Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2558
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
14 มิถุนายน 2558
 
All Blogs
 
สิงหลา ภาคสองทะเล : ๒๔ รักต้องห้าม

เมื่อสร้อยกำลังคลานเตาะแตะในวัยห้าเดือนก็ถึงวันจากลากับแม่ฉาย แม้จะรู้ล่วงหน้าในชะตาของเธอ ทว่าฉันก็อดที่จะใจหายและร้องไห้เสียใจไม่ได้  สิ่งเดียวที่ฉันทำได้เพื่อให้แม่ฉายคลายทุกข์กังวลก่อนจากไป คือการได้กระซิบบอกข้างหูแม่ฉายในเสี้ยวนาทีสุดท้ายก่อนสิ้นใจว่า...เบน คนรักของเธอ กำลังรอเธออยู่ด้วยความรัก และเขารักฉายกับลูกมากที่สุด

‘เบน...รอฉันอยู่...เขา...มารับฉันแล้ว’ เสียงแหบพร่าเบาหวิวของแม่ฉายที่ตอบกลับมาก่อนจะแน่นิ่งไปทำให้ฉันรู้สึกขนลุกซู่

ครั้นเมื่อเห็นดวงหน้าซีดเผือดไร้วิญญาณแต่ปรากฎรอยแย้มยิ้มที่ริมฝีปากของแม่ฉายก็ทำให้ฉันเบาใจลงได้ว่า...เธอจากไปอย่างสงบแล้วจริง ๆ

การจากไปของแม่ฉายทำให้ฉันรู้ว่าแม่เปลื้องนั้นรักและผูกพันกับน้องสาวมากมายขนาดไหน เธอร้องไห้โฮหนักราวจะขาดใจตายตามแม่ฉายไปด้วยอีกคน...ดูภายนอกแม้แม่เปลื้องจะดูปากร้ายและโผงผาง แต่จิตใจภายในของเธอนั้นกลับมีความงดงามและเมตตาปราณีด้วยแม่เปลื้องรับอาสาเลี้ยงดูสร้อยต่อไปด้วยความรักและเต็มใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ปัญหากลับตกมาอยู่ที่ฉัน เมื่อแม่เปลื้องลั่นวาจาเด็ดขาดว่าจะไม่ให้ผู้ชายที่ชื่อแก้วไปมาหาสู่ที่เรือนของเธอเพื่อช่วยดูแลสร้อยเป็นอันขาด

‘ฉันเกลียดชายที่ชื่อแก้วนัก...เห็นหน้าแล้วพาลอยากตบไม่หาย’ แม่เปลื้องแสดงหน้าตาแค้นเคืองให้เห็นอย่างชัดเจนจนฉันรู้สึกหวาด ๆ เพราะยังจำรสชาติฝ่ามือของเธอได้เป็นอย่างดี

‘จะให้ฉันทำอย่างไร...แม่เปลื้องจึงจะหายโกรธและอภัยให้’ ฉันถามไปตรง ๆ ภายหลังที่ยายจันทร์และลุงทองช่วยพูดแล้วแต่แม่เปลื้องก็ยังไม่ยอม

‘ก็ต่อเมื่อคนที่ได้ชื่อว่าพี่แก้วได้ตายหายจากไปแล้วนั่นล่ะ’ แม่เปลื้องให้คำตอบที่เหมือนฟ้ากำลังผ่าลงมาบนศีรษะของฉันแบบจัง ๆ ‘ฉันไม่อยากเห็นไม่อยากรับรู้ว่าคนที่ฉันเคยปักใจให้ความรักยังคงวนเวียนอยู่ใกล้ ๆ แม้จะรู้ความจริงแล้วว่า...เขาเป็นใคร...มันทำให้ฉันรู้สึกเสียใจและรู้สึกโง่ไปเสียทุกครั้งที่เจอหน้ากัน’

‘หมายความว่า...แม่เปลื้องไม่ต้องการให้ฉันปลอมเป็นผู้ชาย...ปลอมเป็นหมอแก้วตอนไปเยี่ยมเยียนสร้อยที่เรือนใช่ไหม’ ฉันสรุปทบทวนตามที่เข้าใจ

‘ไม่เพียงแต่ที่เรือนของฉันหรอกนะ...ฉันไม่อยากให้ผู้ชายที่ชื่อแก้วอยู่ในสิงหลาด้วยซ้ำไป’ แม่เปลื้องบอกด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด ดวงตาแน่วแน่ที่จ้องมองมาคล้ายบอกว่าจะเอาคืนฉันให้ถึงที่สุดก็ว่าได้ ‘ในเมื่อท่านคือผู้หญิงชาววิลันดา ก็ขอให้ท่านแสดงตัวตนที่แท้จริงออกมา...อย่าโกหกมดเท็จพวกเราชาวสิงหลาอีกต่อไป...เพนนี ฟาน เมอเตส’

‘แต่การปลอมเป็นชาย จะทำให้เพนนีทำหน้าที่หมอช่วยเหลือผู้คนได้มากนัก’ เนปาแย้งขึ้นบ้างหลังจากนิ่งฟังอยู่ข้าง ๆ ฉันมาตลอด

‘ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจ...แต่ฉันจะไม่ยอมให้ผู้ชายที่ชื่อแก้วได้พบเจอกับหลานสาวของฉันอีกเป็นแน่...และหากฉันพบเจอหมอแก้วในสิงหลาไม่ว่าเมื่อใด...ฉันจะบอกความจริงให้คนอื่นได้รับรู้กันไปทั่วเมือง...ดูรึจะมีใครวางใจคบคนโป้ปดหลอกลวงได้อีก’

ขาดคำแม่เปลื้องก็อุ้มสร้อยลงจากเรือนยายจันทร์ เพื่อไปนั่งรถม้าที่รออยู่และเดินทางกลับไปที่เรือนของเธอกับเปอลุส

* * * * * * * * * * * * * *

ต่อมาหลังเสร็จสิ้นการเผาศพแม่ฉายเรียบร้อยแล้ว ฉันก็ได้รับสารคำสั่งจากองค์มุตตาฟาให้เข้าเฝ้า เมื่อเดินทางไปถึงเรือนของท่าน ฉันก็ได้พบความจริงว่าองค์มุตตาฟารู้ความเคลื่อนไหวของฉันตอนที่อยู่นอกวังมากพอสมควร

‘ภายหลังหมดภารกิจช่วยรักษาคนป่วยที่ค่ายกักกันโรคระบาดตามที่เจ้าอาสา...ข้ารู้สึกได้ว่าเจ้าคงอยากใช้ชีวิตอิสระอยู่กับมิตรสหายมากกว่าจะกลับมารับใช้ข้าที่นี่’ องค์มุตตาฟากล่าวด้วยน้ำเสียงตัดพ้ออยู่ในที

‘หลานสาวของครูหมอสมุนไพรที่สอนวิชาให้แก่ข้านั้นคลอดลูกแต่กลับเจ็บป่วยหนัก ข้าจึงอยากอยู่ช่วยดูแลนางอย่างใกล้ชิด‘ ฉันชี้แจงเหตุผล

‘ข้ารู้...แต่เมื่อนางตายไปแล้ว...ข้าจึงตัดสินใจเรียกเจ้ากลับมา’ องค์มุตตาฟามีน้ำเสียงอ่อนโยนลง และฉันรับรู้ได้ว่าท่านลุกขึ้นจากตั่ง เดินตรงมายังฉันที่กำลังก้มหมอบอยู่กับพื้นห้องโถง....สัมผัสจากมือทั้งสองที่จับไหล่เพื่อให้ฉันลุกขึ้นยืนนั้น ทำให้ฉันต้องรีบเงยหน้าไปมององค์มุตตาฟาซึ่งกำลังพูดต่อไปโดยไม่สนใจท่าทีฝืนเกร็งตัวของฉันสักนิด

ถึงตอนนี้ ฉันรู้แล้วว่าทำไมหญิงรับใช้ทุกคนจึงได้เดินสวนออกไปจากห้องโถงเมื่อตอนที่ฉันเดินทางมาเข้าเฝ้า นั่นคงเป็นเพราะคำสั่งจากองค์มุตตาฟา

‘ข้าไม่อยากปกปิดความรู้สึกภายในอีกต่อไปแล้ว...เพนนี...นานเหลือเกินที่เจ้าห่างจากข้าไปอยู่ข้างนอก’ องค์มุตตาฟาดึงตัวฉันเข้าไปกอดไว้แนบแน่น ‘เจ้าคงได้ยินเสียงหัวใจข้าแล้ว...ข้าไม่ควรปล่อยเวลาให้ผ่านมาเนิ่นนานถึงเพียงนี้’

‘แต่...ข้า’ ฉันอ้าปากจะพูด แต่ดูเหมือนจะถูกแรงจากอ้อมแขนแข็งแรงตระหวัดรัดแน่นขึ้นไปอีก

‘ก่อนหน้านี้...ข้ายอมให้เวลาเจ้าเพื่อพิสูจน์ใจข้า...แต่เมื่อได้เห็นเจ้าสนิทสนมให้ความใกล้ชิดกับชายอื่น...แม้เจ้าจะแต่งกายปลอมเป็นชายแล้วก็ตาม...ข้าก็ยังมิวายครางแคลงกลัวว่าเจ้าจะมีใจให้ชายคนที่ได้ชื่อว่าน้องสามีของเจ้าเอง’

‘เนปา’ ชื่อนั้นหลุดออกมาจากปากของฉันโดยอัตโนมัติด้วยความที่คาดไม่ถึงว่าองค์มุตตาฟาจะคอยติดตามความเคลื่อนไหวของฉันมาตลอด

‘ทหารรับจ้างที่เคยออกรบศึกชายแดนเมืองนครด้วยกัน...คนที่หาญกล้าออกหน้าปกป้องเจ้าในคราวนั้น...เนปา ฟาน เมอเตส’ องค์มุตตาฟาเอ่ยชื่อท้ายประโยคด้วยน้ำเสียงลอดไรฟัน ก่อนจะพูดเสียงกร้าวขึ้นอีกครั้ง ‘ข้าควรจะทำอย่างไร...ในเมื่อข้าก็มีใจรักให้แก่เจ้าไม่น้อยไปกว่าเขาเช่นกัน’

‘ท่านรู้ได้อย่างไร...ว่าเนปามีใจรักข้า’ ฉันรู้สึกตกใจมากขึ้นไปอีก

‘หึ...เมื่อเย็นวานนี้ข้าได้พบกับเขา...และบอกเขาไปตรงๆ อย่างลูกผู้ชาย...ว่าข้ารู้สึกกับเจ้าเช่นไร...แต่เขากลับกล้าหาญทัดทาน...บอกว่าเขากับเจ้า...รักกัน’ ถึงตอนนี้ องค์มุตตาฟาก็คลายอ้อมแขนและปล่อยฉันให้ยืนเป็นอิสระก่อนที่ท่านจะหันหลังพูดต่อไปด้วยข้อความที่ทำให้ฉันหวาดกลัวเป็นที่สุด ‘ข้าควรกำจัดเขาไปให้พ้นทาง แต่...’

‘แต่ท่านจะไม่ทำอย่างนั้น’ ฉันพูดแทรกทันที พยายามบอกกับตัวเองให้นิ่งและใจเย็นเข้าไว้ ‘ท่านเป็นคนดีที่ข้าและเนปาต่างเคารพนับถือ และข้าเชื่อว่าท่านจะไม่ทำอะไรเนปาเพียงเพราะสตรีม่ายไร้ค่าอย่างข้าหรอก’

‘แม้เจ้าคือสตรีม่าย แต่เจ้าไม่ได้ไร้ค่า...เพนนี’ องค์มุตตาฟาหันกลับมาจ้องหน้าฉันอีกครั้ง ‘แต่ที่ข้าไม่กำจัดเนปา...เพราะข้าอยากได้หัวใจของเจ้าที่มอบให้ข้าอย่างแท้จริงต่างหากเล่า’

‘หัวใจข้า...ได้มอบให้แก่เนปาไปหมดแล้ว’ ฉันยืนยันแม้จะรู้สึกซึ้งต่อน้ำใจขององค์มุตตาฟาไม่น้อย ‘น้ำใจอันประเสริญของท่าน ข้าผู้นี้จะขอจงรักภักดีและรับใช้ทำงานให้ท่านด้วยหัวใจเช่นกัน’

‘ข้ายืนยันความในใจไปแล้ว...และขอบอกอีกครั้ง...ว่าข้าจะรอวันที่ได้หัวใจของเจ้า เพนนี ฟาน เมอเตส’

‘แต่ท่านไม่ควรรอ’ ประโยคนั้นไม่ได้เป็นคำพูดของฉัน แต่เป็นของชายคนหนึ่งที่ปรากฎตัวเข้ามาทางประตูเข้าห้องโถงแบบไม่ให้สุ้มไม่ให้เสียง

‘ท่านอับรามัน’ องค์มุตตาฟาเรียกชื่อชายคนนั้น และทำให้ฉันต้องรีบหันไปมองทางประตูเช่นกัน ‘ท่านเข้ามาแอบฟังได้อย่างไร ถ้าไม่ติดว่าท่านเป็นญาติผู้ใหญ่...ข้าคงสั่งลงโทษให้สาสม’

‘นอกจากเป็นญาติผู้ใหญ่ของเจ้า...ข้ายังเป็นที่ปรึกษาแห่งองค์สุลต่านสุลัยมานที่ได้รับความไว้วางใจมายาวนาน’ น้ำเสียงของอับรามันหนักแน่นและราบเรียบจนยากที่จะเดาใจได้ว่าเขามีวัตถุประสงค์อะไรในการบุกรุกเรือนขององค์มุตตาฟาในคราวนี้ ‘เมื่อได้ข่าวว่าท่านเรียกหมอหญิงชาววิลันดากลับมารับใช้ที่เรือน  ข้าก็อดเป็นห่วงไม่ได้...เพราะตอนนี้อาการบาดเจ็บของท่านก็หายดีเป็นปลิดทิ้งแล้ว...คงไม่จำเป็นต้องมีหมอมาคอยดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดอีกต่อไป’

ฉันรู้สึกขอบคุณอับรามันอยู่ในใจที่มาช่วยคลี่คลายสถานการณ์ให้ในตอนนี้ แม้จะยังเกลียดขี้หน้าเขาอยู่ไม่หายก็ตาม

‘เข้ามาในเรือนของข้าโดยไม่แจ้งล่วงหน้าแบบนี้...ท่านต้องการพูดอะไรกันแน่...บอกมาตามตรงดีกว่า’ เห็นได้ชัดว่าองค์มุตตาฟาเองก็มีท่าทีไม่พอใจเป็นอย่างมาก

‘หากให้พูดตามตรง...ข้าดูออกว่าท่านพิสมัยหมอหญิงวิลันดาคนนี้...แต่ถึงกระนั้น ท่านก็น่าจะรู้ว่าท่านอยู่ในฐานะอะไร หากท่านคิดจะยกหมอหญิงนอกศาสนาขึ้นเป็นคู่ครองในอนาคตก็รังแต่จะมีปัญหา...และข้าจะไม่มีวันยอมรับให้มีสายเลือดของพวกต่างศาสนานอกรีตประเพณีเข้ามาปะปนกับสายเลือดพวกเราได้เป็นอันขาด’ อับรามันขยายความที่ต้องการอย่างชัดแจ้ง ‘อย่าลืมว่าท่านดาโต๊ะ โมกอล ปู่ของท่านนั้นต้องหลบหนีอพยพมาจากบ้านเกิดเมืองนอนก็เพราะพวกวิลันดาล่าอาณานิคม...แม้องค์สุลต่านสุลัยมานจะยอมให้พวกวิลันดา และฝรั่งต่างศาสนา เข้ามาค้าขายที่สิงหลา แต่ก็หาใช่ว่าจะยินยอมให้สายเลือดของพวกนั้นมาปะปนกับพวกเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...คือท่านซึ่งเป็นบุตรชายแห่งองค์สุลต่านสุลัยมาน ซาร์’

ความเงียบเข้ามาปกคลุมห้องโถงใหญ่ อับรามันกลับออกไปแล้ว เหลือเพียงองค์มุตตาฟาที่ยังคงยืนนิ่งมองออกไปนอกหน้าต่าง และฉันซึ่งนั่งคุกเข่าก้มหน้ารอรับคำสั่งอนญาตให้ออกไปอีกคน

‘ข้ารู้ดีในสิ่งที่อับรามันพูด...แต่หัวใจของข้าเล่า...จะมีใครเข้าใจบ้าง’ องค์มุตตาฟารำพึงแต่ฉันได้ยินชัดเจน

‘ข้า....’

ฉันต้องการพูดให้องค์มุตตาฟาตัดใจ แต่ท่านก็ชิงพูดต่อไป...และเป็นคำพูดที่ทำให้ฉันไม่อาจปฏิเสธความจริงแห่งจารีตประเพณีที่สิงหลาได้เช่นกัน

‘แม้แต่เจ้า...เพนนี...ขนบศาสนาของเจ้านั้น ข้าไม่รู้ว่าจะผิดกฎจารีตหรือไม่...แต่ถ้าเจ้าอยู่ที่สิงหลา....ความรักของเจ้ากับเนปาก็ไม่อาจสมหวัง...ด้วยฐานะที่เนปาเป็นน้องสามี...พวกเจ้าจึงไม่อาจครองคู่กันฉันท์ผัวเมีย เพราะหากชาวบ้านชาวเมืองรู้....เจ้าก็จะถูกโพนทนาและประนามหยามเหยียดว่าเป็นกาลกิณี และพวกเจ้าทั้งคู่ก็จะถูกลงโทษและขับไล่ออกไปจากเมือง’ องค์มุตตาฟาสรุปในตอนท้ายสุด ‘ทั้งเนปา...และตัวข้า  ต่างมีอุปสรรคในรักที่มีต่อเจ้าทั้งสิ้น...เพนนี’

* * * * * * * * * * * * * *

 ไปต่อไม่ถูก...คงจะใช้คำนี้ได้สำหรับฉัน

เนปาคงจะรู้ขนบจารีตที่ว่านั้นจากองค์มุตตาฟาแล้วเช่นกัน เขาจึงมีสีหน้ากังวลใจไม่น้อยไปกว่าฉันเมื่อเราได้มีโอกาสเจอกันที่ท่าเรือในหลายวันต่อมา

‘สรุปว่า  เธอก็ยังต้องเป็นหมอหญิงอยู่ในเขตวังต่อไป เพียงแต่ไม่ต้องอยู่เรือนของท่านมุตตาฟาแล้ว’ เนปาสรุปภายหลังจากฟังเรื่องราวในเขตวังสุลต่านจากฉัน

‘ตอนนี้ มารดาของท่านหญิงปารีซากำลังป่วย...อาการน่าเป็นห่วง  แม้แต่หมอฝรั่งเศสก็ยังไม่กล้ารับรองว่านางจะหาย’ ฉันบอกต่อ โดยลืมไปว่าเนปาในขณะนี้ยังไม่รูจักกับท่านหญิงปารีซาเลย

‘ท่านหญิงปารีซา คือใครกัน’ เนปาสงสัยจริง ๆ ด้วย

‘ไม่แปลกหรอกที่จะไม่ค่อยมีใครได้ยินชื่อท่านหญิงปารีซา เพราะมารดาของท่านเป็นชาวบ้านธรรมดา ถ้าจะให้เข้าใจง่าย ๆ คือ ท่านหญิงปารีซาเป็นลูกพี่ลูกน้องขององค์มุตตาฟา’

‘ฉันสงสัยอีกอย่าง...ทำไมเธอเรียกท่านมุตตาฟา  ว่าองค์มุตตาฟา....เธอควรใช้คำว่าท่าน...ไม่ใช่องค์...เพราะคำว่าองค์  ใช้กับองค์สุลต่านเจ้าเมืองเท่านั้น’

‘ฉันเผลอเรียกเผื่อไปไกลถึงอนาคต...ท่านมุตตาฟา  จะเป็นองค์มุตตาฟาในวันข้างหน้า’ ฉันตัดสินใจบอกความจริงกับเนปาไปในที่สุด แต่กลับได้รับคำตำหนิกลับมา

‘แต่ตอนนี้ท่านมุตตาฟายังไม่ได้เป็นองค์สุลต่าน...เธอต้องระวังไว้บ้าง...อย่าเผลอไปพูดต่อหน้าคนอื่น ๆ ....เพราะเราไม่รู้ว่าใครจะคิดอ่านไปว่าอย่างไร  หากเจอคนไม่หวังดีก็จะเป็นภัยต่อเจ้าได้’

ฉันต้องขอบคุณเนปาที่เตือนฉันในเรื่องนี้ แต่ยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากก็มีเสียงดังเอะอะโวยวายดังมาจากหน้าตลาดท่าเรือเสียก่อน

เนปากับฉันรีบวิ่งเข้าไปดูเหตุการณ์ทันที จึงได้เห็นฉากการยื้อยุดฉุดกระชากของคนสองคู่...คูหนึ่งเป็นหญิงวัยกลางคน...อีกคู่หนึ่งเป็นเด็กผู้ชาย ส่วนผู้คนที่ล้อมวงดูอยู่ก็ช่างสนุกสนานด้วยกันส่งเสียงเชียร์ราวกับกำลังดูการแข่งขันชกมวยก็ไม่ปาน

‘อัสฟา...หยุดเดี๋ยวนี้’ เนปาตะโกนห้ามเสียงดัง ก่อนจะเข้าไปดึงตัวเด็กผู้ชายตัวเล็กกว่าออกไปจากการเตะต่อยกันอยู่

เมื่อหันไปดูคู่กรณีของอัสฟาแล้วฉันก็ต้องตกใจ...ท่านมุสซาร์ในวัยเด็กกำลังยืนหอบสีหน้าโกรธเกรี้ยวอยู่ไม่ไกลกันนัก ขณะเดียวกันเนปาก็เข้าไปห้ามศึกของหญิงกลางคนอีกคู่ให้ยุติลง

‘เกิดอะรขึ้น...พวกเจ้าทะเลาะตบตีกันไปทำไม’ เนปาตวาดลั่นถามไปตรง ๆ

ถ้าฉันเดาไม่ผิด หญิงคนหนึ่งนั้นเป็นญาติห่างๆ ของอัสฟานั่นเอง ข่าวว่านางได้รับเงินจากเนปาเป็นค่าช่วยเลี้ยงดูอัสฟาไปจำนวนไม่น้อย

‘มันจะแย่งของ ๆ นายข้า’ พี่เลี้ยงของท่านมุสซาร์ชี้หน้าอัสฟา ‘นายข้าหยิบตุ๊กตาผ้าได้ก่อน  แต่เด็กนั่นยังจะพยายามมาแย่งไปอีก’

‘หยิบพร้อมกันต่างหาก’ ญาติของอัสฟายืนยันเสียงดัง ‘พอข้าจะจ่ายเงินให้พ่อค้าจีน เอ็งก็มาชิงจ่ายตัดหน้า’

‘ตุ๊กตาอะไรกัน...มีตัวเดียวรึ...ถึงได้ต่อยตีแย่งชิงกันขนาดนี้’ ฉันถามขึ้นบ้าง

‘มีเหลือตัวเดียว...ฉันอุตส่าห์เวียนดูอยู่หลายวัน  แต่ไม่มีเงินพอจะซื้อไปให้น้อง...ฉันจึงต้องไปทำงานตักน้ำใส่ตุ่มแลกกับเงินที่พอจะมาซื้อตุ๊กตานี่ได้...แต่กลับมาถูกแย่งไปต่อหน้าต่อตา’ อัสฟาในวัยห้าขวบกว่าร้องไห้สะอึกสะอื้นขณะก้มลงไปเก็บชิ้นส่วนต่าง ๆ ของตุ๊กตาผ้าที่กองเละอยู่กับพื้นดิน

‘ข้าอยากได้ตุ๊กตาไปให้ท่านหญิงปารีซา’ ท่านมุสซาร์เดินเข้ามาบอกกับฉันโดยตรง เพราะเราเคยได้เจอและพูดคุยกันมาก่อนแล้วเมื่อวันที่ฉันเข้าไปตรวจเยี่ยมอาการของมารดาท่านหญิงปารีซา

‘แต่ตอนนี้...ไม่มีตุ๊กตาให้ใครแล้ว’ ฉันสรุปเมื่อเห็นซากชิ้นส่วนตุ๊กตาผ้าในมืออัสฟาที่ยังคงยืนน้ำตาไหลริน ปากบวมเจ่อที่คงเป็นผลจากการถูกท่านมุสซาร์ซึ่งโตกว่าชกเอานั่นเอง

และคำพูดต่อมาของอัสฟาที่เงยหน้าขึ้นพูดวิงวอนต่อเนปาก็ทำเอาฉันรู้สึกจุกแน่นในอกขึ้นมาทันที

‘ฉันอยากได้ตุ๊กตาไปให้น้องสร้อย...แต่...มันฉีกขาดหมดแล้ว’

‘เรือนญาติของอัสฟา อยู่ใกล้กับเรือนนายทหารเปอลุส...สามีของแม่เปลื้อง’ เนปาให้คำตอบโดยที่ฉันไม่ต้องถาม ‘ดูท่าว่าอัสฟาจะเอ็นดูสร้อยมาก’

ฉันพยักหน้ารับรู้ก่อนจะเอ่ยถามท่านมุสซาร์ต่อไป

‘ตุ๊กตาก็ขาดเสียหายไปแล้ว...ขอให้อย่าถือสาเอาความกันต่อไปอีกได้หรือไม่’

‘ถ้าเด็กคนนี้เป็นคนของทหารเนปา...ข้าก็จะไม่ถือสา’ ท่านมุสซาร์แย้มยิ้มออกมาในที่สุดก่อนจะหันไปทางเนปา ‘เราเคยเจอกันที่ลานฝึกขี่ม้า...ท่านจำข้าได้ใช่ไหม’

‘จำได้...ความซุกซนของท่านยังทำให้ข้าคอเคล็ดไปหลายวัน’ เนปาบอกกลับด้วยสีหน้าผ่อนคลายลง ‘อภัยให้อัสฟาด้วย...เขายังเล็กนัก’

‘แต่ฉันไม่ผิด...ฉันมาจองตุ๊กตาตัวนี้ก่อนหลายวันแล้ว’ อัสฟายังดื้อรั้นตามประสาเด็ก

‘จองแต่ไม่มีเงินจ่าย ตุ๊กตานี้ก็ยังไม่ใช่ของเอ็ง’ พ่อค้าเกาหัวแกรกกรากก่อนจะพูดถึงประเด็นสำคัญ ‘ แล้วใครจะจ่ายค่าตุ๊กตาตัวนี้ให้ฉัน’

‘ในเมื่อเด็กนั่นอยกได้นัก...ก็ให้ทางญาติเขาเป็นคนจ่ายไปก็แล้วกัน’ พี่เลี้ยงของท่านมุสซาร์สรุปแบบง่าย ๆ ‘เรากลับกันได้แล้วท่านมุสซาร์ อย่ามัวเสียเวลาอยู่ที่นี่นานอีกเลย ข้ายังมีของต้องซื้อหาไปให้มารดาของท่านอีกหลายสิ่ง’

เนปาควักเงินจากถุงผ้าจ่ายเป็นค่าตุ๊กตาให้พ่อค้าแต่โดยดีเพื่อแสดงความรับผิดชอบก่อนจะนั่งลงปลอบใจอัสฟาที่ยังมีอาการน้ำตาไหลริน

‘อย่าเสียใจไปเลย...หากวันหน้ามีตุ๊กตาผ้ามาขายอีก...ฉันสัญญาว่าจะซื้อให้เจ้านำไปฝากน้องสร้อยให้จงได้’

อัสฟาสูดน้ำมูกพรืดใหญ่ก่อนจะแย้มยิ้มกว้างออกมาด้วยความดีใจ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่วายร้องขอ

‘ฉันอยากซื้อด้วยเงินของตัวเองที่หามาได้นี่...ถ้าท่านซื้อให้...ตุ๊กตาก็เป็นของท่าน...ไม่ใช่ของฉัน’

แม้อัสฟามีวัยเพียงห้าขวบกว่าแต่ก็ทำให้ฉันรู้สึกทึ่งในความคิดความอ่านของเขาเป็นอย่างมาก...ยิ่งเป็นการแสดงออกถึงความรักอันบริสุทธิ์ที่เขามีให้ต่อสร้อยตั้งแต่วัยเยาว์แล้วก็ยิ่งทำให้ฉันรู้สึกใจหายต่อชะตาของพวกเขาทั้งคู่

* * * * * * * * *

 





Create Date : 14 มิถุนายน 2558
Last Update : 14 มิถุนายน 2558 16:38:16 น. 1 comments
Counter : 377 Pageviews.

 
สวัสดีค่า พี่แกะ ^^
เห็นชื่อตอนแล้วตื่นเต้น
เดี๋ยวขอกลับไปอ่านสองตอนที่แล้วก่อน
ค่อยมาอ่านตอนนี้ใหม่นะคะ
ติดนิยายเพื่อนยังไม่ได้ไปอ่านยาวเป็นหางว่าว TT
กะลังทำภารกิจอยู่ค่ะ ช่วงนี้ห่างบล็อคห่างเฟสหน่อย
ไม่นานจะกลับมาอ่านค่า



โดย: lovereason วันที่: 15 มิถุนายน 2558 เวลา:0:04:21 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

~My Birthday is on April 14~
Location :
สงขลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 44 คน [?]






widget counter สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับเพื่อน ๆ บล็อกแก็งค์และผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน เจ้าของบล้อกเขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก ด้วยใจรัก เพราะเขียนแล้วมีความสุข...ทั้งนี้ งานเขียนทุกชิ้นมีลิขสิทธิ์ตามกฏหมาย เพราะฉะนั้น ห้ามนำไปดัดแปลง ต่อเติม แก้ไข และเผยแพร่เป็นผลงานของตัวเองเชียวนะคะ เพราะจะถือเป็นการกระทำผิดกฏหมายลิขสิทธิ์ ขอบคุณค่ะ
New Comments
Friends' blogs
[Add ~My Birthday is on April 14~'s blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.