงชีวิตอยู่ในโลกนี้
เพราะอาหารทีคนไทยเอาใส่ปากกันอยู่ทุกวันนี้ เป็นอาหารที่ผลิตขี้นมาเพื่อการค้า
มันอาจดูน่ากินดี แต่ทุกครั้งที่ผมออกไปกินข้างนอกบ้านติดๆกันหลายๆวัน ตัวจะบวมขึ้นมาอย่างผิดปรกติเฉพาะอย่างยิ่งแหวนที่เคยใส่พอดีนิ้วกลับกลายเป็นคับจนใส่ไม่ได้
อาจจะเป็นเพราะอาหารทีขายกันอยู่ข้างถนนเต็มไปหมดนั้น เต็มไปด้วยโซเดี้ยมกลูตาเมต อาหารทะเลอาจมีแคดเมี่ยมผสมอยู่ สารปรอทที่อยู่ในปลา ดีดีทียาฆ่าแมลงในผักคะน้าเพียบ เท่าที่ได้ยินมา
แล้วยังงี้สาธารณะสุขจะว่ายังไงครับ?
น้าเหงี่ยม




ความคิดเห็นที่ 4

อาหารที่ห้ามทุกอย่างที่บ้านมีหมดทุกอย่าง คุณพ่อสามีที่เป็นโรคไตชอบกินมาก ถ้าห้ามไม่ให้กินจะโกธรคนนั้น หาว่าห่วงกิน แต่พอกินเข้าไปแล้วท้องจะบวมเหมือนคนท้องเก้าเดือนเลย แน่นและเห็นบอกว่าหายใจไม่ออกทรมานมานมาก แต่ก็อยากจะกิน
สงสารจัง




ความคิดเห็นที่ 3

อาหารทุกชนิด มีทั้งคุณทั้งโทษ เช่นเดียวกับยา เวลากินก็พยายามเลือก แต่จนใจตรงไม่มีเวลาทำเอง โดยเฉพาะเด็กนักเรียน นักศึกษา พวกพนักงาน ที่ต้องออกจากบ้านแต่เช้า กว่าจะกลับก็ดึก งั้นต้องทามใจว่า อะไรเกิด ก็ต้องเกิดเย้วมั้งคะ เพียงขอความรวมมือผู้ประกอบการร้านอาหาร ช่วยหาอาหารที่ดี มีประโยช์ต่อสุขภาพไว้ให้รับทานบ้างนะคะ
mom




ความคิดเห็นที่ 2

อาหารทุกอย่างที่ควรงด มันน่ากินทุกอย่าง พยายามลดอยู่เหมือนกัน แต่ยากกกกกกก คงจะตายเพราะพวกเนี้ยแหละ
เฉียดไตวาย - ตายไว




ความคิดเห็นที่ 1

ยอม
รับ
ได้
เลย
ว่า
การ
ดำเนิน
ชีวิต
ทุกวัน
นี้
ของ
คน
ไทย
ไม่
ปลอดภัย
เอา
ซะ
เลย
โดย
เฉพาะ
อาหาร
การ
กิน
กบสีฟ้า





Create Date : 08 ธันวาคม 2548
Last Update : 8 ธันวาคม 2548 18:41:22 น.
Counter : 8194 Pageviews.

27 comments
  
กลุ่มที่รับประทานได้ เช่น แตงกวา น้ำเต้า บวบ ฟักเขียว มะเขือยาว ถั่วฝักยาว ผักกาด
ขนมหวานที่ผู้ป่วยรับประทานได้จะต้องไม่หวานมากนัก เช่น ขนมน้ำดอกไม้ ขนมมัน ขนมถ้วยฟู สาคูเปียก


@ผักที่ไม่ควรรับประทานก็เช่น ทุเรียน มะม่วงสุก ลูกพรุน ลูกพลับ ขนุน ผลไม้แห้ง มะขามหวาน รวมทั้งควรหลีกเลี่ยงชา กาแฟ ช็อกโกแลต โคล่า ซึ่งมีทั้งโปแตสเซียมและฟอสฟอรัส”

“อาหารแปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม หมูยอ หมูหยอง หมูแผ่น นอกจากจะมีโคเลสเตอรอลแล้ว ยังมีโปแตสเซียมและโซเดียมสูง ควรยกเว้น อาหารสำเร็จรูปทุกประเภท บะหมี่ โจ๊ก มีโซเดียมสูง มีรสเค็มจัดไม่ควรรับประทานอย่างยิ่ง เพราะนอกจากร่างกายจะบวมแล้ว ยังส่งผลถึงความดันสูงอีกด้วย

โดย: srisawat วันที่: 8 ธันวาคม 2548 เวลา:18:51:47 น.
  
โรคความดันโลหิตสูง

ทุกๆคนต้องมีความดันโลหิต เพราะจะเป็นตัวที่พาเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ดังนั้นทุกคนจะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับความดันโลหิตและรักษามันให้อยู่ในเกณฑ์ปกติเพราะหากความดันโลหิตสูงไปจะทำให้เกิดโรคตามมาอีกมากมาย

เมื่อหัวใจบีบตัวหัวใจจะบีบเลือดไปยังหลอดเลือดแดงทำให้เกิดความดันโลหิตซึ่งเกิดจากการบีบตัวของหัวใจและแรงต้านทานของหลอดเลือด หัวใจคนเราเต้น 60-80 ครั้งความดันก็จะเพิ่มขณะที่หัวใจบีบตัวและลดลงขณะที่หัวใจคลายตัว ความดันโลหิตของคนเราไม่เท่ากันตลอดเวลาขึ้นกับท่า ความเครียด การออกกำลังกาย การนอนหลับ แต่ไม่ควรเกิน 140/90 หากสูงกว่านี้แสดงว่าคุณเป็นโรคความดันโลหิตสูง

โรคความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคหัวใจ โรคไต โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคอัมพาต โรคหัวใจเป็นโรคที่มีอัตราตายสูงดังนั้นการป้องกันความดันโลหิตสูงสามารถป้องกันอัตราการตายจากโรคหัวใจและโรคอัมพาต โรคความดันโลหิตสูงเป็นภัยเงียบที่คุกคามชีวิตของทุกท่านเนื่องจากไม่มีอาการเตือนดังนั้นการจะทราบว่าเป็นความดันโลหิตสูงจำเป็นต้องวัดความดันโลหิต

ความดันโลหิตแค่ไหนจึงเป็นโรคความดันโลหิตสูง

เมื่อตรวจร่างกายแล้วว่าความดันโลหิตสูงต้องรับประทานยาทันทีหรือไม่

เมื่อท่านตรวจพบความดันโลหิตสูงถ้าไม่สูงมากอาจจะไม่จำเป็นต้องรับประทานยา แต่หากสูงมากก็จำเป็นต้องรับประทานยา ตารางข้างล่างจะเป็นแนวทางในการดูแลผู้ป่วย

ความดันโลหิตที่วัดได้ (mm Hg)*
ความรุนแรงของความดันโลหิต Systolic Diastolic จะต้องทำอะไร
ความดันโลหิตที่ต้องการ น้อยกว่า 120 น้อยกว่า 80 ให้ตรวจซ้ำใน 2 ปี
ความดันโลหิตสูงขั้นต้น Prehypertensionl 130-139 85-89 ตรวจซ้ำภายใน 1 ปี
ความดันโลหิตสูง
ความดันโลหิตสูงระดับ 1 Stage 1 (mild) 140-159 90-99 ให้ตรวจวัดความดันอีกใน 2 เดือน
ความดันโลหิตสูงระดับ 2 Stage 2 (moderate) >160 >100 ให้พบแพทย์ใน 1 เดือน

สาเหตุของความดันโลหิตสูง

ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงส่านใหญ่ไม่ทราบสาเหตุเรียก primary หรือ essential hypertension เราสามารถควบคุมความดันโลหิตได้แต่รักษาไม่หายดังนั้นจึงจำเป็นต้องป้องกัน ส่วนที่ทราบสาเหตุเรียก secondary hypertension เช่น เนื้องอกต่อมหมวกไต ยาคุมกำเนิด หากทราบสาเหตุสามารถรักษาให้หายขาดได้

Primary hypertension

หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า essential hypertension เป็นความดันโลหิตสูงที่พบมากที่สุดกลุ่มนี้ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่มักจะพบว่าผู้ป่วยกลุ่มนี้มีความสัมพันธ์กับการรับประทานอาหารเค็ม อ้วน กรรมพันธุ์ อายุมาก เชื้อชาติ และการขาดการออกกำลังกาย

Secondary hypertension

เป็นความดันโลหิตสูงที่ทราบสาเหตุ พบได้ประมาณร้อยละ 5 ของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงสาเหตุที่พบได้บ่อยคือ

โรคไต ผู้ป่วยที่มีหลอดแดงที่ไปเลี้ยงไตตีบทั้งสองข้างมักจะมีความดันโลหิตสูง
เนื้องอกที่ต่อมหมวกไตพบได้สองชนิดคือชนิดที่สร้างฮอร์โมน hormone aldosterone ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีความดันโลหิตสูงร่วมกับเกลือแร่โปแตสเซียมในเลือดต่ำ อีกชนิดหนึ่งได้แก่เนื้องอกที่สร้างฮอร์โมน catecholamines เรียกว่าโรค Pheochromocytoma ผู้ป่วยจะมีความดันโลหิตสูงร่วมกับใจสั่น
โรคหลอดเลือดแดงใหญ่ตีบ Coarctation of the aorta พบได้น้อยเกิดจากหลอดเลือดแดงใหญ่ตีบบางส่วนทำให้เกิดความดันโลหิตสูง
ความดันโลหิตต่ำ

ปกติความดันโลหิตยิ่งต่ำยิ่งดีเพราะเกิดโรคน้อย แต่หากความดันโลหิตที่ต่ำทำให้เกิดอาการ เวียนศีรษะ เป็นลมเวลาลุกขึ้นแสดงว่าความดันต่ำไป สาเหตุที่พบได้มีดังนี้ เคล็ดลับในการรักษาความดันโลหิตสูง

ตรวจวัดความดันเป็นระยะ
รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ โดยการลดน้ำหนักลง 10% สำหรับผู้ที่มีน้ำหนักเกิน
งดอาหารเค็มหรือเกลือไม่ควรได้รับเกลือเกิน 6 กรับต่อวัน
รับประทานอาหารไขมันต่ำ
งดการสูบบุหรี่
รับประทานยาตามแพทย์สั่ง
ไปตามแพทย์นัด
ออกกำลังกายตามแพทย์แนะนำโดยการออกกำลังวันละ 30-45 นาทีสัปดาห์ละ 3-5 วัน
รับประทานอาหารที่มีเกลือโปแตสเซียม
แนะนำให้พาพ่อแม่พี่น้องและลูกไปตรวจวัดความดันโลหิต


ผู้ป่วยที่มีโรคระบบประสาทหรือต่อมไร้ท่อ
ผู้ที่นอนป่วยนานไป
ผู้ที่เสียน้ำหรือเลือด
ความดันโลหิตสูงในเด็ก

เราไม่ค่อยพบความดันโลหิตสูงในเด็ก แต่เด็กก็สามารถเป็นความดันโลหิตสูงการค้นพบความดันโลหิตสูงตั้งแต่แรกจะสามารถป้องกันโรคหัวใจ โรคไต ดังนั้นเด็กควรที่จะได้รับการวัดความดันโลหิตเหมือนผู้ใหญ่ สาเหตุก็มีทั้ง primary และ secondary พบว่าเด็กที่มีน้ำหนักตัวมาก เด็กที่มีประวัติครอบครัวเป็นความดันโลหิต หรือบางเชื้อชาติ กลุ่มเหล่านี้จะมีโอกาสเป็นความดันโลหิตสูง แพทย์แนะนำอาหาร และการออกกำลังกาย หากความดันโลหิตไม่ลงจึงให้ยารับประทาน

คนที่เป็นความดันโลหิตสูงสามารถอบ Sauna ได้หรือไม่

คนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงสามารถอาบน้ำอุ่นหรืออบ Sauna ได้โดยที่ไม่เกิดผลเสีย ผู้ป่วยที่มีอาการแน่นหน้าอก หรือหายใจหอบควรจะหลีกเลี่ยงการอบ Sauna หรือแช่น้ำร้อน และไม่ควรที่จะดื่มสุรา นอกจากนั้นไม่ควรอาบน้ำร้อนสลับกับน้ำเย็นเพราะจะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น

ทำไมต้องรักษาความดันโลหิตสูง

เนื่องจากโรคความดันโลหิตสูงมักจะไม่มีอาการ แต่โรคความดันโลหิตสูงสามารถทำให้เกิดโรคแก่ร่างกาย เช่นทำให้หัวใจต้องทำงานหนักอาจจะทำให้เกิดโรคหัวใจวาย โรคความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับหนึ่งของโรคอัมพาต และยังเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ โรคไต โรคหลอดเลือดแดงแข็ง ผู้ที่ไม่ได้รักษาความดันโลหิตสูงจะมีผลดังนี้

มีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเพิ่มขึ้น 3 เท่า
มีโอกาสเกิดโรคหัวใจวายเพิ่มขึ้น 6 เท่า
มีโอกาสเกิดโรคอัมพาตเพิ่มขึ้น 7 เท่า
ความดันโลหิตคืออะไรและถ้าสูงจะทำให้เกิดปัญหาอะไร

ใครมีโอกาสเป็นความดันโลหิตสูง

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นความดันโลหิตสูงและความดันโลหิตวัดได้อย่างไร

เครื่องมือวัดความดันโลหิต

โรคความดันโลหิตสูงกับผู้หญิง

วิธีป้องกันความดันโลหิตสูงโดยไม่ต้องใช้ยา

การรักษาความดันโลหิตสูง



โดย: srisawat วันที่: 8 ธันวาคม 2548 เวลา:18:58:19 น.
  
ความดันโลหิตคืออะไรและถ้าสูงจะทำให้เกิดปัญหาอะไร
หัวใจทำหน้าที่บีบตัวไล่เลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆโดยไปตามหลอดเลือด ความดันคือแรงดันของเลือดกระทำต่อผนังหลอดเลือดจะมีสองค่าคือขณะที่หัวใจบีบตัวเรียกเรียก systolic และขณะหัวใจคลายตัวเรียก diastolic ดังนั้นความดันของคนจะมีสองค่าเสมอคือ systolic/diastolic ซึ่งจะเขียน 120/80 มม.ปรอท ยิ่งความดันโลหิตสูงเท่าใดก็จะเกิดโรคแทรกซ้อนได้มากขึ้น เช่น เส้นเลือดหัวใจตีบ หัวใจโต หัวใจวาย พบว่าความดันโลหิตsystolicที่เพิ่มขึ้นทุก 20 มม.ปรอท และความดันโลหิตdiastolicที่เพิ่มขึ้น 10 มม.ปรอท จะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือกเพิ่มขึ้น 2 เท่า ความดันของคนเปลี่ยนแปลงได้ตลอด เช่นขณะวิ่งความดันจะขึ้น ขณะนอนความดันจะลง การเปลี่ยนนี้ถือเป็นปกติ สำหรับคนที่เป็นความดันโลหิตสูง ความดันจะสูงกว่าค่าปกติตลอดเวลา หากไม่รักษาจะก่อให้เกิดปัญหาดังนี้

arteriosclerosis ความดันโลหิตสูงทำให้หลอดเลือดแดงแข็งและตีบหากไขมันในเลือดสูงจะทำให้หลอดเลือดแดงตีบเร็วขึ้นทำให้เลือดไปเลี้ยงร่างกายไปพอเกิด โรคหัวใจหรือโรคอัมพาต
heart attack เมื่อหัวใจบีบตัวมากขึ้นในที่สุดหัวใจก็ไม่สามารถทำงานได้เป็นปกติ เกิดอาการของหัวใจวาย และหากเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่พอจะเกิดอาการเจ็บหน้าอก บางครั้งหัวใจอาจหยุดเต้นทันที่
หัวใจโต ความดันโลหิตสูงทำให้กล้ามเนื้อหัวใจหนาและหัวใจโตขึ้น ถ้าหัวใจทำงานไม่ไหวเกิดหัวใจวายได้
โรคไต หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไตตีบหน้าที่การกรองของเสียจะเสียไปเกิดไตวาย การรักษาต้องล้างไตหรือเปลี่ยนไต
stroke อาจเกิดจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอเนื่องจากลิ่มเลือดไปอุดหลอดเลือดแดงที่ตีบ [thrombotic stroke] หรือเกิดจากหลอดเลือดสมองแตก [hemorrhagic stroke]
ประโยชน์จากการลดความดันโลหิต

เคล็ดลับในการป้องกันโรคหัวใจและอัมพาต

จะต้องรู้ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดแดงแข็ง เช่นความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่

ลดปัจจัยเสี่ยง เช่นการรักษาความดัน รักษาโรคเบาหวาน

ต้องรู้สัญญาณเตือนภัยของโรคหัวใจ สัญญาณเตือนภัยของอัมพาต

ต้องรู้วิธีปฏิบัติตัวเมื่อเกิดสัญญาณเตือนภัย

โดย: srisawat วันที่: 8 ธันวาคม 2548 เวลา:18:58:56 น.
  
ใครมีโอกาสเป็นความดันโลหิตสูง


แม้ว่าความดันโลหิตสูงสามารถเป็นได้กับทุกคน แต่มีบางกลุ่มที่มีอัตราส่วนของความดันโลหิตสูงกว่ากลุ่มอื่น

ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้ได้แก่

ประวัติครอบครัว ถ้าปู่ บิดา มารดาเป็นความดันโลหิตสูง โอกาสที่บุตรจะมีความดันโลหิตสูงมีมาก ดังนั้นคุณผู้อ่านที่มีคุณพ่อ แม่เป็นความดันโลหิตสูง ควรมั่นตรวจวัดความดันอย่างสม่ำเสมอ
อายุ และเพศ วัยก่อนหมดประจำเดือนผู้ชายจะเป็นความดันโลหิตสูงมากกว่าผู้หญิง เมื่อวัยหมดประจำเดือนผู้หญิงจะเป็นความดันโลหิตมากกว่าผู้ชาย ส่านในคนแก่พบความดันโลหิตสูงพอๆกัน โดยมากมักพบความดันในช่วงอายุ 35-50 ปี
เชื้อชาติ พบความดันโลหิตสูงในผิวดำมากกว่าผิวขาว
ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้ได้แก่

น้ำหนัก คนอ้วนพบความดันโลหิตสูงมากกว่าคนผอม โดยเฉพาะคนที่มีดัชนีมวลกายมากกว่า 30 เมื่อลดน้ำหนักความดันจะลดลง
เกลือ ทานเค็มมีแนวโน้มที่จะมีความดันโลหิตสูง
การขาดการออกกำลังกาย
ความเครียด
ความดันโลหิตสูง
การสูบบุหรี่
ไขมันในเลือดสูง
เบาหวาน
กลับหน้าเดิม
โดย: srisawat วันที่: 8 ธันวาคม 2548 เวลา:18:59:33 น.
  
การวัดความดันโลหิตที่บ้าน ท่านอาจจะช่วยแพทย์ตัดสินใจในการรักษาโรคความดันโลหิตสูง บางท่านความดันโลหิตสูงไม่มากเช่น 140/90 มิลิเมตรปรอทแพทย์จะแนะนำให้วัดความดันโลหิตที่บ้าน หรือกรณีที่แพทย์วินิจฉัยว่าเป็น white coat hypertension คือความดันโลหิตจะสูงเมื่อพบแพทย์และความดันโลหิตจะปกติเมื่ออยู่ที่บ้านแพทย์จะแนะนำให้วัดความดันโลหิตที่บ้าน ปัญหาของท่านคือจะเลือกเครื่องวัดความดันโลหิตชนิดไหนดี เครื่องวัดความดันโลหิตมีอยู่ 3 ชนิดคือ

Mercury sphygmomanometer เครื่องวัดความดันชนิดปรอท

เป็นเครื่องมือมาตรฐานสำหรับวัดความดันโลหิต วัดง่ายไม่ต้องมีการปรับแต่ง ใช้หลักการแรงโน้มถ่วงของโลกให้ผลวัดที่แม่นยำ เครื่องมือประกอบด้วยแท่งแก้วที่มีสารปรอทอยู่ภายใน บางท่านไม่แนะนำให้ใช้ตามบ้านเพราะกลัวอันตรายจากสารปรอท แต่รุ่นที่ออกแบบสำหรับใช้ตามบ้านจะมีความปลอดภัยสูง ข้อเสียของเครื่องมือนี้ได้แก่

มีขนาดใหญ่พกพาลำบาก หากมีการรั่วอาจจะเกิดพิษต่อสารปรอท เครื่องจะต้องตั้งตรงบนพื้นเรียบ แท่งปรอทจะต้องอยู่ระดับสายตาจึงจะอ่านได้แม่นยำ
ผู้ที่สายตาไม่ดีหรือได้ยินไม่ชัดหรือไม่สามารถบีบลมจะทำให้การวัดไม่แม่น
Aneroid equipment เครื่องวัดความดันชนิดขดลวด

เป็นเครื่องมือที่ราคาไม่แพง น้ำหนักเบา และพกพาสะดวกมากกว่าชนิดปรอท เครื่องวัดชนิดนี้สามารถวางตำแหน่งไหนก็ได้ บางรุ่น มีหูฟังอยู่ในสายพันแขน ข้อด้อยของเครื่องมือนี้คือ

เครื่องมือมีกลไกซับซ้อน ต้องปรับเครื่องมือโดยเทียบกับชนิดปรอทอย่างน้อยปีละครั้งหรือเมื่อมีการทำตก หากผู้ป่วยใช้ไม่ถูกต้องอาจจะทำให้เครื่องชำรุด และต้องส่งไปซ่อม
ผู้ที่สายตาไม่ดีหรือได้ยินไม่ชัดหรือไม่สามารถบีบลมจะทำให้การวัดไม่แม่น




Automatic equipment เครื่องวัดความดันชนิดดิจิตอล

เป็นเครื่องมือที่ไม่ต้องมีหูฟังหรือลูกยางสำหรับบีบลมทำให้สะดวดในการใช้งาน สามารถพกพาได้ง่าย ข้อผิดพลาดน้อยเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่สูงอายุสายตาและการได้ยินไม่ดี แสดงผลเป็นตัวเลขที่หน้าจอพร้อมกับอัตราการเต้นของหัวใจ บางชนิดสามารถพิมพ์ผลค่าที่วัด สายพันมีทั้งชนิดพันที่แขนและข้อมือ ข้อด้อยคือ

เครื่องมือประกอบด้วยกลไกซับซ้อน แตกหักง่าย ต้องมีการตรวจสอบความแม่นยำของการวัดเมื่อเทียบกับชนิดปรอท ผู้ป่วยบางประเภทอาจจะให้ผลการวัดผิดพลาด หากร่างกายเคลื่อนไหวจะทำให้เกิดการผิดพลาดของการวัด ราคาค่อนข้างแพง และต้องใช้ไฟฟ้า
การพันสายรัดแขนต้องพันให้ถูกตำแหน่ง
การเลือกขนาดของสายรัดแขน

ผู้ใหญ่หรือเด็กที่มีขนาดแขนใหญ่กว่าหรือเล็กกว่ามาตรฐานควรจะเลือกขนาดของสายรัดแขนให้เหมาะเพราะอาจจะทำให้ผลที่ได้ผิดพลาด และโปรดจำไว้ว่าการวัดเองที่บ้านเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น ท่านยังต้องไปพบแพทย์ตรวจเป็นประจำตามแพทย์สั่ง

เครื่องวัดความดันที่เหมาะกับท่าน


เป็นชนิดพันแขน
ต้องบีบลมเอง
ราคาถูก


มีมอเตอร์บีบลมเอง
สามารถตั้งระดับการวัดความดัน
การใช้งานเพียงกดปุ่มเดียว
แสดงผลเป็นตัวเลข


วัดความดันที่ข้อมือ
สูบลมและคลายลมอัตโนมัติ
พันสายรัดที่ข้อมือได้ง่าย
พกพาสะดวก


การวัดความดันโลหิตแบบ Ambulatory BP Monitoring เป็นการวัดความดันโลหิตขณะมีกิจกรรม และขณะนอนหลับเพื่อที่จะได้มีข้อมูลความดันโลหิตหลายค่า
เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการรักษาโรคความดันโลหิตสูงที่เรียกว่า White coat hypertension ความดันโลหิตของผู้ป่วยเมื่อวัดที่บ้านจะปกติ แต่เมื่อมาพบแพทย์จะมีความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยที่ความดันโลหิตยังสูงแม้ว่าจะให้ยาเต็มที่แล้ว ผู้ป่วยที่มีอาการความดันโลหิตต่ำ
ผู้ป่วยที่มีความดันสูงเป็นช่วงๆ
ด้วยการวัดความดันหลายครั้งจะได้ว่าคนที่เป็นความดันโลหิตสูงจะมีค่าความดันสูงกว่า 130/85 มม.ปรอท ในเวลากลางวัน และมากกว่า 120/75 มม.ปรอท ในเวลากลางคืน
โดย: srisawat วันที่: 8 ธันวาคม 2548 เวลา:19:00:18 น.
  
ความดันโลหิตสูงกับผู้หญิง

เป็นที่ทราบกันดีว่าสาเหตุของความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่มักจะเป็นชนิดไม่ทราบสาเหตุที่เรียกว่า primary hypertension ส่วนที่ทราบสาเหตุเรียก secondary hypertension เช๋นโรคไต โรคต่อมไร้ท่อ แต่เราพอจะทราบปัจจัยที่ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น เช่น ความเครียด การขาดการออกกำลังกาย ดื่มสุรามากไป สูบบุหรี่มากไป การรับประทานอาหารเค็ม สำหรับผู้หญิงกับความดันมีเรื่องที่ต้องสนใจ

การรับประทานยาคุมกำเนิด

แพทย์พบว่ายาคุมกำเนิดสามารถทำให้เกิดความดันโลหิตสูงในผู้หญิงบางคนโดยเฉพาะกลุ่มคนเหล่านี้

คนอ้วน
คนที่ความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์
คนที่มีโรคไต
คนที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นความดันโลหิตสูง
ดังนั้นก่อนที่รับประทานยาคุมกำเนิดควรให้แพทย์วัดความดันโลหิต หากปกติก็ให้วัดทุก 6 เดือน การสูบบุหรี่ร่วมกับการรับประทานยาคุมกำเนิดจะเป็นอันตรายมากสำหรับผู้หญิงบางคนควรจะเลิกบุหรี่ก่อนรับประทานยาคุมกำเนิด หากไม่สามารถเลิกบุหรี่ก็ควรจะใช้การคุมกำเนิดชนิดอื่น

หากคุณตั้งครรภ์

ผู้ป่วยที่เป็นความดันโลหิตสูงสามารถคลอดบุตรออกมาปกติ แต่ผู้ป่วยบางส่วนก็เกิดโรคแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์ระหว่างที่คุณตั้งครรภ์แพทย์จะเฝ้าระวังเรื่องความดันโลหิต เพราะความดันโลหิตสามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วโดยเฉพาะใน 3 เดือนก่อนคลอด หากไม่รักษาจะเป็นอันตรายทั้งแม่และลูก ความดันนี้จะหายไปเมื่อคลอด สำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูงอยู่ก่อน การตั้งครรภ์จะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น

หากคุณเป็นคนอ้วน

หากน้ำหนักคุณเพิ่มขึ้นมากหรือเป็นคนอ้วนจะทำให้ความดันโลหิตสูง ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ

วัยทองกับความดันโลหิต

เมื่อคุณอยู่ในวัยทอง คุณจะมีโอกาสเป็นความดันโลหิตสูงมากกว่าผู้ชายแม้ว่าก่อนหน้านี้คุณจะมีความดันปกติ ดังนั้นในช่วงวัยทองควรจะวัดความดันโลหิตเป็นระยะ สำหรับผู้ที่รับประทานฮอร์โมนผู้ป่วยส่วนใหญ่ความดันโลหิตไม่สูง แต่ก็มีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งมีระดับความดันโลหิตสูงขึ้น ดังนั้นผู้ป่วยวัยทองที่ได้รับฮอร์โมนจะต้องวัดความดันโลหิตตามแพทย์นัด

หากคุณเป็นความดันโลหิตสูงคุณต้องรักษาความดันโลหิต ปฏิบัติตัวตามที่แพทย์แนะนำ และรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ

โดย: srisawat วันที่: 8 ธันวาคม 2548 เวลา:19:00:51 น.
  
การรักษาความดันโลหิตสูงโดยไม่ต้องใช้ยา

ไม่ว่าคุณจะมีเชื้อชาติอะไร เพศ อายุเท่าใด คุณสามารถป้องกันความดันโลหิตสูงหรือการรักษาความดันโลหิตสูงโดยที่ไม่ต้องใช้ยาโดยวิธีการดังต่อไปนี้ที่เรียกว่าการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือการรักษาความดันโลหิตสูงโดยไม่ต้องใช้ยา

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม คำแนะนำ ความดันที่ลด
น้ำหนัก รักษาน้ำหนักให้ดัชนีมวลกายไม่เกิน 23 5-20 มม.ปรอท/ นน 10 กกที่ลด
รับประทานอาหารตามหลักของ DASH รับประทานผัก ผลไม้ให้มาก ลดอาหารที่มัน และไขมันอิ่มตัว 8-14 มม.ปรอท
งดเค็ม ปริมาณโซเดียมน้อยกว่า 100 mEg/L(เกลือน้อยกว่า 6 กรัม/วัน) 2-8 มม.ปรอท
การออกกำลังกาย ออกกำลังกายวันละ 30นาทีอย่างน้อย 3 วัน/สัปดาห์ 4-9 มม.ปรอท
ลดการดื่มสุรา ชายน้อยกว่า 2 หน่วย หญิงน้อยกว่า 1 หน่วย 2-4

ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกต หากคุณอ้วนให้รีบลดน้ำหนัก เกลือ 1/4 ช้อนชาเท่ากับโซเดียม 500 มิลิกรัม
เกลือ 1/2 ช้อนชาเท่ากับโซเดียม 1000 มิลิกรัม

เกลือ 2/3 ช้อนชาเท่ากับโซเดียม 1500 มิลิกรัม

เกลือ 1 ช้อนชาเท่ากับโซเดียม 2400 มิลิกรัม

ให้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
เลือกอาหารมี่มีเกลือต่ำ
ให้ลดปริมาณแอลกอฮอล์ให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม
งดบุหรี่ เป็นวิธีการที่ได้ผลดีในการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด
จัดการเรื่องความเครียด
รับประทานอาหารที่มีคุณภาพโดยการลดอาหารเค็ม ลดอาหารมันเพิ่มผักผลไม้
รึกษาแพทย์เกี่ยวกับยาที่ใช้อยู่เพราะมียาบางตัวทำให้เกิดความดันโลหิตสูง
การจะใช้ยาคุมกำเนิดต้องปรึกษาแพทย์
หลักการดังกล่าวสามารถนำไปใช้กับผู้ป่วยที่เป็นความดันโลหิตสูงได้ ที่สำคัญคือต้องงดบุหรี่

ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ


เมื่อน้ำหนักเพิ่มความดันก็จะเพิ่ม คนอ้วนจะมีโอกาสเป็นความดันโลหิตสูงมากกว่าคนปกติ 2-6 เท่า วิธีการลดน้ำหนักที่ดีควรจะลดไม่เกินสัปดาห์ละ 1/2 กิโลกรัมโดยการเลือกรับประทานอาหารที่มีพลังงานน้อยร่วมกับการออกกำลังกาย วิธีการลดน้ำหนักมีดังนี้

เลือกอาหารที่มีไขมันต่ำ อาหารไขมันต่ำจะให้พลังงานน้อย อาหารที่ให้พลังงานมากควรหลีกเลี่ยงได้แก่ เนย น้ำสลัด เนื้อติดมัน เนื้อติดหนัง นมสด ของทอด เช่นปลาท่องโก๋ กล้วยแขก ไก่ทอด เค้ก คุกกี้ ให้เลือกอาหารที่มีพลังงานน้อยเช่น ใช้อบหรือเผาแทนการทอด เลือกไก่ไม่ติดหนัง ปลา ดื่มนมพร่องมันเนยแทนนมสด รับประทานผักให้มาก
เลือกอาหารที่มีแป้งและใยให้มาก
ใช้จานใบเล็กและห้ามตักครั้งที่สอง ควรจดรายการอาหารที่รับประทานทุกครั้ง ไม่ควรรับประทานอาหารว่างขณะดูทีวี ไม่ควรงดอาหารมื้อหนึ่งแล้วชดเชยมื้อต่อไป

ให้เพิ่มออกกำลังกายเพิ่ม การออกกำลังกายหรือการทำงานบ้านจะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานทำให้น้ำหนักลดตารางข้างล่างจะแสดงพลังงานที่ใช้ในการออกกำลังกาย
พลังงานที่เผาผลาญ

กิจกรรม
พลังงานที่ใช้ใน 1 ชม.


ผู้ชาย
ผู้หญิง

ออกกำลังกายแบบเบา
300
240

ทำความสะอาดบ้าน



เล่นเบสบอล



ตีกอล์ฟ



ออกกำลังกายปานกลาง
460
370

เดินเร็วๆ



ทำสวน



ขี่จักรยาน



เต้นรำ



เล่นบาสเกตบอล



ออกกำลังกายมาก
730
580

วิ่งจ๊อกกิ้ง



เล่นฟุตบอล



ว่ายน้ำ



ให้ร่างกายได้ใช้พลังงานให้มาก การออกกำลังกายนอกจากทำให้น้ำหนักลดแล้วยังลดไขมัน cholesterolในเลือด และเพิ่ม HDL นอกจากการออกกำลังกายแล้วท่านผู้อ่านยังสามารถทำให้ร่างกายมีการออกกำลังอยู่ตลอดเวลา เช่นใช้บันไดแทนลิฟท จอดรถก่อนถึงที่ทำงานแล้วเดินต่อ ขี่จักรยานแทนการนั่งรถ ตัดหญ้า ทำสวน ไปเต้นรำเป็นต้น ผู้ป่วยสามารถออกกำลังได้เลยโดยที่ไม่ต้องปรึกษาแพทย์นอกจากท่านจะมีอาการดังต่อไปนี้ขณะออกกำลังกาย แน่นหน้าอก จะเป็นลมขณะออกกำลังกาย หายใจเหนื่อยเมื่อเริ่มออกกำลังกาย หรืออายุกลางคนโดยที่ไม่ได้ออกกำลังกาย การออกกำลังกายควรออกแบบ aerobic คือออกำลังกายแล้วร่างกายใช้ออกซิเจนเพื่อให้พลังงาน ควรออกกำลังกายครั้งละ 30 นาที สัปดาห์ละ2-5 ครั้งยิ่งออกกำลังกายมากจะช่วยลดความดันโลหิตลงได้มาก มีรายงานว่าสามารถลดระดับความดันโลหิตลงได้ 5-15 มิลิเมตรปรอท ตารางแสดงแนวทางการออกกำลังกาย
อัตราเต้นของหัวใจเป้าหมายตามเกณฑ์อายุ

เลือกอาหารที่มีเกลือต่ำ การลดอาหารเค็มจะช่วยป้องกันและลดความดันโลหิต
ได้ โดยทั่วไปห้ามกินเกลือเกิน 6 กรัมหรือ 1 ช้อนชา(เท่ากับ โซเดียม 2400 มิลิกรัม) แต่แนะนำให้รับประทานเกลือ 1500 มิลิกรับเทียมเท่าปริมาณเกลือ 4 กรัมหรือ2/3 ช้อนชาท่านผู้อ่านไม่ควรปรุงรสอาหารก่อนชิมอาหาร หากปรุงรสอาหารเองต้องเติมเกลือให้น้อยที่สุด ตัวอย่างอาหารที่ควรหลีกเลี่ยง

หากท่านซื้ออาหารกระป๋องท่านต้องอ่านสลากอาหารเพื่อดูปริมาณสารอาหารเลือกที่มีเกลือต่ำ
รับประทานอาหารสด เช่น เนื้อสัตว์ ผัก หรือผลไม้ แทนการรับประทานอาหารที่ผ่านขบวนการถนอมอาหาร
ไม่เติมเกลือหรือน้ำปลาเพิ่มในอาหารที่ปรุงเสร็จ
หลีกเลี่ยงอาหารเค็ม เช่น หมูเค็ม เบคอน ไส้กรอก ผักดอง มัสตาร์ด และเนยแข็ง
อาหารตากแห้ง เช่น ปลาเค็ม เนื้อเค็ม หอยเค็ม กุ้งแห้ง ปลาแห้ง
เนื้อสัตว์ปรุงรส ได้แก่ หมูหยอง หมูแผ่น กุนเชียง
อาหารกึ่งสำเร็จรูป เช่น บะหมี่สำเร็จรูป โจ๊กซอง ซุปซอง
อาหารสำเร็จรูปบรรจุถุง เช่น ข้าวเกรียบ ข้าวตังปรุงรส มันฝรั่ง
เครื่องปรุงรสที่มีเกลือมาก เช่น ซุปก้อน ผงชูรส ผงฟู
อาหารหมักดองเค็ม เช่น กะปิ เต้าหู้ยี้ ปลาร้า ไตปลา ไข่เค็ม ผักดอง ผลไม้ดอง แหนม ไส้กรอกอิสาน
จำดัดการดื่มแอลกอฮอล ผู้ชายให้ดื่มไม่เกิน 2 drink ผู้หญิงไม่เกิน 1 drink 1 drink เท่ากับ
วิสกี้ 45 มล.
ไวน์ไม่เกิน 150 มล..
เบียร์ไม่เกิน300 มล.
นอกจากปัจจัยดังกล่าวข้างต้นการได้รับโปแตสเซียมแคลเซียมแมกนีเซียมและน้ำมันปลายังช่วยลดความดันโลหิตในผู้ป่วยบางราย

ผลไม้ที่มีโปแทสเซี่ยมสูง ผักที่มีโปแทสเซียมสูง
Apple
Apple juice
Apricot
Avocado*
Banana*
Cantaloupe*
Date
Grapefruit
Grapefruit juice*
Honeydew melon*
Nectarine*
Orange juice
Prune*
Prune juice*
Raisin*
Watermelon



Asparagus
Beans, white or green
Broccoli
Brussels sprouts
Cabbage (cooked)
Cauliflower (cooked)
Corn on the cob
Eggplant (cooked)
Lima beans (fresh and cooked)
Peas, green (fresh and cooked)
Peppers
Potatoes* (baked or boiled)
Radishes
Squash, summer and winter (cooked)

โปแตสเซียม potassium มีมากในผักผลไม้ปลาถั่วกล้วยน้ำส้มมะเขือเทศดังนั้นผู้ป่วยที่เป็นความดันโลหิตสูงควรจะรับอาหารเหล่านี้เพิ่มเพื่อป้องกันการขาดเกลือโปแทสเซียม
แคลเซียม calcium พบมากในนมไข่ผัก
แมกนีเซียม magnesium พบมากในผักใบเขียวถั่ว
ไขมันน้ำมันปลารับประทานมากจะลดความดันโลหิตได้แต่ไม่แนะนำเนื่องจากจะทำให้อ้วน
โดย: srisawat วันที่: 8 ธันวาคม 2548 เวลา:19:01:30 น.
  
อาหารสำหรับผู้ป่วยที่เป็นความดันโลหิตสูง

ประเทศไทยได้มีการแนะนำอาหารหรือสมุนไพรเพื่อลดระดับความดันโลหิต เช่นการรับประทานกระเทียม ใบขึ่นช่าย หญ้าหนวดแมว หรืออีกหลายอย่าง แต่ยังไม่ได้มีการทดลองเชิงวิทยาศาสตร์ เมื่อเร็วๆนี้ได้มีการวิจัยบทบาทของอาหารต่อความดันโลหิตที่เรียกว่า The Approaches Dieatary Stop Hypertension เป็นการศึกษาแผนการรับประทานอาหารร่วมกับการรับประทานอาหารที่มีเกลือต่ำ ซึ่งให้ผลดีต่อการรักษาความดันโลหิตสูง และยังป้องกันความดันโลหิต บทความนี้เป็นของต่างประเทศผู้เขียนจะไม่เปลี่ยนแปลงสูตรอาหารที่กล่าวไว้ ผู้อ่านต้องปรับเปลี่ยนสูตรอาหารให้สอดคล้องกับผลการวิจัย

ความดันโลหิตคืออะไร

ความดันโลหิตเป็นแรงดันของเลือดที่กระทำต่อผนังหลอดเลือด จะวัดออกมาเป็นค่า มิลิเมตรปรอทการวัดความดันจะวัดออกมาสองค่าคือค่าตัวบนหรือที่เรียกว่า Systolic เป็นความดันโลหิตขณะที่หัวใจบีบตัว ส่วน Diastolic เป็นความดันตัวล่างเป็นความดันโลหิตขณะที่หัวใจคลายตัว ความดันโลหิตของคนเราจะขึ้นๆลงๆ เวลาหลับความดันโลหิตจะต่ำกว่าเวลาตื่น เวลาตกใจ กลัว ดีใจ เครียด เหนื่อย ความดันโลหิตจะสูงขึ้น ความดันโลหิตที่สูงไม่ยอมลงเรียกความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตสูงจะมีผลเสียต่อร่างกายคือ คนที่เป็นความดันโลหิตสูงอาจจะไม่มีอาการ แต่หากไม่รักษาจะทำให้หัวใจโตและหัวใจวายในที่สุด ผลจากความดันก็ทำให้หลอดเลือดแดงแข็งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างไม่พอก็ทำให้เกิดโรคกับอวัยวะนั้น เช่นโรคไต โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ เราสามารถที่จะควบคุมความดันโลหิตโดยวิธีการดังนี้

ควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม

ให้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

รับประทานอาหารที่มีคุณภาพ ซึ่งประกอบไปด้วยผัก ผลไม้ และมีเกลือน้อย

ดื่มสุราให้ลดลง

รับประทานยาตามแพทย์สั่ง

ตารางแสดงระดับความดันโลหิตของผู้ใหญ่

ระดับความรุนแรง ความดันSystolic
มม.ปรอท
Diastolic
มม.ปรอท
วิธีการปฏิบัติตัว
ปกติ <120 และ <80 ความดันโลหิตของคุณปกติ

Prehypertension 120-139 หรือ 80-89 ความดันโลหิตของคุณอาจจะมีปัญหา ให้คุมน้ำหนัก ออกกำลังกาย รับประทานอาหารคุณภาพ งดสุรา

Hypertension >140 หรือ >90 ปรึกษาแพทย์



โดย: srisawat วันที่: 8 ธันวาคม 2548 เวลา:19:01:53 น.
  
แนวทางการรักษาโรคความดันโลหิตสูง

ประโยชน์จากการลดความดันโลหิต

พบว่าการลดความดันโลหิตจะสามารถลดโรคแทรกซ้อนโรคหลอดเลือดสมองได้ร้อยละ 30-35% และสามารถลดโรคแทรกซ้อนโรคเส้นเลือดหัวใจตีบได้ 20-25% และลดโรคหัวใจวายได้ 50 %

เนื่องจากโรคความดันโลหิตสูงมักจะไม่มีอาการ ผู้ป่วยบางรายมาพบแพทย์เมื่อมีโรคแทรกซ้อนแล้วเช่น ไตวาย หัวใจวายเป็นต้น การตรวจวัดความดันประจำปีจะช่วยให้เรารักษาผู้ป่วยได้เร็วขึ้น การพิจารณาให้การรักษาผู้ป่วยความดันโลหิตสูงขึ้นกับปัจจัยหลายอย่างเช่น ระดับความดันโลหิต โรคต่างๆที่พบร่วม ปัจจัยเสี่ยงต่างที่เป็นดังแสดงในตารางข้างล่าง

ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจ
โรคร่วมต่างๆที่เป็นอยู่

การสูบบุหรี่
กล้ามเนื้อหัวใจหนา

ไขมันในเลือดสูง
เคยเป็นหลอดเลือดหัวใจตีบ

โรคเบาหวาน
เคยผ่าตัดเปลี่ยนหลอดเลือดหัวใจ

หญิงอายุมากกว่า 65 ปี ชายมากกว่า 55 ปี
หัวใจวาย

อ้วนดัชนีมวลกายมากกว่า 30
เคยเป็นอัมพาต

ประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ(หญิงก่อน 65 ชายก่อน 55)
โรคไต

ความดันโลหิตสูง
หลอดเลือดขาตีบ

ผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย
มีการเปลี่ยนแปลงทางตา

พบไข่ขาวในปัสสาวะ

เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยเสี่ยงและโรคที่พบร่วมก็จะจัดผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงออกเป็น 3 กลุ่มดังนี้

กลุ่ม A ผู้ป่วยไม่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและไม่มีโรคร่วม
กลุ่ม B ผู้ป่วยมีปัจจัยเสี่ยงอย่างน้อย 1 ข้อแต่ไม่มีโรคร่วม
กลุ่ม C ผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน หรือมีโรคต่างๆตามตาราง
หลังจากท่านได้จัดว่าท่านอยู่ในกลุ่มไหนแล้วก็จะมาพิจารณาว่าจะเริ่มรักษาความดันโลหิตสูงเมื่อใด

ความรุนแรงของความดันโลหิต (systolic/diastolic mm Hg)
ผู้ป่วยกลุ่ม A
ผู้ป่วยกลุ่ม B
ผู้ป่วยกลุ่ม C

Prehypertension

คือผู้ที่มีความดันโลหิต (120-139/85-89)
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
การให้ยา +ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

Stage 1

(140-159/90-99)
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (จะให้ยาหลังจากปรับพฤติกรรมแล้วเป็นเวลา 1 ปีความดันไม่ลด)
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (จะให้ยาหลังจากปรับพฤติกรรมแล้วเป็นเวลา 6 เดือนแล้วความดันไม่ลด หากมีหลายปัจจัยเสี่ยงต้องรีบให้ยา)
การให้ยา +ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

Stage 2 >160/100
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม +การให้ยา2ชนิด
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม +การให้ยา
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม +

การให้ยา


จากตารางจะเห็นว่าผู้ป่วยกลุ่ม C จะเริ่มให้ยาเมื่อความดันโลหิตสูงไม่มากเพราะกลุ่ม c มีโรคอยู่หากรักษาช้าจะทำให้โรคที่เป็นอยู่มีอาการแย่ลง
กลุ่ม B และ C หากความดันอยู่ในช่วง 140-160 ยังมีเวลาปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 6เดือน-1 ปี แต่ถ้าความดันมากกว่า 160 จะให้ยาเลย
แต่ต้องเน้นว่าจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมร่วมด้วยเสมอ

ยาลดความดันโลหิต

Angiotensin converting enzyme inhibitors (ACE inhibitors) and angiotensin receptor blockers (ARB) ยาในกลุ่มนี้จะมีผลต่อฮอร์โมน renin-angiotensin hormonal system ผู้ป่วยร้อยละ 50-60จะตอบสนองดีต่อยาชนิดนี้ ยากลุ่มนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยความดันโลหิตที่มีกล้ามเนื้อหัวใจหนา (left ventricular hypertrophy) ป้องกันไตเสื่อมในผู้ป่วยที่มีไข่ขาวในปัสสาวะ ผู้ป่วยที่หัวใจวาย ผู้ป่วยหลอดเลือดหัวใจตีบ
ยาในกลุ่ม ACE inhibitors ได้แก่ยา enalapril , captopril , lisinopril , benazepril , perindopril quinapril
ยาในกลุ่ม ARB drugs ได้แก่ losartan , irbesartan , valsartan , candesartan
ผลเสียของยากลุ่มนี้ได้แก่อาการไอพบได้ร้อยละ 20 เมื่อหยุดยา 1-2 สัปดาห์อาการไอจะหายไป หากมีอาการมากให้ใช้ยากลุ่ม ARB drugs แทนกลุ่ม ACE inhibitors นอกจากไอแล้วยังอาจจะทำให้ไตเสื่อมโดยเฉพาะผู้ที่ขาดน้ำ โรคหัวใจ ควรจะต้องติดตามการทำงานของไต ผู้ป่วยอาจจะมีผื่นที่ผิวหนัง ลิ้นไม่รับรส เกลือแร่โปแตสเซียมอาจจะสูงขึ้นโดยเฉพาะผู้ป่วยที่ไตทำงานไม่ดีควรจะให้ยาขับปัสสาวะที่ขับเกลือโปแตสเซียม

เมื่อใช้ยากลุ่มนี้จะต้องระวังการใช้ยาชนิดไหน

ควรจะระวังการให้ยาขับปัสสาวะที่ทำให้เกลือโปแทสเซียมสูงขึ้นเช่น spironolactone ,moduretic,dyazide หรือการให้เกลือแร่โปแทสเซียม ยาแก้ปวดกลุ่มNSAID โดยเฉพาะ indocid จะทำให้ผลการลดความดันลดลง ผู้ที่เป็นโรคจิตและได้ยากลุ่ม Lithium จะทำให้เกิดเป็นพิษต่อlithium เพิ่ม สำหรับผู้ที่เป็นโรคเก๊าและได้รับยา Allopurinol อาจจะทำให้เกิดผื่นแพ้ได้ง่าย

ชื่อยา ขนาดยา( มิลิกรัม) ขนาดที่ใช้ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง
Benazepril 5,10,20,40 20-40/วัน วันละครั้งถึงวันละ 2 ครั้ง
Captopril 12.5,25,20,100 50-450/วัน วันละ 2 ครั้งถึงวันละ 3 ครั้ง
Enalapril 2.5,5,10,20 10-40/วัน วันละครั้งถึงวันละ 2 ครั้ง
Fosinopril 10,20 20-40/วัน วันละครั้งถึงวันละ 2 ครั้ง
Lisinopril 2.5,5,10,20,40 20-40/วัน วันละครั้ง
Moexipril 7.5,15 7.5-30/วัน วันละครั้งถึงวันละ 2 ครั้ง
Quinapril 5,10,20,40 20-80/วัน วันละครั้งถึงวันละ 2 ครั้ง
Ramipril 1.25,2.5,5,10 2.5-20/วัน วันละครั้งถึงวันละ 2 ครั้ง
Tandolepril 1,2,4 1-4/วัน วันละครั้ง

Beta-blockers เป็นยาที่ปิดกั้นระบบประสาทอัตโนมัติซึ่งจะทำให้ความดันโลหิตและชีพขจรลดลง ยานี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่พบร่วมกับชีพขจรเร็ว ผู้ป่วยมีอาการเจ็บหน้าอกจากเส้นเลือดหัวใจตีบ และยังป้องกันปวดศีรษะจากไมเกรน ยาในกลุ่มนี้ได้แก่ atenolol , propranolol , metoprolol ผลข้างเคียงของยากลุ่มนี้ได้แก่จะมีอาการมือเท้าเย็น ทำให้โรคหอบหืดเป็นมากขึ้น ซึมเศร้า ฝันร้าย อ่อนเพลีย เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ยากลุ่มนี้ห้ามให้ในผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืด โรคถุงลมโป่งพอง โรคหัวใจวาย หัวใจเต้นผิดปกติบางชนิด นอกจากนี้ยังต้องระวังในการใช้สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน
Diuretics ยาขับปัสสาวะเป็นตัวแรกๆที่ใช้รักษาความดันโลหิตสูงยานี้จะออกฤทธิ์โดยการขับเกลือออกจากร่างกายโดยมากมักจะใช้ร่วมกับยาชนิดอื่นยาที่นิยมใช้ได้แก่ hydrochlorthiazide , furosemide ยาขับปัสสาวะที่ทำให้โปแทสเซียมสูงเช่น Spironolactone ,Amiloride,Trimterene ผลข้างเคียงของยากลุ่มนี้คือ อาจจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ เกลือโปแทสเซียมต่ำ ไขมันในเลือดสูง เลือดเป็นด่าง เกลือโวเดียมต่ำ
Calcium channel blockers ยากลุ่มนี้จะปิดกลั้นการไหลเข้าของเกลือแคลเซียมทำให้กล้ามเนื้อหัวใจบีบตัวลดลง ความดันโลหิตลดลงยาในกลุ่มนี้ได้แก่ nifedipine , fellodipine nisoldipine ผลข้างเคียงของยากลุ่มนี้ได้แก่ ใจสั่น บวมหลังเท้า ท้องผูก ปวดศีรษะหรือเวียนศีรษะ
ยาอื่นที่ใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูง
โดย: srisawat วันที่: 8 ธันวาคม 2548 เวลา:19:02:33 น.
  
การออกกำลังกายไม่ได้หมายถึงการที่ต้องไปแข่งขันกีฬากับผู้อื่น แต่การออกกำลังกายเป็นการ

การออกกำลังกายในโรคต่างๆ
การบริหารในผู้ป่วยเข่าเสื่อม
โรคหัวใจวาย
โรคเบาหวาน
โรคกระดูดพรุน
โรคปวดหลัง
โรคไตวาย
การออกกำลังกายอื่น
การออกกำลังเพื่อให้หัวใจแข็งแรง
การออกกำลังเพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรง
การออกกำลังเพื่อให้รูปร่างสวยงาม
การออกกำลังเพื่อความคล่องตัว
การออกกำลังในผู้สูงอายุ
การออกกำลังกาย
การออกกำลังกายในเด็ก
แข่งขันกับตัวเอง

หลายคนก่อนจะออกกำลังมักจะอ้างเหตุผลของการไม่ออกกำลังกาย เช่น ไม่มีเวลา ไม่มีสถานที่ ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ ปัญหาเกี่ยวอากาศ ทั้งหมดเป็นข้ออ้างที่จะไม่ออกกำลังกาย แต่ลืมไปว่าการออกกำลังกายอาจจะให้ผลดีมากกว่าสิ่งที่เขาเสียไป

เป็นที่น่าดีใจว่าการออกกำลังให้สุขภาพดีไม่ต้องใช้เวลามากมายเพียงแค่วันละครึ่งชั่วโมงก็พอ และก็ไม่ต้องใช้พื้นที่หรือเครื่องมืออะไรมีเพียงพื้นที่ในการเดินก็พอแล้ว การออกกำลังจะทำให้รูปร่างดูดี กล้ามเนื้อแข็งแรง ป้องกันโรคหัวใจ ป้องกันโรคกระดูกพรุน ป้องกันโรคอ้วน การออกกำลังกายทำให้ร่างกายสดชื่น มีพลังที่จะทำงานและต่อสู้กับชีวิต นอกจากนั้นยังสามารถลดความเครียด

โรคที่มากับคนที่ไม่ออกกำลังกาย

กลุ่มโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจขาดเลือด

โรคอ้วน

โรคเบาหวานและไขมันในเลือดสูง

โรคเครียด

โรคภูมิแพ้

โรคปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ

โรคมะเร็ง

การเริ่มต้นออกกำลังกาย

หลายท่านไม่เคยออกกำลังมาก่อนเมื่อเริ่มออกกำลังอาจจะทำให้เหนื่อยง่ายวิธีดีที่สุดของการเริ่มต้นออกกำลังกายคือให้เริ่มออกกำลังกายจากกิจวัตรประจำวันเช่น

ใช้การเดินหรือขี่จักรยานเมื่อไปที่ไม่ไกล
หยุดใช้รถหนึ่งวันแล้วใช้การเดินไปทำงานสำหรับผู้ที่บ้านและที่ทำงานไม่ไกล
ใช้บันไดแทนการขึ้นลิฟต์หรือบันไดเลื่อน
ขี่จักรยานรอบหมู่บ้าน
ทำงานบ้าน เช่นทำสวน ล้างรถ ถูบ้าน
ทำกิจวัตรเหล่านั้นทุกวันเป็นเวลา 2-3 เดือน หลังจากเพิ่มกิจกรรมได้พักหนึ่งจึงเริ่มต้นเพิ่มการออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น เช่น

เดินให้เร็วขึ้นสลับกับเดินช้า
ขี่จักรยานนานขึ้น
ขึ้นบันไดหลายชั้นขึ้น
ขุดดิน ทำสวนนานขึ้น
ว่ายน้ำ
เต้น aerobic แต่ไม่ต้องมาก
เต้นรำ
เล่นกีฬา เช่น แบดมินตัน เทนนิส ปิงปอง
หลังจากที่เตรียมความพร้อมร่างกายแล้วเรามาเริ่มต้น ฟิตร่างกายกัน

หลังจากเตรียมความพร้อมแล้ว คุณได้ออกกำลังเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันแล้วหากคุณต้องการฟิตร่างกายก็สามารถทำได้โดย

โดยการวิ่งเร็วขึ้น นานขึ้น
ว่ายน้ำนานขึ้น
การฟิตร่างกาย คุณต้องติดตามความก้าวหน้าของการออกกำลังกายเช่น เวลาที่ใช้ในการออกกำลังเพิ่มขึ้น ระยะทางในการออกกำลังเพิ่มขึ้น หัวใจเต้นได้ดี รายละเอียดของการออกกำลังกายคลิกที่นี่

เทคนิคของการออกกำลังกายเป็นประจำ

จะต้องตระหนักว่าการออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตซึ่งจะขาดไม่ได้เหมือนการนอนหลับ หรือการรับประทานอาหาร
เลือกการออกกำลังกายที่ชอบที่สุด และสะดวกที่สุด
ครอบครัวอาจจะมีส่วนร่วมด้วยก็จะดี
ช่วงแรกๆของการออกกำลังกายไม่ควรจะหยุด ให้ออกจนเป็นนิสัย
บันทึกการออกกกำลังกายไว้
หาเป็นไปได้ควรจะมีกลุ่มเพื่อออกกำลังกายร่วมกันเพราะกลุ่มจะช่วยกันประคับประคอง
ตั้งเป้าหมายการออกกำลังและการรับประทานทุกเดือนโดยอย่าตั้งเป้าหมายสูงเกินไป
ติดตามความก้าวหน้าโดยดูจากสมุดบันทึก
ให้รังวัลเมื่อสามารถบรรลุเป้าหมาย(ห้ามการเลี้ยงอาหาร)
ที่สำคัญการออกกำำลังแม้เพียงเล็กน้อยดีกว่าการไม่ออกกำลังกาย
ออกกำลังกายอย่างปลอดภัย

ถ้าหากท่านได้เตรียมความพร้อมที่จะออกกำลังกายแล้วอยากจะฟิตร่างกายท่านสามารถทำได้ทันที แต่หากมีอาการหรือโรคต่อไปนี้ควรปรึกษาแพทย์ก่อนฟิตร่างกาย

ถ้าท่านอายุมากกว่า 45ปี
หรือมีโรคประจำตัวเช่นโรคความดันโลหิตสูง
โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง
สูบบุหรี่
หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ
มีอาการเจ็บหน้าอก เหนื่อยมาก
มีอาการหน้ามืด
จำเป็นต้องอุ่นร่างกายหรือไม่ Warm up

ก่อนออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาจำเป็นต้องอบอุ่นร่างกายทุกครั้งเพื่อเตรียมความพร้อมของหัวใจ และหลังจากการออกกำลังควรจะอบอุ่นร่างกายอีกครั้ง รายละเอียดดูได้จากการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ

ความฟิตคืออะไร Physical fittness



ความฟิตไม่ได้หมายถึงว่าคุณสามารถวิ่งได้ระยะทางเท่าใด หรือยกน้ำหนักได้เท่าใด แต่ ความฟิตหมายถึงประสิทธิภาพของหัวใจ ปอดและกล้ามเนื้อทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยทั่วไปถ้าหากออกกำลังกายได้อย่างน้อยวันละ 30 นาทีโดยออกหนักปานกลาง สัปดาห์ละอย่างน้อย 5 วันถือว่าได้ออกกำลังแบบ aerobic exercise รายละเอียดมีในออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ความฟิตของร่างกายต้องประกอบด้วยปัจจัย 5 อย่าง

Cardiorepiratory endurance หมายถึงความสามารถของหัวใจที่จะสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆได้อย่างเพียงพอในขณะที่ออกกำลังกาย การออกกำลังกายแบบ areobic จะเป็นการฝึกให้หัวใจแข็งแรง
Muscular strength ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อซึ่งเราสามารถเพิ่มความแข็งแรงได้โดยการยกน้ำหนัก หรือวิ่งขึ้นบันได
Muscular enduranceความทนของกล้ามเนื้อหมายถึงความสามารถของกล้ามเนื้อที่จะทำงานอย่างต่อเนื่องโดยที่ไม่เกิดอาการเมื่อยล้า
สัดส่วนของร่างกาย หมายถึงสัดส่วนของกล้ามเนื้อ กระดูก ไขมัน การออกกกำลังจะทำให้มีปริมาณกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นแต่ปริมาณไขมันจะลดลง อาจจะดูได้จากดัชนีมวลกาย
Flexibility ความยืดหยุดของกล้ามเนื้อ เอ็น เพื่อป้องกันกล้ามเนื้อหรือข้อได้รับอุบัติเหตจากการออกกำลังกาย อ่านและฟังที่นี่
ขณะป่วยควรออกกำลังกายหรือไม่

ขณะที่เจ็บป่วยไม่ควรออกกำลังกายเพราะจะทำให้โรคเป็นมากขึ้นควรจะพักจนอาการดีขึ้น แต่ถ้าท่านเป็นโรคเรื้อรังควรปรึกษาแพทย์ในการออกกำลังกาย

จริงหรือไม่ที่การออกกำลังกายโดยการเดินดีพอๆกับการวิ่ง

การเริ่มต้นออกกำลังควรใช้วิธีเดินเนื่องจากจะไม่เหนื่อยมาก ยังลดน้ำหนักได้และอาการปวดข้อไม่มาก ส่วนการวิ่งจะเป็นการออกกำลังที่คุณเตรียมร่างกายไวพร้อมแล้วเพราะการวิ่งจะทำให้หัวใจเต้นเร็ว ทำให้เหนื่อย และทำให้ปวดข้อ ดังนั้นการออกกำลังโดยการเดินเหมาะสำหรับคนอ้วน หรือผู้ที่เริ่มออกกำลังกายแต่ถ้าผู้ที่ต้องการความฟิตของร่างกายควรออกกำลังโดยการวิ่ง

คนท้องควรออกกำลังหรือไม่

คนท้องควรออกกำลังกายเป็นประจำแต่ออกกำลังแบบเบาๆโดยการเดิน ไม่ควรวิ่ง ไม่ควรยกของหนัก รายละเอียดอ่านได้จากการออกกำลังในคนท้อง

จะรู้ได้อย่างไรว่าออกกำลังกายมากเกินไป

ท่านสามารถสังเกตขณะออกกำลังกายว่ามากไปหรือไม่โดยสังเกตจากอาการดังต่อไปนี้

หัวใจเต้นเร็วมากจนรู้สึกเหนื่อย
หายใจเหนื่อยจนพูดไม่เป็นประโยค
เหนื่อยจนเป็นลม
ไม่มีอาการปวดข้อหลังออกกำลังกาย
หากมีอาการดังกล่าวให้หยุดการออกกำลังสองวันและเวลาออกกำลังให้ลดระดับการออกกำลังกาย

ประโยชน์ของการออกกำลังกาย

ผลต่อโรคความดันโลหิตสูง(140/90)

ผู้ที่ไม่ออกกำลังกายจะมีโอกาศเป็นความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้น 35%
การออกกกำลังอย่างสท่ำเสมอจะลดทั้งความดัน systole และ diastole อย่างชัดเจน
คนไข้ที่มีความดันโลหิตสูงที่ออกกำลังอย่างสม่ำเสมอจะมีอัตราการเสี่ียงชีวิตจากโรคแทรกซ้อน น้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้ออกกำลัง
การออกกำลังจะช่วยเพิ่มอายุ 1-1.5ปี
ผลต่อโรคเส้นเลือดสมอง

อัตราการเกิดโรคหลอดเลือดสมองลดลงเมื่ออกกำลังกายเพิ่มขึ้น
เมื่อขึ้นบันไดวันละ 20 ขั้นจะลดอัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดลงร้อยละ 20
ผู้ที่ออกกกำลังกายโดยการเดินเร็วๆสัปดาห์ละ 3 ชั่วโมงจะมีอุบัติการของโรคหัวใจและหลอดเลือดลดลงร้อยละ 40
ผลต่อโรคเบาหวาน

ผู้ที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะมีโอกาสการเกิดโรคเบาหวานลดลงร้อยละ 42
ผู้ออกกกำลังมากจนกระทั่งเหงื่อออก 1 ครั้งต่อสัปดาห์จะมีอุบัติการของการเกิดโรคเบาหวานลดลงร้อยละ 22
ผลต่อหัวใจ

ผู้ที่ไม่ออกกำำลังกายจะมีโอกาศเสียชีวิตเป็นสองเท่าของผู้ที่ออกกำลังกาย
การออกกำลังกายจะทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจเพิ่มขึ้น
การออกกำลังกายจะทำให้หัวใจสะสมพลังงานไว้ใช้เมื่อเวลาหัวใจต้องทำงานหนัก
เพิ่มความแข็งแรงในการบีบตัวของหัวใจ
ลดระดับไขมันในเลือด เพิ่มระดับ HDL (ซึ่งเป็นไขมันที่ดี)
ลดระดับความดันโลหิต ลดการเต้นของหัวใจ ทำให้หัวใจทำงานน้อยลง
ผลต่อมะเร็ง

การออกกำลังกายจะลดการเกิดโรคมะเร็งได้ร้อยละ 46
ผลต่อคุณภาพชีวิต

การออกกำลังกาย 1500 กิโลแครอรีต่อสัปดาห์(ออกกำลังกายหนักปานกลาง)จะเพิ่มอายุ 1.57 ปีและลดอุบัติการการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรลงร้อยลง 67
สำหรับผู้สูงอายุทุก 1 ไมล์ที่เดินจะลดอุบัติการเสียชีวิตลงร้อยละ 19
การออกกกำลังอย่างสม่ำเสมอ(อายุ 45-84)จะลดการเสียชีวิตร้อยละ 18
โดย: srisawat วันที่: 8 ธันวาคม 2548 เวลา:19:05:52 น.
  
อาหารสำหรับผู้ป่วยที่เป็นความดันโลหิตสูง

ประเทศไทยได้มีการแนะนำอาหารหรือสมุนไพรเพื่อลดระดับความดันโลหิต เช่นการรับประทานกระเทียม ใบขึ่นช่าย หญ้าหนวดแมว หรืออีกหลายอย่าง แต่ยังไม่ได้มีการทดลองเชิงวิทยาศาสตร์ เมื่อเร็วๆนี้ได้มีการวิจัยบทบาทของอาหารต่อความดันโลหิตที่เรียกว่า The Approaches Dieatary Stop Hypertension เป็นการศึกษาแผนการรับประทานอาหารร่วมกับการรับประทานอาหารที่มีเกลือต่ำ ซึ่งให้ผลดีต่อการรักษาความดันโลหิตสูง และยังป้องกันความดันโลหิต บทความนี้เป็นของต่างประเทศผู้เขียนจะไม่เปลี่ยนแปลงสูตรอาหารที่กล่าวไว้ ผู้อ่านต้องปรับเปลี่ยนสูตรอาหารให้สอดคล้องกับผลการวิจัย

ความดันโลหิตคืออะไร

ความดันโลหิตเป็นแรงดันของเลือดที่กระทำต่อผนังหลอดเลือด จะวัดออกมาเป็นค่า มิลิเมตรปรอทการวัดความดันจะวัดออกมาสองค่าคือค่าตัวบนหรือที่เรียกว่า Systolic เป็นความดันโลหิตขณะที่หัวใจบีบตัว ส่วน Diastolic เป็นความดันตัวล่างเป็นความดันโลหิตขณะที่หัวใจคลายตัว ความดันโลหิตของคนเราจะขึ้นๆลงๆ เวลาหลับความดันโลหิตจะต่ำกว่าเวลาตื่น เวลาตกใจ กลัว ดีใจ เครียด เหนื่อย ความดันโลหิตจะสูงขึ้น ความดันโลหิตที่สูงไม่ยอมลงเรียกความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตสูงจะมีผลเสียต่อร่างกายคือ คนที่เป็นความดันโลหิตสูงอาจจะไม่มีอาการ แต่หากไม่รักษาจะทำให้หัวใจโตและหัวใจวายในที่สุด ผลจากความดันก็ทำให้หลอดเลือดแดงแข็งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างไม่พอก็ทำให้เกิดโรคกับอวัยวะนั้น เช่นโรคไต โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ เราสามารถที่จะควบคุมความดันโลหิตโดยวิธีการดังนี้

ควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม
ให้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
รับประทานอาหารที่มีคุณภาพ ซึ่งประกอบไปด้วยผัก ผลไม้ และมีเกลือน้อย
ดื่มสุราให้ลดลง
รับประทานยาตามแพทย์สั่ง
ตารางแสดงระดับความดันโลหิตของผู้ใหญ่

ระดับความรุนแรง ความดันSystolic
มม.ปรอท
Diastolic
มม.ปรอท
วิธีการปฏิบัติตัว
ปกติ <120 และ <80 ความดันโลหิตของคุณปกติ

Prehypertension 120-139 หรือ 80-89 ความดันโลหิตของคุณอาจจะมีปัญหา ให้คุมน้ำหนัก ออกกำลังกาย รับประทานอาหารคุณภาพ งดสุรา

Hypertension >140 หรือ >90 ปรึกษาแพทย์


อาหาร DASH คืออะไร

เป็นที่ทราบกันดีว่าระดับความดันโลหิตที่สูงกว่า 120/80 มมปรอทจะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนได้มาก ยิ่งความดันโลหิตยิ่งสูงยิ่งเกิดโรคแทรกได้มาก ก่อนหน้านี้ก็มีความสนใจในเรื่องของสารอาหารต่อระดับความดันโลหิต แต่จะสนใจสารอาหารเป็นชนิดๆ เช่น แคลเซี่ยม โปแทสเซียม เป็นต้นการทดลองจะทำโดยการให้วิตามินเสริม สมาคมโรคหัวใจ และหลอดเลือดของประเทศอเมริกาได้มีการทดลองที่เรียกว่า DASH พบว่าหากรับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว{saturated fat} ต่ำ อาหารไขมันต่ำ และมีผักผลไม้มาก โดยเน้นอาหารพวกธัญพืช ปลา นมไขมันต่ำ ถั่ว โดยหลีกเลี่ยงเนื้อแดง น้ำตาล เครื่องดื่มที่มีรสหวานจะทำให้ระดับความดันโลหิตลดลง

การทดลองจะแบ่งคนไข้เป็นสามกลุ่ม กลุ่มแรกรับประทานอาหารปกติ กลุ่มที่สองรับประทานอาหารปกติแต่เพิ่มพวกผักและผลไม้ สาวนกลุ่มที่สามรับประทานอาหาร DASH แต่ละกลุ่มรับประทานเกลือเท่ากัน หลังจากรับประทานอาหารไปสองสัปดาห์ก็พบว่ากลุ่มที่รับประทานผักและผลไม้ และกลุ่มรับประทานอาหารDASH มีระดับความดันโลหิตลดลงชัดเจน

ยังมีการทดลองเพิ่มเติมโดยการให้รับประทาเกลือต่ำ พบว่าระดับความดันโลหิตลดลงทั้งสามกลุ่ม สำหรับกลุ่มที่รับประทานอาหาร DASH จะมีระดับความดันโลหิตลดลงมากที่สุดโดยเฉพาะเมื่อรับประทานเกลือน้อยกว่า 1500 มิลิกรัม

ส่วนประกอบของอาหาร DASH

ตารางข้างล่างจะแสดงสัดส่วนของชนิดอาหารที่มีพลังงานเท่ากับ 2000 กิโลแคลอรี

ชนิดของอาหาร ปริมาณที่ประทาน(ส่วน) ปริมาณอาหารหนึ่งส่วน ตัวอย่างอาหาร แหล่งของสารอาหาร
ธัญพืช 7-8(วันหนึ่งจะรับประทานข้าวไม่เกิน 7-8 ทัพพีแบ่ง 3 มื้อ) ขนมปัง 1 ชิ้น
corn flag 1 ถ้วยตวง

(ข้าวสุก ครึ่งถ้วยหรือ 1 ทัพพี หรือ มะหมี่ 1 ก้อน หรือขนมจีน 1 จับ)

ขนมปัง whole wheat,cereals,crackers,pop corn,(ข้าว มะหมี่ ขนมจีน วุ้นเส้น) เป็นแหล่งให้พลังงานและใยอาหาร
ผัก 4-5 ผักสด 1 ถ้วย
ผักสุก ครึ่งถ้วย

น้ำผัก240 มม.
มะเขือเทศ,มันฝรั่ง แครอท,(อาหารไทยได้แก่ผักชนิดต่างๆ) เป็นแหล่งเกลือโปแทสเซียม,แมกนีเซียม,ใยอาหาร
ผลไม้ 4-5 น้ำผลไม้ 180 ซีซี
ผลไม้ขนาดกลาง 1 ผล

ผลไม้แห้ง 1/4 ถ้วย

ผลไม้กระป๋อง 1/2 ถ้วย
ผลไม้ชนิดต่างๆ เป็นแหล่งเกลือโปแทสเซียม,แมกนีเซียม,ใยอาหาร
นมไขมันต่ำ 2-3 นม 240 ซีซี
โยเกตร์ 1 ถ้วย

cheese 11/2 oz
นมพร่องมันเนย ,นมที่ไม่มีมัน, เป็นแหล่งอาหารแคลเซียมและโปรตีน
เนื้อสัตว์ น้อยกว่า 2 ส่วน เนื้อสัตว์น้อยกว่า 3 oz เลือกเนื้อที่ไม่มีมันและเล็บมันออก ให้อบ เผาแทนการทอด นำหนังออกจากเนื้อ เป็นแหล่งอาหารโปรตีน และแมกนีเซียม
ถั่ว 4-5ส่วนต่อสัปดาห์ ถั่ว 1/3 ถ้วย
เมล็ดพืช 2 ช้อนโต๊ะ

ถัวลันเตา 1/2 ถ้วย
ถัวalmond ถั่วลิสง มะม่วงหิมพานต์ เมล็ดทานตะวัน เป็นแหล่งพลังงาน แมกนีเซียม โปรตีน ใยอาหาร
น้ำมัน 2-3 น้ำมันพืช 1 ชต
สลัดน้ำข้น 1 ชต

สลัดน้ำใส 2 ชต

มาการีน 1 ชต
น้ำมันพืชได้แก่ น้ำมันมะกอก น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันข้าวโพด
น้ำตาล 5ส่วนต่อสัปดาห์ น้ำตาล 1 ชต
น้ำมะนาว 240 ซีซี

แยม 1 ชต
น้ำตาล แยม ไอสครีม

รายการอาหารที่อยู่ในวงเล็บเป็นการดัดแปลง DASH เพื่อนำมาใช้กับคนไทยจะขอนำตัวอย่างอาหารสำหรับคนไทยตามแนวทางของ DASH แต่ละมื้อประกอบด้วยข้าว(หรือมะหมี่ ก๊วยเตี๋ยว ขนมจีนที่เทียบเท่าปริมาณ 1 ส่วน)ไม่เกิน 2 ทัพพี ผักมื้อละจาน(อาจจะเป็นผักกาดขาว ผักบุ้ง ผักคะน้า แตงกวา มะเขือเทศ ฯลฯ) เนื้อสัตว์4-5 ชิ้นคำ(ควรจะเป็นพวกปลามากกว่าสัตว์อื่น หากเป็นไก่หรือเป็ดต้องลอกหนังออก หมูต้องเป็นหมูเนื้อแดง) ผลไม้ขนาดกลางมื้อละผล(เช่น ส้ม 1 ลูก หรือฝรั่ง 1 ลูกหรือมะม่วงครึ่งซีกหรือสัปรส 6 ชิ้นคำหรือมะละกอ 8 ชิ้นคำหรือแตงโม 12 ชิ้นคำหรือกล้วยหอมครึ่งลูก หรือกล้วยน้ำวา1ผลหรือชมพู่ 2-3 ผลหรือขนุน 2-3 ยวงหรือทุเรียนขนาดเล็ก 1เม็ด ฯลฯ)

ชนิดอาหาร ปริมาณ
ข้าว(หรือมะหมี่ ก๊วยเตี๋ยว ขนมจีนที่เทียบเท่าปริมาณ 1 ส่วน) ไม่เกิน 2ทัพพีต่อมื้อวันละ3 มื้อ
ผัก(อาจจะเป็นผักกาดขาว ผักบุ้ง ผักคะน้า แตงกวา มะเขือเทศ ฯลฯ) มื้อละจาน
ผลไม้ขนาดกลาง(เช่น ส้ม 1 ลูก หรือฝรั่ง 1 ลูกหรือมะม่วงครึ่งซีกหรือสัปรส 6 ชิ้นคำหรือมะละกอ 8 ชิ้นคำหรือแตงโม 12 ชิ้นคำหรือกล้วยหอมครึ่งลูก หรือกล้วยน้ำวา1ผลหรือชมพู่ 2-3 ผลหรือขนุน 2-3 ยวงหรือทุเรียนขนาดเล็ก 1เม็ด ฯลฯ) มื้อละผล
เนื้อสัตว์(ควรจะเป็นพวกปลามากกว่าสัตว์อื่น หากเป็นไก่หรือเป็ดต้องลอกหนังออก หมูต้องเป็นหมูเนื้อแดง) 4-5 ชิ้นคำต่อมื้อ
นม(ต้องเป็นชนิดพร่องมันเนย หรือโยเกตร์ วันละ 2 กล่อง
ถั่ว(ได้แก่ถั่ลิสง มะม่วงหิมพานต์ แอลมอนต์ เมล็ดทานตะวัน เมล็ดแตงโม ถั่วลันเตา ถั่วแระ ถั่วเขียว ฯลฯ) วันละส่วน
น้ำมัน(ให้ใช้น้ำมันมะกอก น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันทานตะวัน น้ำมันข้าวโพดแทนน้ำมันปามล์ พยายามหลีกเลี่ยงอาหารทอด ผัด ให้ใช้อบ ต้มหรือเผา
น้ำตาล หลีกเลี่ยงของหวานทุกชนิด

การนำเอา DASH มาใช้

จากตางรางข้างต้นเป็นรายการอาหารที่ให้พลังงาน 2000 กิโลแคลอรี รายการอาหารดังกล่าวมิใช่อาหารลดน้ำหนัก แต่ท่านสามารถที่จะเพิ่มหรือลดพลังงานอาหารเพื่อให้เหมาะสมกับท่าน หากท่านต้องการลดน้ำหนักท่านก็สามารถลดปริมาณพลังงานโดยมีหลักการดังนี้ การเพิ่มผักหรือผลไม้แทนอาหารพวกเนื้อสัตว์หรือน้ำมัน ดื่มนมไขมันต่ำแทนนมปกติ ตัวอย่างปริมาณอาหารที่มีพลังงาน 1600 และ 3100 แคลอรี ชนิดอาหาร 1600แคลอรี/วัน(ส่วน) 3100แคลอรี/วัน(ส่วน)
ข้าวหรือธัญพืช 6 12-13
ผัก 3-4 6
ผลไม้ 4 6
ขมไขมันต่ำ 2-3 3-4
เนื้อสัตว์ 1-2 2-3
ถั่ว 3/สัปดาห์ 1
ไขมัน 2 1
น้ำตาล 0 2


เกลือกับ DASH

ดังที่ได้กล่าวไว้เบื้องต้นว่าหากผู้ป่วยรับประทานอาหารตามแผนการ DASH จะช่วยลดความดันโลหิต การลดปริมาณเกลือจะลดความดันโลหิตได้ทั้งผู้ป่วยที่รับประทานอาหารปกติและผู้ที่รับประทานอาหาร DASH ดังนั้นจึงไม่ควรที่จะรับประทานอาหารที่มีรสเค็ม ให้รับประทานเกลือไม่เกินวันละ 1500 มิลิกรัม เกลือ 1/4 ช้อนชาเท่ากับโซเดียม 500 มิลิกรัม
เกลือ 1/2 ช้อนชาเท่ากับโซเดียม 1000 มิลิกรัม

เกลือ 2/3 ช้อนชาเท่ากับโซเดียม 1500 มิลิกรัม

เกลือ 1 ช้อนชาเท่ากับโซเดียม 2400 มิลิกรัม



หลายคนกลัวว่าหากไม่รับประทานเค็มจะทำให้ร่างกายขาดเกลือแร่หรือไม่ โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับยาขับปัสสาวะร่วมด้วย ในความเป็นจริงอาหารทุกชนิดที่เรารับประทานจะมีปริมาณเกลืออยู่แล้วทั้งสิ้นซึ่งเพียงพอสำหรับร่างกายดังตารางข้างล่าง ชนิดอาหาร
ปริมาณเกลือ(มิลิกรัม)

ธัญพืชและข้าว
ข้าว 0-5
อาหารธัญพืช 1 ถ้วย 100-200
ขนมปัง 1 ชิ้น 110-175
ผัก
ผักที่ทำสุกครึ่งถ้วยตวง 1-70
อาหารกระป๋อง ครึ่งถ้วย 140-460
น้ำมะเขือเทศ 3/4 ถ้วย 860
นม
นม 1 ถ้วย 120
โยเกตร์ 1 ถ้วย 160
cheeses 1 1/2oz 600
ผลไม้
ผลไม้สดหรือผลไม้กระป๋อง 1/2 ถ้วย
0-5

ถั่ว เมล็ดพืช
ถั่วลิสงคั่วเกลือ 1/3 ถ้วย 120
ถั่วลิสงไม่ใส่เกลือ 1/3 ถ้วย 0-5
เนื้อสัตว์
เนื้อสด 3 oz 30-90
ปลาทูน่าในน้ำมัน 3 oz 35-45
ปลาทูน่าในน้ำเกลือ 3 oz 250-350
แฮม 1020


สำหรับวิธีการลดเกลือคลิกอ่านที่นี่

การเริ่มต้นแผนอาหารแบบ DASH

เนื่องจากอาหารแบบ DASH จะมากด้วยผักและผลไม้ สำหรับผู้ที่รับประทานผักและผลไม้น้อยเมื่อเริ่มต้นอาหาร DASH จะมีปัญหาเรื่องท้องอืด หรืออาจจะทำให้เกิดท้องร่วง ดังนั้นจึงต้องค่อยๆเริ่มต้นซึ่งมีข้อแนะนำดังนี้

หากท่านรับประทานผักวันละมื้อ ก็ให้เพิ่มผักจนครบทุกมื้อ
หากท่านไม่รับประทานผลไม้ แนะนำให้ท่านเริ่มดื่มน้ำผลไม้หลังอาหารเช้า และรับประทานผลไม้ทุกมื้อหลังอาหาร
ดื่มนมพร่องมันเนยหลังอาหารวันละ 2-3 ครั้ง
ให้อ่านสลากอาหารทุกครั้งโดยการลดเกลือและไขมันอิ่มตัว
ให้รับประทานเนื้อสัตว์วันละ 2 มื้อ
ให้รับประทานอาหารเจสัปดาห์ละ 2 มื้อ
ใช้ผลไม้เป็นอาหารว่างแทนอาหารที่ให้พลังงานสูง
ท่านลองสำรวจอาหารที่ท่านรับประทานแต่ละมื้อว่าเข้าเกณฑ์ DASH หรือไม่ ต้องเพิ่มหรือลดอะไรจากตารางข้างล่างนี้ ปริมาณที่รับประทาน

อาหาร ปริมาณ เกลือ ธัญพืช ผัก ผลไม้ นม เนื้อสัตว์ ถั่ว น้ำมัน น้ำตาล
อาหารเช้า
ข้าว
แกงจืดผัก

หมูกระเทียม
3ทัพพี
ผัก 1 ถ้วย

เนื้อหมู10 ชิ้น
7+140+190 1 1/2


2


2
1






เมื่อท่านรวบรวมอาหารที่รับประทานได้ครบหนึ่งวัน ท่านก็จะทราบว่าควรจะลดหรือเพิ่มอาหารประเภทไหน แต่ท่านไม่ต้องกังวลมากเกินโดยเฉพาะไปงานเลี้ยง ท่านอาจจะรับประทานอาหารที่ผิดจากแผน เช่นเกลือ หรือไขมัน หรือ เนื้อสัตว์อาจจะมากไปก็ไม่เป็นปัญหา หากท่านสามารถควบคุมอาหารได้เป็นอย่างดีในวันปกติ

สรุปส่งท้าย

สุขภาพของท่าน ท่านต้องดูแลด้วยตัวเองไม่มีใครช่วยท่านได้ ขั้นตอนในการดูแลมีดังนี้

สำรวจอาหารที่ท่านรับประทานอยู่ว่ามีอะไรที่เกินไป อะไรที่ขาดไป
เติมอาหารที่ขาด
ตัดอาหารที่เป็นส่วนเกิน
เป้าหมายให้ได้อัตราส่วนของอาหารตามแผนการ DASH
โดย: srisawat วันที่: 8 ธันวาคม 2548 เวลา:19:06:48 น.
  
http://www.siamhealth.net/Disease/GI/fatty/fatty.htm
ไขมันพอกตับ

บ่อยครั้งเมื่อคุณไปตรวจสุขภาพจะพบว่าผลการทำงานของตับผิดปกติโดยมีค่า SGOT,SGPT สูง แพทย์จะส่งตรวจ ultrasound ส่งเลือดตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ บางรายอาจจะต้องเจาะชิ้นเนื้อตับเพื่อไปตรวจวินิจฉัย หลังจากนั้นแพทย์จะแจ้งว่าท่านเป็นไขมันพอกตับ Fatty liver ทำให้ท่านตกใจกับผลการตรวจ




เซลล์ตับปกติ



เซลล์ตับที่มีไขมันพอกตับ


ไขมันพอกตับคืออะไร

ไขมันพอกตับหรือที่เรียกว่า Nonalcoholic fatty liver disease (NAFLD) หมายถึงภาวะที่มีไขมันโดยเฉพาะ triglyceride อยู่ในเซลล์ตับโดยที่คนนั้นไม่ได้ดื่มสุรา(ปกติคนที่ดื่มสุรามานานจะมีการพอกของเซลล์ไขมันในตับ) เซลล์ไขมันนี้จะไม่ก่อนให้เกิดการเสียหายหรืออักเสบกับตับในระยะแรก แต่ก็มีผู้ป่วยบางส่วนที่ไขมันทำให้เกิดการอักเสบของตับเกิดกลุ่มอาการที่เรียกว่า nonalcoholic steatohepatitis (NASH)ในที่สุดก็จะเป็นตับแข็ง Cirrhosis แต่นักวิทยาศาสตร์ยังอธิบายไม่ได้ว่าทำไมถึงเกิดการอักเสบของตับ พบว่าร้อยละ5-8ของผู้ป่วยไขมันพอกตับจะกลายเป็นตับอักเสบและตับแข็ง

สาเหตุของไขมันพอกตับ

ผู้ที่มีไขมันพอกตับโดยที่ไม่มีสาเหตุเรียก Primary
ส่วนพวกที่มีสาเหตุเรียก Secondary สาเหตุที่พบได้บ่อยคือ
จากการดื่มสุรา alcoholic liver disease (ALD)
จากไวรัสตับอักเสบ บี
ไวรัสตับอักเสบซี
จากโรคแพ้ภูมิ chronic autoimmune hepatitis (AIH
จากยา เช่น prednisolone
การขาดอาหาร
คนอ้วนกับการเกิดไขมันพอกตับ

การจะวัดว่าใครอ้วนหรือไม่อาจจะวัดด้วยสายตาซึ่งเป็นการบอกอย่างคร่าวๆ การจะบอกว่าอ้วนหรือไม่จะใช้ดัชนีมวลกายเป็นตัวบอก คนฝรั่งจะบอกว่าอ้วนเมื่อดัชนีมวลกายมากกว่า 30 ส่วนชาวไทยจะบอกว่าอ้วนเมื่อดัชนีมวลกายมากกว่า 25 อ่านรายละเอียดที่นี่ โดยพบว่าผู้ที่เป็นเบาหวาน ไขมันสูงและอ้วนจะมีโอกาสเป็นโรคไขมันพอกตับ มีการประเมินว่าสามารถพบโรคไขมันพอกตับได้ร้อยละ 20ของประชากร ส่วนกลุ่มเสี่ยงเช่นคนอ้วนที่เป็นเบาหวาน ไขมันสูงพบว่าไขมันพอกตับได้ถึงร้อยละ 90 ต่างประเทศได้ศึกษาถึงความสัมพันธ์ของดัชนีมวลกายและความเสี่ยงของการเกิดไขมันพอกตับไว้ดังนี้

ความสัมพันธ์ระหว่างดัชนีมวลกายและความเสี่ยงไขมันพอกตับเมื่อเทียบกับคนปกติ ดัชนีมวลกาย ความเสี่ยง
25-30 2
30-35 4
35-40 5
มากว่า40 6

สำหรับผู้หญิงก็มีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดดังนี้

ความสัมพันธ์ระหว่างดัชนีมวลกายและความเสี่ยงไขมันพอกตับเมื่อเทียบกับคนปกติ ดัชนีมวลกาย ความเสี่ยง
25-30 2
30-35 2.5
35-40 4
มากว่า40 5

กลไกการเกิดไขมันพอกตับ

ในคนปกติระดับน้ำตาลจะถูกควบคุมโดยอินซูลินซึ่งผลิตมาจากตับอ่อน เมื่อน้ำตาลในเลือดสูง ตับอ่อนจะหลั่งอินซูลินออกมากมากขึ้น โดยอินซูลินจะออกฤทธิ์ที่ตับ กล้ามเนื้อและเซลล์ไขมันเพื่อให้ใช้น้ำตาล

ในภาวะที่ดื้อต่ออินซูลินซึ่งอาจจะเกิดจากกรรมพันธุ์หรือจากพฤติกรรมเช่น อ้วน ไม่ออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีน้ำตาลหรือไขมันมาก จะทำให้เซลล์ต่างๆไม่ตอบสนองต่ออินซูลินในขนาดปกติ ทำให้ตับอ่อนต้องผลิตอินซูลินเพิ่มมากขึ้นเพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ เมื่อภาวะดื้อต่ออินซูลินเพิ่มมากขึ้นจนกระทั่งตับอ่อนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้อย่างเพียงพอจึงเกิดโรคเบาหวานชนิดที่2 ซึ่งเมื่อเป็นมากจนกระทั่งต้องฉีดอินซูลิน

ภาวะดื้อต่ออินซูลินเกิดจากกรรมพันธุ์ แต่เมื่อโตขึ้นร่างกายอ้วนขึ้นรับประทานอาหารที่มีแป้งเพิ่มขึ้นรวมทั้งไม่ได้ออกกำลังกายทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินเพิ่มมากขึ้น ทำให้ตับมีการสะสมไขมันเพิ่มมากขึ้น

อาการของไขมันพอกตับ

อาการของไขมันพอกตับทั้ง NAFLD และ NASH จะเหมือนกัน ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีอาการ อาจจะมีอาการปวดแน่นชายโครงข้างขวาค่อยเป็นค่อยไป นอกจากนั้นอาจจะพบว่าเป็นเบาหวาน อ้วน ไขมันในเลือดสูง แต่เมื่อกลา่ยเป็นตับแข็งก็จะเกิดอาการของตับแข็ง

การวินิจฉัยโรคทำได้อย่างไร

ส่วนใหญ่พบโดยบังเอิญเจาะเลือดตรวจการทำงานของตับพบว่ามีค่า SGPT, SGOT สูงโดยที่ค่าอื่นปกติ และเจาะเลือดตรวจไม่พบหลักฐานการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ หรือมีประวัติการดื่มสุรา ประวัติการใช้ยาอย่างต่อเนื่องของยากลุ่ม prednisone, amiodarone (Cordarone), tamoxifen (Nolvadex), methotrexate (Rheumatrex, Trexall), and nonsteroidal anti-inflammatory drugs (NSAIDS). การตรวจ ultrasound ก็จะช่วยในการวินิจฉัย สรุปการวินิจฉัยไขมันเกาะตับต้องประกอบไปด้วย

มีอาการหรืออาการแสดงว่าเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน เช่น อ้วนโดยมีดัชนีมวลกายมากกว่า 25 ,รอบเอวมากกว่า 36 ,นิ้วในชาย 32 นิ้วในหญิง, triglyceride >150 mg%,ความดันโลหิตสูง
การตรวจตับพบว่าค่า SGOT,SGPT สูง
ตรวจ ultrasound พบลักษณะเหมือนตับแข็ง
ต้องแยกโรคอื่นเช่นตับอักเสบบี สุรา ยา
การเจาะตับเพื่อการวินิจฉัยยังไม่เป็นที่ตกลงว่าสมควรจะทำเมื่อใดเพราะการรักษายังไม่มียาเฉพาะ
การรักษา

การควบคุมน้ำหนักให้เข้าสู่เกณฑ์ปกติ
การออกกำลังกาย
การรักษาไขมันในเลือดให้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด
หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา
การใช้ยารักษา

จนถึงปัจจุบันยังไม่มียาที่รักษาได้ผลดีจริงเท่าที่มีการทดลองและพอจะได้ผลดีได้แก่

ยาที่เพิ่มความไวต่ออินซูลิน Insulin-sensitizing agents, เช่น pioglitazone และ rosiglitazone (Avandia), และ metformin (Glucophage)
Anti-TNFa agents , such as infliximab (Remicade)
ยาเพิ่มการไหลเวียนของเลือด such as pentoxifylline (Trental)
ยาต้านอนุมูลอิสระ, เช่น vitamin E, betaine, and s-adenosylmethionine (SAMe).
โดย: srisawat วันที่: 8 ธันวาคม 2548 เวลา:19:09:06 น.
  
ไวรัสตับอักเสบ

ตับเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย ปกติจะมีน้ำหนัก 1.5 กิโลกรัม โดยอยู่หลังกระบังลม

หน้าที่ของตับ

เป็นคลังสะสมอาหาร เช่น แป้ง ไขมัน โปรตีน เอาไว้ใช้ และปล่อยเมื่อร่างกายต้องการ
สังเคราะห์สารต่างๆ เช่น น้ำดี สารควบคุมการแข็งตัวของเลือด ฮอร์โมน
กำจัดสารพิษ และสิ่งแปลกปลอม เช่นเชื้อโรค หรือยา
โรคตับชนิดต่างๆ

ตับมีโอกาสเป็นโรคต่างๆได้แก่ โรคตับอักเสบ hepatitis โรคตับแข็ง [cirrhosis] มะเร็งตับ [liver cancer] โรคไขมันในตับ [fatty liver] โรคฝีในตับ [liver abscess]

โรคตับอักเสบมี 2 ชนิด

โรคตับอักเสบเฉียบพลัน [acute hepatitis] หมายถึงโรคตับอักเสบที่เป็นไม่นานก็หาย ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการ 2-3 สัปดาห์โดยมากไม่เกิน 2 เดือน ผู้ป่วยส่วนใหญ่หายขาดจะมีบางส่วนเป็นตับอักเสบเรื้อรัง และบางรายรุนแรงถึงกับเสียชีวิต
โรคตับอักเสบเรื้อรัง [chronic hepatitis] หมายถึงตับอักเสบที่เป็นนานกว่า 6 เดือนจะแบ่งเป็น 2 ชนิด
chronic persistent เป็นการอักเสบของตับแบบค่อยๆเป็นและไม่รุนแรงแต่อย่างไรก็ตามโรคสามารถที่จะทำให้ตับมีการอักเสบมาก
chronic active hepatitis.มีการอักเสบของตับ และตับถูกทำลายมากและเกิดตับแข็ง
สาเหตุของโรคตับอักเสบ

เชื้อไวรัส มีหลายชนิดได้แก่ ไวรัสตับอักเสบ เอ ,บ,ซี,ดี,อี
เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
ยาบางชนิด เช่น ยารักษาวัณโรค halothane, isoniazid, methyldopa, phenytoin, valproic acid, sulfonamide drugs. ผู้ป่วยหากได้ acetaminophen (พาราเซ็ตตามอล)ในขนาดสูงมากก็สามารถทำให้ตับถูกทำลายได้
เชื้อโรคบางชนิด เช่น ไทฟอยด์,มาลาเรีย
การอักเสบของตับจะทำให้ตับบวม มีการทำลายเซลล์ตับ ทำให้มีอาการอ่อนเพลียจากการทำงานผิดปกติของตับ หากการอักเสบเกิดขึ้นเป็นเวลานานจะทำให้ตับถูกทำลายมาก และถูกแทนที่ด้วยพังผืด ทำให้ตับมีแผลเป็น และมีลักษณะแข็งเป็นตุ่มๆ แม้ว่าสาเหตุของตับอักเสบจะมีมากมายแต่สาเหตุที่สำคัญคือไวรัสตับอักเสบ ปัญหาโรคตับอักเสบ บี และโรคตับอักเสบเรื้อรังเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขของประเทศไทยและทั่วโลก การดำเนินของโรคตับอักเสบ บี และโรคตับอักเสบ ซีสามารถดำเนินเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง เป็นตับแข็ง และเป็นมะเร็งตับ เป็นภาวะที่ก่อให้เกิดการสูญเสียทางครอบครัว ทางเศรษฐกิจเป็นอันมาก ดังนั้นการเข้าใจถึงโรคตับอักเสบ ซึ่งรวมถึงการติดต่อ การดำเนินของโรค การวินิจฉัย การรักษา และการป้องกันการติดต่อซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการดูแลและช่วยลดจำนวนผู้ป่วยลง

ไวรัสตับอักเสบมีกี่ชนิด

ไวรัสตับอักเสบ เอ
ไวรัสตับอักเสบ บี
ไวรัสตับอักเสบ ซี
ไวรัสตับอักเสบ ดี
ไวรัสตับอักเสบ อี
อาการของโรคไวรัสตับอักเสบ



ผู้ป่วยดีซ่านตาขาวและผิวจะมีสีเหลือง

ตับอักเสบเฉียบพลัน ผู้ป่วยจะมีอาการที่พบได้บ่อย คือ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ ปวดข้อ คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร อาจจะพบผื่นตามตัว หรืออาการท้องเสีย บางรายปัสสาวะสีเข้ม ตัวเหลืองตาเหลือง ซึ่งอาการตัวเหลืองตาเหลืองจะหายไป 1-4 สัปดาห์ แต่บางรายอาจนาน 2-3 เดือน ส่วนใหญ่จะหายเป็นปกติ โรคไวรัสตับอักเสบ บี พบว่าร้อยละ 5-10 เป็นตับอักเสบเรื้อรัง ส่วนไวรัสตับอักเสบ ซี ร้อยละ 85 เป็นตับอักเสบเรื้อรัง
ตับอักเสบเรื้อรัง ผู้ป่วยมักไม่มีอาการ แต่จะมีการทำลายเซลล์ตับไปเรื่อยๆจนเกิดตับแข็ง และเป็นมะเร็งตับในที่สุด
จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นตับอักเสบ

หากสงสัยว่าจะเป็นโรคตับอักเสบท่านควรไปรับการตรวจเลือดเพื่อหาว่ามีการติดเชื้อหรือไม่โดย

ตรวจการทำงานของตับ โดยการหาระดับ SGOT[AST],SGPT [ALT]ค่าปกติน้อยกว่า 40 IU/L ถ้าค่ามากกว่า 1.5-2 เท่าให้สงสัยว่าตับอักเสบ หากพบว่าผิดปกติแพทย์จะขอตรวจเดือนละครั้งติดต่อกันอย่างน้อย 3 เดือน
การตรวจหาตัวเชื้อ
ไวรัสตับอักเสบ เอ ตรวจหา Ig M Anti HAV
ไวรัสตับอักเสบ บี ตรวจหา HBsAg ถ้าบวกแสดงว่ามีเชื้ออยู่ Anti HBs ถ้าบวกแสดงว่ามีภูมิต่อเชื้อ HBeAg ถ้าบวกแสดงว่าเชื้อมีการแบ่งตัว HBV-DNA เป็นการตรวจเพื่อหาปริมาณเชื้อ
ไวรัสตับอักเสบ ซี Anti-HCV เป็นการบอกว่ามีภูมิต่อเชื้อ HCV-RNA ดูปริมาณของเชื้อ
การตรวจดูโครงสร้างของตับ เช่นการตรวจคลื่นเสียงเพื่อดูว่ามีตับแข็งหรือมะเร็งตับหรือไม่
การตรวจชิ้นเนื้อตับ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะนำชิ้นเนื้อตับเพื่อวินิจฉัยความรุนแรงของโรค
การรักษา

การเลือกใช้ยาจะเป็นหน้าที่ของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเนื่องจากยามีผลข้างเคียงที่พึงระวังหลายอย่าง ยาที่ใช้อยู่มี interfeon และ lamuvudin

การปฏิบัติตัว

หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างหักโหมในช่วงที่มีการอักเสบของตับ แต่การออกกำลังอย่างสม่ำเสมอในตับอักเสบเรื้อรังสามารถทำได้
งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และพักผ่อนอย่างพอเพียง ไม่ต้องดื่มน้ำหวานมากๆ เพราะทำให้ไขมันสะสมที่ตับเพิ่มขึ้น
ถ้าเคยเป็นแล้วจะมีโอกาสติดเชื้ออีกหรือไม่

ถ้าเป็นไวรัสตับอักเสบ เอ และ อี จะหายขาด ไวรัสตับอักเสบ บี ร้อยละ 90 หายขาด ส่วนไวรัสตับอักเสบ ซี และ ดี ยังไม่มีข้อมูล

พาหะของโรคจะทำอย่างไร

ผู้ป่วยที่เป็นพาหะ คือ ผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบอยู่ในร่างกาย แต่ไมแสดงอาการของตับอักเสบ ผู้ป่วยกลุ่มนี้สามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น และต้องมั่นติดตามการดูแลจากแพทย์เป็นระยะๆ ผู้ป่วยที่เป็นพาหะมักเป็นกับเชื้อ บี และ ซี เท่านั้น

ถ้ามารดาเป็นตับอักเสบจะมีผลอย่างไรต่อบุตร

บุตรที่คลอดจากมารดาที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบ บีจะมีโอกาสติดเชื้อได้สูง แต่ปัจจุบันการฉีดวัคซีนให้กับทารกสามารถป้องกันการติดเชื้อได้ แม่สามารถให้นมบุตรได้
โดย: srisawat วันที่: 8 ธันวาคม 2548 เวลา:19:10:45 น.
  
ตับแข็ง Liver cirrhosis

ตับเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย ตับมีหน้าที่ทำลายสารพิษ poison หรือของเสียออกจากเลือด สร้างภูมิคุ้มกัน immune เพื่อต่อต้านเชื้อโรค สร้างสารเพื่อให้เลือดแข็งตัว clotting factors สร้างน้ำดี bile เพื่อย่อยอาหารและดูดซึมวิตามินที่ละลายในน้ำมัน fat soluble vitamin

ผู้ป่วยที่เป็นตับแข็ง เนื้อตับจะถูกทำลายจะมีพังผืดแทรกและเบียดเนื้อตับที่ดีทำให้เลือดไปที่ตับน้อยลง

สาเหตุ

ตับแข็งเกิดจากหลายสาเหตุ ในประเทศไทยโดยมากเกิดจาก สุรา ไวรัสตับอักเสบ บี

Alcoholic cirrhosis ตับแข็งที่เกิดจากสุรามักเกิดหลังจากที่ได้ดื่มสุราเป็นปริมาณมากมาในระยะเสลาหนึ่ง ปริมาณที่ดื่มขึ้นกับแต่ละบุคคล ผู้หญิงจะเกิดตับแข็งได้ง่ายกว่าผู้ชาย ผู้หญิงอาจจะดื่มเพียง 2-3 แก้วต่อวันก็ทำให้เกิดตับแข็ง ผู้ชายดื่ม 4-6 แก้วต่อวันก็สามารถทำให้เกิดตับแข็ง เชื่อว่าสุราทำให้การสันดาปของโปรตีน ไขมัน และ แป้งผิดไป
Chronic hepatitis B,D ไวรัสตับอักเสบทำให้เกิดอักเสบของตับเป็นเป็นเวลาหลายปีก่อนที่จะมีตับแข็ง
Chrinic hepatitis C เริ่มพบมากขึ้นทั่วโรคตับมีการอักเสบอย่างช้าก่อนเป็นตับแข็ง
Autoimmune hepatitis เกิดจากโรคที่ภูมิคุ้มกันมีการทำลายเนื้อตับ
Inherited diseases โรคกรรมพันธุ์บางโรคทำให้เกิดตับแข็ง เช่น hemochromatosis, Wilson's disease, galactosemia,
Nonalcoholic steatohepatitis (NASH) มีการสร้างไขมันในตับเพิ่มทำให้กลายเป็นตับแข็ง เช่นผู้ป่วยเบาหวาน คนอ้วน
Blocked bile ducts มีการอุดกั้นของทางเดินน้ำดี เช่นนิ่วของถุงน้ำดีถ้าหากอุดนานๆทำให้เกิดตับแข็ง
ยา และสารพิษ หากไดัรับติดต่อกันเป็นเวลานานก็ทำให้เกิดตับแข็ง
อาการ

ผู้ป่วยตับแข็งในระยะเริ่มแรกจะไม่มีอาการ เมื่อตับเป็นมากขึ้นเรื่อยๆจึงเกิดอาการของตับแข็งได้แก่

อ่อนเพลีย
เบื่ออาหาร
เหนื่อยง่าย
คลื่นไส้
น้ำหนักลด
ถ้าหากโรคเป็นมากขึ้นผู้ป่วยบางรายอาจมาด้วยอาการของโรคแทรกซ้อน

โรคแทรกซ้อนของโรคตับแข็ง



ผู้ป่วยตับแข็งมีน้ำในท้อง และหลอดเลือดหน้าท้องพอง

บวมหลังเท้า และท้องเนื่องจากตับไม่สามารถสร้างไข่ขาว
เลือดออกง่าย เนื่องจากตับไม่สามารถสารที่ทำให้เลือดแข็งตัว
ตัวเหลืองและตาเหลือง เนื่องจากตับไม่สามารถขับน้ำดี
คันตามตัวเนื่องจากน้ำดีสะสมตามผิวหนัง
นิ่วในถุงน้ำดี
สูญเสียความสามารถเกี่ยวกับความจำ สติ เนื่องจากการคั่งของๆเสีย
ไวต่อยา การให้ยาในผู้ป่วยตับแข็งต้องระวังการเกิดยาเกินขนาดเนื่องจากตับไม่สามารถทำลายยาแม้ว่าจะให้ยาขนาดปกติ ยาบางชนิดอาจต้องลดปริมาณยา
อาเจียนเป็นเลือดเนื่องจากตับแข็งจะทำให้ความดันในตับสูงส่งผลให้หลอดเลือดดำในหลอดอาหารมีความดันสูง และถ้าสูงมากเกิดการแตกของหลอดเลือดดำ
ปัญหาต่อระบบอื่น เช่น ติดเชื้อง่ายเนื่องจากภูมิคุ้มกันลดลง ท้องมาน ไตวาย
การวินิจฉัย

แพทย์จะซักประวัติหาปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดตับแข็งและตรวจร่างเพื่อหาสิ่งแสดงว่าเป็นตับแข็งหรือไม่ เช่น ตัวเหลืองตาเหลือง ท้องและเท้าบวม ฝ่ามือแดง palma erythema มีจุดแดง spider telangiectasia ตามตัวหรือไม่ คลำตับพบว่าผิวแข็งขรุขระ ขอบไม่เรียบ

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ แพทย์จะเจาะเลือดตรวจการทำงานของตับความผิดปกติที่อาจพบได้คือ ไข่ขาวต่ำ มีการคั่งของน้ำดี bilirubin บางรายอาจตรวจ ultrasound หรือเจาะเนื้อตับ

การรักษา

รักษาสาเหตุ ขึ้นกับว่าต้นเหตุเกิดจากอะไรก็รักษาไปตามสาเหตุ เช่นถ้าเกิดจากสุราก็ให้หยุดสุรา เกิดจากยาก็ให้หยุดยา เกิดจากไวรัสก็ให้ยาบางชนิด โรคตับแข็งรักษาให้หายขาดไม่ได้แต่สามารถชะลอหรือหยุดการดำเนินของโรค
รักษาโรคแทรกซ้อน
ท้องมานและบวมหลังเท้า แนะนำให้ลดอาหารเค็ม และจะให้ยาขับปัสสาวะเพื่อลดบวม
คันตามผิวหนัง ให้ลดอาหารพวกโปรตีน และให้ยาแก้แพ้
ลดของเสีย แพทย์จะให้ยาระบายเพื่อลดของเสียที่อยู่ในลำไส้ซึ่งจะถูกดูดซึมหากมีมากในลำไส้
ผู้ป่วยที่มีความดันในตับสูงแพทย์จะให้ยาลดความดันกลุ่ม beta-block เช่น propanolol
โดย: srisawat วันที่: 8 ธันวาคม 2548 เวลา:19:19:18 น.
  
การออกกำลังกายไม่ได้หมายถึงการที่ต้องไปแข่งขันกีฬากับผู้อื่น แต่การออกกำลังกายเป็นการ

การออกกำลังกายในโรคต่างๆ
การบริหารในผู้ป่วยเข่าเสื่อม
โรคหัวใจวาย
โรคเบาหวาน
โรคกระดูดพรุน
โรคปวดหลัง
โรคไตวาย
การออกกำลังกายอื่น
การออกกำลังเพื่อให้หัวใจแข็งแรง
การออกกำลังเพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรง
การออกกำลังเพื่อให้รูปร่างสวยงาม
การออกกำลังเพื่อความคล่องตัว
การออกกำลังในผู้สูงอายุ
การออกกำลังกาย
การออกกำลังกายในเด็ก
แข่งขันกับตัวเอง

หลายคนก่อนจะออกกำลังมักจะอ้างเหตุผลของการไม่ออกกำลังกาย เช่น ไม่มีเวลา ไม่มีสถานที่ ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ ปัญหาเกี่ยวอากาศ ทั้งหมดเป็นข้ออ้างที่จะไม่ออกกำลังกาย แต่ลืมไปว่าการออกกำลังกายอาจจะให้ผลดีมากกว่าสิ่งที่เขาเสียไป

เป็นที่น่าดีใจว่าการออกกำลังให้สุขภาพดีไม่ต้องใช้เวลามากมายเพียงแค่วันละครึ่งชั่วโมงก็พอ และก็ไม่ต้องใช้พื้นที่หรือเครื่องมืออะไรมีเพียงพื้นที่ในการเดินก็พอแล้ว การออกกำลังจะทำให้รูปร่างดูดี กล้ามเนื้อแข็งแรง ป้องกันโรคหัวใจ ป้องกันโรคกระดูกพรุน ป้องกันโรคอ้วน การออกกำลังกายทำให้ร่างกายสดชื่น มีพลังที่จะทำงานและต่อสู้กับชีวิต นอกจากนั้นยังสามารถลดความเครียด

โรคที่มากับคนที่ไม่ออกกำลังกาย

กลุ่มโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจขาดเลือด

โรคอ้วน

โรคเบาหวานและไขมันในเลือดสูง

โรคเครียด

โรคภูมิแพ้

โรคปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ

โรคมะเร็ง

การเริ่มต้นออกกำลังกาย

หลายท่านไม่เคยออกกำลังมาก่อนเมื่อเริ่มออกกำลังอาจจะทำให้เหนื่อยง่ายวิธีดีที่สุดของการเริ่มต้นออกกำลังกายคือให้เริ่มออกกำลังกายจากกิจวัตรประจำวันเช่น

ใช้การเดินหรือขี่จักรยานเมื่อไปที่ไม่ไกล
หยุดใช้รถหนึ่งวันแล้วใช้การเดินไปทำงานสำหรับผู้ที่บ้านและที่ทำงานไม่ไกล
ใช้บันไดแทนการขึ้นลิฟต์หรือบันไดเลื่อน
ขี่จักรยานรอบหมู่บ้าน
ทำงานบ้าน เช่นทำสวน ล้างรถ ถูบ้าน
ทำกิจวัตรเหล่านั้นทุกวันเป็นเวลา 2-3 เดือน หลังจากเพิ่มกิจกรรมได้พักหนึ่งจึงเริ่มต้นเพิ่มการออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น เช่น

เดินให้เร็วขึ้นสลับกับเดินช้า
ขี่จักรยานนานขึ้น
ขึ้นบันไดหลายชั้นขึ้น
ขุดดิน ทำสวนนานขึ้น
ว่ายน้ำ
เต้น aerobic แต่ไม่ต้องมาก
เต้นรำ
เล่นกีฬา เช่น แบดมินตัน เทนนิส ปิงปอง
หลังจากที่เตรียมความพร้อมร่างกายแล้วเรามาเริ่มต้น ฟิตร่างกายกัน

หลังจากเตรียมความพร้อมแล้ว คุณได้ออกกำลังเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันแล้วหากคุณต้องการฟิตร่างกายก็สามารถทำได้โดย

โดยการวิ่งเร็วขึ้น นานขึ้น
ว่ายน้ำนานขึ้น
การฟิตร่างกาย คุณต้องติดตามความก้าวหน้าของการออกกำลังกายเช่น เวลาที่ใช้ในการออกกำลังเพิ่มขึ้น ระยะทางในการออกกำลังเพิ่มขึ้น หัวใจเต้นได้ดี รายละเอียดของการออกกำลังกายคลิกที่นี่

เทคนิคของการออกกำลังกายเป็นประจำ

จะต้องตระหนักว่าการออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตซึ่งจะขาดไม่ได้เหมือนการนอนหลับ หรือการรับประทานอาหาร
เลือกการออกกำลังกายที่ชอบที่สุด และสะดวกที่สุด
ครอบครัวอาจจะมีส่วนร่วมด้วยก็จะดี
ช่วงแรกๆของการออกกำลังกายไม่ควรจะหยุด ให้ออกจนเป็นนิสัย
บันทึกการออกกกำลังกายไว้
หาเป็นไปได้ควรจะมีกลุ่มเพื่อออกกำลังกายร่วมกันเพราะกลุ่มจะช่วยกันประคับประคอง
ตั้งเป้าหมายการออกกำลังและการรับประทานทุกเดือนโดยอย่าตั้งเป้าหมายสูงเกินไป
ติดตามความก้าวหน้าโดยดูจากสมุดบันทึก
ให้รังวัลเมื่อสามารถบรรลุเป้าหมาย(ห้ามการเลี้ยงอาหาร)
ที่สำคัญการออกกำำลังแม้เพียงเล็กน้อยดีกว่าการไม่ออกกำลังกาย
ออกกำลังกายอย่างปลอดภัย

ถ้าหากท่านได้เตรียมความพร้อมที่จะออกกำลังกายแล้วอยากจะฟิตร่างกายท่านสามารถทำได้ทันที แต่หากมีอาการหรือโรคต่อไปนี้ควรปรึกษาแพทย์ก่อนฟิตร่างกาย

ถ้าท่านอายุมากกว่า 45ปี
หรือมีโรคประจำตัวเช่นโรคความดันโลหิตสูง
โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง
สูบบุหรี่
หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ
มีอาการเจ็บหน้าอก เหนื่อยมาก
มีอาการหน้ามืด
จำเป็นต้องอุ่นร่างกายหรือไม่ Warm up

ก่อนออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาจำเป็นต้องอบอุ่นร่างกายทุกครั้งเพื่อเตรียมความพร้อมของหัวใจ และหลังจากการออกกำลังควรจะอบอุ่นร่างกายอีกครั้ง รายละเอียดดูได้จากการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ

ความฟิตคืออะไร Physical fittness



ความฟิตไม่ได้หมายถึงว่าคุณสามารถวิ่งได้ระยะทางเท่าใด หรือยกน้ำหนักได้เท่าใด แต่ ความฟิตหมายถึงประสิทธิภาพของหัวใจ ปอดและกล้ามเนื้อทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยทั่วไปถ้าหากออกกำลังกายได้อย่างน้อยวันละ 30 นาทีโดยออกหนักปานกลาง สัปดาห์ละอย่างน้อย 5 วันถือว่าได้ออกกำลังแบบ aerobic exercise รายละเอียดมีในออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ความฟิตของร่างกายต้องประกอบด้วยปัจจัย 5 อย่าง

Cardiorepiratory endurance หมายถึงความสามารถของหัวใจที่จะสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆได้อย่างเพียงพอในขณะที่ออกกำลังกาย การออกกำลังกายแบบ areobic จะเป็นการฝึกให้หัวใจแข็งแรง
Muscular strength ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อซึ่งเราสามารถเพิ่มความแข็งแรงได้โดยการยกน้ำหนัก หรือวิ่งขึ้นบันได
Muscular enduranceความทนของกล้ามเนื้อหมายถึงความสามารถของกล้ามเนื้อที่จะทำงานอย่างต่อเนื่องโดยที่ไม่เกิดอาการเมื่อยล้า
สัดส่วนของร่างกาย หมายถึงสัดส่วนของกล้ามเนื้อ กระดูก ไขมัน การออกกกำลังจะทำให้มีปริมาณกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นแต่ปริมาณไขมันจะลดลง อาจจะดูได้จากดัชนีมวลกาย
Flexibility ความยืดหยุดของกล้ามเนื้อ เอ็น เพื่อป้องกันกล้ามเนื้อหรือข้อได้รับอุบัติเหตจากการออกกำลังกาย อ่านและฟังที่นี่
ขณะป่วยควรออกกำลังกายหรือไม่

ขณะที่เจ็บป่วยไม่ควรออกกำลังกายเพราะจะทำให้โรคเป็นมากขึ้นควรจะพักจนอาการดีขึ้น แต่ถ้าท่านเป็นโรคเรื้อรังควรปรึกษาแพทย์ในการออกกำลังกาย

จริงหรือไม่ที่การออกกำลังกายโดยการเดินดีพอๆกับการวิ่ง

การเริ่มต้นออกกำลังควรใช้วิธีเดินเนื่องจากจะไม่เหนื่อยมาก ยังลดน้ำหนักได้และอาการปวดข้อไม่มาก ส่วนการวิ่งจะเป็นการออกกำลังที่คุณเตรียมร่างกายไวพร้อมแล้วเพราะการวิ่งจะทำให้หัวใจเต้นเร็ว ทำให้เหนื่อย และทำให้ปวดข้อ ดังนั้นการออกกำลังโดยการเดินเหมาะสำหรับคนอ้วน หรือผู้ที่เริ่มออกกำลังกายแต่ถ้าผู้ที่ต้องการความฟิตของร่างกายควรออกกำลังโดยการวิ่ง

คนท้องควรออกกำลังหรือไม่

คนท้องควรออกกำลังกายเป็นประจำแต่ออกกำลังแบบเบาๆโดยการเดิน ไม่ควรวิ่ง ไม่ควรยกของหนัก รายละเอียดอ่านได้จากการออกกำลังในคนท้อง

จะรู้ได้อย่างไรว่าออกกำลังกายมากเกินไป

ท่านสามารถสังเกตขณะออกกำลังกายว่ามากไปหรือไม่โดยสังเกตจากอาการดังต่อไปนี้

หัวใจเต้นเร็วมากจนรู้สึกเหนื่อย
หายใจเหนื่อยจนพูดไม่เป็นประโยค
เหนื่อยจนเป็นลม
ไม่มีอาการปวดข้อหลังออกกำลังกาย
หากมีอาการดังกล่าวให้หยุดการออกกำลังสองวันและเวลาออกกำลังให้ลดระดับการออกกำลังกาย

ประโยชน์ของการออกกำลังกาย

ผลต่อโรคความดันโลหิตสูง(140/90)

ผู้ที่ไม่ออกกำลังกายจะมีโอกาศเป็นความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้น 35%
การออกกกำลังอย่างสท่ำเสมอจะลดทั้งความดัน systole และ diastole อย่างชัดเจน
คนไข้ที่มีความดันโลหิตสูงที่ออกกำลังอย่างสม่ำเสมอจะมีอัตราการเสี่ียงชีวิตจากโรคแทรกซ้อน น้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้ออกกำลัง
การออกกำลังจะช่วยเพิ่มอายุ 1-1.5ปี
ผลต่อโรคเส้นเลือดสมอง

อัตราการเกิดโรคหลอดเลือดสมองลดลงเมื่ออกกำลังกายเพิ่มขึ้น
เมื่อขึ้นบันไดวันละ 20 ขั้นจะลดอัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดลงร้อยละ 20
ผู้ที่ออกกกำลังกายโดยการเดินเร็วๆสัปดาห์ละ 3 ชั่วโมงจะมีอุบัติการของโรคหัวใจและหลอดเลือดลดลงร้อยละ 40
ผลต่อโรคเบาหวาน

ผู้ที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะมีโอกาสการเกิดโรคเบาหวานลดลงร้อยละ 42
ผู้ออกกกำลังมากจนกระทั่งเหงื่อออก 1 ครั้งต่อสัปดาห์จะมีอุบัติการของการเกิดโรคเบาหวานลดลงร้อยละ 22
ผลต่อหัวใจ

ผู้ที่ไม่ออกกำำลังกายจะมีโอกาศเสียชีวิตเป็นสองเท่าของผู้ที่ออกกำลังกาย
การออกกำลังกายจะทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจเพิ่มขึ้น
การออกกำลังกายจะทำให้หัวใจสะสมพลังงานไว้ใช้เมื่อเวลาหัวใจต้องทำงานหนัก
เพิ่มความแข็งแรงในการบีบตัวของหัวใจ
ลดระดับไขมันในเลือด เพิ่มระดับ HDL (ซึ่งเป็นไขมันที่ดี)
ลดระดับความดันโลหิต ลดการเต้นของหัวใจ ทำให้หัวใจทำงานน้อยลง
ผลต่อมะเร็ง

การออกกำลังกายจะลดการเกิดโรคมะเร็งได้ร้อยละ 46
ผลต่อคุณภาพชีวิต

การออกกำลังกาย 1500 กิโลแครอรีต่อสัปดาห์(ออกกำลังกายหนักปานกลาง)จะเพิ่มอายุ 1.57 ปีและลดอุบัติการการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรลงร้อยลง 67
สำหรับผู้สูงอายุทุก 1 ไมล์ที่เดินจะลดอุบัติการเสียชีวิตลงร้อยละ 19
การออกกกำลังอย่างสม่ำเสมอ(อายุ 45-84)จะลดการเสียชีวิตร้อยละ 18
โดย: srisawat วันที่: 8 ธันวาคม 2548 เวลา:19:20:52 น.
  
ความรู้ทั่วไปเรื่องเบาหวาน

โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรัง และก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ ก่อให้เกิดปัญหากับ ฟันและเหงือก ตา ไต หัวใจ หลอดเลือดแดง ท่านผู้อ่านสามารถป้องกันโรคแทรกซ้อนต่างๆได้โดยการปรับ อาหาร การออกกำลังกาย และยาให้เหมาะสม ท่านผู้อ่านสามารถนำข้อเสนอแนะจากบทความนี้ไปปรึกษากับแพทย์ที่รักษาท่านอยู่ ท่านต้องร่วมมือกับคณะแพทย์ที่ทำการรักษาเพื่อกำหนดเป้าหมายการรักษา บทความนี้เชื่อว่าจะช่วยท่านควบคุมเบาหวานได้ดีขึ้น

โรคเบาหวานคืออะไร

อาหารที่รับประทานเข้าไปส่วนใหญ่จะเปลี่ยนจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือดเพื่อใช้เป็นพลังงาน เซลล์ในตับอ่อนชื่อเบต้าเซลล์เป็นตัวสร้างอินซูลิน อินซูลินเป็นตัวนำน้ำตาลกลูโคสเข้าเซลล์เพื่อใช้เป็นพลังงาน โรคเบาหวานเป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เกิดเนื่องจากการขาดฮอร์โมนอินซูลิน หรือประสิทธิภาพของอินซูลินลดลงเนื่องจากภาวะดื้อต่ออินซูลินทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอยู่เป็นเวลานานจะเกิดโรคแทรกซ้อนต่ออวัยวะต่างๆ เช่น ตา ไต และระบบประสาท

ฮอร์โมนอินซูลินมีความสำคัญต่อร่างกายอย่างไร

อินซูลินเป็นฮอร์โมนสำคัญตัวหนึ่งของร่างกาย สร้างและหลั่งจากเบต้าเซลล์ของตับอ่อน ทำหน้าที่เป็นตัวพาน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่เนื้อเยื่อต่างๆของร่างกาย เพื่อเผาผลาญเป็นพลังงานในการดำเนินชีวิต ถ้าขาดอินซูลินหรือการออกฤทธิ์ไม่ดี ร่างกายจะใช้น้ำตาลไม่ได้ จึงทำให้น้ำตาลในเลือดสูงมีอาการต่างๆของโรคเบาหวาน นอกจากมีความผิดปกติของการเผาผลาญอาหารคาร์โบไฮเดรตแล้ว ยังมีความผิดปกติอื่น เช่น มีการสลายของสารไขมันและโปรตีนร่วมด้วย

อาการของโรคเบาหวาน

คนปกติก่อนรับประทานอาหารเช้าจะมีระดับน้ำตาลในเลือด 70-110 มก.% หลังรับประทานอาหารแล้ว 2 ชม.ระดับน้ำตาลไม่เกิน 140 มก.% ผู้ที่ระดับน้ำตาลสูงไม่มากอาจจะไม่มีอาการอะไร การวินิจฉัยโรคเบาหวานจะทำได้โดยการเจาะเลือด อาการที่พบได้บ่อย

คนปกติมักจะไม่ต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะในเวลากลางดึกหรือปัสสาวะอย่างมากไม่เกิน 1 ครั้ง เมื่อน้ำตาลในกระแสเลือดมากกว่า180มก.% โดยเฉพาะในเวลากลางคืนน้ำตาลจะถูกขับออกทางปัสสาวะทำให้น้ำถูกขับออกมากขึ้น จึงมีอาการปัสสาวะบ่อยและเกิดการสูญเสียน้ำ และอาจจะพบว่าปัสสาวะมีมดตอม
ผู้ป่วยจะหิวน้ำบ่อยเนื่องจากต้องทดแทนน้ำที่ถูกขับออกทางปัสสาวะ
อ่อนเพลีย น้ำหนักลดเกิดเนื่องจากร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลจึงย่อยสลายส่วนที่เป็นโปรตีนและไขมันออกมา
ผู้ป่วยจะกินเก่งหิวเก่งแต่น้ำหนักจะลดลงเนื่องจากร่างกายน้ำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานไม่ได้ จึงมีการสลายพลังงานจากไขมันและโปรตีนจากกล้ามเนื้อ
อาการอื่นๆที่อาจเกิดได้แก่ การติดเชื้อ แผลหายช้า คัน
คันตามผิวหนัง มีการติดเชื้อรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณช่องคลอดของผู้หญิง สาเหตุของอาการคันเนื่องจากผิวแห้งไป หรือมีการอักเสบของผิวหนัง
เห็นภาพไม่ชัด ตาพร่ามัวต้องเปลี่ยนแว่นบ่อย ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะมีการเปลี่ยนแปลงสายตา เช่นสายตาสั้น ต่อกระจก น้ำตาลในเลือดสูง
ชาไม่มีความรู้สึก เจ็บตามแขนขาหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เนื่องจากน้ำตาลสูงนานๆทำให้เส้นประสาทเสื่อม เกิดแผลที่เท้าได้ง่าย เพราะไม่รู้สึก
อาเจียน
น้ำตาลในกระแสเลือดสูงเมื่อเป็นโรคนี้ระยะหนึ่งจะเกิดโรคแทรก%A
โดย: srisawat วันที่: 8 ธันวาคม 2548 เวลา:19:22:21 น.
  
ความรู้ทั่วไปเรื่องเบาหวาน

โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรัง และก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ ก่อให้เกิดปัญหากับ ฟันและเหงือก ตา ไต หัวใจ หลอดเลือดแดง ท่านผู้อ่านสามารถป้องกันโรคแทรกซ้อนต่างๆได้โดยการปรับ อาหาร การออกกำลังกาย และยาให้เหมาะสม ท่านผู้อ่านสามารถนำข้อเสนอแนะจากบทความนี้ไปปรึกษากับแพทย์ที่รักษาท่านอยู่ ท่านต้องร่วมมือกับคณะแพทย์ที่ทำการรักษาเพื่อกำหนดเป้าหมายการรักษา บทความนี้เชื่อว่าจะช่วยท่านควบคุมเบาหวานได้ดีขึ้น

โรคเบาหวานคืออะไร

อาหารที่รับประทานเข้าไปส่วนใหญ่จะเปลี่ยนจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือดเพื่อใช้เป็นพลังงาน เซลล์ในตับอ่อนชื่อเบต้าเซลล์เป็นตัวสร้างอินซูลิน อินซูลินเป็นตัวนำน้ำตาลกลูโคสเข้าเซลล์เพื่อใช้เป็นพลังงาน โรคเบาหวานเป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เกิดเนื่องจากการขาดฮอร์โมนอินซูลิน หรือประสิทธิภาพของอินซูลินลดลงเนื่องจากภาวะดื้อต่ออินซูลินทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอยู่เป็นเวลานานจะเกิดโรคแทรกซ้อนต่ออวัยวะต่างๆ เช่น ตา ไต และระบบประสาท

ฮอร์โมนอินซูลินมีความสำคัญต่อร่างกายอย่างไร

อินซูลินเป็นฮอร์โมนสำคัญตัวหนึ่งของร่างกาย สร้างและหลั่งจากเบต้าเซลล์ของตับอ่อน ทำหน้าที่เป็นตัวพาน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่เนื้อเยื่อต่างๆของร่างกาย เพื่อเผาผลาญเป็นพลังงานในการดำเนินชีวิต ถ้าขาดอินซูลินหรือการออกฤทธิ์ไม่ดี ร่างกายจะใช้น้ำตาลไม่ได้ จึงทำให้น้ำตาลในเลือดสูงมีอาการต่างๆของโรคเบาหวาน นอกจากมีความผิดปกติของการเผาผลาญอาหารคาร์โบไฮเดรตแล้ว ยังมีความผิดปกติอื่น เช่น มีการสลายของสารไขมันและโปรตีนร่วมด้วย

อาการของโรคเบาหวาน

คนปกติก่อนรับประทานอาหารเช้าจะมีระดับน้ำตาลในเลือด 70-110 มก.% หลังรับประทานอาหารแล้ว 2 ชม.ระดับน้ำตาลไม่เกิน 140 มก.% ผู้ที่ระดับน้ำตาลสูงไม่มากอาจจะไม่มีอาการอะไร การวินิจฉัยโรคเบาหวานจะทำได้โดยการเจาะเลือด อาการที่พบได้บ่อย

คนปกติมักจะไม่ต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะในเวลากลางดึกหรือปัสสาวะอย่างมากไม่เกิน 1 ครั้ง เมื่อน้ำตาลในกระแสเลือดมากกว่า180มก.% โดยเฉพาะในเวลากลางคืนน้ำตาลจะถูกขับออกทางปัสสาวะทำให้น้ำถูกขับออกมากขึ้น จึงมีอาการปัสสาวะบ่อยและเกิดการสูญเสียน้ำ และอาจจะพบว่าปัสสาวะมีมดตอม
ผู้ป่วยจะหิวน้ำบ่อยเนื่องจากต้องทดแทนน้ำที่ถูกขับออกทางปัสสาวะ
อ่อนเพลีย น้ำหนักลดเกิดเนื่องจากร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลจึงย่อยสลายส่วนที่เป็นโปรตีนและไขมันออกมา
ผู้ป่วยจะกินเก่งหิวเก่งแต่น้ำหนักจะลดลงเนื่องจากร่างกายน้ำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานไม่ได้ จึงมีการสลายพลังงานจากไขมันและโปรตีนจากกล้ามเนื้อ
อาการอื่นๆที่อาจเกิดได้แก่ การติดเชื้อ แผลหายช้า คัน
คันตามผิวหนัง มีการติดเชื้อรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณช่องคลอดของผู้หญิง สาเหตุของอาการคันเนื่องจากผิวแห้งไป หรือมีการอักเสบของผิวหนัง
เห็นภาพไม่ชัด ตาพร่ามัวต้องเปลี่ยนแว่นบ่อย ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะมีการเปลี่ยนแปลงสายตา เช่นสายตาสั้น ต่อกระจก น้ำตาลในเลือดสูง
ชาไม่มีความรู้สึก เจ็บตามแขนขาหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เนื่องจากน้ำตาลสูงนานๆทำให้เส้นประสาทเสื่อม เกิดแผลที่เท้าได้ง่าย เพราะไม่รู้สึก
อาเจียน
น้ำตาลในกระแสเลือดสูงเมื่อเป็นโรคนี้ระยะหนึ่งจะเกิดโรคแทรกซ้อนที่เกิดกับหลอดเลือดเล็กเรียก microvacular หากมีโรคแทรกซ้อนนี้จะทำให้เกิดโรคไต เบาหวานเข้าตา หากเกิดหลอดเลือดเลือดแดงใหญ่แข็งเรียก macrovascular โดยจะทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ อัมพาต หลอดเลือดแดงที่ขาตีบนอกจากนั้นยังอาจจะเกิดปลายประสาทอักเสบ neuropathic ทำให้เกิดอาการชาขา กล้ามเนื้ออ่อนแรง ประสาทอัตโนมัติเสื่อม

ใครมีโอกาสเป็นโรคเบาหวาน

สาเหตุของการเกิดโรคเบาหวานยังไม่ทราบแน่นอนแต่องค์ประกอบสำคัญที่อาจเป็นต้นเหตุของการเกิดได้แก่ กรรมพันธุ์ อ้วน ขาดการออกกำลังกาย หากบุคคลใดมีปัจจัยเสี่ยงมากย่อมมี่โอกาสที่จะเป็นเบาหวานมากขึ้น ปัจจัยเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานได้แสดงข้างล่างนี้

ใครที่ควรจะต้องเจาเลือดหาโรคเบาหวาน

ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่สองพบมากและมักจะวินิจฉัยไม่ได้ในระยะแรก การที่มีภาวะน้ำตาลสูงเป็นเวลานานๆทำให้เกิดการเสื่อมของอวัยวะต่างๆเช่น ตา หัวใจ ไต เส้นประสาท เส้นเลือด นอกจากนี้ยังพบว่ามีโรคความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันในโลหิตสูงร่วมด้วย ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งในการวินิจฉัยให้เร็วที่สุดเพื่อลดภาวะแทรกซ้อน การตรวจคัดกรองเบาหวานในผู้ใหญ่ที่ไม่มีอาการ ผู้ที่สมควรได้รับการเจาะเลือดตรวจตรวจหาเบาหวาน คือ

ประวัติครอบครัวพ่อแม่ พี่ หรือ น้อง เป็นเบาหวานควรจะตรวจเลือดแม้ว่าคุณจะไม่มีอาการ
อ้วน ดัชนีมวลกายมากกว่า27% หรือน้ำหนักเกิน20%ของน้ำหนักที่ควรเป็นสำหรับประเทศในเอเซียเราพบว่าเมื่อดัชนีมวลกายมากกว่า 23 จะพบผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานมากดังนั้นแนะนำว่าควรจะเจาะเลือดตรวจเบาหวานเมื่อดัชนีมวลกายมากกว่า 25 อยากทราบว่าดัชนีมวลกายเท่าไรคลิกที่นี่
อายุมากกว่า45ปี
ผู้ที่ตรวจพบ IFG หรือ IGT
ความดันโลหิตสูงมากกว่า140/90 mmHg
ระดับไขมัน HDL น้อยกว่า35 มก%และหรือ TG มากกว่า250 มก.%
ผู้ที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย
ประวัติเบาหวานขณะตั้งครรภ์หรือน้ำหนักเด็กแรกคลอดมากกว่า4กิโลกรัม
บุคคลที่มีปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวควรที่จะได้รับการตรวจหาระดับน้ำตาลในเลือดทุก3ปี หากคุณเป็นคนที่มีปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวการป้องกันน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดโดยการออกกำลังกาย การควบคุมอาหาร การคุมน้ำหนัก สำหรับรายละเอียดอย่างอื่นให้ดูหัวข้อบนเมนูด้านขวา
http://www.siamhealth.net/Disease/endocrine/DM/intro.htm
โดย: srisawat วันที่: 8 ธันวาคม 2548 เวลา:19:22:22 น.
  
ชนิดของเบาหวาน แบ่งเบาหวานเป็น 4 กลุ่ม

โรคเบาหวานเป็นกลุ่มของโรคซึ่งมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงซึ่งอาจจะเกิดจากความผิดปกติของการสร้าง หรือการออกฤทธิ์ หรืออาจจะเกิดจากกลไกทั้งสอง ผลจากการที่น้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานานทำให้เกิดโรคหลอดเลือดแข็งและมีการทำลาย ไต สมอง หัวใจ ระดับน้ำตาลเมื่อเป็นใหม่ๆจะไม่สูงแต่เมื่อเวลาผ่านไประดับน้ำตาลจะสูงขึ้น ชนิดของโรคเบาหวาน

เบาหวานชนิดที่หนึ่ง [Type 1 diabetes,immune-mediated ] หรือที่เคยเรียกว่า Insulin-dependent diabetes ผู้ป่วยมักจะเกิดอาการก่อนอายุ 30 ปี ด้วยอาการหิวน้ำบ่อย น้ำหนักลด เกิด ketosis ได้ง่าย เกิดจากมีการทำลายของ ß-cell ทำให้มีการหลั่งอินซูลินน้อยลง
immune-mediated เป็นโรคเบาหวานชนิดที่1เกิดจากมีการทำลายของตับอ่อนเนื่องจากมีภูมิคุ้ม antibody กันต่อ beta-cell ของตับอ่อน นอกจากนั้นยังพบมี antibody ต่อ insulin ผ๔้ป่วยจะไม่มีการสร้าง insulin หรืออาจจะมีแต่น้อยมาก ความรุนแรงของโรคในแต่ละคนจะไม่เท่ากัน บางคนเป็นมากและเร็ว นอกจากนั้นผู้ป่วยกลุ่มนี้ยังเสียงต่อการเกิดโรคแพ้ภูมิต่างๆ เช่น Graves’ disease, Hashimoto’s thyroiditis, Addison’s disease, vitiligo, celiac sprue, autoimmune hepatitis, myasthenia gravis, and pernicious anemia
Idiopathic diabetes เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 ที่เจาะเลือดไม่พบ antibody ต่อเซลล์ของตับอ่อน
เบาหวานชนิดที่สอง [Type 2 diabetes,noinsulin dependent] ความสำคัญของโรคเบาหวานชนิดนี้ก็คือคนอาจจะเป็นโรคเบาหวานโดยที่ไม่เกิดอาการอะไร เมื่อผู้ป่วยมีอาการของโรคเบาหวานมักจะมีโรคแทรกซ้อนแล้วร้อยละ 50 จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคเบาหวานจะต้องตรวจเลือดแม้ว่าจะยังไม่มีอาการของโรคเบาหวาน ผู้ป่วยมักจะมีอายุมากกว่า 30 ปีมักจะวินิจฉัยโดยการเจาะเลือดตรวจร่างกายโดยไม่มีอาการ ผู้ป่วยมักจะอ้วนโรคจะค่อยๆดำเนินจนเกิดโรคแทรกซ้อน ผู้ป่วยจะมีระดับอินซูลินปกติหรือสูงสาเหตุที่เป็นเบาหวานเพราะมีภาวะต้านต่ออินซูลิน insulin resistance การลดน้ำหนัก การออกกำลังกาย จะช่วยในการควบคุมโรคเบาหวาน
เบาหวานในคนตั้งครรภ์ [ Gestation diabetes] เบาหวานที่เป็นขณะตั้งครรภ์
เบาหวานชนิดอื่นๆจะไม่ขอกล่าวเนื่องจากพบน้อย
Impaired fasting glucose/impaired glucose tolerance [IFG/IGT]
น้ำตาลของคนปกติจะน้อยกว่า 100 มก%
ค่าน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติแต่ยังไม่ถึงระดับที่จะวินิจฉัยว่าจะเป็นเบาหวาน [100-126 mg%] เรียก Prediabetes ผู้ป่วยกลุ่มนี้มี อัตราเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานสูงส่วน
ผู้ที่มีระดับน้ำตาลเกิน 126 มก%ให้การวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวาน
ส่วนการตรวจความทนทานต่อเบาหวาน Glucose tolerance test

IGT เป็นการทดสอบโดยให้รับประทานน้ำตาล 75 กรับแล้วตรวจหาระดับน้ำตาลหลังรับประทานน้ำตาลไปแล้ว 2 ชั่วโมงอยู่ในช่วง 140 - 200 มก%
คนที่ปกติระดับน้ำตาลจะน้อยกว่า 140 มิลิกรัม
ค่าอยู่ระหว่าง 140-199 มิลิกรัมเรียก impaired glucose tolerance test เป็นภาวะเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน Prediabetes
ผู้ที่ระดับน้ำตาลมากกว่า 200 มิลิกรัม% ถือว่าเป็นโรคเบาหวาน
เบาหวานชนิดที่หนึ่ง เบาหวานชนิดที่สอง
เกิดในคนอายุน้อย(30)
ผอม
ไม่สามารถสร้างอินซูลิน
เกิดอาการรุนแรงได้ง่าย
จำเป็นต้องใช้อินซูลิน
เกิดในคนอายุมาก(40)
น้ำหนักเกินหรืออ้วน
ผลิตอินซูลินได้บ้าง แต่ไม่พอ
มีอาการเล็กน้อย
คุมอาหารและใช้ยาเม็ด



คำนำ | การวินิจฉัย | การคัดกรอง| ชนิดของเบาหวาน| หลักการรักษาและโรคแทรกซ้อน | เป้าหมายในการควบคุมเบาหวาน | การติดตามและการประเมิน
โดย: srisawat วันที่: 8 ธันวาคม 2548 เวลา:19:23:53 น.
  
http://www.siamhealth.net/index0/disea.htm

รวมสาระพัดโรค
โดย: srisawat วันที่: 8 ธันวาคม 2548 เวลา:19:51:03 น.
  
อาหารสำหรับผู้ที่มีโคเลสเตอรอลสูง
1. อาหารที่ควรรับประทาน
1.1 เนื้อสัตว์ เลือกเฉพาะเนื้อล้วนๆ ไม่มีมัน ไม่มีหนัง
1.2 ไข่ ส่วนที่เป็นไข่ขาว รับประทานได้ตามต้องการ แต่ควรงดรับประทานไข่แดง
1.3 ถ้าต้องการรับประทานเนยต้องเป็นเนยเทียม
1.4 ผักรับประทานได้ตามต้องการ แต่ก็ควรอยู่ในปริมาณแต่พออิ่ม
1.5 ขนมที่ไม่ใส่มะพร้าว ไม่ใส่นม หรือเนย (ถ้าน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ปกติต้องงดไม่ควรรับประทาน)
1.6 ควรปรุงอาหารด้วยน้ำมันถั่วเหลือง 100% ที่มีขายทั่วไป น้ำมันข้าวโพด หรือน้ำมันรำ ผสมน้ำมันถั่วเหลือง

2. อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง
2.1 ขาหมู ตับ ไต สมอง เลือด ของสัตว์ต่างๆ ไข่ปลา หอยนางรม
2.2 ไขมันสัตว์ เนย ครีม เนยแข็ง นมชนิดธรรมดา ไอศครีม มะพร้าม น้ำมันหมู น้ำมันเนย
2.3 ไส้กรอกทุกชนิดทั้งไส้กรอกอีสาน ไส้กรอกไทย ไส้กรอกฝรั่ง
2.4 อาหารทอด ขนมทอด ไม่ควรซื้อรับประทาน เพราะมักใช้น้ำมันหรือเนยที่เป็นไขมันชนิดอิ่มตัว ซึ่งทำให้โคเลสเตอรอล (ไขมันในเส้นเลือด) สูงได้

อาหารสำหรับผู้ที่มีไตรกลีเซอไรด์สูง
1. อาหารที่ควรรับประทาน จะเหมือนกับผู้ป่วยที่มีโคเลสเตอรอลสูง
2. อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง
2.1 กะทิ น้ำมันมะพร้าว
2.2 อาหารประเภทขนม ลูกกวาดต่างๆ
2.3 น้ำหวาน น้ำอัดลม
2.4 เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่างๆ
2.5 อาหารต่างๆ ในกลุ่มที่มีโคเลสเตอรอลสูง

การปฏิบัติตัวสำหรับผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง 1. ควบคุมอาหารที่มีไขมันสูงทุกชนิด
2. การออกกำลังกาย ควรเลือกประเภทที่เหมาะสมกับความสามารถและกำลังของตนเอง
3. พักผ่อนให้เพียงพอ
โดย: srisawat วันที่: 8 ธันวาคม 2548 เวลา:20:06:07 น.
  
ปริมาณโคเลสเตอรอลในอาหาร (มิลลิกรัม / น้ำหนักอาหาร 100 กรัม)

ชนิดของอาหาร ปริมาณ มก.


ชนิดของอาหาร ปริมาณ มก.

ขาหมู 6200 หัวใจวัว 145
ไข่นกกระทา 3640 เนื้อลูกวัว 140
สมองหมู 3100 เนื้อหมูติดมัน 126
สมองวัว 2300 เนื้อวัวติดมัน 125
ไข่แดง (ไก่) 2000 มันแพะหรือแกะ 122
ปลาหมึกยักษ์ 1170 น้ำมันแพะ 122
ไข่แดง (เป็ด) 1120 หัวใจหมู 120
ตับแพะ 610 ปลาจาระเม็ด 120
น้ำมันตับปลา 500 เนื้อนกพิราบ 110
หอยนางรม 454 เนื้อวัว 106
หอยเสียบ 454 กระดูกหมู 105
ไข่ไก่ 450 หมูแฮม 100
ตับหมู 420 ปลาซ้ง 98
ไตวัว 400 เนื้อไก่ 90
ไตหมู 380 เนื้อเป็ด 90
ตับวัว 376 ปลาตะเพียน 90
ปลาหมึกเล็ก 348 ปลาลิ้นหมา 87
ไข่ปลา 300 ปลาแซลมอน 86
ครีม 300 ปลาจีน 85
ปลาเข็มกลัด 244 เนื้อแกะ 70
ปลาไหลทะเล 186 เนื้อกระต่าย 65
เนยเหลว 186 ปลาดุก 60
หอยกาบ 180 เนื้อแพะ 60
หอยแครง 180 เนื้อหมูล้วน 60
ปู 164 กระเพาะแพะ 41
กุ้ง 154 เนยแข็ง 33
กุนเชียง 150 นมสด 24
ไส้หมู 150 แมงกะพรุน 24
กระเพาะหมู 150 ปลิงทะเล 0
กระเพาะวัว 150 ไข่ขาว 0


--------------------------------------------------------------------------------

โดย: srisawat วันที่: 8 ธันวาคม 2548 เวลา:20:06:50 น.
  
http://www.thaiclinic.com/medbible/postmenopause.html
วัยทองอย่างมีคุณภาพ
menopuase , hormone , osteoporosis, วัยทอง, แคลเซี่ยม, calcium , ประจำเดือน อาหารเสริม



วัยทอง


มักจะเป็นคำเรียกผู้ที่ก้าวเข้าสู่ช่วงความเปลี่ยนแปลงของชีวิตจากวัยผู้ใหญ่ ไปเป็นผู้สูงอายุ โดยทั่ว ๆ ไปวัยทองจะเริ่มขึ้นเมื่อคนเรามีอายุ 40 ปีขึ้นไป หลาย ๆ คนไม่อยากจะก้าวเข้าสู่ช่วงของวัยทอง เพราะได้ยินได้ฟังมาว่า คนในวัยนี้จะเกิดความเปลี่ยนแปลงของร่างกายและอารมณ์ เกิดความหงุดหงิด ไม่สบายเนื้อสบายตัว จนทำให้คนรอบข้างต้องได้รับผลกระทบไปด้วย

แต่ในความเป็นจริงแล้ว แม้เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงวัยทองได้ แต่เราก็สามารถที่จะอยู่ได้อย่างสุขสบายในวัยทอง ถ้ามีการปฏิบัติตัวและดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ และถูกต้อง นพ.สมนิมิตร มีคำแนะนำสำหรับการก้าวเข้าสู่วัยทองอย่างมีคุณภาพ

หลาย ๆ มีความเข้าใจว่า วัยทองคือวัยหมดประจำเดือน แต่จริง ๆ แล้ววัยทองจะเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงก่อนหมดประจำเดือน โดยทั่ว ๆ ไปแล้วจะอยู่ในช่วงระหว่างอายุ 40-45 ปี และจะเกิดขึ้นกับทั้งผู้หญิงและผู้ชาย แต่ผู้หญิงจะกลัวและวิตกกังวลกับการก้าวเข้าสู่วัยทองมากกว่า เพราะจะได้ยินได้ฟังคำบอกเล่าต่อ ๆ กันมา เช่น เข้าวัยทองแล้วจะเร็ว ผิวพรรณจะหมองคล้ำ ไม่เต็งตึง พฤติกรรม อารมณ์เปลี่ยนแปลง อีกทั้งยังมีโรคร้ายต่าง ๆ เข้ามารุมเร้า ซึ่งสิ่งที่ได้ยินต่อ ๆ กันมานี้ มีทั้งจริงและไม่จริง กรณีที่บางอย่างเป็นจริง ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะเกิดขึ้นกับวัยทองทุก ๆ คน

อาการ


ในระยะแรก ๆ ที่คนเราจะเข้าสู่วัยทอง จะมีอาการต่าง ๆ ที่สามารถสังเกตุเห็นได้ชัด เช่น มีอาการหงุดหงิดง่าย นอนไม่ค่อยหลับ ร้อนวูบวาบ เหงื่อออกผิดปกติทั้ง ๆ ที่อากาศไม่ร้อน นอกจากนี้บางคนจะหลงลืมง่าย ทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพต่ำลง ซึ่งอาการเหล่านี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในช่วงอายุนั้น แต่บางคนก็เข้าสู่วัยทองโดยไม่มีอาการต่าง ๆ เหล่านี้เลย แต่พบน้อย

การเปลี่ยนแปลง


สำหรับสิ่งที่เราพบได้บ่อยในความเปลี่ยนแปลงของหญิงวัยทองก็คือ ความเปลี่ยนแปลงของรอบประจำเดือน โดยจะแบ่งเป็น 3 ช่วง คือ

ช่วงแรก
อายุ 40-45 ปี ประจำเดือนจะมาเร็วขึ้น เช่นจากที่เคยมาทุกเดือน จะมาทุก ๆ 3 อาทิตย์
ช่วงที่ 2
อายุประมาณ 45-50 ปี ระยะนี้ประจำเดือนจะเริ่มห่าง เช่นว่าบางคนเดือนครึ่งมาทีหนึ่ง บางคนอาจเป็น 2 เดือน 3 เดือน มาครั้งหนึ่ง
ช่วงที่ 3
เป็นช่วงที่หมดประจำเดือนจริง ๆ อายุประมาณ 50 ปี ขึ้นไป ประจำเดือนจะหายไปเป็นระยะเวลานาน ซึ่งเราจะตัดสินว่าคน ๆ นั้นหมดประจำเดือนแล้วจริง ๆ ก็ต่อเมื่อประจำเดือนหายไปครบ 12 เดือน หรือ 1 ปี
ปัญหาทางร่างกายที่จะเกิดกับวัยทองจะมี 2 ระยะด้วยกันคือ

ผลระยะสั้น
เริ่มตั้งแต่ช่วงก้าวเข้าสู่วัยทอง จนกระทั่งหมดประจำเดือนไปแล้ว ช่วงนี้จะมีอาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกมากผิดปกติ มักเป็นตอนกลางคืน อ่อนเพลีย เหนื่อยหน่าย หงุดหงิดง่าย ขี้กังวล นอนไม่หลับ หลงลืม
ผลระยะยาว
จะมี 3 ระบบใหญ่ ๆ คือ เกี่ยวกับระบบอวัยวะสืบพันธุ์และทางเดินปัสสาวะ โดยบางคนเมื่อหมดประจำเดือนไปนานแล้ว จะพบอาการต่าง ๆ เช่น ช่องคลอดแห้ง เจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์ ปัสสาวะขัด อีกระบบหนึ่งเป็นระบบหัวใจและหลอดเลือด โดยจะมีความเสี่ยงเพิ่มที่จะเป็นโรคดังกล่าว และระบบที่ 3 เกี่ยวกับภาวะกระดูกบาง หรือกระดูกพรุน จะพบบ่อยกับผู้ที่หมดประจำเดือนแล้ว 5 ปีขึ้นไป
ปัจจัยเสี่ยง

แต่อย่างไรก็ตาม การเกิดโรคเหล่านี้ ไม่ได้เป็นกับทุกคน แต่จะเป็นกับผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น คนที่มีความดันโลหิตสูง สูบบุหรี่ ไขมันในเลือดสูง รวมทั้งผู้ที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ก็จะเสี่ยงกับโรคหัวใจและหลอดเลือด มากขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยทอง ซึ่งเสมือนเป็นปัจจัยเร่งนั่นเอง ส่วนภาวะกระดูกบางกระดูกพรุน ก็จะเสี่ยงในกลุ่มคนที่มีพันธุกรรมดังกล่าว ตลอดจนผู้ที่ทานอาหารแคลเซี่ยมน้อยมาเป็นเวลานาน เป็นต้น


การป้องกัน

เราสามารถป้องกันไม่ให้เกิดอาการต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาข้างต้นได้หรือไม่นั้น เป็นคำถามที่มีผู้ถามกันบ่อยมาก จุดนี้ คำตอบคือเราสามารถทำได้ด้วยการลดปัจจัยเสี่ยงที่กล่าวมาแล้ว รวมไปถึงการพยายามรับประทานแคลเซี่ยมตั้งแต่เนิ่น ๆ โดยการรับประทานแคลเซี่ยมนี้ เป็นเหมือนกับการฝากธนาคารไว้ก่อน เพราะเมื่อคนเราอายุ 35 ปีแล้ว แคลเซี่ยมในกระดูกจะเริ่มลดต่ำลง ถ้าเราฝากไว้เยอะ เวลาแคลเซี่ยมลดลงก็จะเหลือต้นทุนไว้เยอะ นอกจากนี้ พยายามดูแลตัวเองอย่าให้เป็นเบาหวาน ความดันสูง ด้วยการพยายามลดอาหารไขมันสูง ลดความอ้วน หรือถ้าใครเป็นโรคนี้อยู่ก็พยายามปรึกษาแพทย์สม่ำเสมอเพื่อลดปัญหาลง

การดูแลรักษาอาการของคนวัยทอง

หลาย ๆ คนจะมีอาการทางด้านอารมณ์ในวัยทอง ซึ่งจริง ๆ แล้วการที่มีอารมณ์เปลี่ยนแปลง เป็นผลกระทบมาจากการที่ร่างกายมีความเปลี่ยนแปลง ยิ่งถ้าหากคนรอบข้างไม่เข้าใจ ก็จะยิ่งทำให้ผู้ที่อยู่ในวัยทองมีความแปรปรวนทางด้านอารมณ์มากขึ้นไปอีก

ส่วนทางด้านร่างกายนั้น จะเป็นไปในรูปของการส่งเสริมสุขภาพมากกว่า อาจจะเข้าปรึกษาแพทย์ตามคลินิควัยทอง เพื่อรับคำแนะนำ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ ไม่จำเป็นต้องเป็นการให้ยารักษาเสมอไป ส่วนใหญ่เมื่อไปพบแพทย์ แพทย์จะซักประวัติ ตรวจร่างกายทั่วไป ตรวจภายในเพื่อเช็คมะเร็งปากมดลูก ตรวจเลือดเบาหวาน ไขมันในเส้นเลือด การทำงานของตับไต การทำงานของหัวใจ เพื่อหาความผิดปกติ ถ้าหากพบก็ต้องดูแลรักษาอาการเหล่านั้นต่อไป

การรับประทานฮอร์โมน

การเสริมฮอร์โมนนี้ จะเป็นฮอร์โมนที่เลียนแบบฮอร์โมนที่ผลิตมาจากรังไข่ เพราะวัยทองนี้เป็นวัยที่รังไข่ทำงานน้อยลงจนกระทั่งหยุดทำงานไป ไม่สร้างฮอร์โมนอีก เราจะใช้ฮอร์โมนจากภายนอนเข้าไปทำงานแทน โดยจะต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์

คำถามที่ถามบ่อย

ถาม : อายุ 55 ปีแล้ว ยังมีประจำเดือนอยู่เลย จะมีปัญหาหรือไม่
ตอบ : การที่เราอายุมาแล้ว ยังมีประจำเดือนอยู่นั่นหมายถึงเรายังมีระดับฮอร์โมนที่สูงพอ นับว่าเป็นผลดีมากกว่าผลเสีย ถ้าหากตรวจไม่พบความผิดปกติใด ๆ

ถาม : ผู้ชายวัยทอง ต้องระวังเรื่องอะไรเป็นพิเศษ
ตอบ : ควรระวังเรื่องของระบบทางเดินปัสสาวะ ต่อมลูกหมากโต และอาจะมีปัญหาทางด้านอารมณ์เกิดขึ้นได้เช่นกัน


ถาม : อาหารเสริมและวิตามินสำหรับวัยทองจำเป็นหรือไม
ตอบ : ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์เหล่านี้ออกมามาก แต่ในกรณีที่จะพิจารณาใช้ ควรมีหลักคิดอย่างหนึ่งว่า ต้องพิจารณาค่าใช้จ่าย เทียบกับอาหารธรรมชาติด้วย เพราะอาหารที่คนวัยทองต้องการนั้น สามารถหาได้จากธรรมชาติทั้งสิ้น

ถาม : ยาต้องห้ามสำหรับคนวัยทอง
ตอบ : สำคัญมาก ๆ ต้องระวังยาในกลุ่ม Steroid เพราะถ้าใช้ระยะยาวจะยิ่งส่งเสริมให้เกิดภาวะกระดูกพรุนกระดูกบางได้ ไม่ควรใช้พร่ำเพรื่อ ซึ่งยาพวกนี้บางทีผสมในยาหม้อ ยาลูกกลอน

โดย นพ.สมนิมิตร เหลืองรัศมีรุ่ง แพทย์สูตินารีเวช


โดย: srisawat วันที่: 8 ธันวาคม 2548 เวลา:20:08:25 น.
  
http://203.157.109.3/pkdho/fat.htm
ไขมันในเส้นเลือด

สาเหตุโรคหัวใจและหัวใจวาย
คลอเรสเตอรอลหรือไขมันในเส้นเลือด มีลักษณะเหมือนไขมันเป็นสารที่พบ
ในไขมันอิ่มดัวของสัตว์และน้ำมัน อาหารที่ทำให้มีไขมันในเส้นเลือดสูง คือ ไข่แดง
ครีม เนย เนยแข็งและเนื้อสัตว์ที่มีไขมัน
ไขมันในเส้นเลือดปรกติทั่วไป มีระดับ 150-250 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ( 1 ต่อ 10 ควอร์ต ) ผู้เชี่ยวชาญหลายคนแนะนำให้รักษาระดับคลอเรสเตอรอล ต่ำกว่า 200 บางคนบอกว่าควรต่ำกว่า 150 ด้วยซ้ำไป การศึกษาหลายอันบ่งชี้ว่า
ระดับไขมันในเส้นเลือดสูงนั้นเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดอาการหัวใจวาย และเส้นเลือดในสมองแตกได้
คลอเรสเตอรอลหรือไขมันในเส้นเลือดนั้นอยู่ในทางเดินโลหิต แถมยังเกาะตัวอยู่ตรงผนังด้านในของเส้นโลหิตไขมันสะสมอันนี้ก่อตัวมากขึ้น จนทำให้ผนังหลอดเลือดหนามากขึ้น จนขาดความยืดหยุ่นลง เส้นโลหิตแคบลงและจำกัดโลหิตที่ไหลผ่านไปมา ในที่สุด เลือดที่ถูกส่ง
ผ่านไปมาก็อาจผ่านไปไม่ได้ เลยชะงักไป ถ้าเกิดเป็นที่เส้นเลือดเส้นที่ส่งเลือด ไปหล่อเลี้ยงสมองก็อาจทำให้เกิดอาการเส้นโลหิตในสมองขาดไป หรือถ้าไปหยุดกึกที่เส้นโลหิตหล่อเลี้ยงหัวใจก็เกิดอาการหัวใจหยุดเต้น

ตารางแสดงความเสี่ยงต่อไขมันในเส้นเลือด
เวลาที่คุณมีความเสี่ยง......
อายุ
ความเสี่ยงปานกลาง
ความเสี่ยงสูง

2 - 19
เกิน 170
เกิน 185

20 - 29
เกิน 200
เกิน 220

30 - 39
เกิน 220
เกิน 240

40 ขึ้นไป
เกิน 240
เกิน 260






โดย: srisawat วันที่: 8 ธันวาคม 2548 เวลา:20:09:45 น.
  
เจ้าของบล็อคก็ดูแลสุขภาพด้วยนะคะ ^^



...
โดย: ขอบคุณที่รักกัน (blueberry_cpie ) วันที่: 8 ธันวาคม 2548 เวลา:20:59:59 น.
  
การรักษาโรคไตมีอยู่หลายวิธีคือ การเปลี่ยนไต การฟอกไต การรักษาโดยใช้ยา
1. การเปลี่ยนไตมีค่าใช้จ่ายที่สูงและค่อยข้างจะยุ่งยากเพราะต้องหาไตมาเปลี่ยนส่วนไตเทียมที่ใช้เปลี่ยนยังสู้ของจริงไม่ได้ เมื่อเปลี่ยนแล้วต้องรอดูผลว่าจะมีผลข้างเคียงหรือไม่ ร่างกายต่อต้านไตใหม่หรือไม่
2. การฟอกไตเป็นเพียงการยืดอายุของผู้ป่วยเท่านั้นเพราะไม่ได้เป็นการรักษา เพียงแต่ช่วยทำความสะอาดไตไม่ให้ไตที่ทำงานได้ไม่มากต้องทำงานหนักจนเกินไป และการฟอกไตต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูงมากเพราะต้องฟอกบ่อยๆ
ร่างกายผู้ป่วยจะเสื่อมโทรม แต่ไม่ได้หายจากโรค
3. การใช้ยารักษาโรคไต ปัจจุบันยังไม่มียาแผนปัจจุบันตัวไหนที่รักษาโรคไตได้ แต่ยาสมุนไพรมีสูตรที่สามารถรักษาโรคไตให้หายได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนไต การฟอกไตช่วยได้แค่ยืดอายุ
ยาสมุนไพรรักษาโรคไตของดิฉันเป็นสมุนไพรจีนที่ได้รับการสืบทอดสูตรจากบรรพบุรุษไม่มีการผสมสารสเตียรอยด์ ปัจจุบันทำการปรุงสำเร็จโดยเภสัชกร บรรจุขวดพร้อมรับประทาน
เพียงรับประทานครั้งแรกผู้ป่วยจะสามารถรู้ได้เลยว่ายาตัวนี้ถูกกับโรคหรือไม่ หากยาถูกกับโรคคือสามารถรักษาได้เมื่อรับประทานยาไปแล้วผู้ป่วยจะปวดปัสสาวะทันทีใน 1 ชั่วโมง
โดยถ้ารับประทานแล้วรู้สึกว่าไม่ดีก็ให้หยุดรับประทานต่อ จะได้ไม่เสียเงินมาก แต่ถ้าถูกกับโรคคุณก็จะหายจากโรคไตโดยไม่ต้องเปลี่ยนไต คงไม่เป็นการเสียหายหากจะลองดูสักครั้งเพื่อแลกกับโอกาสที่จะหายจากโรคไตและ
กลับมามีสุขภาพดีดังเดิม หากคุณกำลังเป็นโรคไตหรือมีญาติที่เป็นโรคนี้อยู่คงรู้ว่าโรคนี้น่ากลัวและร้ายแรงแค่ไหน หากคุณสนใจไม่ว่าจะเป็นข้อมูลของโรคหรือข้อมูลของยาสามารถติดต่อขอรับคำปรึกษาได้ยินดีให้คำปรึกษาฟรี
ติดต่อที่คุณเเอ่ยว 01-9764230,09-5766004 HolyFern@hotmail.com

ราคายา ขวดละ 600 บาท
โดย: เอี่ยว IP: 202.12.97.111 วันที่: 8 ตุลาคม 2549 เวลา:13:40:16 น.
  
ข่าวดีโรคไต รักษาหายแล้ว ไม่ต้องล้างไตค่ะ
สวัสดีค่ะ วันนี้เอาข่าวมาเผยแพร่ค่ะ คืออยากเผยแพร่สิ่งที่ได้พบมากับตัวเอง คือป่วยเป็นโรคไตค่ะ พยายามรักษาตัวมาโดยตลอดจนครั้งสุดท้ายไปหาหมอตรวจ หมอบอกว่าต้องล้างไต ซื่งค่าล้างไตก็ค่อนข้างต้องใช้เงิน ก็คิดหนักมากเลยค่ะ แต่บังเอิญอ่านข่าวจากในเน็ตแล้วเจอว่ามีคนทานยาสมุนไพรรักษาโรคไตหายมาแล้วหลายคน ทีแรกเราก็ไม่ค่อยอยากเชื่อแต่คิดว่าไหนๆเราก็รักษาหมอโรงพยาบาลมาตั้งนานไม่หายซักทีเราเลยลองยาสมุนไพร พอไปซื้อจะเป็นยาดองน้ำผึ้งค่ะ เป็นแบบบ้านๆนี่แหล่ะค่ะ แล้วทานอย่างที่เค้าแนะนำ แล้วเราก็กินอย่างต่อเนื่อง อาการดีขึ้นเรื่อยๆค่ะ ก็เลยกินมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันนี้หายแล้วค่ะ กินอยู่2เดือน เอง ทุกวันนี้ไม่ต้องล้างไตด้วย อันนี้เลยเอามาบอกกันค่ะ เพราะเผื่อใครที่เป็นโรคไต ก่อนไปล้างไต ก็อยากให้ลองตัวนี้ดูค่ะ ส่วนคนที่ล้างไตไปแล้วก็อยากให้ลองค่ะ ร้านเค้าบอกว่าหายมาแล้วนะค่ะ แล้วตัวเราเองก็หายมาแล้วเหมือนกัน แล้วแต่คนเชื่อนะค๊ะ แต่เราหายมาแล้วจริงแต่สำหรับคนที่คิดมาก เรื่องมาก ก็ไม่ต้องไปซื้อหรอกค่ะ ก็ไปล้างไตตามสบายไม่ได้บังคับให้ใครเชื่อค่ะเพราะเราก็ไม่ได้มีส่วนได้เสียกับร้านอยู่แล้ว แค่อยากบอกทางเลือกดีๆให้คนอื่นด้วยน่ะค่ะ ว่าของไทยทำ คนไทยใช้ รักษาได้จริงค่ะ อ้อ.. ราคาไม่แพงค่ะ ไม่แพงเลยจริงๆ คุ้มกว่าไปหาหมอโรงพยาบาลอีกค่ะ เพราะเราไปรักษามาหลายที่แล้ว ทั้งรัฐบาล เอกชน ที่ไหนว่าดี เราไปมาแล้ว ไม่หายค่ะ
แต่มากินยาสมุนไพร หายจนถึงทุกวันนี้เลยค่ะ คุ้มจริงๆค่ะ ใครป่วยเป็นโรคอัมพฤกษ์ ปวดเรื้อรังตามร่างกายมะเร็ง เค้าก็มียารักษานะค๊ะยังไงก็ลองโทรไปคุยดูค่ะ เค้าขายมาเป็นสิบปีแล้วค่ะ มีคนรู้จักที่เราแนะนำให้ไปทานก็อาการดีขึ้น บางคนก็หายแล้ว ถ้าสนใจ
เบอร์ร้านที่เค้าขายนะค๊ะ คุณสุภาภรณ์ 089-185-1867
ขอให้ทุกท่านที่ได้ข้อความนี้ ถ้าป่วยอยู่ก็ขอให้หายวันหายคืนนะค๊ะ

ที่ต้องย้ำเรื่องคนเรื่องมากเพราะเคยซื้อไปให้ญาติทานแต่เค้าหัวหมอมาก สมุนไพรมีสารอย่างโน้นอย่างนี้ใครรับประกันอย่านั้นอย่างนี้ แล้วก็ไม่ทาน สรุปตอนนี้ล้างไต อยู่ได้และก็อยู่อีกไม่นานก็เสียชีวิตค่ะ เพราะป่วยเป็นเบาหวานแทรกซ้อนเพิ่มเข้าไป น่าเศร้าใจเลยไม่อยากให้ใครประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ฉะนั้นข้อความข้างต้นนี้ทำเพื่อไม่ได้หาผลกำไรแต่อย่างใดแค่อยากเสนอทางเลือกให้กับคนป่วย เป็นการเล่าประสบการณ์ให้ฟังค่ะ เพราะเราไปหาหมอโรงพยาบาลก็ไม่มียาอะไรรับประกันว่าเราจะหายเหมือนกัน ทำไมคนไทยไม่ยอมเชื่อยาสมุนไพรไทย ก็แล้วแต่อะค่ะ แค่รู้สึกเสียใจแทนญาติว่าถ้าไม่ยึดติดมาก็คงไม่เสียชีวิตแบบนี้
โดย: กันยา IP: 203.144.220.242 วันที่: 26 ตุลาคม 2550 เวลา:13:11:40 น.
  
ไตทำไมถึงต้องกินของเค็มอะบอกหน่อยนะเราไม่รู้
จิงๆ
โดย: นายใจดำ ขำไม่ออก IP: 203.209.118.130 วันที่: 18 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:18:18:49 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

srisawat
Location :
นครราชสีมา  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed

 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



ธันวาคม 2548

 
 
 
 
1
2
3
4
6
7
9
10
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
All Blog