Group Blog
 
<<
เมษายน 2552
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
9 เมษายน 2552
 
All Blogs
 
Cosmetic Labeling Regulations ผู้บริโภคถูกเอาเปรียบ?


วันนี้เกิดอาการเก็บกด อยากรำพึงรำพันเกี่ยวกับฉลากเครื่องสำอางค่ะ

Cosmetic or Drug?
เกริ่นนิดนึงที่ว่า เครื่องสำอาง และ ยา ... คร่าวๆ คือว่า เครื่องสำอางคือ ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทำความสะอาด เสริมความงามให้ดูดีขึ้น แต่เครื่องสำอางบางอย่างก็อาจจะจัดว่าเป็นยาได้หากเครื่องสำอางนั้นๆ มีส่วนผสมที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ป้องกัน หรือ รักษาโรคบางอย่าง ... อย่างเช่นว่า สารกันแดด ยารักษาสิว เป็นต้น ซึ่งนั้นก็จะเรียกว่าเป็นยาได้ ซึ่งเราจะสังเกตได้ง่ายๆ จากส่วนผสมในส่วนของ Active ingredients ซึ่งกฎหมายบังคับให้ระบุแยกไว้ต่างหาก

หากเครื่องสำอางที่ไม่มีส่วนผสมที่เรียกว่ายา ส่วนผสมอื่นๆ ก็จะต้องถูกแจกแจงระบุไว้ทั้งหมดเช่นกัน ... ทั้งนี้ทั้งนั้นกฎหมายอ้างว่า เพื่อประโยชน์ของผู้บริโภค (จะได้รู้ว่ามีส่วนผสมตัวไหนบ้างที่จะเป็นอันตราย หรือ ระคายเคือง ต่อผู้บริโภคนั้นๆ บ้าง) ... นอกจากนี้ ก็จำเป็นจะต้องระบุชื่อผลิตภัณฑ์ การใช้งาน ปริมาณ ชื่อที่อยู่ผู้ผลิต คำเตือน และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของผู้บริโภค ... นั่นก็เป็นสิ่งที่ดี ... แต่ มีแต่ค่ะ ... แต่ก่อนที่เราจะบ่น ก็ขอพูดถึงเรื่องส่วนผสมโดยรวมก่อน เผื่อใครอยากจะศึกษาเพิ่มเติมค่ะ

International Nomenclature for Cosmetic Ingredients (INCI) System
พูดถึงส่วนผสมเครื่องสำอางตาม US and EU standards (ซึ่งก็คล้ายๆ กัน แต่ EU จะเข้มงวดกว่า) โดยทั่วๆ ไป ก็ใกล้เคียงกัน ... รวมถึงที่แคนาดาที่นี่ด้วย ... ส่วนญี่ปุ่นเราไม่มีข้อมูล

คือว่า ชื่อส่วนผสมจะต้องระบุโดยใช้ชื่อ INCI เช่น Aloe Vera ก็ให้ระบุว่า Aloe Barbadensis หรือ Witch Hazel ก็ให้ระบุว่า Hamamelis Virginiana เป็นต้น ... ซึ่งก็มีบางตัวยกเว้นบ้าง ... ระบบนี้ถูกบังคับใช้ใน US, EU, และ Canada ด้วย (ญี่ปุ่นเราไม่ทราบนะคะ) ... แต่ถ้าหากว่าส่วนผสมนั้นๆ ยังไม่มีชื่อในระบบ INCI ก็ให้ใช้ชื่อทางเคมีโดยตรงได้

Botanicals
คำว่า botanicals นี้ จะใช้ได้เมื่อส่วนผสมนั้นๆ เป็นส่วนผสมที่ได้มาโดยตรงจากพืช ไม่ผ่านกระบวนการทางเคมีเลย ... เช่น ผิวส้ม หรือ Citrus aurantium dulcis (orange) peel extract เป็นต้น

How to List Ingredients on the Label
ทีนี้ก็มาถึงจุดสำคัญ ที่ว่า การทำฉลากส่วนผสมจะต้องมีกฎเกณฑ์อะไรบ้าง




การเขียนฉลากเครื่องสำอางมีกฎเกณฑ์ดังนี้ค่ะ

Descending Order of Predominance อันนี้หลายๆ คนก็รู้ดีแล้ว ว่าส่วนผสมจะต้องใส่โดยเรียงลำดับ % by weight จากมากไปหาน้อย ... ง่ายๆ ก็คือ ส่วนผสมตัวแรก ก็จะเป็นส่วนผสมที่มีมีปริมาณมากที่สุด ไล่ลงไปตามลำดับน้อยลงไปเรื่อยๆ ... ซึ่งจุดนี้ผู้บริโภคส่วนมากก็ใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจเลือกเครื่องสำอาง (นอกเหนือไปจากการอ่านเพื่อดูว่ามีส่วนผสมที่ระคายเคืองหรือไม่) ... ซึ่งก็ฟังแล้วก็ดูสมเหตุสมผลดี ... แต่

มาถึง "แต่" ที่เราทำใจรับไม่ได้

Ingredients with Concentrations of 1% or Less อะไรๆ ในโลกนี้ มันก็ต้องมีคำว่า "แต่" ซะมาก ... กฎหมายบอกว่า หากส่วนผสมที่มี % concentration (by weight) น้อยกว่า 1% เนี่ย ไม่จำเป็นต้องเรียงลำดับก็ได้ ... นั่นไงล่ะ เริ่มมีกลิ่นตุ่ยๆ แล้ว

คือเราก็เข้าใจนะ ว่าส่วนผสมน้อยๆ มาก จะให้มาวัดเบ๊ะๆ มันไม่ใช่เรืองง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ผลิตตัวเล็กๆ ซึ่งก็จะสร้างความยุ่งยากขึ้นมาได้ ... อันนี้เราเข้าใจดี และยอมรับได้ ว่า คุณไม่ต้องเรียงลำดับก็ได้ ... เพราะว่ามันน้อยๆ ทั้งนั้น ไม่แตกต่างเท่าไหร่ (เช่นพวก preservatives หรือ fragrances ทั้งหลาย) ... แต่

แต่ทำไมคะ ... คุณกฎหมาย ต้องเข้าข้างผู้ผลิตนัก ... แล้วผู้บริโภคตาดำๆ อย่างเราจะไปตรัสรู้ (สะกดถูกมั๊ยคะ) ได้ยังไง ว่าไอ้ตัวที่มันมี %น้อยกว่า 1% เนี่ย มันเริ่มต้นตั้งแต่หนใด? เริ่มรู้สึกว่าถูกเอารัดเอาเปรียบรึยังคะ? ... ของกล้วยๆ ง่ายๆ ไม่ยุ่งยากต่อผู้ผลิตเลย (แม้แต่น้อย) แต่เป็นประโยชน์กับผู้บริโภคอย่างมากมาเลยคือ ... ก็แยกส่วนผสมที่น้อยกว่า 1% กับส่วนผสมที่มากกว่า 1% ซะก็หมดเรื่อง ... แค่ใส่จุดขั้นไว้ เพิ่มคำบอกไว้ซักคำสองคำ ... แค่นี้ก็สิ้นเรื่อง

ทีนี้แหล่ะ ผู้ผลิตหลายๆ ราย ก็ใช้ช่องโหว่นี้ในการ "ลวง" ผู้บริโภคได้อย่างง่ายดาย ... เดี๋ยวมาดูตัวอย่างกันอีกที ... ตอนนี้ขอพูดถึงข้อถัดไปก่อน

Colouring Agents นี่ก็อีกตัว คือ สีที่ใส่ลงไปในเครื่องสำอาง สามารถใส่ไว้ในส่วนไหนของ list ก็ได้ โดยไม่ต้องเรียงลำดับ ... ทำไมละค่ะ?

Fragrance น้ำหอมเนี่ย ส่วนมากเราจะเห็นเป็นคำว่า fragrance และ parfum ... คำว่า parfum เนี่ย เป็นคำรวมๆ ... คือ ผลิตภัณฑ์นั้นๆ อาจจะมีน้ำหอมอยู่ 8-10 ตัว มากหรือน้อยกว่านั้น ก็ไม่สำคัญ ... ผู้ผลิตสามารถระบุเพียงคำเดียวว่า parfum ... หรือ อาจจะระบุชนิด fragrances แต่ละตัวเป็นรายตัวไปเลยก็ได้ ... นอกจาก parfum จะถูกยุบให้รวมเป็นส่วนผสมตัวเดียวแล้ว (ถึงแม้ว่าจะผสมกลิ่นเข้าไปหลายๆ กลิ่นก็ตาม) กฎหมายยังยอมให้ parfum ถูกใส่ไว้ตามลำดับ หรือ ใส่ไว้ท้ายสุดของ list ก็ได้ (ถึงแม้ว่ามันจะมากกว่า 1% ก็ตาม) ... คือ ประมาณว่า ผู้ผลิตจะใส่น้ำหอมเท่าไหนก็ได้ ... ผู้บริโภคไม่มีวันรู้ได้เลยว่าปริมาณน้ำหอมในเครื่องสำอางนั้นๆ มีมากน้อยแค่ไหน

Flavour พวกรสชาติต่างๆ ก็เช่นกัน เช่นพวกสารเคมีที่ให้รสหวาน รสมะนาว รสมินท์ (เช่นในพวก balm เป็นต้น) ก็ใส่ไว้ส่วนท้ายของ list โดยไม่ต้องคำนึงถึงปริมาณ ไม่ต้องเรียงลำดับ




ตกลง ผู้บริโภคอย่างเราได้รับประโยชน์จริงๆ หรือ???

เนื่องจากว่าเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่า ส่วนผสมตัวไหนบ้างที่น้อยกว่า 1% ... ไอ้ที่มันน้อยกว่า 1% เนี่ย มันเริ่มต้นตรงไหน

บางคนใช้วิธีการดูว่าน้ำหอมอยู่ตรงไหน และส่วนที่ต่อท้ายๆ ถือว่าน้อยมากๆ ... วิธีนี้มันใช้ได้จริงหรือเปล่า???

บางคนใช้วิธีดูปริมาณ preservative เพราะส่วนมากปริมาณ preservative จะใส่แถวๆ 1% มากกว่านี้ หรือ น้อยกว่านี้เล็กน้อย (แต่ไม่เสมอไป) ... ดูส่วนผสมที่ต่อจากวัตถุกันเสีย ก็แสดงว่า น้อยกว่า 1% ... วิธีนี้ใช้ได้จริงหรือเปล่า???

มาลองดูตัวอย่างกัน ยี่ห้ออะไรไม่ต้องรู้ละกัน แต่หลายๆ คนคงเดาๆ ได้ ... ดูๆ แล้ว ... โอวววววว์ ดูดี ใช่มั๊ยคะ? ... น้ำ ซิลิโคน emollients แล้วก็ตามด้วย antioxidants, antiaging, anti-inflammatory เป็นแสนๆ ตัว เลย ... แถมอยู่ในลำดับกลางๆ เลยเชียว แถมมีพวก water binders ดีๆ อยู่ในลำดับกลางๆ กระเดียดไปทางลำดับต้นๆ อีก

Water, Dimethicone, Cetyl Ethylhexanoate, Butyrospermum Parkii (Shea Butter), Jojoba Eater, Pentaerythrityl Tetraethylhexanoate, Glycerine, Cetearyl Alcohol, Glyceryl Stearate, Peg-100 Stearate, Butylene Glycol, Hydrogenated Lecithin, Echinacea Pallida (Coneflower) Extract, Perilla Ocymoides Seed Extract, Rosmarinus Officinalis (Rosemary) Extract, Laurimonium Hydroxypropyl Hydrolyzed Soy Protein, Curcuma Longa (Turmeric) Root Extract, Plankton Extract, Arabidopsis Thaliana Extract, Lauroyl Lysine, Creatine, Adenosine Phosophate, Chamomilla Recutita (Matricaria), Sorbitol, Sea Whip Extract, Sodium Hyaluronate, Tocopheryl Acetate, Micrococcus Lysate, Trehalose, Niacinamide, Behenyl Alcohol, Cetearyl Glucoside, Cholesterol, Zeolite, Acrylates/C10-30 Alkyl Acrylate Crosspolymer, Caffeine, Sodium Rna, Astrocaryum Murumuru Butter, Linoleic Acid, Acrylamide/Sodium Acryloyldimethyltaurate Copolymer, Lecithin, Dimethiconol, Isohexadecane, Ascorbyl Tocopheryl Maleate, Tromethamine, Caprylyl Glycol, Zinc Pca, Mannitol, Isodecyl Salicylate, Hexylene Glycol, Citric Acid, Ethyl Bisminomethylguaiacol Manganese Chloride, Polysorbate 80, Disodium Nadh, Aminopropyl Ascorbyl Phosphate, C1-8 Alkyl Tetrahydroxycyclohexanoate, Hydroxyethycelluose, Potassium Sulfate, Maltodextrin, Ferulic Acid, Dextrin, Xanthan Gum, Nordihydroguaiaretic Acid, Sodium Chloride, Disodium Edta, Phenoxyethanol

อีกตัวนึง ตัวนี้ 30ml ราคาหลายร้อยเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว ... ตัวนี้ ก็ไม่แพ้กัน ... ส่วนผสมดีๆ ทั้งหลาย พวก plant extracts ดีๆ ทั้งหลาย อยู่ในลำดับต้นๆ เลย ... แล้วยังสาระพัด anti-aging อีกต่างหาก ... หลายๆ คนเห็นแล้วคงจะคิดว่า มันน่าจะเข้มข้นน่าดู ... ใช่มั๊ยคะ? ... เพราะดูซิ ส่วนผสมพวก preservatives ซึ่งส่วนมากจะราวๆ 1% อยู่ในลำดับท้ายๆ นี่แสดงว่าส่วนผสมดีๆ plant extracts ทั้งหลายต้องมากกว่า 1% (ซึ่งก็น่าจะทำให้ผลิตภัณฑ์นั้นๆ เลิศ อัดแน่นไปด้วยคุณภาพ) ... เป็นแบบนั้นเสมอไปรึเปล่า?






มาดูคำโฆษณาเค้าก่อน

A uniquely paired approach to reawakening the appearance of youth, this serum are designed to work in synergy, immediately adding radiance, visibly lifting the skin and profoundly restoring clarity and brightness. (ก็โฆษณาว่าจะช่วยให้ดูอ่อนวัยขึ้นถ้าใช้ serum นี้ ว่างั้น)

At the heart of the serum is a rare blue algae that flourishes in pristine waters fed by ancient glacial waters and underground springs. Its exceptional lifting energies come to life as it journeys through a meticulous bio-fermentation process, boosting its efficacy far beyond anything previously imagined. (แล้วก็บอกว่ามีส่วนผสม blue algae อ่านไปก็เคลิ้มไป พูดไรไม่รู้ แอบงง แต่อ่านแล้วรู้สึกดี ว่างั้น)

A network of proteins within the blue blgae stimulates skin's own internal building blocks while other proteins help prevent their premature breakdown. Skin's ability to renew itself is greatly enhanced. A youthful smoothness and bounce are tremendously restored. (อันนี้ก็บอกต่อว่า ไอ้ blue algae เนี่ย มันดียังไง ... แล้วมันใส่ไปเท่าไหนล่ะ ... นั่นมันคุณสมบัติของ blue algae หาใช่คุณสมบัติของ serum ตัวนี้ซะเมื่อไหร่ ... แต่เราอ่านไป ก็เคลิ้ม ตามเคย)

ก็สาระพัดจะยกเมฆมาอ่ะนะ ... คือ ถ้าเจ้า blue algae ถูกใส่ไปในปริมาณมากพอ มันก็อาจจะทำหน้าที่ตามที่ blue algae ที่จะทำได้ ... แต่ถ้าใส่ไปนิดเดียว แต่เค้าไม่บอกเราล่ะ ... มันก็คงไม่ช่วยอะไร นอกจากเสียเงินหลายร้อยเหรียญ ... นี่ยังไม่ต้องพูดถึงว่า หากเราทา blue algae ไปที่ผิวเนี่ย มันช่วยได้อย่างที่เค้าเคลมหรือเปล่านะคะ




สมมุติกันเล่นๆ

จากส่วนผสมข้างต้น สมมุติว่าเราเป็นผู้ผลิต ... แล้วเราเอา %concentration มาเปิดเผย ... และออกมาเป็นแบบนี้

ส่วนผสมหลัก: Water (50%)

ส่วนผสมอื่นๆที่มากกว่า 1%: Butylene Glycol, Methyl Gluceth-20, Peg-75, Bis-peg-18 Methyl Ether Dimethyl Silane

ส่วนผสมที่ใส่ไปน้อยมากๆ สมมุติ 0.00001% (คือถัง 10 ลิตร ใส่ไปอย่างละหยด เพื่อจะใช้โฆษณาได้): Vitis Vinifera (Grape) Fruit Extract, Bupleurum Falcatum Root Extract, Siegesbeckia Orientails Extract, Hydrolyzed Ulva Lactuca Extract, Chlorella Vulgaris Extract, Saccharomyces Lysate Extract, Mimosa Tenuiflora Bark Extract, Betula Alba (Birch) Extract, Hydrolyzed Wheat Protein, Scutellaria Baicalensis Extract, Morus Nigra (Mulberry) Root Extract, Yeast Extract (Faex), Triticum Vulgare (Wheat) Flour Lipids, Enteromorpha Compressa Extract, Artemia Extract, Algae Extract, Sea Whip Extract, Coenzyme A, Sodium Rna, Acetyl Glucosamine, Tourmaline, Bifida Ferment Lysate, Caffeine, Glycosaminoglycans, Dipotassium Glycyrrhizate, Linoleic Acid, Hydrolyzed Jojoba Esters, Sodium Hyaluronate, Tocopheryl Acetate, Tetraacetylphytosphingosine, Squalane, Micrococcus Lysate, Glycerin, Anthemis Nobilis (Chamomile)

ส่วนผสมที่ใช้แต่งกลิ่น thickener สมมุติใส่ไป 0.95% (น้อยกว่า 1% นิ): Caprylic/capric Triglyceride, Glycine, Sucrose, Sorbitol, Hydrogenated Lecithin, Methyldihydrojasmonate, Oleth-10 Phosphate, Oleth-5, Choleth-24, Ceteth-24, Glycereth-26, Lecithin, Linalyl Acetate, Peg-8, Maltodextrin, Xanthan Gum

Preservatives และน้ำหอม สมมุติใส่ไป 0.95% (น้อยกว่า 1% นิ): Sodium Carbomer, Disodium Edta, Bht, Sodium Benzoate, Phenoxyethanol, Methylparaben, Butylparaben, Isopropylparaben, Isobutylparaben, Green 5

คร่าวๆ นะคะ ... คือมันอาจจะรวมแล้วได้เกิน 100% คือ เราอยากแสดงให้เห็นเฉยๆ ว่า ผู้ผลิตเค้ากำลังเล่นตลกอะไรกับเรา ... เค้ากำลัง "ลวง" เราอยู่รึเปล่า?




ถ้าเราเรียงลำดับทุกตัว จากมากไปหาน้อย โดยไม่มีข้อยกเว้น มันก็จะออกมาหน้าตาแบบนี้ ... ถูกต้องมั๊ยคะ?



มันดูไม่ดีเหมือนของที่เค้า list ไว้ตอนแรกเลยใช่มั๊ยคะ? ถ้าส่วนผสมแบบนี้ ราคาหลายร้อยเหรียญ เราคงจะคิดแล้วคิดอีก และคงไม่ซื้อด้วยซ้ำ




อย่างที่บอกว่า เราก็เข้าใจว่าจะให้เค้าเรียงลำดับทุกตัวคงเป็นไปไม่ได้ เพราะตัวที่ใส่ไปน้อยๆ มันเปรียบเทียบยาก เพิ่มความยุ่งยากโดยใช่เหตุ ... แต่ถ้าเราทำแบบนี้ล่ะ ... เราแบ่งขั้นว่าตัวไหนน้อยกว่าก็แบ่งขั้นด้วยคำบางคำ เช่นว่า "Also Contains" (สมมุติเอาเฉยๆ เลียนแบบ "May Contains" ที่ใช้ๆ กันอยู่)



แบบนี้ จึงจะเกิดประโยชน์กับผู้บริโภคอย่างแท้จริง แบบนี้ถึงจะเรียกว่า "คุ้มครองผู้บริโภค" หรือเปล่า? ... และไม่ก่อให้เกิดความยุ่งยากให้กับผู้ผลิตด้วย ... ซึ่งเป็นการ "ปิดช่องโหว่" ไม่ให้พวกฉวยโอกาสเอารัดเอาเปรียบลูกค้าอีกด้วย ... เป็นการป้องกันไม่ให้พวกเห็นแก่เงิน ... ใส่น้ำ กับ ซิลิโคน สองตัวอย่างละ 10 ลิตร แล้วก็หยด พวกสารสวรรค์วิมาร อย่างละหยด (จะใส่ซักร้อยตัวก็ไม่กระทบต้นทุนการผลิต) เพื่อไว้ใช้โฆษณา อ้าง ล่อลวงคนซื้อให้หลงไหล ทุ่มเงินทอง โดยหวังว่ามันจะดีอย่างส่วนผสมที่อ้าง




เมื่อไหร่นะ?

เมื่อไหร่นะ กฎหมายจะออกมาเพื่อปกป้องผู้บริโภคอย่างแท้จริง? ... ตอนนี้เราคงทำได้เพียงแค่ ลองผิดลองถูก หรือไม่ก็เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมน้อยตัวที่สุด และมีปริมาณ %concentration ของส่วนผสมที่ใช้อ้างในการโฆษณาบอกไว้ชัดเจน ... นอกจากนั้นแล้ว ผู้บริโภคอย่างเราๆ ทำอะไรได้ ... นอกจากการลองผิดลองถูก(หลอก)

แบบนี้แหล่ะนะ เครื่องสำอางใหม่ๆ ก็ผุดออกมาเป็นดอกเห็ด ผู้บริโภคก็ใช้เงินเท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ลองผิดลองถูก ไม่มีวันจบสิ้น

ก็มาบ่นๆ ค่ะ ... ไม่มีอะไร ... ฝากไว้อ่านกันเล่นๆ นะคะ

.................

รักกันไว้เถิด :(




Create Date : 09 เมษายน 2552
Last Update : 10 เมษายน 2552 14:28:14 น. 18 comments
Counter : 1927 Pageviews.

 
ตาสว่างคะ น่าจะมีอะไรมาควบคุมพวกนี้ อย่างนี้มันลวงผู้บริโภคชัดๆ ขวดนิดเดียวมันจะอัดแน่น สาร อะไรขนาดนั้น.


โดย: ดา IP: 125.24.42.175 วันที่: 9 เมษายน 2552 เวลา:18:40:38 น.  

 
เป็นอีกแง่มุมนึงที่ไม่เคยนึกถึงมาก่อน ได้ประโยชน์ดี ขอบคุณค่ะ


โดย: grain of sand IP: 58.64.83.113 วันที่: 9 เมษายน 2552 เวลา:20:12:08 น.  

 
อ่านแล้วจี้ดดดดดดเลยค่ะ

ทำไมกฎหมายถึงเป็นแบบนี้

ใครนะที่ออกกฎหมาย พวกระยำตัวไหน?


โดย: น้องใหม IP: 124.157.235.214 วันที่: 9 เมษายน 2552 เวลา:21:20:15 น.  

 
แย่จังเลยแฮะ

ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆค่ะ



โดย: KaPookLook (pook_sb ) วันที่: 9 เมษายน 2552 เวลา:22:16:28 น.  

 
คิ้วขมวดเลย พักนี้ยิ่งซื้อแต่ของที่เขียนว่า
ปลอดสารไร้สาระปรุงแต่งอยู่ด้วย เลยยิ่งไม่ค่อยแน่ใจว่า
ปลอดจริงรึเปล่า


โดย: futomomo วันที่: 9 เมษายน 2552 เวลา:22:28:07 น.  

 
อืม อ่านแล้วเห็นด้วยอย่างยิ่งเลยค่ะคุณฟีบี้
เนื้อหาหน้านี้แหล่มมากๆๆ


โดย: MeLaNie_me' วันที่: 10 เมษายน 2552 เวลา:0:01:10 น.  

 


โดย: CrackyDong วันที่: 10 เมษายน 2552 เวลา:2:34:15 น.  

 
นี่แหละคือสิ่งที่ต้องการ

ขอบคุณหลายๆ ก๊าบ


โดย: ชฎาแหลม วันที่: 10 เมษายน 2552 เวลา:10:53:27 น.  

 
ขอบคุณข้อมูลดีๆค่ะ... เห็นด้วยอย่างมากกกก


โดย: yoko วันที่: 10 เมษายน 2552 เวลา:11:09:40 น.  

 
เอ..คุ้นๆ เหมือนเคยผ่านตา หรือได้ยินที่ไหน ที่ว่าใส่ส่วนผสมธรรมชาติมากๆ ไม่ได้ เพราะผู้ใช้อาจเกิดอาการแพ้สารธรรมชาติได้ (กรณีนี้ไม่พูดถึงว่าสารจากธรรมชาติแพงนะคะ)

อืม..เรื่องจริงเป็นไงกันนี่


โดย: srn IP: 202.183.233.218 วันที่: 10 เมษายน 2552 เวลา:15:07:53 น.  

 
เล่นเกมทายแทนละกันคับ ... (กำลังฮิตทายรุปเครื่องสำอางที่ pantip.com)
แบรนด์แรกที่ตีแผ่ส่วนผสมที่คุณฟีบี้ลงไว้
ตอบว่าเป็น Clinique super rescue (continuous rescue เดิม)


โดย: Guitarist IP: 125.24.20.117 วันที่: 10 เมษายน 2552 เวลา:15:51:44 น.  

 
เป็นแบบนี้เองรึเนี่ย.. นึกว่าพวกส่วนผสมจะให้ข้อมูลดีๆ ได้ แต่กลายเป็นว่ามันมีวิชามารด้วยแฮะ


โดย: แมวจอมกวน วันที่: 11 เมษายน 2552 เวลา:12:07:33 น.  

 

เข้ามาอ่าน แล้วก็นะแอบจี๊ดตามคุณฟีบี้ไปได้วยจริงๆ

เฮ้อ!


ขอบคุณสำหรับข้อมูลด้วยนะคะคุณฟีบี้


ไม่ได้คุยกันเสียนานเลย ยังไงรักษาสุขภาพด้วยนะคะ

^_^


โดย: sweet_stuff วันที่: 11 เมษายน 2552 เวลา:13:28:51 น.  

 
จริงแบบที่คุณพีบี้เขียนวันนี้ค่ะ
แล้วถ้าวันไหน ทั้งโลกมีการบอก% เครื่องสำอางบนฉลาก ทุกตัว
เหมือนกับที่บอกในฉลากอาหารล่ะก็
วันนั้นคือวันที่ผู้ผลิตทั้งโลกจะต้องเปลี่ยนแปลงกันแบบสึนามิเลยทีเดียว
แล้วโฆษณาต่างๆมันจะไม่มีความหมายเลย ไม่สามารถโม้อะไรได้มากถ้าคนซื้อรู้ราคาตลาดกลางของวัตถุดิบแต่ละอย่าง แบรนด์ต่างๆจะลำบากขึ้นมาก แต่สารทางเครื่องสำอางแฟนซีมันก็จะมีออกมาเรื่อยๆ มีผลการทดลองมาพรีเซ็นต์ให้ผู้ผลิต เกทับกันไปมาระหว่างผู้ผลิตสาร แต่ที่ใช้ได้ผลจริงๆดันเป็นพวกสารbasic พอหันมาหาของพื้นฐาน
แต่ก็ต้องมาดูกันอีกรอบว่าผสมไปจริงๆหรือเปล่า โม้%มั้ย ค่าPHและความคงสภาพของแต่ละยี่ห้ออีก ลองนึกดู เหมือนกับการเลือกคบแฟนสักคนนึงเลย แล้วสุดท้ายเราก็โดนหลอก หรือไม่ก็โชคดี


โดย: ชุติกาญจน์ วันที่: 20 เมษายน 2552 เวลา:3:43:57 น.  

 
คอทำงานอยู่บริษัทเครื่องสำอางและพอรู้เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวค่ะ
คือตามหลักที่กม.กำหนดจะมีการเรียงลำดับไว้ค่ะ
แต่เนื่องจากลูกค้า(เจ้าของเครื่องสำอาง ครีม ยี่ห้อนั้นๆ)
ได้ทำเอกสารว่าต้องการที่จะพิมพ์ฉลากเป็นแบบนั้น และ จะรับผิดชอบหากีการฟ้องร้องใดๆ
ทางบริษัท ก็ไม่สารถมีอำนาจอีกที่จะไปบังคับให้เจ้าของแบรนด์ออกฉลากที่ถูกต้องเปธๆตามกม.กำหนดค่ะ
ดังนั้น หากต้องการความถูกต้องจริงๆ ดิฉันคิดว่า
1.ต้องนำฉลากไปตรวจสอบโดยหย่วยงานรัฐและเอาเรื่องอีกทีค่ะ
2.หากว่าพบแล้วว่าแบรนด์นั้นเป็นการโฆษณาเกินความจริงก้มีสิทธิ์นำฉลากไปฟ้องคดีความได้
3.เลิกใช้สินค้าแบรนด์นั้นๆค่ะ


โดย: nude IP: 58.181.133.194 วันที่: 12 ตุลาคม 2552 เวลา:13:40:21 น.  

 
จริงครับ ใส่แค่ขี้เล็บจริงๆ เครื่องสำอางค์ถูกๆ หลายยี่ห้อเลยครับ เจ้าของโรงงานมาบอกเอง ว่าถ้ามีปัญญา ก็ไปซื้อของแพงๆ ใช้เถอะ คุ้มกว่า


โดย: ซกมกจัง IP: 124.120.10.156 วันที่: 9 มกราคม 2553 เวลา:6:32:49 น.  

 
เครื่องสำอางแพงๆ แต่ใส่สารออกฤทธิ์มาเท่าขี้เล็บ เยอะมากกกกขอบอก
ขายแพงไม่ได้แปลว่าคิดราคาตามต้นทุนเนื้อสินค้านะ
ต้นทุนทางการตลาด สำหรับเครื่องสำอางที่ขายแพงๆ
ถ้าผู้บริโภครู้เข้า คงขายของกันลำบาก


โดย: Cosmetic manufacture IP: 118.172.50.53 วันที่: 12 เมษายน 2553 เวลา:10:41:02 น.  

 
ปรบมือให้เลย จขกท. สุดยอด ขอบคุณคับ


โดย: chattiwut IP: 202.55.142.13 วันที่: 8 ธันวาคม 2554 เวลา:15:43:05 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Phoebe Buffay
Location :
ทุ่งหญ้า Canada

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 166 คน [?]




"It's Phoebe! That's, P as in Phoebe; H as in hoebe, O as in oebe; E as in ebe; B as in bebe; and E as in ... Ello there mate." Friends

There is no copyright here, unless otherwise specifically mentioned. If you find it useful, just take it. Thanks!

CHAT BOX



LAST UPDATES
LOSEING WEIGHT (BBC)
SKINCARE MINI SERIES
FAVORITES

Friends' blogs
[Add Phoebe Buffay's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.