Group Blog
 
 
กุมภาพันธ์ 2555
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
26272829 
 
17 กุมภาพันธ์ 2555
 
All Blogs
 
คติธรรมคำสอน ของ หลวงปู่บุดดา ถาวโร




ภาพหน้าปกหนังสือ "๑๐๐ ปี พระเดชพระคุณหลวงปู่บุดดา ถาวโร"
วัดกลางชูศรี ต.พักทัน อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี


หลวงปู่บุดดา ถาวโร มีนามเดิมว่า มุกดา นามสกุล มงคลทอง
กำเนิด วันเสาร์ ขึ้น 10 ค่ำ เดือนยี่ ปีมะเมีย ตรงกับวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2437
สถานที่เกิด หมู่บ้านหนองเต่า ต.พุคา อ.โคกสำโรง จังหวัดลพบุรี ได้บรรพชา
และอุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดเนินยาว ต.โพนทอง อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี
ในปีพ.ศ. 2465 โดยมีพระครูธรรมขันธ์สุนทรเป็นพระอุปัชฌาย์
มรณภาพ 12 มกราคมพ.ศ. 2537 สิริรวมอายุ 101 ปี 7 วัน 73 พรรษา
ตรงกับวันพุธ ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 2 ปีจอ


หลวงปู่บุดดา มีโยมบิดาชื่อ นายน้อย มงคลทอง โยมมารดาชื่อ นางอึ่ง มงคล
ทอง มีพี่น้องทั้งหมด 7 คน ในช่วงวัยเด็กท่านได้เกิดมีสัญญาความจำระลึก
ย้อนอดีตชาติได้ว่า บิดาของท่านในอดีตชาติเคยเป็นพี่ชายของท่าน

พอเข้าสู่วัยฉกรรจ์อายุได้ 21 ปีบริบูรณ์ในปี พ.ศ. 2458 ได้ถูกเกณฑ์
เข้าเป็นทหารสังกัดกองทัพบก ทหารบกปืน 3 ในสมัยรัชกาลที่ 6
รับราชกาลทหารอยู่ 2 ปี ในกองทัพที่ 3 ลพบุรี
สมัยเมื่อเป็นพลทหารหนุ่มรูปงาม มีผู้หญิงมา
ชอบ เข้ามาพูดจาทำนองเกี้ยว แต่ท่านพูดกลับไปว่า
"กลับไปเสียเถิด ฉันเป็นทหารตัวเมีย ไม่ชอบผู้หญิง
ถ้าไปเจอทหารตัวผู้คนอื่นเข้าก็จะลำบาก"

ในปี พ.ศ. 2460 ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ขึ้น ทางการได้มีการรับสมัคร
คัดเลือกทหารอาสาไปราชการรบในสงคราม ณ ทวีปยุโรป หลวงปู่บุดดา
ได้เข้าสมัครอาสาด้วยเหมือนกัน แต่ท่านกินเหล้าไม่เป็น เขาจึงไม่รับ
โดยได้อธิบายเหตุผลว่า ในทวีปยุโรปนั้นอากาศหนาวเย็นมาก
ทหารทุกคนจำเป็นต้องดื่มเหล้าเพื่อช่วยให้คลายหนาว
ดังนั้นท่านจึงไม่ได้เข้าร่วมในสงครามคราวนั้น


หลังรับราชการทหาร ท่านได้ช่วยโยมบิดามารดาทำงานเกษตรกรรมอยู่ 4 ปี
โดยท่านมีความปรารถนาในใจเสมอมาว่า อยากจะได้บวชในร่มเงาพระพุทธ
ศาสนา ด้วยจิตที่เบื่อหน่ายในทางโลกมาตั้งแต่เด็กแล้ว ดังนั้นเมื่อมีโอกาส
จึงขออนุญาตต่อบิดามารดาบวช เมื่ออายุได้ 28 ปี ที่วัดเนินยาว

โดยมี ท่านพระครูธรรมขันธ์สุนทร (ม.ร.ว.เอี่ยม อิศรางกูร ณ อยุธยา)
เป็นพระอุปัชฌาย์

ท่านพระครูเรือง เป็นพระกรรมวาจาจารย์

เจ้าอธิการไพล เป็นพระอนุสาวนาจารย์

โดยมีคณะสงฆ์ 25 รูป นั่งเป็นพระอันดับ ได้ฉายาว่า "ถาวโร ภิกขุ"

หลวงปู่บุดดา ท่านกล่าวเสมอว่า ท่านถือ พระอุปัชฌาย์
และพระสงฆ์ 25 รูป เป็นครูบาอาจารย์อุปัชฌาย์ทุกองค์
ท่านสอนปัญจกรรมฐานให้แล้วในวันอุปสมบท คือ
เกศา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ หรือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง
โดยพิจารณาเรียงไปตามลำดับและย้อนกลับ จนเห็นชัดเจน


แสวงโมกขธรรม

หลังจากบวช เมื่อออกพรรษาแรกแล้วหลวงปู่บุดดาได้ออกจาริกแสวงหาสถานที่
วิเวก เจริญสมณธรรมตามอัธยาศัยเพียงองค์เดียว หลวงปู่บุดดามุ่งปฏิบัติ
กรรมฐานพิจารณากายภายในอยู่เสมอ ข้อวัตรปฏิบัติเคยทำอย่างไรก็ยังคงทำ
มิได้ขาด ท่านทำความเพียรอยู่โดยตลอด บางครั้งบางคราว กิเลสราคะ
อันมักจะเกิดขึ้นมาให้รู้ได้ว่ายังมีอยู่ท่านก็ได้เพียรพยายามดับ
มันด้วยอุบายวิธีต่าง ๆ

หลวงปู่บุดดาท่านจาริกธุดงค์บำเพ็ญเพียรมาโดยตลอด จนถึงพรรษาที่ 4
ท่านได้ออกธุดงค์อยู่ในป่าแถบเทือกเขาภูพานนั้น ท่านได้พบกับพระธุดงค์
องค์หนึ่งคือ พระสงฆ์ พรหมสโร ซึ่งมีอายุแก่กว่าท่าน 10 ปี พรรษา
มากกว่า 1 ปี ทันทีที่ได้พบหน้าท่านระลึกชาติได้ว่าพระสงฆ์ พรหมสโร
เคยเป็นบิดาในอดีตชาติ ท่านจึงเรียกพระสงฆ์ พรหมสโร ว่าคุณพ่อสงฆ์
หลวงปู่บุดดากับพระสงฆ์ พรหมสโร มีอัชฌาศัยตรงกัน

หลังจากนั้นท่านได้ออกจาริกร่วมธุดงค์มาด้วยกัน จากอีสานมาสู่ภาคกลาง
ผ่านตำบลหัวหวาย อำเภอตาคลี นครสวรรค์พบชัยภูมิคือ ภ้ำภูคา บนภูคา
มีบรรยากาศสงบ ร่มเย็นและวิเวกยิ่ง สถานที่สัปปายะ เหมาะแก่การเจริญ
กรรมฐานยิ่ง พอใกล้พรรษาทั้งสองจึงได้ไปจำพรรษาที่วัดป่าหนองคู
พอออกพรรษาก็กลับมาที่ถ้ำภูคาอีกครั้ง

ณ ที่ถ้ำภูคานี้เองที่หลวงปู่บุดดาในพรรษาที่ 4 และพระสงฆ์ พรหมสโร
ในพรรษาที่ 5 ได้พำนักอาศัยบำเพ็ญเพียรจนได้รู้แจ้งเห็นจริง
ในอริยสัจธรรมทั้งสององค์

สิ้นอาสวะ

หลวงปู่บุดดาท่านได้เล่าเหตุการณ์ในวันที่บรรลุธรรมว่า
คืนนั้นขณะที่ท่านทั้งสองกำลังนั่งคุยกันอยู่ โดยนั่งลืมตาคุยกันปกตินี่เอง
แล้วหันหน้าเข้าสนทนากันอย่างออกรสชาติอยู่นั่นเอง จู่ ๆหลวงปู่บุดดาก็เงียบ
เสียงไปเฉย ๆ นั่งลืมตาค้างอยู่ พระสงฆ์ พรหมสโร ท่านก็นั่งเฝ้าอยู่อย่างนั้น
มองดูอยู่ ปกติท่านเป็นพระขี้สงสัย ไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ ก็แปลกใจที่ทำไม
หลวงปู่บุดดาจึงเงียบเสียงไปเฉย ๆ ก็ถามหลวงปู่บุดดาว่า "เอ๊ะ เป็นอะไรไป"

หลวงปู่บุดดาท่านก็นิ่งเฉยไม่ตอบ นัยน์ตาคงเบิกโพลงอยู่อย่างนั้น
เป็นอันว่าหลวงปู่บุดดาท่านได้จบกิจพระศาสนา
ทำอาสวะให้สิ้นต่อหน้าพระสงฆ์ พรหมสโร นั่นเอง

หลังจากนั้น 3 วัน ในตอนเช้าก่อนที่จะออกบิณฑบาต พระสงฆ์ พรหมสโร
ก็มาบอกต่อหลวงปู่บุดดาว่า "ไม่มีคนไปนรก ไม่มีคนไปสวรรค์ เน้อ"
หลวงปู่บุดดาจึงเสริมว่า "โอ๊ย มันจะมีนรก มีสวรรค์อย่างไร นั่นมันกิเลสต่างหาก
เล่า กิเลสหมด มันก็หมดนรก หมดสวรรค์ซิ" เป็นอันว่าพระสงฆ์ พรหมสโร
ท่านได้จบกิจบรรลุธรรมในคืนก่อนนั่นเอง


ธรรมะคำสอน

ธรรมะเป็นอย่างไร

ธรรมะก็หนังแผ่นเดียวนะซิ จิตเดียวซิ


ศาสนาธรรม คืออยู่ที่ตาธรรม หูธรรม

จมูกธรรม ลิ้นธรรม วาจาธรรม ใจธรรม

ศาสนาอยู่ที่กายยาววา หนาคืบ กว้างศอกนี่เอง

เห็นเป็นกลางทั่วไปทั้งภายในและภายนอก

ผู้ปฏิบัติต้องเห็นอย่างนี้เรียกว่า เห็นธรรม


ตา เขาก็ไม่ได้ว่าเป็นของเขา

หู เขาก็ไม่ได้ถือเป็นเจ้าของ

ลิ้น เขาไม่ได้ยึดถือเป็นลิ้นเขา

เขาทำตามธรรมชาติไปอย่างนั้นเอง

ธรรมชาติเขาก็ทำหน้าที่ธรรมชาติเขา

คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป อย่างนั้นเอง



ขอให้ทุกท่านเจริญในธรรม

(จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)


Create Date : 17 กุมภาพันธ์ 2555
Last Update : 17 กุมภาพันธ์ 2555 22:52:06 น. 0 comments
Counter : 812 Pageviews.

Phayung68
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]










New Comments
Friends' blogs
[Add Phayung68's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.