หมึกสีดำของไผ่สีทอง
ความโศกทั้งหลาย ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้มีจิตมั่นคง ไม่ประมาท เป็นมุนี ศึกษาในทางปฏิบัติถึงมโนปฏิบัติ เป็นผู้คงที่ ระงับแล้ว มีสติทุกเมื่อ,, การไม่ทําบาปทั้งปวงหนึ่ง การยังกุศลให้ถึงพร้อมหนึง การชําระจิตใจของตนให้ผ่องแผ้วหนึ่ง นี่แลเป้นคําสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2554
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
9 ธันวาคม 2554
 
All Blogs
 
จุไรชมเขาพระสุเมรุ




คุณลุงเจ้าคะ อยากจะทราบว่า เขาพระสุเมรุอยู่ที่ไหน หนูขึ้นมาทีไร ไปถึงดาวดึงส์ ก็ไม่พบเขาพระสุเมรุ เกินไปจากนั้น ก็ไม่เคยพบเขาพระสุเมรุ อยู่ในเมืองมนุษย์ก็ไม่เคยเห็นเขาพระสุเมรุ เขาพระสุเมรุอยู่ที่ไหน ท่านลุงก็บอกว่า หนู เวลานี้กำลังลอยตัวอยู่ใกล้ ๆ กับเขาพระสุเมรุ ความจริง คำว่า เขาพระสุเมรุ นี่เป็น นามธรรม เป็นรูปในนาม ฉะนั้น ท่านนักธรรมฟังแล้ว ก็อย่าแปลกใจ คือ


รูปในนามอย่างเทวดาก็ดี นางฟ้าก็ดี พรหมก็ดี พระพุทธเจ้าก็ตาม พระอรหันต์ก็ตาม ที่นิพพานไปแล้ว เขากล่าวว่าเป็นนามธรรม แต่ความจริงสิ่งที่เป็นนามนั้น ก็มีรูปอยู่ในนาม อย่างเทวดานี่มีรูป แต่เราไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเนื้อ ตาเนื้อเห็นไม่ได้ ต้องอาศัยตาทิพย์ ตาทิพย์ ความเป็นทิพย์ของตา เป็นนามธรรม ไม่ใช่ลูกตาเนื้อเป็นทิพย์ ลูกตาเนื้อของเราไม่เป็นทิพย์ แต่ความทิพย์สิงอยู่ข้างใน


เป็นตานามธรรม แต่ตานามธรรมก็มีลูกตา มีรูปเหมือนกัน หากว่าท่านทั้งหลายมีความสงสัยก็โปรดฝึกกรรมฐานด้าน วิชชาสาม คนที่บอกว่า สวรรค์ไม่มี พรหมไม่มี นิพพานไม่มี แต่ความจริง ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายไม่ตั้งใจคัดค้านพระธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่แสดงไว้ ท่านตั้งใจปฏิบัติตามเรื่องสวรรค์ เรื่องพรหมโลก เรื่องนิพพาน เป็นของไม่หนัก


ไม่หนักสำหรับคนที่มีความกตัญญูรู้คุณต่อพระพุทธเจ้า เราห่มผ้ากาสาวพัสตร์ เรามีข้าวกินได้ เพราะบารมีพระพุทธเจ้าท่าน ถ้าไม่มีบารมี ก็ไม่มีใครเขาให้ผ้ามาห่ม เพราะไม่มีใครเขาให้ มีที่อยู่อาศัย เพราะอาศัยพระพุทธเจ้า มียารักษาโรค อาศัยพระพุทธเจ้า มีจตุปัจจัยเงินทองใช้เวลานี้เกลื่อนหมด ก็อาศัยพระพุทธเจ้า มีศักดิ์ศรีใหญ่ในฐานะที่เป็นสมณเพศ ก็อาศัยพระพุทธเจ้า


ในเมื่อทุกอย่างสำเร็จมาจากพระพุทธเจ้า แล้วพระพุทธเจ้าตรัสว่า นิพพานมี ทำไมจึงว่า เฝือ ก็มีหลายคนมาถามว่า นิพพานมีสภาพสูญ ใช่ไหม ก็ต้องขอตอบแทนท่านวิรุฬหกว่า นิพพานมีสภาพไม่สูญ แต่ว่า นิพพานอาจจะสูญ สำหรับคนที่สูญจากนิพพาน นั่นคือ คนที่ไร้ความดี ไม่สามารถตัดสังโยชน์ ๓ ได้ ไม่สามารถตัดสังโยชน์ ๕ หรือสังโยชน์ ๑๐ ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่สามารถตัดสังโยชน์ ๓ ได้


ก็ไม่เป็นไร พยายามตั้งใจรักษาศีลด้วยความตั้งใจจริง ไม่ละเมิดศีล ระงับนิวรณ์ชั่วคราวได้ สร้างความเป็นทิพย์ของจิตให้เกิดขึ้น ที่เรียกว่า ทิพจักขุญาณ เพียงเท่านี้ ท่านทั้งหลายเหล่านั้น ก็จะไม่สงสัยเรื่องสวรรค์ พรหมโลก และนิพพาน เพราะกำลังใจของท่านมีความสะอาดพอที่จะเห็นนิพพาน ลับลี้ลับไรได้ ถึงแม้จะเห็นอยู่ไกลแสนไกล ก็ยังเข้าใจว่า นี่คือ นิพพาน


แต่ถ้าสร้างกำลังใจของท่านให้ตัดสังโยชน์ได้ ๓ ได้ทรงตัวอย่างนี้ นิพพานเป็นของง่าย ยิ่งสร้างกำลังใจตัดสังโยชน์ได้ทั้ง ๕ อย่าง จะมีความมั่นคง สภาพนิพพานจะแจ่มใสยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พุทธบริษัท ทั้งชายและหญิง และภิกษุ หรือสามเณร ถ้าสามารถตัดสังโยชน์ ๑๐ ได้ ไม่มีเรื่องอะไรจะเถียงพระไตรปิฏก การคัดค้านในพระไตรปิฏกจะไม่มีกับท่านผู้นั้น เพราะท่านรู้จริงเห็นจริง


ตามความเป็นจริงทุกอย่างไม่ใช่เสือกระดาษ อย่างนี้ท่านเรียกว่า เสือกระโดด เสือที่มีรัง ไม่ใช่เดินต้วมเตี้ยม วิ่งก็ได้ สามารถกระโดดก็ได้ กระโดดข้ามนรก เข้าสู่สวรรค์ ไปสู่พรหมโลก กระโดดจากพรหมโลก ไปเข้าเขตนิพพาน หรือถ้ามีกำลังมากถึงขั้นอรหันต์ กระโดดจากมนุษย์ เข้านิพพานทันที เอ้า…เลิกคุยกัน จะหนักสมองเกินไป


ก็จะขอเล่าเรื่องของจุไรต่อไป จุไรก็ถามคุณลุงว่า ในเมื่อเขาพระสุเมรุ เป็นนามธรรม ทำไมจึงเรียกว่า เขา ลุง ก็ถามว่า ลุงเองก็เป็นนามธรรม หลานเองก็ดี คุณป้าน้อยก็ดี ท่านอินทกะทั้งสองก็ดี ที่เดินมาเวลานี้ เป็นนามธรรมทั้งหมด ทำไมหลานจึงเรียกว่า ลุง จุไรก็ตอบว่า ก็หนูเห็นลุงนี่ ลุงก็ตอบว่า ในเมื่อลุงเห็นเขาพระสุเมรุนี่ ต่างคนต่างเห็นกัน สิ่งที่เราเห็นได้ก็ถือว่าเป็น รูป


แต่รูปของนาม คือ คนที่มีตาเนื้อเฉพาะ ไม่สามารถจะเห็นได้ แล้วลุงก็ชี้ให้ดูเขาพระสุเมรุ ใหญ่มาก เขาพระสุเมรุไม่ใช่เป็นหิน สวยสดงดงาม แพรวพราวเป็นระยับ มีต้นไม้ก็เป็น ต้นไม้แก้ว มีใบไม้ก็เป็น ใบไม้แก้ว มีทางขึ้น ทางลง สวยสดงดงาม ราบรื่นทุกอย่าง ไม่มีฝุ่นละออง จุไรเดินมาเดินไป ใกล้เข้าไปๆ เดินอ้อมไปด้านทิศตะวันออก ก็มองเห็นวิมาน วิมานหนึ่ง


ถามคุณลุงว่า เป็นวิมานของใคร ใหญ่มาก และมีวิมานเล็ก ๆ ล้อมรอบมาก ท่านลุงก็บอกว่า นั่นเป็นวิมานของท่านท้าววธตรัฐ จุไร ก็บอกว่า เรายังไม่แวะก่อนได้ไหม ท่านลุงวิรุฬหกก็บอกว่า ไม่เป็นไรหลานรัก ยังไม่ต้องแวะก่อนก็ได้ หลานจะไปไหน จุไรก็บอกว่า หนูอยากจะไปวิมานของ ท้าวเวสสุวัณ เขาลือกันว่าเป็น ยักษ์ เขาเขียนเขี้ยวโง้งเง้งไปหมด คุณลุงเห็นท่านท้าวเวสสุวัณเป็นยักษ์หรือเปล่าเจ้าคะ


คุณลุงก็ตอบว่า เวลาที่เข้าไปใหม่ ๆ หลานเห็นลุงเป็นยักษ์หรือเปล่า จุไรก็ตอบว่า ยักษ์ของลุงน่าเกลียดจริง ๆ พุงปลิ้น ตัวป่องป้อมคล้ายพ้อมที่เขาใส่ข้าว หัวก็โต คอก็สั้นฟันก็ขาว เขี้ยวก็โง้ง ผมก็หยิก ตาก็แดง แต่คุยไปคุยมา เวลานี้สภาพยักษ์ของลุงหายไปหมดแล้ว ลุงเอายักษ์ไปเก็บที่ไหน ลุงก็ยิ้มบอกว่า หลานรัก ภาพนั้นเป็นภาพหลอก หลานเคยได้ฟังว่า


ท้าววิรุฬหกก็ดี ท้าวเวสสุวัณ ก็ดี เป็นยักษ์ ใช่ไหมล่ะ ท้าววิรุฬหก เป็นกุมภัณฑ์ กุมภะ เขาแปลว่า หม้อ อ้วนม่อต้อ ลุงก็เลยทำตามนั้น แต่ความจริง ลุงไม่ใช่ยักษ์ เป็นเทวดา ท่านท้าวเวสสุวัณ ถ้าหลานไปถึงอาจจะพบยักษ์ก็ได้ แต่ว่ายักษ์อย่างนั้น หลานไม่ต้องกลัว เข้าไปใกล้ ๆ จับเขี้ยว ดึงเขี้ยวมาทิ้ง เขี้ยวหลุดไม่เจ็บ เพราะเป็นเขี้ยวปลอม จุไรก็บอกว่า หนูไม่กล้าเจ้าคะ


ท่านลุงวิรุฬหกก็บอกว่า อย่าทำเลย เพราะท่านเวสสุวัณเป็นผู้ใหญ่มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านเป็นพระโสดาบัน มาก่อนเมื่อก่อนจะตาย เอ้า…เดินทางต่อไปดีกว่า ไปอีกนิดหนึ่ง จุไรก็ถามว่า คุณลุงเจ้าคะ นั่นทางอะไรน่ะ เป็นทางสี่แพร่ง มองไปในเขตของมนุษย์ ด้านหน้าไปทางทิศตะวันออก เป็นทางค่อย ๆ ต่ำลง ๆ โน้มลงทีละน้อย ๆ และด้านหน้าโน้นเห็นไฟแสงไฟจับท้องฟ้า บริเวณกว้างมาก


และก็ทางอันนี้ ทางด้านหลังเข้ามาเป็นทิศตะวันตก ราบเรียบ ร่มรื่น ขาวสะอาด ด้านซ้ายเป็นด้านเขาชัน ชันขึ้นไป และด้านขวาชันมาก แต่ว่าทางทั้งหมดสวยมาก ลุงก็อธิบายว่า ทางนี้เป็นทางเดินของคน คนทั้งที่ทำความดีและทำความชั่ว เวลาตายแล้ว เดินทางนี้ คือ คนที่มีกำลังบุญน้อย ๆ ต้องเดินทางนี้ หรือคนที่มีกำลังบาปมาก ต้องเดินทางนี้เหมือนกัน


คนที่มีกำลังบาปมากก็จะเดินจากตะวันตกเท่าที่เห็น เดินเรื่อยมาถึงทางสี่แพร่ง เขาจะไม่เลี้ยวซ้าย ไม่เลี้ยวขวา เดินตรงหน้าไป ถ้าเดินตรงลงไปเลย ไม่เลี้ยวขวาด้านหน้าโน้น นั่นแสดงว่า ลงนรกทันทีไปที่กองเพลิงที่หลานเห็นว่าแสงไฟจับท้องฟ้า สว่างไสวมาก แล้วก็ด้านข้างหน้า อันนี้บาปน้อยๆ เป็นประเภท บุญก็ทำ จะไปสำนักของพระยายม อันนี้บาปน้อย ๆ เป็นประเภท บุญก็ทำกรรมก็สร้าง


มีทั้งบุญ ทั้งบาป แต่ทั้ง ๒ อย่าง มีกำลังไม่แรง แต่พวกที่จะไปสำนักพระยายมได้ ต้องมีเทวดา ๔ องค์นำไป ไม่ใช่ไปเอง แต่ท่านที่มาตามลำพังแล้ว ไม่เลี้ยวเดินตรงลงนรกไปเลย จุไรก็ถามว่า คนที่ไปสำนักของพระยายม ต้องลงนรกทุกคนไหม ท่านลุงก็บอกว่า ยังก่อน ยังไม่แน่ เขามีทั้งความดี และมีทั้งความชั่ว มีทั้งบุญ และก็มีทั้งบาป ในเมื่อไปสำนักพระยายม ทรงสอบสวน ถ้าเขานึกออกว่า


เขาทำบุญอะไรไว้สักอย่างหนึ่ง เพียงแค่อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น เลี้ยงสุนัขเป็นประจำวันหรือเห็นสุนัข บางครั้งบางคราวมันหิวโหยนำอาหารไปให้ เวลาเขาจะตาย นึกถึงภาพสุนัขที่เขาช่วย เพียงแค่นี้บอกท่านพระยายม ท่านพระยายมจะส่งไปสวรรค์ทันที ไม่ยอมให้ลงนรก ทั้ง ๆ ที่มีบาปอยู่ จุไรก็ถามว่า ในเมื่อเขายังมีบาปอยู่ ถ้าคุณลุงพระยายมท่านไม่ยอมให้ลงนรก ไปสวรรค์ก่อน


ไม่ผิดระเบียบหรือเจ้าคะ ไม่ผิดธรรม ไม่ผิดศีลหรือ ท่านลุงวิรุฬหกก็บอกว่า ไม่ผิดศีล คำว่า ศีล หรือคำว่า ธรรม ก็ตาม ในเมื่อท่านส่งไปรับผลของความดีก่อน ท่านไม่ได้ตัดผลของความชั่ว เรื่องบาปกรรมนำเอามาว่ากันทีหลัง ลงโทษทีหลัง ไปรับผลของความดีก่อน และบุคคลที่รับผลความดีก่อนนี่ ก็ไม่แน่นอนนักว่า จะกลับลงนรกตามกฎของกรรม บาปที่ทำไว้ ก็มีหลาย ๆ คน


เมื่อไปพบพระพุทธเจ้าเข้าฟังเทศน์จากพระพุทธเจ้าจบเดียว เป็นพระโสดาบันขึ้นไป ท่านทั้งหลายเหล่านี้ก็ไม่ต้องรับผลของบาปต่อไป จุไรฟังแล้วก็พอใจ จึงถามท่านว่า เราจะเลี้ยวขึ้นทางซ้ายดีไหม ซึ่งทางซ้ายเป็นทางชันน้อย ๆ ลาด ๆ ขึ้นไป ทางสวยสดมาก ท่านวิรุฬหกก็บอกว่า หนู เวลาจะขึ้นมาสวรรค์ หนูพุ่งตัวทันทีทันใดถึง บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ นั่นคือ ยอดเขาพระสุเมรุ


แต่คนที่มีกำลังน้อย ต้องขึ้นช้า ๆ ต้องเดินตามนี้ ถ้าไปตามนั้น ก็ไป สำนักของพระอินทร์ หรือว่าไป พระจุฬามณี ก็ได้ ที่นั่น หนูจะไปไหมล่ะ จุไรก็บอกว่า ถ้าไปตรงนั้นก็ซ้ำกันสิ หนูไปมาแล้ว ถ้าอย่างนั้นค่อย ๆ เดินไป ไปหาลุงท้าวเวสสุวัณดีกว่า จุไรหันมาถามคุณลุง ท่านวิรุฬหกว่า ถ้าหนูจะเรียกท่านเวสสุวัณว่า คุณลุง นี่จะดีไหม หรือว่าจะหยาบเกินไป เพราะท่านเป็นผู้ใหญ่มาก


ท่านคุณลุงวิรุฬหกก็บอกว่า ไม่หยาบเกินไป หลานควรจะเรียกว่า ลุง ชาตินี้หนูเป็นเด็ก ไม่เคยเป็นญาติกับท่าน แต่ชาติก่อน หนูเคยเป็นหลานของท่าน คือ แม่ของหนูสมัยนั้น ไม่ใช่แม่ชาตินี้ แม่ของหนูสมัยนั้น เป็นน้องของท่านเวสสุวัณ ถ้าอย่างนั้นเวลานี้หนูจะเรียกท่านว่า ลุง ก็คงไม่ผิด เป็นอันว่า เมื่อไปถึงท่านแล้ว ก็เรียกว่า ลุง ก็แล้วกัน ทั้ง ๕ ท่าน คือ จุไรกับป้าน้อย ท่านอินทกะทั้งสอง ท่านวิรุฬหก


ต่างคนต่างก็ค่อย ๆ เดินชมเรื่อยไป วิมานรอบ ๆ เขาพระสุเมรุมีมาก แต่ว่าจะไม่พาชมละ มันจะช้า ก็เป็นอันว่า พอเข้าใกล้เขตเมือง ๆ หนึ่ง เป็นเมืองที่มีความใหญ่โตมโหฬารมาก ถ้าจะว่ากันไป ก็ใหญ่กว่าเมืองของท้าววิรุฬหก เมืองท่านวิรุฬหกก็ใหญ่โตมโหฬารเหมือนกันมีวิมานนับพัน หรือนับหมื่น ความจริง เฉพาะจุดนั้น ถ้ากระจายไปแล้วทั้งหมดเป็นแสน มาเมืองนี้ก็เช่นเดียวกัน


มองดูวิมานทั้งหมดแล้ว เป็นแสนวิมานไม่ใช่แสนเดียว แต่ดูกลุ่มที่มีความสำคัญ วิมานสวยสดงดงามมาก คือ กลุ่มนี้ ประมาณวิมานเป็นพัน จุไรจึงถามว่า วิมานด้านหน้าเป็นวิมานของใครเจ้าคะ ท่านวิรุฬหกก็บอกว่า นั่นเป็นกลุ่มวิมานที่ท่านเวสสุวัณอยู่ แต่กลุ่มเฉพาะหลาย ๆ พันวิมาน และมีวิมานเด่นหลังหนึ่ง วิมานหลังเด่นนั่นเป็นวิมานของท่านเวสสุวัณ


นอกจากนั้นเป็นวิมานของเทวดาพวกสูงศักดิ์ คือ อินทกะ หรือมหาอำมาตย์ เป็นต้น นอกนั้นที่เลยไปก็เป็นวิมานของเทวดาอันดับต่ำลงไป ก็เรียกว่า เป็นขนาดพลทหารบ้าง นายสิบบ้าง จ่าบ้าง นายร้อยบ้าง นายพันบ้าง นายพลบ้าง จอมพลบ้าง อย่างนี้เป็นต้น เทียบกัน เป็นอันว่าจุไรก็เข้าใจ จึงถามว่า เราจะไปทางไหนดีเจ้าคะ ไปตรงไปหรือจะอ้อม ท่านท้าววิรุฬหกก็บอกว่า


เดินตรงไปหลาน วิมานของท่านเวสสุวัณนั่นเข้าได้ทั้ง ๔ ด้าน เหมือนวิมานของลุง จะเข้าด้านไหนก็ได้ทั้งหมดขยับเคลื่อนตัวไปคราวนี้ไม่เดิน ลอยวิบเดียวถึงหน้าประตูวิมาน หน้าประตูขอบรั้วใหญ่ของวิมาน เวลานั้นจุไรมองไปข้างหน้าก็ปรากฏว่า พบยักษ์ปลอมเข้าอีกแล้ว ยักษ์ตนนี้ไม่อ้วนม้อต่อ สูงตระหง่าน ทรวดทรงสวยสดงดงาม เขี้ยวยาวข้างละหลายวา เขี้ยวโง้งแล้วงอไปงอมา


แล้วหนวดก็ยาว เส้นก็โต ดุบดิบ ๆ ๆ ผมก็กระพือไป กระพือมา กระพือไม่เสมอกัน ตาก็แดงเป็นไฟ หูใหญ่เหมือนช้าง จุไรก็ถามคุณลุงวิรุฬหกว่า คุณลุงเจ้าคะ นั่นใคร คุณลุงก็บอกว่า จะใครอีกล่ะหลานรัก เพราะนั่นคือยักษ์ปลอม ได้แก่ ท้าวเวสสุวัณ


เอาละ บรรดาท่านผู้อ่าน และท่านผู้ฟังทั้งหลาย เวลานี้เวลาก็หมดเสียแล้ว ขอลาก่อน ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคล สมบูรณ์พูนผล จงมีแด่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนผู้อ่าน


สวัสดี




ทำนองเพลง ลาวม่านแก้ว




Create Date : 09 ธันวาคม 2554
Last Update : 9 ธันวาคม 2554 15:22:09 น. 1 comments
Counter : 642 Pageviews.

 
อ่านยาวมากค่ะคุณหมึก
เรื่องราวดีๆ แบบนี้ อ่านแล้วได้สนุกเหมือนอ่านนิทาน
และได้ธรรมะข้อคิดมงคลกลับไปด้วย

แวะมาอ่านนะคะ อิอิ


โดย: ณ ปลายฉัตร วันที่: 9 ธันวาคม 2554 เวลา:21:01:00 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

หมึกสีดำ
Location :
ขอนแก่น Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add หมึกสีดำ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.