Group Blog
 
<<
เมษายน 2559
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
2 เมษายน 2559
 
All Blogs
 
สิงหลา ภาคสองทะเล : ๓๘ ดวงจิตสลับยุค





หลังการตายของเปอลุสและเปลื้องในช่วงปลายปี พ.ศ.๒๒๑๕ จนกระทั่งเข้าสู่กลางปี พ.ศ. ๒๒๑๖นั้น ชีวิตของฉันในฐานะเพนนี ฟาน เมอเตส ก็ดูเหมือนจะสงบนิ่งเป็นปกติอยู่บ้างแม้จะมีประเด็นบาดหมางใจจนสร้อยไม่ยอมให้เข้าใกล้ก็ตาม...จนกระทั่งมีการปรากฏตัวของขุนอาบที่สิงหลา ในขณะที่เนปากำลังนำทัพทหารไปเสริมกำลังทางบกฝั่งทิศใต้ของเมือง

คณะทูติอโยธยาเดินทางมาเจรจาหวังให้สิงหลาสงบศึกกับปตานีอีกครั้งแต่ก็มิได้สมหวังกลับไป เพราะองค์สุลต่านยืนยันให้อโยธยาไปเจรจากับปตานียอมสงบศึกเสียก่อน

หลังการเจรจาครั้งนี้ขุนอาบไม่ได้มีความพยายามจะอยู่ที่สิงหลาต่อเหมือนเมื่อครั้งที่แล้ว แต่เขาส่งสาส์นลับขอให้ฉันแวะไปหาก่อนที่เรือสำเภาคณะทูติอโยธยาจะเดินทางออกจากท่าเรือ

ด้วยความมั่นใจในตัวเองและไว้ใจขุนอาบมากเกินไปฉันจึงไปหาเขาตามนัด...แต่ท้ายที่สุดขุนอาบกลับซ้อนแผนวางยาสลบจับตัวฉันไว้หวังพาไปยังอโยธยาด้วยกัน

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่...ฉันรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาภายในห้องเล็กๆ แคบ ๆ เมื่อหันมองไปที่ปลายที่นอน เห็นขุนอาบนั่งยิ้มกว้างให้จนฉันนึกตกใจคิดไปไกลในสิ่งที่เกิดขึ้น

“ข้าเพียงเปลี่ยนผ้าที่เปียกให้เท่านั้นหาได้กระทำการใดฝืนใจเจ้าไม่” คำอธิบายของเขาทำให้ฉันรู้สึกโล่งอก

“ทำอย่างนี้ไปเพื่ออะไรทำไมต้องจับตัวข้ามาด้วย” ฉันตะโกนใส่หน้าขณะที่ขุนอาบเดินมาหยุดยืนอยู่ข้าง ๆเตียงที่นอน “ข้าน่าจะปล่อยให้เจ้าตายไปเสียตั้งแต่เมื่อศึกนคร”

“ด้วยเจ้าช่วยข้าไว้หลายคราอย่างไรเล่าข้าจึงใคร่รู้ว่าเหตุใดเจ้าจึงช่วยข้าไว้...และทำให้หัวใจข้าร่ำร้องเรียกหาแต่เจ้าเท่านั้น”

“เจ้าควรปล่อยข้ากลับไปสิงหลา...ข้าไม่รู้มาก่อนเลยว่าเพนนีจะต้องเดินทางไปอโยธยากับขุนอาบด้วย”ประโยคหลังนั้นฉันบ่นกับตัวเองเสียมากกว่า

“เจ้านี่พูดอะไรแปลกๆ...แต่ก็ด้วยเหตุนี้...ข้าจึงหวังให้เจ้าเดินทางไปอโยธยากับข้า...ข้าจักได้มีเวลาทำความรู้จักเจ้าจริงๆ เสียที”

“แต่การกระทำของเจ้าที่ลอบวางยาสลบข้านั้นไม่เป็นลูกผู้ชายสักนิด”

“ข้าน้อมยอมรับ...สักแต่เจ้าจักด่าว่าเถิด”ขุนอาบบอกก่อนจะหัวเราะเดินออกจากห้องไป

ฉันมีแรงลุกขึ้นหวังจะตามเขาไปในทันทีแต่เมื่อจะเปิดประตูออกก็พบว่าประตูถูกล็อกไว้จากด้านนอกแล้วจึงได้แต่ตะโกนเรียกชื่อขุนอาบเสียงดังลั่นด้วยความโกรธเคือง

ขุนอาบแวะเอาอาหารมาให้ในเวลาต่อมาซึ่งฉันไม่รู้ว่าเป็นเวลาใดกันแน่เนื่องจากห้องที่ฉันอยู่นั้นปิดทึบไม่มีแสงภายนอกเล็ดลอดเข้ามาได้ มีเพียงแสงจากตะเกียงดวงเล็กๆ ในห้องเท่านั้น กระทั่งเวลาผ่านไปไม่นานเขาก็กลับมาอีกครั้งพร้อมกับนำตัวฉันออกไปสูดอากาศข้างนอกจึงได้รู้ว่าเป็นเวลาใกล้พลบค่ำแล้ว...แสงสีส้มของดวงอาทิตย์ปลายขอบฟ้ายังส่องแสงสุดท้ายให้เห็นเป็นรำไรจางๆ

จากการพยายามมองหาเรือลำอื่นๆ ในบริเวณใกล้เคียงฉันต้องผิดหวังเมื่อรับรู้ว่ามีเพียงเรือสำเภาลำนี้เพียงลำเดียวเท่านั้น...จึงยากที่ฉันจะหนีไปจากขุนอาบในเมื่อต้องอยู่กลางทะเลเช่นนี้

“ท่านทูติต้องการพบเจ้า” ขุนอาบบอกด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก“ความเพิ่งแตกว่าข้านำตัวคนนอกขึ้นเรือมาด้วย...เมื่อข้าสารภาพว่าเป็นเพนนี ฟานเมอเตส...ท่านทูติจึงต้องการเจรจาความกับเจ้า”

“ข้าจะขอให้ท่านทูติสั่งโบยเจ้าให้หลาบจำเสียที”ฉันขู่ขุนอาบขณะเดินตามหลังเขาไปยังห้อง ๆ หนึ่งบนเรือ

“เจ้ามิทำเยี่ยงนั้นดอก...เพราะเจ้าเองย่อมมีใจต่อข้ามิใช่น้อย...หาไม่แล้วเจ้าจักยอมมาพบข้าแต่โดยดีรึ”ขุนอาบยังคิดเข้าข้างตัวเองไม่เลิกจนฉันรู้สึกผิดที่ไปทำให้เขาเข้าใจอย่างนั้น

“ข้าไม่ได้เกลียดเจ้า...แต่ก็ไม่ได้รักเจ้าเช่นกัน”ฉันบอกด้วยน้ำเสียงหนักแน่นในขณะที่ขุนอาบหยุดเดินพอดี

เขาหันมาจ้องหน้าฉันผายมือไปที่ประตูและยิ้มกว้างให้ราวกับไม่ได้ยินสิ่งที่ฉันเพิ่งพูดออกไป

“ท่านทูติรออยู่ข้างใน...และข้าจะรอ...ว่าเจ้าจักสั่งให้โบยข้ารึไม่”

ฉันเบือนหน้าให้พ้นจากเจ้าของรอยยิ้มกวนอารมณ์นั้นก่อนจะรีบเดินเข้าไปข้างในห้องของหัวหน้าทูติอโยธยาทันที

“ข้าขออภัยแทนคนของเราด้วยที่ริบังอาจจับตัวท่านมา”ท่านทูติวัยกลางคนเอ่ยขึ้นในทันทีที่ฉันนั่งลงบนเก้าอี้ภายในห้องเรียบร้อยแล้ว

“ข้ามิคิดถือความเขา...ในเมื่อสบโอกาสให้ข้าได้พบกับท่านเพลานี้”ฉันพยายามใช้ภาษาพูดให้ใกล้เคียงภาษาโบราณมากที่สุด

“เจ้าเต็มใจขึ้นเรือมากับขุนอาบ...กระนั้นรึ”สีหน้าของเขามีความแปลกใจอย่างชัดเจน

“แม้นแต่เดิมจักมิเต็มใจ...แต่บัดนี้ข้าดีใจที่จักได้เจรจาความกับท่าน”ฉันบอกไปตามตรงเพื่อเข้าสู่เป้าหมายที่ต้องการ

จากนั้นฉันจึงถือโอกาสทำหน้าที่เจรจากับทูติของอโยธยา และด้วยความที่รู้อนาคตว่าสิงหลาย่อมพายแพ้แก่อโยธยาฉันจึงพยายามอย่างที่สุดในการให้ข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ต่อองค์มุตตาฟาและชาวสิงหลาในภายภาคหน้า...หากเวลาแห่งการพ่ายแพ้ของสิงหลามาถึงจริง...ความสูญเสียจะได้เกิดขึ้นน้อยที่สุด

* * * * * * * * * * * * * *

“การกระทำของขุนอาบนั้นบ้าบิ่นนักแลเป็นความผิดที่ต้องได้รับโทษหนัก...หากถึงยังอโยธยาแล้วไซร้ข้าจักให้ท่านพระยาผู้บัญชาการสั่งโบยและตัดสินความลดบรรดาศักดิ์มิให้เป็นเยี่ยงอย่าง” หัวหน้าทูติอโยธยาแจ้งเสียงดังฟังชัดต่อหน้าขุนอาบที่เพิ่งถูกเรียกตัวเข้ามาในห้องภายหลังการเจรจาสิ้นสุดลงแล้ว

ขุนอาบนั่งคุกเข่านิ่งยอมรับสภาพส่วนฉันเองก็ไม่ได้คัดค้านประการใดเพราะต้องการให้ขุนอาบหลาบจำเช่นกัน

“เมื่อถึงยังอโยธยา...ให้ถือว่าเพนนี ฟาน เมอเตส เป็นแขกบ้านแขกเมือง มีที่พักในเรือนทูติข้าทาสบริวารรับใช้ดูแลมิให้ขาด” ท่านทูติกล่าวต่อ “แลเมื่อยังเพลาคราลมแล่นออกท่าข้าจะส่งตัวนางกลับสิงหลาตามคำขอแต่โดยดี”

แม้อนาคตของฉันจะฟังดูดีและปลอดภัยมากขึ้นแต่ใจของฉันกลับรู้สึกอาลัยและโหยหาที่จะกลับเมืองสิงหลาเสียตั้งแต่เวลานี้

“แม้นข้าถูกสั่งโบยแลอาจถูกตัดสินลดบรรดาศักดิ์แต่อย่างน้อยเจ้าก็จักต้องไปยังอโยธยา...แลข้าก็จักได้เห็นหน้าเจ้าบ่อยขึ้น”ขุนอาบยังตีหน้าระรื่นเมื่อออกมาจากห้องของหัวหน้าคณะทูติในเวลาค่ำมากแล้ว

“ถ้าเจ้าคิดอ่านทำอะไรตื้น ๆอีกล่ะก็...ข้าจะขอให้เจ้าไปประจำการที่เมืองลพบุรี” ฉันขู่อีกระรอก

“คำสั่งให้ทหารผู้ใดไปประจำการยังเมืองลพบุรีนั้น หาได้มีใครไปเพิ่มลดตัดทอนได้ไม่ ด้วยต้องบัญชาจากองค์กษัตริย์สมเด็จพระนารายณ์เจ้าเหนือหัวเพียงผู้เดียวเท่านั้น” ขุนอาบยิ้มกว้างกวนอารมณ์หลังบอกเหตุผลที่ไม่กลัวคำขู่ของฉัน“แลเจ้าเหนือหัวได้เสด็จไปประทับยังเมืองลพบุรีเมือไม่นานมานี้อีกหลายเพลากว่าจะกลับยังอโยธยา”

คงจะจริงตามที่ขุนอาบว่าเพราะตามประวัติศาสตร์แล้วองค์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้สถาปนาเมืองลพบุรีขึ้นเป็นเมืองหลวงอีกแห่งควบคู่กับอโยธยาและพระองค์มักเสด็จไปประทับอยู่ที่นั่นเป็นเวลานาน

ขณะที่กำลังยืนครุ่นคิดอยู่นั้นจึงไม่ทันระวังว่าขุนอาบจะดึงมือทั้งสองของฉันไปกุมไว้แนบอกของเขา

“ข้าเพียงหวังให้เจ้าเห็นในใจรักแท้ของข้าบ้างก็เท่านั้น....หาได้ตั้งเจตนาหมิ่นน้ำใจเจ้าไม่” แสงจากตะเกียงข้างฝาบริเวณช่องทางเดินบนเรือทำให้เห็นว่าขุนอาบมีสีหน้าที่จริงจังเคร่งเครียดขึ้น...ผิดกับวิสัยปกติของเขาที่มักตีสีหน้ากวนทะเล้นอยู่เสมอ“ข้าน้อมยอมรับโทษทุกประการ...ขอเพียงเจ้าจักมอบใจรักต่อข้าบ้าง...ด้วยใจข้ามีเพียงเจ้าเท่านั้น...เพนนี”

แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะยืนยันตอบปฏิเสธเขาไป...เสียงหวูดจากทหารเตือนภัยบนเรือก็ดังลั่นขึ้นสักพักกัปตันคุมการเดินเรือก็วิ่งเข้ามารายงานขุนอาบ

“มีเรือลำหนึ่งกำลังแล่นเข้ามายังทิศทางเรือของเรา...ขอจงแจ้งทหารทุกนายเตรียมพร้อมระวังภัย”

ฉันมองไปตามทิศทางที่พวกทหารต่างชี้มือชี้ไม้...นอกหน้าต่างเรือ...ไกลๆ ออกไปนั้นมีเรือสำเภาลำใหญ่ลำหนึ่งเป็นเงาตะคุ่มอยู่ในความมืดใต้แสงจันทร์ริบหรี่และกำลังมุ่งหน้ามายังเรือของคณะทูติอโยธยา

“อาจเป็นเรือโจรสลัด” ฉันตะโกนบอกขุนอาบขณะวิ่งตามเขาไปบนดาดฟ้าเรือ

“เจ้าควรไปหลบซ่อนตัวในห้อง...”ขุนอาบหยุดวิ่งราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้ “อย่าออกมาจนกว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย”

เสียงหวูดดังมาจากเรือลำที่ต้องสงสัย...เมื่อได้ฟังแล้วหัวใจของฉันก็เต้นตูมตาม...เพราะนั่นเป็นเสียงสัญญาณที่ฉันคุ้นเคยเป็นอย่างดี

เสียงหวูดดังยาว...สั้น...สลับกันไปสามครั้งและครั้งสุดท้ายจะยาวมากจนสุดลมหายใจ

ฉันรีบวิ่งแซงขุนอาบขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือได้สำเร็จโดยมุ่งตรงไปที่ทหารผู้ถือหวูดเขาสัตว์...เมื่อแย่งมาได้...ฉันก็ส่งสัญญาณกลับไปยังเรืออีกลำให้รับรู้ว่า...ฉันอยู่บนเรือลำนี้

กับตันเรือแย่งหวูดเขาสัตว์ไปจากมือฉันเขาคงรู้ว่าฉันส่งสัญญาณลับอะไรบางอย่างออกไปขณะที่ขุนอาบซึ่งเพิ่งวิ่งมาถึงได้แต่จ้องหน้าฉันด้วยสีหน้าผิดหวัง

“เจ้ารู้....ว่าเป็นเรือของทหารสิงหลา...ใช่รึไม่”ขุนอาบถามตรง ๆ

ฉันนิ่งเงียบเป็นคำตอบแต่สองตายังคงจับจ้องไปที่เรือลำนั้นซึ่งกำลังแล่นเข้ามาใกล้ทุกขณะ ๆ

“เรือสิงหลา...ข้ามองเห็นธงประจำเรือแล้วท่าน”กัปตันเรืออโยธยาบอกหลังลดกล้องส่องทางไกลลงจากสายตา

“เตรียมกำลังทหารให้พร้อม”ขุนอาบสั่งการหน้าเหี้ยมขึ้นมาทันที “เราออกมาไกลพ้นน่านน้ำสิงหลามากแล้ว...ทหารสิงหลาไม่มีสิทธิ์จะทำการใดต่อเรือของเรา”

“แต่เขามีสิทธิ์มาทวงคืนคนของเขากลับไป”ฉันตะโกนบอกหวังให้ทุกคนได้ยินจนทั่ว “แลข้าหาได้ยินดีเดินทางไปกับท่านไม่”

“กัปตัน...สั่งหยุดแล่นเรือบัดเดี๋ยวนี้...แลให้ข้าเป็นผู้เจรจาความกับทหารสิงหลาด้วยตัวเอง”หัวหน้าทูติอโยธยาเป็นผู้เข้ามาช่วยปรามไว้ได้ทัน

เมื่อเรือสำเภารบของสิงหลาแล่นเข้ามาจอดเทียบในระยะประชิดใกล้ฉันเห็นทหารสิงหลาต่างใช้ปืนยาวจ่อมายังทหารอโยธยาบนเรือ และอีกฝ่ายก็จ่อปืนกลับไปเช่นกัน

“ข้าสั่งมิให้ผู้ใดยิงทหารสิงหลาเป็นอันขาด”หัวหน้าคณะทูติตะโกนลั่น

ในขณะนั้นเองที่ฉันเห็นวัตถุบางอย่างพุ่งตรงมาปักยังเสากระโดงเรือสำเภาอโยธยา

และชั่วอึดใจ...เหมือนมีกลุ่มคนจากเรือสำเภาสิงหลาประมาณห้าคนทำการโหนตัวข้ามฟากมายังเรืออโยธยาผ่านเส้นเชือกโยงระหว่างเสากระโดงเรือทั้งสองลำ

เมื่อทั้งห้าสามารถลงมายืนบนดาดฟ้าเรืออโยธยาได้สำเร็จพวกเขาก็รีบเดินมายังจุดที่ฉันถูกขุนอาบคุมตัวไว้ทันที

แสงไฟจากคบเพลิงบนดาดฟ้าเรือทำให้ฉันเห็นคนที่เดินนำมาหน้าสุดได้ชัดเจน...หน้าเข้มของเขานิ่งเฉย...เนปาเดินชูสองมือขึ้นเหนือศีรษะบ่งบอกให้รู้ว่าเขาปราศจากอาวุธใด ๆ

* * * * * * * * * * * * * *

“ข้ามารับตัวเพนนี ฟาน เมอเตส” เนปาตะโกนบอกฝ่าเสียงลมด้วยภาษาอโยธยา

ฉันจ้องมองเขาไม่กระพริบตาด้วยความดีใจและรู้สึกแปลกใจที่เขาพูดภาษาไทยออกมาเช่นกัน

“มินึกว่านายทหารสิงหลาท่านนี้...จักเจรจาภาษาเราได้...ข้าจำได้ว่าคราก่อนโน้นท่านเป็นผู้อารักขานำคณะของเราเดินทางเข้าเฝ้าองค์สุลต่าน” หัวหน้าทูติพูดเสร็จก็เดินออกไปยืนหน้าทหารของฝ่ายตนฉันจึงถือโอกาสจะเดินตามเขาไป แต่ขุนอาบจับแขนของฉันไว้แน่นก่อนจะดึงให้เดินออกไปพร้อมๆ กัน

“นางจักไปอโยธยาด้วยกันกับข้า”ขุนอาบบอกเสียงหนักแน่น

ฉันเห็นเนปายั่งคงยืนทำหน้านิ่งแต่สายตาคู่นั้นจ้องมองมาที่ฉันอย่างไม่ละวาง

“ขอให้นาง...เป็นคนบอกข้าเอง...ว่านาง...เต็มใจไปกับเจ้า”เนปาพูดเสียงราบเรียบจนฉันใจหายวาบ...เพราะในเรื่องของหัวใจนั้นฉันรู้ว่าเนปาเป็นผู้ชายที่ขี้งอนเอาการอยู่

แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะอ้าปาก...ขุนอาบก็ชิงพูดออกไป

“ข้าพร้อมยอมบั่นคอตนเอง...หากมิได้เป็นเยี่ยงนั้น”พูดไม่พูดเปล่า ขุนอาบเอาดาบยาวจ่อไปที่คอของตัวเอง

“เจ้าทำอะไร...เสียสติไปแล้วแน่ ๆ”ฉันหันไปพูดกับขุนอาบทันที แต่เขาเบี่ยงตัวออกไปยืนข้างขอบดาดฟ้าเรือ

ขุนอาบจงใจใช้ชีวิตตนเป็นตัวประกันและพร้อมยอมบั่นคอตัวเองและตกทะเลไป....มองสายตาของเขาที่กำลังจ้องกลับมา...ฉันรู้ว่าขุนอาบกำลังถือไพ่สำคัญอยู่ในมือ...เขารู้ดีว่าฉันยอมให้เขาตายไม่ได้นั่นเอง

“ขุนอาบ...หยุดก่อเรื่องให้อับอายขายขี้หน้าเสียทีเถิด”หัวหน้าทูติพยายามเตือนสติ

“ข้ากำลังพิสูจน์ใจแท้ของนางต่างหากเล่า...ว่านางมีใจรักต่อข้า...แลนางจักยอมเสียข้าไปหาได้ไม่”น้ำคำของขุนอาบช่างทำให้ฉันอึดอัดใจเป็นที่สุด...เขากำลังใช้ชีวิตตัวเองมาขู่ขอความรักจากฉันต่อหน้าเนปา

‘เขาจะตายไม่ได้’ ฉันหันไปพูดประโยคนี้ด้วยภาษาดัตช์กับเนปาโดยตรง ก่อนจะตะโกนเสียงดังด้วยภาษาไทยเพื่อให้ชาวอโยธยาบนดาดฟ้าเรือได้ยินจนทั่ว...ด้วยหวังเป็นสักขีพยานไม่ให้ขุนอาบถูกลงโทษหนักในอนาคต “ข้า...เต็มใจขึ้นเรือมากับขุนอาบ...เพียงแต่เมื่อครู่...ข้าลังเลใจเท่านั้นจึงบอกไปว่าหาได้ยินดีเดินทางไปอโยธยาไม่”

“แลบัดนี้เล่า...เจ้ายังยินดีไปอโยธยากับข้ารึไม่”ขุนอาบถามกลับทันที

ฉันเห็นเขาจ่อดาบกดลงไปที่คอตัวเองมากขึ้น...ผู้ชายคนนี้คงเสียสติไปแล้วจริงๆ...ฉันตัดสินใจก้าวเดินช้า ๆ ไปประจันหน้ากับขุนอาบ...รู้ว่าเขาไม่ได้ต้องการปาดคอตัวเองจริงๆ...แต่ต้องการบังคับให้ฉันพูดประโยคนั้นออกมา

“ข้ายินดีไปกับเจ้า...” ฉันตอบหน้านิ่งขณะใช้มือขวาเอื้อมไปลูบหน้าของเขาเบาๆ ก่อนจะใช้มือซ้ายบิดมือของขุนอาบเพื่อหมุนคมดาบลง

ในช่วงจังหวะสั้น ๆ ต่อมาฉันรีบโถมตัวและใช้กำลังที่มีเพื่อเหวี่ยงเราทั้งคู่ให้พ้นราวกั้นดาดฟ้าเรือ และตกลงไปยังทะเลเบื้องล่าง

เมื่อโผล่ขึ้นเหนือผิวน้ำ แสงคบไฟที่คนบนเรือใช้ส่องหาพวกเราในทะเลนั้นสว่างพอที่จะทำให้เห็นว่ามีคนสองคนกำลังลอยตัวกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่

“เนปา” ฉันตะโกนเรียกเมื่อเห็นเขากำลังชกต่อยนัวเนียอยู่กับขุนอาบ...ไม่นึกเลยจริงๆ ว่าเนปาจะกระโดดตามลงมาด้วย

“ได้ยินป่ะวะ...ว่าเธอเรียกชื่อฉัน...ก่อนชื่อนาย”ฉันได้ยินเสียงเนปาตะคอกใส่หน้าขุนอาบก่อนจะเขวี้ยงหมัดตามไป...และสำเนียงที่เขาพูดนั้นเป็นภาษาไทยยุคของเรา...ไม่ใช่อโยธยา “ขอเตือนเป็นครั้งสุดท้าย...อย่ามายุ่งกับผู้หญิงของฉันอีก...จำไว้”

ฉันเห็นขุนอาบแน่นิ่งไปจึงรีบว่ายไปหาพวกเขา

“เนปา...หยุดได้แล้ว...เดี๋ยวเขาก็ตายไปจริงๆหรอก” ฉันเอาตัวเข้าขวางไว้ทันทีที่ว่ายน้ำไปถึง

โชคดีที่ทหารอโยธยากระโดดลงมาช่วยไว้ทัน ร่างของขุนอาบที่หมดสติถูกนำขึ้นเรือสำเภาอโยธยาอย่างรวดเร็ว...ส่วนฉันกับเนปาก็ว่ายน้ำกลับขึ้นเรือสำเภาของทหารสิงหลาทันที

“หมอนั่นไม่ตายหรอกน่า...อย่าเป็นห่วงนักเลย”เนปาพูดขึ้นทันทีที่เราขึ้นไปอยู่บนดาดฟ้าเรือเรียบร้อยแล้วและคงเห็นว่าฉันคอยชะเง้อมองไปยังเรือฝ่ายอโยธยา จึงพูดเสียงเย็นชาสำทับต่อไป ‘คิดจะไปกับเขาก็ยังทันนะ”

ซึ่งแท้จริงนั้นฉันเพียงอยากเห็นว่าขุนอาบถูกนำตัวขึ้นไปแล้วอย่างปลอดภัย

“ที่ฉันพูดไปก่อนตกเรือนั่น...เพราะต้องการช่วยลดโทษให้ขุนอาบก็เท่านั้น...ว่าแต่มาช่วยฉันทันได้ยังไง...นึกว่าอยู่ประจำการทางใต้เสียอีก”ฉันแปลกใจที่เขามาช่วยได้ทันการณ์ และแปลกใจที่เขายังคงพูดด้วยภาษาไทย

“ฉันกลับมาในตอนค่ำวันที่เธอหายตัวไปและมีคนของเธอแจ้งข่าวว่าเธอหายไปหลังจากขึ้นเรือคณะทูติ”เนปาพูดภาษาไทยเร็วปร๋อจนฉันนึกสงสัยยิ่งขึ้น

“ปวดหัวไหมตอนนี้”ฉันเลี่ยงถามเพื่อไม่ให้เขาทันรู้ตัว“ตั้งแต่กระโดดลงไปในทะเล...จนถึงตอนนี้...มีอาการปวดหัวบ้างไหม”

“ปวดสิ...ปวดจนแทบจะเผลอฆ่าหมอนั่นไปแล้วเมื่อกี้”เนปาทำหน้าเหยเกให้เห็นแล้ว“แต่ฉันต้องอดทนเพราะต้องการช่วยเธอ...นี่ฉันรู้สึกคุ้น ๆเหมือนเคยตกน้ำทะเลที่ไหนมาก่อนแล้วด้วย”

“ก็ที่ฉันเล่าความจริงให้ฟังไง...คุณเคยตกน้ำทะเลมาก่อน...ในยุคที่แท้จริงของเรา”ฉันยืนยันอีกครั้ง

เนปานิ่งเงียบไปอาการกรอกสายตาของเขาบ่งบอกว่ากำลังพยายามค้นหาความทรงจำของตัวเอง

“ฉันไม่แน่ใจ...ไม่รู้ว่าภาพที่ผุดขึ้นมาในหัวบางครั้งนั้น...เป็นภาพจากความทรงจำ...หรือภาพจินตนาการตามสิ่งที่เธอเล่าให้ฟังกันแน่”

ฉันนิ่งเงียบไป...คิดว่าคงจะต้องใช้เวลาในยุคสิงหลาอีกนานเพื่อให้เนปาตอบคำถามนั้นด้วยตัวเอง

‘ท่านเนปา...เรือทูติอโยธยากำลังแล่นออกไปแล้ว’ทหารนายหนึ่งเข้ามาขัดจังหวะการสนทนา

‘โชคดีที่เรือนั่นเป็นเรือคณะทูติ...และมีเธออยู่บนเรือลำนั้นด้วย...เพนนี’เนปาหันมาพูดภาษาดัตช์ด้วยเสียงก้าวร้าวใส่ฉันแววตาบ่งบอกว่ากำลังโมโหอยู่อย่างมาก ‘ไม่อย่างนั้น ฉันคงได้สั่งยิงถล่มด้วยปืนใหญ่ให้ขุนอาบจมลงไปกับเรือนั่นแล้ว...อย่าให้ฉันเห็นหน้าอีกก็แล้วกัน”

เสียงเอะอะโวยวายดังมาจากเรือสำเภาของทูติอโยธยาด้วยความที่เรือทั้งสองลำยังอยู่ไม่ห่างกันนัก ฉันจึงเห็นว่าขุนอาบถูกทหารนำมามัดมือมัดเท้าและบังคับให้นั่งคุกเข่าอยู่กลางดาดฟ้าเรือทหารร่างใหญ่สองคนยืนถือดาบยาวจ่อไปที่คอของเขา

‘นั่น...พวกเขาจะทำอะไรขุนอาบ’ฉันถามตัวเอง

แต่เนปาเป็นคนให้คำตอบอย่างรวดเร็ว

‘กฎของทหาร คงยากที่ไอ้บ้านั่นจะรอด...แต่’

ฉันไม่ได้รอฟังเขาพูดต่อไปเพราะเห็นเค้าลางที่ไม่เป็นอย่างที่คาดหวังปรากฎอยู่ต่อหน้าต่อตา

‘เราต้องช่วยเขา...เขาจะเป็นอะไรไปไม่ได้’

‘ถ้าเธอมาจากอนาคตจริง...และรู้ว่าผู้ชายคนนั้นเขาจะมีชีวิตรอด...มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นไม่ใช่เหรอ’เนปาตะคอกใส่เสียงดัง

ฉันได้สติจากคำเตือนนั้นแต่ก็ยังมิวายยังสงสัยถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น...ผล ย่อมเกิดจากเหตุ

เนปาดึงตัวฉันเข้าไปกอดไว้แน่น ‘ไม่ว่าจะมีข้ออ้างอะไรก็แล้วแต่...ได้โปรด...อย่าจากผมไปไหนอีกเลย’

เขายังคงพูดเป็นภาษาไทยยุคปัจจุบันที่แท้จริงแม้จะสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับความทรงจำของเขาในตอนนี้ แต่ก็ไม่ทันที่จะเอ่ยปากถามเพราะเสียงหวีดบางฝ่าความเงียบเข้ามาสายตาของฉันเห็นลูกธนูพุ่งผ่านเข้ามาปักที่ไม้ราวกั้นดาดฟ้าเรือ

พลธนูฝ่ายทหารสิงหลาที่ประจำบนดาดฟ้าเรือต่างยกคันธนูหันจ่อเล็งไปที่เรืออโยธยาทันควันเช่นกัน

“มีสาส์นติดมากับลูกธนู”ทหารสิงหลานายหนึ่งวิ่งมารายงาน ก่อนจะยื่นลูกธนูที่มาจากฝ่ายโยธยาให้เนปา

แม้นหวังช่วยชีวาขุนอาบ...เจ้าจักต้องลำนำยังอโยธยา...ในฐานะอาคันตุกะแห่งข้า...สัญญาว่าเจ้าจักได้คืนสู่สิงหลาโดยสวัสดี...แลนี่คือชะตาแห่งภาระหน้าที่....สองดวงจิตดาราสลับ ชะตานับหนึ่งเดียว’

ข้อความบนผ้าผืนเล็กนั้นลงท้ายด้วยชื่อและตำแหน่งของท่านทูติอโยธยา

‘ชะตาแห่งภาระหน้าที่...สองดวงจิตดาราสลับ ชะตานับหนึ่งเดียว’ ฉันทวนท้ายข้อความในสาส์นด้วยความสงสัยใคร่รู้

ทูติอโยธยาคนนี้เขียนข้อความสื่อถึงฉันราวกับว่าเขารู้เรื่องราวความเป็นมาเป็นไปที่แท้จริง....เขารู้เรื่องดวงจิตสลับยุคของฉันอย่างนั้นหรือ

เนปายืนหน้านิ่งเครียดหลังจากที่ฉันยื่นสาส์นนั้นกลับไปให้เขา

‘ก่อนหน้านี้ฉันวุ่นใจมากเมื่อคิดว่าจะต้องไปจากสิงหลาและดีใจเป็นที่สุดที่คุณมาช่วยไว้ทัน...แต่ตอนนี้....’ ฉันพูดขณะจ้องมองไปยังทูติอโยธยาบนเรืออีกลำ

‘ได้โปรดอย่าไป...ผมสามารถพูดคำนี้...ในฐานะ...คนรัก....ได้รึเปล่า’เนปาพูดพลางดึงมือซ้ายของฉันไปกุมไว้ ‘คุณอยู่กับผมที่นี่อยู่เป็นภรรยาของสามี....ผมสามารถใช้สิทธิ์ข้อนี้ ร้องขอเพื่อยื้อคุณไว้ได้มั้ย’

‘ฉันรักคุณ...เนปา’ ฉันบอกเสียงหนักแน่น ก่อนจะกล่าวถึงแผนการณ์ถัดไป‘แต่ฉันจำเป็นจะต้องไปพบท่านทูติคนนั้น...สอบถามให้รู้ความจริงว่าสิ่งที่เขาเขียนในสาส์นหมายความว่ายังไง...หากไม่ได้คำตอบที่น่าเชื่อถือ ฉันก็จะกลับมาขึ้นเรือและเดินทางกลับสิงหลาทันที’

ภายหลังที่ฉันโหนตัวด้วยเชือกกลับมายังเรือทูติอโยธยาเรียบร้อยแล้วก็ถูกนำตัวไปยังห้องของท่านทูติ พวกเขาปล่อยให้ฉันเปิดประตูเข้าไปพบเขาเพียงลำพัง

‘เหตุหลายอย่างที่เกิดขึ้น...ช่างตรงกับที่ท่านครูของข้าได้บอกกล่าวไว้’ทูติอโยธยาบอกทันทีที่ประตูถูกปิด ‘เจ้าหาใช่ชาวสิงหลาหาใช่อโยธยา หรือผู้ล่าอาณานิคมจากดินแดนใด...แต่หากคือ นางผู้ดวงจิตสลับดาราตามที่ท่านครูทำนาย’

‘ท่านครู...เขาคือใครกัน’หัวใจของฉันเต้นไม่เป็นจังหวะเมื่อคิดว่าอาจจะได้เจอคนที่รู้ต้นสายปลายเหตุของการสลับยุคเสียที

‘เจ้าจักได้พบท่านครูยังอโยธยา....ด้วยกำชับไว้ว่าหากเกิดเรื่องราวเช่นคืนนี้จริง ให้นำตัวหญิงผู้นั้นไปให้จงได้’

‘ฉันจะเชื่อได้อย่างไร’ฉันถามตัวเองด้วยความสับสน

‘ท่านครูมีเวลาอีกเพียงน้อยนิด...เพลานี้อาจเป็นเพียงหนเดียวและหนสุดท้ายที่เจ้าจักได้พบท่าน...หากเจ้าหาใช่นางผู้ดวงจิตสลับดารา....เจ้าก็คงไม่กลับมาที่เรือลำนี้อีก...มิใช่รึ’

คำเตือนเสียงราบเรียบของท่านทูติทำให้ฉันไม่สามารถหาเหตุที่จะกลับไปขึ้นเรือสิงหลาได้อีก

ท้ายที่สุด เรือสำเภารบของสิงหลาก็หันหัวแล่นจากไปใจฉันแทบจะขาดรอน ๆ เมื่อเห็นเนปาเดินหายไปจากดาดฟ้าเรือ โดยไม่แม้แต่จะหันมองมาเพื่อเป็นการอำลาต่อกัน

‘เพนนี....คำวิงวอนของผม...ไม่มีค่าอะไรเลยหรือ’

เสียงของเขายังคงดังอยู่ในความทรงจำ

‘เนปา’ ฉันได้แต่เรียกชื่อเขาในใจม่านน้ำตากำลังพร่างพรูออกมาจากสองตาของฉันโดยไม่สามารถระงับไว้ได้ ‘ถ้านี่คือชะตา...เราก็จะต้องได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีก...ขอได้โปรดเชื่อใจว่าฉันรักคุณ และจะเป็นของคุณคนเดียวเท่านั้น’

* * * * * * * * * * * * * *





Create Date : 02 เมษายน 2559
Last Update : 29 มกราคม 2560 11:59:52 น. 4 comments
Counter : 1031 Pageviews.

 
แวะมาอ่านงานเขียนต่อ
สุขสันต์วันปีใหม่ไทยค่ะคุณแกะ

บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้

ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต
ชมพร Cartoon Blog ดู Blog
mambymam Home & Garden Blog ดู Blog
ญามี่ Literature Blog ดู Blog
เริงฤดีนะ Sports Blog ดู Blog
ที่เห็นและเป็นมา Music Blog ดู Blog
ร่มไม้เย็น Dharma Blog ดู Blog
ซองขาวเบอร์ 9 Literature Blog ดู Blog
~My Birthday is on April 14~ Literature Blog ดู Blog

ระบบจะบันทึกคะแนนโหวต เฉพาะการโหวต 10 ครั้งล่าสุดในแต่ละวันเท่านั้น


โดย: pantawan วันที่: 12 เมษายน 2559 เวลา:23:53:40 น.  

 
ออมขออนุญาตแอดบลอคคุณแกะเป็นเพื่อนนะคะ


โดย: ออมอำพัน วันที่: 22 พฤษภาคม 2559 เวลา:0:50:02 น.  

 
ตั้งแต่แอดเฟรน ไม่ได้แวะมาทักทายเลย สะบายดีนะค๊ะ


โดย: ชมพร วันที่: 1 สิงหาคม 2559 เวลา:23:46:42 น.  

 
ดีจ้า มาทักทายนะจ้ะ sinota ซิโนต้า Ulthera สลายไขมัน SculpSure เซลลูไลท์ ฝ้า กระ Derma Light เลเซอร์กำจัดขน กำจัดขนถาวร รูขุมขนกว้าง ทองคำ ไฮยาลูโรนิค Hyaluronic คีเลชั่น Chelation Hifu Pore Hair Removal Laser freckle dark spot cellulite SculpSure Ultherapy กำจัดไขมัน adenaa ลบรอยสักคิ้วด้วยเลเซอร์ ลบรอยสักคิ้ว Eyebrow Tattoo Removal เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ สักคิ้ว 3 มิติ
ให้ใจหายใจ สุขภาพ วิธีลดความอ้วน การดูแลสุขภาพ อาหารเพื่อสุขภาพ ออกกำลังกาย สุขภาพผู้หญิง สุขภาพผู้ชาย สุขภาพจิต โรคและการป้องกัน สมุนไพรไทย ขิง น้ำมันมะพร้าว ผู้หญิง ศัลยกรรม ความสวยความงาม แม่ตั้งครรภ์ สุขภาพแม่ตั้งครรภ์ พัฒนาการตั้งครรภ์ 40 สัปดาห์ อาหารสำหรับแม่ตั้งครรภ์ โรคขณะตั้งครรภ์ การคลอด หลังคลอด การออกกำลังกาย ทารกแรกเกิด สุขภาพทารกแรกเกิด ผิวทารกแรกเกิด การพัฒนาการของเด็กแรกเกิด การดูแลทารกแรกเกิด โรคและวัคซีนสำหรับเด็กแรกเกิด เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อาหารสำหรับทารก เด็กโต สุขภาพเด็ก ผิวเด็ก การพัฒนาการเด็ก การดูแลเด็ก โรคและวัคซีนเด็ก อาหารสำหรับเด็ก การเล่นและการเรียนรู้ ครอบครัว ชีวิตครอบครัว ปัญหาภายในครอบครัว ความเชื่อ คนโบราณ


โดย: สมาชิกหมายเลข 4061181 วันที่: 25 สิงหาคม 2560 เวลา:16:08:16 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

~My Birthday is on April 14~
Location :
สงขลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 44 คน [?]






widget counter สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับเพื่อน ๆ บล็อกแก็งค์และผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน เจ้าของบล้อกเขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก ด้วยใจรัก เพราะเขียนแล้วมีความสุข...ทั้งนี้ งานเขียนทุกชิ้นมีลิขสิทธิ์ตามกฏหมาย เพราะฉะนั้น ห้ามนำไปดัดแปลง ต่อเติม แก้ไข และเผยแพร่เป็นผลงานของตัวเองเชียวนะคะ เพราะจะถือเป็นการกระทำผิดกฏหมายลิขสิทธิ์ ขอบคุณค่ะ
New Comments
Friends' blogs
[Add ~My Birthday is on April 14~'s blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.