Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2559
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
2829 
 
2 กุมภาพันธ์ 2559
 
All Blogs
 
สิงหลา ภาคสองทะเล : ๓๔ บทนำของนักล่า

 ในที่สุด บัวก็ได้ทำหน้าที่สอนภาษาอโยธยาให้กับสร้อย หลังจากพาบัวไปแวะเยี่ยมเยียนและพูดคุยกับสร้อยอยู่หลายสิบวันจนวางใจได้แล้ว ฉันก็ตัดสินใจที่จะขอให้บัวทำงานอยู่ที่เรือนของเปลื้องแบบเต็มเวลา

‘ได้แม่บัวมาช่วยดูแลสร้อย ทำกับข้าวกับปลา ดูแลเรือนก็ดีเหมือนกัน ช่วงนี้ข้าเจ็บสามวันดีสี่วันไข้’ ในที่สุดเปลื้องยอมรับความช่วยเหลือเรื่องที่ฉันส่งบัวให้มาช่วยดูแลที่เรือนของเธอหลังจากครุ่นคิดอยู่นานสองนาน ‘ขอบใจเจ้ามากที่ดีกับพวกเราเสมอมา’ 

‘อย่าเกรงใจเลย...ยายจันทร์กับลุงทองมีบุญคุณต่อข้ามากเหลือเกิน ทดแทนอย่างไรก็คงไม่หมดหรอก’ ฉันบอกตามความจริง และรู้สึกดีใจที่เปลื้องหายขัดเคืองฉันแล้ว ‘หากมีอะไรที่ข้าทำได้เพื่อเป็นการไถ่โทษต่อเปลื้อง...ข้ายินดีทำทุกอย่าง’

‘อย่าพูดถึงเรื่องเก่า ๆ เลย...ข้าลืมไปหมดแล้ว เจ้าไม่ได้ตั้งใจหลอกลวงอะไรพวกเรามิใช่รึ’

ฉันพยักหน้ารับ...แต่ในใจกลับคิดไปถึงความเลวร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นกับเปลื้องในอนาคตต่างหาก...ฉันไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นเลย และฉันกำลังหาทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุนั้นให้จงได้

เมื่อสร้อยสนิทสนมกับบัวได้อย่างรวดเร็ว ฉันก็รู้สึกเบาใจเป็นอย่างมาก อีกอย่างช่วงเวลานี้ อัสฟาที่เริ่มเติบโตเป็นหนุ่มน้อยก็ได้เดินทางไปประจำอยู่ที่ค่ายฝึกเตรียมทหารบนเขาเขียว นาน ๆ ครั้งเขาจึงจะได้กลับมาที่หมู่บ้าน จากการได้พูดคุยกับอัสฟาในหลาย ๆ ครั้ง ฉันปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเขาเป็นหนุ่มน้อยที่น่ารัก พูดจาสุภาพ นิสัยอ่อนโยน และเป็นสุภาพบุรุษที่ดี สมกับที่เนปาคอยช่วยอบรมดูแลสอนสั่งมาตั้งแต่เล็ก ๆ 

* * * * * * * * *

การได้บัว ซึ่งเป็นชาวอโยธยามาอยู่ด้วยนั้น นอกจากมีประโยชน์ในการช่วยสอนภาษาให้สร้อยแล้ว ยังนับเป็นเพื่อนคุยที่ดีสำหรับฉันอีกด้วย เพราะบัวชอบเล่าเรื่องราวอดีตต่าง ๆ ของเธอที่เมืองอโยธยาให้ฟัง ทำให้ฉันได้มีโอกาสถามไถ่เพื่อเรียนรู้วิถีชีวิตของผู้คนชาวอโยธยาสมัยนั้นควบคู่กันไปด้วย

“หากมีโอกาส...เจ้าอยากกลับไปอโยธยาหรือไม่” ฉันอดถามไม่ได้ เพราะรู้ว่าการที่ต้องพลัดบ้านพลัดเมืองมานั้นเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจอย่างที่สุด

“ใจหนึ่งนั้นก็อยากกลับเจ้าค่ะ...แต่บัดนี้ ข้าหาได้มีพ่อแม่ญาติพี่น้องหลงเหลืออยู่ที่นั่นอีกแล้ว” น้ำเสียงของบัวนั้นเศร้าสร้อยนักจนฉันรู้สึกผิดต่อคำถามงี่เง่าของตัวเอง

เพื่อเป็นการไถ่โทษที่พูดจาในหัวข้อที่ทำให้บัวต้องเศร้าโศก ฉันจึงชวนเธอออกมาที่ตลาดท่าเรือด้วยกัน โดยหวังว่าจะช่วยทำให้เธอผ่อนคลายลงบ้างในบ่ายวันนั้น

“นายหญิงเจ้าขา ข้าขอตัวแยกไปหาซื้อผ้าสักผืนจักได้รึไม่เจ้าคะ” บัวถามหลังจากช่วยฉันซื้อข้าวของเครื่องใช้ที่ต้องการเรียบร้อยแล้ว 

บัวแยกตัวไปทันทีหลังได้รับคำอนุญาต แต่สักพักใหญ่ฉันก็นึกขึ้นได้ว่าบัวจะมีเงินซื้อผ้าได้อย่างไร เพราะเธอได้รับเพียงข้าวปลาอาหารและที่อยู่ต่างตอบแทนต่อการไปอยู่รับใช้ที่บ้านเปลื้องเท่านั้น

เมื่อตัดสินใจเดินตามไป ไม่นานนักก็พบบัวยืนอยู่หน้าร้านขายผ้าของพ่อค้าชาวจีนคนหนึ่งซึ่งรู้จักมักคุ้นกับฉันเป็นอย่างดี...เห็นบัวยื่นถุงเล็ก ๆ ให้เขา ก่อนจะรับผ้าแพรสีเปลือกมังคุดมาเพ่งมองด้วยแววตาเป็นประกาย

ฉันชะงักเท้าไม่เดินเข้าไปหาบัวในทันที แต่เลี่ยงหลบอยู่ในร้านข้าง ๆ ปล่อยให้เธอเดินออกไปจากร้านผ้า หลังจากนั้นฉันก็แสร้งเข้าไปทักทายและสอบถามราคาผ้าไหมกับพ่อค้าชาวจีน

ห้าเหรียญสิงหลา คือราคาผ้าผืนที่บัวเพิ่งซื้อไป...ซึ่งฉันคิดว่าเธอไม่น่าจะมีเงินสิงหลาอยู่ในครอบครองมากขนาดนั้น และที่สำคัญ...เธอมีเงินสิงหลาได้อย่างไร

* * * * * * * * *

ความสงสัยเกี่ยวกับบัวถึงที่มาของเงินสิงหลา ทำให้ฉันเริ่มไม่ไว้วางใจนัก แม้เมื่อครั้งที่เคยมาอยู่ในร่างสร้อย เธอไม่ได้เล่าเรื่องราวอันตรายเกี่ยวกับครูสอนภาษาอโยธยา แต่ฉันก็ต้องรู้ให้ได้ว่าบัวได้เงินสิงหลานั้นมาจากไหน เพราะสืบทราบจนแน่ใจแล้วเช่นกันว่าไม่ได้มาจากการขโมยเงินที่บ้านของเปลื้องอย่างแน่นอน

นอกจากการดูแลสร้อยและทำงานบ้านงานครัวดูแลเรือนแล้ว ฉันรู้จากยายจันทร์ในตอนหลังว่า นาน ๆ ครั้ง บัวยังอาสาช่วยออกไปซื้อสมุนไพรที่ตลาดนอกเมืองด้านทิศเหนือให้ยายจันทร์อีกด้วย...และนั่นทำให้ฉันต้องแอบสะกดรอยตามบัวในครั้งต่อมา

ที่ตลาดนอกเมืองด้านทิศเหนือ ขณะที่ยายจันทร์กำลังคัดเลือกสมุนไพรโดยมีบัวคอยช่วยถือตะกร้าให้อยู่นั้น ฉันสังเกตเห็นว่ามีชายแปลกหน้าคนหนึ่งเดินมาหยุดยืนอยู่ใกล้ ๆ บัว...ทั้งสองทำท่าเหมือนแอบส่งของบางอย่างแลกเปลี่ยนกัน ก่อนที่ชายคนนั้นจะเดินจากไปอย่างรวดเร็ว

ฉันไม่รีรอที่จะแอบตามชายคนนั้นไปในทันที สักพักใหญ่ ๆ จึงเห็นเขาหายเข้าไปในกระท่อมชายป่าริมหาด ซึ่งส่วนใหญ่แถบนั้นเป็นเรือนที่อยู่อาศัยของชาวเลพื้นเมืองที่อพยพออกมาจากพื้นที่น้ำท่วมถึงในเขตเมืองสิงหลานั่นเอง

จากรอยแยกของแผ่นไม้ฝากระท่อม เมื่อเขาดึงผ้าโพกหัวออก เผยให้เห็นดวงหน้าชัด ๆ นั่นทำให้ฉันถึงกับผงะ...เพราะเขาคือขุนอาบ ทหารอโยธยาอย่างแน่นอน

“ดีใจที่ได้เจอท่านอีก” ฉันส่งเสียงทักทายหลังจากตัดสินใจบุกเข้าไปข้างใน ขณะที่เขากำลังเพลิดเพลินอยู่กับการอ่านข้อความบนกระดาษแผ่นหนึ่ง “แต่ไม่นึกว่าท่านกับบัวจะรู้จักกัน...และคงไม่บังเอิญสินะ...ที่บัวได้ไปอยู่กับฉัน”

“เพนนี” ขุนอาบเรียกชื่อฉันออกมาด้วยสีหน้าตกใจ เขาคงคิดไม่ถึงแน่ ๆ ว่าฉันจะโผล่มายืนอยู่ให้เห็นต่อหน้าต่อตา

“ถ้าท่านไม่บอกความจริง...หญิงที่ท่านส่งไปสอดแนมจะต้องกลายเป็นศพอย่างแน่นอน” ฉันก็ขู่ไปอย่างนั้นเอง

“ข้าหาได้คิดร้ายต่อเจ้าไม่...แลบัวก็จำต้องทำตามคำสั่งข้าซึ่งเป็นผู้มีบุญคุณช่วยชีวิตนางไว้จากโจรใจชั่วที่ฆ่าพ่อแม่ญาติพี่น้องของนางกลางทะเล เมื่อคราหนีลี้ศัตรูจากอโยธยา”

“ท่านกำลังบอกว่า...บัวไม่ได้โกหกเกี่ยวกับเรื่องราวแต่หนหลังอย่างนั้นรึ”

ขุนอาบพยักหน้าเป็นคำตอบก่อนจะลุกขึ้นมายืนเผชิญหน้ากับฉัน

“ข้าดอกผู้ซึ่งวางช่องให้นางได้เจอเจ้า...ด้วยข้านั้นปักใจใคร่รู้มาตลอดเกี่ยวกับตัวเจ้าซึ่งเคยช่วยชีวิตข้าไว้...จึงให้บัวแอบสืบเรื่องราวก็เท่านั้น หาได้คิดร้ายอื่นใดต่อเจ้าไม่”

ฉันไม่อยากเชื่อว่าขุนอาบซึ่งเป็นทหารอโยธยาจะยอมเสี่ยงมาที่สิงหลา เพียงเพื่ออยากรู้เรื่องของฉันเท่านั้น

“ท่านอ้างเหตุเรื่องข้า เพื่อหวังสอดแนมการข่าวในสิงหลามากกว่า” ฉันดักทาง

“ข้ารอดชีวิตมาได้เมื่อครานั้นก็ด้วยเจ้าช่วยไว้...มีรึที่ข้าจักลืมเจ้าได้ หลายเพลาที่ผ่านมา ข้าได้แต่หวนระลึกถึง ครั้นได้รับสั่งให้มาทำการหาข่าวการศึกระหว่างสิงหลา แลปตานี ข้าจึงสบช่องได้สืบเรื่องราวของเจ้าด้วย”

เมื่อรับรู้ความจริงจากขุนอาบ ฉันก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี รู้เพียงว่าทั้งเขาและบัวไม่ควรจะอยู่ที่สิงหลาต่อไปอีกแล้ว

“ท่านควรพาบัวออกไปจากสิงหลา ก่อนจะมีใครรู้ความจริงว่าท่านเป็นทหารอโยธยา ซ้ำยังเคยเป็นเชลยทหารที่หนีรอดจากศึกนครครั้งสำคัญนั้นด้วย”

“การพูดของเจ้า แม้นเพี้ยนแตกต่างจากภาษาอโยธยาไปบ้าง แต่ยิ่งเจ้าเจรจา ข้าก็ยิ่งสงสัยนัก...เจ้าเป็นใครอยู่ฝ่ายใดกัน...หลายคราข้าอดคิดมิได้ว่าเจ้าอาจเป็นผู้สอดแนมที่อโยธยาส่งมาเช่นกัน แต่จำต้องปิดบังฐานะมิให้ใครล่วงรู้แม้แต่ทหารอโยธยาเยี่ยงข้า”

จินตนาการของขุนอาบทำให้ฉันถึงกับกุมขมับ แต่ใจหนึ่งก็นึกเห็นใจเขาอยู่ลึก ๆ...เพราะความสลับซับซ้อนในชีวิตของฉันนั้น แม้แต่ตัวเองก็ยังหาคำตอบไม่ได้เลย

“ไม่ใช่อย่างที่ท่านมโนหรอกน่า” ฉันตัดความสงสัยของเขา แต่ดูเหมือนเขาจะยิ่งมีสีหน้าสงสัยหนักขึ้น

“มะ..โน   คือกระไรรึ”

“คิด...หาใช่เยี่ยงที่ท่านคิดไม่” ฉันแปลคำของคนสมัยใหม่ให้ขุนอาบเข้าใจพลางนึกขำอยู่ในที “เอาเป็นว่า...ณ เวลานี้ ข้าไม่ได้อยู่ในสถานะของชาวอโยธยา  แต่ขอให้รู้ว่าพวกเราก็ไม่ได้เป็นศัตรูกัน”

ยิ่งอธิบาย ฉันก็เห็นขุนอาบตีสีหน้ามึนงงสงสัยหนักมากขึ้นไปอีก

“อีกมิช้านาน ข้าต้องกลับยังอโยธยาแน่แท้...แต่ข้าใคร่ขอร้องเจ้า...ให้แม่บัวอยู่ที่นี่ต่อไปเถิด” ขุนอาบพูดออกมาหลังครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่

“ให้นางอยู่เพื่อส่งข่าวให้ท่านอย่างนั้นหรือ” ฉันบอกพลางใช้จังหวะทีเผลอแย่งกระดาษแผ่นหนามาจากมือของขุนอาบ

มีเส้นวาดคล้ายแผนผัง ซึ่งฉันดูออกว่าเป็นเส้นทางไปที่บ้านริมคลองท้ายหมู่บ้านวิลันดา และข้อความใต้ภาพ เขียนว่า ‘นางอยู่เรือนท้ายคลองแต่ลำพัง หาออกเรือนมีผัวไม่’

“ข้าแจ้งความจริงแก่เจ้าแล้วมิใช่รึ...ว่าวานให้บัวสืบเรื่องเจ้าก็เท่านั้น หาได้มีเรื่องการศึกรบใดไม่”

“ตอนนี้ท่านก็ได้เจอข้าแล้ว จะให้บัวอยู่ต่อไปทำไมเล่า”

“นางหามีที่ไปไม่..แลนางก็ดูแลหลานสาวท่านได้มิใช่รึ”

ฉันไม่ได้รับปากอะไรกับขุนอาบเรื่องของบัว ได้แต่ขู่เขาไปว่าอย่าให้ฉันเจอเขาที่สิงหลาอีก ไม่อย่างนั้นจะจับตัวเขาให้ทหารสิงหลา ขุนอาบเองก็ไม่ได้ว่าอะไรกลับมา ซึ่งฉันก็พอเดาออกว่าเขาคงยังไม่เดินทางออกไปจากสิงหลาในเร็ววันนี้แน่นอน

เช้าต่อมา หลังจากครุ่นคิดอย่างหนัก ฉันจึงไปหาบัวที่บ้านของเปลื้อง เธอยอมรับความจริงโดยไม่ต้องคาดคั้นอะไรมากนัก

“นายหญิงอย่าไล่ข้าไปจากที่นี่เลยเจ้าค่ะ ข้าไม่มีที่พึ่งที่ใดแล้ว...แลข้าจำต้องทำตามที่ชายคนนั้นสั่ง บัดนี้ข้าสำนึกแล้วว่านายหญิงดีต่อข้าเพียงใด”

“ถ้าอย่างนั้น...เจ้าจะสาบานได้หรือไม่ ว่าจะไม่ส่งข่าวอะไรให้เขาอีกเป็นอันขาด...ไม่อย่างนั้นเจ้าจะได้เห็นดีแน่” ฉันหยิบวิธีการขู่แบบโบราณมาใช้ด้วยท่าทีขึงขังเอาจริงเอาจัง

บัวน้ำตาไหลพราก หมอบลงกราบเท้าของฉันอย่างน่าเวทนา และฉันจำเป็นต้องแกล้งตีบทโหดต่อไป ทั้งที่ลึก ๆ ไม่อยากให้บัวก้มกราบเท้าเลยสักนิด

“สาบานเจ้าค่ะ ข้าสาบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผีบ้านผีเรือน หากข้าทำผิดคำสาบานขอให้ข้ามีอันเป็นไปภายในสามวันเจ็ดวันเจ้าค่ะ” บัวบอกเสียงสั่นแต่ดังฟังชัด

ฉันได้แต่ถอนหายใจ...คำสาบานรูปแบบนี้คงสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน และสืบทอดต่อไปจนถึงอนาคตยุคที่แท้จริงของฉันโน่น...แต่ฉันก็เลือกที่จะเชื่อคำสาบานของบัว เพราะคนในสมัยนี้ศรัทธาและยึดมั่นต่อคำสาบานของตัวเองเหนือสิ่งอื่นใด

หลายวันติดต่อกันหลังจากนั้น ฉันแอบแวะเวียนกลับไปดูที่กระท่อมชายป่าริมหาดนอกเมือง ก็ไม่พบวี่แววว่าขุนอาบจะยังอยู่ที่นั่น จึงค่อยรู้สึกเบาใจขึ้น แต่ก็ยังไม่มั่นใจนักว่าเขาจะเดินทางออกไปจากสิงหลาแล้วหรือไม่ 

ในวันที่ตัดสินใจว่าจะมาดูที่กระท่อมเป็นครั้งสุดท้ายนั้น ฉันก็ได้รู้ความจริงว่าที่แท้ขุนอาบยังคงอยู่ที่สิงหลา สาเหตุที่เขาปรากฏตัวออกมานั่นก็เพราะเหตุการณ์ที่ฉันถูกคนร้ายไม่ทราบฝ่ายลอบซุ่มดักทำร้ายกลางป่า ระหว่างขี่ม้าเพื่อเดินทางกลับเข้าเขตเมืองชั้นนอก เป็นเหตุให้ขุนอาบได้รับบาดเจ็บถูกฟันเข้าที่ขาและหน้าท้อง

ฉันพาขุนอาบหนีรอดกลุ่มคนร้ายมาได้อย่างหวุดหวิด ซึ่งฉันค่อนข้างมั่นใจว่าพวกนั้นคงแอบสะกดรอยตามฉันมาหลายวันแล้ว 

* * * * * * * * *

“นายหญิงเจ้าขา ชายผู้นั้นมีอาการไม่ค่อยดีนัก เมื่อเย็นวานที่ข้าออกไปดูเขาตามที่ท่านสั่ง ตัวของเขาร้อนจี๋ดังไฟลนเจ้าค่ะ เพลานี้จะเป็นเยี่ยงไรก็มิอาจรู้ได้เจ้าข้า” บัวมารายงานข่าวในเช้าของอีกสองวันต่อมา “เขาอยู่เพียงลำพัง หาได้มีใครมาแลเยือนไม่”

การข่าวนั่นทำให้ฉันเบาใจลงได้และเชื่อว่าขุนอาบมาสิงหลาเพียงลำพังจริงๆ...หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ฉันจึงตัดสินใจว่าจะต้องออกไปดูเขาอีกครั้ง

ที่กระท่อมชายป่าริมหาด ขุนอาบมีอาการไข้ขึ้นสูงด้วยพิษบาดแผล ฉันช่วยฝังเข็มเพื่อรักษา แต่ดูเหมือนว่าบาดแผลของเขาจะติดเชื้อและนั่นก็เกินกำลังที่สมุนไพรจะช่วยเยียวยาได้ และหากปล่อยไว้...ฉันคิดว่าขุนอาบไม่มีทางรอดแน่ ๆ

ฉันจำต้องลอบนำตัวของขุนอาบเข้าไปในเขตเมืองชั้นนอก บ้านของฉันที่ริมคลองเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเขา เพราะไม่มีใครกล้าเข้าไปในบริเวณบ้านของฉันโดยพละการเป็นแน่ เพราะคนที่เคยทำอย่างนั้น ต่างได้รับบทเรียนจากกับดักที่ฉันวางไว้รอบบริเวณบ้านมาแล้ว

ด้วยความเป็นเพนนีซึ่งเป็นที่ยำเกรงของทหาร ทำให้ฉันกับบัวสามารถนำเกวียนบรรทุกไม้ฟืนซึ่งมีร่างขุนอาบซ่อนอยู่ข้างในนั้น ผ่านเข้าประตูเมืองได้สำเร็จ ...แต่เมื่อนำร่างขุนอาบขึ้นไปบนบ้านได้สำเร็จ ปัญหาขั้นตอนต่อไปคือต้องไปขอให้หมอฝรั่งเศสมาช่วยรักษา ซึ่งแน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะเขาเป็นหมอในวังองค์สุลต่าน...ดังนั้น ทางเดียวที่ขุนอาบจะรอดคือ ฉันต้องนำยาของหมอฝรั่งเศสมาช่วยรักษาขุนอาบให้ได้

ฉันเดินทางเข้าวัง องค์สุลต่านมุตตาฟาไม่ได้ประทับอยู่ในขณะนั้น เพราะท่านไปตรวจเยี่ยมค่ายฝึกทหารบนเขา

‘ไม่ได้พบกันหลายวัน หน้าตาหมองอิดโรย...ไม่สบายรึ...เพนนี’ หมอฝรั่งเศสซักถามในทันทีที่เห็นหน้าฉัน

ฉันซึ่งทาหน้าให้ดูซูบซีด แต่งปากให้ดูปริแตก กินใบแก้วให้ตัวร้อนราวกับกำลังป่วยไข้...แกล้งไอค่อกแค่กออกไปเป็นคำตอบ

‘ฉันบอกแล้ว...ว่าสมุนไพรของเธอ สู้ยาของฉันไม่ได้หรอก’ หมอฝรั่งเศสยิ้มเย้ยหยันถึงความเชื่อมั่นว่าเป็นผู้ชนะ แต่นั่นก็เข้าแผนของฉันเป๊ะ ‘ตามฉันมา...จะช่วยดูอาการและรักษาเธอเอง’

เมื่อไปถึงห้องพักของหมอ เขาก็จัดแจงตรวจชีพจรและสอบถามอาการ เมื่อเสร็จแล้วเขาก็จัดยาบดสูตรของเขาให้ฉันกิน

‘ฉันไปพบผู้ป่วยคนหนึ่ง บาดแผลของเขาติดเชื้อ ท่านมียาตัวใดที่จะช่วยรักษาได้หรือไม่...เพราะยาของฉันคงไม่สามารถช่วยเขาให้รอดชีวิตได้’

‘ฉันต้องดูแผลนั่นก่อนว่าลักษณะเป็นอย่างไร’

‘แผลที่หน้าท้อง ไม่ลึกถึงอวัยวะภายใน แต่ก็ลึกและกว้างมาก และตอนนี้มีหนองที่บาดแผล ฉันรีดหนองนั่นออกแล้ว...แต่จำต้องได้ยาจากท่าน’ ฉันวิงวอนไปตามตรง

หมอฝรั่งเศสครุ่นคิดไม่นานนัก เขาก็เดินไปหยิบยาห่อหนึ่งมาให้

‘ยาผงของฉันห่อนี้ จะช่วยรักษาแผลติดเชื้อได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าแผลนั่นมีเชื้อชนิดใด...ยานี่ใช่ว่าจะฆ่าเชื้อได้ทุกชนิด’

‘ขอบคุณในความเมตตาของท่าน’ ฉันรีบรับห่อยามาเก็บไว้ทันที่ก่อนจะรีบลุกขึ้น ‘ฉันคงต้องรีบไปก่อนแล้ว’

‘ดูท่าว่าคนไข้ของเธอคนนี้คงจะเป็นคนสำคัญมาก ดูเหมือนเธอจะช่วยรักษาเขาจนตัวเองล้มป่วย’ หมอฝรั่งเศสพูดสีหน้าสงสัย  

‘ใช่...เขาสำคัญสำหรับฉันมาก’ ฉันเผลอบอกไป เมื่อนึกขึ้นได้จึงเงียบเสียและรีบออกมาจากห้องของหมอฝรั่งเศสทันที

ยาห่อนั้นช่วยชีวิตขุนอาบได้จริง ๆ เช้าวันต่อมาสีหน้าของเขาดีขึ้นมาก บาดแผลยุบตัวลงมากทีเดียว แต่เขาก็ยังไม่รู้สึกตัวขึ้น เพราะฉันฝังเข็มให้เขาหลับจะได้ไม่เจ็บปวดจากพิษของบาดแผล...ต่อเมื่อถึงเวลาใกล้ค่ำของวันนั้น ขณะช่วยเช็ดตัวให้ จึงเห็นเขาลืมตาตื่นขึ้นมา

“นี่...ข้าอยู่ที่ใดรึ” ขุนอาบถามพลางจับมือฉันไว้แน่น

“เรือนของข้า...ท่านตื่นมาก็ดีแล้ว รีบดื่มยานี่ก่อน จะได้หายเร็วขึ้น” ฉันบอกก่อนจะพยุงตัวเขาให้ลุกขึ้นกึ่งนั่งกึ่งนอนเพื่อกรอกยาให้เขาดื่ม

เมื่อขุนอาบดื่มยาหมดแล้ว ฉันก็ต้องค่อย ๆ ประคองให้เขานอนลง แต่ขุนอาบกลับดึงตัวฉันลงไปด้วยกัน ฉันซึ่งไม่ทันระวัง ก็เลยลงไปทาบอยู่บนอกของเขา

“เจ้า...ช่างดีต่อข้านัก ชีวิตนี้เป็นหนี้เจ้าหลายครา แลมิรู้ว่าจักตอบแทนได้เยี่ยงไร” ขุนอาบกล่าวขอบคุณยืดยาวคล้ายบทกลอนในขณะที่ยังรั้งตัวฉันไว้ไม่ให้ลุกขึ้น

เรี่ยวแรงจากอ้อมแขนของเขาทำให้ฉันเบาใจได้ว่าขุนอาบมีอาการดีขึ้นมากแล้ว แต่ที่หนักใจคือเมื่อได้สบสายตาคู่นั้น...สายตาที่ฉ่ำหวานจนฉันต้องเลี่ยงหลบ เพราะไม่อยากรับรู้ความรู้สึกของเจ้าของ

เสียงย่ำเท้าเบา ๆ อยู่ที่ชานเรือนหน้าประตูทำให้ฉันสะดุ้งเล็กน้อย...บัวคงกำลังยกสำรับยาสมุนไพรที่เพิ่งต้มเสร็จมาให้ขุนอาบตามที่ฉันสั่งไว้

“อย่าพยายามขยับตัวมากนัก แผลที่เย็บไว้จะปริอีก” ฉันบอกก่อนจะขึงตัวแหวกอออกมาให้ห่างวงแขนของเขาที่ยังไขว่คว้าตามมา  “กินยาสมุนไพรเสริมเข้าไปอีก ท่านจะหายเร็วขึ้น”

“ความจริงแล้ว นอกจากมาตามหาเจ้า...ข้า...ได้รับคำสั่งให้มาสืบความการศึกที่สิงหลาด้วยเช่นกัน” ขุนอาบบอกทันทีเมื่อฉันทำท่าจะลุกขึ้น

“ก็คิดไว้แล้ว” ฉันบอกกลับไป

“การแผ่ขยายอาณาเขตของสิงหลา นับวันยิ่งบั่นคลอนความมั่นคงของอโยธยาในแถบพื้นถิ่นนี้”

“ท่านบอกเรื่องนี้ให้ข้ารู้ไปทำไม” ฉันลองเชิง

“ข้าเคยบอกเจ้าแล้วมิใช่รึ...ข้าคิดว่าเจ้ามีอะไรบางอย่างที่เชื่อมสานอยู่กับอโยธยา...และเมื่อถึงเวลา บางทีเจ้าอาจเป็นฝ่ายบอกความจริงต่อข้าเอง”

“ข้า...” ฉันรู้สึกอึดอัดต่อความจริงที่อยากบอกต่อขุนอาบเช่นกัน

“เจ้าควรหาทางออกไปจากสิงหลาให้เร็ววัน...มิเยี่ยงนั้น เจ้าจะติดร่างแหได้รับอันตรายจากการสู้รบไปด้วย”

“อโยธยาควรใช้วิธีทางการทูติกับสิงหลา...ไม่ควรสู้รบเพื่อปราบปราม...เพราะเจ้าเมืองสิงหลานับตั้งแต่องค์ดาโต๊ะ โมกุล ต่างก็มีใจภักดีต่ออโยธยามาตลอด ต่อเมื่อการขึ้นครองราชย์ของพระเจ้าประสาททองซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับ องค์สุลต่านสุลัยมาน ซาร์ จึงแข็งข้อไม่ยอมเป็นเมืองขึ้นอีกต่อไป แต่เมื่อถึงเวลานี้...ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์...พระองค์ต่างเป็นที่ยอมรับของเมืองต่าง ๆ ...การเจรจาทางการทูติจึงเป็นทางออกที่จะช่วยลดการสูญเสียได้ทั้งสองฝ่ายได้” ฉันพยายามอธิบาย และได้แต่หวังให้เขานั้นเข้าใจ

“ภาษาของเจ้า...ทำให้ข้าปวดหัวยิ่งนัก” ขุนอาบหงายตัวลงไปนอนราบกับพื้นเรือนด้วยสีหน้าครุ่นคิด “แต่นั่นทำให้ข้ายิ่งเชื่อว่า...เจ้าคงหาใช่หญิงวิลันดาธรรมดาไม่”

“ยาเคี่ยวได้ที่ตามที่ท่านสั่งไว้แล้วเจ้าข้า...นายหญิง” เสียงบัวตะโกนดังมาแต่ไกล เมื่อฉันลุกขึ้นเดินออกไปดูที่ประตู จึงเห็นว่าบัวเพิ่งขึ้นบันไดมาบนชานเรือน

“เจ้าเพิ่งขึ้นมาหรอกรึ” ฉันถามทันทีด้วยความสงสัย

บัวพยักหน้าก่อนตอบ

“เจ้าค่ะ...ข้าเคี่ยวยาหม้อนี้อยู่ใต้ต้นไม้หลังเรือน พอได้ที่แล้วก็เพิ่งยกขึ้นมาให้เจ้าข้า”

 คำตอบของบัวทำให้ฉันเริ่มรู้สึกไม่สบายใจ...แล้วก่อนหน้านี้ที่ฉันได้ยินเสียงคล้ายมีคนเดินอยู่ที่ชานเรือนล่ะ...เป็นใครกัน

**********

ฉันไม่อยากเก็บความสงสัยเกี่ยวกับเสียงย่ำเท้าบนชานเรือนไว้รบกวนจิตใจ จึงรีบลงจากเรือนเพื่อหาข่าวจากบรรดาลูกสมุนนักล่ารางวัลที่ฉันสั่งให้ดูแลทุกเส้นทางที่จะไปยังบ้านริมคลอง

การเป็นนักล่ารางวัลของพวกเราในสมัยนี้ ถ้าจะให้ว่าไปก็เปรียบเหมือนตำรวจที่คอยจับขโมยนั่นเอง เพียงแต่ได้รับเงินตอบแทนจากเจ้าทุกข์โดยตรงไม่ใช่จากรัฐกลาง

คำตอบที่ได้รับคือไม่มีผู้ใดเดินทางผ่านทุกเส้นทางที่พวกเขาคอยเฝ้าดู...เพราะหากมีใครผ่านเข้ามา พวกเขาจะส่งสัญญาณโดยการดึงเชือกซึ่งโยงไปถึงกระดิ่งภายในบ้านให้ฉันรับรู้ในทันที

นอกเสียจากว่า...คน ๆ นั้นจะรู้ดีว่ามีอีกหนึ่งเส้นทางที่ฉันไม่ได้วางกำลังไว้ และเป็นเส้นทางลับ ที่มีเพียงฉันและเขาเท่านั้นที่รู้....เนปา

และค่ำวันนั้น ก็ได้รับการยืนยันจากแหล่งข่าวของฉันแถวท่าเรือว่าเนปากลับมาถึงสิงหลาแล้ว เขากลับมาโดยเรือเล็กแบบเงียบ ๆ คล้ายเป็นความลับที่ไม่ต้องการให้ใครรู้การมาถึงสิงหลา

สีหน้าเฉยเมยเย็นชาของเขาที่มองกลับมาในทันทีที่เจอหน้ากันในเช้าวันต่อมาที่บริเวณหน้าฐานทัพท่าเรือ เป็นการยืนยันคำตอบต่อฉันได้เป็นอย่างดี ว่าเนปาคือเจ้าของเสียงฝีเท้าบนชานเรือนที่ฉันได้ยินจริง ๆ

‘ทำไมกลับมาแล้วไม่บอกกันบ้าง’ ฉันกล้าหาญเพียงแค่ถามคำถามโง่ ๆ ออกไปเท่านั้น

กับใครๆ ฉันก็ไม่เคยใจสั่นไหวด้วยความกลัวได้ถึงขนาดนี้...กลัวเหลือเกินว่าเขาจะเข้าใจผิดและคิดไปไกลเกินกว่าที่จะยอมให้ฉันอธิบาย

‘เธอยังมีใจต้องการรับรู้อีกหรือ ว่าฉันจะกลับมาหรือไม่’ เสียงของเนปาช่างมึนตึงห่างเหินยิ่งเสียกว่าแววตาที่เสมองผ่านเลยฉันออกไปราวกับฉันเป็นแค่อากาศ ‘หรือ...ผิดหวัง...ที่ฉันรอดตายกลับมา’

‘ท่านกำลังเข้าใจผิด’

‘ใช่...ฉันเข้าใจผิดมาตลอดจริงๆ...เพนนี’ คราวนี้เนปาจ้องหน้าฉันแบบไม่กระพริบตา ‘เธอช่วยเหลือทหารอโยธยาคนนั้นตั้งแต่เมื่อครั้งศึกนคร และตอนนี้เขาก็มาอยู่ที่บ้าน....บ้านของเรา และสิ่งที่ฉันเห็น...มันยากที่จะเข้าใจ’

‘เขาช่วยเหลือฉันจนเป็นเหตุให้บาดเจ็บเจียนตาย และฉันต้องช่วยชีวิตเขาให้ได้’

‘ฉันรู้แล้ว...ได้ยินกับหูว่า...เขาสำคัญสำหรับเธอมาก’

จากคำพูดนั้นทำให้ฉันพอจะปะติดปะต่อได้ว่า เนปาได้ยินสิ่งที่ฉันพูดกับหมอฝรั่งเศสเมื่อวานนี้

‘ทั้ง ๆ ที่ชายคนนั้นเป็นทหารอโยธยา เป็นศัตรูที่เข่นฆ่าพี่น้องทหารสิงหลา...แต่เธอก็ยังจะช่วยเหลือเขา....อย่างนี้จะเรียกว่าทรยศได้หรือไม่...ทรยศต่อองค์สุลต่าน...ต่อสิงหลา...และต่อหัวใจรักของฉัน’

‘ไม่...ได้โปรดไปที่บ้านของเรา ฉันจะอธิบายเรื่องราวทั้งหมด’ ฉันรีบสรุปความเมื่อเห็นบรรดาลูกน้องของเนปากำลังเดินมาหา

‘ฉันต้องขอตัว...เราคงไม่จำเป็นต้องพูดอะไรกันอีก...และฉันจะไม่ไปเหยียบที่บ้านหลังนั้น...บ้านที่มีชายอื่นกับเธอ...มันไม่ใช่บ้านของเราอีกต่อไปแล้ว...เพนนี’’ เนปาทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ชัดเจน  ‘น่าเสียดายที่ตอนนี้ฉันได้รับคำสั่งให้ต้องออกไปกับทัพเรืออีกครั้ง...ไม่อย่างนั้น ฉันจะเป็นคนจับกุมทหารอโยธยานั่นไปให้องค์สุลต่านเค้นความด้วยตัวเอง...ถึงตอนนี้ เธอควรจะรู้ว่าต้องทำอย่างไรต่อไป เพราะฉันเผยข่าวไปแล้วว่ามีทหารอโยธยาลอบหลบอยู่ในสิงหลา และต้องถูกจับกุมตัวไปรับความผิด’

จากคำพูดแร้นแค้นเย็นชาด้วยความโกรธของเขา ยังพอทำให้ฉันอุ่นใจได้ว่าเป็นเพียงความน้อยเนื้อต่ำใจ ไม่ใช่ความเกลียดชัง...เพราะไม่อย่างนั้น เนปาจะต้องแจ้งข่าวเรื่องที่ฉันช่วยเหลือทหารอโยธยาให้องค์สุลต่านทราบความจริงแล้ว

แต่ถึงอย่างนั้น ฉันก็ต้องช่วยเหลือให้ขุนอาบหนีรอดออกไปจากสิงหลาให้ได้อยู่ดี...เพราะอนาคตถูกกำหนดให้ฉันได้เห็นมาแล้ว ว่าเขาคือคนที่สามารถช่วยเหลือพวกเราได้

เมื่อเรือรบลำที่เนปาเป็นผู้บัญชาการออกเดินทางจากสิงหลา ฉันก็กลับไปที่บ้านริมคลองท้ายหมู่บ้านวิลันดาทันที ขุนอาบยังคงปลอดภัยอยู่ที่นั่น ฉันจึงสั่งให้บัวกลับไปดูแลสร้อยในทันที

ตอนนี้พวกทหารรู้แล้วว่ามีทหารอโยธยาลอบเข้ามา...แม้บ้านหลังนี้จะปลอดภัยที่สุดสำหรับท่านในช่วงที่ผ่านมา...แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว...และฉันจะต้องนำท่านออกไปจากเมืองโดยปลอดภัยให้ได้’

ฉันบอกแผนการให้ขุนอาบรับรู้อย่างละเอียด ก่อนจะสั่งให้บรรดาลูกสมุนนักล่ารางวัลดำเนินการช่วยขุนอาบให้ลอบหนีออกไปขึ้นเรือใหญ่ที่ชายฝั่งทะเลนอกเมืองสิงหลาได้สำเร็จ

เมื่อขุนอาบหนีรอดไปได้ตามแผนที่วางไว้...ฉันรู้ว่าเนปาจะต้องโกรธมากขึ้นเพียงใด เพราะเขาย่อมรู้ว่าใครเป็นคนช่วยเหลือให้ขุนอาบหนีไป...ซึ่งฉันก็ทำได้เพียงรอเวลาให้เนปากลับมาเพื่ออธิบายความจริงทั้งหมดให้เขาเข้าใจและยอมรับความจริงเสียที

**********




Create Date : 02 กุมภาพันธ์ 2559
Last Update : 6 กุมภาพันธ์ 2559 14:18:31 น. 1 comments
Counter : 339 Pageviews.

 
ปอมมาอ่านง่านเขียนตอนใหม่พร้อมแปะใจนะคะ

คุณได้ทำการแปะ ให้กับคุณ ~My Birthday is on April 14~ เรียบร้อยแล้วนะคะ


โดย: กาปอมซ่า วันที่: 3 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา:13:47:32 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

~My Birthday is on April 14~
Location :
สงขลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 44 คน [?]






widget counter สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับเพื่อน ๆ บล็อกแก็งค์และผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน เจ้าของบล้อกเขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก ด้วยใจรัก เพราะเขียนแล้วมีความสุข...ทั้งนี้ งานเขียนทุกชิ้นมีลิขสิทธิ์ตามกฏหมาย เพราะฉะนั้น ห้ามนำไปดัดแปลง ต่อเติม แก้ไข และเผยแพร่เป็นผลงานของตัวเองเชียวนะคะ เพราะจะถือเป็นการกระทำผิดกฏหมายลิขสิทธิ์ ขอบคุณค่ะ
New Comments
Friends' blogs
[Add ~My Birthday is on April 14~'s blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.