Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2556
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
27 ตุลาคม 2556
 
All Blogs
 
สิงหลา ภาคสองทะเล :๑ เวนิสแห่งยุโรปเหนือ

เวนิสแห่งยุโรปเหนือ


แกงค์เพื่อนสาวร่วมสาบาน ‘ไข่ปิ้งริมทะเล’ เดินทางจากประเทศไทยตามคำเชิญชวนของฉันซึ่งอาสาออกค่าที่พักให้พวกเธอตลอดสี่วันในการเที่ยวชมประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อออกจากสนามบินพวกเราเดินทางโดยรถไฟใต้ดิน ใช้เวลาประมาณไม่เกินยี่สิบนาทีจากสนามบินสคิพโพลถึงตัวเมืองอัมสเตอร์ดัม ซึ่งก่อนหน้านั้นเพื่อนชาวดัทช์คนหนึ่งของฉันได้นำสัมภาระของทั้งสามสาวล่วงหน้าไปยังโรงแรมที่จองไว้แล้วเพราะพรทิพย์และสุพัตราต้องการสัมผัสบรรยากาศการนั่งรถไฟใต้ดินมากกว่าที่จะนั่งไปกับรถยนต์

“พวกเธอน่าจะให้ฉันนั่งรถไปกับพ่อหนุ่มดัทช์ลูกเจ้าของโรงแรมนั่นนะ” จิตตรีแอบบ่น แต่ฉันดูออกว่าเธอแกล้งพูดทีเล่นทีจริงไปอย่างนั้นเอง “เขาไม่ใช่กิ๊กเธอใช่ป่าว...แก้ว”

“ไม่ใช่” ฉันรีบปฏิเสธ “เขาเป็นเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยที่อังกฤษ เราสนิทกันมากเพราะสเตฟานชอบคนเอเชีย”

“งั้นสาวเอเชียอย่างฉันก็มีหวังน่ะสิ” สุพัตราเอ่ยปากขึ้นมาบ้าง “ฉันอาจจะเป็นคนแรกในแก็งค์ไข่ปิ้งที่ได้แต่งงานซะที นี่อายุพวกเราก็ยี่สิบแปดจะยี่สิบเก้าแล้วนะ”

“ฉันจองแล้วจ้ะ” จิตตรีรีบบอก “ถ้าเขาไม่แอบชอบแก้วอยู่น่ะนะ”

“ไม่...เราเป็นเพื่อนกันจริง ๆ” ฉันต้องทำเสียงเข้มปรามเพื่อน ๆ ที่ต่างหันมามองเป็นจุดเดียว “เพราะสเตฟานมีลูกสามเมียหนึ่งแล้วนะจ๊ะ สาว ๆ ที่รักไม่ต้องแย่งกันหรอก”

“จบ...ปิดเรื่อง...ไม่ฟินเลย” จิตตรีสรุป หน้าตาบ่งบอกว่าแอบผิดหวังเล็ก ๆ “นั่งรถไฟมาเนี่ยดีแล้ว”

พวกเราทั้งสี่สาวจึงได้แต่หัวเราะออกมาพร้อมกัน หลังจากนั้นจึงคุยสัพเพเหระไปเรื่อยเปื่อยจนกระทั่งถึงที่หมาย นั่นคือสถานีรถไฟกลางตรงชายฝั่งอ่าวไอย์ เมื่อเดินออกมาด้านนอกฉันนำสามสาวไปที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวซึ่งมีข้อมูลต่างๆให้ดูเป็นเบื้องต้น รวมทั้งจัดแจงซื้อบัตรท่องเที่ยว คือ อัมสเตอร์ดัมการ์ด ซึ่งเป็นบัตรที่จ่ายเงินเหมารวมสำหรับใช้เข้าพิพิธภัณฑ์ต่างๆ รวมทั้งใช้บริการรถแทรม รถใต้ดิน รวมทั้งทัวร์ล่องเรือชมเมืองคูคลองด้วย

“วิธีชมเมืองอัมสเตอร์ดัมที่ดีที่สุดคือการเดินเท้า เพราะจะทำให้ได้สัมผัสกลิ่นอายรายละเอียดได้มากที่สุด” ฉันบอกเพื่อน ๆ เมื่อส่งการ์ดให้แต่ละคนเรียบร้อยแล้ว “ถัดไปก็นั่งเรือชมอาคารบ้านเรือนสองฝั่งคลอง หรือจะนั่งรถรางชมเมืองก็ได้...แต่วันนี้เดินเท้าชมเมืองอย่างเดียวก่อน เพราะจะเป็นทางผ่านไปโรงแรมที่พัก แล้วพรุ่งนี้ค่อยพาล่องเรือและนั่งรถรางชมเมืองอีกที”

“เดินจริงอ่ะ” จิตตรีเริ่มโอดครวญ “ไม่มีรถตุ๊ก ๆ แบบบ้านเราเหรอ”

“แหม...อากาศที่นี่กำลังเย็นสบาย เดินเรื่อย ๆ ไม่เหนื่อยหรอก” พรทิพย์บอกด้วยสีหน้าตื่นเต้นก่อนจะคว้าแขนฉันให้เริ่มออกเดิน “ไปกันเดี๋ยวนี้เลย...ฉันอยากเห็นเมืองอัมสเตอร์ดัมเต็มทีแล้ว”

“จากสถานีรถไฟนี่ เราจะเริ่มเดินเข้าถนนซีไดจ์ค” ฉันอาสาทำหน้าที่เป็นไกด์นำเที่ยวด้วยหัวใจพองโต “ที่หัวถนนนั่น พวกเธอจะได้เห็นคาเฟ่บรรยากาศร้านแบบบ้านเก่าๆในสมัยก่อน ซึ่งในสมัยศตวรรษที่ 15 เคยเป็นที่พักผ่อน สรวลเสเฮฮา พบปะสังสรรค์และที่พักแรมของพวกนักเดินเรือจากทุกสารทิศ บางทีพวกนั้นไม่มีเงินจ่ายค่าห้อง ก็จะเอาทรัพย์สินที่มีติดตัวจ่ายแทนเงิน ว่ากันว่าหลายครั้งมีการจ่ายด้วยลิง”

“ลิง...แก้วหมายถึงลิงที่ร้องเจี๊ยก ๆ น่ะเหรอ” จิตตรีถาม

“ใช่แล้ว...ก็เลยกลายเป็นที่มาของชื่อร้าน In’t Aepjen เพราะ aap แปลว่าลิง”

“โห...ที่นี่มีรถจักรยานเยอะมากจริง ๆ ด้วย” พรทิพย์อ้าปากหวอก่อนจะจัดการถ่ายภาพจักรยานจำนวนมากที่จอดเรียงอยู่ในที่จอดของสองข้างทาง “เอ๋เคยเห็นรูปในเน็ต...ไม่อยากเชื่อว่าจะได้มาเห็นกับตา...เราเช่าไปปั่นเล่นได้ไหมเนี่ย”

“ที่โรงแรมมีจักรยานให้เช่า...แต่จิตจะไหวเหรอ” ฉันหัวเราะเพื่อนสาวร่างตุ้ยนุ้ยที่เริ่มเดินลากขาแล้วทั้ง ๆ ที่เพิ่งออกตัวเริ่มต้นเดินชมเมือง “ในอัมสเตอร์ดัม คนส่วนใหญ่ใช้จักรยาน และมีอยู่ราวๆ หกแสนคันแน่ะ ก็เลยมีจักรยานจอดอยู่เต็มไปหมดอย่างที่เห็น พวกเขาใช้ปั่นออกจากบ้านมาจอดไว้ก่อนจะเดินทางต่อด้วยรถไฟ รถราง รถเมโทร รถเมล์ หรือไม่ก็เรือ รู้ไหมว่าการขนส่งมวลชนที่นี่มีประสิทธิภาพมากเลยนะ”

ฉันเดินนำสามสาวไปยัง ‘ซอยซีไดจ์ค’ ซึ่งเป็นซอยตรอกเก่าแก่โบราณที่มีลักษณะแคบๆ ทอดตัวคดโค้งไปตามมุมตึก เมื่อเลยจากบริเวณหัวถนนเข้าสู่ช่วงที่สองซึ่งเป็นย่านไชน่าทาวน์ พวกเราก็แวะทานอาหารเย็นที่นั่น

“ย่านนี้ก็จะเหมือนไชน่าทาวน์ทั่วโลกล่ะ คือ มีร้านค้า ร้านอาหารของชาวจีน” ฉันบอกเพื่อน ๆ ขณะรออาหาร “อ้อ...ที่นี่มีวัดจีนด้วยนะ”

“ว่าแต่...ร้านพวกนั้น...อยู่แถวไหนเหรอ” สุจิตตรากระซิบถามเบา ๆ พลางหันมองซ้ายหันขวา ทำราวกับกลัวว่าจะมีใครมาได้ยินเข้า

“อ๊ะ ๆ ...ฉันรู้นะว่าแกหมายถึงร้านอะไร” พรทิพย์เอ่ยปากแซวอย่างรู้ทัน “ฉันไม่เข้าไปกับแกด้วยหรอก”

“แหม...เรื่องธรรมชาตินะเอ๋..ฉันได้ข่าวว่าที่นี่มีพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับเรื่องพวกนั้นด้วย” จิตตรีรีบสมทบก่อนจะดื่มเครื่องดื่มด้วยท่าทางกระหายเป็นอย่างมาก “อีกอย่างเรามากันตั้งสี่คน...จะอายอะไร”

ฉันเข้าใจดีว่าเพื่อนทั้งสามกำลังคุยกันถึงบรรดาร้านเซ็กส์ช้อบ และพิพิธภัณฑ์เซ็กส์ ซึ่งที่อัสเตอร์ดัมเปิดกว้างเกี่ยวกับสินค้าพวกนั้นอย่างเปิดเผย

“คนมาเที่ยวที่เมืองนี้เยอะมากเลย” พรทิพย์รำพึงขึ้นมา

“ปีนี้การท่องเที่ยวของอัมสเตอร์ดัมมีความคึกคักเป็นพิเศษเพราะเป็นปีการฉลองครบรอบสี่ร้อยปีระบบชลประทานของเมือง แถมยังครบรอบหนึ่งร้อยหกสิบปีศิลปินที่ชื่อแวนโก๊ะ” ฉันบอกข้อมูลเพิ่มเติมให้เพื่อนหายสงสัย “อ้อ...พวกเธอโชคดีมากรู้ไหม เพราะปีนี้ พิพิธภัณฑ์ไรค์เปิดให้บริการแล้วหลังจากปิดปรับปรุงไปนานกว่าสิบปี”

“ว่าแต่เราจะได้ไปพิพิธภัณฑ์นั่นวันนี้เลยไหม” สุจิตตราสนใจขึ้นมาทันทีเพราะเธอเป็นคนชอบงานศิลปะมากแม้ว่าจะเป็นอาจารย์สอนวิชาเคมีก็ตาม

“ฉันจัดโปรแกรมไว้พรุ่งนี้เย็น ๆ ก่อนล่องเรือชมเมือง” 

เมื่อจัดการกับอาหารที่สั่งเรียบร้อยแล้ว ฉันก็เริ่มบอกเป้าหมายในการเดินเที่ยวชมเมืองต่อไป

“เดี๋ยวจะพาไปที่นิวมาร์เก็ต อยู่สุดถนนนี่เอง นอกจากบรรดาร้านรวงที่พวกเธอถามถึงแล้ว ที่นั่นมีตึกวาค เป็นอาคารที่เก่าแก่ที่สุดอีกแห่งหนึ่งในอัมสเตอร์ดัม สร้างในปี 1488 อาคารนี้เดิมทีเป็นเหมือนกับประตูเมืองก็ว่าได้”

เมื่อไปถึงที่นั่น สามสาวต่างเพลิดเพลินกับการถ่ายภาพในมุมต่าง ๆ และอัพเดทผ่านโปรแกรมโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คกันอย่างสนุกสนาน เมื่อได้เวลาสมควรแล้วฉันจึงพาเพื่อน ๆ เดินต่อไปยังถนน St.Antoniesbreestraat ซึ่งในสมัยก่อนเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชาวยิว ต่อมาถูกปรับปรุงกลายเป็นอาคารร้านค้าอันทันสมัย นอกจากนั้นยังมี Zuiderkerk เป็นโบสถ์คาทอลิคนิกายโปรแตสแตนท์แห่งแรกในเนเธอร์แลนด์ สร้างขี้นในปี 1614 ซึ่งปัจจุบันใช้เป็นที่จัดแสดงโครงการเกี่ยวกับการปรับปรุงโครงสร้างและผังเมืองในอนาคตของเมืองอัมสเตอร์ดัม

หลังจากนั้น ก็เดินต่อไปยังจัตุรัสแดม เป็นลานกว้างรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าใจกลางกรุงอัมสเตอร์ดัม จตุรัสนี้ล้อมรอบด้วยสถาปัตยกรรมที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ บริเวณลานจตุรัสแห่งนี้มีกิจกรรมหลายอย่างและมีนักท่องเที่ยวมาอยู่กันเต็ม จึงนับเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่สำคัญของอัมสเตอร์ดัม

“นั่นอ่ะไรเหรอ” พรทิพย์ชี้ไปที่อนุสาวรีย์ซึ่งเป็นรูปทรงกรวยสีขาวสูงประมาณเจ็ดสิบฟุต

“อนุสาวรีย์แห่งเสรีภาพ สร้างขึ้นในปีค.ศ. 1956 เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ผู้ที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 2”

“โห...นี่แก้วเป็นไกด์นำเที่ยวมืออาชีพได้เลยนะเนี่ย” สุพัตตราบอกก่อนจะวิ่งไปถ่ายรูปอนุสาวรีย์ใกล้ ๆ

“โน่น...ฝั่งตรงข้ามอนุสาวรีย์ เป็นอาคารเก่าแก่ที่สวยงามและสำคัญคือ พระราชวังหลวง หรือ วังหลวง สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1655 เคยเป็นที่ว่าการอำเภอ ตรงหน้าจั่วของตึกมีรูปปูนปั้นเป็นรูปเทพีแห่งทะเลและสัตว์ในเทพนิยายกรีก” ฉันชี้ให้เพื่อน ๆ ดู “พรุ่งนี้จะพาเข้าไปดูข้างใน”

หลังจากแวะถ่ายภาพวังหลวงอันสวยงามแล้ว ฉันก็เดินนำออกไปที่ถนนสายหนึ่งข้างวัง ที่มีชื่อว่า กาลเวอร์ สตราท เป็นถนนชอปปิ้งสายสำคัญซึ่งคลาคล่ำไปด้วยร้านรวงที่ขายของและสินค้าของที่ระลึก

“ดูๆไว้ก่อน แล้วค่อยมาซื้อวันก่อนกลับก็ได้” ฉันแนะนำ “เพราะเผื่อไปเที่ยวที่อื่นเจอของที่ถูกใจกว่า กระเป๋าจะได้ไม่ฉีก”

“ไม่ต้องห่วงจ๊ะแก้ว...พวกเราเนี่ย...มือโปรด้านถ่ายรูปเอาบรรยากาศ ไม่เน้นช็อป” พรทิพย์บอกก่อนจะถ่ายรูปฉันซึ่งยืนอยู่หน้าร้านขายของที่ระลึกไปหนึ่งแชะ

เมื่ออยู่จุดนั้นได้สักพัก ฉันก็นำไปสถานที่หนึ่งที่สาว ๆ ต่างกรี๊ดกร๊าดร่ำร้องอยากเห็นเร็ว ๆ คือโซน เร็ด ไลท์ ดิสทริคท์ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากจัตุรัสแดมไปทางทิศตะวันออก พวกเราไปถึงที่นั่นในเวลาประมาณสองทุ่ม แต่บรรยากาศของอัมสเตอร์ดัมยังดูเหมือนเป็นเวลาที่เพิ่งตกเย็นเท่านั้น ซึ่งก็เหมือนกับเมืองยุโรปอื่น ๆ ในช่วงหน้าร้อนที่จะเริ่มมืดในเวลาประมาณใกล้สี่ทุ่มเข้าไปแล้ว

“พวกเธออย่าเผลอถ่ายรูปสาว ๆ ตามหน้าต่างตู้กระจกเชียวนะ” ฉันเตือนสามสาวไว้ก่อน “เพราะเดี๋ยวจะมีตำรวจมายึดกล้องและมือถือพวกเธอไป อาชีพสาวบริการในห้องที่เห็นจากหน้าต่างเป็นอาชีพที่รัฐให้ทำอย่างถูกกฎหมายก็จริง แต่สาว ๆ เหล่านั้นไม่มีใครอยากให้รูปตัวเองแพร่กระจายไปหรอก”

พวกเราทั้งสี่ใช้เวลาที่โซนเร็ด ไลท์ ดิสทริคท์ ไม่นานสักเท่าไหร่เพราะต่างก็เก้อเขินอยู่มากพอสมควร โดยเฉพาะพรทิพย์ที่คอยดึงแขนจิตตรีให้รีบออกไปจากถนนย่านนั้น

“อีกไกลไหมกว่าจะถึงโรงแรมที่พัก...ฉันเริ่มหิวอีกแล้ว” จิตตรีบอกด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้า

“ประมาณสองกิโลเอง” ฉันแกล้งบอกหน้าตาขึงขัง แต่เมื่อเห็นเพื่อนทั้งสามทำท่าจะเป็นลมฉันก็เลยต้องเฉลย “ล้อเล่น...ไม่ไกลหรอก อยู่ในใจกลางอัมสเตอร์ดัมนี่แหละ”

โรงแรมที่ฉันจัดหาให้เพื่อน ๆ เข้าพักเป็นโรงแรมอยู่ติดกับแม่น้ำอัมสเทล ห้องพักสำหรับสาวสาวเป็นห้องทริปเปิล เตียงเดี่ยวสามเตียง

“ที่นี่มีอาหารเช้าแบบบุฟเฟต์บริการฟรีทุกวัน ที่นั่งทานอาหารวิวสวยมากนะ พร่งนี้เช้าพวกเธอจะต้องตะลึง” ฉันบอกเมื่อเพื่อนทั้งสามทรุดตัวลงนอนแผ่หราบนเตียงของใครของมันเรียบร้อยแล้ว “ห้องนี้เป็นห้องวิวคลองอัมสเทลด้วยนะ ไม่คิดจะลุกขึ้นมาดูบรรยากาศก่อนเหรอ”

พรทิพย์กับสุจิตราดีดตัวผึงขึ้นมาหาฉันที่กำลังยืนอยู่ริมหน้าต่างบานสูงใหญ่ทันที ในขณะที่จิตตรีงัวเงียค่อย ๆ ไหลตัวเองลงจากที่นอนและส่งเสียงครางบอกเบา ๆ

“อย่าดูหมดนะ...เก็บไว้ให้ฉันดูบ้าง  ไม่ไหวแล้วเดินขาลากเลย”

“ไม่ใช่ของกินสักหน่อย” สุจิตตราอดแหย่เพื่อนร่างตุ้ยนุ้ยไม่ได้ก่อนจะหยิบกล้องถ่ายรูปมาถ่ายภาพวิวของคลองด้านนอกพลางชมไม่ขาดปาก “สวยมาก สวยจริงๆ”

“ดีใจจังที่ได้มาพักที่นี่ เป็นโรงแรมเล็ก ๆ ที่วิวคลองสวย ดูอบอุ่นมาก ๆ” พรทิพย์หันมาบอกด้วยแววตาสดใส “หายเหนื่อยจากการเดินชมเมืองเลยล่ะ”

“ช่าย...สวยมาก ๆ” จิตตรีซึ่งเพิ่งเดินมาถึงหน้าต่างส่งเสียงสดใสขึ้น “บรรยากาศริมคลองนี่สวยมากเลย”

“อัมสเตอร์ดัม มีชื่อที่มาจากคลองอัมสเทลนี่ล่ะ บวกกับแดมที่หมายถึงเขื่อนกั้นน้ำป้องกันน้ำท่วมเมือง ก็เลยกลายเป็นอัมสเตอร์ดัมมาจนทุกวันนี้” ฉันเป็นไกด์บรรยายต่อ รู้สึกดีใจที่ทำให้เพื่อน ๆ ทั้งสามประทับใจกับสถานที่พักที่ฉันจัดหาให้

“แล้วคืนนี้แก้วจะพักกับพวกเราไหม หรือว่าจะกลับไปนอนที่บ้านพัก” พรทิพย์ถามขึ้นหลังจากนั้น “แต่นี่ก็ดึกแล้ว แม้ดูเหมือนเพิ่งจะค่ำได้ไม่นานก็เถอะ”

“นอนค้างที่นี่สิจ๊ะ ขอนอนเบียดเตียงใครดีล่ะ” ฉันเริ่มเหล่ตามองระหว่างพรทิพย์กับสุจิตตรา ซึ่งแน่นอนว่าไม่สามารถเป็นเตียงของจิตตรีเพราะรายนั้นคนเดียวก็เต็มพื้นที่แล้ว“

“ก็ต้องกับเอ๋สิ” พรทิพย์คว้าแขนฉันทันที “ยัยตาน่ะนอนดิ้น”

“แหม...ฉันไม่ได้ดิ้นแรงซะหน่อย” สุจิตตราหันมาทำตาบ้องแบ้ว “แก้วนอนกับเอ๋ดีแล้ว...เพราะฉันกรน ฮ่าๆ ๆ”

“ดีนะเนี่ยที่เป็นโรงแรมของสเตฟาน ไม่อย่างนั้นเขาไม่ให้ฉันที่ไม่ได้เช็กอินเข้าพักหรอก แต่ฉันหาลูกค้าชาวอังกฤษมาให้บ่อย ๆ ก็เลยไม่มีปัญหา” ฉันบอก “พรุ่งนี้จะพาพวกเธอล่องเรือชมเมืองนะ และตอนเย็นจะพาไปที่บ้านผู้อุปถัมภ์ของฉัน พวกเขาเป็นคนอังกฤษแต่มาตั้งรกรากที่นี่นานหลายปีแล้ว ที่ฉันไม่พาพวกเธอไปพักที่นั่นเพราะอยากให้พวกเธอได้ความเป็นส่วนตัวมากกว่า”

“พวกเขาเป็นอะไรกับครอบครัวของแก้วที่อังกฤษเหรอ” พรทิพย์ถาม

“เป็นเพื่อนสนิทของเดวิท ปู่บุญธรรมของฉัน”

“พูดถึงเดวิท...ไม่น่าเชื่อนะแก้ว...ว่าคนที่เราพบบนรถตุ๊กๆ วันนั้นจะรับเธอเป็นหลานบุญธรรม” พรทิพย์พูดด้วยน้ำเสียงบ่งบอกว่ากำลังครุ่นคิดถึงความหลัง 

ฉันนึกย้อนกลับไปเมื่อเกือบสิบสี่ปีที่ผ่านมา หลังกลับจากโรงเรียนในเย็นวันจันทร์ ฉันพบฝรั่งสามคนอยู่ที่บ้าน พวกเขากำลังพูดคุยกับพ่อ เดวิทคือชายอายุห้าสิบแปด แมรี่ ภรรยาของเขาอายุห้าสิบหก และโดลอฟ หลานชายวัยสิบเจ็ด

ทั้งสามกำลังคุยสอบถามพ่อเรื่องประวัติเมืองสิงหลา หลังจากนั้นพวกเขาก็ได้ให้ชื่อและที่อยู่ไว้ ฉันติดต่อกับพวกเขาผ่านอีเมล์โดยใช้อินเตอร์เน็ตที่โรงเรียน และในปี 2545 เมื่อฉันสอบชิงทุนได้ไปเรียนต่อที่อังกฤษ พวกเขาจึงชวนให้ฉันไปพักที่บ้าน ซึ่งโชคดีเหลือเกินที่มหาวิทยาลัยที่ฉันเรียนนั้นอยู่เมืองเดียวกับบ้านของพวกเขา พ่อกับแม่ของฉันยังอยู่ที่สงขลา เมื่อฉันเรียนจบ ม.6 พ่อกับแม่ย้ายไปอยู่กับพี่สาวที่หาดใหญ่ เดวิทมีน้ำใจซื้อตั๋วเครื่องบินให้พ่อกับแม่มาเยี่ยมฉันปีละครั้ง 

ฉันใช้ชีวิตเรียนหนังสืออยู่ที่อังกฤษจนจบปริญญาโทในปี 2550 จึงกลับไปใช้ทุนที่เมืองไทย และเมื่อสองปีที่แล้วฉันได้ทุนปริญญาเอก เพื่อศึกษาต่อสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ ซึ่งฉันสนใจศึกษาเกี่ยวกับการรวมตัวทางเศรษฐกิจของยุโรป เพื่อนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งในการเสนอแนวทางป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 2558

และในช่วงที่ต้องเก็บข้อมูลที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ฉันจึงพักอยู่ที่บ้านเพื่อนของเดวิทซึ่งอยู่ติดแม่น้ำอัมสเทลไม่ไกลจากโรงแรมที่นำสามสาวเข้าพักเท่าไหร่นัก

* * * * * * * * * * * * * *

เช้าต่อมา ฉันจัดโปรแกรมพาสาวแก้งค์ไข่ปิ้งออกนอกเมืองอัมสเตอร์ดัม จุดหมายก็คือ เมืองซานดัม เป็นเมืองเล็กๆที่อยู่ห่างจากอัมสเตอร์ดัมแค่นั่งรถไฟไม่เกินยี่สิบนาที จุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจของเมืองซานดัม คือ ซานเซอะ สคานส์ เป็นสถานที่ดูเหมือนจะรวบรวมความเป็นเนเธอร์แลนด์เอาไว้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกังหันลม การทำชีสแบบโบราณ และการทำรองเท้าไม้ เรานั่งรถไฟถึงเมืองซานดัมในเวลาสายแล้ว ภาพแรกที่เห็นเมือเข้าเขตจุดท่องเที่ยว ซานเซอะ สคานส์ ก็คือบรรดากังหันลมที่เรียงรายอยู่ตามริมแม่น้ำสายยาว กังหันลมบางอันเปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปชมข้างบนได้ พวกเราทั้งสี่คนก็ไม่พลาดที่จะขึ้นไปชมจนจุใจจนชุ่มปอด

สองข้างทางของซานเซอะ สคานส์ เป็นบ้านไม้โบราณที่ส่วนใหญ่เปิดเป็นร้านขายของที่ระลึก มีบางหลังที่สาธิตการทำรองเท้าไม้ให้นักท่องเที่ยวดูอย่างใกล้ชิด ซึ่งรองเท้าไม้นี้เป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของเนเธอร์แลนด์

“สมัยก่อนมีน้ำท่วมบ่อยมาก การใส่รองเท้าไม้จะช่วยป้องกันความชื้นได้” ไกด์ท้องถิ่นบรรยายให้ฟัง “รองเท้าไม้จึงกลายเป็นที่นิยม แต่ปัจจุบันไม่มีใครใส่รองเท้าไม้แล้ว นอกจากในเทศกาลต่าง ๆ”

หลังจากนั้น ทั้งสามสาวก็กระจายตัวไปซื้อหาของฝากจำพวกรองเท้าไม้จิ๋วแกะสลัก รูปปั้นกังหันลมที่ทำจากปูนปาสเตอร์ และรูปภาพต่าง ๆ ซึ่งแผ่นแม่เหล็กติดตู้เย็น เป็นของที่ระลึก ปล่อยให้ฉันนั่งวาดภาพสีน้ำซึ่งเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งที่ฉันโปรดปรานอยู่ที่หน้าร้านอาหารแห่งหนึ่งริมแม่น้ำและดื่มด่ำไปกับลมเย็น ๆ ที่แล่นมาคลอเคลียใบหน้าเบา ๆ อย่างมีความสุข

ตกบ่าย ฉันจึงพาสามสาวกลับอัมสเตอร์ดัมเพื่อเข้าชมพิพิธภัณฑ์ไรค์ หลังจากนั้นในเวลาตอนเย็นจึงพาล่องเรือชมทิวทัศน์เมืองตามที่ได้รับปากไว้

“อัมสเตอร์ดัม มีจุดกำเนิดมาตั้งแต่ตอนต้นศตวรรษที่สิบสาม เป็นเมืองที่มีลักษณะพื้นที่เป็นเกาะ เมื่อต้นศตวรรษที่สิบเจ็ดมีการขุดคูคลองล้อมรอบเมืองถึงสี่ชั้น ความยาวรวมกันกว่าร้อยกิโลเมตรเพื่อใช้เป็นเส้นทางสัญจรและขนส่งสินค้าทางเรือ รวมทั้งเป็นคูเมืองเพื่อป้องกันข้าศึก มีประตูกั้นน้ำถึงสิบหกแห่งด้วยกัน อัมสเตอร์ดัมจึงถูกเรียกขานเป็นเมืองแห่งคลอง” ฉันแปลความให้สามสาวฟังตามที่ไกด์ประจำเรือหลังคากระจกเที่ยวชมคลองในอัมสเตอร์ดัมบรรยายคร่าว เมื่อไกด์หนุ่มหันมาเห็น เขาก็ส่งยิ้มกว้างให้ เพราะฉันมักจะพานักท่องเที่ยวชาวอังกฤษมาเที่ยวที่นี่บ่อย ๆ เมื่อมีเวลาว่าง

การที่ต้องแปลความที่ไกด์พูดให้สามสาวเข้าใจนั้น...ทำให้ฉันอดใจหายไม่ได้...ฉันคิดถึงสร้อยที่คอยแปลความภาษาดัทช์ให้ฉันเข้าใจเมื่อสมัยอยู่ด้วยกันที่สิงหลา

พ่อบอกให้ฉันอยู่กับชีวิตในปัจจุบัน แต่ฉันไม่จำเป็นต้องพยายามลืมเรื่องเหล่านั้น...เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนเป็นความทรงจำที่ควรค่าต่อการเก็บไว้...เป็นกลิ่นของอดีตที่สูดดมเมื่อไหร่ก็ให้รู้สึกคิดถึงทุกครั้ง

เรือกระจกนำเที่ยวพาเราลัดเลาะล่องไปตามลำคลองน้อยใหญ่เพื่อชมทิวทัศน์อันสวยงามของเมืองอัมสเตอร์ดัม ตึกรามบ้านช่องที่ตั้งอยู่ริมคลองล้วนมีเอกลักษณ์ที่สวยงามแปลกตา

“บ้านริมคลองที่เห็นจะมีส่วนหน้าบ้านไม่กว้าง และถูกสร้างตามแบบสถาปัตยกรรมของสเปนผสมกับเรอเนสซองส์ ตัวอาคารใช้อิฐแดงก่อแบบไม่ฉาบปูน ตกแต่งเป็นภาพปูนปั้นเทพเจ้ากรีก” ฉันบอกสามสาวก่อนจะชี้ให้ดูที่หน้าบ้านหลังหนึ่งที่เรือกำลังจะแล่นผ่าน “ที่หน้าจั่วนั่นมีไม้ยื่นออกมา เขาเอาไว้แขวนลอกสำหรับชักลอกสิ่งของเข้าบ้านทางหน้าต่าง เพราะหน้าบ้านแคบและประตูก็เล็ก เพราะเมื่อก่อนเขาเก็บภาษีกันตามขนาดประตู ชาวเมืองเลยเลี่ยงไปขนของผ่านหน้าต่างแทน”

“ในคลองมีเรือนแพด้วยเหรอแก้ว” พรทิพย์ถามขณะถ่ายภาพเสียงดังแชะ ๆ อย่างรวดเร็ว

“ใช่...มีเรือนแพให้เช่าด้วยนะ  นักท่องเที่ยวแบบแบกเป้ลุย ๆ เขานิยมกันมาก” ฉันให้คำตอบ

เรือมุ่งหน้าไปทางลำคลองอัมสเทล เพื่อจะไปชมสะพานสกินนี

“สะพานสกินนีเป็นสะพานไม้ และเป็นจุดที่ถูกถ่ายรูปมากที่สุดอีกแห่งหนึ่งของอัมสเตอร์ดัม  สร้างขึ้นในปี 1670 เป็นสะพานเปิดเพื่อให้เรือผ่านไปได้” ฉันแปลให้เพื่อน ๆ เข้าใจพลางมองขึ้นไปบนสะพานไม้ที่เรือกำลังแล่นผ่านเข้าไป

เมื่อตวัดสายตามองผ่านไปบนฝั่งที่เรือกำลงแล่นขนานไป สายตาของฉันก็เห็นว่ามีใครคนหนึ่งกำลังยืนอยู่บนนั้น

“เนปา” ชื่อนั้นหลุดออกมาจากปากของฉันอีกครั้งหลังจากที่เมื่อวานฉันได้ร้องเรียกชื่อของเขาที่สนามบินสคิพโพล

“ใครน่ะแก้ว” พรทิพย์คงได้ยินที่ฉันพูดออกไป “ชื่อคุ้น ๆ นะ...ใช่ที่แก้วเคยเล่าให้เอ๋ฟังรึเปล่า”

ฉันไม่สามารถให้คำตอบพรทิพย์ได้ เพราะทันทีที่เห็นใครคนนั้นฉันก็รีบวิ่งไปบอกให้คนขับจอดเรือโดยเร็วที่สุด แม้เขาจะดูงง ๆ และบ่นโวยวายแต่สุดท้ายเขาก็ใจอ่อนให้ฉัน

“แก้ว...จะไปไหน” เสียงพรทิพย์ไล่ตามหลัง

“เอ๋...พาตากับจิตนั่งเรือต่อไปจนสุดปลายทาง  ฉันจะกลับไปหาพวกเธอที่นั่น” ฉันหันไปบอกเพื่อนก่อนจะวิ่งก้าวกระโดดขึ้นไปบนฝั่งอย่างรวดเร็ว

* * * * * * * * * * * * * *




Create Date : 27 ตุลาคม 2556
Last Update : 15 สิงหาคม 2558 11:08:22 น. 7 comments
Counter : 760 Pageviews.

 
แก้วมาแล้ว เยๆๆๆๆ
เดี๋ยวสายๆมาอ่านนะคะพี่แกะ


โดย: lovereason วันที่: 27 ตุลาคม 2556 เวลา:10:33:35 น.  

 
ว๊าว จบตอนที่เจออาเนปา เอ่ออ ไม่ใช่สิ ต้องเรียกว่าดินใช่มั๊ยคะพี่แกะ

แก้วสุดยอดมาก เรียนจนถึงปริญญาเอกเลย ที่แปลกว่าคือโดลอฟก็กลายเป็นพี่หรือน้าบุญธรรมของแก้วด้วยสิคะ

พี่แกะจะลงที่ถนนเมื่อไหร่เหรอ
จะได้เมนท์ อิอิ



โดย: lovereason วันที่: 27 ตุลาคม 2556 เวลา:12:17:53 น.  

 
สวัสดีจ้าน้องนุ่น^^

สิงหลามาแล้ว มาจากอัมสเตอร์ดัมเลยเชียวคราวนี้ อิอิ



โดย: ~My Birthday is on April 14~ วันที่: 27 ตุลาคม 2556 เวลา:23:57:39 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณแกะ
มาอ่านเวนิสตอนแรก
ไลท์และโหวตให้กำลังใจด้วย

บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
~My Birthday is on April 14~ Literature Blog ดู Blog

ระบบจะบันทึกคะแนนโหวต เฉพาะการโหวต 5 ครั้งล่าสุดในแต่ละวันเท่านั้น


โดย: pantawan วันที่: 28 ตุลาคม 2556 เวลา:23:22:26 น.  

 
แวะมาอ่านเวนิส เขียนได้เหมือนเรื่องจริง อ่านสนุก


โดย: ยายเก๋า (ชมพร ) วันที่: 30 ตุลาคม 2556 เวลา:16:16:01 น.  

 
ตามอ่านตั้งแต่ภาคแรก ชอบมากๆ รอหนังสือเล่มถาคแรก และเชียร์ภาคสองต่อ สนุกมาก


โดย: เฟม IP: 27.55.0.91 วันที่: 31 ตุลาคม 2556 เวลา:14:42:34 น.  

 


ขอบคุณมากค่ะสำหรับกำลังใจในการเขียนเป็นอย่างดี

จะพยายามอัพสัปดาห์ละ 2 บท วันอาทิตย์กับวันพุธค่ะ



โดย: ~My Birthday is on April 14~ วันที่: 1 พฤศจิกายน 2556 เวลา:22:37:19 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

~My Birthday is on April 14~
Location :
สงขลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 44 คน [?]






widget counter สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับเพื่อน ๆ บล็อกแก็งค์และผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน เจ้าของบล้อกเขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก ด้วยใจรัก เพราะเขียนแล้วมีความสุข...ทั้งนี้ งานเขียนทุกชิ้นมีลิขสิทธิ์ตามกฏหมาย เพราะฉะนั้น ห้ามนำไปดัดแปลง ต่อเติม แก้ไข และเผยแพร่เป็นผลงานของตัวเองเชียวนะคะ เพราะจะถือเป็นการกระทำผิดกฏหมายลิขสิทธิ์ ขอบคุณค่ะ
New Comments
Friends' blogs
[Add ~My Birthday is on April 14~'s blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.