-'@'-Journey Of Love-'@'- เมื่อหัวใจเดินทาง
<<
มิถุนายน 2552
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
8 มิถุนายน 2552
 
 
เวียดนามเหนือ พักใจ (มั้ง) Let's Go!!!

กลับจากเวียดนามแล้วจ้า

วันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ที่ผ่านมาก็ได้มีโอกาศไปเยือนเมืองงามประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ฮานอย ฮาลอง บอกได้คำเดียวว่า ร้อน สุดๆ ๆ ๆ ๆ ถึงจะสวยยังไง เล่นเจออากาศร้อนตับโผล่ซะ ก็เอาหมดอารมณ์เที่ยวไปเหมือนกัน

เริ่มต้นการเดินทางในวันศุกร์ที่ 5 มิ.ย. ทำงานจนถึงวินาทีสุดท้าย 3 โมงครึ่งก็เริ่มเคลียร์โต๊ะทำงาน เตรียมตัวกลับบ้าน แต่กว่าจะได้ออกจากออฟฟิสจริงๆ ก็เกือบ 4 โมง ด้วยความทันสมัยของการจราจรบนฟ้า และใต้ดิน ทำให้ไม่ต้องไปเสียเวลากับท้องถนนเหมือนคนอื่น โผล่จากรถไฟใต้ดิน เดิน 5 นาทีก็ถึงบ้าน

จัดการแปลงร่างเตรียมพร้อมขึ้นเครื่องไปนอนเสร็จ คุณพ่อบังเกิดเกล้าก็กลับมาถึงบ้านพอดี (แบบว่าโทรไปจิกให้กลับมารับแล้วพาไปส่งสนามบินไม่อยากนั่งแท๊กซี่) ไปถึงสนามบินเพื่อนๆ เช็คอินเดินเข้า ตม.กันหมดแล้ว เหลือแต่เรา กะ เจ้านาย ที่มาช้าสุด (พวกที่เดินทางบ่อยๆ จะช้ากว่าชาวบ้านเค้า)

สายการบินที่เลือกใช้บริการในครั้งนี้คือ AirAsia สารภาพเลยว่านี่เป็นครั้งแรกที่จะได้ใช้บริการ ถึงแม้จะเดินทางมากว่าครึ่งโลก และทั่วประเทศไทย แต่ไม่เคยได้ลองแอร์เอเชียเลย เพิ่งจะรู้ว่าถ้าเราเลือกที่นั่งต้องเสียเงินด้วย ไป-กลับ 100 บาท แล้วก็ต้องเสียค่าน้ำหนักกระเป๋าไม่เกิน 15 Kg. อีก 100 บาท (ของฟรีไม่มีในโลก) และด้วยความงกของเรา จึงไม่จำเป็นต้องเลือกที่นั่ง เค้าจัดตรงไหนเราก็นั่งได้ บินแค่ 1 ชั่วโมง 40 นาทีเอง

หลังจากผ่าน ตม.แล้ว ก็เป็นร้านช้อปปิ้งของดิวตี้ฟรี ซึ่งแน่นอนว่าหากไม่มีคำสั่ง+ฝากซื้อ ของบรรดาคุณเพื่อนพร้อมเงิน ก็อย่าหวังว่าจะได้แอ้มเงินในกระเป๋าของฉานนนนนน เลยเดินตรงดิ่งไปที่ King Power Lounge ที่อยู่ Concourse C ใช้สิทธิสมาชิกให้คุ้ม ของบริการภายในเล้าจน์ ก็จะมีทั้ง กาแฟ โกโก้ นม น้ำอัดลม ไวน์ เบียร์ ขนมขบเคี้ยว เค้ก แซนด์วิช และถ้าเป็นรอบอาหารกลางวัน หรือเย็น ก็จะมีเสริมอาหารร้อนอีกด้วย

นั่งกินนั่งเล่นจนถึงเวลา Boarding Time จึงได้ขยับก้นลุกจากที่นั่งเดินไปที่ Gate F คนละฝั่งเลย เดินสุดตึกขวา ไปสุดตึกซ้าย ถ้าไม่ประกาศเรียกชื่อให้วิ่งขึ้นเครื่อง ก็ยังใจเย็นเดินเอ้อละเหยไปเรื่อยๆ (อย่าเอาอย่างนะค่ะ)

ที่นั่งบนเครื่องก็เป็นแบบ ABC DEF สองฝั่ง ขาไปผู้โดยสารไม่เต็มลำ เหลือที่นั่งประมาณ 30 กว่าที่ได้ เราเลยสบายยึดเต็ม 3 ที่นั่งคนเดียว โฮ๊ะ โฮ๊ะ เงินก็ไม่เสีย แถมได้ที่นั่งเยอะกว่าชาวบ้าน (ของฟรีไม่มีในโลก แต่โชคดีมันก็มีมาเรื่อยๆ)

ไฟลท์ออกจากเมืองไทย เวลา 18.40 น. ถึงสนามบินนอยไบ เมืองฮานอยก็ 20.25 น. ลงจากเครื่องก็เดินตามทาง & ตามชาวบ้านมาได้เลย แวะหยิบใบตรวจโรค เขียนข้อมูลก่อน เพราะตั้งแต่เกิดโรคหวัด หรือที่เรียกกันว่า Swine Flu เกือบทุกประเทศจำเป็นต้องมีแบบสอบถามเกี่ยวกับสุขภาพเพิ่มขึ้น ส่งให้เจ้าหน้าที่แล้วเดินไปช่อง ตม. ได้เลย (ตัวอย่างแบบสอบถาม เดี๋ยวจะ scan แล้วเอามาแปะให้ดูนะค่ะ)

ด้วยความที่ ตม.ของเวียดนาม เป็นโรคจิตอย่างหนึ่ง เวลาประทับตราเข้า-ออก ชอบเปิดหน้าสุดท้ายของพาสปอร์ต และด้วยความที่เราไม่ชอบ จึงจำเป็นต้องเอาหนังสติ๊กมามัดครึ่งเล่มแล้วก็คลิปหนีบคู่กับพาสปอร์ตเล่มเก่าเอาไว้ กันไม่ให้ใช้ จะพยายามดันให้ใช้ตั้งแต่หน้าแรกไล่ไปเรื่อยๆ ไม่งั้นพวก ตม.ชอบประทับหน้ามั่วไปหมด บางครั้งก็เสียหน้าทิ้ง เพราะแค่เพียง 1 ตราประทับเท่านั้น เพราะบางประเทศจะไม่ลงตราประทับหน้าที่ใช้ไปแล้ว ถึงแม้จะเหลืออีกครึ่งหน้า

ผ่าน ตม. มาได้ก็เป็นในส่วนของสายพานรับกระเป๋า (Belt) มองที่จอมอนิเตอร์ด้านหลังเจ้าหน้าที่ ตม. ก็จะเห็นว่าไฟลท์ของเรา จะไปโผล่สายพานไหน

และแล้วก็เกิดเรื่องอีกจนได้ กระเป๋าของคนที่ไปด้วยกันพัง แตก ล้อหายไปเลย ทำให้เสียเวลาในการทำเรื่องเคลม ส่งน้องๆ ให้ออกไปพบกับเจ้าหน้าที่ฝั่งเวียดนามให้พาขึ้นไปทานเฝอ ที่ชั้น 4 ก่อน ส่วนเรากับเจ้าของกระเป๋าแล้วก็น้องอีกคนที่เป็นญาติกัน พาไปทำเรื่องชดใช้ค่าเสียหาย

Wait a minute รอหน่อยๆ อย่าเพิ่งใจร้อนไปเลย
ขอเวลาหน่อย นิดนึงๆ กำลังนึกคำอยู่

คุยกับเจ้าหน้าที่แผนก Lost & Found แล้วเพลงนี้ก็ลอยมากระทบเส้นสมองทันที ถามอะไรก็ Wait a minute ดีนะไม่เต้นออกมาตามความคิด และด้วยความเอ๋อของเราในการบวก ลบ คูณ หาร ทำให้บอกราคากระเป๋าผิดไปนิ๊ด จากตั้งใจจะ บอก 1000 บาท หาร ด้วยเงินดอลล่าห์ แทนที่จะได้ 25 เหรียญ ดันไปบอกว่า 250 เหรียญ แถมยังทำหน้าจริงจัง พยักเพยิดกับเจ้าของให้ตอบ Yes อย่างเดียวว่ากระเป๋าใบนี้ราคา 250 เหรียญจริงๆ นะ เจ้าหน้าที่ก็เอ๋อเหรอเหมือนกัน ยังอุตส่าห์ถามย้ำกลับมาให้เราแน่ใจว่า "จริงเหรอ" ไอ้เราก็หน้าตายเลย ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว มั่นใจแถต่อ 250 USD Confirmed.

สรุปว่าทำเรื่องเสร็จ แต่ก็จะยังไม่ได้เงินค่าเสียหายหรือกระเป๋าใหม่มาแทน เพราะต้องไปติดต่อที่ AirAsia ในเมืองอีกครั้ง คืนนี้เรานอนที่ฮานอย ตอนเช้าต้องไปฮาลอง แล้วถึงจะกลับมาฮานอยวันสุดท้าย เลยต้องฝากเอกสารให้เจ้าหน้าที่เวียดนามอีกคนตามเรื่องให้ ใช้เวลารวม Wait a minute ไปเกือบครึ่งชั่วโมง กว่าจะปริ้นต์เอกสารออกมาให้เราเซ็นรับทราบได้ ออกมาได้ก็รีบตามคณะขึ้นไปชั้น 4 ทุกคนทานกันจนเสร็จแล้ว เลยต้องรีบจัดการกับเฝอด่วน เกรงใจเพื่อนๆ ร่วมคณะ

ธรรมเนียมนิยมของคนเวียดนามเวลามารอรับหรือส่งคนเดินทางจะต้องมีดอกไม้ด้วย แถมไม่ใช่แบบพวงมาลัยเหมือนบ้านเรานะ แต่เป็นดอกไม้ชูช่อสวยงาม ขึ้นอยู่กับฐานะและคนที่จะเดินทาง สำหรับคณะทัวร์ก็ได้รับดอกไม้คนละ 1 ดอก เป็นดอกกุหลาบสีแดงสด จัดใส่ช่อพลาสติกดูดีมาก แต่ดันลืมถ่ายรูปเก็บไว้ พอไปถึงในห้องนอนก็วางทิ้งไว้ไม่ได้สนใจ ถ้าเป็นแฟนให้มา คงจะรีบจัดลงแจกันไปแล้วเนอะ

จากสนามบินนอยไบ ถึงตัวเมืองฮานอย ก็ไม่ไกลมากแค่ 45 นาทีนิดๆ ระยะทางประมาณ สุวรรณภูมิ - พระรามเก้า แต่ด้วยข้อจำกัดของกฎจราจรทำให้ใช้เวลาเยอะ

โรงแรมที่พัก ชื่อ CWD เป็นโรงแรมใหม่ขนาดใหญ่ (นับตามชั้น กับจำนวนห้องพัก) ประมาณ 3-4 ดาวได้นะ เราได้ห้องพักอยู่ชั้น 10 ห้องพักกว้างขวาง สะอาดสะอ้านดี มีสิ่งอำนวยความสะดวกเพียงพอ มีกาต้มน้ำร้อน ไดร์เป่าผม น้ำเปล่า 2 ขวด แต่ถ้าเผลอไปหยิบในตู้เย็นก็ขวดละ 1 USD (สำหรับเรานะ แค่นี้ก็ดีแล้ว)

ก่อนขึ้นห้องพักก็ต้องทำ Morning Call ไว้ก่อนสูตรของการเดินทาง 5 6 7 ทั้งสองวันเลย

วันที่สองของการท่องเที่ยว

ทำ Morning Call เอาไว้ตอน ตี 5 แต่เราต้องตั้งนาฬิกาปลุกตั้งแต่ ตี 4 แล้วก็ต้องปลุกทุกๆ 15 นาที ไม่งั้นไม่ยอมลุก

เนื่องจากต้องเดินทางไปยังเมืองฮาลอง ซึ่งอยู่ไม่ไกลนักแค่ 180 กม. แต่ต้องใช้เวลาเดินทาง 4 - 5 ชั่วโมงเพราะกฎหมายจราจรของที่นี่บังคับห้ามขับรถเร็วเกิน 60 กม./ชม. เพื่อความปลอดภัย (แบบว่าปลอดภัยสุดๆ เลยอ่ะ เพราะขับด้วยความเร็วเท่ากับจักรยานตอนอยู่ในเมือง และเท่ากับมอเตอร์ไซด์เมื่อพ้นเมือง)

ทำกิจธุระส่วนตัวตอนเช้าเสร็จ เกือบจะ 7 โมงครึ่งแล้ว ลากกระเป๋าเดินทางลงมาทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารซึ่งอยู่ชั้น 2 เกือบเป็นคนสุดท้ายของคณะเลย เหอๆๆๆ นิสัยเสียสุดๆ เลยเรา แต่อย่ามาว่ากันเลยนะ เพราะถึงจะสายยังไง ก็เสร็จทันขึ้นรถแน่นอน อดกินไม่ว่า แต่ไม่ยอมอดนอนเด็ดขาด

อาหารของโรงแรมที่นี่ก็เรียบง่าย มีเฝอไก่ น้ำซุปอร่อยดี ข้าวต้มขาว นอกนั้นก็เป็นพวกผัดผัก มะเขือยาวเผา ผัดก๋วยเตี๋ยว ไข่ดาว ขนมหวาน แล้วก็ผลไม้ พอเลือกอาหารมาได้ก็จัดการกรอกลงท้องเลย ดีที่มีพกหมูหยอง กะหมูสวรรค์ส่วนตัวมาด้วย เลยไม่ต้องเดินหลายรอบ เน้นข้าวต้ม กะเฝอก็อยู่ได้แล้ว

ทานเสร็จใช้เวลาไม่ถึง 15 นาทีก็เรียบร้อย เลยรีบชิ่งไปเข้าห้องน้ำก่อน เพื่อจะได้กลับมา stand by รอเคลียร์กุญแจห้องพักที่เคาน์เตอร์ กว่าจะเคลียร์เสร็จได้ก็สายไป 15 นาที เมื่อทุกคนพร้อม ฤกษ์การเดินทางพร้อม Let's Go!!!

ไกด์หนุ่มน้อยประจำทริปครั้งนี้ มีชื่อเป็นภาษาไทยว่า "อาร์ต" แต่ชื่อเวียดนามจำไม่ได้แล้ว โฮ่ โฮ่ แบบว่ามัวแต่มองหา รถจักรยาน (อ่ะ เพื่อนๆ อย่าเพิ่งงง ทำไมต้องหารถจักรยานด้วย ไม่เคยเห็นหรือไง) ที่ต้องมองหารถจักรยานเพราะ อยากรู้ว่าที่เค้าใช้รถขนของแบบ ซุปเปอร์โอเวอร์ ยิ่งกว่ารถ 10 ล้อนั้นเป็นจริงหรือไม่ หลายคนอาจจะเคยได้รับฟอร์เวิร์ดเมล์ ที่เป็นรถจักรยานแบกของจนล้น หรือขนหมู ไก่ จนห้อยย้อยใช่ไหมค่ะ นั่นแหละที่เราอยากเห็นว่ามันมีจริงหรือ และในที่สุด ความตั้งใจก็สัมฤทธิ์ผล ได้เจอ 1 คันแหนะ.... แต่ยังไม่ทันจะยกกล้องขึ้นมาถ่าย ก็อดซะแล้ว (ไม่เป็นไร ปลอบใจตัวเองว่า คราวหน้าก็คงจะได้มาอีก)

ภายในเมืองฮานอยในวันเสาร์อาทิตย์นั้นการจราจรก็ไม่แน่นจนเกินไป แต่ก็ต้องชะลอตัว เพราะทั้งจักรยาน มอเตอร์ไซค์ เต็มท้องถนน วัดใจคนขับกันพอสมควร ถ้าคนไหนนั่งหน้าอาจจะต้องช่วยลุ้นช่วยเบรคกันจนเมื่อยขาเลย

น้องอาร์ตก็บรรยายเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปของประเทศเวียดนาน ตามด้วยประวัติศาสตร์ขุดกันขึ้นมาตั้งแต่ สามพันปีก่อนไล่ตั้งแต่เวียดนามยังอยู่ใต้การปกครองของประเทศจีน จนถึงสงครามเวียดนาม ในช่วงปี พ.ศ. 2505 - 2514 ที่สหรัฐอเมริกาได้นำฝนเหลือง หรือที่เรียกว่า Orange Agent หรือสารไดออกซิน เข้ามาฉีดพ่นเพื่อกำจัดทหารเวียดกง เพื่อตัดกำลังและเส้นทางเสบียง ถึงแม้สงครามจบสิ้นลงและผ่านมาแล้วเกือบ 4 ทศวรรษ แต่ปัจจุบันมีเหยื่อจากสงครามที่ต้องทนทุกข์ทรมานกว่า 3 ล้านคน ซึ่งทางรัฐบาลเวียดนามพยายามเรียกร้องค่าชดเชยให้กับบรรดาเหยื่อของฝนเหลืองมาตลอด แต่ก็ได้รับการปฏิเสธที่จะรับผิดชอบ แต่ก็ต้องยอมรับในเรื่องของความรักชาติของชาวเวียดนามที่อพยพไปอยู่ประเทศอื่น ทำมาหากินจนมีเงินทองเพียงพอก็ส่งกลับมาช่วยเหลือประเทศตัวเอง

ยิ่งฟังยิ่งเศร้ากับประวัติศาสตร์ของที่นี่ ตลอดระยะเวลากว่าพันปีคนในพื้นที่นี้ไม่เคยจะได้อยู่อย่างสงบสุข เหมือนเป็นดินแดนต้องสาปที่คนต้องลุกขึ้นมาต่อสู้รักษาดินแดนแห่งนี้เอาไว้ แต่สำหรับในความคิดของเรา บ้านเมืองจะดีจะเลวนั้น 50% ขึ้นกับ Leader 30% Consultant 20% People

หลังจากนั่งรถมาได้ 2 ชั่วโมงก็ถึงจุดแวะพักเข้าห้องน้ำ ข้าพเจ้าลงจากรถได้วิ่งนำเลยขอรับ ถึงจะเคยมาเป็นครั้งแรก แต่ด้วยสายตาอันยาวไกล และประสบการณ์จากการมองสัญลักษณ์ในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปสัญลักษณ์ชาย-หญิง หรือข้อความตัวอักษรสารพัดภาษา ทำให้สามารถวิ่งฉิวไปได้ก่อนใครเพื่อน

จุดแวะพักแห่งนี้ทำเป็นร้านขายของที่ระลึก จำหน่ายตั้งแต่ของใหญ่โต จำพวกหินสกัดขนาดใหญ่ งานไม้แกะสลัก เครื่องประดับ อัญมณี เสื้อผ้า กระเป๋าถือ จนถึงเข็มกลัดขนาดเล็ก แต่ราคาเมื่อเทียบแล้วไม่ได้เล็กเลย เพราะเป็นตัวเลขแล้วหารแทบไม่ทัน

หลังจากเสียเวลาให้เข้าห้องน้ำ+เดินเล่นแก้เมื่อยแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางต่อไปยังเมืองฮาลอง สองข้างก็เหมือนเดิม คือ มีแต่ทุ่ง กับทุ่ง เห็นสุสานเป็นย่อมๆ น้องอาร์ตก็เริ่มบรรยายเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ต่อ ตอนนี้เป็นช่วงสงครามเดียนเบียนฟู (Dien Bien Phu) หลายคนอาจจะพอเคยได้ยิน หรือไม่ก็ "สงครามอารายว่ะ" สงคราวนี้เป็นสงครามที่ดังมาก ระหว่างฝรั่งเศสที่พ่ายแพ้ต่อเวียดนาม อันส่งผลให้ฝรั่งเศสต้องยุติบทบาทตัวเองลงบนคาบสมุทรอินโดจีน (ถ้าจะเอาประวัติสงสัยคงต้องขึ้นหน้าบล็อคใหม่อีก) เพราะมันยาวแถมชื่อนายพลแต่ละคนก็จำยากเหลือเกิน ด้วยสมองมันน้อยนิดของเรา

ในที่สุดคณะเราก็ถึงเมืองฮานอยก่อนเที่ยงเล็กน้อย ลงรถที่บริเวณท่าเรือ เตรียมขนอุปกรณ์อาหารเสริมลงไปให้พร้อม เพราะมื้อกลางวันจะเป็นอาหารทะเล น้องอาร์ตบอกว่าเรือที่เราจะขึ้นจะมาถึงท่าเรือช้าหน่อย ดังนั้นเพื่อนๆ ก็เลยแยกย้ายกันไปถ่ายรูปกันเป็นที่สนุกสนาน เนื่องจากอากาศร้อนจัดแถมยังมีกระเป๋าเสบียงติดตัวอยู่ด้วย เลยไม่ค่อยมีอารมณ์ไปแจมกับชาวบ้านนัก

จนประมาณ 12.45 น. ก็ได้เวลาเรียกให้ทุกคนรวมพลรับตั๋วเพื่อไปขึ้นเรือได้ เรือที่พวกเราจะขึ้นหน้าตาเหมือนเรือสำเภาขนาดไม่ใหญ่นัก สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ประมาณ 30 คน (นับจากจำนวนที่นั่งบนเรือ) เรือแล่นออกไปได้ซักระยะก็ได้กลิ่นเหม็นไหม้จากห้องเครื่อง จึงต้องเรียกเรืออีกลำมาเปลี่ยน เรือลำใหม่ที่มารับหน้าตาดีกว่า แถมใหญ่กว่าด้วย มี 3 ชั้น ชั้นล่างเป็นห้องนอน ชั้นกลางเป็นที่นั่งทานอาหาร ร้องคาราโอเกะ ส่วนชั้นบนเป็นดาดฟ้าเรือ


ฟังเพลง
เพลง Wait a minute








Create Date : 08 มิถุนายน 2552
Last Update : 1 กรกฎาคม 2552 13:41:55 น. 1 comments
Counter : Pageviews.

 
ขำตอนWait a minute น่ะ รอดุรูปอยู่นะคะ


โดย: butbbj วันที่: 17 มิถุนายน 2552 เวลา:12:26:19 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
 
Phetcharat-N
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Welcome to My Home...L'Amour De Ma Vie
[Add Phetcharat-N's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com
pantip.com pantipmarket.com pantown.com