Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2556
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
24 พฤศจิกายน 2556
 
All Blogs
 
สิงหลา ภาคสองทะเล : ๖ ปัตตาเวีย...อาณานิคมแห่งรัก

 
ปัตตาเวีย...อาณานิคมแห่งรัก

 
 

 
เบื้องหน้าที่เห็น ทำให้ฉันต้องตกตะลึง เรือสำเภาขนาดใหญ่จอดลอยลำอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลจำนวนหลายสิบลำ เท่าที่ฉันรู้มานั้น ท่าเรือขนาดใหญ่ของปัตตาเวีย มีชื่อว่า ‘ซุนดา เกอลาปา’ ซึ่งเดิมทีเป็นท่าเรือของอาณาจักรซุนดาที่มีความรุ่งเรืองมาก่อน ในเอกสารที่บันทึกด้วยภาษาไทยเรียกว่า ‘กะหลาป๋า’ มีเรือสินค้ามากมายหลายสัญชาติแวะมาค้าขาย ทั้งจากประเทศจีน ญี่ปุ่น อินเดีย และตะวันออกกลาง ถือเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนสินค้าจากนานาประเทศ

ก่อนหน้าที่บริษัท วี.โอ.ซี. จะเข้ามาตั้งสถานีการค้าหลักที่ปัตตาเวียนั้น โปรตุเกสถือเป็นยุโรปชาติแรกที่เข้ามาที่เมืองท่าแห่งนี้ในช่วงตอนต้นของคริสต์ศตวรรษที่ ๑๖ โดยผู้ปกครองเมืองในสมัยนั้นได้ว่าจ้างชาวโปรตุเกสจากเกาะมะลากาให้เดินทางมาสร้างป้อมปราการและกำแพงล้อมรอบเมืองเพื่อป้องกันการโจมตีของข้าศึกศัตรู ซึ่งต่อมาเมืองนี้ถูกยึดครองโดยฟาตาฮิลลอฮ. หรือ ฟาเลเตฮาน กษัตริย์หนุ่มจากอาณาจักรใกล้เคียงทางเหนือ ฟาเลเตฮานได้เปลี่ยนชื่อจากเมืองซุนดา เป็นเมืองจายาการ์ตา ซึ่งแปลว่า ‘ชัยชนะอันเกิดขึ้นสมบูรณ์แล้ว’ เมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๐๗๐ (ค.ศ. ๑๕๒๗)  ซึ่งรัฐบาลอินโดนีเซียได้ประกาศให้วันดังกล่าวเป็นวันก่อตั้งกรุงจาการ์ตา เมืองหลวงของประเทศอินโดนีเซีย ในสมัยเวลาปัจจุบัน

ส่วนเนเธอร์แลนด์ ซึ่งชาวเอเชีย รวมทั้งชาวไทยทั่วไปมักเรียกติดปากว่า ฮอลแลนด์ หรือ ฮอลันดา นั้น ได้เดินทางมาถึงในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๖ ซึ่งในสมัยนั้นเมืองท่าแห่งนี้ปกครองโดยกษัตริย์แห่งราชวงศ์บันเตน ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๑๖๒ (ค.ศ. ๑๖๑๙) หรือเมื่อสี่สิบปีก่อนหน้าที่ฉันจะเดินทางมาถึงปัตตาเวียในตอนนี้ บริษัท วี.โอ.ซี ซึ่งนำโดย นายยาน ปีเตอร์ซูน โคเอน ได้ทำการยึดเมืองจากกษัตริย์ และได้เปลี่ยนชื่อเป็นเมืองบาตาเวีย (Batavia) หรือที่ในหนังสือประวัติศาสตร์ไทยได้เขียนสะกดให้อ่านออกเสียงว่า ปัตตาเวีย นั่นเอง 

ปัตตาเวีย ถือเป็นเมืองท่าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ใช้เป็นท่าเรือหลักของบริษัท วี.โอ.ซี. ที่ทำการค้าในเอเชีย สินค้าส่วนใหญ่คือพริกไทย ทองแดง และผ้าไหมจะถูกส่งจากปัตตาเวียไปสู่ยุโรป ในช่วงแรกของการยึดครองเมืองท่าแห่งนี้ บริษัท วี.โอ.ซี. ใช้วิธีเข้าไปมีอิทธิพลเหนือผู้ปกครองท้องถิ่น  ต่อมาถึง พ.ศ. ๒๓๔๒ (ค.ศ. ๑๘๐๐) หลังจากรัฐบาลของฮอลันดาเข้าควบคุมกิจการบริษัท วี.โอ.ซี. แล้ว รัฐบาลฮอลันดาก็ได้เข้าปกครองในรูปแบบอาณานิคม ปัตตาเวียแห่งนี้จึงกลายเป็นเมืองหลวงของอาณานิคมอินเดียตะวันออกของดัทช์ (Dutch East India) ไปจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐

สภาพของเมืองปัตตาเวียที่ฉันกำลังเห็นอยู่ในตอนนี้ เป็นเมืองที่มีกำแพงใหญ่ล้อมรอบ เรือสำเภาของเมอเตอัสทอดสมอจอดอยู่ริมชายฝั่งทะเล เมอเตอัสได้นำฉันพร้อมลูกเรือจำนวนหนึ่งลงเรือเล็กบรรทุกขนสินค้าเข้าเมือง ฉันรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับภาพที่เห็นเป็นอย่างมาก เพราะนอกเขตกำแพงเมืองปัตตาเวียนั้นมีสภาพคล้ายคลึงกับท่าเรือเมืองสิงหลาเป็นอย่างมาก แม้ว่าท่าเรือสิงหลาจะเล็กกว่าก็ตาม ฉันเห็นผู้คนมากมายหลากหลายสัญชาติที่ตลาดท่าเรือนอกเขตกำแพงเมือง สังเกตได้จากเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็น จีน อาหรับ ชวา โมลุกะ และชาวยุโรป

เมื่อเรือเล็กบรรทุกสินค้าแล่นผ่านจุดตรวจเข้าไปในเขตเมืองด้านในกำแพง ฉันจึงได้เห็นว่ามีถนนที่ปูเรียงด้วยหินก้อนใหญ่คู่ขนานไปกับลำคลองอย่างสวยงาม มีการสัญจรด้วยรถม้าโบราณบนถนนเหล่านั้น ลักษณะอาคารบ้านเรือนทำด้วยอิฐหลังคาทรงแหลมสูงแบบอาคารวิลันดา ส่วนใหญ่ที่เห็นเป็นอาคารขนาดสูงสองชั้น บ้างก็สามชั้น

เมื่อเรือลำเลียงสินค้าของเมอเตอัสแล่นมาถึงอาคารหลังใหญ่หลังหนึ่ง เขาก็สั่งการให้พวกลูกเรือขนสินค้าเข้าไปด้านใน เขาสั่งให้ฉันนั่งรออยู่ในเรือเล็กก่อนที่เขาจะขึ้นจากเรือและหายเข้าไปในอาคารที่มีคนพลุกพล่านหลังนั้น สักพักใหญ่เขาก็กลับออกมาพร้อมกับลูกเรือคนหนึ่ง

‘แกโชคดีที่มาถึงปัตตาเวียในวันนี้  เพราะคืนนี้จะมีงานเฉลิมฉลองต้อนรับปีใหม่ที่จะมาถึงในวันพรุ่ง’ เมอเตอัสส่งเสียงกระปรี้กระเปร่าขึ้นหลังสั่งให้ลูกน้องพายเรือต่อไป

‘ปีใหม่’ ฉันตะโกนลั่นด้วยความที่คาดไม่ถึง เพราะแม้ฉันจะรู้ว่าในตอนนี้น่าจะเป็นปลาย ๆ เดือนธันวาคมแล้วก็ตาม แต่ไม่นึกว่าฉันจะเดินทางมาถึงเมืองปัตตาเวียในวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เข้าสู่ พ.ศ. ๒๒๐๓ หรือ ค.ศ. ๑๖๖๐ ‘จริงหรือนี่’

‘ฉันจะโกหกแกไปทำไม เจ้าเด็กบื้อ’ เมอเตอัสตวาดมาจากด้านหลัง แต่ฉันกลับยิ้มกว้างออกมาในที่สุด

ฉันไม่รู้ว่าเมอเตอัสกำลังพาฉันไปไหน แต่ในตอนนี้เขาคือมิตรที่ดีที่สุด ฉันจึงไม่รู้สึกหวาดกลัวเขาแต่อย่างใด เมื่อเรือแล่นลึกเข้าไปมากขึ้นฉันจึงได้เห็นอาคารอิฐสูงสองชั้นขนาดกว้างใหญ่หลังหนึ่ง ด้านบนมีหอระฆังสูงตระหง่าน

‘อาคารนั่น...คืออะไร’ ฉันตัดสินใจหันไปถามเมอเตออัส เพื่อต้องการคำตอบให้แน่ใจว่ามันเป็นสิ่งเดียวกับที่ฉันกำลังคิด

‘ศาลาว่าการเมือง’ เมอเตอัสส่งเสียงราบเรียบให้คำตอบ และนั่นช่วยยืนยันได้ดีว่าฉันคิดไม่ผิด

เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๑ ฉันเคยเดินทางท่องเที่ยวเมืองจาการ์ตามาแล้ว อาคารหลังนี้ คือศาลาว่าการเมืองของปัตตาเวีย ซึ่งในสมัยต่อมาได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์จาการ์ตา  หรืออีกชื่อหนึ่งคือ พิพิธภัณฑ์ฟาตาฮิลลอฮ. ฉันรู้มาว่าศาลาว่าการแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในปี พศ.๒๑๗๐ ( ค.ศ.๑๖๒๗)  ถูกใช้เป็นสถานที่บริหารจัดการเมืองและศาล ด้านล่างมีชั้นใต้ดินสำหรับใช้เป็นคุกเมืองปัตตาเวียด้วย

เรือแล่นผ่านศาลาว่าการเมืองมาไม่ไกลนัก ในที่สุดก็หยุดจอดที่หน้าบ้านสองชั้นหลังหนึ่ง เมอเตอัสกระโดดขึ้นจากเรือไปยืนอยู่บนถนนซึ่งปูด้วยหินริมฝั่งคลองก่อนจะส่งเสียงลั่น

‘มัวนั่งทำบื้ออะไรอยู่เล่า  ขึ้นมาจากเรือ คืนนี้ฉันจะให้แกพักกับฉันที่นี่’

‘พะ..พักกับท่าน...ที่นี่...ทำไมล่ะ’ ฉันได้ยินเสียงตัวเองตะกุกตะกัก พลางห่อตัวเพราะกลัวว่าเมอเตอัสอาจรู้ความลับของฉันเข้าแล้วก็เป็นได้

‘ไม่ดีหรือ...แกไม่ต้องไปเป็นคนครัวในช่วงที่อยู่ปัตตาเวียหรอก ฉันสั่งให้คนอื่นไปดูแลอาหารให้พวกที่รักษาการณ์อยู่บนเรือแล้ว ส่วนแกก็มาอยู่ที่บ้าน ดูแลอาหารการกินให้ฉันที่นี่’ คำตอบของเขานั้นยังฟังดูคลุมเครือสำหรับฉัน

‘ทำไมล่ะ’

‘เจ้าบื้อ...ก็แกทำอาหารถูกปากฉัน อีกอย่างเท่าที่เห็น แกมีฝีมือการต่อสู้และฉลาดอยู่พอตัว จึงตั้งใจให้แกเป็นลูกน้องอารักขาฉันที่นี่’

‘อารักขา...ท่านมีศัตรูที่ปัตตาเวียหรือ’

‘ศัตรูฉันมีอยู่ทุกที่นั่นล่ะ’ เมอเตอัสเสียงเข้มขึ้นพลางทำตาถลึงใส่ฉัน ‘อย่าถามจุ้นจ้านมากความเหมือนพวกผู้หญิงหน่อยเลย ย้ายก้นอืดอาดของแกขึ้นจากเรือเร็ว ๆ เข้า ก่อนที่ฉันจะเปลี่ยนใจให้แกกลับไปเฝ้าเรือสำเภาด้านนอก’

สิ้นคำของเมอเตอัส ฉันจึงต้องรีบกระโดดขึ้นจากเรือทันที หลังจากนั้นก็สาวเท้ายาว ๆ ตามหลังเมอเตอัสเข้าไปในบ้านสองชั้นหลังนั้น

‘นี่เป็นบ้านของพ่อฉัน...เขาชื่อ เมอเตส’ เมอเตอัสบอกในสิ่งที่ฉันรู้อยู่ก่อนแล้ว แต่ก็ทำทีเป็นพยักหน้ารับรู้แต่โดยดี ‘เขาไปดูแลสถานีการค้าของบริษัทที่เมืองสิงหลา  นาน ๆ ครั้งจึงจะกลับมาที่นี่บ้าง’

‘แล้วมีใครคอยดูแลบ้านล่ะท่าน....ดูสะอาดสะอ้านไม่เหมือนบ้านที่ถูกทิ้งร้าง’ ฉันบอกพลางวางห่อผ้าใส่สัมภาระห่อใหญ่ลงบนเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่งใกล้ประตู สายตาที่กวาดมองไปทั่วห้องกว้างนั้นเห็นว่าข้าวของถูกจัดเก็บอย่างเป็นระเบียบในตู้ไม้รูปทรงโบราณ พื้นห้องสะอาดเกลี่ยงเกลาไม่มีฝุ่นให้เห็นเลยด้วยซ้ำ

‘พ่อของฉันมีทาสดูแลบ้านให้...โน่น...มาพอดี’ เมอเตอัสตอบก่อนจะส่งเสียงทักทายชายกับหญิงชราคู่หนึ่งซึ่งเดิมค้อมศีรษะเข้ามาหาผู้เป็นนาย ‘พวกแกสบายดีหรือ’

‘สบายดีนายท่าน ยินดีที่ท่านเดินทางมาถึงด้วยความปลอดภัย’ ทาสสูงอายุทั้งสองพูดขึ้นเกือบจะพร้อม ๆ กัน ด้วยประโยคเดียวกัน

ฉันคาดเดาว่าพวกเขาน่าจะมีอายุหกสิบปีกว่า ๆ แล้ว น่าแปลกที่ทั้งคู่ยังแข็งแรงและสามารถดูแลทำความสะอาดบ้านหลังใหญ่ให้สะอาดเรียบร้อยได้เป็นอย่างดี

‘ว่าแต่...นางทาสคนนั้น  ไปไหน...ทำไมไม่มาต้อนรับฉัน’ เมอเตอัสมีท่าทีกระวนกระวายขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด

‘นางไปซื้อหากับข้าวที่ตลาดใกล้ ๆ’ หญิงชราเป็นผู้ให้คำตอบ ‘อีกไม่นานก็คงกลับมาแล้ว’

‘มีใครไปกับนางบ้าง  ปล่อยให้ไปคนเดียวได้อย่างไร’ เมอเตอัสดูเป็นกังวลจนฉันรู้สึกผิดสังเกต ‘ถ้านางทาสนั่นหนีไป ฉันจะลงโทษพวกแกทั้งคู่’

‘เบอรอสไปกับนางด้วย เขาทำตามคำสั่งของท่าน ให้ดูแล...เอ่อ...คุมตัวนางทาสไม่ให้หนีไปได้’ ชายชรารีบตอบเสียงสั่น ‘อีกอย่าง... แปนเนีย...ไม่ได้มีทีท่าว่าจะหนีไปจากที่นี่เลย’

แปนเนีย...ฉันสะดุดหูกับชื่อที่ได้ยินนั้น...แม้ชายชราจะออกเสียงภาษาดัตช์เรียกชื่อนั้นว่า ‘แป้น-นี่-อะ’ แต่นั่น...ทำให้ฉันนึกถึงชื่อ...’เพนนี’...ขึ้นมาจนได้เพราะเคยรับรู้ว่าเพนนีเดินทางไปสิงหลาพร้อมกับเมอเตอัส

ฉันเองก็เคยสงสัยมาตลอด ว่าทำไมหญิงนักล่ารางวัลชาวดัทช์ที่สิงหลาในยุคคริสต์ศตวรรษที่ ๑๗ จึงมีชื่อว่าเพนนี...เพราะชื่อนี้เป็นชื่อเหรียญของอังกฤษที่เพิ่งถูกประดิษฐ์ขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ และฉันก็แอบคิดมาตลอดว่าบางทีชื่อเพนนีอาจเพี้ยนมาจากคำภาษาดัทช์ที่มีความหมายอื่นก็เป็นได้

‘แปนเนีย...ใครกัน’ เป็นเสียงของฉันที่แทรกเข้าไปกลางวง ชื่อนี้ทำให้ใจของฉันเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะ ฉันคิดไปไกลว่านางทาสของเมอเตอัสที่ชายชราพูดถึงอาจจะเป็นเพนนี แต่นั่นก็ขัดแย้งกับเรื่องที่ฉันรู้มาจากมะเตโอสว่าเพนนีเป็นคนรักของเมอเตอัส

‘ถึงแม้ฉันจะรู้สึกเอ็นดูแกเหมือนน้องชาย แต่อย่ามาทำเป็นอยากรู้ให้มากนัก’ เมอเตอัสหันมาตวาดลั่นใส่หน้าฉัน ‘เอาล่ะ...ฉันจะให้พวกเขาพาแกไปที่ห้องพัก ไปจัดการอาบน้ำอาบท่าเสียบ้าง อยู่บนเรือมานาน เด็กอะไรไม่ยอมอาบน้ำบ้าง หัวเหม็นยังกับปลาเน่า’

ฉันรู้สึกซาบซึ้งใจกับความเมตตาของเมอเตอัส เขาเอ็นดูฉันเหมือนน้องชาย...นั่นแสดงว่าความลับของฉันก็ยังคงเป็นความลับ สายตาเหยี่ยวอย่างเมอเตอัสก็ยังไม่สามารถรู้ความจริงเรื่องที่ฉันเป็นผู้หญิง นั่นอาจเป็นเพราะจากประสบการณ์ที่เคยปลอมเป็นแกลรี่มาก่อนทำให้ฉันใช้วิธีนุ่งผ้าปั้นเตี่ยวไว้ด้านในกางเกงอีกชั้น ด้านหน้าจึงดูป่อง ๆ แบบผู้ชาย...เรื่องนี้ต้องขอบคุณพัตเตอร์ที่เคยเตือนไว้

แต่ความโล่งใจของฉันในเรื่องนี้ก็ยังไม่สามารถลบล้างความกระหายใคร่รู้เกี่ยวกับคนที่ชื่อแปนเนียไปได้...นางทาสที่มีชื่อออกเสียงคล้ายๆ เพนนี จะเป็นใครนั้น ฉันต้องพยายามทำใจเย็น ๆ และรอเวลาให้นางทาสของเมอเตอัสกลับมาจากตลาด เมื่อถึงเวลานั้นฉันก็คงจะได้รับคำตอบเสียที

 ห้องเล็ก ๆ อยู่ติดกับห้องครัวที่ชั้นล่างกลายเป็นที่พักของฉัน ในห้องมีฟูกที่นอนและหมอนใบเล็ก ๆ พร้อมผ้าห่มวางอยู่ตรงมุมห้อง ไม่มีข้าวของอย่างอื่นให้เห็น

‘ห้องอาบน้ำอยู่ทางด้านหลัง’ หญิงชราบอกพลางชี้ผ่านหน้าต่างออกไป ‘แกหัวเหม็นเหมือนปล่าเน่าจริง ๆ ด้วย ผมเผ้าก็กระเซอะกระเซิงเกรอะกรัง ยังดีที่ผมของแกสั้นมาก ไม่อย่างนั้นคงสางไม่ออกแน่ ๆ’

‘ไม่เหม็นสักหน่อย’ ฉันบอกพลางเอามือลูบผมสั้น ๆ บนศีรษะตัวเอง นึกอยากได้กระจกมาส่องดูหน้าฮารุโกะชัด ๆ เต็มทีว่าจะมีสภาพอย่างที่เมอเตอัสและหญิงชราบอกไหม

‘ไม่มีใครได้กลิ่นตัวเองหรอก...แกคงจะชินกลิ่นหัวเหม็นๆ ของตัวเองมานาน’ หญิงชราหัวเราะเอิ้กอ๊ากก่อนจะเดินออกไปจากห้อง ปล่อยให้ฉันยืนลูบผมของตัวเองที่ตอนนี้เริ่มได้กลิ่นปลาเน่าอย่างที่คนอื่นบอกแล้วจริง ๆ  

-------------------------------------------------

เวลาแห่งการรอคอยการมาถึงของแปนเนียสำหรับฉันแล้วช่างยาวนาน แม้ในความเป็นจริงฉันเพิ่งอาบน้ำเสร็จหมาด ๆ โชคดีเหลือเกินที่บ้านของเมอเตอัสที่ปัตตาเวียมีห้องอาบน้ำปกปิดมิดชิดที่ช่วยให้ฉันอาบน้ำได้อย่างเบาใจขึ้นมากแม้จะต้องคอยเงี่ยหูและสายตาสอดส่องกลัวจะมีใครมาแอบดูตามซอกหลืบก็ตาม

ร่างของฮารุโกะผอมมากเหลือเกิน อาจเป็นเพราะตอนอยู่บนเรือฉันกินอะไรได้ไม่ค่อยมาก การต้องนั่งกินอาหารอยู่ในห้องกับเมอเตอัสทำให้ฉันอึดอัดพาลอิ่มขึ้นมาทุกครั้งที่ถูกเขาเหลือบตาคมกริบจ้องมอง การใช้ชีวิตในห้องครัวไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกอยากกินอะไรมากขึ้นได้ การต้องอยู่ในร่างคนอื่นบนเรือสำเภาโบราณกลางทะเลเป็นเวลานานทำให้ฉันรู้สึกหวาดผวายิ่งกว่าตอนที่เคยอยู่ในร่างของสร้อย...เพราะฮารุโกะเจ้าของร่างนี้ไม่มีวี่แววว่าจะอยู่ในร่างเดียวกับฉันเลยสักนิด ฉันแอบคิดมาตลอดว่า..บางที วิญญาณของเธอคงออกจากร่าง และฉันเข้ามาแทนที่ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับฉันและฮารุโกะมีความใกล้เคียงหรือแทบจะเหมือนกัน...เพียงแต่ต่างเวลาเท่านั้น

ฉันใช้ผ้ารัดหน้าอกอย่างมิดชิดและแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ชุดที่ใส่ก็เป็นชุดเดิมนั่นคือกางเกงสีดำขาสี่ส่วนและเสื้อสีดำตัวโคร่งแขนยาว ขณะกำลังใช้ผ้าสากๆ เช็ดผมสั้นที่กำลังเปียกน้ำหมาด ๆ อยู่นั้นก็ได้ยินเมอเตอัสตะโกนเข้ามาพร้อมด้วยเสียงเคาะประตูปัง ๆ

‘เสร็จธุระของแกหรือยัง ออกมาได้แล้ว’ เสียงนั้นบ่งบอกว่ากำลังตำหนิ แต่ระดับน้ำเสียงยังปนไปด้วยความเมตตา สำหรับฉันแล้ว คิดว่าเมอเตอัสเป็นคนดีคนหนึ่งเลยทีเดียว ‘ออกมากินข้าว ประเดี๋ยวฉันจะออกไปข้างนอก และแกต้องไปกับฉันด้วย’

ฉันรีบวิ่งมาเปิดประตู เห็นเมอเตอัสยืนยิ้มยิงฟันอยู่ เขาอยู่ในชุดกางเกงสีน้ำตาลขายาวถึงตาตุ่ม เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีไข่ไก่ คอเสื้อมีปกขนาดใหญ่ ด้านหน้าตัวเสื้อร้อยด้วยเชือกแทนกระดุม  ชายหนุ่มตาสีเขียวน้ำทะเลมีใบหน้าที่สดใส โดยรวมเขาดูสะอาดสะอ้านขึ้น แต่ผมหยักศกสีทองหม่นยาวประบ่าของเขาก็ยังรกรุงรังเหมือนเดิม

เมื่อไปถึงโต๊ะกินข้าว ฉันสอดส่ายสายตาหาหญิงที่ชื่อแปนเนียเมื่อไม่เห็นใครอื่นยืนรออยู่ในห้องนั้น นอกจากชายและหญิงชราคู่เดิม

‘แกมองหาอะไร รีบกินเข้า ฉันรีบ’ เมอเตอัสตวาด และนั่นทำให้ฉันดีใจที่รู้ว่าเขาไม่ได้ต้องการคำตอบจริง ๆ หรอก

แม้เนื้อย่างชิ้นใหญ่ราดซอสเครื่องเทศกลิ่นฉุยขึ้นจมูกจะวางอยู่ในจานกระเบื้องตรงหน้า ทว่าฉันกลับไม่รู้สึกหิวและอยากกินมันเลย เพราะในชีวิตจริงของฉันแม้จะไม่ได้เป็นพวกมังสวิรัติแต่ก็พยายามไม่กินเนื้อสัตว์ใหญ่ ฉันชอบกินอาหารประเภทปลาและพวกผักต่าง ๆ มากกว่า แต่เมื่อเห็นสายตาเหลือบมองของเมอเตอัสฉันจึงจำเป็นต้องใช้มีดตัดเนื้อป้อนเข้าปากอย่างผะอืดผะอม

‘ไม่อร่อยใช่ไหม’ เมอเตออัสพูดขึ้น ‘ฉันก็ว่าอย่างนั้น...แกปรุงอาหารได้อร่อยกว่ามาก ถึงแม้จะใช้ของบนเรือที่ขาดเครื่องปรุงโน่นนี่อยู่มากก็ตาม นางทาสคนนี้ทำอาหารไม่ได้เรื่อง’

‘ฉะ...ฉันขอเติมอะไรสักหน่อยได้ไหม’ ฉันเริ่มวางแผนที่จะหาทางเห็นหน้าแปนนีโดยเร็ว ‘ฉันขอไปเอาพริกไทยป่นมาใส่เพิ่มอีกนิด รับรองอร่อยขึ้นแน่ ๆ’

‘ตามใจ...แต่เร็ว ๆ เข้า ฉันรีบ’ เมอเตอัสบอกก่อนจะบ่นพึมพำตามหลังฉันที่รีบวิ่งจู๊ดเข้าไปในห้องครัวที่อยู่ติด ๆ กัน ‘ทำไมฉันต้องตามใจแกด้วยนะ’

หญิงสาวร่างอวบผมยาวเหยียดตรงสีบรอนด์ในชุดกระโปรงยาวกรอมเท้า เสื้ออกกว้างแขนยาวที่ยืนทำตาโตด้วยความตกใจในห้องครัวเล็ก ๆ ทำให้ฉันสะดุดขาตัวเองจนเกือบล้มคะมำไปข้างหน้า ยังดีที่ยังทรงตัวเบรกตัวเองไว้ได้ทัน

‘เธอเป็นใคร’ ฉันถามด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นชัด ๆ ด้วยตาตัวเองว่าหญิงสาวคนดังกล่าวไม่ใช่เพนนี

‘แปนเนีย’ เธอบอกเสียงสั่น ๆ ...ฉันได้ยินเธอออกเสียงเช่นเดียวกับที่ฉันได้ยินจากชายชรา... ‘แป้น-นี่-อะ’

‘ฉัน...ต้องการ...พริกไทยป่น’ เสียงของฉันตะกุกตะกักเมื่อแอบรู้สึกผิดหวังที่หญิงสาวในห้องครัวไม่ใช่เพนนีอย่างที่ฉันคาดหวัง

หญิงสาวผิวขาวอมชมพูร่างอวบยื่นขวดแก้วใบใหญ่มาให้ ในนั้นบรรจุพริกไทยป่นหยาบ ๆ ไว้เกือบเต็ม

ฉันรีบกลับไปที่โต๊ะกินอาหาร โรยพริกไทยป่นหยาบลงบนเนื้อย่างนิดหน่อยก่อนจะลงมือฝืนกินต่อไป

‘โอ้ว...อร่อยขึ้นมาก’ เสียงเมอเตอัสบอกขณะเคี้ยวเนื้อย่างอยู่เต็มปาก ‘แกนี่มีฝีมือปรุงอาหารไม่แพ้ฝีมือปามีดสั้นเลย’

ตอนอยู่บนเรือระหว่างเดินทางมาที่ปัตตาเวีย กิจกรรมคลายเหงาของฉันคือการฝึกปามีดสั้นในครัว และเมอเตอัสก็ไปเห็นเข้าจนได้ เขาดึงตัวฉันออกมาฝึกข้างนอกบนดาดฟ้าเรือ จัดแจงหาเป้ากระสอบมาให้ และพาลูกเรือคนอื่นๆ มาร่วมฝึกและแข่งขันปามีดสั้นกันด้วย...แทบไม่น่าเชื่อว่าฉันคือคนที่ทำคะแนนได้มากที่สุด

-------------------------------------------------

ตกเย็น หลังกินอาหารเสร็จแล้ว เมอเตอัสก็พาฉันออกจากบ้าน คราวนี้เขาไม่ได้พาลงเรือเล็กแต่เดินไปตามถนนริมคลองนั่นเอง

‘ท่านจะไปไหน‘ ฉันอดถามขึ้นมาไม่ได้

‘ตลาดในเมืองปัตตาเวีย มิตรสหายของฉันน่าจะเที่ยวกันอยู่บริเวณนั้น ยิ่งเป็นคืนสุดท้ายแห่งปี ร้านเหล้าคงเรียกบรรดาขาใหญ่มาเที่ยวได้เยอะ’ เมอเตอัสบอกเสียงสดใส ก่อนจะหันมาทางฉันแล้วก้มลงไปเบื้องล่าง ‘ฉันจะหารองเท้าให้แกสักคู่...เดินเท้าเปล่าแบบนี้ แกจะถูกผู้คนดูถูกเอาได้ว่าเป็นทาส...แกเป็นผู้อารักขาของฉัน ต้องให้สมฐานะฉันหน่อย...จริงไหม’

ฉันรู้สึกซาบซึ้งและรู้ตัวว่าคำพูดของเขาทำให้น้ำตาของฉันเริ่มซึมออกมาคลอเบ้า...การมาอยู่ในร่างฮารุโกะในเวลานี้...เมอเตอัสคือมิตรที่ดีที่สุดของฉัน

เมื่อถึงตลาด ฉันได้แต่อ้าปากค้างตะลึงงันในความอลังการของอาคารบ้านเรือนที่รายล้อมรอบ มีลานใหญ่อยู่ตรงกลาง และผู้คนจำนวนมากกำลังเดินกันขวั่กไขว่ พวกเขาแต่งกายด้วยชุดฝรั่งยุโรปโบราณ เมอเตอัสบอกว่าชาวดัตช์ได้มาอาศัยที่ปัตตาเวียมากขึ้นทุก ๆ ปี ส่วนใหญ่เป็นครอบครัวของบรรดาพ่อค้าและคนงานชาวดัตช์

เมื่อฉันได้รองเท้าบู้ทหนังหุ้มถึงกลางน่องคู่หนึ่งมาสวมเรียบร้อยแล้ว เมอเตอัสก็ยังมีเมตตาถามว่าฉันต้องการอะไรอีกบ้าง

‘มีดสั้น กับเข็มขัดหนังสำหรับพกเก็บมีดสั้น’ ฉันให้คำตอบถึงสิ่งที่ต้องการ...อย่างน้อยการมีอาวุธที่ใช้ถนัดอยู่ติดตัวอย่างเพียงพอจะช่วยให้อุ่นใจมากขึ้น เพราะในตอนนี้ฉันมีมีดสั้นเหน็บอยู่ที่เอวเพียงด้ามเดียวเท่านั้น

‘เยี่ยม...แกนี่สมกับเป็นชายนักรบในอนาคต...อาวุธคือสิ่งที่ต้องหามาไว้ประจำตัว’ เขาเอ่ยชมขณะพาเดินออกมาจากร้านขายรองเท้า ‘ฉันจะหาดาบและปืนสั้นให้อีกต่างหาก...แต่ยังไม่ใช่คืนนี้...ฉันจะสั่งให้พรรคพวกหามาให้...รวมทั้งชุดใหม่ของแกด้วย’

หลังจากนั้น เมอเตอัสก็เดินนำฉันเข้าไปในร้าน ๆ หนึ่งซึ่งทำให้ฉันอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบกับบาร์เหล้าในสมัยที่บรรดาลูกเรือไปสุมหัวสังสรรค์กันอยู่แถบซอยซีไดจ์ค ในกรุงอัมสเตอร์ดัม...ร้านนี้มีความคล้ายคลึงกับร้าน In’t Aepjen มากทีเดียว

‘เฮ้...ฟาน เมอเตส...ท่านกลับมาแล้ว  ดีใจจริง ๆ ที่ได้เจอกัน’ ชายร่างอ้วนสูงใหญ่หลังเคาท์เตอร์ส่งเสียงร้องทักทายดังลั่น ฉันสังเกตเห็นชายคนอื่น ๆ ในร้านต่างหันมามองเมอเตอัสกันให้พรึ่บ...ท่าทางเมอเตออัสจะเป็นคนดังพอสมควร

‘สวัสดี...บีอูส...ร้านนายแน่นทุกครั้งที่ฉันมา คงขายดีทุกวัน’ เมอเตอัสทักทายกลับไป ‘แสดงว่ามีเงินจ่ายหนี้ให้ฉันแล้ว...ใช่ไหม’

ประโยคหลังนั้นเล่นเอาชายเจ้าของร้านยิ้มแหย ๆ ขึ้นมาทันควัน

‘โอ้ว...วันนี้วันดี  อย่าเพิ่งถามไถ่เรื่องหนี้เลยท่าน’ ชายร่างอ้วนรีบเดินออกมาจากหลังเคาเตอร์ เมอเตอัสตบไหล่ทักทายและหัวเราะเสียงดังลั่น

‘ฉันก็แกล้งถามไปอย่างนั้นล่ะ...ฉันไม่ใจร้ายทวงหนี้จากเพื่อนรักของฉันหรอก’ เมอเตอัสบอกเสียงหนักแน่น ‘แม้นับวัน...เพื่อนรักหลายคนมักจะชอบทรยศฉันก็ตาม’

‘โธ่...ใครกันทำกับท่านแบบนั้น’ ชายเจ้าของร้านมีสีหน้าตกใจ ก่อนจะชำเลืองคล้ายมองหาอะไร หรือ ใครสักคน ‘นูอาร์ไปไหน...ไม่ได้มาพร้อมท่านหรอกหรือ  เขาชอบปลีกวิเวกอยู่เรื่อย ง่านเฉลิมฉลองรับปีใหม่แท้ ๆ ยังไม่มาสุมหัวกับเพื่อนฝูง’

ฉันแอบกลืนน้ำลายเมื่อได้ยินชื่อของนูอาร์

‘เขาแวะพักผ่อนกลางทาง...ป่านนี้คงกำลังเต้นรำอยู่กับปลาฉลาม’ เมอเตอัสบอกเสียงเข้ม ทำให้ชายเจ้าของร้านยิ่งขมวดคิ้วด้วยความสงสัยก่อนจะอ้าปากค้างตาโตด้วยความตกใจเมื่อได้ยินประโยคต่อมาของเมอเตอัส ‘นูอาร์ทรยศต้องการแย่งของ ๆ ฉัน คิดจะฆ่าฉัน...โชคดีที่ฉันรอดมาได้’

‘สมควรแล้ว...ถ้าเขาทรยศท่าน’ ชายเจ้าของร้านบอกเสียงเบาหวิว

‘มีอะไรพิเศษ ๆ ให้ฉันกับหนุ่มน้อยคนนี้ดื่มบ้าง’ เมอเตอัสเปลี่ยนเรื่องฉับพลันจนฉันอดตกใจไม่ได้...ก็ฉันดื่มเหล้าไม่เป็นนี่นา

‘โอ้ว....มีแน่นอน...นั่งรอก่อนสักครู่  เชิญทางนี้’ บีอูสผายมือเชื่อเชิญให้พวกเรานั่งที่โต๊ะริมหน้าต่างใกล้ ๆ เคาท์เตอร์นั่นเอง ‘โต๊ะพิเศษ...สำหรับคนพิเศษ’

ชายร่างอ้วนหันมายิ้มกว้างให้ฉันอย่างคนใจดี...แต่ฉันกลับส่งยิ้มเล็ก ๆ ที่มุมปากให้เขา เพราะในตอนนี้ฉันก็ยังไม่กล้าไว้ใจใครนัก

‘นี่...เฟอลิต...ลูกน้องคนใหม่’ เมอเตอัสแนะนำฉันให้บีอูสรู้จักเมื่อฝ่ายนั้นทำหน้าทำตาสงสัยใคร่รู้ว่าฉันเป็นใคร ‘และนี่เพื่อนรักของฉันอีกคน...เขาชื่อบีอูส’

‘ว้าว...ยังเด็กอยู่เลยนี่...อายุเท่าไหร่หรือ’ บีอูสถาม

‘เอ่อ...สิบสี่’ ฉันบอกไปตามที่เคยบอกไว้กับเมอเตอัส

‘มิน่า...เสียงยังไม่แตกหนุ่มเลย...แต่คงไม่นานแล้วล่ะ’ บีอูสตบไหล่ฉันแรง ๆ ตามประสาผู้ชายทั่วไปก่อนจะตะโกนสั่งชายคนหนึ่งที่อยู่หลังเคาเตอร์ ‘เอาเหล้ามาเสิร์ฟโต๊ะนี้ด้วย’

เอาล่ะ...ปัญหาของฉันเริ่มมาเยือนแล้ว ทำอย่างไรถึงจะสามารถหลีกเลี่ยงการดื่มเหล้าในครั้งนี้ไปได้ ฉันเหลียวสายตามองไปทั่วร้าน บรรดาแขกผู้ชายที่เข้ามาในร้านต่างส่งเสียงพูดคุย บ้างก็พากันร่วมร้องเพลงครึกครื้นอยู่ที่โต๊ะของตัวเอง

‘แกนั่งรอฉันอยู่ตรงนี้...เดี๋ยวฉันมา’ อยู่ ๆ เมอเตอัสก็กระซิบบอก ‘แต่แกช่วยจับตามองผู้ชายหัวล้านที่นั่งอยู่ข้างประตูทางออกนั่นด้วย ถ้ามันลุกขึ้นจากโต๊ะทำท่าจะเดินไปหลังร้านเมื่อไหร่ ให้แกรีบเข้าไปขวางมันไว้ก่อน แล้วฉันจะออกมาสมทบ’

พูดจบเขาก็ลุกขึ้นเดินเข้าไปหลังร้าน ฉันไม่รู้ว่าเมอเตอัสมีแผนจะทำอะไรในเวลานี้ แต่ที่โต๊ะข้างประตูทางออกมีชายศีรษะล้านคนหนึ่งนั่งอยู่จริง ๆ และนั่นทำให้ฉันแทบอยากจะลุกขึ้นเผ่นหนีไปให้พ้น ๆ จากร้าน....หมอนั่นตัวใหญ่ราวกับยักษ์ปักหลั่น แล้วฉันในร่างฮารุโกะซึ่งผอมแห้งกระโดกกระเดกจะมีแรงไปเข้าขวางทางไว้ได้อย่างไร

* * * * * * * * * * * * * *


















Create Date : 24 พฤศจิกายน 2556
Last Update : 19 ธันวาคม 2556 21:25:08 น. 15 comments
Counter : 1013 Pageviews.

 
ดีจ้าคุณแกะ

อ่านแล้วทำให้นึกถึงสมัยตอนอยู่ฮอลแลนด์เลยล่ะ และเหมือนย้อนไปสู่ยุคอดีต อิอิ


โดย: au_jean วันที่: 25 พฤศจิกายน 2556 เวลา:5:24:28 น.  

 
สวัสดียามเช้าค่า
แวะมา แต่ยังไม่มีเวลาอ่านน้าา
ขอแปะไว้ก่อน แหะ ๆ
ทึ่งมาก ๆ เลย มีอารมณ์แต่งนิยายได้ยาว ๆ อย่างนี้ได้ไง
สามารถจริง ๆ เลยค่ะ
มาชวนเชิญไปแจมเอนทรี่ใหม่จ้า


โดย: ฟ้าใสวันใหม่ วันที่: 25 พฤศจิกายน 2556 เวลา:9:17:41 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณแกะ
แวะมาเยี่ยม สบายดีหรือป่าว
มีความสุขมากๆนะคะ
เดี๋ยวมาส่งกำลังใจนะ


โดย: pantawan วันที่: 25 พฤศจิกายน 2556 เวลา:23:57:28 น.  

 
Statehouse นี่น่าจะคล้ายการเคหะแห่งชาตินะคะ (แต่พอดีนึกคำไทยไม่ออก แย่จังฮู้)

ตอนนี้อากาศที่นิวดีมากๆเลยคะ เข้าหน้าใบไม้ผลิ ดอกไม้สวยงาม อากาศไม่ร้อนมาก

ปล อุ๊เคยคิดอยากเป็นนักเขียนเหมือนกัน (เคยส่งเรื่องขำขันได้ตีพิมพ์ด้วยล่ะ อิอิ) ตอนนี้เริ่มอยากจะรับราชการเป็นอาจารย์มหาลัย แต่ไม่รู้ว่าจะทำได้ไหม บ่นๆๆ

เทคแคร์น๊า ฝนตกบ่อยแบบนี้


โดย: au_jean วันที่: 27 พฤศจิกายน 2556 เวลา:4:24:58 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณแกะ
แวะมาส่งกำลังใจ ทำงานด้วยความสุขนะคะ
บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
ทองกาญจนา Travel Blog ดู Blog
mariabamboo Parenting Blog ดู Blog
ALDI Food Blog ดู Blog
ขุนเพชรขุนราม Science Blog ดู Blog
~My Birthday is on April 14~ Literature Blog ดู Blog

ระบบจะบันทึกคะแนนโหวต เฉพาะการโหวต 5 ครั้งล่าสุดในแต่ละวันเท่านั้น


โดย: pantawan วันที่: 27 พฤศจิกายน 2556 เวลา:14:25:24 น.  

 
บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
Rinsa Yoyolive Travel Blog ดู Blog
สายหมอกและก้อนเมฆ Photo Blog ดู Blog
~My Birthday is on April 14~ Literature Blog ดู Blog

มาส่งกำลังใจให้คนเก่งค่ะ
ขยันเขียนได้เป็นเรื่องเป็นราวจริง ๆ


โดย: ฟ้าใสวันใหม่ วันที่: 27 พฤศจิกายน 2556 เวลา:19:12:38 น.  

 
แวะมาทักทายจ้าสุดสวย

เมื่อวานมีเรียนก๊าบป๋ม ยุ่งหน่อยแต่ก็โอ

คุณแกะละจ๊ะ เป็นงัยบ้าง เหนื่อยไหม เป็นกำลังใจให้น๊า


โดย: au_jean วันที่: 28 พฤศจิกายน 2556 เวลา:6:04:37 น.  

 
สวัสดีค่ะ
แวะมาทักทายค่ะ


โดย: ชมพร IP: 101.108.148.51 วันที่: 29 พฤศจิกายน 2556 เวลา:11:34:09 น.  

 
ขอบคุณสำหรับกำลังใจค่า
หลับฝันดีเช่นกันนะคะ


โดย: ฟ้าใสวันใหม่ วันที่: 29 พฤศจิกายน 2556 เวลา:22:32:55 น.  

 
สวัสดีค่าพี่แกะ ^^
ว้าวงานใหม่ของนักเขียนคนเก่งมาแว้ววว
แพมส่งพลังใจไล้ค์ให้น๊าาาแฮ๊ปปิ้ๆมากๆนะค่ะ


โดย: mastana วันที่: 30 พฤศจิกายน 2556 เวลา:7:11:15 น.  

 
สวัสดียามค่ำคืนครับ

โหวต และไลค์ส่งกำลังใจไปให้คุณแกะด้วยครับ

บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
~My Birthday is on April 14~ Literature Blog ดู Blog


โดย: **mp5** วันที่: 1 ธันวาคม 2556 เวลา:23:21:10 น.  

 
อ่านแล้วค่า พี่แกะ ^^
งวดนี้นุ่นก็มาช้ามากมายเลยค่ะ


โดย: lovereason วันที่: 1 ธันวาคม 2556 เวลา:23:56:16 น.  

 
คลิกที่รูป เพื่อเอาโค้ดรูปนี้ไปแปะ



โดย: pantawan วันที่: 5 ธันวาคม 2556 เวลา:23:55:07 น.  

 
ขอบคุณสำหรับโหวตค่า
มีดอกงิ้วสวย ๆ มาฝากด้วยค่ะ



โดย: ฟ้าใสวันใหม่ วันที่: 6 ธันวาคม 2556 เวลา:20:07:34 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณแกะ
รอติดตามตอนต่อไป
วันหยุดแล้วพักผ่อนให้เต็มที่นะคะ



โดย: pantawan วันที่: 13 ธันวาคม 2556 เวลา:22:14:24 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

~My Birthday is on April 14~
Location :
สงขลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 44 คน [?]






widget counter สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับเพื่อน ๆ บล็อกแก็งค์และผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน เจ้าของบล้อกเขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก ด้วยใจรัก เพราะเขียนแล้วมีความสุข...ทั้งนี้ งานเขียนทุกชิ้นมีลิขสิทธิ์ตามกฏหมาย เพราะฉะนั้น ห้ามนำไปดัดแปลง ต่อเติม แก้ไข และเผยแพร่เป็นผลงานของตัวเองเชียวนะคะ เพราะจะถือเป็นการกระทำผิดกฏหมายลิขสิทธิ์ ขอบคุณค่ะ
New Comments
Friends' blogs
[Add ~My Birthday is on April 14~'s blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.