หมึกสีดำของไผ่สีทอง
ความโศกทั้งหลาย ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้มีจิตมั่นคง ไม่ประมาท เป็นมุนี ศึกษาในทางปฏิบัติถึงมโนปฏิบัติ เป็นผู้คงที่ ระงับแล้ว มีสติทุกเมื่อ,, การไม่ทําบาปทั้งปวงหนึ่ง การยังกุศลให้ถึงพร้อมหนึง การชําระจิตใจของตนให้ผ่องแผ้วหนึ่ง นี่แลเป้นคําสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
Group Blog
 
 
กันยายน 2554
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
29 กันยายน 2554
 
All Blogs
 
สวรรค์ชั้นดาวดึงส์



สวรรค์ชั้นดาวดึงส์


ท่านสาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย วันที่บันทึกวันนี้ เป็น วันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๓๑ ที่บอกไว้ก็เพื่อจะได้ทราบว่าบันทึกเมื่อไร สำหรับตอนที่แล้วมา
มายับยั้งอยู่แค่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งได้พูดกันถึงอานิสงส์แห่งการสร้างศาลา และสร้างช่อฟ้าของ นางสุธรรมา



รวมความว่า บรรดาผู้ชายอก ๓ ศอก ที่คิดว่าจะฉลาดกว่าผู้หญิงนั้นไม่แน่นอนนัก ในเรื่องนี้ปรากฏว่าผู้หญิงฉลาดกว่าผู้ชาย
แต่ว่าตอนที่พูดไปนั้นข้ามไปตอนหนึ่ง นั่นคือ อานิสงส์ของการสร้างสระโบกขรณี หรือบ่อน้ำ



เป็นอันว่าเมื่อท่าน ๓๓ คน ช่วยกันขุดสระน้ำ หรือขุดบ่อน้ำ ได้น้ำใสสะอาด เป็นที่กินที่อาบที่ล้างหน้าของท่านผู้เดินทาง
ตอนนั้นก็ปรากฏว่ามีภรรยาของคนที่สองของ ท่านมาฆมาณพ คนนี้ไม่ทำเกี่ยวกับศาลา
มีความรู้สึกว่าเวลานี้สามีกับเพื่อนทำบุญทำกุศล สร้างทางไปสวรรค์ แต่ว่าไม่ชวนผู้หญิงร่วมด้วย เห็นจะเข็ดผู้หญิง



แต่การเข็ดผู้หญิงหรือไม่เข็ดเป็นเรื่องของท่าน เราในฐานะภรรยา เป็นหน้าที่ของภรรยา เมื่อสามีดีเราก็ต้องดีด้วย เมื่อสามีรวยเราก็รวยด้วย
เมื่อสามีจะไปสวรรค์เราก็ต้องไปด้วย เราจะไปอยู่กับท่านได้หรือไม่ได้เป็นเรื่องข้างหน้า วันนี้ทำก่อน



เป็นอันว่า ท่านสุนันทา นี่ตามประวัติไม่มีปากไม่มีเสียง ปากมี เสียงมี แต่ก็ไม่พูดให้สามีรำคาญ
แต่จะว่ากันไปอีกทีภรรยาทั้งสาม คือ ท่านสุธรรมา ท่านสุนันทา ท่านสุจิตรา ๓ ท่านนี้
รู้สึกว่าจะเป็นหญิงที่มีความสงบเสงี่ยมมาก



แต่ว่าท่านสุชาดา มีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นญาติกับสามี คือ มาฆมาณพ
และมีความรู้สึกว่าตนเป็นคนสวย ก็คงจะหยิ่งในความสวย ในเมื่อถือตัวว่าเป็นญาติด้วย ถือตนว่าเป็นคนสวยมากกว่าเขาด้วย ก็คงจะมีลีลาทำให้สามีรำคาญ
ถ้าพิจารณาตามเรื่องแล้ว ที่มาฆมาณพรำคาญสตรี เบื่อสตรี ก็คงจะเป็นท่านสุชาดาเป็นเหตุ



ฉะนั้นท่านสุชาดา คนนี้ไม่ปรารภเรื่องบุญเรื่องกุศลใดใดทั้งหมด ต้องการอย่างเดียวแต่งตัวสวยสดงดงาม
หวังจะบำรุงบำเรอสามีด้วยกามารมณ์ แต่ก็ดูผลข้างหน้าต่อไป อย่าเพิ่งไปนินทาท่าน ทั้งหมดนี้ท่านไป นิพพาน หมดแล้ว
นี่เราพูดกันถึงตอนต้น



ก็รวมความว่าเมื่อท่านสุนันทา ท่านเห็นว่าสามีขุดสระน้ำเป็นที่กินที่อาบเป็นที่เล่นของคนผู้เดินทาง มีความสุข
ท่านก็มารำพึงว่าการมีต้นไม้พักผ่อนมีความสุข ร่มเย็นก็ดี มีแท่นนั่งก็ดี มีศาลาพักก็ดี แต่ก็ยังขาดดีอีกดีหนึ่ง นั่นคือความอิ่ม
ถ้าอิ่มด้วยก็จะดีมาก



ฉะนั้น ท่านสุนันทา จึงสั่งให้คนสร้างสวน จ้างคนเขามาสร้างถนน เป็นสวนผลไม้ ผลไม้ทุกประเภทที่คนนิยมเวลานั้น
มาปลูกข้าง ๆ สระทั้งหมด เป็นสวนใหญ่มาก และก็บำรุงรักษาอย่างดี ตั้งคนตั้งเวรรักษาไว้เพื่อผลประโยชน์ คือ คนเดินทางไปมา
เมื่อได้พักผ่อนแล้วก็ได้กินผลไม้ มีความอิ่มหนำสำราญ



(บรรดาท่านพุทธบริษัท วันนี้ไม่ดี เสียงแห้งมาตั้งแต่เช้า วันนี้จะไปได้ถึงไหนก็ไม่ทราบ เวลาพูดก็กลั้วกัน ปากไม่ดี)



เมื่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผลประโยชน์ก็เป็นไปตามนั้นคือท่านสุนันทา ไม่เคยเก็บเงินไม่เคยเก็บทอง
ปล่อยเป็นสวนสาธารณะ ก็เป็นที่ชอบใจของคนเดินทาง คนเดินทางที่มาพัก บริโภคอิ่มบ้าง และสำหรับคนนี่ต้องมีการแถม



นั่นก็คือแถมเมื่อก่อนที่จะกลับ ก็คิดถึงสามีที่บ้านบ้าง คิดถึงภรรยาที่บ้านบ้าง คิดถึงลูกบ้าง คิดถึงหลานบ้าง
คิดถึงคนรักบ้าง ก็เก็บผลไม้ที่ตนชอบใจ ถือว่าดีที่สุด ไปฝากไปฝังกัน ท่านสุนันทาก็ทราบเหตุนี้เป็นอย่างดี แต่ก็ไม่ว่า ถือว่าทำเป็นทาน
อะไรก็ตามถ้าเป็นความสุขของบุคคลผู้รับก็มีความพอใจ




ที่นี้อานิสงส์ท่านสุนันทาจะพึงได้ คือเมื่อท่านตายจากความเป็นคน ก็ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก มีวิมานสวยสดงดงามเป็นที่อยู่
เพราะผลแห่งการสร้างสวน สร้างสวนผลไม้นี่ก็มีวิมานเหมือนกัน



ฉะนั้น บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่านที่นำต้นไม้มีผลก็ดี นำต้นไม้ที่ไม่มีผลก็ดี ไปปลูกเป็นสาธารณประโยชน์ ในที่ต่าง ๆ ก็ดี
ในวัดก็ตาม อานิสงส์ของท่านก็คือจะมีวิมานบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก ตัวอย่างท่านสุนันทา




สำหรับ ท่านสุนันทา นอกจากจะมีวิมานเป็นที่ชอบใจของตน และชอบใจของบุคคลอื่นแล้ว วิมานสวยมาก ใหญ่โตมาก
นอกจากนั้นผลที่สร้างสวนสุนันทา ก็มี สวนสุนันทาปรากฏขึ้นบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก ใกล้ ๆ
กับสระโบกขรณีของท่านมาฆมาณพกับเพื่อน




ท่านมาฆมาณพกับเพื่อนสร้างสระ เป็นเหตุให้ได้สระโบกขรณี บนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก
เป็นที่เล่นเป็นที่สำราญของบรรดาเทวดาและนางฟ้าทั้งหลาย นอกจากนั้น สวนสุนันทา ก็ปรากฏว่ามีผลไม้ทิพย์ทุกอย่าง
ตามที่เทวดาและพรหมทั้งหลายหรือว่าบรรดาคนธรรพ์ทั้งหลายต้องการ มีทุกอย่าง และก็มีความสวยสดงดงามเป็นพิเศษ



สวนนี้เป็นที่น่ารื่นรมย์ของเทวดาและนางฟ้าทั้งหมด ปรากฏว่าเทวดาและนางฟ้าชอบไปบันเทิงมีความสุข หมายความว่าไปรื่นเริงหรือไปเที่ยว
ไปเที่ยวที่สวนสุนันทากันเป็นปกติ มีความสุขมาก เมื่อไปเที่ยวแล้วก็อาบน้ำในสระโบกขรณีเป็นที่ชอบใจ บางครั้ง ท้าวสักกะ คือ
พระอินทร์
ได้แก่ มาฆมาณพ ก็พาบริวารของท่านไปเที่ยวสวนสุนันทาเหมือนกัน



เป็นอันว่า สวนสุนันทา บนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลกก็เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของเทวดาและนางฟ้าทั้งหลาย เป็นแดนแห่งความสุข
นี่แหละบรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน ทำอะไรก็ตาม ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้สร้างวิหารทาน ไม่ได้สร้างโบสถ์ ไม่ได้สร้างวิหารการเปรียญ
แต่ว่าทำสวนผลไม้ให้บุคคลทั้งหลายได้กิน ได้บริโภค มีความสุข เป็นสวนสาธารณะ เราก็มีวิมานเหมือนกัน



ส่วนที่จะแถมให้ก็คือว่า เกิดขึ้นไปเป็นเทวดาหรือเป็นนางฟ้า ก็จะมีสวนทิพย์ เป็นที่รื่นเริงใจ อย่างกับ สวนสุนันทา
เป็นอันว่า ท่านสุนันทา ภรรยาคนที่ ๒ ก็มีสิทธิ์ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก



ต่อมาท่านสุจิตรา ท่านสุจิตรา เป็นภรรยาคนที่ ๓ ท่านสุจิตราก็มานั่งนึกในใจว่า ท่านมาฆมาณพซึ่งเป็นสามี สร้างศาลา
ปลูกต้นไม้สร้างแท่นหิน ขุดสระ ทำแล้ว และก็เป็นบุญสาธารณประโยชน์ ท่านสุธรรมาก็มีความฉลาด
สร้างช่อฟ้าสวมเหมาศาลาหลังนั้นทั้งหมดเป็นของสุธรรมาแต่ผู้เดียว
แต่อานิสงส์ได้ทุกคน



ทีนี้เรื่องการเขียนชื่อก็เหมือนกัน เขียนชื่อที่ศาลา ที่กุฏิ ที่โบสถ์ ที่วิหาร บางทีบางวัดท่านก็ว่า ใครออกเงินมากต้องเขียนชื่อคนนั้น
เขียนนามสกุลคนนั้น บางท่านที่ออกเงินน้อย ๆ ไม่มีชื่อก็อาจจะโกรธ ทั้งนี้บรรดาญาติโยมพุทธบริษัทโปรดรทราบว่าจงอย่าโกรธเขา color="red">ชื่อในเมืองมนุษย์จะเป็นชื่อของใครก็ตาม แต่ว่าอานิสงส์ทุกท่านย่อมได้เหมือนกัน



ตัวอย่าง ท่านมาฆมาณพ สร้างศาลาหลังเดียว ๓๓ คน ก็ไปเกิดเป็นเทวดาหมดทั้ง ๓๓ คน มีวิมานกันคนละหลัง ทั้ง ๆ
ที่ศาลาหลังนั้น ชื่อ ๓๓ คน ไม่มีเลย เป็นชื่อของท่านสุธรรมาคนเดียว ผู้ที่ร่วมสร้าง คือ ช้าง ก็ไปเกิดเป็นเทวดา มีนามว่า
เอราวัณเทพบุตร มีวิมานแถม ๑ หลังเหมือนกัน ไม่ต้องรวมกับใคร ท่านวัฑฒกี คือ นายช่าง
ก็ไปเกิดเป็น วิษณุกรรมเทพบุตร มีวิมาน ๑ หลังเหมือนกัน



นี่รวมความว่า ชื่อของท่านสุธรรมาชื่อเดียว แต่วิมานได้แล้วจริง ๆ ๓๕ หลัง ต่อมาท่านสุธรรมาเอง เมื่อไปเกิดเป็นนางฟ้า ก็ปรากฏว่ามีวิมานอีก ๑ หลัง
เจ้าของชื่อ เจ้าของช่อฟ้า ก็มีวิมาน ๑ หลังเหมือนกัน



ฉะนั้นบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททุกท่าน และลูกหลานทุกคนที่สร้างแล้ว ทำแล้วถึงแม้ว่าจะไม่มีชื่อ ก็อย่าไปสนใจเรื่องชื่อ สนใจเรื่องศรัทธาเป็นสำคัญ
ศรัทธาเรามีแล้ว เราบริจาคแล้ว เราทำแล้ว อย่างนี้อานิสงส์ใครจะว่าอย่างไรก็ตามอานิสงส์จะได้กับเราอยู่เสมอ



รวมความว่า ท่านสุจิตรา ก็คิด คิดว่า เมื่อท่านสุธรรมามีช่อฟ้าสวม ไปกับสามีได้ เมื่อท่านสุนันทามีสวนผลไม้
ก็ไปกับสามีได้ ร่วมกับสามี ทั้ง ๆ ที่ไม่ต้องขออนุญาต ที่หาเองเวลานั้นที่มากไม่ต้องซื้อ เป็นที่ป่า จัดสรรที่เอง ไม่ต้องขออนุญาตสามี ก็ทำสวน



ท่านสุจิตราก็คิดว่าอีกแถบหนึ่งของสระมันยังไม่มีสวน ถ้าคนเรามาได้พักผ่อนสบาย อาบน้ำมีความสุข เดินเล่นในสวน
แต่ทว่าถ้าได้ทัดทรงดอกไม้ หรือดมดอกไม้หอม ๆ เอาดอกไม้ไปนั่งดูบ้าง ทัดทรงบ้าง ติดหน้าบ้าง ติดอกบ้าง อย่างนี้ความสุขจะเพิ่มพูนขึ้น
เพราะเครื่องประดับ จึงได้สั่งสร้างทำสวนขึ้นสวนหนึ่ง เป็นส่วนดอกไม้โดยเฉพาะ จัดสรรดอกไม้ที่ดีแสนดีเท่าที่มีในเวลานั้น




รวมความว่าจัดดอกไม้ทุกประเภทเพราะคนเราไม่แน่นอนนัก คนนั้นชอบอย่างนี้ คนนี้ชอบอย่างนั้น มีไว้ให้ทุกอย่าง เมื่อดอกไม้งามสะพรั่งออกครบ
ก็เป็นที่ชื่นใจของคน มานั่งปุ๊บเห็นปั๊บ ชื่นใจแล้ว ต่อมาก็อาบน้ำอาบท่ามีความสบาย พักผ่อนแล้ว ลุกก็เดินไปเก็บผลไม้กินมีความสุข



เมื่อท่านสุจิตราสร้างสวนดอกไม้ขึ้นเป็นที่รื่นรมย์ของคน อานิสงส์ที่ท่านจะพึงได้คือว่า ตายจากความเป็นคน
ก็ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลกเหมือนกัน
อานิสงส์ที่สร้างสวนดอกไม้ เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ได้วิมาน ๑ หลัง สวยสดงดงามเหมือนกัน ใหญ่โต
น่าอยู่ไม่แพ้ภรรยาทั้ง ๒



นอกจากนั้น ก็มีสวนสุจิตราเกิดขึ้น เป็นสวนสวรรค์ ข้าง ๆ สระโบกขรณีเป็นที่ยินดี เป็นที่ชอบใจ ของเทวดาและนางฟ้าทั้งหมด
สวนนี้ปรากฏว่าจะมีนางฟ้าบำรุงทั้ง ๒ สวนนี่นะ สวนสุนันทาก็ดี สวนสุจิตราก็ดี จะมีนางฟ้าบำรุงเป็นปกติ



สำหรับนางฟ้าที่บำรุงสวน บรรดาท่านพุทธบริษัทบางท่านบางคนคิดว่าเราปลูกต้นไม้ในวัด แล้วก็เราปลูกต้นไม้ดอกในวัด ต้นไม้มีผลกินในวัด
หรือในที่สาธารณะ แต่ว่าที่สาธารณะกับที่วัด มีอานิสงส์ต่างกัน เพราะวัดเป็นเขตของสงฆ์ เป็นเขตในพุทธศาสนา เป็นพุทธเขต
เป็นที่อยู่ของผู้ทรงศีล ทรงธรรมฆราวาสท่านสร้างให้เป็นที่อยู่ของผู้ทรงศีลทรงธรรม แต่ผู้อยู่จะทรงศีลทรงธรรมตามที่หรือไม่นั้น เป็นเรื่องของส่วนบุคคล




แต่จริง ๆ แล้วบรรดาท่านพุทธศาสนิกชนอุทิศตรงเพื่อพระพุทธศาสนา จึงจัดว่าเป็นของสงฆ์โดยตรง เป็นของพระพุทธศาสนาโดยตรง การไปซ่อมแซมวัดก็ดี
สร้างสวนดอกไม้ในวัดก็ดี ก็ชื่อว่าเป็นผู้มีส่วนบำรุงวิหารทาน ชื่อว่า ร่วมในการสร้างวิหารทาน



คือร่วมกัน กุฏิวิหารเป็นที่อยู่ มีความสุข สวนผลไม้ทำอิ่มหนำสำราญ มีความสุข เป็นส่วนหนึ่งของวิหารทาน ดอกไม้สร้างความชื่นใจให้เกิดขึ้น
มีความสุข เป็นของเนื่องถึงกัน



ฉะนั้น อานิสงส์ในการสร้างในเขตของวัด ก็เหมือนกัน ท่านอินทกะ ถวายทานแด่พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา อานิสงส์มากอย่างนั้น
สำหรับสวนสาธารณะบรรดาท่านพุทธบริษัทใครก็ได้ คนมีศีลธรรมใช้ก็ได้ คนมีศีลมีธรรมดีบ้าง กระพร่องกระแพร่งบ้างใช้ก็ได้ คนไร้ศีลไร้ธรรมใช้ก็ได้
ฉะนั้นอานิสงส์จึงไม่เหมือนกัน อานิสงส์ที่จะพึงได้ก็คือเหมือน อังกุรเทพบุตร



แต่ว่าบรรดาท่านพุทธบริษัท จงอย่าเลือกเฉพาะผลใหญ่อย่างเดียว จงเลือกทั้งผลเล็กและผลใหญ่ สิ่งใดใกล้มือคว้าไว้ก่อน
นั่นหมายความว่าถ้าสวนสาธารณะเขามีขึ้น เขาต้องการต้นไม้ เขาต้องการดอกไม้ เราก็ไปร่วมกับเขา อย่าลืมว่าข้าวแต่ละจานย่อมมีค่า ข้าว ๑
กาละมังใหญ่ก็มีค่า แต่ว่าข้าวแต่ละจาน จานแม้จะน้อยกว่ากาละมัง แต่หลาย ๆ จานเข้าก็สามารถเต็มกาละมังได้ฉันใด



บุญกุศลที่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลายทำบุญกับสวนสาธารณะ หรือที่สาธารณประโยชน์ ถึงแม้ว่าจะไม่อยู่ในเขตสงฆ์ แต่ว่ามีโอกาสทำบ่อย ๆ
ก็ชื่อว่าจะเป็นการสั่งสมบุญให้เต็มที่ได้เหมือนกัน



อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ฝนตกทีละหยาด ๆ สามารถทำภาชนะให้เต็มได้ฉันใด บุญกุศลที่เราทำแล้วไซร้ แม้จะครั้งละน้อย ๆ
แต่ว่าทำบ่อย ๆ ก็สามารถจะทำให้บุญบารมีของเรา เต็มบริบูรณ์ได้




ฉะนั้น ขอทุกคนจงอย่าเลือกเฉพาะที่สงฆ์อย่างเดียว ส่วนใดที่จะเป็นประโยชน์กับประชาชนไม่จำกัด หมายความว่าเป็นสาธารณะ ให้ทำด้วย น้อยก็เอา มากก็เอา
อย่างนี้เราจะไม่เสียทีในการเกิด เพราะตามวัดวาต่าง ๆ ก็ไม่แน่นัก นาน ๆ ท่านจะปลูกต้นไม้สักที อาจจะมีหลาย ๆ วัด
ต้นไม้ของท่านเต็มแล้วไปปลูกก็ไม่มีที่ปลูก



ฉะนั้น ถ้าที่สาธารณะมีที่ไหน เขาชวนที่ไหนไปที่นั่น มันก็เป็นปัจจัยของความสุข นอกจากความสวยสดงดงาม เราให้ความสุขแก่คนที่เห็น คนที่ได้ใช้ ได้ดม
ได้กิน ผลอย่างนี้ถือเป็น ทาน (เสียงมันชักจะเป๋ ๆ ไปแล้ว ท่านพุทธบริษัท วันนี้คอไม่ดีแต่เช้า)



ก็ว่าต่อไปมีเวลาอีกสัก ๖ นาที ก็ขอพูดเรื่อง ภรรยาคนที่ ๔ คือ นางสุชาดา นางสุชาดานี้ไม่เอาเรื่องบุญ
ถือว่าเรามีผัวต้องการความเป็นผัว เราเป็นเมียต้องบำรุงผัวให้มีความสุขในด้านกามารมณ์ แต่งตัวสวย ๆ สร้างความสุขจิตให้เกิดกับผัวเวลากลับมาบ้าน
แต่คนที่มีอารมณ์อย่างนี้ก็อดจะมีอารมณ์อิจฉาริษยาคนอื่นไม่ได้ เป็นของธรรมดา อาจจะค่อน อาจจะแคะ อาจจะแงะ อาจจะสร้างความรำคาญให้อีกฝ่ายหนึ่ง
เพราะเข้าใจว่าตัวสวย



ความจริงความสวยสดงดงามของร่างกายนี้มันไม่ทน และมันไม่แท้ เพราะร่างกายมีส่วนของความสกปรก ผิวพรรณที่คิดว่าสวยมันก็สวยไม่จริง
มันดีประเดี๋ยวเดียวมันก็สกปรกโสโครก ส่วนภายในของร่างกายทุกคนมีสภาพเหมือนกันหมด มีแต่สิ่งสกปรกโสโครก



แล้วร่างกายก็ เหลาเหย่ คือแก่เหี่ยวลงไปทุกวัน ๆ ความเบื่อหน่ายของร่างกายก็ย่อมมี เหตุฉะนี้ละกระมังที่ color="green">มาฆมาณพ จึงมีความเบื่อหน่ายสตรี คิดว่าชาติหน้าไม่ต้องการจะพบ



เมื่อนางสุชาดา มีความประมาทอย่างนั้น อย่าลืมนะ บรรดาท่านพุทธบริษัท ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ปมาโท มัจจุโน ปทัง ความประมาท
เป็นทางของความตาย”
นางสุชาดานี้ประมาทมาก ความสวยช่วยคนไม่ได้ หลงความสวยมากเท่าไร มีทุกข์มากเท่านั้น หลงความสวยมากเท่าไร
ก็มีความเร่าร้อนมากเท่านั้น



ขั้นสุดท้ายภายหลังจะมีอารมณ์เต็มไปด้วยความทุกข์ เพราะความสวยมันลดตัวลงไป เมื่อเธอประมาท ตายจากความเป็นคน ก็ไม่ได้เป็นนางฟ้ากับเขา
ไปเกิดเป็น นางนกยาง



ท่านมาฆมาณพ หรือว่า พระอินทร์ ท่านก็พิจารณาว่า เมีย ๓ เมียตามมาแล้ว แต่น้องแก้วสุชาดาหายไปไหน
ท่านก็ใช้กำลังใจที่เป็นทิพย์สอดส่ายหาไปก็พบ ปรากฏว่า นางสุชาดาไปเกิดเป็นนกยาง ไปย่ำน้ำเตาะแตะ ๆ น้ำตื้น ๆ หาปลากิน



ท่านพระอินทร์ก็ไปทรมาน ให้นางนกยางรู้จักรักษาศีล ๕ แสดงองค์ให้ทราบว่าฉันคือ พระอินทร์ หรือ มาฆมาณพ
เป็นสามีของเธอในชาติก่อน เวลานี้ ๓ ภรรยา (ภรรยามี ๔ คนด้วยกัน) เป็นภรรยาฉัน เขาไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์แล้ว
แต่น้องแก้วก็มีความสวยสดงดงาม ขาว สวยมาก แต่ไม่ไหว มาหากินแบบนี้มันเป็นบาป สอนให้นางนกยางรู้จักรักษาศีล ๕ ไม่ทำปาณาติบาต




นางนกยางก็เชื่อ หาอาหารมันยาก เมื่อหาอาหารไม่ได้ตามต้องการ ร่างกายก็ผอมลง ๆ ๆ ผลที่สุดก็ตาย ในฐานะที่เป็นนกมีศีล
ก็ไปเกิดเป็นลูกสาวนายช่างหม้อ
เป็นคหบดีมีความร่ำรวย



ในที่สุด พระอินทร์ ท่านก็แปลงตัวไป เอาทองเท่าลูกฟักหนักเท่าตัวคนไปถามว่าใครรู้จักศีล ๕ บ้าง
เป็นอันว่าคนทั้งหมดในแถวนั้น ตำบลนั้น เมืองนั้นทั้งเมือง ไม่มีใครรู้จักศีล ๕ แต่ว่าลูกสาวนายช่างหม้อ
อาศัยที่เคยมีศีล ๕ มาตั้งแต่นกยาง อารมณ์เดิมปรากฏ ยังจำได้ นึกออก (บารมีมันติดตาม)




ผลที่สุดก็ตอบว่า ฉันรู้จักศีล ๕ และกำลังรักษาศีล ๕ อยู่ ท่านมาฆมาณพจึงให้โฉมตรูมารับทองคำเท่าลูกฟักหนักเท่าตัวคน
เอาไปไว้กินไว้ใช้ บอกว่าจะได้เป็นสมบัติเลี้ยงตัวต่อไป จงรักษาศีลอย่าให้ขาด แล้วก็แสดงตัวว่าเป็นพระอินทร์
เคยเป็นสามีของเธอในกาลก่อน ให้ตั้งใจทำบุญทำกุศลเพื่อไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ด้วยกัน



เมื่อลูกสาวนายช่างหม้อตายจากชาตินั้น ก็ไปเกิดเป็นลูกอสูร อสูรพวกนี้เดิมทีเดียวอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงสเทวโลก
ต่อมาเมื่อเทวดาไปอยู่ใหม่ มีบารมีสู้ไม่ได้ ก็ลงต่ำลงมาหน่อย



ในเมื่อไปอยู่ในเขตอสูร ก็ไม่สามารถจะพบกันได้อีก พระอินทร์ก็ต้องแปลงเป็นอสูรแก่ ในขณะที่ท้าวอสูร
ผู้เป็นพ่อประกาศหาสามีให้แก่ลูกสาว ให้ลูกสาวเลือกสามี ก็เป็นอันว่าเธอเลือกใคร ดูแล้วสรรแล้วก็ไม่ชอบใจ มาเจอะอสูรแก่ ซึ่งเป็นคู่เก่า
คือพระอินทร์เข้าแล้วไซร้ก็ชอบ โยนพวงมาลัยให้



เมื่อพระอินทร์รับพวงมาลัยแล้ว ก็คว้าข้อมือขึ้นรถขับหนีทันที ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะเกรงว่าอสูรจะรู้เข้า เพราะไม่ค่อยจะถูกกัน
บรรดาอสูรทั้งหลายเหล่านั้นแปลกใจ ก็ต่างพากันกวด แต่กวดพอจะเข้าเขตฉิมพลีก็ถูกครุฑต่อต้าน ไม่สามารถจะมาได้
ในที่สุดพระอินทร์ท่านก็พาสุชาดามาไว้ในเวชยันตวิมาน



นี่แหละ บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน เล่ามาอย่างนี้ก็จำ ก็คิดตามก็แล้วกัน ว่าทำแบบไหนมันดี ทำแบบไหนไม่ดี ไอ้แบบอวดตัว
หลงตัวว่าสวย แบบนี้เกิดเป็นนกยาง ชอบไหม ความจริงนกยางก็สวยดี ผิวขาว ไม่ต้องฟอกสบู่ ไม่ต้องทาแป้ง ไม่ต้องอบตัว ไม่ต้องอาบน้ำนม ขาวตลอดกาล
ถึงแม้ขนเก่าจะหลุดไป ขนใหม่ออกมาก็ขาว ชอบไหม ถ้าชอบก็เอาแบบสุชาดาสมัยหลงความสวย ถ้าต้องการมีความสุขก็รักษาศีล ๕ หรือ กรรมบถ ๑๐



บรรดาท่านพุทธบริษัทพูดมากไม่ได้แล้ว เวลาเหลืออีก ๓๐ วินาที ก็หมดเวลาที่ตั้งไว้ ก็ต้องขอลาก่อน ขอความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล
จงมีแด่บรรดาท่านพุทธศาสนิกชนผู้รับฟังทุกท่าน สวัสดี




Create Date : 29 กันยายน 2554
Last Update : 29 กันยายน 2554 22:40:21 น. 3 comments
Counter : 540 Pageviews.

 

เวลคัมทูบล็อกแก๊งค์
ขอบคุณที่นำมาฝากให้อ่านค่ะ


โดย: อุ้มสี วันที่: 29 กันยายน 2554 เวลา:22:53:01 น.  

 
แวะมาทักทายค่ะ
มีความสุขมากๆนะคะ


โดย: ธัญ...tanjira IP: 223.205.141.200 วันที่: 1 ตุลาคม 2554 เวลา:7:56:24 น.  

 

เป็นหนังสือที่น่าอ่านจริงๆค่ะในช่วงเวลาบ้านเมืองอุดมด้วยน้ำเช่นนี้



โดย: เริงฤดีนะ วันที่: 2 ตุลาคม 2554 เวลา:19:12:56 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

หมึกสีดำ
Location :
ขอนแก่น Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add หมึกสีดำ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.